รู้น่า ว่าเราไม่ควรตัดสินใครเพียงภายนอกจนกว่าจะได้ทำความรู้จัก ยิ่งถ้าเขาคนนั้นหนวดเครารุงรัง และมีท่าทีที่เกรี้ยวกราดอยู่ตลอดแบบโจรร้ายในป่า ก็อย่าเพิ่งตัดสินเขาจนกว่าจะได้ยินเขาจะพูดในสิ่งที่คิดออกมา

เหมือนที่เรารู้จัก ‘หมวดฤทธิ์’ ในละครเรื่อง อังกอร์ 2018

จากตัวละครที่เราไม่เคยจดจำได้มาก่อนในเวอร์ชันแรก บทพูด “กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน มันต้องไม่พูดความจริงกับกู เพราะกูรู้ว่ามันหลอกกู ถ้ากูลงใต้ กูคงไม่โดนมันหลอก แต่เพราะกูรู้ว่ามันต้องหลอกกู กูถึงได้มาที่นี่ ทีนี้มึงเข้าใจหรือยัง” ในฉากการไล่ล่าหลอกกันไปหลอกกันมา ทำให้ The Cloud อยากคุยกับ ตั๊ก-นภัสกร มิตรธีรโรจน์ ถึงแม้ละครจะอำลาจอไปแล้ว แต่ตัวเลขผู้ชมนับล้านที่คลิกชมฉากที่เราพูดถึงก็ยังน่าสนใจอยู่ดี (ลำพังแค่ผู้เขียนก็กดเข้าไปดูซ้ำๆ นับพันครั้ง)

ตั๊ก นภัสกร

ความน่าสนใจแรกคือ แม้จะรู้มาบ้างว่าตั๊ก นภัสกร เป็นนักแสดงเจ้าบทบาท แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเห็นเขาในบทบาทผู้ร้ายที่ติดตลกโดยไม่ตั้งใจมาก่อน ความน่าสนใจที่สอง สาม และสี่ มาจากการสนทนาที่ทำให้เรารู้จักเขามากกว่าประวัติส่วนตัวในเว็บไซต์ข้อมูลคนดัง

ก่อนจะเป็นตั๊ก นภัสกร ศิลปิน นักแสดง ผู้จัดละคร ผู้กำกับและคนเขียนบท ตั๊กเป็นนักเรียนการโรงแรมของมหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล เคยฝึกงานอยู่ในห้องอาหาร Ma Maison ของโรงแรมฮิลตัน ซึ่งเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในยุคนั้น ก่อนที่เชฟจะเสนอตำแหน่งและเงินเดือนไม่น้อยให้ตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่เขาเลือกที่จะเรียนมหาวิทยาลัยตามความต้องการของครอบครัว และเริ่มต้นเป็นนักแสดงละครเวทีเมื่ออายุ 22 หลังจากเป็นลูกศิษย์หน้าชั้นของ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ในวิชาเลือกของมหาวิทยาลัย และเข้าสู่วงการละครโทรทัศน์ในปี 2540 ตามลำดับ นอกจากจะมีรายการทำอาหารของตัวเอง เราก็ยังพบหน้าเขาในโทรทัศน์อยู่เสมอ

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

เมื่อพูดคุยกัน จึงได้รู้ว่าเขาจริงจังกับการทำงานแสดงอย่างที่คิด แต่เขาสนุกกับตัวละครร้ายๆ ของเขามากกว่าที่คิด

ตั๊ก นภัสกร อาจจะไม่ใช่นักแสดงที่รับบทผู้ร้ายที่เหี้ยมหาญหรือเก่งกาจที่สุดในวงการบันเทิงบ้านเรา แต่ความตั้งใจยิ่งจากเขาส่งพลังให้ตัวละครเขาพิเศษน่าจับตามองเสมอ สำหรับคนที่พลาดรับชมเขาในบทของหมวดฤทธิ์ เราขอแนะนำให้เกาะขอบจอโทรทัศน์ให้ดี เพราะตลอดปีนี้เราจะได้เห็นตั๊กในละครถึง 5 เรื่อง แถมยังเป็นบทร้ายทั้งนั้น ตัวละครผู้ร้ายมันน่าหลงใหลแค่ไหนกันนักเชียว มาฟังกัน

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

บทพูด ‘กูรู้ว่ามันหลอกกู เพราะกูสงสัยสัยมัน’ ในฉากไล่ล่าระหว่างจ่าเข้มและหมวดฤทธิ์ของละคร อังกอร์ 2018 ที่เป็นไวรัลในโซเชียล ทีมเขียนบทเขียนแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ

มันยาวมากเนอะ ระหว่างที่อ่านอยู่หลายรอบเราก็พยายามทำความเข้าใจว่าคนเขียนบทต้องการอะไร และเรื่องต้องการสื่อตัวละครนี้ไปในทางไหน จริงๆ ไม่ได้อยากเล่นให้ตลกนะ หมวดฤทธิ์เป็นตัวละครที่จริงจังและอาจจะจริงจังจนไร้สติ ความเป็นคนที่มุ่งมั่นทำอะไรสักอย่างจนลืมคิดถึงอย่างอื่นก็อาจจะเป็นเหตุผลของตัวละครตัวนี้ ตอนที่อ่านบทของฉากนี้เราพยายามเคี้ยวทีละคำ ได้แก่ วรรคแรก ‘กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู’ สอง ‘มันต้องไม่พูดความจริงกับกู’ และสาม ‘เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน’ หลักๆ แค่นี้เอง

เป็นเหตุและผลกัน ‘เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน มันต้องไม่พูดความจริงกับกู เพราะมันรู้ว่ากูต้องสงสัยมัน ถ้ากูลงใต้ กูคงไม่โดนมันหลอก แต่เพราะกูรู้ว่ามันต้องหลอกกู กูถึงได้มาที่นี่ ทีนี้มึงเข้าใจหรือยัง’ ประโยคมันมีแค่นี้เอง

แค่นี้?

ใช่ ตอนเล่นมันพูดทีเดียวใช่ไหม เลยเป็นความรู้สึกที่ต้องพุ่งออกมา ความรู้สึกมันคือ ‘ก็กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู’

ขอสารภาพตามตรงว่าเราวนดูฉากนี้หลายสิบรอบมาก พยายามทำความเข้าใจว่าตั้งใจให้เป็นละครตลกหรือเปล่า ตอนนั้นผู้กำกับ (เฉิดบุญ ภักดีวิจิตร และ กฤษณพงศ์ ราชธา) เขาบรีฟคุณยังไง

ผู้กำกับไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่านั้นเลย หน้ากองทุกอย่างจริงจังมาก ณ ตอนนั้นเป็นอารมณ์ของตัวละครจริงๆ

ตั้งแต่เรื่อง ลูกผู้ชายไม้ตะพด (2555) ก็ดูเหมือนว่าคุณจะรับบทบาทตัวร้ายเป็นหลักเลย

ใช่ แต่เราพยายามไม่ให้คาแรกเตอร์ซ้ำกัน แม้จะเป็นตัวร้ายแต่ไม่แปลว่าร้ายเหมือนกันหมด บางตัวละครอาจจะเกรี้ยวกราดแบบไร้สมอง เกรี้ยวกราดแบบแค้น ตะบึงตะบัน ตะบี้ตะเบง อยู่อย่างนี้ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น กับอีกแบบหนึ่งคือร้ายลึกๆ ร้ายที่อยู่ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มีหลายแบบ แบบตรง แบบลึก แบบตลก แบบซ่อนเร้น แบบเศร้าโศก เยอะไปหมดเลย เราก็ต้องหาวิธีการเข้าไปถึงตัวละคร

ก่อนหน้านี้ก็เคยเล่นเป็นพระเอกละครตอนเย็น เล่นเป็นพระรถในเรื่อง พระสุธน-มโนราห์ (2544) ช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนตัวเองไปสู่พระเอกละครหลังข่าว เราก็รู้ตัวว่าไม่อยากเป็นพระเอกแล้วแต่อยากเป็นตัวร้อยเรื่อง ร้อยอารมณ์ ความรู้สึก เหตุและผลของเรื่องราวเข้าด้วยกัน อาจจะไม่ใช่พระเอกหรือตัวร้าย แต่เป็นบทที่มีความสำคัญ เราอยากรับบทแบบนั้น

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

เป็นพระเอกดีๆ อยู่ แล้วตอนไหนที่คิดไม่อยากเป็นพระเอกแล้ว

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็นลูกศิษย์ของครูเล็ก ภัทราวดี ครูเล็กเคยพูดว่า คนเราเล่นบทอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกนางเอก อยู่ที่เราจะมองว่าตัวละครนั้นสำคัญกับเรื่องแค่ไหน เราก็จำมาใช้เสมอ เวลาที่เห็นครูเล็กเล่น เห็นวิธีการทำความรู้จักตัวละครและการสร้างเรื่องราว

