ชื่อของ ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ เป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลเมื่อครั้งที่พา เตนล์ (TEN) หนุ่มไทยคนเดียวจากวง NCT บอยแบนด์น้องใหม่ที่โดดเด่นด้วยคอนเซปต์รูปแบบใหม่ จาก SM Entertainment มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับใช้ชาติประจำปี

ข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตบอกว่า พี่ปรุง เอสเอ็ม หรือ ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ เป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับ SM Entertainment ค่ายเพลงเบอร์หนึ่งของเกาหลีที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง TVXQ!, Girls’ Generation, BoA, Super Junior, SHINee, EXO, Red Velvet, NCT

ข้อมูลจากแหล่งเดียวกันยังบอกอีกว่าพี่ปรุงเป็นครูสอนภาษาไทยให้ศิลปินฝึกหัดในค่ายเพลงดังกล่าว และดูแลการตลาดเพลงเกาหลีของค่ายที่ทำกับประเทศไทยและภูมิภาคทั้งหมด

นอกจากนี้พี่ปรุงยังเป็นบัณฑิตดีกรีเกียรตินิยมจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เคยทำงานในสำนักงานกฎหมาย เป็นผู้ประกาศข่าว เป็นตัวแทนคนไทยในรายการวาไรตี้ชื่อดังของเกาหลี

พี่ปรุงเป็นใครกันแน่ เราสงสัย

นอกจากเรื่องเนื้องานที่ทำกับค่ายเพลงระดับโลกค่ายนี้ เราพบว่าเส้นทางและมุมมองต่อสิ่งที่ผ่านมาของพี่ปรุงน่าสนใจไม่แพ้กัน

จากที่เคยคิดว่าพี่ปรุงเป็นคนโชคดีได้ทำงานในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ วันนี้ได้รู้แล้วว่าการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดไหน

โชคดีที่พี่ปรุงอยู่กรุงเทพฯ พอดีในช่วงวันหยุดสงกรานต์ แต่ต่อให้พี่ปรุงอยู่เกาหลีตอนนี้เราก็จะหาทางพูดคุยมาให้จงได้ เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รู้จักผู้ชายคนนี้ ระหว่างพูดคุย เราก็แอบวางแผนไว้แล้วว่าจะขอจบบทสนทนาด้วยการทวงถามถึง ‘น้ำใจน้องพี่สีชมพู~’ เผื่อว่าพี่ปรุงจะใจดียอมให้เราติดสอยห้อยตามไปเสิร์ฟน้ำหรือทำงานเช็ดถูที่บริษัท

เอาล่ะ อันยองฮาเซโยค่ะ

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

โดยตำแหน่งแล้วหน้าที่ของคุณซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวใน SM Entertainment ค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเกาหลี ได้แก่อะไรบ้าง

จริงๆ ทำเยอะมาก เพราะเป็นคนไทยคนเดียว และเป็นคนเดียวที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น อะไรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและภูมิภาคนี้เราต้องทำทั้งหมด ทั้งเป็น Strategic Planner เป็น Marketing Communicator เป็น Coordinator เป็น Operation เป็น Project Manager เป็น Local Manager ซึ่งไม่ใช่ผู้ดูแลศิลปินเป็นหลักนะ แต่ดูแลศิลปินเมื่อมาประเทศไทย

ขอสารภาพว่านอกจากเรื่องการเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับค่ายเพลงใหญ่แล้ว เราสนใจเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่คุณเป็นนักเรียนกฎหมายมาก่อน

ย้อนกลับไปสมัยเรียน เราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมมาก เพราะเราเชื่อในการลองทำและค้นหาคุณค่าในตัวเอง แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้คิดถึงสิ่งที่มากกว่าคือช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ เราตัดสินใจออกเดินทางไปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้คนเดียวเป็นเวลา 45 วันโดยใช้เงินที่เก็บเงินจากการทำงานพาร์ตไทม์ การเดินทางครั้งนั้นจุดประกายให้เราคิดฝันอยากลองทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง

