ภาพของหมาก-ปริญ สุภารัตน์ กับป่า ในแวบแรก อาจจะทำให้คุณเข้าใจว่า นี่คือฉากตอนในละครเรื่องใหม่ ที่พระเอกหนุ่มคนนี้มักได้รับเลือกให้แสดงอยู่เสมอ

ความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่ภาพจากละครเรื่องไหนเลย

แต่เป็นภาพจากความชื่นชอบส่วนตัวที่เขาหลงรักหลังจากบังเอิญร่วมเดินทางเข้าป่ากับกลุ่มเพื่อนสนิทเมื่อนานมาแล้ว

แม้การเข้าป่าของเขาอาจจะไม่ได้ลึกซึ้งหรือเต็มไปด้วยอุดมการณ์อย่างใคร แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาเข้าใจว่าธรรมชาติกำลังบอกอะไรบางอย่าง และพยายามถ่ายทอดสิ่งที่เขารู้สึกผ่านภาพถ่ายและข้อเขียนในอินสตาแกรม ก่อนจะมีโอกาสไปเที่ยวป่าที่ประเทศลาว ซึ่งสร้างประสบการณ์และความประทับใจ จนเกิดเป็นหนังสือชื่อ LandMARK ที่พระเอกหนุ่มลงมือทำเองในทุกขั้นตอน

เสียดายนิดเดียวที่การนัดหมายของเราและ หมาก ปริญในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ป่าอย่างที่แอบคิดไว้ในตอนแรก แต่กับสภาพอากาศกรุงเทพช่วงนี้ แอร์คอนดิชันในห้างสรรพสินค้าก็ถือเป็นตัวเลือกไม่เลวเท่าไหร่

เหตุผลที่ The Cloud สนใจคุยกับเขาไม่ใช่เพราะหนังสือเล่มนี้กำลังติดอันดับขายดีในประเทศ

กลับกัน เขาเลือกที่จะพิมพ์ในจำนวนจำกัด เพราะตั้งใจอยากให้แฟนคลับที่ติดตามเขาอยู่หันมาสนใจอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งจุดประกายให้ใครสักคนออกเดินทางเข้าป่าสักครั้งหนึ่ง

อย่างน้อย ก็มีบรรณาธิการบริหารของเรา ที่อยากไปเที่ยวป่าแบบเขาทันทีที่เห็นภาพและเรื่องเล่าในนั้น

เชื่อเถอะว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฉายภาพว่า ฉันเป็นพระเอกที่มีคาแรกเตอร์แบบไหน แต่เป็นชายหนุ่มวัย 28 คนหนึ่งที่รู้สึกดีกับการเข้าไปในป่า

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองมาคุยกับเขาพร้อมกัน แต่ที่แน่ๆ เราเริ่มไม่แน่ใจว่าตอนนี้กำลังตกหลุมรักธรรมชาติของป่า หรือธรรมชาติของหมากกันแน่

หมาก ปริญ

ได้ยินมาว่าคุณเป็นนักอ่านตัวยงของหนังสือ เพชรพระอุมา

ผมเริ่มอ่าน เพชรพระอุมา ตอนอายุ 19 เพราะพี่นก (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) มอบโจทย์ให้ผมไปศึกษาตัวละคร เพื่อปรับใช้กับคาแรกเตอร์ตัวละครในเรื่อง ตะวันเดือด แต่พออ่านไปสักพักก็เริ่มติด ผมชอบรพินทร์ ชอบเรื่องราว ชอบความโรแมนติก ชอบภาษาสวยๆ ในนั้น ช่วงนี้ก็กำลังกลับมาอ่านอีกครั้ง

ช่วงสัปดาห์หนังสือ ได้ยินว่าคุณอ่านและรีวิวหนังสือเรื่อง เงียบ Silence: In The Age of Noise ของ Erling Kagge จนแฟนๆ ตามหาอ่านกันใหญ่

จริงหรอครับ ดีๆ ดีจัง สำหรับเราหนังสือเล่มนี้ตอบเรื่องที่เราเคยสงสัย เราอ่านแล้วชอบก็เลยอยากบอกต่อให้ทุกคนได้อ่าน