ในการทำงาน การทำการบ้านกับตัวละครเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อให้เรารู้จักตัวละครตัวนี้เราควรจะปูพื้นฐานเขาอย่างไร ในบทบาททุกบทบาทที่ได้รับ เราจะคิดเสมอว่า เขาคนนี้คือใคร มีโคตรเหง้าศักราชอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องหา ต้องศึกษา ด้วยตัวเองจากบทที่อ่าน ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าถูกต้อง มันเหมือนวิธีคิดเลข มีผลลัพธ์เท่ากับ 5 คำถามคือ โจทย์ของผลลัพธ์ข้อนี้คืออะไร

อาจจะ 2+3 หรือ 1+4?

ใช่ บางคนอาจจะบอกว่า 1×5 และเลข 1 นั้นอาจจะเป็น ๑ หรือ I แบบโรมัน ถ้าเป็นเลขไทยก็คิดต่อว่าทำไมต้องเลขไทย เหมือนกันกับการวิเคราะห์ตัวละคร คนที่เขาตบคนนู้น เตะคนนี้ ฆ่าคนนั้น ร้องไห้เพราะพ่อ เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ คิดยังไง พ่อเลี้ยงแบบไหน ตามใจหรือชอบบังคับ คิดไปถึงว่าลักษณะทางกายภาพเป็นยังไง ออกกำลังกายมั้ย บู๊มากมั้ย งานอดิเรกเป็นยังไง ชอบเข้าป่า มีความรู้เรื่องอาวุธปืนเป็นอย่างดี รู้เส้นทางการเดินป่าเป็นอย่างดี ดูไปถึงวิธีการเดิน เดินยกขาสูงตลอดเวลา

เรื่องเหล่านี้สำคัญยังไง คนดูจำเป็นต้องรู้มากน้อยแค่ไหน

คนดูไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แต่เราที่เป็นนักแสดงต้องรู้ เป็นรายละเอียดที่จะทำให้เราทำงานเป็นตัวละครนั้นสนุก เพื่อตัวเราเองจะได้จับตัวละครนั้นได้ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าแค่อ่านบทจบแล้วลุกขึ้นมาเล่นได้เลย ใช่ๆ ลุกขึ้นมาเล่นได้เลย แต่เดี๋ยวก่อน ตัวละครตัวนี้กำลังคิดอะไร คิดแบบไหน

ความคิดเหล่านี้ปลูกฝังมาจากการแสดงละครเวที ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น เราเคยทำงานกับ คุณยุทธนา มุกดาสนิท เล่นเรื่อง จุมพิตนางแมงมุม (2542) เป็นเรื่องที่เราร้องไห้จริงๆ แม้ละครเล่นจบไปแล้ว 1 เดือน เราก็ยังร้องไห้อยู่ ในเรื่องเราเล่นเป็นนักโทษที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนหนึ่งในคุก ซึ่งตอนหลังเขาเป็นคนช่วยชีวิตเรา เรื่องอาจจะโหดไปสำหรับเราในตอนนั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือ เราได้บทเรียนว่าแค่ไหนที่เราควรเข้าไปให้ถึงความรู้สึกก้นบึ้งของตัวละคร ทำความเข้าใจตัวละครตัวนี้ว่าต้องเศร้าขนาดไหน ต้องโศก หดหู่ หรือเจอคำตัดสินในสังคมอย่างไร มีคนรัก มีกลุ่มสหายร่วมอุมดมการณ์ มีความลับที่ต้องปิดบัง จะเห็นว่าในตัวละครหนึ่งตัวมีความรู้สึกมากมายเต็มไปหมด มันยากมาก

คนส่วนใหญ่ชอบเข้าใจว่าละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครวิทยุ ภาพยนตร์ ต่างกัน

ผมจะบอกว่าไม่ต่างหรอก เหมือนกันหมดเลย แก่นของความรู้สึกที่ ‘เป็น’ ตัวละครตัวนั้น และเมื่อคุณเป็นตัวละครตัวนั้น คุณจะทำทุกอย่างเป็นตัวละครตัวนั้น มากกว่าจะมานั่งคิดว่าเชื่อในตัวละคร มันต่างกันนะ ถ้าเชื่อ แปลว่ายังมีตัวตนเราอยู่ ซึ่งสิ่งที่แตกต่างคือวิธีการแสดง อาจจะเป็นเรื่องกายภาพและท่าทางทั้งหมด แต่ก็ขึ้นกับคาแรกเตอร์ด้วย

