รู้น่า ว่าเราไม่ควรตัดสินใครเพียงภายนอกจนกว่าจะได้ทำความรู้จัก ยิ่งถ้าเขาคนนั้นหนวดเครารุงรัง และมีท่าทีที่เกรี้ยวกราดอยู่ตลอดแบบโจรร้ายในป่า ก็อย่าเพิ่งตัดสินเขาจนกว่าจะได้ยินเขาจะพูดในสิ่งที่คิดออกมา

เหมือนที่เรารู้จัก ‘หมวดฤทธิ์’ ในละครเรื่อง อังกอร์ 2018

จากตัวละครที่เราไม่เคยจดจำได้มาก่อนในเวอร์ชันแรก บทพูด “กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน มันต้องไม่พูดความจริงกับกู เพราะกูรู้ว่ามันหลอกกู ถ้ากูลงใต้ กูคงไม่โดนมันหลอก แต่เพราะกูรู้ว่ามันต้องหลอกกู กูถึงได้มาที่นี่ ทีนี้มึงเข้าใจหรือยัง” ในฉากการไล่ล่าหลอกกันไปหลอกกันมา ทำให้ The Cloud อยากคุยกับ ตั๊ก-นภัสกร มิตรธีรโรจน์ ถึงแม้ละครจะอำลาจอไปแล้ว แต่ตัวเลขผู้ชมนับล้านที่คลิกชมฉากที่เราพูดถึงก็ยังน่าสนใจอยู่ดี (ลำพังแค่ผู้เขียนก็กดเข้าไปดูซ้ำๆ นับพันครั้ง)

ตั๊ก นภัสกร

ความน่าสนใจแรกคือ แม้จะรู้มาบ้างว่าตั๊ก นภัสกร เป็นนักแสดงเจ้าบทบาท แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะเห็นเขาในบทบาทผู้ร้ายที่ติดตลกโดยไม่ตั้งใจมาก่อน ความน่าสนใจที่สอง สาม และสี่ มาจากการสนทนาที่ทำให้เรารู้จักเขามากกว่าประวัติส่วนตัวในเว็บไซต์ข้อมูลคนดัง

ก่อนจะเป็นตั๊ก นภัสกร ศิลปิน นักแสดง ผู้จัดละคร ผู้กำกับและคนเขียนบท ตั๊กเป็นนักเรียนการโรงแรมของมหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล เคยฝึกงานอยู่ในห้องอาหาร Ma Maison ของโรงแรมฮิลตัน ซึ่งเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในยุคนั้น ก่อนที่เชฟจะเสนอตำแหน่งและเงินเดือนไม่น้อยให้ตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่เขาเลือกที่จะเรียนมหาวิทยาลัยตามความต้องการของครอบครัว และเริ่มต้นเป็นนักแสดงละครเวทีเมื่ออายุ 22 หลังจากเป็นลูกศิษย์หน้าชั้นของ ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ในวิชาเลือกของมหาวิทยาลัย และเข้าสู่วงการละครโทรทัศน์ในปี 2540 ตามลำดับ นอกจากจะมีรายการทำอาหารของตัวเอง เราก็ยังพบหน้าเขาในโทรทัศน์อยู่เสมอ

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

เมื่อพูดคุยกัน จึงได้รู้ว่าเขาจริงจังกับการทำงานแสดงอย่างที่คิด แต่เขาสนุกกับตัวละครร้ายๆ ของเขามากกว่าที่คิด

ตั๊ก นภัสกร อาจจะไม่ใช่นักแสดงที่รับบทผู้ร้ายที่เหี้ยมหาญหรือเก่งกาจที่สุดในวงการบันเทิงบ้านเรา แต่ความตั้งใจยิ่งจากเขาส่งพลังให้ตัวละครเขาพิเศษน่าจับตามองเสมอ สำหรับคนที่พลาดรับชมเขาในบทของหมวดฤทธิ์ เราขอแนะนำให้เกาะขอบจอโทรทัศน์ให้ดี เพราะตลอดปีนี้เราจะได้เห็นตั๊กในละครถึง 5 เรื่อง แถมยังเป็นบทร้ายทั้งนั้น ตัวละครผู้ร้ายมันน่าหลงใหลแค่ไหนกันนักเชียว มาฟังกัน