ที่มาที่ไปของหนังสือเล่มแรกของตัวเองเป็นยังไง

หนังสือเล่มแรกที่ทำเป็นโฟโต้บุ๊กชื่อ MK in Phuket เริ่มต้นจากผมเป็นคนชอบถ่ายรูปมากๆ จะเก็บไว้ดูคนเดียวคงไม่ได้ประโยชน์อะไร เลยคุยกับน้องคิม (คิมเบอร์ลี แอน เทียมศิริ) ว่าเราน่าจะทำเป็นหนังสือขึ้นมา แล้วนำรายได้ไปทำกิจกรรมการกุศล

พอมาเป็นหนังสือเล่มที่สอง LandMARK เริ่มมีส่วนที่เขียนบรรยายด้วย รู้สึกยังไงบ้าง

เริ่มจากเราไปเที่ยวป่า ซึ่งไม่ได้ตั้งใจว่าจะเขียนเป็นเรื่องเป็นราว แต่บรรยากาศที่เกิดขึ้นเวลานั้น เรามองออกไปเห็นแต่ความนิ่ง ทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในหัวแล่นออกมา เราก็จดบันทึกใส่สมุดไว้ พอกลับมาเราก็รู้สึกว่าน่าจะรวบรวมเป็นเล่มได้ จึงตัดสินใจทำหนังสือออกมาโดยที่อยากให้เป็นหนังสือที่ง่ายๆ อ่านสั้นๆ เห็นภาพแล้วอยากไปเที่ยว ออกไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ สำหรับเรา จริงๆ การเดินทาง ใครๆ ก็ไปได้นะ แต่เราอยากให้เขาลองออกไปใช้ชีวิต ลองไปเจออะไรที่ไม่คาดฝัน อาจจะลำบาก แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดี

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ

ได้ยินว่าหนังสือเล่มล่าสุดที่กำลังทำเป็นเรื่องตอนที่คุณไปบวช ทำไมต้องเป็นเรื่องนี้

เราได้อะไรเยอะมากในช่วงที่ไปบวช ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือคนที่ไม่เคยบวชมาก่อน ก็อาจจะยังไม่รู้ว่าการบวชต้องทำอะไร เจออะไร รู้สึกยังไง เราก็เลยอยากจะเล่าว่าแต่ละวันทำอะไร

ซึ่งก็จะเป็นวิธีการเดิมคือพิมพ์เอง ขายเอง แล้วคุณไม่อยากส่งสำนักพิมพ์จริงจัง เพื่อวางขายทั่วประเทศบ้างหรือคะ

กลัวขายไม่ได้ครับ (หัวเราะ) ไม่รู้สิ เราไม่มั่นใจเท่าไหร่ ความตั้งใจของเราคือทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเองมากกว่าจะวางขายจริงจังแบบนั้น

แต่จะเห็นว่าหนังสือคุณมักจะสวย ปกแข็ง จัดรูปเล่มเป็นอย่างดี ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น

อย่างที่บอกว่าผมชอบถ่ายรูป ดังนั้นผมจึงให้ความสำคัญกับการเลือกกระดาษ สี และการพิมพ์

ล่าสุดเพิ่งกลับมาจากลาว รอบนี้ไปทำอะไรมาบ้างคะ

รอบนี้ตั้งใจไปเข้าป่าเหมือนเดิม เพราะติดใจธรรมชาติและบรรยากาศดิบๆ ของที่นั่น โดยที่คราวนี้ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเจออะไร ไปถึงเราก็ให้พี่อินที ผู้นำทางของเราเป็นคนเลือก เขาก็พาเราไปที่ถ้ำเซบั้งไฟ แขวงคำม่วน ซึ่งจะออกไปทางท่าแขก ใช้เวลาขับรถ 4 ชั่วโมง คราวนี้ไม่ลำบากเรื่องเดินแล้ว แต่ลำบากเรื่องนั่งรถนานๆ ทริปนี้ใช้เวลา 3 วัน มีทั้งเดิน ขับรถ แคมปิ้ง พายเรือในถ้ำ

หมาก ปริญ
หมาก ปริญ
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ฟังดูลำบากไม่น้อย ซึ่งพระเอกอย่างคุณโอเคกับความลำบากนี้?

