เราเติบโตมาโดยมีเพลงของบอย โกสิยพงษ์ เป็น Original Soundtrack ประกอบชีวิต

จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก และเชื่อว่าคนที่เปิดบทความนี้อ่านอยู่จำนวนไม่น้อยก็คงพยักหน้าเห็นด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าเรารู้จักชื่อของผู้ชายคนนี้ในฐานะนักแต่งเพลงมากว่า 25 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่อัลบั้มแรกชื่อ Rhythm & Boyd วางแผงจนถึงปัจจุบัน นอกจากเพลงของเขาจะไม่เก่าไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม มันยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งจากแฟนเพลงดั้งเดิมในยุคแรกจนถึงแฟนคลับปัจจุบัน

วันนี้ในวาระที่โปรเจกต์ใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองอายุครบ 50 ปี เขาตั้งใจจัดคอนเสิร์ตจากอัลบั้มต่างๆ ในชีวิต เพื่อเฉลิมฉลองวาระอันดีนี้ จากคอนเสิร์ตแรก RHYTHM & BOYd CONCERT เมื่อช่วงต้นปี ต่อเนื่องมาเป็นคอนเสิร์ตลำดับที่สองอย่าง Simplified ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม

เราจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงช่วงชีวิตในตอนที่ทำอัลบั้ม Simplified ซึ่งเป็นต้นทางของคอนเสิร์ต และมุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ยอมรับว่าเราค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อยที่บอยเปรียบเทียบว่า ช่วงนั้นคือช่วงมืดมนที่สุดในชีวิตของเขา

ส่วนเหตุผลคืออะไร ลองหาคำตอบผ่านบทสนทนานี้

บอย โกสิยพงษ์

เห็นว่าช่วงนี้ภรรยาและลูกย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนเยอะ ปกติเราอยู่กับครอบครัวตลอด ไปไหนไปด้วยกัน  2 ปีนี้ก็ผ่านการปรับตัวปรับใจเยอะ ช่วงแรกเป็นซึมเศร้าเลยนะครับ แย่เลย จนหลังๆ ก็เริ่มปรับได้ เราเปลี่ยนวิธีคิด เราเอาความสุขและโอกาสของลูกเป็นตัวนำ ดีกว่าเอาความสุขของตัวเองนำ พอคิดอย่างนี้มันก็ผ่านได้ แล้วตั้งแต่ครอบครัวไม่อยู่ไทยเราก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปทำงาน ไม่อย่างนั้นมันว่างเปล่า มันเหงา

ตอนนี้คุณอายุ 50 แล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณคิดว่าช่วงไหนเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด

ช่วงที่ดีๆ มีหลายช่วงมาก ตั้งแต่เด็กเราอยู่กับพ่อแม่ โตมาก็มีแฟน ได้แต่งงานกัน ได้ทำ Bakery Music ได้ทำเพลง ได้รู้จักพระเจ้า ได้ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง

ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง ก็ถือเป็นช่วงที่ดีเหรอ

ดี เพราะมันล้มเหลวในตอนที่เรายังหนุ่มอยู่ เราได้บทเรียนที่ดีและเราก็ยังลุกไหว มีลูกคนแรก มีลูกคนที่สอง 2 ปีที่ผ่านมาครอบครัวต้องแยกจากกันเราก็ยังถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการฝึกฝน ขัดเกลา ให้เราเป็นคนที่ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป

คนเราเมื่อตอนอายุ 20 มองชีวิตแบบหนึ่ง พออายุ 30 ก็ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง แล้วพออายุ 50 คุณมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

เปลี่ยนไปหลายอย่างนะ แต่เรื่องหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือเรื่องเพลง ยังอยากทำเพลง ความฝันของผมก็คืออยากจะตายคาห้องอัดหรือตายคาตอนที่เขียนเพลงอยู่ เหมือนตายในหน้าที่บอย โกสิยพงษ์

ไม่คิดจะอยู่สบายๆ เกษียณ ท่องเที่ยว

อยากเดินทางท่องเที่ยวกับภรรยา ตอนนี้ก็ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี อีก 6 ปีภรรยากลับมาก็คงจะไปเที่ยวกันในที่ต่างๆ ที่เขาอยากจะเที่ยว แต่ตอนตายต้องตายในห้องอัด หรือกำลังทำเพลงแล้วก็หัวใจวายตาย พีกดี ถ้าเป็นแบบนี้สำหรับเรามันเป็น Happy Ending

