คุณเคยคิดถึงตอนจะตายบ้างไหม

ไม่ได้ตั้งใจมาแช่งหรือชวนคุยเรื่องไม่มงคล ผมเพียงแต่คิดถึงเรื่องนี้หลังจากได้ฟัง นที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย Buddha Bless พูดในหัวข้อ ‘Last Talk : ทอล์คครั้งสุดท้ายของผู้ใกล้ชิดความตาย’ ที่งาน Happy Deathday นักร้องหนุ่มบอกว่า แม้ความตายจะเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยอยากพูดถึง แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น นี่เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า

นี่เป็นสัจธรรม

“ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องอัปมงคล เป็นเรื่องมงคลด้วยซ้ำ ที่จะคุยเรื่องแบบนี้ให้เข้าใจกัน” เขาพูดเช่นนี้บนเวที และบอกกับผมอย่างนี้ในบทสนทนา

แม้ช่วงหลังๆ เขาจะปรากฏตามสื่อบ่อยครั้งจนหลายคนคุ้นหน้า แต่แทบทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นดราม่าที่มาจากการแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมาของเขา หาได้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ชวนเขาคุยในฐานะศิลปิน หรือเรื่องบทเพลงที่เขาทำ

ล่าสุด อุ๋ย Buddha Bless ยังเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ชื่อ อายุขัย ซึ่งเนื้อหาพูดเรื่องความไม่จีรังของสรรพสิ่งโดยเอาเรื่องความสัมพันธ์มาห่อหุ้ม หลังจากออกอัลบั้มร่วมกับเพื่อนในนามวงบุดด้า เบลส มาแล้ว 3 อัลบั้ม นี่คือเพลงที่เขาทำในนามศิลปินเดี่ยว ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการเล่าเรื่องที่อยากเล่า เรื่องเดียวกับที่เขาพูดบนเวทีวันนั้น

เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ผมจึงอยากชวนเขาคุยถึงเรื่องผลงานบ้างนอกจากประเด็นดราม่าที่สื่ออื่นนำเสนอไปครบถ้วนแล้ว และที่สำคัญ ผมตั้งใจชวนเขาคุยเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงมันเท่าไหร่

เราคุยกันเรื่องความตาย

อุ๋ย Buddha Bless

ช่วงหลังเห็นคุณอยู่ในสื่อเยอะ โดยเฉพาะในประเด็นดราม่าหลายๆ เรื่อง เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนี้เลย มันจับพลัดจับผลูขึ้นมาเอง แล้วทุกวันนี้เวลาออกไปงาน อย่างล่าสุดผมไปงานแถลงข่าวเปิดรายการใหม่ของพี่ส้ม (ณัชพร สายบัว) นักข่าวรุมสัมภาษณ์ ผมก็ไม่ได้พูดถึงเพลงเลย และผมก็ไม่ได้ขอเขาด้วยว่าช่วยพูดถึงเพลงใหม่ผมหน่อย เขาสัมภาษณ์แต่เรื่องครูอ้อย ผมก็พูดแต่เรื่องครูอ้อย เสร็จแล้วก็แยกย้าย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหาว่าผมมาสร้างประเด็นอย่างอื่นเพื่อโปรโมตตัวเอง มันไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องมาทำแบบนั้น ถ้าผมนิสัยอย่างนั้นผมทำมานานแล้วล่ะ

คุณดูเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวเดือดร้อนจากการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเท่าไหร่

ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ อาจจะเริ่มจากไม่ค่อยคิดก่อน หรือเวลาคิด ผมจะมองด้านประโยชน์เสียมากกว่า จริงๆ มันต้องมองสองด้านแหละ แต่บางเรื่องเราคิดว่าพูดไปมันเกิดประโยชน์นะ มันก็น่าจะพูด แล้วผมก็ไม่ค่อยได้นึกถึงโทษที่ตามมาเท่าไหร่ อาจเพราะผมคงยังไม่ได้ถึงกับอดอยากมั้ง ถ้าถึงกับอดอยาก ไม่มีงานการจะทำแล้ว พูดไปแล้วเขาไม่จ้างทำงาน ผมอาจจะคิดอีกแบบ แต่มันยังไม่เคยถึงขนาดนั้นไง แล้วถ้าจินตนาการว่าถึงขนาดนั้นขึ้นมา ผมก็คิดว่าผมยังเลือกจะพูดอยู่นะ ผมรู้สึกว่าผมจะละอายตัวเองว่า นี่มึงห่วงปากท้องถึงขนาดมึงไม่กล้าทำเพื่อความถูกต้องเลยเหรอวะ