เรารู้ว่ามันสนุกนะ ผมชอบความลำบากเพราะทำให้รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิต ได้ลองคิดตรองดูว่าเวลาเราไม่มีหรือขาดบางสิ่งไปเราจะทำยังไง เวลาที่เหนื่อยแล้ว ไม่ไหวแล้ว เราจะทำยังไงต่อ ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์

คิดว่าความลำบากจากการเดินทางให้อะไรกับคุณบ้าง

ไม่รู้เหมือนกันว่าให้อะไร จริงๆ มันเหมือนเสพติดความลำบากไปแล้ว เป็นประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกดีกับตัวเอง

เขามีแต่ติดสบายนะ แต่คุณติดลำบาก มันเป็นเพราะอะไร

เราพบว่าเราชอบใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันมากๆ เหมือนตอนบวช เราชอบเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไร และโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน เป็นความนิ่งที่เรารู้สึกดี มีความสุขมากๆ

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ได้ยินคุณพูดคำว่า ‘ใช้ชีวิต’ อยู่ตลอดเวลา สำหรับคุณแล้ว คำนี้แปลว่าอะไร

แปลว่า การทำสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับตัวเอง อะไรก็ได้ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ทำประจำวัน ผมคิดว่าเราควรหาเรื่องตอบแทนตัวเองบ้าง ไม่รู้สิ ผมอาจจะไม่รู้วิธีการใช้ชีวิตของทุกคน แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะลองออกไปอยู่กับตัวเอง ลองทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องคิดเรื่องงาน

เวลาคุณเข้าป่า คุณเข้าไปดูอะไรบ้าง

ดูทุกอย่างเลย ตั้งแต่ร่างกายของตัวเอง ชอบเปียก ชอบเหงื่อ ชอบความเลอะเทอะ ชอบบาดแผลที่ได้มา ชอบความเขียว ชอบน้ำตก แค่นั้นเลย แต่เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวของเราทำลายความสวยงามของธรรมชาติ แม้ว่าการมาของนักท่องเที่ยวจะทำให้เศรษฐกิจโดยรอบนั้นดี การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงการคิดถึงและใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

ถ้าได้เป็นผู้ว่า ททท. จะทำอะไรเป็นอย่างแรก

ผมจะทำให้คนไปเที่ยวในประเทศได้ทุกฤดู ไม่ใช่แค่ฤดูหนาวหรือฤดูฝน แต่ฤดูร้อนก็ต้องเที่ยวได้ แล้วก็จะให้ความรู้ความเข้าใจ และขอความร่วมมือให้ช่วยกันดูแลพื้นที่อนุรักษ์ไม่ให้เสื่อมโทรมเพราะการท่องเที่ยว

แล้วคุณมีวิธีโน้มน้าวชวนเพื่อนที่ไม่เคยเข้าป่ามาก่อนให้ไปเที่ยวป่ายังไง อย่างคิมเบอร์ลีนี่ชวนยังไงเธอจึงยอมไปด้วย

ตอนนั้นบอกเขาว่าอยากพาเขาไป ก่อนไปเขาก็กังวล แต่เราก็อยากให้เขาได้เห็น ได้รู้สึกแบบที่เราสัมผัส เลยลากไปด้วยกันก่อน รู้สึกยังไง กลับมาค่อยคุยกัน ซึ่งกลับมาเขาก็บอกว่าแฮปปี้มากเพราะมีหลายอย่างที่เขาไม่เคยเจอ อย่างตัวทาก หรือต้นไม้ที่มีลักษณะแปลกๆ มีกลิ่นเฉพาะในตัวเอง รอยหมีควายข่วนต้นไม้ หรือสัตว์ป่าที่ไม่เคยคิดว่าจะมีในประเทศไทย

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เรื่องถ่ายรูป คุณเริ่มถ่ายรูปจริงจังได้ยังไง

เริ่มจากมีกล้องอยู่ที่บ้านซึ่งซื้อมานานแล้วแต่ไม่ค่อยหยิบมาใช้ วันหนึ่งก็พกไปเที่ยวด้วย เราก็เริ่มชิน รู้จักการปรับ เริ่มใช้เป็นก็เริ่มสนุกขึ้น ซึ่งพอได้จดจ่ออยู่กับกล้อง เราก็ยิ่งชอบความรู้สึกที่เราสงบนิ่งกับบางสิ่งบางอย่าง เหมือนตอนอ่าน เพชรพระอุมา จบเล่มหนึ่งแล้วอยากจะหยิบเล่มต่อไปมาอ่านเรื่อยๆ

เวลาเข้าป่า รูปแบบไหนที่คุณมักจะกดชัตเตอร์ถ่ายบ่อยที่สุด

ผมชอบความรู้สึกตอนขับรถเข้าป่า ไม่ต้องคิดเรื่องอื่น แค่อยู่กับเพลง อยู่กับเพื่อน อยู่กับทางข้างหน้า ก็เลยมักจะเก็บภาพวิวตรงหน้าผ่านสายตาที่ขับรถอยู่นั้นไว้แบบไวๆ

จึงเป็นเหตุผลที่รูปในอินสตาแกรมของคุณมักจะเป็นภาพเบลอๆ?