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

บทพูด ‘กูรู้ว่ามันหลอกกู เพราะกูสงสัยสัยมัน’ ในฉากไล่ล่าระหว่างจ่าเข้มและหมวดฤทธิ์ของละคร อังกอร์ 2018 ที่เป็นไวรัลในโซเชียล ทีมเขียนบทเขียนแบบนั้นจริงๆ ใช่ไหมคะ

มันยาวมากเนอะ ระหว่างที่อ่านอยู่หลายรอบเราก็พยายามทำความเข้าใจว่าคนเขียนบทต้องการอะไร และเรื่องต้องการสื่อตัวละครนี้ไปในทางไหน จริงๆ ไม่ได้อยากเล่นให้ตลกนะ หมวดฤทธิ์เป็นตัวละครที่จริงจังและอาจจะจริงจังจนไร้สติ ความเป็นคนที่มุ่งมั่นทำอะไรสักอย่างจนลืมคิดถึงอย่างอื่นก็อาจจะเป็นเหตุผลของตัวละครตัวนี้ ตอนที่อ่านบทของฉากนี้เราพยายามเคี้ยวทีละคำ ได้แก่ วรรคแรก ‘กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู’ สอง ‘มันต้องไม่พูดความจริงกับกู’ และสาม ‘เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน’ หลักๆ แค่นี้เอง

เป็นเหตุและผลกัน ‘เพราะมันรู้ว่ากูสงสัยมัน มันต้องไม่พูดความจริงกับกู เพราะมันรู้ว่ากูต้องสงสัยมัน ถ้ากูลงใต้ กูคงไม่โดนมันหลอก แต่เพราะกูรู้ว่ามันต้องหลอกกู กูถึงได้มาที่นี่ ทีนี้มึงเข้าใจหรือยัง’ ประโยคมันมีแค่นี้เอง

แค่นี้?

ใช่ ตอนเล่นมันพูดทีเดียวใช่ไหม เลยเป็นความรู้สึกที่ต้องพุ่งออกมา ความรู้สึกมันคือ ‘ก็กูนึกแล้วว่ามันต้องหลอกกู’

ขอสารภาพตามตรงว่าเราวนดูฉากนี้หลายสิบรอบมาก พยายามทำความเข้าใจว่าตั้งใจให้เป็นละครตลกหรือเปล่า ตอนนั้นผู้กำกับ (เฉิดบุญ ภักดีวิจิตร และ กฤษณพงศ์ ราชธา) เขาบรีฟคุณยังไง

ผู้กำกับไม่ได้บอกอะไรมากไปกว่านั้นเลย หน้ากองทุกอย่างจริงจังมาก ณ ตอนนั้นเป็นอารมณ์ของตัวละครจริงๆ

ตั้งแต่เรื่อง ลูกผู้ชายไม้ตะพด (2555) ก็ดูเหมือนว่าคุณจะรับบทบาทตัวร้ายเป็นหลักเลย

ใช่ แต่เราพยายามไม่ให้คาแรกเตอร์ซ้ำกัน แม้จะเป็นตัวร้ายแต่ไม่แปลว่าร้ายเหมือนกันหมด บางตัวละครอาจจะเกรี้ยวกราดแบบไร้สมอง เกรี้ยวกราดแบบแค้น ตะบึงตะบัน ตะบี้ตะเบง อยู่อย่างนี้ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น กับอีกแบบหนึ่งคือร้ายลึกๆ ร้ายที่อยู่ภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มีหลายแบบ แบบตรง แบบลึก แบบตลก แบบซ่อนเร้น แบบเศร้าโศก เยอะไปหมดเลย เราก็ต้องหาวิธีการเข้าไปถึงตัวละคร

