นับตั้งแต่มาเหยียบเยี่ยมเมืองฮิโรชิม่า น้ำบนฟ้าก็ตกลงมาติดต่อกัน 2 วัน

หากใครได้ตามข่าวคราว นี่คือช่วงเวลาที่เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ฝนตกหนักที่สุดในรอบหลายสิบปีจนทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญอุทกภัยอย่างหนัก

ช่วงเช้าของวันฝนพรำ หลังจากนั่งรถไฟจากตัวเมืองฮิโรชิม่ากว่าชั่วโมง ต่อรถอีก 20 นาที ผมก็เห็นป้ายเปียกปอนเขียนว่า ‘Yoshida Soccer Park’

สถานที่แห่งนี้คือสนามซ้อมของสโมสรฟุตบอล Sanfrecce Hiroshima-จ่าฝูงของลีกสูงสุดแดนปลาดิบขณะนี้

ฉากหลังของสนามซ้อมสีเขียวชอุ่มคือภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล

เงียบ-สงบ คือสิ่งที่ผมรู้สึกขณะยืนเฝ้ามองภาพตรงหน้า

ในสนามนักฟุตบอลกำลังซ้อมกันอย่างขะมักเขม้นท่ามกลายสายฝนเพื่อเตรียมตัวลุยเลก 2 ของฤดูกาล ซึ่งหากพวกเขายังคงรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้แบบที่เป็นมา การคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง หลังจากเคยทำมาได้แล้วในปี 2012, 2013 และ 2015 ก็ไม่ใช่เรื่องเกินฝัน

ท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น ผมเห็นนักฟุตบอลชาวไทยกำลังซ้อมยิงประตูอยู่ในสนาม

เขาคือ มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา หรือ ‘มุ้ยซัง’ ของเพื่อนร่วมทีม

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในไทยออกมาตามฝันที่ต่างแดน ฤดูกาล 2007-2008 เขาเคยไปฝึกฟุตบอลกับสโมสร Manchester City ยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ และเมื่อปี 2014 เขาสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นใน La Liga ลีกสูงสุดของประเทศเทศสเปนกับสโมสร Almería

เมื่อการซ้อมเสร็จสิ้น ผมเห็นเนื้อตัวและใบหน้าของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยาดฝน เราพบกันอีกครั้งในห้องรับรองของสโมสร หลังจากที่เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดเรียบร้อย แล้วบทสนทนาระหว่างเราก็เริ่มจากตรงนั้น

ในขณะที่ฝนภายนอกยังคงโปรยปราย คล้ายชีวิตบางช่วงของเขา

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

1.

ชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน

“หลายๆ อย่างมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา” ช่วงหนึ่งของการพูดคุยกัน ยอดกองหน้าบอกผมว่าอย่างนั้น

‘หลายๆ อย่าง’ ที่เขาว่า บางสิ่งสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาทิ ความตึงของผิวหน้า มัดกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น สถานะการยอมรับในวงการฟุตบอล ในขณะที่บางสิ่งต้องพูดคุยสัมผัสเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้

แม้หลายๆ อย่างจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่เขาว่า แต่บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนไป

ในชีวิตผมเคยคุยกับธีรศิลป์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ตอนที่มีข่าวว่าเขาได้รับความสนใจจากสโมสรในสเปน

“ถ้ามีโอกาสอยากจะลองเชื่อตัวเองดูสักครั้ง” วันนั้นเขาตอบแบบนี้เมื่อผมถามว่า เชื่อไหมว่าตัวเองสามารถไปเล่นที่ยุโรปได้ “ความรู้สึกเราคืออยากพิสูจน์ตัวเอง ถึงไม่ได้เล่นก็ขอให้เราได้สู้ก่อน ถ้าเราสู้ไม่ได้แล้วถึงค่อยทำใจยอมรับ”

สิ่งหนึ่งที่แยกธีรศิลป์ออกจากกองหน้าทั่วๆ ไป คือความมุ่งมั่นและจิตวิญญาณนักสู้ ไม่เกรงกลัวที่เผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ แม้การหยุดยืนอยู่ที่เดิมจะปลอดภัยดีอยู่แล้ว ในไทยเขาคือยอดดาวยิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ถ้าความเสี่ยงนั้นทำให้เขาเติบใหญ่ทั้งในแง่ฝีเท้าและความคิด

“ผมพยายามพัฒนาในทุกวัน ซึ่งบางช่วงชีวิตเราอาจจะไม่ต้องดิ้นรน ชีวิตสบาย จนลืมไปว่าความฝันเราคืออะไร สิ่งที่เราทำคืออะไร เพราะว่าเราไม่ต้องคิดอะไร เรามีทุกอย่าง มีรถ มีบ้าน มีครอบครัว มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ฟุตบอลก็ไม่ได้ซ้อมเข้มข้นมาก ซึ่งชีวิตที่สบายมันทำให้เราลืมความฝัน ลืมสิ่งที่เราเคยคิดมาตลอด”

ด้วยความเชื่อเช่นนั้น ทำให้เขาตัดสินใจย้ายจากสโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ‘กิเลนผยอง’ เมืองทอง ยูไนเต็ด มาอยู่ Sanfrecce Hiroshima ด้วยสัญญายืมตัวเป็นเวลา 1 ปี

“ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยมีความรู้สึกสบายและยังอยากรักษาความสบายนั้นอยู่ แบบที่ยังทำงานเท่าเดิมหรือว่าทำน้อยลงแต่มีทุกอย่างเหมือนเดิม ซึ่งผมก็เคยคิด แต่ว่าที่ผมคิดมากกว่าคือ ในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง ผมอยากเก่งขึ้น อยากพัฒนาตัวเองในทุกๆ ปี ในทุกๆ ฤดูกาล ในทุกๆ นัด

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ผมอยากเก่งขึ้นเพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเก่งได้แค่นี้ หรือคิดว่านี่เราเก่งที่สุดแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจมาที่นี่ เพราะมันอาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น