ตัวผมเองมองว่าการถ่ายรูปมี 2 แบบ รูปที่ดูแล้วรู้ว่าสวย กับรูปที่สวยในความรู้สึก ภาพเบลอๆ เหล่านั้นทำให้เราจำได้ว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นและเรากำลังรู้สึกอะไร เหมือนกับว่า แม้ทุกคนจะเห็นภาพภาพนั้นเป็นภาพนิ่ง แต่สำหรับผม ผมเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีเรื่องราวก่อนและหลังอยู่ในนั้น

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

เกี่ยวกับการบวชครั้งที่ผ่านมา ประทับใจอะไรจนตั้งใจอยากทำเป็นหนังสือ

ผมเลือกบวชวัดใกล้บ้านเพราะอยากให้พ่อแม่เดินทางสะดวก ก่อนจะย้ายไปปฏิบัติธรรมที่เชียงรายตามคำแนะนำของคนรู้จัก เป็นความเงียบสงบแบบที่เราตั้งใจ ที่เราประทับใจมากคือ การบวชครั้งนี้ทำให้คนในหมู่บ้านจากที่ไม่เคยใส่บาตรก็ออกมาใส่บาตร

ซึ่งถ้าถามว่าได้อะไรจากการบวชครั้งนี้ สำหรับเรา เพราะชีวิตประจำวันมักจะคิดนู่น คิดนี่ คิดไปทำไมไม่รู้อยู่ตลอด แต่ช่วงที่บวช เราได้อยู่กับสิ่งตรงหน้า จดจ่อกับลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก ไม่ถึงกับชีวิตเปลี่ยนไปขนาดนั้น แต่อย่างน้อยเราได้จัดระเบียบความคิด รับรู้ความสุขและความรู้สึกที่ได้จากการมีสติ

ถ้าให้คุณลองเรียบเรียงจุดเปลี่ยนในชีวิต คิดว่าเหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดเปลี่ยน

จุดเปลี่ยนในชีวิต (นิ่งคิดนาน) น่าจะเป็นเรื่องไปเดินป่าครับ ก่อนที่ผมจะบวช ผมเคยไปเที่ยวที่ดอย ผมเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเองมากขึ้นมากๆ เลย ในระหว่างที่เดินก็รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากๆ และเมื่อรวมกับเรื่องตอนที่ไปบวช ก็ได้ซึมซับและเรียนรู้มากขึ้น อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

คุณในวันนี้แตกต่างกับในวันที่เพิ่งเข้าวงการมาใหม่ๆ ยังไงบ้าง

มีความตั้งใจมากขึ้น เมื่อก่อนอาจจะทำไปเพราะแค่อยากลอง แต่เดี๋ยวนี้กลับสนุกและรู้สึกว่าในเมื่อได้รับเลือกให้มาทำตรงนี้ เราขอทำให้เต็มที่ อยากจะให้ผลงานที่ออกมาจากเราเป็น master piece เป็นผลงานที่ดีที่สุดเสมอ ทำการบ้านเยอะขึ้น จากที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกวันนี้เราใช้วิธีเขียนคาแรกเตอร์ตัวละครที่ศึกษาออกมาเป็นหน้าๆ ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

ช่วงไหนคือช่วงที่มีความสุขที่สุดในการทำงานในวงการบันเทิง

ช่วงนี้แหละ ช่วงที่ทุกคนเห็นเรา เห็นการพัฒนา เห็นความตั้งใจของเรา และเราเองก็เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ มีความสุขมาก

มีบทบาทไหนที่อยากเล่นแต่ยังไม่ได้เล่น

อยากเล่นบทแบบ I Am Sam อยากเล่นบทที่ไม่ใช่คนปกติ มีความซับซ้อนหน่อยๆ

สุดท้ายแล้ว อยากให้คุณสรุปความเป็น หมาก ปริญ แบบที่คุณมองตัวเอง ที่มากกว่าแค่คนธรรมดา

ยากจัง (หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมว่าให้คนอื่นบอกดีกว่า

บทสนทนากับหมาก ปริญ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด
ขอขอบคุณ: LandMARK

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load