ทุกวันนี้มุมมองของคุณต่อเพลงเปลี่ยนแปลงไปจากตอนทำอัลบั้มแรกๆ มั้ย

เปลี่ยนแค่ในแง่ของแฟชั่น ไม่ได้เปลี่ยนในแง่ของเนื้อหาหรอก เราก็ยังเชื่อว่าเพลงเป็นอาหารของจิตใจ อาหารทางจิตวิญญาณ สามารถทำให้จิตใจเรามีจิตวิญญาณที่คิดเรื่องดีๆ ทำสิ่งดีๆ ได้

วิธีคิดของเราคือเราจะทำเพลงที่ดีต่อจิตวิญญาณ แต่ในแง่ของเรื่องแฟชั่น แง่โปรดักชัน เราก็มีการเรียนรู้ใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ทุกวันพฤหัสบดีเรามีคลาสเรียนทำเพลงกับโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ๆ จ้างเขามาสอน เราเปลี่ยนวิธีคิดหมด ก็ชวนคนทำเพลงในค่ายมานั่งเรียนด้วยกัน เราก็เรียนด้วย เป็นตัวตั้งตัวตีเองเลย

ระดับ บอย โกสิยพงษ์ ยังต้องมาเรียนทำเพลงอีกเหรอ

เรียน ทุกคนต้องเรียนแหละ เพราะโลกมันเปลี่ยนไป ความรู้เดิมมันใช้ได้กับปีเดิม พ.ศ. เดิม อันนี้มันปีใหม่ พ.ศ. ใหม่ ควรจะมีความรู้ที่เหมาะสมกับ พ.ศ. นั้นๆ

เหมือนคุณไม่มีอีโก้ประเภทว่าเรารุ่นใหญ่แล้ว ทำไมต้องฟังคนรุ่นใหม่

ไม่มีครับ เรารู้ตัวว่าถ้าเราไม่เรียนเราจะช้า เราจะอยู่กับที่ เหมือนน้ำนิ่ง น้ำนิ่งแล้วน้ำก็จะเน่า เราต้องเหมือนแม่น้ำ ไหลไปเรื่อยๆ ผ่านไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งมาแล้วก็ไป ยึดติดกับมันไม่ได้

มีสิ่งไหนที่คุณได้ค้นพบจากการเรียนบ้าง

พอรู้มาก่อนจากการฟังเพลงที่ลูกสาวฟังว่าเขาไม่ได้คิดแบบที่รุ่นพี่คิด เขาคิดคนละแบบ เขาคิดจากเสียง จากมู้ด จากแอมเบียนซ์ เอามาเป็นเครื่องดนตรี เขาไม่ได้คิดจากเนื้อร้องทำนองแบบเรา ดังนั้นวิธีคิดของเราก็ต้องประยุกต์ตามไปด้วย

บอย โกสิยพงษ์

คุณแต่งเพลงดังมามากมาย ทุกวันนี้ยังมีอะไรให้ต้องพิสูจน์อีกไหม

เป้าหมายเรามันยังไม่ถึง อีกไกลมากเลย เราต้องการให้เพลงที่เราแต่งไปถึงผู้คน และต้องการให้มันไปผลิดอกออกผลในหัวใจของเขา เติบโตจนกระทั่งแนวคิดของเราที่อยู่ในเพลงเป็นแนวคิดของคนเหล่านั้น อยากให้สังคมนี้ดีขึ้น สังคมเราเอื้ออาทรมากขึ้น

คุณเชื่อว่าเพลงมีพลังขนาดนั้นเลยเหรอ

เราเชื่อว่ามันเป็นอาหารของจิตวิญญาณ คนเรากินอาหารไม่ดีเข้าไปก็ท้องเสีย จิตวิญญาณกินอาหารไม่ดีเข้าไปจิตใจก็ไม่สบาย ถ้าให้ของดีเข้าไปจิตใจก็จะดีขึ้น สังคมก็จะดีขึ้น ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำเพลงเพื่อให้สังคมดีขึ้น เหมือนปลูกผักออร์แกนิก ไม่ใส่สาร เราก็คาดหวังว่าสังคมจะมีสุขภาพใจที่ดีขึ้น และหาแนวร่วมที่จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ก็เลยทำ LIFEiS เพื่อรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน สร้างโอกาสที่จะพูดกับคนแบบเดียวกัน แล้วก็สื่อไปตรงๆ เลย

