28 Apr 2018
6 PAGES
2 K

เราเติบโตมาโดยมีเพลงของบอย โกสิยพงษ์ เป็น Original Soundtrack ประกอบชีวิต

จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก และเชื่อว่าคนที่เปิดบทความนี้อ่านอยู่จำนวนไม่น้อยก็คงพยักหน้าเห็นด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าเรารู้จักชื่อของผู้ชายคนนี้ในฐานะนักแต่งเพลงมากว่า 25 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่อัลบั้มแรกชื่อ Rhythm & Boyd วางแผงจนถึงปัจจุบัน นอกจากเพลงของเขาจะไม่เก่าไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม มันยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งจากแฟนเพลงดั้งเดิมในยุคแรกจนถึงแฟนคลับปัจจุบัน

วันนี้ในวาระที่โปรเจกต์ใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองอายุครบ 50 ปี เขาตั้งใจจัดคอนเสิร์ตจากอัลบั้มต่างๆ ในชีวิต เพื่อเฉลิมฉลองวาระอันดีนี้ จากคอนเสิร์ตแรก RHYTHM & BOYd CONCERT เมื่อช่วงต้นปี ต่อเนื่องมาเป็นคอนเสิร์ตลำดับที่สองอย่าง Simplified ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม

เราจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงช่วงชีวิตในตอนที่ทำอัลบั้ม Simplified ซึ่งเป็นต้นทางของคอนเสิร์ต และมุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ยอมรับว่าเราค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อยที่บอยเปรียบเทียบว่า ช่วงนั้นคือช่วงมืดมนที่สุดในชีวิตของเขา

ส่วนเหตุผลคืออะไร ลองหาคำตอบผ่านบทสนทนานี้

บอย โกสิยพงษ์

เห็นว่าช่วงนี้ภรรยาและลูกย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนเยอะ ปกติเราอยู่กับครอบครัวตลอด ไปไหนไปด้วยกัน  2 ปีนี้ก็ผ่านการปรับตัวปรับใจเยอะ ช่วงแรกเป็นซึมเศร้าเลยนะครับ แย่เลย จนหลังๆ ก็เริ่มปรับได้ เราเปลี่ยนวิธีคิด เราเอาความสุขและโอกาสของลูกเป็นตัวนำ ดีกว่าเอาความสุขของตัวเองนำ พอคิดอย่างนี้มันก็ผ่านได้ แล้วตั้งแต่ครอบครัวไม่อยู่ไทยเราก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปทำงาน ไม่อย่างนั้นมันว่างเปล่า มันเหงา

 

ตอนนี้คุณอายุ 50 แล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณคิดว่าช่วงไหนเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด

ช่วงที่ดีๆ มีหลายช่วงมาก ตั้งแต่เด็กเราอยู่กับพ่อแม่ โตมาก็มีแฟน ได้แต่งงานกัน ได้ทำ Bakery Music ได้ทำเพลง ได้รู้จักพระเจ้า ได้ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง

 

ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง ก็ถือเป็นช่วงที่ดีเหรอ

ดี เพราะมันล้มเหลวในตอนที่เรายังหนุ่มอยู่ เราได้บทเรียนที่ดีและเราก็ยังลุกไหว มีลูกคนแรก มีลูกคนที่สอง 2 ปีที่ผ่านมาครอบครัวต้องแยกจากกันเราก็ยังถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการฝึกฝน ขัดเกลา ให้เราเป็นคนที่ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป

 

คนเราเมื่อตอนอายุ 20 มองชีวิตแบบหนึ่ง พออายุ 30 ก็ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง แล้วพออายุ 50 คุณมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

เปลี่ยนไปหลายอย่างนะ แต่เรื่องหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือเรื่องเพลง ยังอยากทำเพลง ความฝันของผมก็คืออยากจะตายคาห้องอัดหรือตายคาตอนที่เขียนเพลงอยู่ เหมือนตายในหน้าที่บอย โกสิยพงษ์

ไม่คิดจะอยู่สบายๆ เกษียณ ท่องเที่ยว

อยากเดินทางท่องเที่ยวกับภรรยา ตอนนี้ก็ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี อีก 6 ปีภรรยากลับมาก็คงจะไปเที่ยวกันในที่ต่างๆ ที่เขาอยากจะเที่ยว แต่ตอนตายต้องตายในห้องอัด หรือกำลังทำเพลงแล้วก็หัวใจวายตาย พีกดี ถ้าเป็นแบบนี้สำหรับเรามันเป็น Happy Ending

