เราเติบโตมาโดยมีเพลงของบอย โกสิยพงษ์ เป็น Original Soundtrack ประกอบชีวิต

จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก และเชื่อว่าคนที่เปิดบทความนี้อ่านอยู่จำนวนไม่น้อยก็คงพยักหน้าเห็นด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าเรารู้จักชื่อของผู้ชายคนนี้ในฐานะนักแต่งเพลงมากว่า 25 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่อัลบั้มแรกชื่อ Rhythm & Boyd วางแผงจนถึงปัจจุบัน นอกจากเพลงของเขาจะไม่เก่าไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม มันยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งจากแฟนเพลงดั้งเดิมในยุคแรกจนถึงแฟนคลับปัจจุบัน

วันนี้ในวาระที่โปรเจกต์ใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองอายุครบ 50 ปี เขาตั้งใจจัดคอนเสิร์ตจากอัลบั้มต่างๆ ในชีวิต เพื่อเฉลิมฉลองวาระอันดีนี้ จากคอนเสิร์ตแรก RHYTHM & BOYd CONCERT เมื่อช่วงต้นปี ต่อเนื่องมาเป็นคอนเสิร์ตลำดับที่สองอย่าง Simplified ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม

เราจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงช่วงชีวิตในตอนที่ทำอัลบั้ม Simplified ซึ่งเป็นต้นทางของคอนเสิร์ต และมุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ยอมรับว่าเราค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อยที่บอยเปรียบเทียบว่า ช่วงนั้นคือช่วงมืดมนที่สุดในชีวิตของเขา

ส่วนเหตุผลคืออะไร ลองหาคำตอบผ่านบทสนทนานี้

บอย โกสิยพงษ์

เห็นว่าช่วงนี้ภรรยาและลูกย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนเยอะ ปกติเราอยู่กับครอบครัวตลอด ไปไหนไปด้วยกัน  2 ปีนี้ก็ผ่านการปรับตัวปรับใจเยอะ ช่วงแรกเป็นซึมเศร้าเลยนะครับ แย่เลย จนหลังๆ ก็เริ่มปรับได้ เราเปลี่ยนวิธีคิด เราเอาความสุขและโอกาสของลูกเป็นตัวนำ ดีกว่าเอาความสุขของตัวเองนำ พอคิดอย่างนี้มันก็ผ่านได้ แล้วตั้งแต่ครอบครัวไม่อยู่ไทยเราก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปทำงาน ไม่อย่างนั้นมันว่างเปล่า มันเหงา

ตอนนี้คุณอายุ 50 แล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณคิดว่าช่วงไหนเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด

ช่วงที่ดีๆ มีหลายช่วงมาก ตั้งแต่เด็กเราอยู่กับพ่อแม่ โตมาก็มีแฟน ได้แต่งงานกัน ได้ทำ Bakery Music ได้ทำเพลง ได้รู้จักพระเจ้า ได้ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง

ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง ก็ถือเป็นช่วงที่ดีเหรอ

ดี เพราะมันล้มเหลวในตอนที่เรายังหนุ่มอยู่ เราได้บทเรียนที่ดีและเราก็ยังลุกไหว มีลูกคนแรก มีลูกคนที่สอง 2 ปีที่ผ่านมาครอบครัวต้องแยกจากกันเราก็ยังถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการฝึกฝน ขัดเกลา ให้เราเป็นคนที่ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป

คนเราเมื่อตอนอายุ 20 มองชีวิตแบบหนึ่ง พออายุ 30 ก็ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง แล้วพออายุ 50 คุณมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

เปลี่ยนไปหลายอย่างนะ แต่เรื่องหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือเรื่องเพลง ยังอยากทำเพลง ความฝันของผมก็คืออยากจะตายคาห้องอัดหรือตายคาตอนที่เขียนเพลงอยู่ เหมือนตายในหน้าที่บอย โกสิยพงษ์

ไม่คิดจะอยู่สบายๆ เกษียณ ท่องเที่ยว

อยากเดินทางท่องเที่ยวกับภรรยา ตอนนี้ก็ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี อีก 6 ปีภรรยากลับมาก็คงจะไปเที่ยวกันในที่ต่างๆ ที่เขาอยากจะเที่ยว แต่ตอนตายต้องตายในห้องอัด หรือกำลังทำเพลงแล้วก็หัวใจวายตาย พีกดี ถ้าเป็นแบบนี้สำหรับเรามันเป็น Happy Ending

ทุกวันนี้มุมมองของคุณต่อเพลงเปลี่ยนแปลงไปจากตอนทำอัลบั้มแรกๆ มั้ย

เปลี่ยนแค่ในแง่ของแฟชั่น ไม่ได้เปลี่ยนในแง่ของเนื้อหาหรอก เราก็ยังเชื่อว่าเพลงเป็นอาหารของจิตใจ อาหารทางจิตวิญญาณ สามารถทำให้จิตใจเรามีจิตวิญญาณที่คิดเรื่องดีๆ ทำสิ่งดีๆ ได้