ก่อนจะกลับมาทำงานเป็นทนายในบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย เรามีโจทย์ในใจว่าจะทำสิ่งนี้ให้ครบปี จนเมื่อผ่านไป 6 เดือน เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำ ระหว่างนั้นเราก็ลองค้นหาสิ่งอื่นที่คิดว่าน่าจะทำได้ เช่น สมัครเป็นสจ๊วตสายการบิน สมัครงานผู้ประกาศข่าว ไปพร้อมๆ กับสมัครสอบทุนเรียนต่อด้านการตลาด โดยระหว่างนั้นก็ลงแข่งทำแผนการตลาดเพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ให้ตัวเองก่อนเรียนต่อ ในจังหวะนั้นเราก็เริ่มต้นเป็นผู้ประกาศข่าว แต่แม้ว่าจะชอบงานนี้มากแค่ไหน เราก็ถามตัวเองขึ้นมาระหว่างทางว่าเรามั่นใจในเส้นทางหรือสายอาชีพนี้มากแค่ไหน

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

ยุคนั้นภาพจำของการไปเรียนต่อและทำงานที่เกาหลีมันไม่ได้ชัดเจนเท่ากับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือแม้กระทั่งจีนและญี่ปุ่น อะไรทำให้คุณมั่นใจเลือกไปเรียนต่อที่เกาหลีใต้

เราก็คิดหนักพอสมควรนะ เพราะเกาหลีเมื่อ 6 ปีก่อนมันไม่เหมือนตอนนี้ แต่มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์เกดเป็นอีกคนที่คล้ายเรา เขาเป็นอีกคนที่กล้าก้าวออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่ต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาหรืออังกฤษ โดยการตัดสินใจไปญี่ปุ่นและตั้งใจจนประสบความสำเร็จ เป็นกูรูเกี่ยวกับที่นั่น ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าไปที่ไหนก็ได้ แต่มั่นใจให้ได้ว่ากลับมาแล้วจะประสบความสำเร็จ

ก่อนจะเป็น ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ รู้มาว่าคุณ เดบิวต์เข้าสู่วงการด้วยการออกรายการโทรทัศน์ของเกาหลีระหว่างที่เรียนด้วย จริงๆ แล้วเป็นการจับพลัดจับผลูหรือความตั้งใจ

เป็นความตั้งใจนะ ที่ผ่านมาเราเคยจัดรายการวิทยุ ทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังมาบ้าง ช่วงที่หากิจกรรมระหว่างเรียนเราก็อยากทำในสิ่งที่ชอบและถนัด เราเริ่มจากสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยการไปสมัครทำงานพิเศษของช่อง Arirang TV พอได้รู้จักคนมากขึ้น เขาก็ชวนไปแคสต์รายการ Abnormal Non-Summit เป็นรายการที่ตั้งหัวข้อขึ้นมาให้ผู้ร่วมรายการซึ่งเป็นตัวแทนจากชาติต่างๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้ภาษาเกาหลี ซึ่งหัวข้อที่เราได้รับหลากหลายมาก มีตั้งแต่การอุ้มบุญ เพศที่สาม ซึ่งมีส่วนที่เราต้องพูดเพิ่มเติมในรายการโดยอ้างอิงข้อมูลที่เกี่ยวกับกฎหมายไทยเพื่อให้คนต่างชาติเข้าใจ

ดูเหมือนเป็นโอกาสที่ดี แต่เป็นงานที่ทำให้เราเครียดมากเหมือนกัน จากคนที่ไม่รู้ภาษาเกาหลีเลย เพิ่งเรียนได้ปีครึ่ง แล้วต้องมาพูดภาษาเกาหลีในรายการทีวี แม้จะเป็นรายการที่มีแต่คนต่างชาติ แต่ทุกคนก็อยู่เกาหลีมาร่วม 10 ปี แถมเรื่องที่ได้รับก็อ่อนไหวมาก ถ้าพูดผิดอาจจะโดนตำหนิได้จากทุกทาง

ลำพังให้อภิปรายหัวข้อเหล่านี้เป็นภาษาไทยก็ยากแล้ว คุณผ่านมันมาได้อย่างไร?

นี่เป็นจุดที่ทำให้ภาษาเกาหลีเราพุ่งทะยานมากๆ เพราะต่างจากภาษาเกาหลีที่เคยเรียนในชั้นเรียน มีประโยคหนึ่งของเกาหลีที่บอกว่า “คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ของคุณคืออะไร ถ้าหากคุณบอกว่าทำไม่ได้ แต่อีกคนหนึ่งทำได้ล่ะ” ประโยคนี้มันฝังในใจเลย และยิ่งทำให้เราพยายามจนได้ไปยืนในรายการนั้น สำหรับเรา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อได้รับโอกาสเราต้องทำให้ถึงที่สุด อย่ายอมปล่อยมือเด็ดขาด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานในครั้งนั้นบ้าง

