เข้าวงการช้า ไม่ใช่ชื่อที่เป็นแม่เหล็กขายได้ ข่าวในหน้าข่าวบันเทิงแสนน้อยนิด ชีวิตของเขาแทบไม่มีใครสน แต่ครั้งหนึ่ง เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม คือนักแสดงที่เขาคารวะมากที่สุด

คารวะในความหมายของการยอมรับทั้งฝีไม้ลายมือ ความเอาจริงเอาจัง และความเคารพต่องานที่ทำ-ต่อคนดู

หากใครติดตามผลงานของนักแสดงชายผู้นี้มาอย่างต่อเนื่องย่อมเข้าใจถ้อยคำสรรเสริญนั้นได้ไม่ยาก ผลงานของเขาแม้ไม่มาก แต่ล้วนยืนยันว่าเขาคือนักแสดงคุณภาพ หาใช่เข้ามาอาศัยในวงการอย่างฉาบฉวย

“ผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าการทำหนังมันยาก เพราะฉะนั้น พอคนมารวมใจกันทำ แล้วมีนาทีหนึ่งที่เราไม่ตั้งใจ เราจะเสียดายไปตลอด” ปีเตอร์ว่าอย่างนั้น

หากย้อนมองผลงานที่ผ่านมา-ซึ่งอาจจะไม่ได้มากมายอะไรเมื่อเทียบกับนักแสดงหลายๆ คน จะพบว่าเขารับงานค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงในภาพยนตร์อย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 2-6, นางไม้, ฝนตกขึ้นฟ้า ไปจนกระทั่ง Club Friday The Series

ล่าสุดเมื่อเห็นเขามีผลงานอีกครั้งกับบท ‘ผู้คุม’ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของค่าย GDH อย่าง HOMESTAY ผมจึงนัดพบเขาเพื่อพูดคุยถึงชีวิตที่คล้ายอุทิศให้การแสดงของเขา

และบทสนทนาในบ่ายวันเสาร์ก็ยิ่งตอกย้ำถ้อยคำในย่อหน้าแรก

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

คุณรับแสดงทั้งเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้ง นางไม้ ทั้ง HOMESTAY ทั้งซีรีส์ ปกติคุณเป็นคนเลือกงานไหม

เลือกครับ เลือกมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่เล่นหนังเรื่องแรกๆ มันไม่เกี่ยวว่าเราอายุมากขึ้นหรืออะไร เพราะว่าผมเริ่มงานแสดงตอนอายุเยอะแล้ว เริ่มแสดงละครตอนอายุ 25 ซึ่งไม่ใช่วัยของคนที่จะเริ่มต้นแสดง สมัยก่อนเด็กๆ ก็แสดงตั้งแต่อายุ 17 – 18

แล้วคุณเลือกงานอย่างไร

พองานติดต่อมาเราไม่ได้ใช้อะไรเลย ใช้ความรู้สึกอย่างเดียว เหมือนใช้สัญชาตญาณ อ่านบทดู ไม่เกี่ยวว่าบทน้อยหรือมาก ไม่เกี่ยวว่าเป็นบทที่สำคัญหรือไม่สำคัญ แต่พออ่านแล้วเราเห็นและเข้าใจมันหรือเปล่า สนุกหรือเปล่า ผมต้องอ่านก่อน จะน้อยจะมากก็ต้องเอามาอ่านก่อน ถ้าไม่อ่านก็ไม่คิด ไม่คิดคือไม่ตัดสินใจ

แต่การปฏิเสธงานก็เหมือนปฏิเสธเงินหรือเปล่า

เราจะรู้ได้ยังไง เพราะมันเหมือนสัญญาอนาคตว่าทำสิ่งนี้ให้เขาหน่อย แล้วถ้าผมไม่ได้อ่าน ผมจะรู้ได้ยังไงว่าผมจะทำได้ เหมือนเราไปสัญญากับเขาว่าเราทำได้ อ้าว ถ้าเกิดมาแล้วทำไม่ได้ล่ะ หรือรับมาแล้วแต่เราไม่เห็นจะเข้าใจตัวละครนี้เลย หรือไม่เห็นจะเข้าใจเรื่องราวนี้เลย ซึ่งผมก็เคยทำนะ พอไปทำมันก็จะแปลกๆ มันจะไม่สบายใจ แล้วสุดท้ายถ้าเราไม่เข้าใจ คนดูเราก็ไม่เข้าใจหรอก