 

ทุกวันนี้มุมมองของคุณต่อเพลงเปลี่ยนแปลงไปจากตอนทำอัลบั้มแรกๆ มั้ย

เปลี่ยนแค่ในแง่ของแฟชั่น ไม่ได้เปลี่ยนในแง่ของเนื้อหาหรอก เราก็ยังเชื่อว่าเพลงเป็นอาหารของจิตใจ อาหารทางจิตวิญญาณ สามารถทำให้จิตใจเรามีจิตวิญญาณที่คิดเรื่องดีๆ ทำสิ่งดีๆ ได้

วิธีคิดของเราคือเราจะทำเพลงที่ดีต่อจิตวิญญาณ แต่ในแง่ของเรื่องแฟชั่น แง่โปรดักชัน เราก็มีการเรียนรู้ใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ทุกวันพฤหัสบดีเรามีคลาสเรียนทำเพลงกับโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ๆ จ้างเขามาสอน เราเปลี่ยนวิธีคิดหมด ก็ชวนคนทำเพลงในค่ายมานั่งเรียนด้วยกัน เราก็เรียนด้วย เป็นตัวตั้งตัวตีเองเลย

 

ระดับ บอย โกสิยพงษ์ ยังต้องมาเรียนทำเพลงอีกเหรอ

เรียน ทุกคนต้องเรียนแหละ เพราะโลกมันเปลี่ยนไป ความรู้เดิมมันใช้ได้กับปีเดิม พ.ศ. เดิม อันนี้มันปีใหม่ พ.ศ. ใหม่ ควรจะมีความรู้ที่เหมาะสมกับ พ.ศ. นั้นๆ

 

เหมือนคุณไม่มีอีโก้ประเภทว่าเรารุ่นใหญ่แล้ว ทำไมต้องฟังคนรุ่นใหม่

ไม่มีครับ เรารู้ตัวว่าถ้าเราไม่เรียนเราจะช้า เราจะอยู่กับที่ เหมือนน้ำนิ่ง น้ำนิ่งแล้วน้ำก็จะเน่า เราต้องเหมือนแม่น้ำ ไหลไปเรื่อยๆ ผ่านไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งมาแล้วก็ไป ยึดติดกับมันไม่ได้

 

มีสิ่งไหนที่คุณได้ค้นพบจากการเรียนบ้าง

พอรู้มาก่อนจากการฟังเพลงที่ลูกสาวฟังว่าเขาไม่ได้คิดแบบที่รุ่นพี่คิด เขาคิดคนละแบบ เขาคิดจากเสียง จากมู้ด จากแอมเบียนซ์ เอามาเป็นเครื่องดนตรี เขาไม่ได้คิดจากเนื้อร้องทำนองแบบเรา ดังนั้นวิธีคิดของเราก็ต้องประยุกต์ตามไปด้วย

บอย โกสิยพงษ์

คุณแต่งเพลงดังมามากมาย ทุกวันนี้ยังมีอะไรให้ต้องพิสูจน์อีกไหม

เป้าหมายเรามันยังไม่ถึง อีกไกลมากเลย เราต้องการให้เพลงที่เราแต่งไปถึงผู้คน และต้องการให้มันไปผลิดอกออกผลในหัวใจของเขา เติบโตจนกระทั่งแนวคิดของเราที่อยู่ในเพลงเป็นแนวคิดของคนเหล่านั้น อยากให้สังคมนี้ดีขึ้น สังคมเราเอื้ออาทรมากขึ้น

 

คุณเชื่อว่าเพลงมีพลังขนาดนั้นเลยเหรอ

เราเชื่อว่ามันเป็นอาหารของจิตวิญญาณ คนเรากินอาหารไม่ดีเข้าไปก็ท้องเสีย จิตวิญญาณกินอาหารไม่ดีเข้าไปจิตใจก็ไม่สบาย ถ้าให้ของดีเข้าไปจิตใจก็จะดีขึ้น สังคมก็จะดีขึ้น ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำเพลงเพื่อให้สังคมดีขึ้น เหมือนปลูกผักออร์แกนิก ไม่ใส่สาร เราก็คาดหวังว่าสังคมจะมีสุขภาพใจที่ดีขึ้น และหาแนวร่วมที่จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ก็เลยทำ LIFEiS เพื่อรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน สร้างโอกาสที่จะพูดกับคนแบบเดียวกัน แล้วก็สื่อไปตรงๆ เลย