ทำให้รู้วิธีการทำงานกับคนเกาหลีได้เร็วกว่าเพื่อนนักเรียนทุนด้วยกัน และเป็นเราเองที่เลือกจะหาอะไรทำตลอด สำหรับเรามันคือโอกาสที่สร้างด้วยตัวเอง เมื่อรวมกับโอกาสที่เขายื่นให้ เราก็จะมีโอกาสที่มากกว่าคนอื่น คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเก่งกาจ แต่ไม่ใช่เลยนะ เราเหมือนเด็กนักเรียนทุนทุกคน สำคัญก็คือเรามีเป้าหมายอย่างไร จะทำให้ตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ

รวมถึงเรื่องการเรียนรู้เรื่องการเข้าสังคมคนเกาหลี หรือเรื่องวัฒนธรรมการทำงานกับคนเกาหลี จะช่วยให้เราเริ่มมีตัวตนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกันกับพวกเขา จะทำให้การไปสมัครงานหรือใช้ชีวิตพบเจอคนทั่วไปง่ายขึ้น

เคยได้ยินเรื่องสังคมรวมกลุ่มของคนเกาหลี สำหรับชาวต่างชาติแล้วเรื่องนี้ทำให้คุณใช้ชีวิตลำบากมั้ย

เกาหลีจะมีคำว่า 눈치 (นุนชี) หรือสายตาที่จับจ้องสอดส่องตลอดเวลา และ 우리끼리 (อูรีกีรี) แปลว่า เฉพาะพวกเรา (Only Us) นั่นทำให้สังคมเกาหลีเป็นสังคมที่เป็นกลุ่มก้อน ไปด้วยกัน เหมือนที่คนไทยเรามี ‘บ้านฉัน’ เกาหลีมี ‘บ้านเรา’ ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรเขาจะเป็นไปในแนวเดียวกัน การทำหรือคิดในสิ่งที่แตกแยกไปจากกลุ่ม จะทำให้คนมองว่าคุณไม่ใช่พวกเดียวกัน จนในที่สุดจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม

ตัวอย่างง่ายๆ เลยจะเห็นว่าเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวของคนเกาหลีสวย สไตล์ดี ทุกคนดูแต่งตัวเป็น สีไม่ฉีกไปจากกันเหมือนฮาราจุกุ ในความเป็นจริงคือทุกคนคิดมาแล้วว่าจะแต่งตัวแบบไหนเพื่อให้กลมกลืน เพราะต่อให้คุณดูดีแต่โดดเด่นสะท้อนความคิดตัวเองมากเกินไป ก็จะทำให้คนอื่นมองจนเจ้าตัวเริ่มไม่มั่นใจ นี่คือตัวอย่างนิยามคำว่า 눈치 นี้

จะเห็นว่าวัฒนธรรมแบบนี้ทำให้การคิดหาวิธีทำการตลาดนำกระแสเป็นเรื่องสนุก คาดการณ์ความต้องการของตลาด เพราะถ้าชอบคนเขาก็จะชอบเหมือนกันหมด ถ้าไม่ก็ไม่เลย ไม่เหมือนบ้านเราที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และความต้องการที่แตกต่างกันไป

ฟังดูแล้วการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนก็เป็นเรื่องดีนะคะ แล้วมวลรวมของความเครียดในสังคมเกาหลีนั้นมาจากไหน

ด้วยสังคมเกาหลีเป็นสังคมที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทุกคนแข่งกันทำให้ตัวเองขึ้นไปเหนือเส้นมาตรฐาน เกาหลีมีคำว่า สเปก ที่ชี้วัดลักษณะพิเศษของคนหนึ่งคน ฐานะ การศึกษา หน้าที่การงาน และอื่นๆ

จริงๆ เขาก็ไม่ได้เหยียด แต่เขามีลักษณะสังคมที่มีค่านิยม ความเชื่อ และบริบท ที่เป็นแบบนี้มานาน เพื่อให้อยู่รอดบางทีเราก็ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งประมาณหนึ่ง จะได้ไม่รู้สึกแย่เกินไป จะว่าไปชาติไหนๆ ก็เป็นนะ ดังนั้น มันอยู่ที่ทัศนคติของเราแล้วล่ะ เราอยากให้เขามองเราอย่างไรก็ปฏิบัติแบบนั้น ถ้าเรารู้แล้วว่าเขามองคนที่การแต่งตัว บางทีเราก็ต้องยอมรับ อย่าไปเปรียบเทียบแล้วทำให้ตัวเองดูด้อยค่า ซึ่งมากไปกว่าการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา คือการเปิดใจ แล้วลองเข้าไปในโลกของเขาบ้าง