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

เห็นว่าตอนแสดงเรื่อง นางไม้ คุณถึงกับต้องไปอยู่บ้านของตัวละครล่วงหน้าหลายวันเพื่อเตรียมตัว ทำไมต้องทำขนาดนั้น

มันเริ่มต้นจากการที่เราศึกษา สนใจ เรื่องการแสดง เราก็ดูนักแสดงท่านอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศว่าเขามีวิธีเตรียมตัวยังไง แล้วมาคิดว่าอันไหนมันน่าจะใช้ได้บ้าง ก็ทดลองไปเรื่อยๆ

ที่ผมต้องไปอยู่บ้านนั้น เพราะว่าเราอาจจะยังหาคำตอบของตัวละครนั้นไม่ครบมั้งครับ อย่างเช่นตอน นางไม้ ถ้าเกิดผมเข้าไปแสดงวันนั้นวันแรก แล้วในบทคือนี่เป็นบ้านที่ผมอยู่กับนางเอกมาสักพักแล้ว แต่ผมไม่รู้เลยว่าห้องน้ำอยู่ไหน ซิงก์อยู่ตรงไหน ผมไม่ชินกับมัน ผมก็จะเดินในฉากแบบไม่ชินกับมัน ที่ไปอยู่ก็เหมือนเป็นการสร้างความสบายใจให้กับตัวเองเวลาไปแสดงด้วย เราจะได้รู้จักมันจริงๆ

เวลาเราทำการบ้านตัวละคร ถ้าเราไม่รู้จักมันจริงๆ เราจะตื่นเต้น แล้วเราจะกลัว เหมือนเวลาเราไปทำข้อสอบ ถ้าเราอ่านหนังสือไปไม่พอ เราจะรู้สึกไม่มั่นใจ ผมว่ามันคล้ายๆ กัน เพราะวันแสดงก็เหมือนวันทำข้อสอบ คือมีโอกาสครั้งเดียว 10 นาทีนั้นก็ 10 นาทีเดียว 5 นาทีนั้นก็ 5 นาทีเดียว มันเหมือนเราสร้างความสบายใจให้ตัวเองมากกว่า เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเรารู้จักตัวละครพอหรือยัง อย่างไปอยู่ในบ้านถ้าเราไม่รู้จักบ้านเราก็ไม่มั่นใจ หรือถ้านางเอกถามเราอย่างนี้ แล้วเราก็แค่อ่านตามไดอะล็อก ตอบไปง่ายๆ แต่เราไม่รู้ว่าตอบไปทำไม หรือว่าเราไม่รู้ว่าตัวละครตัวนี้ตอบไปเพื่ออะไร เพราะอะไร มันก็จะแค่ตอบไปอย่างนั้น

แต่คนดูก็ไม่รู้หรือเปล่าว่าคุณรู้จักตัวละครละเอียดแค่ไหน

แต่เวลาเราแสดงเราไม่ได้คิดถึงคนดู เราคิดแค่ว่าเราซื่อสัตย์กับตัวเองหรือเปล่า เราคิดถึงตัวเองว่าเราตอบมันได้จริงหรือเปล่า เวลาผมเริ่มรับงานผมจะเปิดบท แล้วก็เริ่มถามตัวเองว่าเรารู้มันจริงเหรอ เพราะไม่อย่างนั้นพอเราไปแสดงคนอื่นอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่เรารู้ เรารู้ว่าเราไม่ได้จริงกับมัน เราไม่เข้าใจมัน

ผมว่าสิ่งนี้มันทำร้ายตัวเองมากที่สุด มากกว่าคนดูอีก ถ้าถึงเวลาที่ผมไม่รู้จริงๆ แล้วผมไปทำอะไรบางอย่าง ไปซ่อนหรือหลอกเขา หมายความว่าเราก็รู้แก่ใจ เพราะฉะนั้น การทำการบ้านทุกอย่างมันเพื่อเรา แล้วก็เพื่อหนัง คือผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าการทำหนังมันยาก เพราะฉะนั้น พอคนมารวมใจกันทำ แล้วมีนาทีหนึ่งที่เราไม่ตั้งใจ เราจะเสียดายไปตลอด