“มีคำพูดหนึ่งของโค้ชเตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) ตอนนั้นผมอายุ 16 แล้วเก็บตัวทีมชาติ มันเป็นคำพูดแบบเวอร์ๆ แต่ตอนนั้นเราฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่สุดยอด เขาบอกว่า ‘สวรรค์หรือพระเจ้าให้มาไม่เท่ากัน ที่เหลือพวกมึงต้องไปหาเอาเองในสนาม’

“คือตอนนั้นเรายังเด็ก ฟังแล้วหัวใจพองโต เรารู้แหละว่าทุกคนมีจุดดีจุดด้อย ที่เหลือคือมึงแล้วที่ต้องไปหาเอาในสนาม ตอนนั้นฟังแล้วอยากเตะบอล อยากเตะทั้งวัน แล้วมันก็เป็นคำคำหนึ่งที่ผมจะพูดกับเพื่อนตลอดว่า เฮ้ย เดี๋ยวกูไปหาเอาในสนามก่อนนะ ไปหาไอ้สิ่งที่เราขาดไปในสนาม”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

2.

ผมยอมเสียใจ แต่ไม่อยากเสียดาย

ก่อนมาค้าแข้งที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ความทรงจำที่ผ่านมาของธีรศิลป์ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัยไม่ค่อยดีนัก

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาอยากกลับมาแก้ไขความรู้สึกในอดีต

“ก่อนมาอยู่ที่นี่ ผมเคยมาแข่งที่ญี่ปุ่นหลายครั้ง หรือย้อนไปตอนเด็กๆ ที่เป็นการแข่งฟุตบอลเยาวชนชุดต่ำกว่า 17 ปีชิงแชมป์เอเชียที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ผมก็ติดในชุดนั้นมาด้วย แต่ตอนนั้นเราขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง เราเล่นไม่ดี แล้วเราก็จำมันมาตลอด ถ้ามีโอกาสเราก็อยากกลับมาแก้ไข เหมือนเป็นจุดเล็กๆ ที่ทำให้ผมอยากมาที่นี่ อยากกลับมามีช่วงเวลาที่ดีที่ญี่ปุ่นบ้าง”

แม้จะเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำและเคยพบอุปสรรคยามไปค้าแข้งต่างแดนจนต้องกลับบ้านก่อนครบสัญญากับสโมสรอัลเมเลีย แต่เขาก็ยังกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่

“ผมอยากเอาชนะตัวเองมากกว่า อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำได้แค่ไหน หรือสุดท้ายถ้าทำไม่ได้ แต่เราก็ได้ทำสิ่งนั้น แม้จะไม่ประสบความสำเร็จแต่เราก็ได้ทำ ผมยอมเสียใจที่ทำไม่สำเร็จ แต่ไม่อยากเสียดายที่ไม่ได้ทำ และทุกครั้งผมจะพยายามทำมันให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“แล้วกังวลเรื่องอะไรที่สุด” ผมถามชายตรงหน้า

“เรื่องการสื่อสารนอกสนาม” เขาตอบทันที “เวลาที่เราไปข้างนอกคือช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเอง แล้วบางทีเราจะต้องสื่อสารเรื่องที่ไม่ใช่ฟุตบอล แต่ผมยังพูดไม่ได้ทั้งหมด ผมเลยกังวล แต่พอมาอยู่จริงปัญหานั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าที่นี่เขามีล่ามให้ ซึ่งเขาก็จะคอยตามผมตลอด เป็นเหมือนเงาเลย ปัญหาในการสื่อสารก็เลยน้อยลงกว่าที่ผมเคยเจอ เพราะว่าที่นี่เขาใส่ใจระดับหนึ่ง”

ยอดศูนย์หน้าบอกผมว่า ความแตกต่างอีกอย่างคือระเบียบวินัย และนั่นทำให้ผลงานปลายทางออกมาแตกต่างกัน

“ที่ไทยมันเปิดมากๆ ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิต เราจะกินตอนไหนก็ได้ แต่ความเป็นระเบียบวินัยที่นี่มีมากกว่า ซ้อมก็ต้องทำงานหนักกว่า และการดูแลตัวเองก็ต้องเพิ่มมากขึ้น คือทุกอย่างเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากชีวิตที่อยู่ในไทย ที่นี่เวลาว่างหลังจากซ้อมเรามีก็จริง แต่เราก็ต้องใช้เวลาว่างนั้นดูแลตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่านอนอยู่เฉยๆ ต้องคิดว่าเราต้องกินอะไร ต้องทำอะไร เพื่อที่เราจะสามารถจะซ้อมในวันพรุ่งนี้ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม

“เราไม่ได้มาเที่ยว เรายังมีงานต้องทำ ต้องใช้ร่างกาย ต้องแข่งขัน เพื่อที่จะแย่งตัวจริง แล้วก็ต้องทำผลงานให้ดี มันกดดันเหมือนกันนะ” ว่าถึงตรงนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไป “ด้วยความที่เราเป็นนักเตะต่างชาติ เราก็ต้องทำให้เขายอมรับด้วยว่าเราทำได้ เรามีผลงานที่มากพอ คล้ายๆ นักเตะต่างชาติที่มาเล่นไทยลีกที่ต้องยิงให้ได้ ทำผลงานให้ดี เพราะไม่อย่างนั้นสโมสรเขาก็จะเอาคนอื่นมาแทน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกันกับผมตอนนี้เลย เราก็ยังต้องโฟกัสอยู่ทั้งในสนามและนอกสนาม เราต้องทำผลงานให้ดีมากขึ้น เพื่อที่โอกาสที่จะลงสนามมากขึ้น คือการแข่งขันที่นี่เข้มข้นมากกว่า”

พูดถึงการยอมรับ มองอย่างหยาบๆ จากเสียงตอบรับของแฟนบอล การมีส่วนร่วมในสนาม หรือปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมที่มีต่อกองหน้าทีมชาติไทยผู้นี้ ผมว่าเขาพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับที่น่าพอใจ ไม่มีอะไรต้องวิตก

