เข้าวงการช้า ไม่ใช่ชื่อที่เป็นแม่เหล็กขายได้ ข่าวในหน้าข่าวบันเทิงแสนน้อยนิด ชีวิตของเขาแทบไม่มีใครสน แต่ครั้งหนึ่ง เป็นเอก รัตนเรือง เคยบอกว่า ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม คือนักแสดงที่เขาคารวะมากที่สุด

คารวะในความหมายของการยอมรับทั้งฝีไม้ลายมือ ความเอาจริงเอาจัง และความเคารพต่องานที่ทำ-ต่อคนดู

หากใครติดตามผลงานของนักแสดงชายผู้นี้มาอย่างต่อเนื่องย่อมเข้าใจถ้อยคำสรรเสริญนั้นได้ไม่ยาก ผลงานของเขาแม้ไม่มาก แต่ล้วนยืนยันว่าเขาคือนักแสดงคุณภาพ หาใช่เข้ามาอาศัยในวงการอย่างฉาบฉวย

“ผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าการทำหนังมันยาก เพราะฉะนั้น พอคนมารวมใจกันทำ แล้วมีนาทีหนึ่งที่เราไม่ตั้งใจ เราจะเสียดายไปตลอด” ปีเตอร์ว่าอย่างนั้น

หากย้อนมองผลงานที่ผ่านมา-ซึ่งอาจจะไม่ได้มากมายอะไรเมื่อเทียบกับนักแสดงหลายๆ คน จะพบว่าเขารับงานค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงในภาพยนตร์อย่าง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค 2-6, นางไม้, ฝนตกขึ้นฟ้า ไปจนกระทั่ง Club Friday The Series

ล่าสุดเมื่อเห็นเขามีผลงานอีกครั้งกับบท ‘ผู้คุม’ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของค่าย GDH อย่าง HOMESTAY ผมจึงนัดพบเขาเพื่อพูดคุยถึงชีวิตที่คล้ายอุทิศให้การแสดงของเขา

และบทสนทนาในบ่ายวันเสาร์ก็ยิ่งตอกย้ำถ้อยคำในย่อหน้าแรก

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

คุณรับแสดงทั้งเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทั้ง นางไม้ ทั้ง HOMESTAY ทั้งซีรีส์ ปกติคุณเป็นคนเลือกงานไหม

เลือกครับ เลือกมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่เล่นหนังเรื่องแรกๆ มันไม่เกี่ยวว่าเราอายุมากขึ้นหรืออะไร เพราะว่าผมเริ่มงานแสดงตอนอายุเยอะแล้ว เริ่มแสดงละครตอนอายุ 25 ซึ่งไม่ใช่วัยของคนที่จะเริ่มต้นแสดง สมัยก่อนเด็กๆ ก็แสดงตั้งแต่อายุ 17 – 18

แล้วคุณเลือกงานอย่างไร

พองานติดต่อมาเราไม่ได้ใช้อะไรเลย ใช้ความรู้สึกอย่างเดียว เหมือนใช้สัญชาตญาณ อ่านบทดู ไม่เกี่ยวว่าบทน้อยหรือมาก ไม่เกี่ยวว่าเป็นบทที่สำคัญหรือไม่สำคัญ แต่พออ่านแล้วเราเห็นและเข้าใจมันหรือเปล่า สนุกหรือเปล่า ผมต้องอ่านก่อน จะน้อยจะมากก็ต้องเอามาอ่านก่อน ถ้าไม่อ่านก็ไม่คิด ไม่คิดคือไม่ตัดสินใจ

แต่การปฏิเสธงานก็เหมือนปฏิเสธเงินหรือเปล่า

เราจะรู้ได้ยังไง เพราะมันเหมือนสัญญาอนาคตว่าทำสิ่งนี้ให้เขาหน่อย แล้วถ้าผมไม่ได้อ่าน ผมจะรู้ได้ยังไงว่าผมจะทำได้ เหมือนเราไปสัญญากับเขาว่าเราทำได้ อ้าว ถ้าเกิดมาแล้วทำไม่ได้ล่ะ หรือรับมาแล้วแต่เราไม่เห็นจะเข้าใจตัวละครนี้เลย หรือไม่เห็นจะเข้าใจเรื่องราวนี้เลย ซึ่งผมก็เคยทำนะ พอไปทำมันก็จะแปลกๆ มันจะไม่สบายใจ แล้วสุดท้ายถ้าเราไม่เข้าใจ คนดูเราก็ไม่เข้าใจหรอก