มันอาจจะอยู่ยากหน่อยแหละ แต่สำหรับผม ผมว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรทำ ผมรู้สึกว่าอาชีพผม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือความที่มันเป็นกระบอกเสียงได้ พูดไปแล้วมีคนฟังจำนวนมาก ในเมื่ออันนี้เป็นของมีค่าในชีวิตเรา ที่เราได้มันมาแล้ว ผมก็อยากใช้มันให้เกิดประโยชน์

ในฐานะศิลปิน การที่คนไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่าผลงานเพลงที่คุณทำ มันรู้สึกแย่มั้ย

ไม่แย่ ผมเข้าใจ ผมกลับมองว่าก็ผมโปรโมตไม่ดีเอง ผมไม่ได้บอกเขาเองว่าผมออกเพลงใหม่ แล้วเขาไม่ได้ถามถึงผลงานผมเพราะว่าข่าวผลงานผมมันขายไม่ได้ ถ้าสัมภาษณ์เรื่องครูอ้อยที่เป็นประเด็นอยู่ขายได้มากกว่า ผมก็เข้าใจอาชีพเขา ถ้าผมบอกว่า พี่ ผมมีซิงเกิลใหม่ออกมาแล้ว ผมขอโปรโมตด้วยได้มั้ย ถ้าเขาคิดดูแล้วว่ามันขายข่าวไม่ได้ เขาก็ตัดตรงนั้นทิ้งอยู่ดี แล้วผมจะไปทำให้เขาอึดอัดทำไม เขาอยากรู้เรื่องไหนก็บอกแค่เรื่องนั้น ผมไม่ไปยัดเยียดขายของผมกับเขา พูดง่ายๆ ผมเป็นพ่อค้าที่ห่วย ผมขายของไม่เก่ง แต่ผมภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำนะ ผมภูมิใจกับเพลงผมมาก ผมไม่ได้อายที่จะโปรโมตเพลงตัวเอง แต่ผมก็รู้ธรรมชาติอาชีพของแต่ละคนว่าเขาต้องการอะไร

การเป็นพ่อค้าที่ห่วยจะทำให้คุณอยู่ยากหรือเปล่าในวงการเพลงทุกวันนี้

ก็อยู่ยากอยู่แล้วครับ ผมไม่ได้ทำงานศิลปะที่คนไม่ต้องซื้อก็ได้ ผมก็ยังใช้เงินลงทุน ทำมิวสิกวิดีโอไปเป็นแสน ผมก็ยังต้องการเงินกลับมาจากยอดวิวยูทูบหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าผมขายไม่ได้ อยู่ไม่ได้ รายได้กลับมาไม่พอกับรายจ่าย ผมก็แค่ต้องเลิกอาชีพนี้ หรือไม่ก็ต้องไปทำอาชีพอื่นแล้วก็เอาเงินมาซัพพอร์ตงานเพลงที่ผมรัก

ผมก็ไม่ได้เป็นศิลปินที่ดีเสียทีเดียวนะ ไม่รู้ว่าแต่ละคนวัดยังไง แต่สำหรับผม ผมว่าศิลปินที่ดีคือคนที่ทำงานศิลปะที่ยกระดับจิตใจคนเสพมากขึ้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนั้นแล้วคนเขาไม่ได้ฟัง คนเขาไม่รู้ว่าผลงานของคุณจะยกระดับจิตใจมนุษย์ขึ้นมาให้ดีได้ ไม่ได้ไปถึงหูถึงตาเขา แล้วยังไงล่ะ เท่ากับคุณไม่ได้มีปัญญาในการนำเสนอที่ถูกต้อง