ถึงวันนี้ เขาลงเล่นในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นไปแล้ว 17 นัด ยิงได้ 4 ประตู โดยสามารถปลดล็อกได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามพบกับ Hokkaido Consadole Sapporo สโมสรต้นสังกัดของเพื่อนร่วมชาติอย่าง เมสซี่เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์

“แล้วสิ่งที่ดีมากๆ ในการได้มาเล่นที่นี่คืออะไร” ผมชวนเขาทบทวนถึงแง่งามบ้าง

“เกี่ยวกับฟุตบอลล้วนๆ เลย มันเปิดโลกใหม่ให้ผม มันมีหลายๆ อย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับฟุตบอล เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมถามนักเตะระดับเยาวชนที่นี่ว่า เขาต้องทำงานหนักกว่านักฟุตบอลที่อายุมากหรือที่เป็นตัวจริงอยู่แล้วขนาดไหน คุณเป็นสำรองแล้วคุณซ้อมหนักกว่าตัวจริงมากเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้รู้มุมมองที่นักฟุตบอลญี่ปุ่นมีต่อฟุตบอลของเขา ซึ่งมันเป็นทัศนคติที่ถ้าเราอยู่ในไทยเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาคิดยังไง เขาทำอะไร เขาถึงเก่งกว่าเรา เขาถึงพัฒนากว่าเรา

“ผมมองว่าการได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้มันคุ้ม ผมนั่งอยู่ที่ไทยผมไม่มีทางรู้ ผมแข่งกับเขาก็ไม่มีทางรู้ ผมต้องมาอยู่ตรงนี้ มาเป็นส่วนหนึ่งในทีมของเขาจริงๆ ผมถึงมีโอกาสรู้มากขึ้น ผมชอบตรงนี้ ผมชอบที่จะได้รู้เกี่ยวกับฟุตบอลมากขึ้น”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

3.

อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมหมดไฟแล้ว

หากฟังเพียงเสียง ดูเพียงแววตา เราอาจเข้าใจผิดว่านี่คือนักเตะหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ที่ยังโหยหาความท้าทายใหม่ๆ หากแต่ในความเป็นจริงนักฟุตบอลตรงหน้าคือชายวัย 30

ซึ่งสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ เมื่ออายุเข้าเลข 3 ก็นับว่าเข้าสู่ช่วงโรยราแล้ว

รู้สึกมั้ยว่าเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับฟุตบอลที่เจลีกช้าเกินไป” ผมถาม

“ไม่ช้านะ” ชายตรงหน้าตอบทันที “โอเค เราก็ต้องยอมรับแหละว่าชีวิตเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินมาบนทางที่มันเพอร์เฟกต์ เราก็สู้มาตลอด เพราะฉะนั้น พอได้เจออะไรที่เป็นสิ่งใหม่แล้วมันเป็นประโยชน์ เราก็พยายามซึมซับให้ได้มากที่สุด เท่านั้นเอง

“ผมเป็นคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ รู้สึกว่าสนุก ตื่นเต้น เวลาที่ได้เจอสนามใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ตอนที่ได้รับข้อเสนอผมคิดไม่นานเลย แล้วก็ไม่ได้ถามใคร คิดแค่เอายังไง จะไปมั้ย จริงๆ ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดว่า ถ้ามีโอกาส ผมอยากมา อย่าไปฟังคนอื่นว่าผมมีครอบครัวแล้ว มีลูกแล้ว อายุเยอะแล้ว หรือหมดไฟแล้ว สุดท้ายเขาก็โทรมาบอกผมว่า โอกาสมาแล้วนะ จะเอายังไง ตอนนั้นก็ตั้งใจอยากมาอยู่แล้ว เลยตอบตกลง โดยที่ไม่ได้ถามแฟน ไม่ได้ถามพ่อแม่ ไม่ได้ถามครอบครัวเลย”

แม้อะไรจะไม่เหมือนเดิมเมื่อวันและวัยเปลี่ยนผ่าน แต่มันก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

อย่างน้อยเขาก็เติบโตขึ้นและมีมุมมองต่อชีวิตแหลมคมขึ้น

“อะไรที่ตอนเป็นเด็กเราไม่เข้าใจรุ่นพี่ เราก็เริ่มเข้าใจว่ารุ่นพี่เขารู้สึกยังไง คิดยังไง มันก็เป็นมุมมองที่โตมากขึ้นในการแข่ง ในการฝึกซ้อม ในการใช้ชีวิต

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

“ส่วนเรื่องร่างกายผมก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เรารู้ว่าวันหนึ่งมันจะต้องถอยลง แต่เราอยากรักษาให้มันถอยลงช้าที่สุด ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ปล่อยมันไปเลย มันยังมีวิธีการหลายๆ อย่างที่ยังสามารถรักษากล้ามเนื้อ รักษาสมรรถภาพในการวิ่ง ในการเล่น ได้อยู่”

“แล้วคิดว่าจุดสูงสุดของตัวเองผ่านไปแล้วหรือยัง” ผมชวนเขาทบทวน

ยอดศูนย์หน้าชาวไทยนิ่งคิดไม่นานก่อนตอบ “ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าจุดสูงสุดผมอยู่ตรงไหน มันอาจจะมีช่วงเวลาที่ดีของผมในบางฤดูกาลเท่านั้นเอง แต่ว่าผมยังอยากเก่งขึ้นอีก ผมยังคิดว่ามีช่วงเวลาที่ดีแบบนั้นอีก เพราะฉะนั้น ผมก็พยายามตามหา มันคงไม่ใช่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วช่วงเวลานั้นจะเข้ามา ผมถึงมาที่นี่”

แล้วในชีวิตที่ผ่านมาเคยหลงระเริงมั้ย แล้วอะไรดึงให้ยังอยู่ตรงนี้”

