เราเติบโตมาโดยมีเพลงของบอย โกสิยพงษ์ เป็น Original Soundtrack ประกอบชีวิต

จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก และเชื่อว่าคนที่เปิดบทความนี้อ่านอยู่จำนวนไม่น้อยก็คงพยักหน้าเห็นด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าเรารู้จักชื่อของผู้ชายคนนี้ในฐานะนักแต่งเพลงมากว่า 25 ปีแล้ว ตั้งแต่วันที่อัลบั้มแรกชื่อ Rhythm & Boyd วางแผงจนถึงปัจจุบัน นอกจากเพลงของเขาจะไม่เก่าไปตามกาลเวลา ตรงกันข้าม มันยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งจากแฟนเพลงดั้งเดิมในยุคแรกจนถึงแฟนคลับปัจจุบัน

วันนี้ในวาระที่โปรเจกต์ใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองอายุครบ 50 ปี เขาตั้งใจจัดคอนเสิร์ตจากอัลบั้มต่างๆ ในชีวิต เพื่อเฉลิมฉลองวาระอันดีนี้ จากคอนเสิร์ตแรก RHYTHM & BOYd CONCERT เมื่อช่วงต้นปี ต่อเนื่องมาเป็นคอนเสิร์ตลำดับที่สองอย่าง Simplified ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม

เราจึงนัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงช่วงชีวิตในตอนที่ทำอัลบั้ม Simplified ซึ่งเป็นต้นทางของคอนเสิร์ต และมุมมองความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากวันวาน

ยอมรับว่าเราค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อยที่บอยเปรียบเทียบว่า ช่วงนั้นคือช่วงมืดมนที่สุดในชีวิตของเขา

ส่วนเหตุผลคืออะไร ลองหาคำตอบผ่านบทสนทนานี้

บอย โกสิยพงษ์

เห็นว่าช่วงนี้ภรรยาและลูกย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนเยอะ ปกติเราอยู่กับครอบครัวตลอด ไปไหนไปด้วยกัน  2 ปีนี้ก็ผ่านการปรับตัวปรับใจเยอะ ช่วงแรกเป็นซึมเศร้าเลยนะครับ แย่เลย จนหลังๆ ก็เริ่มปรับได้ เราเปลี่ยนวิธีคิด เราเอาความสุขและโอกาสของลูกเป็นตัวนำ ดีกว่าเอาความสุขของตัวเองนำ พอคิดอย่างนี้มันก็ผ่านได้ แล้วตั้งแต่ครอบครัวไม่อยู่ไทยเราก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็ไปทำงาน ไม่อย่างนั้นมันว่างเปล่า มันเหงา

ตอนนี้คุณอายุ 50 แล้ว ถ้ามองย้อนกลับไปตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณคิดว่าช่วงไหนเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด

ช่วงที่ดีๆ มีหลายช่วงมาก ตั้งแต่เด็กเราอยู่กับพ่อแม่ โตมาก็มีแฟน ได้แต่งงานกัน ได้ทำ Bakery Music ได้ทำเพลง ได้รู้จักพระเจ้า ได้ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง

ล้มเหลว บริษัทเจ๊ง ก็ถือเป็นช่วงที่ดีเหรอ

ดี เพราะมันล้มเหลวในตอนที่เรายังหนุ่มอยู่ เราได้บทเรียนที่ดีและเราก็ยังลุกไหว มีลูกคนแรก มีลูกคนที่สอง 2 ปีที่ผ่านมาครอบครัวต้องแยกจากกันเราก็ยังถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการฝึกฝน ขัดเกลา ให้เราเป็นคนที่ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป

คนเราเมื่อตอนอายุ 20 มองชีวิตแบบหนึ่ง พออายุ 30 ก็ให้ความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง แล้วพออายุ 50 คุณมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

เปลี่ยนไปหลายอย่างนะ แต่เรื่องหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือเรื่องเพลง ยังอยากทำเพลง ความฝันของผมก็คืออยากจะตายคาห้องอัดหรือตายคาตอนที่เขียนเพลงอยู่ เหมือนตายในหน้าที่บอย โกสิยพงษ์

ไม่คิดจะอยู่สบายๆ เกษียณ ท่องเที่ยว

อยากเดินทางท่องเที่ยวกับภรรยา ตอนนี้ก็ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี อีก 6 ปีภรรยากลับมาก็คงจะไปเที่ยวกันในที่ต่างๆ ที่เขาอยากจะเที่ยว แต่ตอนตายต้องตายในห้องอัด หรือกำลังทำเพลงแล้วก็หัวใจวายตาย พีกดี ถ้าเป็นแบบนี้สำหรับเรามันเป็น Happy Ending