คือคุณจะรู้สึกผิด

อาจจะไม่ถึงกับรู้สึกผิด แต่รู้สึกว่าเราไม่จริงจัง ไม่จริงใจ กับสิ่งที่เราทำ

แล้วที่ผ่านมาคุณทำความเข้าใจตัวละครด้วยวิธีไหนบ้าง

มันมีหลายรูปแบบตามแต่ตัวละครต่างๆ กัน อย่างเช่นการไปอยู่ในบ้านตัวละครก็ใช่อย่างหนึ่ง หรืออีกตัวอย่างตอนถ่าย นางไม้ ผมรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมโยงกับตัวนางเอก เลยใช้วิธีไปถ่ายรูปเขาวันที่ฟิตติ้ง เพราะผมรู้สึกว่า ผมแสดงเป็นแฟนเขา แล้วตัวละครนั้นเป็นช่างภาพ ผมก็ต้องเคยถ่ายรูปเขามาเป็นพันพันรูป แต่ผมไม่เคยถ่ายเขาเลย เห็นเขาฟิตติ้งกันผมก็เลยหยิบกล้องมาถ่ายเขา ให้รู้สึกว่าผมเคยมองเขาผ่านกล้องหลายๆ ครั้ง เพื่อพยายามเชื่อมโยงความรู้สึกกับเขา แต่วิธีมันก็ไม่ตายตัวในแต่ละเรื่อง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

รู้สึกไหมว่าทำงานเกินค่าตัว

จริงๆ ต้องคิดตรงข้ามนะ การทำงานแบบนี้มันเป็นการเห็นแก่ตัว เพราะว่าเรากำลังทำให้ตัวเราเองสบายใจ มากกว่าที่จะทำให้คนอื่นสบายใจ โอเค ความเป็นห่วงของผมอย่างหนึ่งคือผมจะทำให้ผู้กำกับพอใจได้หรือเปล่าในสิ่งที่เขาต้องการ นั่นคือส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือ จริงๆ เราเห็นแก่ตัวแหละ เพราะว่าผลลัพธ์คือเราเองจะไม่สบายใจถ้าเราเตรียมมันไม่ดี มันคือการเห็นแก่ตัวแหละ

ที่ว่าจะรับงานไหนอ่านบทแล้วต้องเห็นภาพหรือเข้าใจมัน แล้วอย่างบทผู้คุมในเรื่อง HOMESTAY คุณอ่านแล้วเห็นอะไร

เรื่องนี้จะต่างจากเรื่องอื่นนิดหนึ่งตรงที่อ่านแล้วก็ยังไม่เห็น เพราะว่าตัวละครผู้คุมเป็นตัวละครใหม่สำหรับผม เป็นคาแรกเตอร์ที่เราไม่คุ้นเคย แต่ด้วยความที่ผู้กำกับ (คุณโอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ) ให้บทมาอ่าน พออ่านแล้วบทมันดี ดีในที่นี้คือบทมันเหมือนบทหนังที่เราชอบ ผมรู้สึกว่ามันกระทบใจเรา อ่านจบแล้วผมรู้สึกอะไรกับมัน เราก็เลยคิดว่าแค่อ่านบทยังรู้สึกขนาดนี้ ถ้ามันเป็นหนังแล้วมันน่าจะส่งผลดีสำหรับคนที่เข้าไปดูหนัง เขาคงจะได้รู้สึกอะไรกลับบ้านไป ผมก็เลยรับ

ที่ว่ากระทบใจ มันกระทบใจในแง่มุมไหน

ผมว่ามันทำให้ผมรู้สึกว่าผมใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยมีค่า เหมือนเวลาที่เราใช้ไปหลายอย่างมันมีค่าน้อยจังเลยในเวลาที่เหลืออยู่ของเรา

ชีวิตที่ผ่านมาคุณเองก็มีผลงานการแสดงที่เป็นที่ยอมรับ ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตไม่มีค่า