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

เห็นว่าตอนแสดงเรื่อง นางไม้ คุณถึงกับต้องไปอยู่บ้านของตัวละครล่วงหน้าหลายวันเพื่อเตรียมตัว ทำไมต้องทำขนาดนั้น

มันเริ่มต้นจากการที่เราศึกษา สนใจ เรื่องการแสดง เราก็ดูนักแสดงท่านอื่นๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศว่าเขามีวิธีเตรียมตัวยังไง แล้วมาคิดว่าอันไหนมันน่าจะใช้ได้บ้าง ก็ทดลองไปเรื่อยๆ

ที่ผมต้องไปอยู่บ้านนั้น เพราะว่าเราอาจจะยังหาคำตอบของตัวละครนั้นไม่ครบมั้งครับ อย่างเช่นตอน นางไม้ ถ้าเกิดผมเข้าไปแสดงวันนั้นวันแรก แล้วในบทคือนี่เป็นบ้านที่ผมอยู่กับนางเอกมาสักพักแล้ว แต่ผมไม่รู้เลยว่าห้องน้ำอยู่ไหน ซิงก์อยู่ตรงไหน ผมไม่ชินกับมัน ผมก็จะเดินในฉากแบบไม่ชินกับมัน ที่ไปอยู่ก็เหมือนเป็นการสร้างความสบายใจให้กับตัวเองเวลาไปแสดงด้วย เราจะได้รู้จักมันจริงๆ

เวลาเราทำการบ้านตัวละคร ถ้าเราไม่รู้จักมันจริงๆ เราจะตื่นเต้น แล้วเราจะกลัว เหมือนเวลาเราไปทำข้อสอบ ถ้าเราอ่านหนังสือไปไม่พอ เราจะรู้สึกไม่มั่นใจ ผมว่ามันคล้ายๆ กัน เพราะวันแสดงก็เหมือนวันทำข้อสอบ คือมีโอกาสครั้งเดียว 10 นาทีนั้นก็ 10 นาทีเดียว 5 นาทีนั้นก็ 5 นาทีเดียว มันเหมือนเราสร้างความสบายใจให้ตัวเองมากกว่า เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเรารู้จักตัวละครพอหรือยัง อย่างไปอยู่ในบ้านถ้าเราไม่รู้จักบ้านเราก็ไม่มั่นใจ หรือถ้านางเอกถามเราอย่างนี้ แล้วเราก็แค่อ่านตามไดอะล็อก ตอบไปง่ายๆ แต่เราไม่รู้ว่าตอบไปทำไม หรือว่าเราไม่รู้ว่าตัวละครตัวนี้ตอบไปเพื่ออะไร เพราะอะไร มันก็จะแค่ตอบไปอย่างนั้น

แต่คนดูก็ไม่รู้หรือเปล่าว่าคุณรู้จักตัวละครละเอียดแค่ไหน

แต่เวลาเราแสดงเราไม่ได้คิดถึงคนดู เราคิดแค่ว่าเราซื่อสัตย์กับตัวเองหรือเปล่า เราคิดถึงตัวเองว่าเราตอบมันได้จริงหรือเปล่า เวลาผมเริ่มรับงานผมจะเปิดบท แล้วก็เริ่มถามตัวเองว่าเรารู้มันจริงเหรอ เพราะไม่อย่างนั้นพอเราไปแสดงคนอื่นอาจจะไม่รู้ก็ได้ แต่เรารู้ เรารู้ว่าเราไม่ได้จริงกับมัน เราไม่เข้าใจมัน

ผมว่าสิ่งนี้มันทำร้ายตัวเองมากที่สุด มากกว่าคนดูอีก ถ้าถึงเวลาที่ผมไม่รู้จริงๆ แล้วผมไปทำอะไรบางอย่าง ไปซ่อนหรือหลอกเขา หมายความว่าเราก็รู้แก่ใจ เพราะฉะนั้น การทำการบ้านทุกอย่างมันเพื่อเรา แล้วก็เพื่อหนัง คือผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่าการทำหนังมันยาก เพราะฉะนั้น พอคนมารวมใจกันทำ แล้วมีนาทีหนึ่งที่เราไม่ตั้งใจ เราจะเสียดายไปตลอด