วิธีคิดของเราคือเราจะทำเพลงที่ดีต่อจิตวิญญาณ แต่ในแง่ของเรื่องแฟชั่น แง่โปรดักชัน เราก็มีการเรียนรู้ใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ทุกวันพฤหัสบดีเรามีคลาสเรียนทำเพลงกับโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ๆ จ้างเขามาสอน เราเปลี่ยนวิธีคิดหมด ก็ชวนคนทำเพลงในค่ายมานั่งเรียนด้วยกัน เราก็เรียนด้วย เป็นตัวตั้งตัวตีเองเลย

ระดับ บอย โกสิยพงษ์ ยังต้องมาเรียนทำเพลงอีกเหรอ

เรียน ทุกคนต้องเรียนแหละ เพราะโลกมันเปลี่ยนไป ความรู้เดิมมันใช้ได้กับปีเดิม พ.ศ. เดิม อันนี้มันปีใหม่ พ.ศ. ใหม่ ควรจะมีความรู้ที่เหมาะสมกับ พ.ศ. นั้นๆ

เหมือนคุณไม่มีอีโก้ประเภทว่าเรารุ่นใหญ่แล้ว ทำไมต้องฟังคนรุ่นใหม่

ไม่มีครับ เรารู้ตัวว่าถ้าเราไม่เรียนเราจะช้า เราจะอยู่กับที่ เหมือนน้ำนิ่ง น้ำนิ่งแล้วน้ำก็จะเน่า เราต้องเหมือนแม่น้ำ ไหลไปเรื่อยๆ ผ่านไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งมาแล้วก็ไป ยึดติดกับมันไม่ได้

มีสิ่งไหนที่คุณได้ค้นพบจากการเรียนบ้าง

พอรู้มาก่อนจากการฟังเพลงที่ลูกสาวฟังว่าเขาไม่ได้คิดแบบที่รุ่นพี่คิด เขาคิดคนละแบบ เขาคิดจากเสียง จากมู้ด จากแอมเบียนซ์ เอามาเป็นเครื่องดนตรี เขาไม่ได้คิดจากเนื้อร้องทำนองแบบเรา ดังนั้นวิธีคิดของเราก็ต้องประยุกต์ตามไปด้วย

บอย โกสิยพงษ์

คุณแต่งเพลงดังมามากมาย ทุกวันนี้ยังมีอะไรให้ต้องพิสูจน์อีกไหม

เป้าหมายเรามันยังไม่ถึง อีกไกลมากเลย เราต้องการให้เพลงที่เราแต่งไปถึงผู้คน และต้องการให้มันไปผลิดอกออกผลในหัวใจของเขา เติบโตจนกระทั่งแนวคิดของเราที่อยู่ในเพลงเป็นแนวคิดของคนเหล่านั้น อยากให้สังคมนี้ดีขึ้น สังคมเราเอื้ออาทรมากขึ้น

คุณเชื่อว่าเพลงมีพลังขนาดนั้นเลยเหรอ

เราเชื่อว่ามันเป็นอาหารของจิตวิญญาณ คนเรากินอาหารไม่ดีเข้าไปก็ท้องเสีย จิตวิญญาณกินอาหารไม่ดีเข้าไปจิตใจก็ไม่สบาย ถ้าให้ของดีเข้าไปจิตใจก็จะดีขึ้น สังคมก็จะดีขึ้น ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำเพลงเพื่อให้สังคมดีขึ้น เหมือนปลูกผักออร์แกนิก ไม่ใส่สาร เราก็คาดหวังว่าสังคมจะมีสุขภาพใจที่ดีขึ้น และหาแนวร่วมที่จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ก็เลยทำ LIFEiS เพื่อรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน สร้างโอกาสที่จะพูดกับคนแบบเดียวกัน แล้วก็สื่อไปตรงๆ เลย

เรามี LIFEiS เพื่อจะช่วยให้สื่อสารได้มากขึ้น เพราะเราเชื่อมากเลยว่าวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน วันนี้คือผลผลิตของ 10 ปีที่แล้ว 100 ปีที่แล้ว ความเกลียดชังเอย หรือการด่าทอกัน ใช้คำหยาบคาย เยอะแยะไปหมด มันคือการปลูกอะไรมาในอดีตแล้วออกดอกผลในวันนี้ ขณะเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกลับไปถอนต้นเหล่านั้น เราย้อนเวลาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือร่วมมือกับคนที่เห็นด้วยกับเรา แล้วปลูกต้นไม้ที่มันมีความหวัง มีความชื่นชมยินดี มีความให้กัน ร่วมกันปลูกเยอะ ๆ อีก 10 – 20 ปีข้างหน้าเราอาจจะเห็นครึ่งๆ ก็ได้ ครึ่งหนึ่งของประเทศมีต้นร้าย อีกครึ่งมีต้นดี หรืออาจจะ 25 / 75 ก็ได้ อย่างน้อยมันก็มีความหวังบ้าง เราเลยร่วมกันเป็นหน่วย ช่วยกันปลูกอย่างมีแบบแผน 