“มีบางช่วงนะ อาจจะไม่ได้ถึงกับเหลิง เพียงแต่เรามั่นใจว่าเราทำได้ดี คือผมตอนเด็กๆ มีประสบการณ์ไปแข่งบอลที่นั่นที่นี่ ไปแข่งต่างประเทศ แล้วเรารู้ว่าในรุ่นอายุเราที่เราคิดว่าตัวเองเก่งในไทย แต่พอเราได้เจอทั้งโลก เราแม่งเป็นแค่มดตัวหนึ่งในโลก มึงไม่ได้เก่งอะไรเลย (เสียงสูง) คือในไทยมันอาจจะใช่ แต่พอเราได้ไปเห็นภาพของโลกมาแล้ว เราเลยรู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่เคยเก่ง ไม่เคยเก่งเลย มีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะแยะมากในโลก เหมือนที่มาอยู่ที่นี่ เราไม่ได้สูงกว่าใครเลย เราด้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ

“บางทีอยู่สบายไปมันก็เคยตัว มันก็คิดในมุมที่อยู่ข้างบน เราก็ไม่ได้กระตือรือร้นชีวิตอะไรมากมาย เราก็ใช้เวลาผ่านๆ ไปโดยที่ไม่ได้คำนึงอะไรมากมาย แต่มาที่นี่มันต้องคิดทุุกเม็ด เพราะฉะนั้น การได้มาสู้ ได้มาลำบาก มันก็ดีเหมือนกันนะ”

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima  ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

4.

มันเป็นความฝันของพ่อผม

3,942 กิโลเมตร คือระยะทางระหว่างกรุงเทพฯ กับฮิโรชิม่า

แต่ความฝันของนักฟุตบอลไทยในการไปเล่นเจลีกดูเหมือนจะไกลกว่านั้นในวันที่ธีรศิลป์เริ่มเล่นฟุตบอล

“ความฝันของผมตอนเด็กๆ คือแค่อยากติดทีมชาติไทยสักครั้งหนึ่ง เรียกว่ามันเป็นความฝันของนักฟุตบอลทุกคน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า แล้วอีกอย่างหนึ่งคือมันเป็นความฝันของพ่อผม” ธีรศิลป์พูดถึงชายที่เฝ้ามองเขาอยู่ที่ประเทศบ้านเกิด

หากจะบอกว่าส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ยอดศูนย์หน้าชาวไทยมาถึงจุดนี้ได้คือ ประสิทธิ์ แดงดา ผู้เป็นพ่อของเขาก็ไม่ผิดนัก

“พ่อผมเชื่อมั่นมาตลอดตั้งแต่ฟุตบอลไทยยังไม่มีลีกอาชีพ คนอื่นจะสงสัยว่าเตะฟุตบอลแล้วยังไง จะไปทำอะไรต่อ เพราะฟุตบอลในไทยยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในตอนนั้น แต่ว่าพ่อจะเชื่อมั่นตลอด เหมือนมีความฝันว่าผมสามารถไปเล่นต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนั้นเราจะต่อต้านพ่อ ต่อต้านความฝันของพ่อว่ามันไกลไป มันไกลมากๆ เราไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้จริงๆ แต่พ่อก็จะคอยบอกว่าผมเล่นได้”

“แล้วจริงๆ ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร” ผมสงสัย

“พ่อผมเป็นทหาร เราก็ซึมซับมาจากพ่อว่า เราอยากเป็นทหาร อยากมีอาชีพมั่นคง ตอนเด็กพ่อถามว่าอยากเป็นอะไร เราก็บอกพ่อว่า อยากเป็นทหาร อยากเป็นเหมือนพ่อ พ่อก็บอกว่า จะมาเป็นเหมือนพ่อทำไม ทำไมไม่เป็นให้ดีกว่าพ่อ”

ฟังถึงตรงนี้ผมก็นึกถึงภาพแรกของวันที่เห็นเขาวิ่งไล่กวดลูกฟุตบอลท่ามกลางนักฟุตบอลญี่ปุ่น โดยมีสายฝนโปรยปรายเป็นฉากหน้าและภูเขาตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง

ไม่แน่ใจว่าถ้าผู้เป็นพ่อได้มาเห็นภาพเดียวกันนี้ หัวใจเขาจะชุ่มฉ่ำเหมือนสภาพอากาศที่ฮิโรชิม่ายามนี้หรือไม่

 ธีรศิลป์ แดงดา, ทีมชาติไทย, เจลีก, Sanfrecce Hiroshima

พบบูทของสโมสรฟุตบอลเจลีกได้ที่งาน NIPPON HAKU BANGKOK 2018

วันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน 2018
เวลา 11.00 – 20.00 น.
สถานที่ สยามพารากอน ชั้น 5
โทร 022583983 และ 0891095122

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

วินัย สัตตะรุจาวงษ์

ผู้กำกับรายการและโฆษณาที่ช่วงนี้หันมาสนใจงานแนวสารคดี จึงเน้นทำงานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริง ตัวอย่างผลงานที่ผ่านมาคือ รายการ human ride และ เป็น อยู่ คือ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

รถโดยสารจอดให้ลงฝั่งตรงข้ามของคริสตจักรไมตรีจิต เราเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นป้ายซอยนานาตั้งเด่นอยู่หน้าที่ทำการไปรษณีย์ไทย 

เรานัดพบกับนักวาดภาพเมือง หลุยส์-ศุภชัย วงศ์นพดลเดชา หรือที่รู้จักกันในนาม Louis Sketcher เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งออกมาได้ไม่นานอย่าง ‘Bangkok Shophouses – ตึกแถวกรุงเทพฯ และชีวิตชาวย่าน’ ซึ่งอาคารร้าน Wallflowers Cafe ที่เรากำลังจะไปนั่งพูดคุยกัน ก็ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือรวมภาพสีน้ำเล่มนี้ด้วย