อุ๋ย Buddha Bless

อย่างเพลง อายุขัย ก็เป็นหนึ่งในความพยายามเอาเรื่องสัจธรรมมาห่อหุ้มให้เข้าถึงง่าย

ใช่ ความจริงผมมีเพลงที่แต่งก่อนหน้านี้ 2 – 3 ปีที่ยังไม่ออก เพลงพวกนั้นแพ็กเกจจิ้งที่ห้อหุ้มมันไม่ป๊อปเท่า การที่เรามาทำเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยวมันเหมือนผมเป็นศิลปินใหม่ ผมเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ผมก็อยากเริ่มจากเพลงที่คนเข้าถึงง่ายหน่อย ซึ่งเพลงนี้คิดว่าง่ายแล้ว แต่เจอบางคอมเมนต์บอกว่า ‘มันก็เพราะในแบบของพี่นะครับ แต่พี่ไม่คิดจะทำเพลงตลาดบ้างเหรอครับ’ ผมก็ เฮ้ย นี่ยังไม่ตลาดอีกเหรอ นี่คือตลาดที่สุดที่ผมจะทำได้แล้วนะ ตลาดกว่านี้ทำไม่ได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) ฟังอย่างนี้แล้วท้อเลย

แต่พูดเล่นนะ ไม่ถึงกับท้อหรอก คือผมทำเองผมก็รู้แหละว่ามันไม่ใช่เพลงฮิต เหมือนตอนที่ทำบุดด้า เบลส เพลง เรื่องธรรมดา ที่ผมแต่ง ตอนนั้นผมบอกเพื่อนเลยว่าลงทุนทำเอ็มวีเสียเงินเป็นแสน บอกเลยนะว่าเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำ อย่าหวังตัวเงินที่จะกลับมา ค่าทำเอ็มวียังไม่ได้เลย มันไม่ใช่เพลงฮิต และไม่ใช่เพลงที่ทำให้เรามีงานจ้าง ผมก็ถามเพื่อนว่ายังอยากทำกันอยู่มั้ย ส่วนตัวผม ผมก็บอกเพื่อนว่ากูอยากทำนะ ถึงจะเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำแต่ก็ทำเถอะ เพราะว่ามันเป็นเพลงที่ผมภูมิใจ ผมเชื่อแบบนั้น เพื่อนก็ดี เขาก็โอเค แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไปเล่นคอนเสิร์ตยังไม่ค่อยได้ร้องกันเลย เพราะคนไปรอดูบุดด้า เบลส ก็รอดูโป๊งชึ่ง รอสนุก

ทำเพลงที่เชื่อว่าดีแต่กลายเป็นไม่ฮิต คนร้องตามไม่ได้ มันไม่รู้สึกหวั่นไหวอยากกลับไปทำเพลงที่เน้นบันเทิงบ้างหรือ

ไม่นะ ผมก็มองโลกตามความเป็นจริงว่ามันเป็นความผิดเราเอง เราเสิร์ฟเขาได้ไม่ดีพอ เรายังทำได้ไม่ถูกใจเขามากพอ เป็นถูกใจเราเสียมากกว่า เพลงไม่ฮิตนี่ผมไม่โทษคนฟังเลย ผมโทษตัวเองนี่แหละ ผมพยายามทำยาหวานรับประทานง่ายอยู่ คือกินแล้วต้องมีประโยชน์แล้วก็รสชาติดีด้วย แต่ผมอาจจะทำแล้วรสชาติมันไม่ดี ไม่ถูกปากคนอื่น เพราะว่าเราผสมได้ไม่ดีพอ เราก็ต้องไปทำใหม่