ทุกวันนี้มุมมองของคุณต่อเพลงเปลี่ยนแปลงไปจากตอนทำอัลบั้มแรกๆ มั้ย

เปลี่ยนแค่ในแง่ของแฟชั่น ไม่ได้เปลี่ยนในแง่ของเนื้อหาหรอก เราก็ยังเชื่อว่าเพลงเป็นอาหารของจิตใจ อาหารทางจิตวิญญาณ สามารถทำให้จิตใจเรามีจิตวิญญาณที่คิดเรื่องดีๆ ทำสิ่งดีๆ ได้

วิธีคิดของเราคือเราจะทำเพลงที่ดีต่อจิตวิญญาณ แต่ในแง่ของเรื่องแฟชั่น แง่โปรดักชัน เราก็มีการเรียนรู้ใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ทุกวันพฤหัสบดีเรามีคลาสเรียนทำเพลงกับโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ๆ จ้างเขามาสอน เราเปลี่ยนวิธีคิดหมด ก็ชวนคนทำเพลงในค่ายมานั่งเรียนด้วยกัน เราก็เรียนด้วย เป็นตัวตั้งตัวตีเองเลย

ระดับ บอย โกสิยพงษ์ ยังต้องมาเรียนทำเพลงอีกเหรอ

เรียน ทุกคนต้องเรียนแหละ เพราะโลกมันเปลี่ยนไป ความรู้เดิมมันใช้ได้กับปีเดิม พ.ศ. เดิม อันนี้มันปีใหม่ พ.ศ. ใหม่ ควรจะมีความรู้ที่เหมาะสมกับ พ.ศ. นั้นๆ

เหมือนคุณไม่มีอีโก้ประเภทว่าเรารุ่นใหญ่แล้ว ทำไมต้องฟังคนรุ่นใหม่

ไม่มีครับ เรารู้ตัวว่าถ้าเราไม่เรียนเราจะช้า เราจะอยู่กับที่ เหมือนน้ำนิ่ง น้ำนิ่งแล้วน้ำก็จะเน่า เราต้องเหมือนแม่น้ำ ไหลไปเรื่อยๆ ผ่านไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งมาแล้วก็ไป ยึดติดกับมันไม่ได้

มีสิ่งไหนที่คุณได้ค้นพบจากการเรียนบ้าง

พอรู้มาก่อนจากการฟังเพลงที่ลูกสาวฟังว่าเขาไม่ได้คิดแบบที่รุ่นพี่คิด เขาคิดคนละแบบ เขาคิดจากเสียง จากมู้ด จากแอมเบียนซ์ เอามาเป็นเครื่องดนตรี เขาไม่ได้คิดจากเนื้อร้องทำนองแบบเรา ดังนั้นวิธีคิดของเราก็ต้องประยุกต์ตามไปด้วย

บอย โกสิยพงษ์

คุณแต่งเพลงดังมามากมาย ทุกวันนี้ยังมีอะไรให้ต้องพิสูจน์อีกไหม

เป้าหมายเรามันยังไม่ถึง อีกไกลมากเลย เราต้องการให้เพลงที่เราแต่งไปถึงผู้คน และต้องการให้มันไปผลิดอกออกผลในหัวใจของเขา เติบโตจนกระทั่งแนวคิดของเราที่อยู่ในเพลงเป็นแนวคิดของคนเหล่านั้น อยากให้สังคมนี้ดีขึ้น สังคมเราเอื้ออาทรมากขึ้น

คุณเชื่อว่าเพลงมีพลังขนาดนั้นเลยเหรอ

เราเชื่อว่ามันเป็นอาหารของจิตวิญญาณ คนเรากินอาหารไม่ดีเข้าไปก็ท้องเสีย จิตวิญญาณกินอาหารไม่ดีเข้าไปจิตใจก็ไม่สบาย ถ้าให้ของดีเข้าไปจิตใจก็จะดีขึ้น สังคมก็จะดีขึ้น ดังนั้น เป้าหมายของเราจึงเป็นการทำเพลงเพื่อให้สังคมดีขึ้น เหมือนปลูกผักออร์แกนิก ไม่ใส่สาร เราก็คาดหวังว่าสังคมจะมีสุขภาพใจที่ดีขึ้น และหาแนวร่วมที่จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ก็เลยทำ LIFEiS เพื่อรวบรวมคนที่คิดแบบเดียวกัน สร้างโอกาสที่จะพูดกับคนแบบเดียวกัน แล้วก็สื่อไปตรงๆ เลย