ท่ามกลางตึกเก่าและชาวย่านที่กำลังเริ่มต้นวันทำงาน เรามองเห็นชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หน้าประตูบ้านที่ปิดสนิท แวบแรกเราคิดว่าเขาคงจะเป็นเจ้าของบ้านที่มานั่งสูดอากาศยามเช้า แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้น จึงเห็นว่ามือข้างหนึ่งของเขากำลังประคองไอแพดที่เปิดโปรแกรมวาดภาพเอาไว้ และมืออีกข้างก็จรดปากกาสร้างลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นลงระหว่างแบบกับภาพร่าง เราไม่กล้าเข้าไปรบกวนสมาธิจนใกล้ถึงเวลาพูดคุย หลุยส์จึงลุกจากเก้าอี้ตามคำเชิญชวนของเราเข้าไปในร้าน และเริ่มเล่าการเดินทางของหนังสือเล่มใหม่นี้ให้ฟัง

'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher
'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher

01
Moments

Bangkok Shophouses ถือเป็นหนังสือรวมผลงานเล่มที่ 2 ของหลุยส์ เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยออกหนังสือเรื่อง ‘Moments in Bangkok’ มาก่อนแล้วใน พ.ศ. 2562 โดยใช้ประสบการณ์จากการเดินวาดภาพเล่นกว่า 6 ปี (พ.ศ. 2555 – 2561) มารวบรวมเป็นไดอารี่ บันทึกช่วงเวลาอันหลากหลายในกรุงเทพมหานคร

ความแตกต่างระหว่างหนังสือทั้งสองเล่มคือ Moments in Bangkok เป็นการสเก็ตช์ภาพเมืองกรุงมีตั้งแต่สตาร์บัคส์ในสยามสแควร์วัน การนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา ไปจนถึงพระราชวังพญาไท และชั่วโมงรถติดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขณะโมเมนต์ในเมืองหลวงมีทั้งช่วงเร่งรีบและผ่อนคลาย หนังสือ Bangkok Shophouse กลับนำเสนอภาพอีกมุมของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำ ผ่านลายเส้นที่ให้ความรู้สึกเนิบช้า ละมุน อบอุ่น และคิดถึงอย่างน่าประหลาด

'Bangkok Shophouses' บันทึกตึกเก่าและชีวิตชาวย่านผ่านหนังสือสีน้ำของ Louis Sketcher

“เราเริ่มวาดภาพจริง ๆ ตอนปี 4 ตอนนี้ก็ 9 ปีแล้ว โห! 9 ปีแล้วหรอ!?” เขาทำหน้าเหลือเชื่อก่อนจะเล่าต่อ

“แต่ที่มาทำเป็นงานวาดรูปอย่างเดียว ปีนี้น่าจะปีที่ 5 เพราะก่อนหน้านี้เป็นสถาปนิก งานอดิเรกของเราคือการเดินวาดรูปในเมือง มันก็จะเห็นว่ามีตึกแถวสวย ๆ อยู่ เริ่มจากที่เราชอบ อยากจะวาด แต่ถ้าวาดเป็นวิวทิวทัศน์อาจจะเก็บรายละเอียดได้ไม่มาก เราอยากจะวาดปูนปั้น ช่องแสงต่าง ๆ จึงค่อย ๆ สะสมมา เห็นเยอะก็อยากรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่ ประกอบกับไม่ค่อยมีคนทำจึงเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้”

ตั้งแต่ออกหนังสือเล่มแรก หลุยส์ก็มีความคิดจะทำโปรเจกต์นี้แล้ว อาคารในคลังของเขาเพิ่มพูนกว่าแต่ก่อนมาก ยิ่งได้แรงบันดาลใจจากศิลปินสีน้ำชาวโปแลนด์ในประเทศญี่ปุ่นอย่าง Mateusz Urbanowicz ผู้สะบัดแปรงบันทึกภาพตึกรามบ้านช่องได้อย่างละเอียดงดงามในหนังสือ ‘Tokyo Storefront’ ยิ่งทำให้แพสชันของเด็กสถาปัตย์คนนี้พุ่งขึ้นจนฉุดไม่อยู่

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“เสน่ห์ของเมืองเก่าคือความเป็นท้องถิ่นของพื้นที่นั้น ๆ ทำให้เห็นวิถีชีวิตที่เก่ากว่าในเมืองสมัยใหม่ เป็นชีวิตที่เราคุ้นเคย ให้อารมณ์ Nostalgic และตัวตึกก็มีความทรงจำ เข้าถึงได้ง่าย เป็นมิตร การเรียนสถาปัตย์ทำให้เราชอบรายละเอียดของตัวตึก เห็นแล้วจะตั้งคำถามว่านี่มันสร้างปีอะไร เป็นศิลปะของยุคสมัยไหน จนเรารู้สึกว่าเมืองที่มีบรรยากาศแบบเก่าก็น่ารักดี ประกอบกับชีวิตชีวาในแถวนั้น มีร้านอาหาร มีแกลเลอรี่ โรงเรียน คาเฟ่ รวมกันแล้วมันมีเสน่ห์”

หลุยส์คัดเลือกตึกจากความชอบ จากนั้นจึงแบ่งเป็นย่าน โดยพยายามให้ครอบคลุมที่สุด เขาถึงขั้นซื้อแผนที่กรุงเทพฯ มาเพื่อปักหมุดสถานที่ที่คัดเลือกเอาไว้แล้ว

“มันมีกระจุกบ้าง เพราะเมืองชั้นในจะมีตึกเก่าเยอะ ถ้าตรงไหนยังโล่ง เราก็จะไปสำรวจดูว่ามีอะไรมาเติมได้ไหม ตึกหนึ่ง ย่านหนึ่งจะไม่ค่อยซ้ำ แต่สมัยก่อนจะวาดเยาวราชทั้งแถวเลยนะ แต่เก็บเอาไว้ก่อน อาจจะเป็น Side Project ในอนาคต”