แล้วเวลาทำเพลงคุณรู้ได้ยังไงว่าเพลงที่คุณทำมีประโยชน์

ก็จากฟีดแบ็กคนฟัง บางคนบอกว่า จากที่เขาเศร้าอยู่ เขาฟังแล้วเขาปลงมากขึ้น รู้สึกดีขึ้นเลย โหย ผมดีใจกว่ายอดวิวล้านวิวอีกนะ ผมดีใจมากที่เพลงผมทำให้เขาทุกข์น้อยลงหรือหายทุกข์ได้ชั่วขณะ ผมว่ามันมีค่านะ บางทีใช้เงินล้านนึงยังไม่หายทุกข์เลยสำหรับบางคน แต่อะไรที่ทำให้เขาหายทุกข์ได้ แล้วเป็นงานศิลปะที่เราผลิตมันขึ้นมา โอ้โห นี่มันคือสุดยอดของเป้าหมายของชีวิตผมเลย แล้วถ้ามันเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ด้วยนี่คือเพอร์เฟกต์ แต่ผมก็ไม่ได้ทำเพลงได้อย่างนั้นทุกเพลง แล้วผมก็รู้ว่าถ้าผมตั้งใจทำด้วยจุดประสงค์นั้น ผมคงหากินด้วยอาชีพนี้ลำบาก ผมก็ต้องมีเพลงแบบทางโลกที่มันอาจจะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรปนอยู่บ้าง แต่ถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ผมจะทำเสมอ เพลงที่ทำให้คนทุกข์ทุกข์น้อยลง

ทั้งในเนื้อเพลง อายุขัย และในงาน Happy Deathday คุณพูดเรื่องความตาย ความไม่จีรัง ช่วงนี้คุณสนใจอะไรเรื่องนี้

คือหลักๆ ตามกฎธรรมชาติ ที่เราหากินหาอยู่กันทุกวันนี้ ที่ใช้ชีวิตกันทุกวันนี้ ทุกคนล้วนมุ่งหาความสุข และไม่อยากทุกข์ถูกไหม แล้วที่เราทุกข์สาเหตุก็เพราะว่าเราไม่อยากให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลง เราอยากได้สิ่งที่เราไม่เคยได้ แล้วพอได้แล้วก็ไปยึดไม่อยากให้มันเปลี่ยนไป ซึ่งความจริงทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ทุกวินาที ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสากลที่พูดแล้วครอบคลุมกับทุกคน ทุกเรื่อง ทั้งตัวเราเองและคนอื่นๆ ด้วย

ขณะนี้ที่ผมพูดอยู่เซลล์ผมก็ตายลงไปทุกวินาที ทุกคนเดินหน้าสู่ความตาย เมื่อก่อนเวลาผมพิมพ์สเตตัสว่า พวกเราทุกคนกำลังเดินหน้าสู่ความตาย ถ้าเป็นช่วงอกหักคนก็จะตีความว่า ไอ้นี่เศร้า มันจะฆ่าตัวตาย บางคนก็บอกว่าไอ้นี่ติสท์แดก พยายามจะอินดี้ พอเราพูดเรื่องศาสนามากขึ้น กลุ่มคนที่เขาสนใจศาสนามาติดตามเรามากขึ้น เขารับเมสเสจเดียวกัน เขาก็เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงอะไรอยู่ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก

อุ๋ย Buddha Bless

ทำไมสังคมไทยเรามักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องความตายกัน

คนไทยชอบถือสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น บ้าพิธีกรรม พูดเรื่องความตายก็จะรู้สึกไม่เป็นมงคล แล้วทำไมมันถึงไม่มงคล เพราะมันเป็นความจริงที่ต้องเกิดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่รับความจริงไม่ได้เพราะความจริงคือความทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกคน ทุกคนต้องเจอ ยังไงต้องเจ็บและตาย แต่มันเป็นความจริงที่ทุกคนไม่อยากยอมรับ เฮ้ย เดี๋ยวค่อยพูดแล้วกัน แฮปปี้อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องอะไร แล้วทำไมไม่มองมุมกลับกันบ้างว่า เวลาพูดถึงความตายเราจะใช้ชีวิตอย่างมีค่ามากขึ้น ถ้าเรารู้วันตายแน่นอน ต่อให้อีก 10 ปีข้างหน้าก็เถอะ เราคงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น จะใคร่ครวญไตร่ตรองกันมากกว่าที่ใช้ชีวิตกันอย่างปัจจุบันนี้แน่นอน

ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามึงจะตายวันไหน โลงไม่ได้มีไว้ใส่คนแก่นะ โลงมีไว้ใส่คนตาย คือวัยรุ่นก็ตายได้ มีให้เห็นเยอะแยะ แล้วถ้าเราคิดถึงความตายกันได้บ่อยๆ มรณานุสติ ก็จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากขึ้น ไม่เสียเวลากับอะไรที่ไม่ควรจะเสีย

ที่ว่าใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในความหมายของคุณคือยังไง

สำหรับผมคือทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ คุณมีพ่อมีแม่หรือเปล่า ทำหน้าที่ของลูกดีพอหรือยัง เป็นพลเมืองหรือเปล่า ทำหน้าที่ของพลเมือง เป็นผัวหรือเปล่า ทำหน้าที่ของผัวที่ดี แล้วทำหน้าที่ตอนไหน ก็ทำหน้าที่ตอนสวมตำแหน่งนั้นอยู่ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ให้สมบูรณ์

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเข้าใกล้ความตายที่สุดตอนไหน

ล่าสุดเมื่อปีก่อนผมเกือบจมน้ำตาย ตอนนั้นไปออสเตรียแล้วลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบ น้ำเย็นจัด ผมก็ไม่คิดว่าน้ำจะเย็นขนาดนั้น ก็กระโดดลงไปในน้ำโดยไม่ได้วอร์ม ว่ายไปเรื่อยๆ แล้วตะคริวขึ้น พอหันไปมองฝั่งแล้วมันไกลมาก เราทำใจแล้ว กูตายแน่

ตอนนั้นคิดอะไรในหัว

คิดว่าขากูตาย มือกูต้องว่ายไปให้นานที่สุด

ไม่ได้คิดถึงหน้าพ่อแม่ คนรัก แบบในภาพยนตร์

คิดถึงพ่อแม่แว้บๆ แต่ไม่คิดนาน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือทำยังไงก็ได้ให้เข้าไปใกล้ฝั่งที่สุด เผื่อว่าถ้าขึ้นอืดหรือหมดสติไป คนใกล้ฝั่งยังพอมองเห็น จะลากขึ้นไปปั๊มหัวใจหรืออะไรก็ค่อยว่ากัน ผมก็หันไปหาโรงแรมอื่นที่อยู่ใกล้กว่าโรงแรมตัวเอง แต่มันก็ใกล้กว่าไม่มาก หันไปทั่วก็ไกลทุกอัน สุดท้ายก็ว่ายจนไปขึ้นฝั่งที่โรงแรมอื่น คนที่เขานั่งอยู่ตรงริมน้ำนี่อึ้งกันหมด ผมใส่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียวขึ้นไปสภาพเหมือนศพ แล้วก็เดินออกจากโรงแรม ผ่านล็อบบี้ ออกถนนใหญ่ด้วยกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว เดินกลับไปโรงแรมตัวเอง คือตอนนั้นไม่สนอะไรแล้ว กูรอดตายแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้คุณคิดอะไรได้บ้างไหม

คิดแค่ว่ารอดมาได้ก็บุญฉิบหาย เวลาใครถามเรื่องความตายผมก็จะนึกถึงเหตุการณ์นี้ แต่ว่าเวลาผมนึกถึงความตายจริงๆ ผมจะใช้ตอนก่อนนอนแล้วจินตนาการเอาว่าถ้าหลับแล้วไม่ตื่น ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีแล้ว เรายังยึดติดกับอะไรอยู่ ผมจะใช้วิธีมรณานุสติ จินตนาการแบบวิถีพุทธนี่แหละ