คือคุณจะรู้สึกผิด

อาจจะไม่ถึงกับรู้สึกผิด แต่รู้สึกว่าเราไม่จริงจัง ไม่จริงใจ กับสิ่งที่เราทำ

แล้วที่ผ่านมาคุณทำความเข้าใจตัวละครด้วยวิธีไหนบ้าง

มันมีหลายรูปแบบตามแต่ตัวละครต่างๆ กัน อย่างเช่นการไปอยู่ในบ้านตัวละครก็ใช่อย่างหนึ่ง หรืออีกตัวอย่างตอนถ่าย นางไม้ ผมรู้สึกไม่ค่อยเชื่อมโยงกับตัวนางเอก เลยใช้วิธีไปถ่ายรูปเขาวันที่ฟิตติ้ง เพราะผมรู้สึกว่า ผมแสดงเป็นแฟนเขา แล้วตัวละครนั้นเป็นช่างภาพ ผมก็ต้องเคยถ่ายรูปเขามาเป็นพันพันรูป แต่ผมไม่เคยถ่ายเขาเลย เห็นเขาฟิตติ้งกันผมก็เลยหยิบกล้องมาถ่ายเขา ให้รู้สึกว่าผมเคยมองเขาผ่านกล้องหลายๆ ครั้ง เพื่อพยายามเชื่อมโยงความรู้สึกกับเขา แต่วิธีมันก็ไม่ตายตัวในแต่ละเรื่อง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

รู้สึกไหมว่าทำงานเกินค่าตัว

จริงๆ ต้องคิดตรงข้ามนะ การทำงานแบบนี้มันเป็นการเห็นแก่ตัว เพราะว่าเรากำลังทำให้ตัวเราเองสบายใจ มากกว่าที่จะทำให้คนอื่นสบายใจ โอเค ความเป็นห่วงของผมอย่างหนึ่งคือผมจะทำให้ผู้กำกับพอใจได้หรือเปล่าในสิ่งที่เขาต้องการ นั่นคือส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือ จริงๆ เราเห็นแก่ตัวแหละ เพราะว่าผลลัพธ์คือเราเองจะไม่สบายใจถ้าเราเตรียมมันไม่ดี มันคือการเห็นแก่ตัวแหละ

ที่ว่าจะรับงานไหนอ่านบทแล้วต้องเห็นภาพหรือเข้าใจมัน แล้วอย่างบทผู้คุมในเรื่อง HOMESTAY คุณอ่านแล้วเห็นอะไร

เรื่องนี้จะต่างจากเรื่องอื่นนิดหนึ่งตรงที่อ่านแล้วก็ยังไม่เห็น เพราะว่าตัวละครผู้คุมเป็นตัวละครใหม่สำหรับผม เป็นคาแรกเตอร์ที่เราไม่คุ้นเคย แต่ด้วยความที่ผู้กำกับ (คุณโอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ) ให้บทมาอ่าน พออ่านแล้วบทมันดี ดีในที่นี้คือบทมันเหมือนบทหนังที่เราชอบ ผมรู้สึกว่ามันกระทบใจเรา อ่านจบแล้วผมรู้สึกอะไรกับมัน เราก็เลยคิดว่าแค่อ่านบทยังรู้สึกขนาดนี้ ถ้ามันเป็นหนังแล้วมันน่าจะส่งผลดีสำหรับคนที่เข้าไปดูหนัง เขาคงจะได้รู้สึกอะไรกลับบ้านไป ผมก็เลยรับ

ที่ว่ากระทบใจ มันกระทบใจในแง่มุมไหน

ผมว่ามันทำให้ผมรู้สึกว่าผมใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยมีค่า เหมือนเวลาที่เราใช้ไปหลายอย่างมันมีค่าน้อยจังเลยในเวลาที่เหลืออยู่ของเรา

ชีวิตที่ผ่านมาคุณเองก็มีผลงานการแสดงที่เป็นที่ยอมรับ ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตไม่มีค่า