เรามี LIFEiS เพื่อจะช่วยให้สื่อสารได้มากขึ้น เพราะเราเชื่อมากเลยว่าวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน วันนี้คือผลผลิตของ 10 ปีที่แล้ว 100 ปีที่แล้ว ความเกลียดชังเอย หรือการด่าทอกัน ใช้คำหยาบคาย เยอะแยะไปหมด มันคือการปลูกอะไรมาในอดีตแล้วออกดอกผลในวันนี้ ขณะเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกลับไปถอนต้นเหล่านั้น เราย้อนเวลาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือร่วมมือกับคนที่เห็นด้วยกับเรา แล้วปลูกต้นไม้ที่มันมีความหวัง มีความชื่นชมยินดี มีความให้กัน ร่วมกันปลูกเยอะ ๆ อีก 10 – 20 ปีข้างหน้าเราอาจจะเห็นครึ่งๆ ก็ได้ ครึ่งหนึ่งของประเทศมีต้นร้าย อีกครึ่งมีต้นดี หรืออาจจะ 25 / 75 ก็ได้ อย่างน้อยมันก็มีความหวังบ้าง เราเลยร่วมกันเป็นหน่วย ช่วยกันปลูกอย่างมีแบบแผน 

คุณพูดถึงในแง่คนฟังได้อาหารทางจิตวิญญาณ แล้วคนทำได้อะไร

คนทำได้ความสุข ความสุขอย่างมาก ทุกครั้งที่เราทำเพลงดีๆ ขึ้นมาเราจะมีความสุขอย่างมากเลย รื่นรมย์ในหัวใจ เราได้ทำสิ่งดีๆ ขึ้นมาแล้ว เรามีประโยชน์ต่อโลกนี้ จะรู้สึกตอนแต่งจบ รู้เลย เพลงนี้แม่งโคตรให้เลย

บอย โกสิยพงษ์

ที่ผ่านมาคุณจัดคอนเสิร์ตสม่ำเสมอมาก คุณหลงใหลหรือทำไปเพราะอะไร

คอนเสิร์ตเป็นตัวหล่อเลี้ยงบริษัท หล่อเลี้ยงรายได้ แต่ในอีกแง่ เรารู้สึกสนุกทุกครั้งที่จัด เราได้เจอแฟนๆ ซึ่งปีนี้ครบ 50 ปี ครั้งที่แล้วเราจัด RHYTHM & BOYd CONCERT เป็นภาคแรก ความตั้งใจของเราคือทำคอนเสิร์ตของอัลบั้มทั้งหมด 9 อัลบั้ม ทำเหมือน Star Wars

เริ่มด้วยอัลบั้ม Rhythm & Boyd ต่อมาก็จะเป็น Simplified ที่เป็นอัลบั้มที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกแล้วอีโก้เริ่มครอบงำ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าอีโก้เต็มหัวไปหมด จะทำอะไรก็ระวัง กลัวจะไม่เท่ ไม่จ๊าบ ทำเพลงก็เน้นเท่ เน้นดูดี ไม่เน้นคอนเทนต์ลึกๆ ที่อยู่ในหัวใจ โชว์นู่นนี่ แต่แกล้งตั้งชื่ออัลบั้มว่า Simplified  ซึ่งพอมองย้อนไปเราก็รู้ว่ามันไม่ได้เรียบง่าย มันเยอะไปหมด แต่เราแค่จะบอกว่าแบบนี้คือง่ายของเรา ในมุมมองของเรามันเป็นช่วงเวลาที่ดาร์ก เรามีอีโก้ ซึ่งเราคิดว่าการมีอีโก้เป็นเรื่องโง่ ไม่ฉลาด เป็นความเขลาของเรา

ชีวิตช่วงนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าชื่อเสียงถ้าจัดการไม่เป็นมันก็มีโทษเหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่าชื่อเสียงมันมาแล้วก็ไป เหมือนน้ำหอม ฉีดแล้วมันหอม แต่แป๊บเดียวก็หาย ถ้าเราไปยึดน้ำหอมนั้นไว้มันก็เหนื่อยเปล่า

และมันสอนให้เรารู้จักอายในเวลาที่เรารู้แล้วว่าการมีอีโก้มันเป็นเรื่องซื่อบื้อ มันไม่ได้ช่วยทำให้คุณเท่ขึ้น แต่มันทำให้คุณโง่ ทำให้คุณมองอะไรแคบ ทำให้คุณมองตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย การได้รู้สักทีหนึ่งก็ดีเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์ บอย โกสิยพงษ์