คุณพูดถึงในแง่คนฟังได้อาหารทางจิตวิญญาณ แล้วคนทำได้อะไร

คนทำได้ความสุข ความสุขอย่างมาก ทุกครั้งที่เราทำเพลงดีๆ ขึ้นมาเราจะมีความสุขอย่างมากเลย รื่นรมย์ในหัวใจ เราได้ทำสิ่งดีๆ ขึ้นมาแล้ว เรามีประโยชน์ต่อโลกนี้ จะรู้สึกตอนแต่งจบ รู้เลย เพลงนี้แม่งโคตรให้เลย

บอย โกสิยพงษ์

ที่ผ่านมาคุณจัดคอนเสิร์ตสม่ำเสมอมาก คุณหลงใหลหรือทำไปเพราะอะไร

คอนเสิร์ตเป็นตัวหล่อเลี้ยงบริษัท หล่อเลี้ยงรายได้ แต่ในอีกแง่ เรารู้สึกสนุกทุกครั้งที่จัด เราได้เจอแฟนๆ ซึ่งปีนี้ครบ 50 ปี ครั้งที่แล้วเราจัด RHYTHM & BOYd CONCERT เป็นภาคแรก ความตั้งใจของเราคือทำคอนเสิร์ตของอัลบั้มทั้งหมด 9 อัลบั้ม ทำเหมือน Star Wars

เริ่มด้วยอัลบั้ม Rhythm & Boyd ต่อมาก็จะเป็น Simplified ที่เป็นอัลบั้มที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกแล้วอีโก้เริ่มครอบงำ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าอีโก้เต็มหัวไปหมด จะทำอะไรก็ระวัง กลัวจะไม่เท่ ไม่จ๊าบ ทำเพลงก็เน้นเท่ เน้นดูดี ไม่เน้นคอนเทนต์ลึกๆ ที่อยู่ในหัวใจ โชว์นู่นนี่ แต่แกล้งตั้งชื่ออัลบั้มว่า Simplified  ซึ่งพอมองย้อนไปเราก็รู้ว่ามันไม่ได้เรียบง่าย มันเยอะไปหมด แต่เราแค่จะบอกว่าแบบนี้คือง่ายของเรา ในมุมมองของเรามันเป็นช่วงเวลาที่ดาร์ก เรามีอีโก้ ซึ่งเราคิดว่าการมีอีโก้เป็นเรื่องโง่ ไม่ฉลาด เป็นความเขลาของเรา

ชีวิตช่วงนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าชื่อเสียงถ้าจัดการไม่เป็นมันก็มีโทษเหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่าชื่อเสียงมันมาแล้วก็ไป เหมือนน้ำหอม ฉีดแล้วมันหอม แต่แป๊บเดียวก็หาย ถ้าเราไปยึดน้ำหอมนั้นไว้มันก็เหนื่อยเปล่า

และมันสอนให้เรารู้จักอายในเวลาที่เรารู้แล้วว่าการมีอีโก้มันเป็นเรื่องซื่อบื้อ มันไม่ได้ช่วยทำให้คุณเท่ขึ้น แต่มันทำให้คุณโง่ ทำให้คุณมองอะไรแคบ ทำให้คุณมองตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย การได้รู้สักทีหนึ่งก็ดีเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์ บอย โกสิยพงษ์

แล้วชีวิตช่วงนี้คุณต้องจัดคอนเสิร์ตติดๆ กัน คุณคิดความยากในการจัดคอนเสิร์ตทุกวันนี้คืออะไร

มันยากในเรื่องธุรกิจ เราต้องทำยังไงให้มันสมดุล อย่างของต่างประเทศเขาอาจจะซ้อมเดือนหนึ่งแล้วตระเวนเล่นทั่วโลก แต่ของเราซ้อมเดือนหนึ่งแล้วเล่นวันนั้นวันเดียว ค่าลงทุนของเรามันเท่ากัน แต่รายรับเราน้อยกว่าเยอะ อย่างค่าบัตรคอนเสิร์ตในไทยถ้าสูงกว่า 4,500 บาท คนก็มองว่าแพงแล้ว

ทำไมเลือกทำคอนเสิร์ตเพียงรอบเดียว ทั้งที่ถ้าทำมากกว่านั้นก็ขายหมด

เราไม่ชอบทำอะไรที่มันทำให้คนดูผิดหวังและคนที่ทำงานก็ผิดหวัง ถ้าทีมต้องมาคอยลุ้นว่าบัตรหมดเมื่อไหร่ เราก็หนักใจ แต่ถ้ามันสมหวังทั้งสองฝ่าย รายได้น้อยหน่อย เราก็ไม่ว่าอะไร รายได้มันก็สำคัญ เพียงแต่ว่ามันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก

อย่างครั้งที่ผ่านมา ทีแรกเราก็คิดจะเพิ่มรอบที่ 2 หลังจากบัตรรอบแรกขายหมดเราก็นั่งตัดสินใจกันพักหนึ่ง แต่เราก็คิดว่ามันมีคนที่นั่งรอซื้อบัตรเราตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วเราจะทำให้การรอของเขาไม่มีค่าเหรอ เราก็เลยไม่จัด แต่คอนเสิร์ตครั้งต่อไป เราจะบอกก่อนว่าผมจะจัด 2 รอบ

เหมือนการจัดคอนเสิร์ตสำหรับคุณ ความรู้สึกแฟนเพลงเป็นสิ่งสำคัญ

ใช่ เป็นวิธีคิดของเราเสมอเลย คือเราจะโปรโมตข้าวมันไก่ แต่เราจะแถมกุ้งมังกร

บอย โกสิยพงษ์

ทำไมเราไม่โปรโมตกุ้งมังกรแต่แถมข้าวมันไก่

ถ้าเราสร้างความคาดหวังเราจะเครียด เราไม่ต้องการเครียด แต่ต้องการให้คนดูมีความสุขตอนมาดู ให้เขารู้สึกว่า โห อย่างนี้เลยเหรอ ไปเรื่อยๆ เราจะไม่บอกอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น คอนเสิร์ตของเราส่วนใหญ่จะข้อมูลน้อยมาก

คุณดูแคร์คนฟังมาก นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณยังมีแฟนเพลงมาจนทุกวันนี้ไหม

ก็คิดว่าเพราะเขาแคร์เรามาก เขาดีกับเรามาก เราได้กำลังใจ ได้การอธิษฐานเผื่อ ได้อาหารที่แฟนๆ ส่งมา ซึ่งเงินซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เราไปงานอะไรเขาก็ไปรอเจอเรา พูดคุยถ่ายรูป เขาไปเลือกเฟ้นแผ่นเสียงมาให้ หรือเวลาเรามีศิลปินใหม่ๆ เขาก็สนับสนุนให้การต้อนรับ ดังนั้น ถ้าเราไม่ตอบแทนหัวใจเขาก็ไม่รู้จะไปตอบแทนใคร

คิดโดยเอาความรู้สึกแฟนเพลงมาก่อนกำไรถือว่าถูกต้องไหมในแง่ของธุรกิจ

ไม่รู้เหมือนกัน มันก็คงต้องถูกบ้าง ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้ทำมาจนถึงป่านนี้ นี่เราอยู่ในวงการมา 25 ปี และยังทำอาชีพนี้อยู่ บัตรขายหมดภายใน 15 นาที เราเชื่อว่ามันคงถูกต้องบ้างเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

อดีตนักเรียนโฆษณาที่มาเอาดีทางด้านอาหาร แต่หลงใหลการสัมภาษณ์และงานเขียน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านอนุสาวรีย์ เราเดินเลยบีทีเอสสนามเป้าไปเล็กน้อย เพื่อเข้าไปยังออฟฟิศใหม่เอี่ยมของ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ หรือ เจมมี่เจมส์ นักแสดงผู้ควบบทบาทตั้งแต่นักร้อง นักธุรกิจ มาจนถึง ‘เชฟ’

สิ่งแรกที่เราเห็นไม่ใช่โต๊ะทำงานหรือห้องประชุม แต่เป็นห้องครัวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องครัว เหมาะแก่การโชว์ให้แขกรู้ว่า เจ้าของเงินทุนทุ่มเทกับเรื่องการทำอาหารขนาดไหน

เรานั่งเก็บบรรยากาศสักพัก เจ้าของออฟฟิศก็เดินทางมาถึงและทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร

หากถามว่าบทสนทนาในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นใด ท่ามกลางความชื่นชอบอันหลากหลายและความสามารถอันมากมาย เสียงท้องที่ร้องประท้วงในช่วงเวลา 11 โมง คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

The Cloud ชวนกระเพาะของทุกท่านมาส่งเสียงร้องไปพร้อมกันกับเมนูชีวิตของเจมส์ในวัย 25 พร้อมมุมมองด้าน ‘อาหาร’ จากศิลปินที่ตอนนี้ต่อให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครัวทั้งวันเขาก็ทำได้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Big Batch Appetizers
จุดเริ่มต้นของไข่เจียวไม่ธรรมดา

เพราะความชอบในการทำอาหาร แผนการเรียนต่อต่างประเทศด้านนี้จึงผุดขึ้นมาอย่างตั้งใจ รวมไปถึงการสร้าง ‘ห้องครัว’ ในออฟฟิศที่หมดเงินจุดเดียวเป็นหลักล้าน และจนถึงตอนนี้อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ก็งอกขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ

เจมส์บอกว่า เขาต้องการสร้าง Living Space ผสม Co-working Space จึงตั้งใจโชว์ครัวไว้ด้านหน้าสุด เพื่อความสะดวกในการถ่ายรายการและวางเครื่องครัว ซึ่งดีกว่าการยกตู้เย็นขึ้นไปชั้นสองแน่นอน

“เวลาเข้าออฟฟิศของที่แพงคือของที่คนเห็น ผมคิดว่าจริง ผมมองว่าครัวนี้คือการลงทุนทางธุรกิจและเป็นความชอบ เมื่อเวลาผ่านไปมันจะคุ้มค่า ตรงนี้ก็อยากใช้สำหรับ Chef’s Table ครั้งต่อไปด้วย คาดว่าจะมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตอนนี้อยู่ในช่วงพัฒนาเมนูอยู่”

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25
เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

เจมส์เก็บรวมประสบการณ์จากการทำ Chef’s Table ครั้งแรกมาพัฒนาครั้งต่อไป แต่กว่าชีวิตในครัวของเขาจะมาถึงจุดที่ทำอาหารทั้งวันก็ไม่เบื่อ เขาเคยเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยืนมองคุณตาทอดไข่เจียวเท่านั้น

“ชีวิตผมวัยเด็กคงเหมือนข้าวไข่เจียวราดซอสพริก เพราะว่าข้าวไข่เจียวมันคือความธรรมดา เราก็เหมือนเด็กธรรมดา แต่แอบแซ่บเบา ๆ เลยใส่ซอสพริกเข้าไป” เจ้าตัวตอบอย่างขี้เล่น

เด็กชายธีรดนย์เติบโตขึ้นในบ้านที่มีวัฒนธรรมการกินแบบผสมผสานระหว่างจีนและไทย โดยมีคุณตาเป็นตัวแทนฝั่งจีน และคุณยายเป็นตัวแทนฝั่งไทย ส่วนคุณปู่คุณย่ามาจากจีนทั้งคู่

บ้านของเขามีเมนูซิกเนเจอร์ 5 เมนู ได้แก่ ไก่ซอสแดง กะหล่ำต้มเค็ม น้ำพริกกะปิ ข้าวต้มมัด และข้าวมันไก่ ชนิดครบจบทั้งคาวหวาน

“ข้าวมันไก่บ้านผมใช้เวลาทำนานมาก” แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เมนูนี้กลายมาเป็นอาหารจานสำคัญ เพราะเบื้องหลังที่ทรงคุณค่ากว่าคือการชวนให้ทุกคนในบ้านคิดถึงคุณยายผู้เป็นที่รัก

“ตายายเขามีไก่เจ้าประจำที่ไปซื้อ แต่ก่อนยังไม่มีแถวพระราม 5 ต้องไปแถวบางบัวทอง เอาไก่มาต้มเป็นชั่วโมง คอยตักมันที่ลอยออกมาไปทำข้าวมันไก่ ข้าวก็ต้องคลุกตลอดเวลา จากนั้นนำไก่ต้มมาหั่น ทำน้ำจิ้ม ใช้เวลาเสร็จสรรพประมาณ 3 ชั่วโมงได้ แต่เราได้เครื่องและข้าวที่อร่อยจัดเต็ม

“ข้าวมันไก่ของยายคือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดสำหรับผม”

เขาเล่าต่อว่า แท้จริงแล้วสมัยเด็กแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเข้าครัวเลย ทั้งหมดที่เขาทำคือการ ‘ยืนดูคนในบ้านทอดไข่เจียว’

“อีกเรื่องที่คนไม่รู้คือ จริง ๆ ผมชอบกินซีฟู้ดเผา ต้องกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดไทยสีเขียวเท่านั้น ไม่เอาสีแดง ตอนเด็กผมเคยแพ้กุ้งด้วย แต่ผมสู้กุ้งกลับ กินต่อจนมีภูมิมาจนถึงปัจจุบัน”

แน่นอนว่าเมื่อมีเมนูที่ชอบมากถึงขนาดนี้ ย่อมต้องมีเมนูที่ไม่ถูกจริตด้วยเช่นกัน เขาเบะปากเล็กน้อยก่อนสาธยายเมนูออกมา ทั้งชาเขียว คาโบนาร่า เครื่องใน อาหารประเภทที่ครีมสูง หรือแม้แต่ของหวาน อย่างไรก็ตาม การได้เข้าสู่วงการอาหารทำให้เขาเปิดใจมากขึ้นไม่น้อย

“ผมอาจจะแปลกหน่อย แต่ของคาวต้องติดหวาน ของหวานต้องหวานน้อย”

เจมส์ทิ้งท้ายด้วยรสนิยมการเลือกกินของเขา เวลาที่มีของอร่อยถูกปากมาช่วยหยุดเสียงร้องโครมครามของกระเพาะ นั่นคือช่วงเวลาสวรรค์ประทาน เช่นเดียวกับที่โชคชะตาประทานสายโทรศัพท์ เพื่อชวนเจมส์เข้าร่วมรายการอาหารสุดโหดและฮอตแห่งปีอย่าง MasterChef Celebrity Thailand Season 2