ซึ่งวิธีการของคุณก็คือ…

เราไปเข้าร่วม English Talking Club เป็นคลับที่นักเรียนจากต่างประเทศมาเปิดสอนภาษาอังกฤษฟรี มันไม่ใช่แค่การสร้างคุณค่าให้ตัวเองในสังคมเขานะ แต่มันคือการหาอะไรที่เหมาะสมกับเรา เช่น ถ้าชอบกีฬาก็ไปเข้าร่วมชมรมกีฬา ไม่ใช่รอให้ใครเปิดประตูชวนเราเข้ากลุ่มเขา แต่เราต้องเปิดประตูให้ตัวเองซึ่งจะช่วยให้เป็นที่ยอมรับง่ายขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อย่าหาว่าถามละเอียดเลยนะคะ แต่เพราะไม่ค่อยมีเรื่องนี้ให้อ่านจากที่ไหน เราสนใจวัฒนธรรมการแข่งขันในทุกๆ วงการของเกาหลี อย่างเรื่องสมัครงานนั้นโหดเหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่เราเห็นในสารคดีมั้ยคะ

ที่เกาหลี บริษัทใหญ่ๆ จะเปิดรับพนักงานปีละ 2 รอบ ได้แก่รอบ Spring และรอบ Autumn ดังนั้น การแข่งขันจึงสูงมาก ต้องเตรียมตัวอย่างแม่นยำ เพราะถ้าพลาดแล้วต้องรอสมัครรอบใหม่เลย เช่นกัน เรามีเวลาแค่ 2 รอบนี้เท่านั้น และวีซ่าก็ใกล้หมด เลยต้องทำให้ได้

ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ส่งเรซูเม่ก่อน โดยจะต้องเข้าไปกรอกฟอร์มในระบบ พร้อมตอบคำถามเป็นความเรียง 7 – 8 ข้อ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีคำถามแตกต่างกันไป ตัวอย่างของคำถาม เช่น ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่ มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร จงบอกลักษณะนิสัยพร้อมข้อดีข้อเสียของคุณ โดยแต่ละรอบมีผู้สมัครราว 2 หมื่นคน และฝ่ายบุคคลเขาอ่านคำตอบจริงๆ นะ จากนั้น เมื่อผ่านรอบแรก ผู้สมัครต้องสอบข้อเขียนและข้อสอบ IQ, EQ และสอบสัมภาษณ์อีก 2 รอบ รวมทั้งสิ้น 5 รอบ กว่าจะได้งาน 1 ตำแหน่งจะเห็นว่าการได้งานทำที่เกาหลีเป็นเรื่องไม่ง่าย ดังนั้น คนเกาหลีจึงไม่นิยมเปลี่ยนงาน

ของบริษัท SM ก็เช่นกัน มีรอบยื่นเรซูเม่ สอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ 2 รอบ

ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เคยเข้าใจว่าคุณได้รับการทาบทามเข้าไปทำงานที่ SM หลังจากที่ทีมงานเห็นคุณในรายการ

หลังจาก SM รู้จักเราจากรายการ เขาก็ติดต่อเข้ามา แต่ติดต่อมาให้เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยให้กับเด็กฝึกหัดและศิลปินในค่าย ก่อนจะชวนให้ลองเข้ามาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานประจำ แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะยอมรับคนต่างชาติเข้าไปทำงาน ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ

จำได้เลยว่าวันแรกที่เข้าไปทำงานมีโทรศัพท์เข้ามาถามหัวหน้าทีมของเราว่าเราเป็นใคร รับเข้ามาทำงานได้อย่างไร คิดดูว่าจากคนทั้งหมด 400 คน มีใครมาจากไหนไม่รู้ และชื่อยังยาวมากอีก คนทั้งบริษัทจึงตั้งคำถามว่าเราจะมาทำอะไรที่นี่

ขณะที่งานในเกาหลีหายากขนาดนั้น คุณก็ยังสอบผ่าน ได้รับข้อเสนอดีๆ จากบริษัทมากมาย อะไรทำให้คุณปัดทุกตัวเลือกตกไปแล้วยอมเลือก SM