ก่อนหน้านี้ก็เคยเล่นเป็นพระเอกละครตอนเย็น เล่นเป็นพระรถในเรื่อง พระสุธน-มโนราห์ (2544) ช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนตัวเองไปสู่พระเอกละครหลังข่าว เราก็รู้ตัวว่าไม่อยากเป็นพระเอกแล้วแต่อยากเป็นตัวร้อยเรื่อง ร้อยอารมณ์ ความรู้สึก เหตุและผลของเรื่องราวเข้าด้วยกัน อาจจะไม่ใช่พระเอกหรือตัวร้าย แต่เป็นบทที่มีความสำคัญ เราอยากรับบทแบบนั้น

ตั๊ก นภัสกร: ร้อยวิธีออกแบบคาแรกเตอร์ผู้ร้าย และเบื้องหลังฉากดังที่รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

เป็นพระเอกดีๆ อยู่ แล้วตอนไหนที่คิดไม่อยากเป็นพระเอกแล้ว

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเป็นลูกศิษย์ของครูเล็ก ภัทราวดี ครูเล็กเคยพูดว่า คนเราเล่นบทอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระเอกนางเอก อยู่ที่เราจะมองว่าตัวละครนั้นสำคัญกับเรื่องแค่ไหน เราก็จำมาใช้เสมอ เวลาที่เห็นครูเล็กเล่น เห็นวิธีการทำความรู้จักตัวละครและการสร้างเรื่องราว

ในการทำงาน การทำการบ้านกับตัวละครเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อให้เรารู้จักตัวละครตัวนี้เราควรจะปูพื้นฐานเขาอย่างไร ในบทบาททุกบทบาทที่ได้รับ เราจะคิดเสมอว่า เขาคนนี้คือใคร มีโคตรเหง้าศักราชอย่างไร ทั้งหมดนี้ต้องหา ต้องศึกษา ด้วยตัวเองจากบทที่อ่าน ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าถูกต้อง มันเหมือนวิธีคิดเลข มีผลลัพธ์เท่ากับ 5 คำถามคือ โจทย์ของผลลัพธ์ข้อนี้คืออะไร

อาจจะ 2+3 หรือ 1+4?

ใช่ บางคนอาจจะบอกว่า 1×5 และเลข 1 นั้นอาจจะเป็น ๑ หรือ I แบบโรมัน ถ้าเป็นเลขไทยก็คิดต่อว่าทำไมต้องเลขไทย เหมือนกันกับการวิเคราะห์ตัวละคร คนที่เขาตบคนนู้น เตะคนนี้ ฆ่าคนนั้น ร้องไห้เพราะพ่อ เขาเป็นคนแบบไหนกันแน่ คิดยังไง พ่อเลี้ยงแบบไหน ตามใจหรือชอบบังคับ คิดไปถึงว่าลักษณะทางกายภาพเป็นยังไง ออกกำลังกายมั้ย บู๊มากมั้ย งานอดิเรกเป็นยังไง ชอบเข้าป่า มีความรู้เรื่องอาวุธปืนเป็นอย่างดี รู้เส้นทางการเดินป่าเป็นอย่างดี ดูไปถึงวิธีการเดิน เดินยกขาสูงตลอดเวลา

เรื่องเหล่านี้สำคัญยังไง คนดูจำเป็นต้องรู้มากน้อยแค่ไหน

คนดูไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แต่เราที่เป็นนักแสดงต้องรู้ เป็นรายละเอียดที่จะทำให้เราทำงานเป็นตัวละครนั้นสนุก เพื่อตัวเราเองจะได้จับตัวละครนั้นได้ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าแค่อ่านบทจบแล้วลุกขึ้นมาเล่นได้เลย ใช่ๆ ลุกขึ้นมาเล่นได้เลย แต่เดี๋ยวก่อน ตัวละครตัวนี้กำลังคิดอะไร คิดแบบไหน