เรามี LIFEiS เพื่อจะช่วยให้สื่อสารได้มากขึ้น เพราะเราเชื่อมากเลยว่าวันนี้คือผลผลิตของเมื่อวาน วันนี้คือผลผลิตของ 10 ปีที่แล้ว 100 ปีที่แล้ว ความเกลียดชังเอย หรือการด่าทอกัน ใช้คำหยาบคาย เยอะแยะไปหมด มันคือการปลูกอะไรมาในอดีตแล้วออกดอกผลในวันนี้ ขณะเดียวกันมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกลับไปถอนต้นเหล่านั้น เราย้อนเวลาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ก็คือร่วมมือกับคนที่เห็นด้วยกับเรา แล้วปลูกต้นไม้ที่มันมีความหวัง มีความชื่นชมยินดี มีความให้กัน ร่วมกันปลูกเยอะ ๆ อีก 10 – 20 ปีข้างหน้าเราอาจจะเห็นครึ่งๆ ก็ได้ ครึ่งหนึ่งของประเทศมีต้นร้าย อีกครึ่งมีต้นดี หรืออาจจะ 25 / 75 ก็ได้ อย่างน้อยมันก็มีความหวังบ้าง เราเลยร่วมกันเป็นหน่วย ช่วยกันปลูกอย่างมีแบบแผน 

คุณพูดถึงในแง่คนฟังได้อาหารทางจิตวิญญาณ แล้วคนทำได้อะไร

คนทำได้ความสุข ความสุขอย่างมาก ทุกครั้งที่เราทำเพลงดีๆ ขึ้นมาเราจะมีความสุขอย่างมากเลย รื่นรมย์ในหัวใจ เราได้ทำสิ่งดีๆ ขึ้นมาแล้ว เรามีประโยชน์ต่อโลกนี้ จะรู้สึกตอนแต่งจบ รู้เลย เพลงนี้แม่งโคตรให้เลย

บอย โกสิยพงษ์

ที่ผ่านมาคุณจัดคอนเสิร์ตสม่ำเสมอมาก คุณหลงใหลหรือทำไปเพราะอะไร

คอนเสิร์ตเป็นตัวหล่อเลี้ยงบริษัท หล่อเลี้ยงรายได้ แต่ในอีกแง่ เรารู้สึกสนุกทุกครั้งที่จัด เราได้เจอแฟนๆ ซึ่งปีนี้ครบ 50 ปี ครั้งที่แล้วเราจัด RHYTHM & BOYd CONCERT เป็นภาคแรก ความตั้งใจของเราคือทำคอนเสิร์ตของอัลบั้มทั้งหมด 9 อัลบั้ม ทำเหมือน Star Wars

เริ่มด้วยอัลบั้ม Rhythm & Boyd ต่อมาก็จะเป็น Simplified ที่เป็นอัลบั้มที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกแล้วอีโก้เริ่มครอบงำ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกว่าอีโก้เต็มหัวไปหมด จะทำอะไรก็ระวัง กลัวจะไม่เท่ ไม่จ๊าบ ทำเพลงก็เน้นเท่ เน้นดูดี ไม่เน้นคอนเทนต์ลึกๆ ที่อยู่ในหัวใจ โชว์นู่นนี่ แต่แกล้งตั้งชื่ออัลบั้มว่า Simplified  ซึ่งพอมองย้อนไปเราก็รู้ว่ามันไม่ได้เรียบง่าย มันเยอะไปหมด แต่เราแค่จะบอกว่าแบบนี้คือง่ายของเรา ในมุมมองของเรามันเป็นช่วงเวลาที่ดาร์ก เรามีอีโก้ ซึ่งเราคิดว่าการมีอีโก้เป็นเรื่องโง่ ไม่ฉลาด เป็นความเขลาของเรา

ชีวิตช่วงนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

สอนว่าชื่อเสียงถ้าจัดการไม่เป็นมันก็มีโทษเหมือนกัน ถ้าไม่รู้ว่าชื่อเสียงมันมาแล้วก็ไป เหมือนน้ำหอม ฉีดแล้วมันหอม แต่แป๊บเดียวก็หาย ถ้าเราไปยึดน้ำหอมนั้นไว้มันก็เหนื่อยเปล่า

และมันสอนให้เรารู้จักอายในเวลาที่เรารู้แล้วว่าการมีอีโก้มันเป็นเรื่องซื่อบื้อ มันไม่ได้ช่วยทำให้คุณเท่ขึ้น แต่มันทำให้คุณโง่ ทำให้คุณมองอะไรแคบ ทำให้คุณมองตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย การได้รู้สักทีหนึ่งก็ดีเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์ บอย โกสิยพงษ์

แล้วชีวิตช่วงนี้คุณต้องจัดคอนเสิร์ตติดๆ กัน คุณคิดความยากในการจัดคอนเสิร์ตทุกวันนี้คืออะไร

มันยากในเรื่องธุรกิจ เราต้องทำยังไงให้มันสมดุล อย่างของต่างประเทศเขาอาจจะซ้อมเดือนหนึ่งแล้วตระเวนเล่นทั่วโลก แต่ของเราซ้อมเดือนหนึ่งแล้วเล่นวันนั้นวันเดียว ค่าลงทุนของเรามันเท่ากัน แต่รายรับเราน้อยกว่าเยอะ อย่างค่าบัตรคอนเสิร์ตในไทยถ้าสูงกว่า 4,500 บาท คนก็มองว่าแพงแล้ว