ชีวิตของผมมันไม่ค่อยมีสาระน่ะ ออกจะเรื่อยเปื่อยเลยแหละ มีสิ่งที่อยากทำ แต่ด้วยความเรื่อยเปื่อยของตัวเองก็เลยใช้เวลาได้ไม่ค่อยมีค่า เรารู้สึกอย่างนั้น อีกอย่างก็คือ เหมือนเราไปเสียเวลาจมอยู่กับความคิดบางอย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรมากเกินไป บางอย่างมันเป็นเรื่องนิดเดียวสำหรับคนอื่น แต่เราไม่เคยให้อภัยตัวเองเลย ซึ่งมันก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับเราในการเก็บสิ่งนี้ไว้ในใจ เรารู้สึกว่าหลังจากนี้เราอาจจะเริ่มให้อภัยตัวเองบางอย่างได้ง่ายขึ้น ไม่ได้เก็บอะไรมาไว้ในตัวเหมือนแต่ก่อนมั้ง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

ฟังดูเหมือนมีเรื่องอยากแก้ไข แล้วปกติคุณพึงพอใจในชีวิตตัวเองไหม

ไม่นะ บอกแล้ว ผมมีความเรื่อยเปื่อยสูง มันก็เลยกลายเป็นความขัดแย้งในตัวเองว่า ไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้พยายามทำอะไรมาก คือผมไม่ได้พอใจหรอก แต่ถ้าจะให้เป็นมนุษย์มุ่งมั่นเลยก็ไม่เป็นอีก

 

ก่อนหน้านี้ปกติได้คิดถึงชีวิตในแง่มุมต่างๆ บ้างไหม

พอเริ่มอายุเยอะก็จะคิดมากขึ้น ก็คิดถึงความตาย คิดถึงความหมายในชีวิต หลังๆ ก็เกือบจะตลอดเวลา มันเหมือนกับที่ใครๆ เขาคิดๆ กันแหละครับว่า ถ้าหลับไปแล้วไม่ตื่นเลย หรือว่าเดินไปแล้วหัวใจวายล้มลงไป ชีวิตเราจะหมดความหมายแค่นี้เลยเหรอวะ ก็หวนไปคิดอีกว่า โห ที่ผ่านมามันเสียเวลามากเลยว่ะ เพราะจริงๆ มันก็แทบจะทำอะไรไม่ทันอยู่แล้ว ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ค่อนข้างจะคิดวนไปวนมาว่า ไอ้ที่เหลือมันจะมีความหมายยังไงต่อไป แต่ว่านั่นแหละ มันก็เข้าวงจรว่า ไม่รู้จะทำยังไงว่ะ จริงๆ ผมไม่ได้ทะเยอทะยานขนาดนั้นนะ มันก็เลยล้อๆ กันไปมา มันจะมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในนั้น

แต่ก่อนตอนเด็กๆ จะคิดว่าทำไมต้องตื่นขึ้นมา สบตากับคนในกระจกแล้วก็คิดว่ามันต้องมีความหมายอะไรซ่อนอยู่สิวะในการที่เรามีชีวิตอยู่ ตั้งแต่เด็กเลยนะ พอเริ่มสัก 11 – 12 ผมก็เริ่มคิดว่ามันต้องมีอะไรสิวะ แต่เราแค่ไม่รู้มันคืออะไร แต่เราก็รู้นะว่าพอมันคิดแบบนี้มากๆ มันจะเพี้ยน (หัวเราะ) เพราะผมก็เคยอ่านเจอหรือมีเพื่อนบอกว่า มันเป็นสิ่งที่มันไม่ต้องรู้หรอก เราเกิดขึ้นมาทำไมไม่ต้องรู้หรอก

ตอนเด็กๆ ผมเหมือนเป็นคนคุยกับตัวเองเยอะ เวลามองแล้วก็แบบ เหมือนเราอยู่ในร่างนี้ แล้วเราก็ไปโรงเรียน ไปโน่นไปนี่ มันต้องมีอะไรสิวะ เหมือนว่ามันต้องมีอะไรซ่อนอยู่ มันเป็นอยู่ในวังวนนี้ไปเพื่ออะไร ทำไมมันต้องเป็นเรา อาจเป็นเพราะช่วงเด็กอ่านหนังสือเยอะด้วยมั้ง อ่านไปก็ตั้งคำถามไป ทุกวันนี้ก็ยังเป็น ขับรถอยู่ก็คิดขึ้นมาว่า เออ ทำไมต้องเป็นเราที่มาอยู่ในร่างนี้ มันน่าจะมีความหมายอะไรสักอย่าง แต่มันไม่มีคำตอบไง