ความคิดเหล่านี้ปลูกฝังมาจากการแสดงละครเวที ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น เราเคยทำงานกับ คุณยุทธนา มุกดาสนิท เล่นเรื่อง จุมพิตนางแมงมุม (2542) เป็นเรื่องที่เราร้องไห้จริงๆ แม้ละครเล่นจบไปแล้ว 1 เดือน เราก็ยังร้องไห้อยู่ ในเรื่องเราเล่นเป็นนักโทษที่มีความสัมพันธ์กับผู้ชายคนหนึ่งในคุก ซึ่งตอนหลังเขาเป็นคนช่วยชีวิตเรา เรื่องอาจจะโหดไปสำหรับเราในตอนนั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือ เราได้บทเรียนว่าแค่ไหนที่เราควรเข้าไปให้ถึงความรู้สึกก้นบึ้งของตัวละคร ทำความเข้าใจตัวละครตัวนี้ว่าต้องเศร้าขนาดไหน ต้องโศก หดหู่ หรือเจอคำตัดสินในสังคมอย่างไร มีคนรัก มีกลุ่มสหายร่วมอุมดมการณ์ มีความลับที่ต้องปิดบัง จะเห็นว่าในตัวละครหนึ่งตัวมีความรู้สึกมากมายเต็มไปหมด มันยากมาก

คนส่วนใหญ่ชอบเข้าใจว่าละครโทรทัศน์ ละครเวที ละครวิทยุ ภาพยนตร์ ต่างกัน

ผมจะบอกว่าไม่ต่างหรอก เหมือนกันหมดเลย แก่นของความรู้สึกที่ ‘เป็น’ ตัวละครตัวนั้น และเมื่อคุณเป็นตัวละครตัวนั้น คุณจะทำทุกอย่างเป็นตัวละครตัวนั้น มากกว่าจะมานั่งคิดว่าเชื่อในตัวละคร มันต่างกันนะ ถ้าเชื่อ แปลว่ายังมีตัวตนเราอยู่ ซึ่งสิ่งที่แตกต่างคือวิธีการแสดง อาจจะเป็นเรื่องกายภาพและท่าทางทั้งหมด แต่ก็ขึ้นกับคาแรกเตอร์ด้วย

ละครโทรทัศน์ปัจจุบันเป็นกล้องเข้าแคบ บวกกับคนทุกวันนี้ดูโทรทัศน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ สังเกตเลยว่าสมัยนี้นักแสดงละครโทรทัศน์จะเริ่มเล่นนิ่งขึ้นเหมือนภาพยนตร์ ซึ่งทุกคนสอนว่าอย่าเล่นเยอะ ให้นิ่งๆ ด้วยความที่ภาพยนตร์ฉายบนจอที่ใหญ่มาก เมื่อกล้อง Close Up ไปที่ใบหน้า คนดูจะเห็นแววตาชัดเจน

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของนักแสดงและผู้จัดท่านหนึ่งบอกว่า เมื่อก่อนชาวบ้านดูละครผ่านจอเล็ก คนจึงต้องเล่นใหญ่มากเพราะเดี๋ยวมองไม่เห็น เทียบกับปัจจุบันที่คนดูผ่านโทรศัพท์ กลายเป็นว่าต้องเล่นน้อยๆ แทนหรอคะ

ใช่ สมัยนี้ใช้มุม Close Up เยอะ

สมัยก่อนถ่ายภาพกลาง-ไกล-เต็มตัว เห็นพระเอกนางเอกจับมือกัน น้อยมากที่จะเห็นหน้าพระเอกใกล้ๆ หรือสายตาซึ้งๆ มีน้อยมากๆ ดังนั้น ต้องเล่นใหญ่มาก ละครเวทีก็เหมือนกัน มีไม้มีมือเยอะแยะไปหมด ไม่งั้นคนดูแถวหลังไม่เห็น มันคือระยะของคนดูที่ทำให้การแสดงเปลี่ยนแปลงไป