มีเรื่องหนึ่งที่คนไม่รู้คือ เรารอคำตอบรับจากทาง SM ถึง 4 เดือน รู้ซึ้งเลยว่าการรอคอยไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นมีบริษัทยาตอบรับ แล้วก็มีบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ จากอเมริกาที่ให้เงินดีมาก พูดง่าย ทำงานง่าย เพราะเป็นวัฒนธรรมแบบตะวันตก แต่ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้ารอคำตอบจาก SM ก็อาจจะได้ทำงานกับที่นี่ ในอุตสาหกรรมที่ชอบ ได้ทำงานกับบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศนี้ แต่ไม่ว่าจะถามใคร ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีนั้นโหดที่สุด มีคนเข้าออกหมุนเวียนมากมายเต็มไปหมด

แต่ในที่สุดเราก็ได้เข้าไปทำงานสมใจ ก่อนจะตามมาด้วยรายละเอียดมากมายรายทาง เช่น การขอวีซ่าทำงาน เพราะบริษัทเองก็ไม่เคยรับคนต่างชาติทำงานเป็นพนักงานประจำมาก่อน ก่อนหน้านี้จะมีแต่ศิลปินหรือการจ้างงานลักษณะสัญญาจ้างระยะสั้น ซึ่งเราก็ต้องไปทำเรื่องสอบวีซ่าให้ผ่าน จะเห็นว่าไม่ง่ายเลย

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

การเริ่มงานในเส้นทางนี้ทำให้คุณรู้สึกเสียดายสิ่งที่เรียนมาหรือเปล่า

ด้วยเนื้องานที่มีการติดต่อทั้งกับภาครัฐ ภาคเอกชน มีเรื่องสัญญา ทำให้เราไม่เสียใจเลยที่เรียนกฎหมายมา ทุกวันนี้เรารีวิวกฎหมายเอง ช่วยในกระบวนการทำงานหากส่วนนั้นต้องเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แล้วเราก็ยังทำมาร์เก็ตติ้งได้ด้วย จะเห็นว่าการเปลี่ยนสายงานของเรากลายเป็นเรื่องที่เสริมคุณค่าในตัวเราให้มากขึ้นกว่าเดิม เราถึงบอกเสมอว่าอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนสาย

ที่เกาหลีมีปัญหาเรื่องการทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมามั้ย

ไม่เลย เรียนจบอะไรมาก็สามารถสมัครงานได้หมด เพื่อนร่วมงานเราจบประวัติศาสตร์ ทุกองค์กรมีความคิดเหมือนกันว่าไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมา เมื่อเข้ามาทำงานทุกคนเริ่มจากศูนย์เหมือนกันหมด แต่เขาจะดูทัศนคติและความเข้ากันกับองค์กร ความรู้ความสามารถพิสูจน์แล้วที่การสอบข้อเขียนดังนั้นเขาจะไม่สงสัยในตัวเราอีก เพราะมีความรู้พื้นฐานตามที่องค์กรต้องการแล้ว

แต่ส่ิงที่นอกเหนือไปกว่านั้นคือทัศนคติ เขาดูความเข้ากันจริงๆ นะ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องประสบการณ์ที่ผ่านมา พื้นฐานนิสัย ความคิดที่มีมากกว่า

อะไรคือความหนักหนาของการทำงานในบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลี

ด้วยบริบทของการทำงานในสังคมเกาหลี แม้องค์กรใหญ่ๆ จะตั้งใจเปลี่ยนให้เป็นระดับสากล แต่ด้วยทุกคนในองค์กรยังเป็นเกาหลี ทุกอย่างจึงดำเนินด้วยภาษาเกาหลี จะมีภาษาอังกฤษบ้าง แต่การสื่อสารทุกอย่างใช้ภาษาเกาหลีทั้งหมด เราก็ต้องทำงานพิสูจน์ความสามารถตัวเองนานพอสมควร ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นเรื่องภาษาของเรา ลำพังภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานก็ยากอยู่แล้ว เมื่อเจอภาษาเกาหลีเพื่อการทำงานเข้าไปก็ยากไปอีก ทางเดียวก็คือมองให้เป็นเรื่องสนุก มองปัญหาที่เจอเป็นความท้าทาย เพราะที่นี่เขาจะไม่มาจับมือสอนเราทุกขั้นตอน แต่เป็นเราที่ต้องทำตัวให้พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของการเป็นคนไทยคนเดียวในบริษัท SM Entertainment

เขาจะมีความสงสัยในตัวเราว่าเราจะทำงานได้มั้ย การพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นยากมาก และที่ผ่านมาเราเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองประมาณหนึ่ง