ทำไมเลือกทำคอนเสิร์ตเพียงรอบเดียว ทั้งที่ถ้าทำมากกว่านั้นก็ขายหมด

เราไม่ชอบทำอะไรที่มันทำให้คนดูผิดหวังและคนที่ทำงานก็ผิดหวัง ถ้าทีมต้องมาคอยลุ้นว่าบัตรหมดเมื่อไหร่ เราก็หนักใจ แต่ถ้ามันสมหวังทั้งสองฝ่าย รายได้น้อยหน่อย เราก็ไม่ว่าอะไร รายได้มันก็สำคัญ เพียงแต่ว่ามันไม่สำคัญเท่าความรู้สึก

อย่างครั้งที่ผ่านมา ทีแรกเราก็คิดจะเพิ่มรอบที่ 2 หลังจากบัตรรอบแรกขายหมดเราก็นั่งตัดสินใจกันพักหนึ่ง แต่เราก็คิดว่ามันมีคนที่นั่งรอซื้อบัตรเราตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วเราจะทำให้การรอของเขาไม่มีค่าเหรอ เราก็เลยไม่จัด แต่คอนเสิร์ตครั้งต่อไป เราจะบอกก่อนว่าผมจะจัด 2 รอบ

เหมือนการจัดคอนเสิร์ตสำหรับคุณ ความรู้สึกแฟนเพลงเป็นสิ่งสำคัญ

ใช่ เป็นวิธีคิดของเราเสมอเลย คือเราจะโปรโมตข้าวมันไก่ แต่เราจะแถมกุ้งมังกร

บอย โกสิยพงษ์

ทำไมเราไม่โปรโมตกุ้งมังกรแต่แถมข้าวมันไก่

ถ้าเราสร้างความคาดหวังเราจะเครียด เราไม่ต้องการเครียด แต่ต้องการให้คนดูมีความสุขตอนมาดู ให้เขารู้สึกว่า โห อย่างนี้เลยเหรอ ไปเรื่อยๆ เราจะไม่บอกอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น คอนเสิร์ตของเราส่วนใหญ่จะข้อมูลน้อยมาก

คุณดูแคร์คนฟังมาก นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คุณยังมีแฟนเพลงมาจนทุกวันนี้ไหม

ก็คิดว่าเพราะเขาแคร์เรามาก เขาดีกับเรามาก เราได้กำลังใจ ได้การอธิษฐานเผื่อ ได้อาหารที่แฟนๆ ส่งมา ซึ่งเงินซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เราไปงานอะไรเขาก็ไปรอเจอเรา พูดคุยถ่ายรูป เขาไปเลือกเฟ้นแผ่นเสียงมาให้ หรือเวลาเรามีศิลปินใหม่ๆ เขาก็สนับสนุนให้การต้อนรับ ดังนั้น ถ้าเราไม่ตอบแทนหัวใจเขาก็ไม่รู้จะไปตอบแทนใคร

คิดโดยเอาความรู้สึกแฟนเพลงมาก่อนกำไรถือว่าถูกต้องไหมในแง่ของธุรกิจ

ไม่รู้เหมือนกัน มันก็คงต้องถูกบ้าง ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้ทำมาจนถึงป่านนี้ นี่เราอยู่ในวงการมา 25 ปี และยังทำอาชีพนี้อยู่ บัตรขายหมดภายใน 15 นาที เราเชื่อว่ามันคงถูกต้องบ้างเหมือนกัน

บอย โกสิยพงษ์

Writer

ณิชากร เอื้อสุนทรวัฒนา

นักเรียนโฆษณาที่ชอบการขีดเขียน มีภาพยนตร์ เครื่องหอม และของอร่อยเป็นความสนใจหลัก

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

28 กันยายน พ.ศ. 2539 คือวันเกิดของ ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา เด็กสาวชาวสมุทรสาคร ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เธอกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียอย่างเวยป๋อ (Weibo) มากกว่า 22 ล้านคน

ในวาระที่ศิลปินมากความสามารถคนนี้กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 25 The Cloud ต่อสายออนไลน์หา ซันนี่ หยาง หรือ Yang Yunqing เพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและการทำตามฝันของเธอ

ก่อนหน้านี้ ซันนี่ในวัยเพียง 14 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันร้องเพลงภาษาจีนที่มณฑลฝูเจี้ยน

1 ปีถัดมา เธอบินลัดฟ้าไปอยู่ไต้หวันเพื่อลองทำตามฝันที่จะเป็นศิลปิน

ซันนี่ได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป A’N’D (Angel ‘N’ Devil) ตอนอายุ 18 พ่วงด้วยผลงานการแสดงซีรีส์อีก 2 เรื่อง

แต่เมื่อพบว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่วาดฝัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน Produce 101 China เรียลลิตี้ชื่อดังที่จะเฟ้นหา 11 ศิลปินจากผู้เข้าแข่งขันในรายการทั้งสิ้น 101 คน