ขณะที่เขาเริ่มเล่า ตึกด้านข้างก็มีเสียงเลื่อยไฟฟ้าดังแทรกเข้ามาจนเราชะงัก เมื่อหันไปมองจึงเห็นชาวย่านกำลังหั่นน้ำแข็งอย่างขยันขันแข็งอยู่ข้าง ๆ ห่างไม่เกิน 3 เมตร หลุยส์บอกว่า แบบนี้เรียลมาก แต่ถึงจะเสียงดังก็หยุดความสนุกของเบื้องหลังหนังสือเล่มนี้ไม่ได้

02
Methods

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“อันนี้คือดัมมี่-แบบร่างครับ” หลุยส์หยิบกองกระดาษหลากหลายไซส์ขึ้นมาวางบนโต๊ะ กระดาษสีขาวแผนใหญ่ที่สุดมีภาพร่างขนาดเท่าหนังสือเล่มจริง รอยดินสอสีและรอยดินสอตวัดไปมาพอให้เจ้าตัวรู้ว่าจะจัดวางองค์ประกอบของหน้าหนังสืออย่างไร ส่วนกระดาษปอนด์แผ่นเล็กสีเหลืองนวลทำหน้าที่ต่างกัน เพราะนั่นคือภาพตึกที่วาดขึ้นด้วยสีน้ำ พู่กัน และดินสอของจริง ก่อนจะถูกนำมาสแกนย่อ-ขยายลงไปตอนจัดหน้า

หลุยส์เริ่มคิดก่อนว่า เขาจะเดินทางไปยังย่านใดบ้าง โดยคิดจากภาพกว้างแล้วจึงตีกรอบให้เล็กลง เพื่อให้การเดินทางเก็บข้อมูลของเขาง่ายขึ้น เดิมทีเขาอยากจะเก็บภาพย่านเก่าทั่วกรุงเทพฯ ให้ครบ จากพระนครยาวไปถึงสยาม สีลม ทองหล่อ อ่อนนุช แต่ก็เกรงว่าหนังสือคงจะเสร็จประมาณ พ.ศ. 2600 เขาจึงเลือกเพียงแค่ย่านเก่าฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีก่อน

“เราใช้ระบบเดินสำรวจตามสถานที่จริง ถ่ายภาพ กิน ๆ ๆ ๆ และนำรูปกลับมาวาดที่บ้าน นั่งวาดในห้องแอร์ ไม่ได้ไปตรงนั้นและนั่งวาด จะไม่เหมือนเล่มก่อนที่สเก็ตช์ในที่จริง รายละเอียดจึงต่างกันแบบคนละเรื่อง เล่มนี้ละเอียดกว่ามาก”

เราเปิดหนังสือตามไปพร้อมฟังคำอธิบายจากเจ้าของผลงาน ความละเอียดนั้นราวกับผู้อ่านได้ไปยืนอยู่หน้าตึกในช่วงเวลาที่เขาวาดด้วย

ม้วนผ้าเรียงรายอยู่หน้าร้านค้าโดยมีเชือกเส้นเล็กผูกไว้ไม่ให้ล้มเกลื่อนถนน นั่นคือร้านอุษา ส่าหรี เซ็นเตอร์ แห่งย่านพาหุรัด

เพลาล้อ ยางรถยนต์ เศษเหล็ก และอะไหล่เชียงกงกองพะเนิน นั่นคือชุมชนตลาดน้อย

ป้ายไฟสีแดง-เขียวละลานตา ตักอักษรจีนลอยฟ้าเหนือร้านค้าสตรีทฟู้ดเจ้าเก่า นั่นคือย่านเยาวราช

เสื้อผ้าแขวนบนราวเรียงรายอยู่ตามทาง สลับกับร้านขายยา และร้านอาหารอันหลากหลาย นั่นคือตลาดวังหลังแห่งฝั่งธนบุรี

ผู้คนใส่หน้ากากอนามัยสะท้อนชีวิตช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด คือสิ่งที่หลุยส์ชั่งใจว่าจะใส่หรือไม่ เพราะในบางภาพ เขาก็ตัดสินใจไม่วาดผ้าปิดปาก เพื่อระลึกถึงคืนวันอันสดใสและวุ่นวาย เช่น ถนนข้าวสารที่เคยครื้นเคร้งกว่าในปัจจุบัน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“มีบางโมเมนต์ที่ถ่ายไม่ทันก็เติมเข้าไปเองบ้าง เช่น เรือ รถเข็น รถสามล้อ แอบเหมือนทำธีสิส เพราะในช่วงท้ายของหนังสือ เราใส่รูปแบบสถาปัตยกรรมไปด้วยแบบคร่าว ๆ เป็นชื่อเรียกรวม ๆ นะ เพราะตึกแถวในไทยแบ่งอย่างชัดเจนยาก เรารีเสิร์ชเยอะ และให้รุ่นน้องที่เชี่ยวชาญช่วยตรวจ”

เราพลิกไปที่ด้านหลังของเล่มจนพบหัวข้อ Shophouse Styles ซึ่งจะบอกลักษณะตึกแถวในแต่ละรัชสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 – 7 พร้อมตัวอย่างภาพและที่ตั้งของตึกแต่ละแบบว่าหาดูได้ที่ไหน ตรงนี้ทำให้เราได้ลองประมาณเล่น ๆ ว่า ตึกแถวที่เราเติบโตมาน่าจะเป็นสถาปัตยกรรมประมาณรัชกาลที่ 5 แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการแบ่งแบบคร่าว ๆ เท่านั้น

หลังนอกเรื่องคุยถึงบ้านของตัวเอง หลุยส์ก็เล่าถึงทีมงานของเขาต่อ รวมแล้วหนังสือเล่มนี้มีทีมงานทั้งหมด 3 คน ได้แก่หลุยส์ รับหน้าที่ดูแลเนื้อหา วาดภาพ เรียบเรียง และออกแบบรูปเล่ม พัชรพงศ์ กุลกาญจนาชีวิน รับหน้าที่บรรณาธิการ และ คุณัชญ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์ รับหน้าที่ผู้แปลภาษาอังกฤษ