มีช่วงที่เราคิดว่า ทำไมเราต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วย ถ้าเราอยู่ในองค์กรที่ใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษในการสื่อสารคงจะดีเสียกว่า คงจะได้เรียนรู้งานมากกว่านี้ ทำงานได้ดีกว่านี้ แรงที่เคยใส่ไปเท่าไหนได้ผลลัพธ์เท่านั้น แต่ตอนนี้แม้จะทุ่มไป 150 ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 60 ทุกอย่างมันยากเพราะแค่คำว่าภาษา แต่เราก็ต้องยอมรับอุปสรรคนี้ เพราะเป็นข้อตกลงว่าถ้าภาษาไม่ได้ก็ทำงานไม่ได้ แทนที่จะทำงาน 1 2 3 เหมือนทุกคน เราต้อง 1 1.1 1.2 1.3 เพื่อไป 2 เหนื่อยมาก

มีจุดที่ทำให้คิดอยากออกบ้างมั้ย

มีนะ ตอนนั้นคิดทุกวัน

แล้วอะไรทำให้กลับมาสู้ต่อ

เราก็กลับมาที่จุดเดิม คิดถึงวันแรกที่เราอยากเข้าที่นี่มากๆ ช่วงเวลา 4 เดือนที่ต่อสู้ก่อนจะเข้ามาที่นี่ มันยากมากนะ ดังนั้น เราจะไม่ยอมแพ้เพราะแค่เราไม่เก่งภาษาเด็ดขาด จะว่าไปการพิสูจน์ตัวเองของเรามันก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราอย่างเดียวนะ มันขึ้นกับโอกาสที่เจ้านายเห็นว่าเราน่าจะทำได้และมอบโอกาสนี้มาให้

ช่วงที่เราทำงานกับ SM ได้ 5 เดือน เรายังไม่เคยไปร่วม Business Trip มาก่อน แต่ครั้งนั้นต้องไปเชียงใหม่กับทีมงานเกาหลี 40 คน โดยที่เราต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว อย่างที่รู้ว่าการทำงานที่นี่ค่อนข้างจริงจัง รายละเอียดเยอะ มีทั้งงานเตรียมตัวและดูแลจัดการหน้างาน ดูแลศิลปิน เราต้องอยู่กับพวกเขา 5 วันที่เชียงใหม่เพื่อถ่ายทำรายการที่ชื่อว่า NCT LIFE in CHIANG MAI ทุกอย่างต้องเป๊ะมาก มีติดต่อประสานงาน กันคนและแฟนคลับ ไปพร้อมๆ กับถ่ายรายการ แปลภาษา เป็นพิธีกร ทำทุกอย่างทั้งเบื้องหลังและหน้ากอง ซึ่งหลังจากผ่านงานนี้มาได้ก็เริ่มมีความมั่นใจและเริ่มเป็นที่ไว้ใจมากขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อคุณทำงานที่นี่

นิสัยเปลี่ยนไป จากเป็นคนที่อะไรก็ได้ เดี๋ยวนี้เข้มงวดมากขึ้น ชัดเจนว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ ถ้าบางเรื่องไม่เป็นไปตามที่พูด เราก็จะถามกลับว่าที่ไม่ได้นั้นเพราะอะไร ต้องทำอย่างไร ถ้าไม่ได้แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

มีเรื่องตลกมากคือเราติดนิสัยนี้ไปใช้ที่บ้าน ช่วงที่ไปเที่ยวหัวหินกับครอบครัว หลังสอบถามราคารถสองแถว เราก็ถามเขาว่าเมื่อคิดราคาที่แพงกว่าปกติแล้ว ปลายทางมีที่ร่มยืนหลบฝนไหม หรือบริการอื่นๆ ตามมาหรือเปล่า เพราะเราเห็นว่าฝนกำลังจะตก ถามจี้เขาจนแม่ต้องบอกให้ใจเย็นๆ

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของสไตล์การทำงานแบบเกาหลี

มันทำให้เรารอบคอบมากขึ้น คิดละเอียดมากขึ้น แต่แน่นอนว่ามันเหนื่อย ช่วงนี้ที่ต้องติดต่อกับองค์กรในไทย บางทีเราก็ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีการทำงาน เพราะคนที่ไม่เข้าใจก็จะคิดว่าทำไมเยอะจัง หรือถามว่าย้ำคิดย้ำทำไปหรือเปล่า แต่สำหรับเรามันคือการทำงาน

หลายครั้งเราก็สงสัยว่าคำว่าเยอะมันคืออะไร ถ้าเยอะกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อันนี้เข้าใจได้ แต่ถ้าเยอะในเรื่องการทำงานอย่างมืออาชีพ แล้วมาบอกว่าเราเยอะ อันนี้ยอมรับไม่ได้