ชีวิตของผมมันไม่ค่อยมีสาระน่ะ ออกจะเรื่อยเปื่อยเลยแหละ มีสิ่งที่อยากทำ แต่ด้วยความเรื่อยเปื่อยของตัวเองก็เลยใช้เวลาได้ไม่ค่อยมีค่า เรารู้สึกอย่างนั้น อีกอย่างก็คือ เหมือนเราไปเสียเวลาจมอยู่กับความคิดบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรมากเกินไป บางอย่างมันเป็นเรื่องนิดเดียวสำหรับคนอื่น แต่เราไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย ซึ่งมันก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับเราในการเก็บสิ่งนี้ไว้ในใจ เรารู้สึกว่าหลังจากนี้เราอาจจะเริ่มให้อภัยตัวเองบางอย่างได้ง่ายขึ้น ไม่ได้เก็บอะไรมาไว้ในตัวเหมือนแต่ก่อนมั้ง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

ฟังดูเหมือนมีเรื่องอยากแก้ไข แล้วปกติคุณพึงพอใจในชีวิตตัวเองไหม

ไม่นะ บอกแล้ว ผมมีความเรื่อยเปื่อยสูง มันก็เลยกลายเป็นความขัดแย้งในตัวเองว่า ไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พยายามทำอะไรมาก คือผมไม่ได้พอใจหรอก แต่ถ้าจะให้เป็นมนุษย์มุ่งมั่นเลยก็ไม่เป็นอีก

 

ก่อนหน้านี้ปกติได้คิดถึงชีวิตในแง่มุมต่างๆ บ้างไหม

พอเริ่มอายุเยอะก็จะคิดมากขึ้น ก็คิดถึงความตาย คิดถึงความหมายในชีวิต หลังๆ ก็เกือบจะตลอดเวลา มันเหมือนกับที่ใครๆ เขาคิดๆ กันแหละครับว่า ถ้าหลับไปแล้วไม่ตื่นเลย หรือว่าเดินไปแล้วหัวใจวายล้มลงไป ชีวิตเราจะหมดความหมายแค่นี้เลยเหรอวะ ก็หวนไปคิดอีกว่า โห ที่ผ่านมามันเสียเวลามากเลยว่ะ เพราะจริงๆ มันก็แทบจะทำอะไรไม่ทันอยู่แล้ว ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ค่อนข้างจะคิดวนไปวนมาว่า ไอ้ที่เหลือมันจะมีความหมายยังไงต่อไป แต่ว่านั่นแหละ มันก็เข้าวงจรว่า ไม่รู้จะทำยังไงว่ะ จริงๆ ผมไม่ได้ทะเยอทะยานขนาดนั้นนะ มันก็เลยล้อๆ กันไปมา มันจะมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในนั้น

แต่ก่อนตอนเด็กๆ จะคิดว่าทำไมต้องตื่นขึ้นมา สบตากับคนในกระจกแล้วก็คิดว่ามันต้องมีความหมายอะไรซ่อนอยู่สิวะในการที่เรามีชีวิตอยู่ ตั้งแต่เด็กเลยนะ พอเริ่มสัก 11 – 12 ผมก็เริ่มคิดว่ามันต้องมีอะไรสิวะ แต่เราแค่ไม่รู้มันคืออะไร แต่เราก็รู้นะว่าพอมันคิดแบบนี้มากๆ มันจะเพี้ยน (หัวเราะ) เพราะผมก็เคยอ่านเจอหรือมีเพื่อนบอกว่า มันเป็นสิ่งที่มันไม่ต้องรู้หรอก เราเกิดขึ้นมาทำไมไม่ต้องรู้หรอก

ตอนเด็กๆ ผมเหมือนเป็นคนคุยกับตัวเองเยอะ เวลามองแล้วก็แบบ เหมือนเราอยู่ในร่างนี้ แล้วเราก็ไปโรงเรียน ไปโน่นไปนี่ มันต้องมีอะไรสิวะ เหมือนว่ามันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ มันเป็นอยู่ในวังวนนี้ไปเพื่ออะไร ทำไมมันต้องเป็นเรา อาจเป็นเพราะช่วงเด็กอ่านหนังสือเยอะด้วยมั้ง อ่านไปก็ตั้งคำถามไป ทุกวันนี้ก็ยังเป็น ขับรถอยู่ก็คิดขึ้นมาว่า เออ ทำไมต้องเป็นเราที่มาอยู่ในร่างนี้ มันน่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง แต่มันไม่มีคำตอบไง