ด้วยลุคสาวเท่ที่ใครเห็นเป็นต้องเทใจให้และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ทำให้ซันนี่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 จนได้เดบิวต์ในวง Rocket Girls 101 พร้อมเปิดตัวอัลบั้ม Collide ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านชุด ตีเป็นเงินไทยกว่าร้อยล้านบาท

 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังหมดสัญญากับ Rocket Girls 101 ซันนี่ได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China จนได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ How’s the Weather Today? ซึ่งทำสถิติยอดขายเป็นอันดับ 8 ของประเทศจีนในปีนั้น

รู้จักประวัติของเธอกันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาพานักอ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปกับไอดอลสาวหล่อ ตั้งแต่วันแรกในเส้นทางดนตรี สู่วันนี้ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

และแล้ว บทสนทนาทางไกล ไทย-จีน จึงเริ่มต้นขึ้น…

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ไม่ว่าต้องอยู่ที่ไหน แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็โอเคแล้ว

เด็กไทยหลายคนอยากเป็นศิลปินไทยและโด่งดังในประเทศ มากกว่าเสี่ยงไปไต่เต้าในต่างแดนที่ประสบความสำเร็จได้ยากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้น ความตั้งใจของคุณคืออะไร

หนูแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ หนูเป็นคนชอบร้องเพลง ชอบขึ้นเวทีอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แต่ที่ไทย หนูไม่มีโอกาส เคยไปสมัครรายการ เดอะสตาร์ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว) กับ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ก็ไม่ได้เข้าแข่งขัน พอดีช่วงนั้นมีคนชักชวนให้ไปเป็นศิลปินที่ไต้หวัน หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า ในเมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ต้องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหน คิดแค่ว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็โอเคแล้ว

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำไมถึงชอบการร้องเพลงมากขนาดนั้น

เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มั้งคะ คุณแม่ชอบร้อง คุณพ่อชอบฟัง หนูฟัง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่โรงเรียนจัดกีฬาสีหรืองานวันพ่อ วันแม่ ที่มีการแสดง หนูจะออกตัวคนแรกตลอดเลยว่าอยากไปร้องเพลงนะ อยากไปเต้นนะ คงซึมซับความชอบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ โตมาก็เลยอยากเป็นนักร้อง 

แล้วทำไมไปอยู่จีนได้ล่ะ

เริ่มต้นจากหนูได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งร้องเพลงภาษาจีนที่ฝูเจี้ยน มีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการศิลปินชาวไต้หวันคนหนึ่ง เขาชักชวนให้ไปร่วมงานกับเขาที่ไต้หวัน ตอนนั้นหนูอายุประมาณสิบสี่ สิบห้า ก็ตัดสินใจไป อยู่ที่นั่นก็เรียนด้วย พยายามเป็นศิลปินด้วย ก่อนจะย้ายมาอยู่จีนแผ่นดินใหญ่ในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับแนวทางที่คุณเลือก คุณและครอบครัวคิดยังไง

หนูคิดแค่ว่า ในเมื่อมีโอกาสและอายุเรายังน้อย ก็อยากลองไปเสี่ยงดูสักครั้ง ถ้าเผื่อเรามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงคุ้มค่ามากๆ โชคดีด้วยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนประเภทที่ถ้าลูกชอบอะไรก็ให้ไปลองได้ แต่ช่วงแรกที่หนูตกลงจะมาทำตามฝันที่เมืองจีน คุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าให้มาเหมือนกัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าเราชอบร้องเพลง แต่การเข้าวงการไม่ได้ทำกันง่ายๆ แถมวงการนี้ก็มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพ่อบอกว่า ถ้าชอบก็ลองไปดู ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้รีบกลับมาเรียนต่อ จะได้หางานทำ ทั้งสองคนคงเป็นห่วงเรานั่นแหละ ช่วงที่ไปแรกๆ คุณแม่ก็เลยมาอยู่กับเราตลอด แต่คงเพราะคิดถึงคุณพ่อเกินไป ประมาณปีครึ่งเกือบสองปี คุณแม่เลยบินกลับ (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 15 กล้าออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันนั้น

ส่วนหนึ่งที่หนูไม่กลัวเพราะว่ามีคุณแม่อยู่เป็นเพื่อน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือหนูเป็นคนชอบความท้าทายอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็อยากลองทำไปหมด ไม่กลัวสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวผู้คน และเอาจริงๆ ตอนไปอยู่ไต้หวัน หนูแทบพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ช่วงแรกงูๆ ปลาๆ มาก ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า อยู่ไปสักสามสี่เดือนหรือครึ่งปีก็น่าจะเก่งขึ้น ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้กลัว ตอนเด็กหนูมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง (หัวเราะ) คิดแบบนั้นจริงๆ นะ หนูเชื่อตลอดว่า ไม่ว่าอะไรเราก็ต้องทำได้ เดี๋ยวเราก็คงประสบความสำเร็จจนได้ เลยแทบไม่กลัวอะไรเลย