เรารู้สึกว่าการทำให้เท่ากับมาตรฐานมันก็ดี แต่การที่จะอยู่เหนือทุกคนได้คุณต้องทำให้มากกว่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่การทำงานในเกาหลีสอนเรา จากชาติที่ไม่มีอะไรมาก่อน การจะก้าวไปสู่จุดที่อยากให้คนยอมรับ คุณต้องทำงานให้มากไปกว่ามาตรฐาน คุณต้องทำงานให้หนัก คุณต้องเข้มงวดเพื่อทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดมีน้อยที่สุด

จากคนที่ไม่ได้สนใจ K-Pop มาก่อน การทำงานในวงการนี้เปลี่ยนความคิดของคุณเรื่องไหนบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ยอมรับเลยคือการทำงานนี้มันทำให้เรามองน้องๆ ที่ชื่นชอบ K-Pop เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่เปลี่ยนไปคือไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนทั่วไปที่อาจจะเคยชอบหรือไม่ชอบ K-Pop ได้เปลี่ยนมุมมองและมีความเข้าใจใหม่

เมื่อทำงานแล้วเราได้เห็นกระบวนการว่าเขาทำแบบนี้ถึงประสบความสำเร็จ เราก็มีโจทย์ในใจว่าแล้วบ้านเราล่ะ? เราจะทำอะไรได้บ้าง จริงอยู่เราเห็นข้อแตกต่าง แต่มันเทียบกันไม่ได้เพราะกระบวนการคิดและทำของเขาและเรามันต่างกัน แต่เราจะนำข้อดีมาปรับใช้อย่างไรให้สิ่งที่บ้านเราเคยมีกลับมามี และทำให้มันดีขึ้น ที่ทำได้ตอนนี้คือทำหน้าที่ที่ได้รับอย่างดีที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไป

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

รู้มาว่าที่วงการเพลงเกาหลีให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนดิ้งมาก

ไม่ใช่แค่วงการเพลง แต่เราจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ ในเกาหลี ยอมลงทุนกับเรื่องแบรนดิ้งมากๆ แม้จะขาดทุนในเชิงตัวเลข แต่หากสิ่งนั้นนำมาซึ่ง Brand Value ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ ที่มองการวัดผลทางตัวเลขเป็นสำคัญ

และเพื่อทำทุกวิธีทางที่เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว เขาจะพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจาก Database หรือ Big Data ทั้งลักษณะกิจกรรมแบบนี้ การทำการตลาดแบบนี้ การทำเพลงแบบนี้ ผลจากสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นข้อมูลชั้นดี อย่างที่บอกวิธีการทำงานแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับค่ายเพลง SM นะ แต่เป็นกับทุกอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้

เพราะอะไรเรื่องนี้ถึงสำคัญ

ถ้ามองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าเกาหลีเป็นประเทศที่เปลี่ยนตัวเองจากเกษตรกรรมมา สู่อุตสาหกรรมโลหะหนัก สู่เทคโนโลยี สู่ IT Base นั่นแปลว่ามีการเตรียมการ มีการวางแผนล่วงหน้าระยะยาวตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเทียบกับบ้านเรา ที่ยึดปฏิบัติในสิ่งที่คิดว่าดีอยู่แล้ว จนไม่ได้ต่อยอดหรือกล้าทำอะไรจากกรอบเดิมๆ ที่มี ขณะที่เกาหลีจะยอมลงทุนทำสิ่งใหม่ไปก่อนตามข้อมูลที่มีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า มันจึงตอบว่าทำไมการทำงานของเกาหลีเครียด เพราะเขาทำงานในความคิดว่าทำให้ดีที่สุด ผิดพลาดไม่ได้ และไม่มีอะไรจะเสีย

เช่นการทำเพลงสักเพลง ไม่ใช่แค่ว่าทำเพลงออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด แต่การจะขึ้นมาเป็นค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเอเชียได้ ก็ต้องเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตามใคร วิธีการก็คือการคาดการณ์ล่วงหน้าจากข้อมูลชุดใหญ่ที่มี ทั้งจากบริษัทและหน่วนงานราชการ โดยบริษัทจะทำการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแน่นหนาเพื่อให้เห็นแนวโน้มตลาดในอนาคตทั้งหมดและป้องกันการผิดพลาดให้มากที่สุด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

เรื่องการฟังเพลงพอถึงจุดหนึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ตามฟังเพลงของศิลปินรุ่นใหม่แล้ว ที่เกาหลีเขามีปัญหานี้หรือเปล่าคะ