แล้วชีวิตช่วงนี้คุณต้องจัดคอนเสิร์ตติดๆ กัน คุณคิดความยากในการจัดคอนเสิร์ตทุกวันนี้คืออะไร

มันยากในเรื่องธุรกิจ เราต้องทำยังไงให้มันสมดุล อย่างของต่างประเทศเขาอาจจะซ้อมเดือนหนึ่งแล้วตระเวนเล่นทั่วโลก แต่ของเราซ้อมเดือนหนึ่งแล้วเล่นวันนั้นวันเดียว ค่าลงทุนของเรามันเท่ากัน แต่รายรับเราน้อยกว่าเยอะ อย่างค่าบัตรคอนเสิร์ตในไทยถ้าสูงกว่า 4,500 บาท คนก็มองว่าแพงแล้ว

ทำไมเลือกทำคอนเสิร์ตเพียงรอบเดียว ทั้งที่ถ้าทำมากกว่านั้นก็ขายหมด

เราไม่ชอบทำอะไรที่มันทำให้คนดูผิดหวังและคนที่ทำงานก็ผิดหวัง ถ้าทีมต้องมาคอยลุ้นว่าบัตรหมดเมื่อไหร่ เราก็หนักใจ แต่ถ้ามันสมหวังทั้งสองฝ่าย รายได้น้อยหน่อย เราก็ไม่ว่าอะไร รายได้มันก็สำคัญ เพียงแต่ว่ามันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก

อย่างครั้งที่ผ่านมา ทีแรกเราก็คิดจะเพิ่มรอบที่ 2 หลังจากบัตรรอบแรกขายหมดเราก็นั่งตัดสินใจกันพักหนึ่ง แต่เราก็คิดว่ามันมีคนที่นั่งรอซื้อบัตรเราตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วเราจะทำให้การรอของเขาไม่มีค่าเหรอ เราก็เลยไม่จัด แต่คอนเสิร์ตครั้งต่อไป เราจะบอกก่อนว่าผมจะจัด 2 รอบ

เหมือนการจัดคอนเสิร์ตสำหรับคุณ ความรู้สึกแฟนเพลงเป็นสิ่งสำคัญ

ใช่ เป็นวิธีคิดของเราเสมอเลย คือเราจะโปรโมตข้าวมันไก่ แต่เราจะแถมกุ้งมังกร

บอย โกสิยพงษ์

ทำไมเราไม่โปรโมตกุ้งมังกรแต่แถมข้าวมันไก่

ถ้าเราสร้างความคาดหวังเราจะเครียด เราไม่ต้องการเครียด แต่ต้องการให้คนดูมีความสุขตอนมาดู ให้เขารู้สึกว่า โห อย่างนี้เลยเหรอ ไปเรื่อยๆ เราจะไม่บอกอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น คอนเสิร์ตของเราส่วนใหญ่จะข้อมูลน้อยมาก

คุณดูแคร์คนฟังมาก นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณยังมีแฟนเพลงมาจนทุกวันนี้ไหม

ก็คิดว่าเพราะเขาแคร์เรามาก เขาดีกับเรามาก เราได้กำลังใจ ได้การอธิษฐานเผื่อ ได้อาหารที่แฟนๆ ส่งมา ซึ่งเงินซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เราไปงานอะไรเขาก็ไปรอเจอเรา พูดคุยถ่ายรูป เขาไปเลือกเฟ้นแผ่นเสียงมาให้ หรือเวลาเรามีศิลปินใหม่ๆ เขาก็สนับสนุนให้การต้อนรับ ดังนั้น ถ้าเราไม่ตอบแทนหัวใจเขาก็ไม่รู้จะไปตอบแทนใคร

คิดโดยเอาความรู้สึกแฟนเพลงมาก่อนกำไรถือว่าถูกต้องไหมในแง่ของธุรกิจ

ไม่รู้เหมือนกัน มันก็คงต้องถูกบ้าง ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้ทำมาจนถึงป่านนี้ นี่เราอยู่ในวงการมา 25 ปี และยังทำอาชีพนี้อยู่ บัตรขายหมดภายใน 15 นาที เราเชื่อว่ามันคงถูกต้องบ้างเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load