เรามี LIFEiS เพื่อจะช่วยให้สื่อสารได้มากขึ้น เพราะเราเชื่อมากเลยว่าวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน วันนี้คือผลผลิตของ 10 ปีที่แล้ว 100 ปีที่แล้ว ความเกลียดชังเอย หรือการด่าทอกัน ใช้คำหยาบคาย เยอะแยะไปหมด มันคือการปลูกอะไรมาในอดีตแล้วออกดอกผลในวันนี้ ขณะเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกลับไปถอนต้นเหล่านั้น เราย้อนเวลาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือร่วมมือกับคนที่เห็นด้วยกับเรา แล้วปลูกต้นไม้ที่มันมีความหวัง มีความชื่นชมยินดี มีความให้กัน ร่วมกันปลูกเยอะ ๆ อีก 10 – 20 ปีข้างหน้าเราอาจจะเห็นครึ่งๆ ก็ได้ ครึ่งหนึ่งของประเทศมีต้นร้าย อีกครึ่งมีต้นดี หรืออาจจะ 25 / 75 ก็ได้ อย่างน้อยมันก็มีความหวังบ้าง เราเลยร่วมกันเป็นหน่วย ช่วยกันปลูกอย่างมีแบบแผน 

 

คุณพูดถึงในแง่คนฟังได้อาหารทางจิตวิญญาณ แล้วคนทำได้อะไร

คนทำได้ความสุข ความสุขอย่างมาก ทุกครั้งที่เราทำเพลงดีๆ ขึ้นมาเราจะมีความสุขอย่างมากเลย รื่นรมย์ในหัวใจ เราได้ทำสิ่งดีๆ ขึ้นมาแล้ว เรามีประโยชน์ต่อโลกนี้ จะรู้สึกตอนแต่งจบ รู้เลย เพลงนี้แม่งโคตรให้เลย

บอย โกสิยพงษ์

ที่ผ่านมาคุณจัดคอนเสิร์ตสม่ำเสมอมาก คุณหลงใหลหรือทำไปเพราะอะไร

คอนเสิร์ตเป็นตัวหล่อเลี้ยงบริษัท หล่อเลี้ยงรายได้ แต่ในอีกแง่ เรารู้สึกสนุกทุกครั้งที่จัด เราได้เจอแฟนๆ ซึ่งปีนี้ครบ 50 ปี ครั้งที่แล้วเราจัด RHYTHM & BOYd CONCERT เป็นภาคแรก ความตั้งใจของเราคือทำคอนเสิร์ตของอัลบั้มทั้งหมด 9 อัลบั้ม ทำเหมือน Star Wars

เริ่มด้วยอัลบั้ม Rhythm & Boyd ต่อมาก็จะเป็น Simplified ที่เป็นอัลบั้มที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกแล้วอีโก้เริ่มครอบงำ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าอีโก้เต็มหัวไปหมด จะทำอะไรก็ระวัง กลัวจะไม่เท่ ไม่จ๊าบ ทำเพลงก็เน้นเท่ เน้นดูดี ไม่เน้นคอนเทนต์ลึกๆ ที่อยู่ในหัวใจ โชว์นู่นนี่ แต่แกล้งตั้งชื่ออัลบั้มว่า Simplified  ซึ่งพอมองย้อนไปเราก็รู้ว่ามันไม่ได้เรียบง่าย มันเยอะไปหมด แต่เราแค่จะบอกว่าแบบนี้คือง่ายของเรา ในมุมมองของเรามันเป็นช่วงเวลาที่ดาร์ก เรามีอีโก้ ซึ่งเราคิดว่าการมีอีโก้เป็นเรื่องโง่ ไม่ฉลาด เป็นความเขลาของเรา

ชีวิตช่วงนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าชื่อเสียงถ้าจัดการไม่เป็นมันก็มีโทษเหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่าชื่อเสียงมันมาแล้วก็ไป เหมือนน้ำหอม ฉีดแล้วมันหอม แต่แป๊บเดียวก็หาย ถ้าเราไปยึดน้ำหอมนั้นไว้มันก็เหนื่อยเปล่า

และมันสอนให้เรารู้จักอายในเวลาที่เรารู้แล้วว่าการมีอีโก้มันเป็นเรื่องซื่อบื้อ มันไม่ได้ช่วยทำให้คุณเท่ขึ้น แต่มันทำให้คุณโง่ ทำให้คุณมองอะไรแคบ ทำให้คุณมองตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย การได้รู้สักทีหนึ่งก็ดีเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์ บอย โกสิยพงษ์