พออายุมากขึ้น คุณผ่อนคลายกับคำถามที่หาคำตอบไม่ได้มากขึ้นไหม

มันเหมือนพอเอาเข้าจริงๆ พอจะจบจริงๆ ผมคิดว่าตัวเราน่ะไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก ไม่ได้มีค่าอะไรหรอก เมื่อเทียบกับจักรวาลแล้วเราเล็กมาก สิ่งที่อยู่ในสมองเรามากกว่าที่ไปบอกให้เราคิดว่าเราดีพอหรือยัง ทำนู่นทำนี่หรือยัง แต่จริงๆ เราเป็นจุดที่เล็กมากนะ อันนี้อาจจะเป็นคำปลอบใจหนึ่งที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่ได้ คือไม่ต้องไปคิดอะไรมากมายขนาดนั้น เราไม่ได้มีความหมายขนาดนั้น เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้นแหละ คิดแบบนี้อาจจะช่วยให้เราสบายใจขึ้นนะ คือมึงไม่ใช่ใคร มึงธรรมดา

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

เวลาครุ่นคิดถึงความตาย กลัวความตายไหม

กลัวสิ (หัวเราะ) กลัวถึงคิด ก็พยายามคิดว่าทำยังไงให้ไม่กลัว ไอ้เรื่องที่มองว่าชีวิตธรรมดาก็ส่วนหนึ่ง พอเรากลัวมากๆ เราก็จะประสาทเหมือนกันนะ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ อันนั้นก็ยังไม่ได้ทำ แล้วถ้าเกิดเป็นมะเร็งไปจะทำยังไงวะ แล้วพอเริ่มเป็นจะไปเดือดร้อนใครเปล่าวะ นี่แหละครับ ผมกลัวจะไปเดือดร้อนคนอื่น เพราะเราก็ไม่ได้รวยขนาดนั้น ฟุ้งซ่านพอสมควรเลยแหละ

 

อยากรู้ว่าเวลาคิดถึงความหมายของชีวิต คุณคิดถึงงานแสดงที่เคยทำบ้างไหม

ผมว่างานแสดงที่ทำไปแล้วมันให้ความสุขกับเราตอนที่ทำมากกว่า ตอนที่มันผ่านไปแล้วมันก็ผ่านไป เราก็ไม่ได้ไปภูมิใจอะไรขนาดนั้น เพราะว่ามันทำหน้าที่ของมันตอนนั้นแล้ว คือมันให้ความสุขใจกับเราตอนที่เราทำ มันทำหน้าที่ของมันสมบูรณ์ไปแล้ว หลังจากนั้นเราก็มองมันเป็นอดีตส่วนหนึ่งของเรา บางอย่างก็ลืม บางอย่างก็จำ บางอย่างก็จำแล้วพยายามลืม หมายความว่าในแต่ละงานมันก็ฝากอะไรไว้ในตัวเรา ตรงนั้นดี ไม่ดี เรายังจำได้อยู่แหละ แต่ว่ามันก็ผ่านไปแล้ว มันได้ให้ความสุขกับเราแล้วไง เราก็ได้มาแล้วนี่

แล้วการแสดงเป็นผู้คุมใน HOMESTAY มันทิ้งอะไรไว้ในตัวคุณบ้าง

ผมว่าทิ้งสิ่งที่เราคุยไปแล้วแหละ คือเราใช้เวลาคุ้มค่าแล้วหรือยัง แล้วเราก็ควรจะให้อภัยตัวเองบ้าง ไม่ต้องไปคิดว่าวันนี้ลืมบทตรงนี้ว่ะ แล้วก็จำไปอีก 10 ปี เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้วมันอยู่ในตัวเรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสบายใจ

 

คุณเคยร่วมงานทั้งภาพยนตร์ที่แมสมากๆ และภาพยนตร์ที่มีความป็นศิลปะมากๆ เอาเข้าจริงคุณให้ค่ากับทุกงานเท่ากันมั้ย