บทบาทของตัวร้ายเรื่องไหนที่เปลี่ยนวิธีคิดคุณ

หุย ตอง จา จากเรื่อง เซนสื่อรักสื่อวิญญาณ เป็นตัวร้ายที่พูดช้าๆ แต่คิดเร็ว ทุกอย่างคมแต่ช้ามาก เป็นตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ต้องมาเป็นวิญญาณอยู่ในยุคปัจจุบัน เราได้เรียนรู้ว่าคนร้ายๆ ไม่จำเป็นต้องเกรี้ยวกราด แต่นิ่งๆ เย็นๆ และเศร้า เป็นตัวร้ายที่เศร้าซึ่งเราชอบนะ

ทำไมถึงชอบตัวร้ายที่เศร้า

เราสนใจในความลึกของความเศร้า ความลึกของความร้ายที่บีบให้คนเกิดความแค้นและตามล่า

ในฐานะคนดูละคร เราควรจะเห็นใจหรือคิดกับพวกเขายังไง

คนร้ายไม่เคยคิดว่าตัวเองร้าย

ระหว่างที่ทำเรื่องร้ายๆ ไม่มีคนร้ายคนไหนในโลกคิดว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่เลวร้ายนะ เขาคิดว่าสิ่งนั้นมันถูกเขาถึงทำ และในตอนสุดท้ายที่มีคนมาตัดสินว่าเขาร้าย เขาก็ขอโทษ ถ้าเขารู้ว่าร้ายเขาจะไม่ทำ เพราะถ้าคิดว่าตัวเองร้ายเขาจะรับตัวเองไม่ได้

แปลว่าโดยเนื้อแท้แล้ว มนุษย์ทุกคนหรือตัวละครทุกตัวไม่มีใครอยากทำเรื่องไม่ดี

ถูกต้อง นั่นคือคีย์เวิร์ดของตัวร้าย

ขอถามอีกทีว่า ในฐานะคนดูเราทำอะไรได้บ้าง

ไม่ต้องทำอะไร การดูละครที่ถูกต้องคือ อย่าไปคิด

การตีความไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น แต่การดูแล้วรู้สึกต่างที่จำเป็น และไม่ว่าจะรู้สึกอะไรนั่นคือสิ่งที่ถูกในความรู้สึกของคุณ เหมือนกันกับงานศิลปะ ดูอะไร รู้สึกอย่างไร พอแล้ว ถ้าเกิดความสงสัยให้ทิ้งมันไว้ บางครั้งความสงสัยก็เป็นเสน่ห์ของตัวละครตัวนั้น จนบัดนี้เรายังสงสัยว่า ‘ตกลงมันเป็นอะไรแน่วะ’ เป็นกลวิธีของผู้กำกับและคนเขียนบทเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรให้ละครน่าสนใจมากขึ้น จุดจบเป็นอย่างไร มีต่อหรือส่งผลต่อเรื่องต่อไปหรือเปล่า คงจะดีเราจะมีคนเขียนบทละครลุ่มลึกหรือชวนคิดเยอะๆ

บทแบบไหนที่คุณจะไม่รับเล่นเลย

บทที่ไม่มีน้ำหนักเลย อ่านเสร็จเราจะถามทีมงานกลับว่าบทนี้เขียนมาทำไม เขาก็ตอบไม่ได้ หรือตอบว่ามีเพื่อสนุกๆ ในเมื่อเป็นบทที่ไม่มีก็ได้ เราก็ไม่รู้จะใช้พลังกับสิ่งนั้นทำไม เราก็จะบอกกลับไปว่าขออนุญาตไม่รับ

ในขณะที่หน่วยชี้วัดความนิยมของบทพระเอกคือเสียงกรี๊ด ความอินฟินจิกหมอน หรือสมญานามสามีแห่งชาติ กับบทตัวร้ายคุณมีจุดวัดผลในใจไหมว่าเล่นดีแล้วหรือไม่ดี