“เราว่ามันเป็นเรื่องที่คนต่างชาติเองก็อยากรู้ เรามองไปถึงว่ามันจะวางขายตามสนามบิน เหมือนเปิดประตูให้คนรู้จักหน้าตาของกรุงเทพฯ มีออเดอร์ของต่างประเทศเยอะเหมือนกัน”

นอกจากเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาวย่าน ซึ่งแขกจากต่างประเทศที่มาเยือนย่อมมีโอกาสได้สัมผัสของจริง ลายเส้นและการลงสีของหลุยส์ก็เป็นที่ชื่นชอบของคนหลากหลายกลุ่มเช่นกัน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“เทคนิควิธีการวาดเมืองเก่ากับทิวทัศน์เมืองทั่วไปก็คล้าย ๆ กัน สังเกตและเขียนด้วยรูปร่างรูปทรง แต่การเปลี่ยน Subject จะเปลี่ยนอารมณ์ อุปกรณ์ก็เปลี่ยน ในหนังสือเล่มนี้จะเป็นปากกาหัวพู่กัน เส้นจะไม่สม่ำเสมอ สีน้ำจะได้อารมณ์ระหว่างทำ นอกจากนี้ก็มีใช้ดินสอ EE ที่ให้อารมณ์นุ่มกว่า ถ้าเป็น Landscape เราจะใช้ดินสอ ตึกจะใช้พู่กัน มันทำให้เรากลับไปชอบงานดินสอด้วย เพราะพิมพ์ออกมาแล้วนุ่มกำลังดี เทากำลังสวย บางทีงานปากกาจะรู้สึกสีตึ้บไปหน่อย”

เราถามเขาต่อว่าทำไมถึงไม่ใช้โปรแกรมวาด เพราะเห็นเขาพกไอแพดมาด้วยในวันนี้

“โปรแกรมในปัจจุบันก็วาดได้ แต่เรา Appreciate งานมือที่สุด และมันออกมามีชีวิต สัมผัสพู่กันกับการลงปากกาในโปรแกรมมันเทียบกันไม่ได้ แค่สะดวกสบายขึ้น ก็ต้องดูแล้วแต่งานไปว่าวันนี้เราจะไปไหนและวาดอะไร”

เขาหยิบดัมมี่ขึ้นมาเปิดให้เราดูอีกครั้ง พร้อมอธิบายถึงการจัดเรียงว่า ก่อนหน้านี้คิดจะย่อขนาดอาคารลง เพื่อใส่หลายอาคารในหนึ่งหน้า แต่พอมองแล้วกลับรู้สึกแน่นเกินไปจึงเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ส่วนลายเส้นที่เห็นบนกระดาษดัมมี่ก็เกิดจากการใช้สีไม้ร่างตึกไว้ก่อนเพื่อดูการจัดเรียง

“งานพิมพ์ทำกี่ครั้งก็เหมือนเรียนใหม่ทุกรอบ (หัวเราะ) แก้เยอะมากครับ ทำดัมมี่อย่างเดียวน่าจะ 1 ปี เพราะทำหนังสือด้วย ทำงานด้วย สอนด้วย พอโควิด-19 ระบาดรอบแรก งานยุ่ง ๆ ก็หายไปจนได้มาทำหนังสือ ช่วงวาดจริง 1 หน้าคู่ใช้เวลาประมาณ 1 วัน ต้องมีวินัยหนักมาก พอโควิด-19 รอบ 2 ก็พัก ๆ ไป ค่อยกลับมาทำ ตอนจบบทแรก (บทพระนคร) แอบพักไป 2 – 3 เดือน ประมาณครึ่งเล่มคือช่วงที่ท้อที่สุด แต่เราก็ทำเพื่อให้ทุกวันงานเดินต่อได้ เราอยากเห็นหนังสือเล่มนี้ออกมา เอาจริง ๆ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือตัวของเราเองว่า เราจะรักษาวินัยได้มากแค่ไหน”

หลังฝ่าฟันจนทำดัมมี่เสร็จเรียบร้อย ศิลปินก็ได้เวลาสะบัดแปรงสร้างงานจริง โดยช่วงที่เขาวาดภาพตึกและอาคารในย่านเก่า เขาจะปล่อยใจให้ลื่นไหลไปกับอารมณ์ ณ ช่วงเวลานั้น ไม่คิดอะไรในหัวจนมีเวลาสังเกตรายละเอียดบนภาพที่ไม่เคยมองเห็น

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“สำหรับเนื้อหา เราเป็นคนไม่ค่อยเจ๊าะแจ๊ะ ในหนังสือเล่มนี้จึงน้อยมากที่มาจากการสัมภาษณ์ ส่วนมากเป็นการรีเสิร์ชเอา เน้นการสังเกตของเราด้วย มันจะไม่เหมือนตอนที่ทำ Moments in Bangkok ชุมชนป้อมมหากาฬ อันนั้นได้คุยกับชาวบ้าน”

เมื่อเตรียมข้อมูลและวาดภาพเสร็จแล้วจึงนำไปสแกน (ความคมชัด 300 dpi) เพื่อจัดเลย์เอาต์ครั้งสุดท้าย ซึ่งกินเวลาไปอีกประมาณ 3 เดือน หลุยส์แนะนำว่าหากวาดงานปากกา ขนาดชิ้นงานขั้นต่ำควรเท่ากับขนาดที่พิมพ์ เพื่อที่เวลาสแกน สเกลเส้นจะได้ไม่โตผิดปกติ หลังจากนั้นจึงส่งพิมพ์และส่งมอบความทรงจำของผู้เขียนสู่อ้อมกอดของผู้อ่านเป็นอันจบงาน