ยิ่งโตมาผมยิ่งรู้สึกว่าเวลาของมีค่าผมหายไปผมทำใจได้เร็วกว่าตอนเด็กๆ มาก จะสร้อยทอง นาฬิกา แว่นตา ถ้าหายไปผมจะช่างแม่งได้เร็วมาก ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นค่ามันนะ บางอันอาจจะมูลค่าไม่มากแต่มีคุณค่าทางจิตใจกับเรามาก แต่ผมจะรู้ว่าทุกอย่างเหมือนเราเช่าใช้ ของทุกอย่างมันชั่วคราว สุดท้ายแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงๆ เราแค่ถือกรรมสิทธิ์ชั่วคราว จะบ้าน จะพ่อแม่ ลูกเมีย รถ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ไม่มันจากเราก็เราจากมัน ไม่มันหายไปหรือพังก็เราตายไป ต้องแยกย้ายกันหมด

อุ๋ย Buddha Bless

แล้วกับความสัมพันธ์ เวลาสูญเสียมันไปคุณทำใจได้เร็วเหมือนเวลาสูญเสียของมีค่าไหม

ผมมีจุดอ่อนอยู่เรื่องเดียวเลยคือความรัก เพื่อนผมจะบอกว่ามีอะไรมึงรู้ดีทุกอย่าง พวกกูปรึกษามึงได้หมด มีเรื่องเดียวที่ดูมึงโง่เง่าไม่เลิกราคือเรื่องความรัก ซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมเป็นอย่างนั้น ที่ผมอธิบายเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเยอะแยะไปหมด คนก็บอกว่าอย่างนี้มึงก็ไม่ทุกข์แล้วสิ ผมบอกว่ามันก็เป็นแค่ความเข้าใจในการพูด แต่ถึงเวลาปฏิบัติจริงนั่นคือประสบการณ์ตรง ซึ่งมันยาก

สมัยก่อนที่ผมจะรู้จักธรรมะ สิ่งที่มาคั่นคือการไปดูหนังฟังเพลงนั่งคุยหัวเราะกับเพื่อน แต่อย่างนั้นมันก็จะช่วยได้แว้บๆ แล้วกลายเป็นว่าเราอยู่กับตัวเองไม่ได้ อยู่กับตัวเองก็จะทุกข์ยาว แต่ผมเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมาทำให้ทุกข์ของผมสั้นลง สั้นลงในที่นี้ไม่ได้หายโดยสิ้นเชิงนะ สมมติผมเลิกกับแฟน ผมทุกข์อยู่ 1 ชั่วโมง แล้วผมรู้ตัว ผมคลายทุกข์ได้ สักสองสามชั่วโมง พอผมกลับไปนึกถึง ผมก็กลับไปทุกข์อีก แต่ผมก็มีวิธีตัดทุกข์ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ถ้าผมไม่เคยฝึกเลย ระยะเวลาความทุกข์ที่ผมไปนึกย้อนถึงอดีตมันจะยาวมาก

การที่คุณมีจุดอ่อนเรื่องความรักส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณไหม

ทุกอย่างมันมีผลกับชีวิตทั้งนั้นแหละ อยู่ที่เราให้น้ำหนักมันมากแค่ไหน แต่ผมดันให้น้ำหนักมันมาก (เน้นเสียง) จนไปทำให้เรื่องอื่นเสียเวลาทุกข์เรื่องความรัก เพราะผมเป็นคนทุ่มเท เวลามีคนรักผมจะอินมาก ผมจะมีมายาคติในหัวว่าอยากอยู่กันจนแก่ตายไปข้าง แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นกับภาพนั้น คบกับใครก็คิดว่าจะอยู่จนแก่ทุกคน อยู่กันจนตายทุกคน ทุกครั้งที่คบก็คิดอย่างนั้นทุกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นการยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่งที่ทำให้เวลาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังเราก็จะทุกข์มาก ผมไม่เคยคบใครแล้วคิดว่า คบๆ เดี๋ยวเลิก