สมัยก่อนคงวัดจากเปลือกทุเรียนเนอะ ก็มีคนบอกเหมือนกันว่า ‘เล่นได้เลวสุดๆ เลย’ ก็คิดในใจว่าตกลงเล่นดีหรือไม่ดีเนี่ย จริงๆ ไม่มีอะไรวัดหรือมีรางวัลมาการันตีบทบาทผู้ร้ายยอดเยี่ยม เราก็คือนักแสดงสมทบคนหนึ่ง ยุคนี้อาจจะมีคนพูดถึงในโซเชียลบ้างเราก็ขอบคุณมากๆ แค่นี้แหละ ดีใจมากๆ แล้ว เราแสดงบทบาทของเราเต็มที่ทุกเรื่องซึ่งอยู่ที่ผู้ชมตัดสิน เราจะมาขีดว่านี่ฉันทำดีแล้วคงไม่ได้ เพราะมันไม่มีคำว่าดีที่สุดหรอก มีหลายครั้งเลยที่เราอยากกลับไปเล่นแก้ใหม่ ดังนั้น จึงพยายามทำให้ดีที่สุดทุกครั้ง

ทุกวันนี้คนจำชื่อเราไม่ได้เลย แต่จำตัวละครที่เราเล่นได้ ซึ่งเราชอบนะ

เวลาเราจะบอกใครสักคนว่าคนนี้เป็นนักแสดงที่เก่งจัง คำว่าเก่งในที่นี้เรากำลังมองหาอะไร

เรามักจะชื่นชมครูทุกคนของเราว่าเก่งมาก เพราะว่าพวกท่านมีความเป็นศิลปิน ท่านสร้างคาแรกเตอร์ด้วยตัวท่านเอง ด้วยความรู้ ประสบการณ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากครูทุกคนก็คือ ‘อย่าหยุด’ จะเห็นว่าคนที่เก่งมาก เขาไม่เคยหยุดที่จะสร้างสรรค์ตัวละครให้มีความหลากหลาย เพิ่มบทบาท เพิ่มอรรถรส จนตัวละครมีชีวิตจริงๆ

นอกจากพรสวรรค์และความเก่ง การจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ต้องเตรียมพร้อมแค่ไหน

ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดเหมือนกันมั้ย เราคิดว่าเป็นเรื่องของวินัย คำนี้ครูเล็กชอบพูดมากและมันฝังอยู่ในหัวของเรา ตัวเราทั้งหมดนี้คืออุปกรณ์การแสดง เราต้องเตรียมตั้งแต่สุขภาพ อ่านบทพอมั้ย นอนพอมั้ย แข็งแรงพอมั้ย ถึงต้องตื่นมาแต่เช้าเพื่อออกกำลังกาย สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิให้สงบ แล้วจึงเริ่มทำงาน

พอมาถึงจุดนี้แล้ว งานที่ผ่านมาทำให้คุณตั้งคำถามกับชีวิตบ้างมั้ยคะ

มี มีคำถามครับ คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ ‘ทำอะไรต่อดี’ เชื่อมั้ยว่าเกิดขึ้นตลอดเวลา สมมติว่าเล่นละครเรื่องนี้อยู่แล้วเจอสิ่งที่อยากรู้มากๆ เราก็จะอยากรู้และอยากจะเรียนเรื่องนั้น อย่างช่วงนี้อยากเรียนดนตรี ที่ผ่านมาก็เล่นดนตรีนะ เป็นนักตีกลองสะบัดชัย สมัยอยู่ภัทราวดีเธียเตอร์เคยทำงานกับ พี่นาย-มานพ มีจำรัส, พี่เล็ก-ภัทราวดี มีชูธน และ กบ-ราชศักดิ์ เรืองใจ เป็นโปรดักชันกลองเรื่องแรกของภัทราวดีเธียเตอร์ ชื่อเรื่อง Eclipse สุริยุปราคา (2547) เราหัดตีกลองวันละ 8 ชั่วโมง โดยมีกบ ราชศักดิ์ เป็นคนสอน จากตีไม่เป็นจนเป็น ตีจนมือมีเลือดอาบ