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

กดดัน แต่มีความสุข

ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่ประเทศจีนคืออะไร

หนูไม่เคยเป็นศิลปินฝึกหัดนะคะ ที่จีนส่วนมากไม่เหมือนเกาหลีที่ต้องมีการฝึกหัดสองสามปีถึงจะได้เดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ความท้าทายครั้งใหญ่ก็เลยไม่ใช่การฝึก แต่เป็นการหางาน หนูพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาในวงการนี้ ตอนมาถึงไต้หวันแรกๆ ไม่ได้มีงานมากมายอะไร ผู้จัดการไม่ได้ให้งานเราเพิ่ม ไม่ได้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรในวงการนี้ หนูแอบคิดเหมือนกันว่าเขาหลอกเรามารึเปล่า (หัวเราะ) 

สุดท้ายหนูจึงยกเลิกสัญญา แล้วก็พยายามมองหาบริษัทหรือรายการร้องเพลงดีๆ ที่จะทำให้เราได้อยู่ที่นั่นต่อ หนูหาโอกาสครั้งใหม่อยู่สองปีกว่า ถึงจะได้เจอบริษัทที่ชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ เขาให้โอกาสเราเล่นละคร ก็ได้เล่นไปสองเรื่อง

พูดง่ายๆ ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่นี่คือ หนึ่ง งานไม่ได้หากันง่ายๆ และสอง เราไม่ได้รับการฝึกสอน เราต้องฝึกเอง ซ้อมเอง เรียนรู้เอง และหาโอกาสเองเยอะมากๆ

ดูเป็นเส้นทางที่กดดันเหมือนกันนะ

ถามว่ากดดันมั้ย (หัวเราะ) ก็กดดัน แต่มีความสุขนะคะ เป็นสิบเอ็ดปีในวงการที่หนูได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งเรื่องงานและการอยู่รอดในสังคม หนูว่าเป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกัน ทำให้ทุกวันของเราดีขึ้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ

มีช่วงเวลาที่คุณบอกตัวเองว่า ‘อยากยอมแพ้’ บ้างไหม

มีความคิดนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก พอไม่สำเร็จ เราก็เสียใจ อยู่ในวงการนี้ถามตัวเองตลอดว่า เราไม่เหมาะกับที่นี่หรือเปล่า เราทำไม่ได้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่อยากยอมแพ้ ไม่อยากทำแล้ว พอแล้ว 

ตั้งแต่เพิ่งถึงไต้หวันใหม่ๆ มาอยู่เมืองจีน จนวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ตลอด เป็นความคิดชั่ววูบที่ทำให้เราสงสัยในตัวเอง แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามนะ ไม่เคยยอมแพ้เลย 

คุณก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง ถ้ารู้สึกท้อ สิ่งที่ทำให้เรากลับมาสู้ คือ ความรู้สึกกลัวการเสียหน้า (หัวเราะ)

หนูกลัวเสียหน้าเพราะญาติพี่น้องทุกคนรู้ว่าเราเข้าวงการ เพื่อนของคุณพ่อคุณแม่จะพูดตลอดว่าลูกยังเล็ก ทำไมถึงให้เข้าวงการ ทำไมไม่ให้เรียนหนังสือก่อน พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คอยบอกตัวเองตลอดว่า ในเมื่อเราเลือกทิ้งการเรียนไปเยอะมากแล้ว ถ้ายอมแพ้ เราจะกลับไปทำอะไร ไม่ได้ๆ เราไม่อยากเสียหน้า และที่สำคัญ ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียหน้าด้วย

อีกอย่าง ก่อนมาหนูคุยกับเพื่อนไว้เยอะด้วยว่า ฉันจะไปเป็นดาราที่ไต้หวันแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะดังแล้ว พอพูดไปก็ยิ่งไม่อยากเสียหน้าค่ะ เลยสู้สุดใจ พยายามแล้วพยายามอีก (หัวเราะ)

ส่วนถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากยอมแพ้ในช่วงนี้ที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีหน้าคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในความคิดตลอด หนูจะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้ หาเงินให้ตัวเองได้เยอะๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะภูมิใจ ไม่ต้องเหนื่อย ทั้งยังมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำเต็มที่ให้เขามั่นใจว่าเลือกไม่ผิดคน

ค.ศ. 2018 ที่เข้าประกวดรายการ Produce 101 China คุณดูแฮปปี้มากเลยนะ

มีหลายความรู้สึกค่ะ ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือตอนได้อยู่ในรายการ ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ชุดสีเขียว ผมสีทองนั้นดีมากจริงๆ ทุกครั้งที่เราออกมาจะมีคนชื่นชอบเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ในรายการ ทีมงาน หรือคนดูก็ชื่นชอบเราและผลงานของเรา มีคนบอกว่าดวงตาของเรามีแสง เป็นประกาย ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเท่จัง (หัวเราะ) 