ผมเห็นคุณค่าในทุกงาน เพราะว่าคนเรากว่าจะทำหนังได้สักเรื่อง ถ้าไม่ช่วยกันพยายาม ไม่มีทางสำเร็จเลย แค่จะเขียนบทขึ้นมาสักหน้ากระดาษหนึ่งมันยังยากเลย

สำหรับผมการจะทำหนังออกมาได้มันยากมากเลยนะ มันเหนื่อย มันต้องคุยกับคนเยอะ มีปัจจัยเยอะ เพราะฉะนั้น ถ้าทำออกมาได้แล้วมันมีคุณค่าทั้งนั้นแหละ แต่ว่าในแง่ไหนเท่านั้นเอง มันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีใครชอบ แต่มันคงมีคุณค่ากับคนที่ทำแล้วแหละ

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAYแล้วในมุมมองของคุณ ภาพยนตร์ที่ดีเป็นอย่างไร

หนังที่ดีมันค่อนข้างง่ายนะ ถ้ามันส่งผลกับจิตใจเรา ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม ทำให้เรานึกถึงวันนั้นของอดีต หรือว่านึกถึงสิ่งที่เราจะทำต่อไปในอนาคต หรือว่ากระเทือนต่อใจเราในปัจจุบัน ผมว่าแค่นี้แหละพอแล้ว

ลองดูในชีวิตประจำวันเรา กว่าเราจะรู้สึกซาบซึ้งไปกับอะไรในปัจจุบันที่เราชินชามาตลอดมันไม่ง่ายนะ แต่หนังทำให้เรารู้สึกสิ่งนั้นได้ ซึ่งผมว่ามันกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราต่อไปแน่นอน อย่างเช่นทำให้เรานึกถึงแม่ สำหรับผมแค่นั้นพอแล้ว หรือหัวเราะได้นิดหนึ่ง ร้องไห้นิดหนึ่ง เมื่อนึกถึงคนคนนั้น นึกถึงเพื่อนในอดีต หรือนึกถึงวัยเด็กของเรา เพียงพอแล้ว

ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง คุณดูมีข่าวในสื่อบันเทิงน้อยมาก มันเกิดจากความตั้งใจหรือบังเอิญ

เหมือนนักข่าวไม่ค่อยได้สนใจผม เพราะว่าไม่ได้อยู่ในส่วนที่ทำอะไรต่อไปได้

มันเกิดจากผมขายของไม่เก่ง หมายความว่า สมมติเวลาไปโปรโมตอะไรมันเป็นความยากสำหรับผม ผมเป็นคนไม่สนุกน่ะ ชีวิตผมไม่สนุก ผมเป็นคนที่ไม่สามารถเล่าเรื่องตลกอะไรให้ใครฟัง หรือเล่าเรื่องอะไรให้ดูน่าสนุก เพราะฉะนั้น เวลาไปโปรโมตผมก็จะค่อนข้างอึดอัด เพราะมันเหมือนต้องแสดงนิดหนึ่ง

ผมเลยค่อนข้างอายๆ เวลาไปโปรโมต รู้สึกไม่ดีที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขา หรือว่าเป็นตัวละครที่ทำให้หนังมีคนสนใจ เพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในหมวดที่เรียกข่าวได้ สมมติผมไปอยู่ในงานโปรโมตหนังสักงานหนึ่ง ผมก็ไม่ได้จะดึงให้ใครมามีเรื่องราวโน่นนั่นนี่ได้ ผมไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับเขาน่ะ แล้วผมก็ไม่คอยเก่งเรื่องการทำให้มันดูมีเรื่องมีราว ตื่นเต้นหรือสนุก ก็เลยส่งผลรวมๆ มั้ง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

สิ่งนี้ทำให้คุณเสียโอกาสมั้ย บางคนถึงกับบอกว่ามีข่าวเสียยังดีกว่าไม่มีข่าว อย่างน้อยคนจะได้ไม่ลืม