หรืออย่างเรื่องรำไทย เราเพิ่งมาหัดเรียนรำไทยตอนอายุ 27 เพราะตอนที่ไปแสดงที่เบอร์ลิน เขาขอให้โซโลแล้วเรานั่งเสียดายว่าเรารำไทยไม่เป็น ก็เลยเลิกทุกอย่างแล้วกลับมาหัดรำไทยตอนอายุ 27 และตอนนี้เรียนปี่ อยากเรียนมานานแล้ว เพราะเราอยากเข้าใจเพลงไทย เดี๋ยวจะไปขอเรียนระนาดต่อเพื่อเข้าใจโน้ต โดยตั้งใจเรียนเปียโนไปพร้อมกันด้วย แล้วค่อยกลับมาเรียนปี่เพิ่มเติม ก่อนหน้านี้เราเรียนโขนและเราอยากเข้าใจดนตรีด้วย

ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ คนชอบกินกาแฟเขายังไม่เห็นต้องปลูกกาแฟเองเลย

เราอยากจะทำโชว์ ถ้าเราไม่เข้าใจทั้งหมดเราจะบอกจะสอนคนอื่นต่อได้อย่างไร อาจจะไม่ได้รู้ลึกทั้งหมดหรอก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่เมื่อเราเป็นผู้ปรุงเราก็ควรจะรู้จักวัตถุดิบของเราเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากแสดงแล้วทุกวันนี้เรายังเป็นครูสอนพื้นฐานโขน แก่เด็กๆ ที่วัดมหาธาตุด้วย เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เราอยากทำคืออยากเป็นครู อยากสอนสิ่งที่เราเป็นให้แก่คนรุ่นใหม่ เหมือนที่ครูทุกคนสอนเรา

จะว่าไป คุณเป็นคนที่ตั้งใจทำอะไรสุดทางมากๆ

มันก็ควรสุดทางมั้ย เราเกิดมามีชีวิตเดียวนะ ถ้าทิ้งค้างไว้ในใจคงเสียดายแย่

แต่คนเรามีเวลาเยอะขนาดที่จะทำทุกอย่างที่อยากทำได้เหรอคะ

เพราะเราไม่มีเวลาเยอะ เราถึงต้องรีบทำ คนชอบบอกว่ามีเวลาอีกตั้งหลายปี ไม่หลายนะ นี่แป๊บเดียวตอนนี้ 46 กำลังจะ 47 ปีแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องวันพรุ่งนี้ ดังนั้น ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ทุกวัน เรากับแม่คุยกันบ่อยเรื่องนี้ว่าถ้าเราไม่เจอกันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นสบายมาก เราเตรียมตัวทุกวันดีกว่า

มาถึงวันนี้ งานการแสดงมีความหมายกับชีวิตคุณยังไง

มันเป็นชีวิตเรา ถามว่ามีความหมายกับเรามั้ย มีความหมายอยู่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้วโดยไม่ได้คิดว่าจะเลิกเมื่อไหร่ ถ้าวันหนึ่งไม่ได้แสดง (นิ่งคิด) เราคงไปอยู่วัดสักที่

ย้อนกลับถึงตอนที่คุณบอกว่า ก่อนจะเลือกรับแสดงบทบาทใดๆ คุณมักจะตั้งคำถามถึงเหตุผลของการมีอยู่ของตัวละครนั้นๆ แล้วกับชีวิต ณ วันนี้ เวลานี้ ถ้าถามเหตุผลของการมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ของคุณ คำตอบนั้นคืออะไร

ทำประโยชน์ให้ตัวเอง เพื่อให้ตัวเองเป็นประโยชน์แก่คนอื่น

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load