รู้ได้ยังไงว่ามีคนชื่นชอบเยอะ

แหม หนูมีโทรศัพท์ค่ะ (หัวเราะ) คือเพื่อนที่แข่งขันทุกคนก็มีโทรศัพท์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะซ่อนกันตรงไหน ของหนู หนูซ่อนไว้ในห้องน้ำ ก็ได้เช็กกระแสของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะช่วงแรก ดีใจมาก แค่แป๊บเดียว แฟนคลับเราก็พุ่งปู๊ดพุ่งปี๊ด

เรื่องเล่าของคุณที่หลายคนประทับใจในรายการนี้ คือการที่ครั้งหนึ่งคุณได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดี ถูกเลือกให้ขึ้นเวทีของศิลปินวง EXO แล้วภายหลังอดีตสมาชิกในวงมาเป็นกรรมการในรายการที่คุณเป็นผู้เข้าประกวด ถามจริงๆ คุณรู้สึกยังไง

ก็คงเหมือนติ่งเกาหลีหลายคน หนูเองก็ชอบ EXO มาตั้งแต่เด็ก ชอบมาตลอด ตอนย้ายมาอยู่ไต้หวันมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ EXO วันนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถูกเรียกขึ้นไปบนเวที เรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆ กำลังชื่นชมศิลปิน โห หล่อจัง ร้องดีจัง เต้นเก่งจัง อยู่ๆ ก็มีทีมงานมาบอกให้ขึ้นไป หนูงงมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นลัคกี้แฟน หนูว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิต (หัวเราะ)

ตอนประกวด Produce 101 China หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอดีตสมาชิกจาก EXO อย่าง จื่อเทา อยู่ในรายการด้วย ตอนได้รู้ก็ตกใจ ก็เลยเล่าให้ทีมงานฟัง ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะถูกเอามาเล่าในรายการด้วย

การเป็นผู้โชคดีได้ขึ้นเวทีของ EXO ในวันนั้นสำคัญกับคุณยังไง

ถึงหนูจะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตัวเองจะมีคอนเสิร์ตที่มีคนดูหลักหมื่นได้ การได้ขึ้นไปบนเวทีวันนั้น แม้เราจะชอบพี่ๆ EXO มาก แต่ตอนอยู่ด้านบน เราแทบไม่ได้มองพวกเขาเลย ส่วนหนึ่งคือไม่กล้ามองเพราะกลัวแฟนคลับว่าเรา แต่อีกส่วนเป็นเพราะตอนอยู่บนนั้น เราได้เห็นผู้ชม ป้ายไฟ และเสียงกรี๊ด ทุกคนส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ ตอนนั้นหนูคิดกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเราที่ร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วมีคนดูมากมาย ชูป้ายไฟ ส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตามเราได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในชีวิต ถ้าทำได้และได้ทำก็คงเท่มากจริงๆ

ล่าสุดคุณได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China ด้วย

ค่ะ ปลื้มใจมากๆ หนูเข้ามาในวงการนี้ ความฝันก็คืออยากเป็นนักร้อง มีเพลง อัลบั้ม และคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง Universal Music Greater China ทำความฝันของหนูสำเร็จมาสองสามอย่างแล้ว เหลือแค่เปิดคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเดียวแล้วจริงๆ ตอนที่เขาขอเซ็นสัญญา หนูดีใจมากนะ คิดว่าเราก็ต้องมีความสามารถพอสมควรแหละ เขาถึงเลือก หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม เราก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้ทุกคนชื่นชอบ เขาจะได้ภูมิใจและรู้สึกว่าเลือกไม่ผิดคนจริงๆ

นอกจากการร้องเพลง คุณก็มีผลงานอีกหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบและแสดงซีรีส์ มีอะไรที่คุณอยากลองทำอีกรึเปล่า

ไม่มีแล้วค่ะ พอแล้ว (หัวเราะ)

อืม ช่วงนี้ยังไม่มี แต่ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้คุยกันอีก หนูอาจจะมีอย่างอื่นที่อยากทำก็ได้ ตอนนี้หนูคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ยังไม่สำเร็จเลย เพราะงั้นก็ขอทำตรงนี้ไปก่อน 

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ถึงจะมีคนแอนตี้ เราก็เชียร์คุณอยู่ดี