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Main Course of Life
ชีวิตสูตรหนัก เน้น และเข้มข้น

ก่อนจะเข้าร่วมรายการ เจมส์เดินทางไปที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Thirteen Lives หนังสัญชาติฮอลลีวูดว่าด้วยเรื่อง 13 หมูป่าติดในถ้ำหลวง ซึ่งการออกเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดนในครั้งนี้ไม่เพียงประสบการณ์กระทบไหล่นักแสดงระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ลองทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาหารมากขึ้น

เมื่อไปถึงออสเตรเลีย นักแสดงไทยไม่สนใจแม้กระทั่งการแกะสัมภาระออกมาจัดเรียง เพราะแกะเดียวที่เขาสนใจ คือเนื้อแกะบนเตาย่าง!

“ผมชอบย่างเนื้ออยู่แล้ว ไปถึงมื้อแรกผมเข้าซูเปอร์ฯ ซื้อแกะที่นั่น พอ 3 ทุ่มผมมาย่างแกะเป็นมื้อแรก เซอร์มาก กระเป๋าไม่แกะ ย่างแกะก่อนเลย” เจมส์บรรยายภาพในวันนั้นให้ฟัง เราเชื่อว่าตลอดเวลาที่อยู่ออสเตรเลีย ชายคนนี้คงไม่ปล่อยให้ห้องครัวต้องเหงาเลยสักวัน

หลังกลับสู่บ้านเกิด ก็ประจวบเหมาะกับที่ทางรายการติดต่อมาพอดี เจมส์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่มีในหัวตอนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่สิ่งที่ปลุกไฟในตัวคือความรู้สึกอยากเอาชนะตัวเอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลักสูตรเตรียมความพร้อมฉบับเร่งรัดเพื่อการแข่งขันในครั้งนี้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

‘MasterChef Starter Pack’ เป็นชื่อที่ใช้นิยามสิ่งที่ควรทำได้ในรายการ MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดการเทรนกับ พลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ จากรายการ MasterChef Thailand Season 1 ผู้ฝึกสอนเฉพาะกิจในครั้งนี้

การเทรนเปรียบเสมือนการเก็งข้อสอบของติวเตอร์ในสถาบันกวดวิชา สำหรับเจมส์แล้วช่างเป็นวิชาคหกรรมที่ยากไม่น้อย แถมเจ้าตัวยังไม่ถนัดดี

การฝึกฝนอย่างเข้มข้นเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“พาสต้าเส้นสดมีอะไรบ้าง มีเส้นแบบไหนที่คุณต้องทำได้ สำหรับตัวโปรตีน ถ้าคุณได้ไก่จะแล่ยังไง ปลาแล่ยังไง ไก่ ปลา หมู เนื้อทำอะไรได้บ้าง เอาไปซูวี (ปรุงอาหารภายใต้ถุงสุญญากาศ) อุณหภูมิกี่องศาฯ  หรือถ้าจะเอามาย่าง สุกทันไหม ตัวผักทำอะไรได้บ้าง ดองได้ ตัดแต่งได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ในมาสเตอร์เชฟแน่ ๆ นอกนั้นอยู่ที่ว่าคุณจะไปดัดแปลงเป็นเมนูยังไง”

ใช่ว่าการเทรนครั้งนี้จะจบที่การรู้จักวัตถุดิบและวิธีการปรุงอาหารเท่านั้น การจัดการเวลาก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เชฟมือใหม่ต้องฝึกในส่วนนี้เพิ่ม

เขาเสริมในช่วงแข่งขันว่า การได้เห็นผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นที่ดูคุ้นเคยกับการทำอาหารอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เขากดดันไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดเจมส์ก็ได้ค้นพบว่า คนที่เขาอยากจะเอาชนะมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือตัวของเขาเอง

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“ไม่ใช่การเอาชนะตัวเองที่ทำเพื่อชนะคนอื่น แต่เป็นทักษะที่เราเต็มที่ นี่คือวินัยในการฝึก การอินกับมัน การทุ่มเทเวลากับมัน การยอมรับความกดดัน ผมรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ได้อะไรเยอะมาก เหมือนผมค้นพบตัวเองเลยนะว่าผมชอบการทำอาหารมาก”