พออายุมากขึ้น คุณผ่อนคลายกับคำถามที่หาคำตอบไม่ได้มากขึ้นไหม

มันเหมือนพอเอาเข้าจริงๆ พอจะจบจริงๆ ผมคิดว่าตัวเราน่ะไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก ไม่ได้มีค่าอะไรหรอก เมื่อเทียบกับจักรวาลแล้วเราเล็กมาก สิ่งที่อยู่ในสมองเรามากกว่าที่ไปบอกให้เราคิดว่าเราดีพอหรือยัง ทำนู่นทำนี่หรือยัง แต่จริงๆ เราเป็นจุดที่เล็กมากนะ อันนี้อาจจะเป็นคำปลอบใจหนึ่งที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตอยู่ได้ คือไม่ต้องไปคิดอะไรมากมายขนาดนั้น เราไม่ได้มีความหมายขนาดนั้น เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติเท่านั้นแหละ คิดแบบนี้อาจจะช่วยให้เราสบายใจขึ้นนะ คือมึงไม่ใช่ใคร มึงธรรมดา

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

เวลาครุ่นคิดถึงความตาย กลัวความตายไหม

กลัวสิ (หัวเราะ) กลัวถึงคิด ก็พยายามคิดว่าทำยังไงให้ไม่กลัว ไอ้เรื่องที่มองว่าชีวิตธรรมดาก็ส่วนหนึ่ง พอเรากลัวมากๆ เราก็จะประสาทเหมือนกันนะ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ อันนั้นก็ยังไม่ได้ทำ แล้วถ้าเกิดเป็นมะเร็งไปจะทำยังไงวะ แล้วพอเริ่มเป็นจะไปเดือดร้อนใครเปล่าวะ นี่แหละครับ ผมกลัวจะไปเดือดร้อนคนอื่น เพราะเราก็ไม่ได้รวยขนาดนั้น ฟุ้งซ่านพอสมควรเลยแหละ

 

อยากรู้ว่าเวลาคิดถึงความหมายของชีวิต คุณคิดถึงงานแสดงที่เคยทำบ้างไหม

ผมว่างานแสดงที่ทำไปแล้วมันให้ความสุขกับเราตอนที่ทำมากกว่า ตอนที่มันผ่านไปแล้วมันก็ผ่านไป เราก็ไม่ได้ไปภูมิใจอะไรขนาดนั้น เพราะว่ามันทำหน้าที่ของมันตอนนั้นแล้ว คือมันให้ความสุขใจกับเราตอนที่เราทำ มันทำหน้าที่ของมันสมบูรณ์ไปแล้ว หลังจากนั้นเราก็มองมันเป็นอดีตส่วนหนึ่งของเรา บางอย่างก็ลืม บางอย่างก็จำ บางอย่างก็จำแล้วพยายามลืม หมายความว่าในแต่ละงานมันก็ฝากอะไรไว้ในตัวเรา ตรงนั้นดี ไม่ดี เรายังจำได้อยู่แหละ แต่ว่ามันก็ผ่านไปแล้ว มันได้ให้ความสุขกับเราแล้วไง เราก็ได้มาแล้วนี่

แล้วการแสดงเป็นผู้คุมใน HOMESTAY มันทิ้งอะไรไว้ในตัวคุณบ้าง

ผมว่าทิ้งสิ่งที่เราคุยไปแล้วแหละ คือเราใช้เวลาคุ้มค่าแล้วหรือยัง แล้วเราก็ควรจะให้อภัยตัวเองบ้าง ไม่ต้องไปคิดว่าวันนี้ลืมบทตรงนี้ว่ะ แล้วก็จำไปอีก 10 ปี เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้วมันอยู่ในตัวเรามันก็ไม่ได้ทำให้เราสบายใจ

 

คุณเคยร่วมงานทั้งภาพยนตร์ที่แมสมากๆ และภาพยนตร์ที่มีความป็นศิลปะมากๆ เอาเข้าจริงคุณให้ค่ากับทุกงานเท่ากันมั้ย