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

03
Memories

หนุ่มจรัญฯ ผู้มีชีวิตประจำวันอยู่แถวเมืองเก่า เริ่มเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่วัดราชบพิธฯ จนเข้ามหาวิทยาลัยจึงศึกษาในสาขาสถาปัตยกรรมไทยและรู้จักวัดเยอะขึ้น ต่อมาได้เป็นนักวาดภาพเมือง (Urban Sketcher) เลยทำให้ใช้ชีวิตอยู่ละแวกย่านเก่าบ่อยกว่าก่อน ทั้งร้านหนังสือ ร้านอาหาร และร้านกาแฟประจำก็อยู่แถวนี้ เราจึงไม่แปลกใจนักหากความทรงจำที่เขาได้สัมผัสโดยตรงและโดยอ้อม จะแปรเปลี่ยนเป็นแพสชันอันแรงกล้าในการเผยแพร่อีกหลายมุมเมืองที่ผู้คนไม่เคยดื่มด่ำ

“ภาพที่เราชอบที่สุดคือตลาดน้อย ชอบที่นี่ เราเดินไปใช้ชีวิตแถวนั้นบ่อยเลยรู้สึกผูกพันกับตัวย่าน เป็นตึกที่อยากวาดมานาน งานปูนปั้นตรงนี้ (ชี้ไปที่หลังคาบ้านจีน) ค่อนข้างสมบูรณ์ มีอีกฝั่งสวยมาก แต่เราเลือกตรงนี้เพราะอยากเก็บเชียงกง ได้ข่าวว่าเขาขายเหล็กกองนี้ไปแล้ว”

เจ้าของผลงานทราบดีว่า หนังสือเล่มนี้คือบันทึกประวัติศาสตร์และความทรงจำเล่มสำคัญ เขาเริ่มเปิดไปยังตึกที่กลายเป็นเพียงความทรงจำไปแล้วจริง ๆ ให้เราดู

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

“ตึกนี้ ห้างทองโซวเซ่งเฮง กันสาดตรงนี้เขารื้อไปแล้ว กลายเป็นโครงเหล็กโล้น ๆ อันนี้ (ห้างทองเซ่งซุ่นหลี) ก็รื้อแล้ว หน้าต่างถอดออก ป้ายก็รื้อลง เราชอบป้ายนี้ที่สุดในเยาวราชเลยนะ มันสวย การใช้สีก็แปลกกว่าที่อื่น เพราะห้างทองอื่นจะสีเขียว ขาว แดง แต่อันนี้สีสวย มันทำให้เรารู้ว่าในช่วงเวลาหนึ่ง ตึกแถวในกรุงเทพฯ มีหน้าตาแบบนี้ แต่ไม่ถือว่าเป็นพงศาวดาร มันคือการแคปเจอร์ช่วงเวลานั้น ๆ มาเป็นเหมือนไดอารี่”

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ตึกที่หลุยส์วาดหลายแห่งล้มหายตายจากไปไม่ต่างจากผู้คนที่ถูกกาลเวลาชะล้าง แต่นอกจากตึกที่ถูกทุบทิ้งแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พบคือการเปลี่ยนหน้าตาของตึก ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้เปลี่ยนไปในทางที่น่าพึงพอใจสักเท่าไหร่

“หลัง ๆ เราก็เริ่มปลง ถ้าเป็นตึกที่ชอบจะแอบเสียดาย แต่ก็เข้าใจว่าเมืองมีพลวัตที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่ที่เห็นปัญหาคือ เขาจะไม่ค่อยดูแล อาจเพราะหาช่างทำงานได้ยาก เช่น งานปูนปั้น หรืองานไม้ฉลุ จะโดนรื้อหรือทุบทิ้งเยอะ ไปจนถึงเรื่องสี มันค่อนข้างสำคัญนะ เพราะเป็นโทนของเมืองเก่า พอทาใหม่ก็ไม่รู้ไปเลือก Pantone ไหน มันจะแปร่ง ๆ หน่อย แต่เราก็เชื่อว่ายังมีผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลได้อยู่ ทุกปัญหาต้องมีการพูดคุยและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย” หลุยส์เน้นย้ำ

ถึงจะเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยใจช่วงเวลาที่ตึกเหล่านั้นอยู่ในสายตาของศิลปินคนนี้ เขาก็บันทึกมันเอาไว้ในหนังสือหรือภาพวาดอื่น ๆ แล้ว

“อย่างน้อย อยากให้คนที่มาอ่านหนังสือเล่มนี้รู้ว่า ของเหล่านี้มีเรื่องราว มีที่มา และมีคุณค่า การที่ตึกเหล่านี้ค่อย ๆ ตายไป หมายถึงเมืองเราอาจจะทันสมัยมากขึ้น แต่เสน่ห์มันน้อยลง นี่คือจุดของเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวอยากจะมาชมหรือเปล่า เพราะห้างสรรพสินค้าเขาก็มี ความทันสมัยเขาก็มี เราทันสมัยแต่มีเสน่ห์ไปด้วยกันก็ได้”

การเห็นคุณค่าของวิถีชีวิต อาคาร ตึกเก่า จำต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทั้งระบบ หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานนั้น อย่างน้อยคนอ่านอาจได้โอกาสมองหา และมองเห็นคุณค่าของตึกเก่ามากขึ้นเช่นเดียวกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้

หลังจากพิชิตหนึ่งในไมล์สโตนได้อย่างน่าภาคภูมิใจแล้ว ในอนาคต นอกจากย่านเยาวราชที่เจ้าตัวชื่นชอบ เขาบอกว่าอยากจะเก็บย่านเจริญกรุง รวมถึงย่านอื่น ๆ ที่ยังมีเรื่องราวอันน่าสนใจเพิ่มเติมด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรจะมาถึงก่อนกัน ระหว่างผลงานในอนาคตกับพื้นที่ว่างเปล่าของตึกที่เคยตั้งอยู่

เบื้องหลังหนังสือเล่มใหม่ของนักวาดภาพเมือง ‘Louis Sketcher’ ที่บันทึกตึกเก่าด้วยสีน้ำ และเล่าความทรงจำผ่านตัวอักษร

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load