กำลังใจจากแฟนคลับครั้งไหนที่มีค่ากับคุณมากที่สุด

สำคัญในทุกครั้งที่หนูมีการแสดงเลย แฟนคลับคอยให้กำลังใจหนูตลอด อย่างตอนที่ประกวดรายการ Produce 101 China มีคนแอนตี้เราหนักมาก ก็มีแฟนคลับนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่เราต้องเดินจากห้องพักไปที่ซ้อมของรายการ ระยะทางแค่ห้านาทีเอง แต่ตลอดทางจะมีแฟนคลับมารอให้กำลังใจ พอเราเดินผ่าน เขาจะตะโกนว่า ‘สู้ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะมีคนแอนตี้คุณ แต่เราก็ยังชอบคุณเหมือนเดิม เราจะเชียร์จนคุณได้เป็นศิลปินให้ได้’

มันทำให้รู้ว่า ถึงแม้จะมีคนเกลียดเราเยอะขนาดไหน แต่คนที่ชอบก็ยังพยายามช่วยให้เราประสบความสำเร็จ รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่สุดจริงๆ

มีอะไรอยากบอกแฟนคลับชาวไทย แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกไหม

หนูพูดตลอดค่ะ บอกหมดแล้ว (หัวเราะ) 

บอกทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เลย ล่าสุดที่หนูได้ร่วมงานกับน้องๆ วง Vyla มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย ก็บอกกับพี่ๆ สื่อมวลชนและแฟนคลับไปว่า ถ้าโควิด-19 ดีขึ้น หนูอยากจัดแฟนมีตติ้งที่ไทย อยากเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่นั่น หนูรู้นะว่าตัวเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเราอยู่ที่ไทยหรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม หนูก็อยากยกทุกอย่างที่ได้ทำที่จีนไปมอบให้กับแฟนๆ ที่นั่นด้วย

การเป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในจีนให้อะไร และเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้เยอะค่ะ อย่างแรกคือทำให้หนูเก่งขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้หนูภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เสียอาจจะเป็นการใช้ชีวิตบางส่วน ต้องยอมรับว่าศิลปินที่จีนมีกฎเกณฑ์เยอะ การเป็นไอดอลไม่ง่าย ต้องคอยระวังหลายอย่าง เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำได้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก การมีชื่อเสียงทำให้ต้องเจอเรื่องราวมากมายที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน

สูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จของซันนี่คืออะไร

หนูว่าคือความไม่ยอมแพ้ค่ะ ถึงแม้ปากจะคอยพูดบ่อยๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจัง ท้อแท้ ทำไมทำได้แค่นี้ แต่ใจเราก็ยังอยากประสบความสำเร็จให้ได้ ท้ายที่สุด ปากบ่นก็จริง แต่ใจก็สู้ เราไม่เคยยอมแพ้เลย

ถ้าผู้หญิงที่ชื่อซันนี่ไม่ได้เป็นนักร้องผู้โด่งดัง คุณว่าวันนี้เธอจะทำอะไรอยู่

น่าจะเป็นไกด์ที่เมืองไทยมั้งคะ เราเป็นคนชอบคุย ชอบเล่น ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมด้วย แถมพูดภาษาจีนได้อีก คนจีนที่ชอบไปเที่ยวประเทศไทยก็เยอะ เลยคิดว่าถ้ามีทัวร์เป็นของตัวเองก็จะพาคนจีนไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ (หัวเราะ)

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง

จากเด็กที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงที่จีน วันนี้คุณเป็นศิลปินแถวหน้าผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ รู้สึกยังไงบ้าง

หนูไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้หนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่นี่ก็มาไกลกว่าวันแรกมากจริงๆ ดีใจ ภูมิใจ รู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกคนทั้งในจีน ไทย และทุกประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามหนูเสมอมา อยากพยายามต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และไม่ว่าจะรับงานไหน หนูสัญญาว่าจะทำเต็มที่ ไม่ให้คนที่ชื่นชอบผิดหวัง

คุณย้ายไปใช้ชีวิตที่จีนร่วม 10 ปีแล้ว คิดถึงอะไรที่เมืองไทยมากที่สุด

คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ถ้าไม่นับคนก็คิดถึงอาหารไทยมากที่สุด คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเมืองจีนไม่มี แล้วก็คิดถึงเอ็มเค แม้จีนก็มีอาหารแนวนี้ แต่น้ำซุปหรือรสชาติไม่เหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านเราจะไปกินเอ็มเคกันทุกวันศุกร์ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอมาอยู่นี่ก็แทบไม่ได้ทานเลย หนูก็เลยคิดถึงนิดหนึ่งค่ะ 

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิดถึงรองจากคุณพ่อคุณแม่ คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับเอ็มเคเนอะ

ค่ะ ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

ไม่ได้กลับไทยมาปีกว่าๆ ถ้าได้กลับมาครั้งหน้า คุณจะกอดใครเป็นคนแรก

ต้องดูว่าหนูเจอใครก่อนค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าเป็นคนในครอบครัวแน่นอน เจอใครก่อนก็กอดคนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคุณพ่อนะคะ

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ภาพ : ซันนี่-เกวลิน บุญรักษา

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load