ละครโทรทัศน์ปัจจุบันเป็นกล้องเข้าแคบ บวกกับคนทุกวันนี้ดูโทรทัศน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ สังเกตเลยว่าสมัยนี้นักแสดงละครโทรทัศน์จะเริ่มเล่นนิ่งขึ้นเหมือนภาพยนตร์ ซึ่งทุกคนสอนว่าอย่าเล่นเยอะ ให้นิ่งๆ ด้วยความที่ภาพยนตร์ฉายบนจอที่ใหญ่มาก เมื่อกล้อง Close Up ไปที่ใบหน้า คนดูจะเห็นแววตาชัดเจน

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของนักแสดงและผู้จัดท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อก่อนชาวบ้านดูละครผ่านจอเล็ก คนจึงต้องเล่นใหญ่มากเพราะเดี๋ยวมองไม่เห็น เทียบกับปัจจุบันที่คนดูผ่านโทรศัพท์ กลายเป็นว่าต้องเล่นน้อยๆ แทนหรอคะ

ใช่ สมัยนี้ใช้มุม Close Up เยอะ

สมัยก่อนถ่ายภาพกลาง-ไกล-เต็มตัว เห็นพระเอกนางเอกจับมือกัน น้อยมากที่จะเห็นหน้าพระเอกใกล้ๆ หรือสายตาซึ้งๆ มีน้อยมากๆ ดังนั้น ต้องเล่นใหญ่มาก ละครเวทีก็เหมือนกัน มีไม้มีมือเยอะแยะไปหมด ไม่งั้นคนดูแถวหลังไม่เห็น มันคือระยะของคนดูที่ทำให้การแสดงเปลี่ยนแปลงไป

บทบาทของตัวร้ายเรื่องไหนที่เปลี่ยนวิธีคิดคุณ

หุย ตอง จา จากเรื่อง เซนสื่อรักสื่อวิญญาณ เป็นตัวร้ายที่พูดช้าๆ แต่คิดเร็ว ทุกอย่างคมแต่ช้ามาก เป็นตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ต้องมาเป็นวิญญาณอยู่ในยุคปัจจุบัน เราได้เรียนรู้ว่าคนร้ายๆ ไม่จำเป็นต้องเกรี้ยวกราด แต่นิ่งๆ เย็นๆ และเศร้า เป็นตัวร้ายที่เศร้าซึ่งเราชอบนะ

ทำไมถึงชอบตัวร้ายที่เศร้า

เราสนใจในความลึกของความเศร้า ความลึกของความร้ายที่บีบให้คนเกิดความแค้นและตามล่า

ในฐานะคนดูละคร เราควรจะเห็นใจหรือคิดกับพวกเขายังไง

คนร้ายไม่เคยคิดว่าตัวเองร้าย

ระหว่างที่ทำเรื่องร้ายๆ ไม่มีคนร้ายคนไหนในโลกคิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่เลวร้ายนะ เขาคิดว่าสิ่งนั้นมันถูกเขาถึงทำ และในตอนสุดท้ายที่มีคนมาตัดสินว่าเขาร้าย เขาก็ขอโทษ ถ้าเขารู้ว่าร้ายเขาจะไม่ทำ เพราะถ้าคิดว่าตัวเองร้ายเขาจะรับตัวเองไม่ได้

แปลว่าโดยเนื้อแท้แล้ว มนุษย์ทุกคนหรือตัวละครทุกตัวไม่มีใครอยากทำเรื่องไม่ดี

ถูกต้อง นั่นคือคีย์เวิร์ดของตัวร้าย

ขอถามอีกทีว่า ในฐานะคนดูเราทำอะไรได้บ้าง

ไม่ต้องทำอะไร การดูละครที่ถูกต้องคือ อย่าไปคิด

การตีความไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่การดูแล้วรู้สึกต่างที่จำเป็น และไม่ว่าจะรู้สึกอะไรนั่นคือสิ่งที่ถูกในความรู้สึกของคุณ เหมือนกันกับงานศิลปะ ดูอะไร รู้สึกอย่างไร พอแล้ว ถ้าเกิดความสงสัยให้ทิ้งมันไว้ บางครั้งความสงสัยก็เป็นเสน่ห์ของตัวละครตัวนั้น จนบัดนี้เรายังสงสัยว่า ‘ตกลงมันเป็นอะไรแน่วะ’ เป็นกลวิธีของผู้กำกับและคนเขียนบทเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรให้ละครน่าสนใจมากขึ้น จุดจบเป็นอย่างไร มีต่อหรือส่งผลต่อเรื่องต่อไปหรือเปล่า คงจะดีเราจะมีคนเขียนบทละครลุ่มลึกหรือชวนคิดเยอะๆ