ขณะที่รายการดำเนินมาถึงวันสุดท้าย การเดินทางบนเส้นทางอาหารของเจมส์กลับเพิ่งเริ่มต้น การเข้าคอร์สเพื่อเตรียมความพร้อมเบื้องต้นสำหรับการแข่งขัน เปลี่ยนไปเป็นการคิดคอนเซ็ปต์และพัฒนาเมนู เพื่อต่อยอดไปสู่การทำ Chef’s Table ของเจมส์ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกันดี หรืออาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างกับชื่อ ‘FOCA’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“Chef’s Table เกิดขึ้นหลังไปมาสเตอร์เชฟ เราไปลั่นว่าผมทำ Chef’s Table แน่นอน ก็ไม่ได้รู้ว่ามันจะยากขนาดไหน มีวิธีการจัดการอะไรยังไง แต่พอพูดไปและเราก็อยากทำ เราเลยเอาซีฟู้ดของไทยที่เป็นรสไทย เมนูเหมือนไทย ๆ ทวิสต์ให้อยู่ในการเสิร์ฟแบบเมดิเตอร์เรเนียน” เชฟอธิบายที่มาและคอนเซ็ปต์ของร้าน ต่อด้วยการยกตัวอย่างเมนูที่ผ่านการพัฒนามาอย่างสร้างสรรค์

“ปาเอญ่า (ข้าวอบสเปน) ผมเอามามิกซ์กับข้าวขยำปู เสน่ห์ของมันคือปกติข้าวขยำปูจะค่อนข้างเป็นเม็ดหน่อย แล้วใส่น้ำยำลงไป ใส่ปูเป็นก้อน แต่พอเรามิกซ์กับปาเอญ่า ด้วยความที่ไม่ได้สุกมาก ข้าวจะมีสัมผัสความกรอบ ก็จะแบ่งครึ่งเป็นแบบออริจินัลกับแบบปาเอญ่าขยำปู เป็นเมนูตัวหลักของเรา”

นอกจากการคิดค้นเมนูและจัดการ Chef’s Table ให้ออกมาตามฝัน หนึ่งในแรงบันดาลใจต้นทางของเขา ยังเป็นเชฟที่ตนเองชื่นชอบอย่าง Grant Achatz เจ้าของร้านมิชลินไกด์ 3 ดาว Alinea

“ตอนแรกผมไม่รู้จักเขา แต่หลังจากเห็นเขาเป็นกรรมการในรายการ The Final Table เราเลยไปดู Documentary ของเขา เขาเป็นมะเร็งที่ลิ้น ลิ้นรับรสไม่ได้ แต่เขาสู้จนหาย แล้วมาเปิดร้าน

“เพลตติ้งเขาในเมนูของหวานเป็นโต๊ะใหญ่ ๆ เขาจะโยนและสาดทุกอย่างที่เป็นของกิน ผมว่านี่คือการเพลตติ้งที่มีความ Abstract มันคือศิลปะที่ผมชอบ” ผู้เล่าขยายความด้วยแววตาเป็นประกาย

ชีวิตของเขาก็เหมือนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงาน แต่เป็นผลงานที่มาในรูปแบบของศิลปะที่เคี้ยวได้และมีหลายรสชาติ

Dessert of Love and Art
ศิลปะกินได้

แม้จะเคยเอ่ยปากว่าไม่ถูกกับของหวาน แต่เมื่อให้เจ้าตัวลองเปรียบความรักเป็นของหวานสักจาน เขากลับอธิบายได้อย่างน่าประทับใจ

ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี มี Flexible Ganache อยู่ตรงกลาง มีไอศกรีมช็อกโกแลต มีซอสสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีหั่นเล็ก ๆ ใส่ลิควิดไนโตรเจนเข้าไป ครอบด้วยโดมช็อกโกแลต เวลาทานเราจะเคาะลงไป ตัวโดมมันจะแตกลงมา แล้วควันมันก็จะขึ้น มีความเวอร์วังอลังการอยู่นิดหนึ่ง แต่ก็เรียบง่ายด้วยวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้มันยืนยาวได้คือแค่ความเรียบง่ายนี่แหละ” 

เมนูของหวานเป็นภาพแทนความรักของเขากับแฟนสาวที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี

เมนูอาหารแต่ละจานของเจมส์ล้วนออกแบบอย่างละเมียดละไม เขาบอกว่าอาหารเป็นศิลปะที่ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในจานได้ ไม่ต่างกับผืนผ้าใบที่วาดอะไรก็ได้ตามต้องการ และเสน่ห์ของอาหารไม่ต่างจากงานศิลปะที่ความชอบเป็นเรื่องของปัจเจก

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“นอกจากเสน่ห์พวกนี้ อีกอย่างที่ผมรู้สึกคือ อาหารมันพาความสุขเข้ามาในโต๊ะ การได้กินข้าวร่วมกัน คุยกันบนโต๊ะอาหาร มันมีความหมายมากกว่านั้น

“อาหารเป็นมากกว่าปัจจัย 4 มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องมี แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เป็นศิลปะชนิดหนึ่งที่ประเทศเราไม่ค่อยสนับสนุน เราเสร็จงานแล้วหาความสุขให้ตัวเองได้ผ่านอาหารนี่แหละ” ชายหนุ่มพูดเสริมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