ผมเห็นคุณค่าในทุกงาน เพราะว่าคนเรากว่าจะทำหนังได้สักเรื่อง ถ้าไม่ช่วยกันพยายาม ไม่มีทางสำเร็จเลย แค่จะเขียนบทขึ้นมาสักหน้ากระดาษหนึ่งมันยังยากเลย

สำหรับผมการจะทำหนังออกมาได้มันยากมากเลยนะ มันเหนื่อย มันต้องคุยกับคนเยอะ มีปัจจัยเยอะ เพราะฉะนั้น ถ้าทำออกมาได้แล้วมันมีคุณค่าทั้งนั้นแหละ แต่ว่าในแง่ไหนเท่านั้นเอง มันอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีใครชอบ แต่มันคงมีคุณค่ากับคนที่ทำแล้วแหละ

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAYแล้วในมุมมองของคุณ ภาพยนตร์ที่ดีเป็นอย่างไร

หนังที่ดีมันค่อนข้างง่ายนะ ถ้ามันส่งผลกับจิตใจเรา ไม่ว่าในด้านใดก็ตาม ทำให้เรานึกถึงวันนั้นของอดีต หรือว่านึกถึงสิ่งที่เราจะทำต่อไปในอนาคต หรือว่ากระเทือนต่อใจเราในปัจจุบัน ผมว่าแค่นี้แหละพอแล้ว

ลองดูในชีวิตประจำวันเรา กว่าเราจะรู้สึกซาบซึ้งไปกับอะไรในปัจจุบันที่เราชินชามาตลอดมันไม่ง่ายนะ แต่หนังทำให้เรารู้สึกสิ่งนั้นได้ ซึ่งผมว่ามันกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเราต่อไปแน่นอน อย่างเช่นทำให้เรานึกถึงแม่ สำหรับผมแค่นั้นพอแล้ว หรือหัวเราะได้นิดหนึ่ง ร้องไห้นิดหนึ่ง เมื่อนึกถึงคนคนนั้น นึกถึงเพื่อนในอดีต หรือนึกถึงวัยเด็กของเรา เพียงพอแล้ว

ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง คุณดูมีข่าวในสื่อบันเทิงน้อยมาก มันเกิดจากความตั้งใจหรือบังเอิญ

เหมือนนักข่าวไม่ค่อยได้สนใจผม เพราะว่าไม่ได้อยู่ในส่วนที่ทำอะไรต่อไปได้

มันเกิดจากผมขายของไม่เก่ง หมายความว่า สมมติเวลาไปโปรโมตอะไรมันเป็นความยากสำหรับผม ผมเป็นคนไม่สนุกน่ะ ชีวิตผมไม่สนุก ผมเป็นคนที่ไม่สามารถเล่าเรื่องตลกอะไรให้ใครฟัง หรือเล่าเรื่องอะไรให้ดูน่าสนุก เพราะฉะนั้น เวลาไปโปรโมตผมก็จะค่อนข้างอึดอัด เพราะมันเหมือนต้องแสดงนิดหนึ่ง

ผมเลยค่อนข้างอายๆ เวลาไปโปรโมต รู้สึกไม่ดีที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขา หรือว่าเป็นตัวละครที่ทำให้หนังมีคนสนใจ เพราะว่าผมไม่ได้อยู่ในหมวดที่เรียกข่าวได้ สมมติผมไปอยู่ในงานโปรโมตหนังสักงานหนึ่ง ผมก็ไม่ได้จะดึงให้ใครมามีเรื่องราวโน่นนั่นนี่ได้ ผมไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับเขาน่ะ แล้วผมก็ไม่คอยเก่งเรื่องการทำให้มันดูมีเรื่องมีราว ตื่นเต้นหรือสนุก ก็เลยส่งผลรวมๆ มั้ง

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

สิ่งนี้ทำให้คุณเสียโอกาสมั้ย บางคนถึงกับบอกว่ามีข่าวเสียยังดีกว่าไม่มีข่าว อย่างน้อยคนจะได้ไม่ลืม