ไม่นะ ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ตั้งแต่แรกเลย ผมอยู่ในโหมดที่ไม่ใช่คนดังน่ะ ไม่ใช่คนที่ถ้าเอาไปเป็นพระเอกแล้วจะต้องขายได้แน่เลย ผมอยู่ในหมวดนี้ตั้งแต่แรกๆ ก็เลยไม่ค่อยคิดถึงว่ามันจะเสียโอกาสหรืออะไร ไม่คิดถึงเลย

คุณทุ่มเทชีวิตให้การแสดง แล้วรู้สึกไหมว่าชื่อเสียงที่ได้รับกลับมามันไม่ตอบแทนเรามากเท่าที่ควรกับสิ่งที่เราลงแรงไป

ไม่เคยคิดเปรียบเทียบอย่างนั้นเลย เพราะว่าแค่โอกาสที่จะได้ทำงานมันก็ยากแล้ว หมายความว่าผมพอใจแล้วแหละที่ได้ทำงาน จริงๆ เป้าหมายส่วนตัวผมมันก็เหมือนทำงานออฟฟิศแหละ ในใจลึกๆ จริงๆ คือมันอยากทำงานทุกวัน คนอื่นผมไม่รู้ แต่ผมเหมือนพนักงานออฟฟิศเลย ผมอยากออกไปแสดงทุกวัน ใจมันอยากออกกอง อยากไปเล่นหนังทุกวัน แต่ด้วยเวลาผ่านไปมันจะยอมรับเองว่า เออ มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้หรอก พอถึงช่วงเวลาที่เราแสดงเราจะมีความสุขมาก เพราะว่ามันคือสิ่งที่เรารอมาตลอด

ที่ผ่านมาเห็นคุณเคยได้รับรางวัลจากการแสดง รางวัลเหล่านั้นมีความหมายกับคุณบ้างไหม

มันมีความหมายต่อจิตใจนะ การให้รางวัลก็คือเขาเห็นสิ่งที่เราทำ แล้วเขารู้สึกชอบในสิ่งที่เราทำ มันมีความหมายต่อเรา แต่ว่าไม่มีความหมายต่องานชิ้นใหม่ที่จะทำต่อไป เราดีใจ เราภูมิใจ กับสิ่งที่เขามองเห็น แต่ว่ามันไม่มีความหมายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพราะรางวัลไม่ใช่อุปกรณ์พิเศษที่ติดตัวเราไป แล้วพอเรื่องใหม่เราจะมีความพิเศษเว้ย

รางวัลมันถูกทิ้งไปตอนนั้นเลย ไม่ใช่ถูกทิ้งแบบไม่มีค่านะ มีค่าต่อจิตใจ แต่ว่ามันไม่ได้ช่วยให้เราเก่งขึ้น เพราะฉะนั้น หมายความว่าเรื่องใหม่ก็เริ่มต้นใหม่ หมายความว่าเรื่องใหม่ก็ลุ้นใหม่ว่าเราจะเข้าใจมันไหม เราจะทำมันได้ดีมั้ย

ถ้าอย่างนั้นรางวัลที่แท้จริงที่ในชีวิตนักแสดงคืออะไร

(นิ่งคิด) ผมว่าเล่นหนังเล่นละครมันก็เหมือนทำงานออฟฟิศแหละครับ หมายความว่าในแต่ละวันในแต่ละครั้งที่เราออกไปทำมันให้ความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น ผมว่าอันนี้คือคำตอบ เมื่อก่อนผมก็เคยทำงานออฟฟิศ พอเราทำตรงนี้ผิดก็โดนนายด่า ทำอะไรเสียหายก็โดนเขาว่า แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากสิ่งเหล่านั้น หมายความว่าเราเข้าใจอะไรมากขึ้น ทำใจได้มากขึ้น

ผมว่าพอเราไปแสดงหนังแต่ละวันก็เจอเหมือนกัน มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เจอความหมายที่ซ่อนอยู่ในหนัง เจอคนที่เราได้ร่วมงาน เจอผู้กำกับที่คุยกับเรา สอนเรา เจอนักแสดงร่วม เจอน้องที่ส่งพลังให้เรา ทุกอย่างมันทำให้เรามีพรุ่งนี้ที่อาจจะคิดอะไรได้มากขึ้น ซึ่งนั่นคือรางวัล

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load