บทแบบไหนที่คุณจะไม่รับเล่นเลย

บทที่ไม่มีน้ำหนักเลย อ่านเสร็จเราจะถามทีมงานกลับว่าบทนี้เขียนมาทำไม เขาก็ตอบไม่ได้ หรือตอบว่ามีเพื่อสนุกๆ ในเมื่อเป็นบทที่ไม่มีก็ได้ เราก็ไม่รู้จะใช้พลังกับสิ่งนั้นทำไม เราก็จะบอกกลับไปว่าขออนุญาตไม่รับ

ในขณะที่หน่วยชี้วัดความนิยมของบทพระเอกคือเสียงกรี๊ด ความอินฟินจิกหมอน หรือสมญานามสามีแห่งชาติ กับบทตัวร้ายคุณมีจุดวัดผลในใจไหมว่าเล่นดีแล้วหรือไม่ดี

สมัยก่อนคงวัดจากเปลือกทุเรียนเนอะ ก็มีคนบอกเหมือนกันว่า ‘เล่นได้เลวสุดๆ เลย’ ก็คิดในใจว่าตกลงเล่นดีหรือไม่ดีเนี่ย จริงๆ ไม่มีอะไรวัดหรือมีรางวัลมาการันตีบทบาทผู้ร้ายยอดเยี่ยม เราก็คือนักแสดงสมทบคนหนึ่ง ยุคนี้อาจจะมีคนพูดถึงในโซเชียลบ้างเราก็ขอบคุณมากๆ แค่นี้แหละ ดีใจมากๆ แล้ว เราแสดงบทบาทของเราเต็มที่ทุกเรื่องซึ่งอยู่ที่ผู้ชมตัดสิน เราจะมาขีดว่านี่ฉันทำดีแล้วคงไม่ได้ เพราะมันไม่มีคำว่าดีที่สุดหรอก มีหลายครั้งเลยที่เราอยากกลับไปเล่นแก้ใหม่ ดังนั้น จึงพยายามทำให้ดีที่สุดทุกครั้ง

ทุกวันนี้คนจำชื่อเราไม่ได้เลย แต่จำตัวละครที่เราเล่นได้ ซึ่งเราชอบนะ

เวลาเราจะบอกใครสักคนว่าคนนี้เป็นนักแสดงที่เก่งจัง คำว่าเก่งในที่นี้เรากำลังมองหาอะไร

เรามักจะชื่นชมครูทุกคนของเราว่าเก่งมาก เพราะว่าพวกท่านมีความเป็นศิลปิน ท่านสร้างคาแรกเตอร์ด้วยตัวท่านเอง ด้วยความรู้ ประสบการณ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูทุกคนก็คือ ‘อย่าหยุด’ จะเห็นว่าคนที่เก่งมาก เขาไม่เคยหยุดที่จะสร้างสรรค์ตัวละครให้มีความหลากหลาย เพิ่มบทบาท เพิ่มอรรถรส จนตัวละครมีชีวิตจริงๆ

นอกจากพรสวรรค์และความเก่ง การจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ต้องเตรียมพร้อมแค่ไหน

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนกันมั้ย เราคิดว่าเป็นเรื่องของวินัย คำนี้ครูเล็กชอบพูดมากและมันฝังอยู่ในหัวของเรา ตัวเราทั้งหมดนี้คืออุปกรณ์การแสดง เราต้องเตรียมตั้งแต่สุขภาพ อ่านบทพอมั้ย นอนพอมั้ย แข็งแรงพอมั้ย ถึงต้องตื่นมาแต่เช้าเพื่อออกกำลังกาย สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิให้สงบ แล้วจึงเริ่มทำงาน