ที่เกาหลีเขาพยายามสร้างให้เกิดสังคมการฟังเพลงแบบครอบครัวหรือการรับคอนเทนต์ร่วมกันแม้จะต่างเจเนอเรชัน เช่น สมมติเราตามฟังเพลง Super Junior ตอนนี้มี EXO แม้อนาคตเราจะไม่ได้ตามฟังเพลงเกาหลีวงใหม่ๆ ต่อ แต่ลูกเราที่ฟังเพลงด้วยกันก็จะได้รับอิทธิพลจากตรงนั้น และตามฟังเพลง EXO หรือวงอื่นๆ ต่อไป เป็นการส่งต่อ ดังนั้น เวลาไปดูคอนเสิร์ตก็จะสามารถดูร่วมกันได้ เป็นแผนที่มีมานานแล้วก่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลเสียอีก สังเกตได้จากการเดบิวต์วงใหม่แต่ละครั้ง จะมีจุดที่เชื่อมต่อกัน เพื่อให้กลุ่มคนฟังโตไปด้วยกัน ผูกพันไปด้วยกัน

การมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่ดี สำคัญกับสังคมหรือประเทศยังไงบ้าง

เราคิดว่าเพราะสื่อค่อนข้างมีอิทธิพลต่อคนนะ แม้บ้านเราจะมีปัจจัยแทรกซ้อน แต่ที่เกาหลีจะเข้มงวดและมีอิทธิพลสูงมากจนนำความคิดคนได้

และการเข้ามาทำงานเป็นสื่อของเกาหลีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากขั้นตอนระบบระเบียบ เขามีกฎเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวด เพราะการแข่งขันที่สูงมาก และคุณต้องเป็นกระบอกเสียงให้สังคมได้จริงๆ เขาจึงต้องการคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการวิเคราะห์ เขียนข่าว และนำเสนอ สิ่งที่สะท้อนสังคมให้มากที่สุด จะเห็นว่าสื่อเกาหลีเล่นงานจนประธานาธิบดียังต้องลงจากตำแหน่ง สื่อเขามีสิทธิและเสรีภาพขนาดที่ว่าคุ้ยข่าวจนรู้ว่าปาร์คกึนเฮไปทำหน้า นวดหน้า กี่โมง หรือทำอะไรอยู่ขณะที่เรือล่ม นักข่าวไม่ใช่แค่เขียนข่าวแล้วออกรายงาน แต่เขาสืบข่าว ในขณะเดียวกันต้องรู้ไว้ว่าถ้าคุณเป็นบุคคลในข่าว มีที่ยืนในสังคมแล้ว คุณทำผิดไม่ได้เลยนะ

นั่นคือเรื่องของวงการสื่อ ส่วนอุตสาหกรรมบันเทิงซึ่งเป็นหนึ่งในวงการสื่อ เป็น Soft Power เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนทัศนะ พฤติกรรม และการกระทำของฝ่ายตรงข้ามได้ โดยส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดเป็นที่สนใจ และกลายเป็นที่ยอมรับในที่สุด ซึ่งเกาหลีใต้เป็นชาติที่เก่งเรื่องนี้ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อทุกอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการแพทย์เพื่อความงาม อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมบันเทิง และอื่นๆ จะเห็นว่า ส่งผลถึงกันไปหมด โดยสรุปคือเป็นเรื่องที่ดีนะถ้าอุตสาหกรรมบันเทิงแข็งแรงมากพอ

เดี๋ยวนะ นี่เราเล่าลึกไปมั้ย

ไม่เลยค่ะ กำลังสนุก

ทำให้นึกถึงโจทย์ของบ้านเราในยุคหนึ่งที่ถามว่าอะไรคือ T-Pop ความเป็นไทยคืออะไร คนไทยอาจจะยึดติดว่าต้องใส่อะไรที่คิดว่าไทยลงไป แต่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นเลย

กลับมาที่ K-Pop อะไรคือซาวนด์ของ K-Pop ในเมื่อก็คล้ายกันกับ F4 ของไต้หวัน หรือเพลงของญี่ปุ่น ดังนั้น มันคือภาษาหรือเปล่า หรือมันคือหน้าตาของศิลปินที่ดูแล้วรู้ว่านี่คือ K-Pop หรือเป็นสไตล์หรือเปล่า คำถามคือสุดท้ายแล้วความเป็นไทยคืออะไร

ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน BOYY & SON CAFE
ชั้น G ห้างสรรพสินค้า Gaysorn

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
959

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load