ไม่นะ ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ตั้งแต่แรกเลย ผมอยู่ในโหมดที่ไม่ใช่คนดังน่ะ ไม่ใช่คนที่ถ้าเอาไปเป็นพระเอกแล้วจะต้องขายได้แน่เลย ผมอยู่ในหมวดนี้ตั้งแต่แรกๆ ก็เลยไม่ค่อยคิดถึงว่ามันจะเสียโอกาสหรืออะไร ไม่คิดถึงเลย

คุณทุ่มเทชีวิตให้การแสดง แล้วรู้สึกไหมว่าชื่อเสียงที่ได้รับกลับมามันไม่ตอบแทนเรามากเท่าที่ควรกับสิ่งที่เราลงแรงไป

ไม่เคยคิดเปรียบเทียบอย่างนั้นเลย เพราะว่าแค่โอกาสที่จะได้ทำงานมันก็ยากแล้ว หมายความว่าผมพอใจแล้วแหละที่ได้ทำงาน จริงๆ เป้าหมายส่วนตัวผมมันก็เหมือนทำงานออฟฟิศแหละ ในใจลึกๆ จริงๆ คือมันอยากทำงานทุกวัน คนอื่นผมไม่รู้ แต่ผมเหมือนพนักงานออฟฟิศเลย ผมอยากออกไปแสดงทุกวัน ใจมันอยากออกกอง อยากไปเล่นหนังทุกวัน แต่ด้วยเวลาผ่านไปมันจะยอมรับเองว่า เออ มันเป็นอย่างนั้นไม่ได้หรอก พอถึงช่วงเวลาที่เราแสดงเราจะมีความสุขมาก เพราะว่ามันคือสิ่งที่เรารอมาตลอด

ที่ผ่านมาเห็นคุณเคยได้รับรางวัลจากการแสดง รางวัลเหล่านั้นมีความหมายกับคุณบ้างไหม

มันมีความหมายต่อจิตใจนะ การให้รางวัลก็คือเขาเห็นสิ่งที่เราทำ แล้วเขารู้สึกชอบในสิ่งที่เราทำ มันมีความหมายต่อเรา แต่ว่าไม่มีความหมายต่องานชิ้นใหม่ที่จะทำต่อไป เราดีใจ เราภูมิใจ กับสิ่งที่เขามองเห็น แต่ว่ามันไม่มีความหมายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เพราะรางวัลไม่ใช่อุปกรณ์พิเศษที่ติดตัวเราไป แล้วพอเรื่องใหม่เราจะมีความพิเศษเว้ย

รางวัลมันถูกทิ้งไปตอนนั้นเลย ไม่ใช่ถูกทิ้งแบบไม่มีค่านะ มีค่าต่อจิตใจ แต่ว่ามันไม่ได้ช่วยให้เราเก่งขึ้น เพราะฉะนั้น หมายความว่าเรื่องใหม่ก็เริ่มต้นใหม่ หมายความว่าเรื่องใหม่ก็ลุ้นใหม่ว่าเราจะเข้าใจมันไหม เราจะทำมันได้ดีมั้ย

ถ้าอย่างนั้นรางวัลที่แท้จริงที่ในชีวิตนักแสดงคืออะไร

(นิ่งคิด) ผมว่าเล่นหนังเล่นละครมันก็เหมือนทำงานออฟฟิศแหละครับ หมายความว่าในแต่ละวันในแต่ละครั้งที่เราออกไปทำมันให้ความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น ผมว่าอันนี้คือคำตอบ เมื่อก่อนผมก็เคยทำงานออฟฟิศ พอเราทำตรงนี้ผิดก็โดนนายด่า ทำอะไรเสียหายก็โดนเขาว่า แล้วเราก็เติบโตขึ้นจากสิ่งเหล่านั้น หมายความว่าเราเข้าใจอะไรมากขึ้น ทำใจได้มากขึ้น

ผมว่าพอเราไปแสดงหนังแต่ละวันก็เจอเหมือนกัน มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น เจอความหมายที่ซ่อนอยู่ในหนัง เจอคนที่เราได้ร่วมงาน เจอผู้กำกับที่คุยกับเรา สอนเรา เจอนักแสดงร่วม เจอน้องที่ส่งพลังให้เรา ทุกอย่างมันทำให้เรามีพรุ่งนี้ที่อาจจะคิดอะไรได้มากขึ้น ซึ่งนั่นคือรางวัล

ปีเตอร์ นพชัย ชัยนาม, HOMESTAY

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load