พอมาถึงจุดนี้แล้ว งานที่ผ่านมาทำให้คุณตั้งคำถามกับชีวิตบ้างมั้ยคะ

มี มีคำถามครับ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ ‘ทำอะไรต่อดี’ เชื่อมั้ยว่าเกิดขึ้นตลอดเวลา สมมติว่าเล่นละครเรื่องนี้อยู่แล้วเจอสิ่งที่อยากรู้มากๆ เราก็จะอยากรู้และอยากจะเรียนเรื่องนั้น อย่างช่วงนี้อยากเรียนดนตรี ที่ผ่านมาก็เล่นดนตรีนะ เป็นนักตีกลองสะบัดชัย สมัยอยู่ภัทราวดีเธียเตอร์เคยทำงานกับ พี่นาย-มานพ มีจำรัส, พี่เล็ก-ภัทราวดี มีชูธน และ กบ-ราชศักดิ์ เรืองใจ เป็นโปรดักชันกลองเรื่องแรกของภัทราวดีเธียเตอร์ ชื่อเรื่อง Eclipse สุริยุปราคา (2547) เราหัดตีกลองวันละ 8 ชั่วโมง โดยมีกบ ราชศักดิ์ เป็นคนสอน จากตีไม่เป็นจนเป็น ตีจนมือมีเลือดอาบ

หรืออย่างเรื่องรำไทย เราเพิ่งมาหัดเรียนรำไทยตอนอายุ 27 เพราะตอนที่ไปแสดงที่เบอร์ลิน เขาขอให้โซโลแล้วเรานั่งเสียดายว่าเรารำไทยไม่เป็น ก็เลยเลิกทุกอย่างแล้วกลับมาหัดรำไทยตอนอายุ 27 และตอนนี้เรียนปี่ อยากเรียนมานานแล้ว เพราะเราอยากเข้าใจเพลงไทย เดี๋ยวจะไปขอเรียนระนาดต่อเพื่อเข้าใจโน้ต โดยตั้งใจเรียนเปียโนไปพร้อมกันด้วย แล้วค่อยกลับมาเรียนปี่เพิ่มเติม ก่อนหน้านี้เราเรียนโขนและเราอยากเข้าใจดนตรีด้วย

ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ คนชอบกินกาแฟเขายังไม่เห็นต้องปลูกกาแฟเองเลย

เราอยากจะทำโชว์ ถ้าเราไม่เข้าใจทั้งหมดเราจะบอกจะสอนคนอื่นต่อได้อย่างไร อาจจะไม่ได้รู้ลึกทั้งหมดหรอก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่เมื่อเราเป็นผู้ปรุงเราก็ควรจะรู้จักวัตถุดิบของเราเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากแสดงแล้วทุกวันนี้เรายังเป็นครูสอนพื้นฐานโขน แก่เด็กๆ ที่วัดมหาธาตุด้วย เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เราอยากทำคืออยากเป็นครู อยากสอนสิ่งที่เราเป็นให้แก่คนรุ่นใหม่ เหมือนที่ครูทุกคนสอนเรา

จะว่าไป คุณเป็นคนที่ตั้งใจทำอะไรสุดทางมากๆ

มันก็ควรสุดทางมั้ย เราเกิดมามีชีวิตเดียวนะ ถ้าทิ้งค้างไว้ในใจคงเสียดายแย่

แต่คนเรามีเวลาเยอะขนาดที่จะทำทุกอย่างที่อยากทำได้เหรอคะ

เพราะเราไม่มีเวลาเยอะ เราถึงต้องรีบทำ คนชอบบอกว่ามีเวลาอีกตั้งหลายปี ไม่หลายนะ นี่แป๊บเดียวตอนนี้ 46 กำลังจะ 47 ปีแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องวันพรุ่งนี้ ดังนั้น ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ทุกวัน เรากับแม่คุยกันบ่อยเรื่องนี้ว่าถ้าเราไม่เจอกันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นสบายมาก เราเตรียมตัวทุกวันดีกว่า

มาถึงวันนี้ งานการแสดงมีความหมายกับชีวิตคุณยังไง

มันเป็นชีวิตเรา ถามว่ามีความหมายกับเรามั้ย มีความหมายอยู่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้วโดยไม่ได้คิดว่าจะเลิกเมื่อไหร่ ถ้าวันหนึ่งไม่ได้แสดง (นิ่งคิด) เราคงไปอยู่วัดสักที่

ย้อนกลับถึงตอนที่คุณบอกว่า ก่อนจะเลือกรับแสดงบทบาทใดๆ คุณมักจะตั้งคำถามถึงเหตุผลของการมีอยู่ของตัวละครนั้นๆ แล้วกับชีวิต ณ วันนี้ เวลานี้ ถ้าถามเหตุผลของการมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ของคุณ คำตอบนั้นคืออะไร

ทำประโยชน์ให้ตัวเอง เพื่อให้ตัวเองเป็นประโยชน์แก่คนอื่น

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load