Cheers!
ชนแก้วสู่ความสำเร็จและก้าวย่างแห่งการเติบโต

จำได้ว่าผมเคยเล่นเกมทอยลูกเต๋าที่ให้เดินไปถึงเส้นชัยแล้วใครมีเงินมากสุดชนะ มีลูกเต๋าทอยอาชีพ มีตัวตลก ทหาร ครู หมอ นักธุรกิจ ทนาย นักธุรกิจเป็นอาชีพที่ได้เงินเยอะมาก เราก็รู้สึกว่านักธุรกิจเท่และอยากเป็นอาชีพนี้” เขาย้อนอดีตให้ฟังเพื่ออธิบายปัจจุบันและก้าวต่อไปในอนาคต

“ชีวิตอยู่กับการแข่งขันมาตลอด ผมเลยเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ชีวิตผมก็ไปไม่สุดสักทาง พอเบื่อก็เลิก จนมาเจอการแสดงที่ไม่เบื่อเพราะเห็นผลลัพธ์ มีอะไรเป็นตัวการันตีว่าสำเร็จ เรายึดเป็นอาชีพได้และชอบมันด้วย จนกระทั่งในวัยนี้ก็เจอธุรกิจที่เป็นบาร์และการทำอาหารที่ชอบ”

การบริหารเวลาให้ทั้งการทำงานและความชอบอยู่ด้วยกันของเจมส์นั้นง่ายมาก เพราะเขาเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นงานไปเลย ไม่ว่าจะเปิดบาร์เพราะชอบดื่ม เปิด Chef’s Table เพราะชอบทำอาหาร เปิดบีชคลับเพราะชอบไปทะเล หรือแม้แต่สร้างบริษัท JMJ LABEL เพื่อเป็นศูนย์รวมความชอบอื่น ๆ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของรายการ เช่นเดียวกับสารคดีชีวิตส่วนตัวที่เผยแพร่มาแล้ว 5 ตอน

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“จุดประสงค์ของการทำสารคดีคือ ผมอยากแนะนำตัวเองใหม่ตอนอายุ 25 เพราะรู้สึกว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่มันใช่กับชีวิตเรา ทั้งอาหาร ดริงก์ คนรัก อาร์ต เพื่อน ครอบครัว นี่คือสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตผมในขณะนี้ ผมอยากจะบอกคนดูว่า สวัสดีครับ ผมเจมส์ที่เป็นแบบนี้”

บทสนทนาดำเนินมาถึงจุดที่เรารับรู้เรื่องราวของเจมส์จนครบทุกรสชาติ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราลองให้เขาเปรียบชีวิตตัวเองในตอนนี้เป็นเมนูอาหารสัก 1 อย่าง

“Surf & Turf เสิร์ฟพร้อม Side Dish ที่มี Mashed Potato มีผักที่เอาไป Sautéed เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วก็ซอสไวน์แดง

“มีตัวเมน 2 อย่าง คือล็อบสเตอร์และเนื้อ เหมือนชีวิตนักแสดงกับเจ้าของธุรกิจ Mashed Potato เป็นพาร์ตเชฟที่เสริมเข้ามา ผักที่เป็นสีสันในจานเป็นเรื่องแฟชั่นที่เราชอบ ส่วนตัวซอสเพิ่มความสไปซี่อาจจะเป็นเรื่องดริงก์

“สิ่งที่อยากนิยามผ่านเรื่องนี้คือความวาไรตี้ที่อยู่ในจาน ผมค่อนข้างชอบคำนี้ เพราะชีวิตเรามันทำหลายอย่าง”

หลังเชฟนำเสนอเมนูอาหารเรียบร้อย คนฟังอย่างเรายังสงสัยเพิ่มว่า แล้ว ‘รสชาติ’ ชีวิตในวัย 25 จะเป็นอย่างไร

“คงครบรสมั้ง เหมือนผงชูรส แต่ Chef’s Table ผมไม่ได้ใช้ผงชูรสนะ (หัวเราะ) ทุกอย่างมันกลมกล่อมมากขึ้น เหมือนก่อนหน้านี้ชีวิตเราคงเปรี้ยวเกิน ขมเกิน หวานเกิน เผ็ดเกิน แต่วันนี้เราทำให้รสชาติมันกลมกล่อมขึ้นในวัย 25”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความกลมกล่อมคือนิยามที่เหมาะกับชีวิตหลายบทบาทของศิลปินไฟแรงคนนี้

มันเป็นความกลมกล่อมที่ไม่ได้เกิดจากผงชูรส แต่เกิดจากส่วนผสมประสบการณ์ที่รวมกันได้อย่างลงตัวผ่านกาลเวลา หลังนั่งฟังเขาเพลิน ๆ เราเดินออกจาก Cinema Club BKK โดยอดคิดไม่ได้ว่า

‘แล้วรสชาติของชีวิตเราในวันนี้เป็นรสอะไรกันนะ’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

Writers

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load