แล้วชีวิตช่วงนี้คุณต้องจัดคอนเสิร์ตติดๆ กัน คุณคิดความยากในการจัดคอนเสิร์ตทุกวันนี้คืออะไร

มันยากในเรื่องธุรกิจ เราต้องทำยังไงให้มันสมดุล อย่างของต่างประเทศเขาอาจจะซ้อมเดือนหนึ่งแล้วตระเวนเล่นทั่วโลก แต่ของเราซ้อมเดือนหนึ่งแล้วเล่นวันนั้นวันเดียว ค่าลงทุนของเรามันเท่ากัน แต่รายรับเราน้อยกว่าเยอะ อย่างค่าบัตรคอนเสิร์ตในไทยถ้าสูงกว่า 4,500 บาท คนก็มองว่าแพงแล้ว

 

ทำไมเลือกทำคอนเสิร์ตเพียงรอบเดียว ทั้งที่ถ้าทำมากกว่านั้นก็ขายหมด

เราไม่ชอบทำอะไรที่มันทำให้คนดูผิดหวังและคนที่ทำงานก็ผิดหวัง ถ้าทีมต้องมาคอยลุ้นว่าบัตรหมดเมื่อไหร่ เราก็หนักใจ แต่ถ้ามันสมหวังทั้งสองฝ่าย รายได้น้อยหน่อย เราก็ไม่ว่าอะไร รายได้มันก็สำคัญ เพียงแต่ว่ามันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก

อย่างครั้งที่ผ่านมา ทีแรกเราก็คิดจะเพิ่มรอบที่ 2 หลังจากบัตรรอบแรกขายหมดเราก็นั่งตัดสินใจกันพักหนึ่ง แต่เราก็คิดว่ามันมีคนที่นั่งรอซื้อบัตรเราตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วเราจะทำให้การรอของเขาไม่มีค่าเหรอ เราก็เลยไม่จัด แต่คอนเสิร์ตครั้งต่อไป เราจะบอกก่อนว่าผมจะจัด 2 รอบ

เหมือนการจัดคอนเสิร์ตสำหรับคุณ ความรู้สึกแฟนเพลงเป็นสิ่งสำคัญ

ใช่ เป็นวิธีคิดของเราเสมอเลย คือเราจะโปรโมตข้าวมันไก่ แต่เราจะแถมกุ้งมังกร

บอย โกสิยพงษ์

ทำไมเราไม่โปรโมตกุ้งมังกรแต่แถมข้าวมันไก่

ถ้าเราสร้างความคาดหวังเราจะเครียด เราไม่ต้องการเครียด แต่ต้องการให้คนดูมีความสุขตอนมาดู ให้เขารู้สึกว่า โห อย่างนี้เลยเหรอ ไปเรื่อยๆ เราจะไม่บอกอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น คอนเสิร์ตของเราส่วนใหญ่จะข้อมูลน้อยมาก

 

คุณดูแคร์คนฟังมาก นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณยังมีแฟนเพลงมาจนทุกวันนี้ไหม

ก็คิดว่าเพราะเขาแคร์เรามาก เขาดีกับเรามาก เราได้กำลังใจ ได้การอธิษฐานเผื่อ ได้อาหารที่แฟนๆ ส่งมา ซึ่งเงินซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เราไปงานอะไรเขาก็ไปรอเจอเรา พูดคุยถ่ายรูป เขาไปเลือกเฟ้นแผ่นเสียงมาให้ หรือเวลาเรามีศิลปินใหม่ๆ เขาก็สนับสนุนให้การต้อนรับ ดังนั้น ถ้าเราไม่ตอบแทนหัวใจเขาก็ไม่รู้จะไปตอบแทนใคร

 

คิดโดยเอาความรู้สึกแฟนเพลงมาก่อนกำไรถือว่าถูกต้องไหมในแง่ของธุรกิจ

ไม่รู้เหมือนกัน มันก็คงต้องถูกบ้าง ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้ทำมาจนถึงป่านนี้ นี่เราอยู่ในวงการมา 25 ปี และยังทำอาชีพนี้อยู่ บัตรขายหมดภายใน 15 นาที เราเชื่อว่ามันคงถูกต้องบ้างเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์

ภาพ: ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

CONTRIBUTORS

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

นักเรียนโฆษณาที่ชอบการขีดเขียน มีภาพยนตร์ เครื่องหอม และของอร่อยเป็นความสนใจหลัก

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ ติดตามได้ที่ IG | mochafe และเพจ nonsense1992