แต่ก่อนคนจะบอกว่ารักต้องเผื่อใจ ถ้าคุณไม่เผื่อใจคุณจะเสียใจมาก ผมไม่ชอบคำนี้และผมไม่เชื่อเลย ผมรู้สึกว่ามันเห็นแก่ตัวจัง การที่เราจะรักใครคนนึงแล้วต้องมากั๊กๆ ไว้ ไม่รักเขาเต็มที่เพราะกลัวตัวเองเสียใจ มันดูไม่ใช่ความรักเลยว่ะ เหมือนเล่นเกม แต่เวลามันก็สอนเราว่าคุณจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ คุณจะรักเต็มที่อย่างที่คุณเคยทำมาก่อนก็ได้แต่คุณก็ต้องยอมรับด้วยว่าถ้าคุณสุดลิ่มทิ่มประตูแบบนั้น เวลาคุณทุกข์คุณก็จะสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนกัน คุณก็เลือกเอาว่าคุณอยากทำแบบไหน

การอยากอยู่ด้วยกันจนตายมันไม่ย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณเชื่อว่าไม่มีอะไรคงอยู่เสมอไปหรือ

คนที่อยู่ด้วยกันจนแก่ตายเราก็เห็นเยอะแยะนะ แต่ว่ายิ่งโตก็ยิ่งเรียนรู้ว่าจริงๆ ถ้าอายุมนุษย์สัก 300 ปี ไอ้คู่ที่เราเห็นเขาแก่ตายตอน 80 แล้วยังรักกันอยู่ ปีที่ 150 เขาอาจจะเลิกรักกันก็ได้ อาจจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ได้ เพราะอายุมนุษย์มันดันสั้นกว่าที่จะพิสูจน์ และอีกอย่างเขาอาจจะหมดรักกันก่อนนั้นระหว่างทางแล้วก็ได้ แต่ว่าเขาอยู่กันด้วยความผูกพัน อย่างคนยุคก่อนอาจจะอยู่ด้วยจารีตประเพณี ถ้าเลือกแล้วก็ควรอยู่ด้วยกัน อายุขัยของความรักอาจจะหมดไปแล้วก็ได้ หรือเขาจะยังรักกันอยู่ เราไม่มีวันรู้เลย แต่ผมก็เชื่อว่ามันไม่ได้มีความรักกันตลอดเวลาหรอก มันมีทั้งช่วงรักช่วงไม่รัก แต่เขาเลือกแล้วว่าเขาจะอยู่ด้วยกัน

เห็นว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเพลงที่คุณเขียนแต่งมาจากชีวิตจริง อย่างเพลง อายุขัย คุณไปเจออะไรมา

ตอนนั้นเลิกกับแฟน พอเลิกกับแฟนผมก็เขียน

คุณใช้การเขียนเพลงเยียวยาตัวเองหรือเปล่า

คือผมต้องคิดได้ก่อน แล้วผมถึงเขียน แปลว่าผมเยียวยาตัวเองเสร็จแล้ว เหมือนลองกินยานี้แล้วผมว่ามันเวิร์ก ผมค่อยเอาไปให้คนอื่นกิน

เหมือนคุณอยากสื่อสารเรื่องความไม่จีรัง

ใช่ ศาสนาพุทธย่อทั้งหมดสรุปแล้วง่ายๆ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แค่นี้เลย ศาสนาพุทธสอนให้ออกจากทุกข์ ไม่ได้ไปวิ่งหาความสุข ความสุขไม่มีจริงในศาสนาพุทธ มีแค่ทุกข์มากและทุกข์น้อย เพราะฉะนั้น การที่จะออกจากทุกข์ คุณทุกข์เพราะอะไร เพราะไปยึดสิ่งที่มันไม่มีวันคงทนถาวร แล้วพอมันเสื่อมสลายไปตามกฎธรรมชาติก็เป็นทุกข์ เหมือนเราถือไอติมแล้วเราหวังว่ามันจะไม่ละลาย แล้วพอมันละลายเราก็ทุกข์

เห็นสเตตัสคุณบอกว่าในงาน Happy Deathday คุณประทับใจน้องเรไรที่สุด คุณประทับใจอะไร

ผมไม่เคยรู้จักน้องเขามาก่อน เคยได้ยินแค่คำว่า เรไรรายวัน แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นเด็กที่เขียนบันทึก พอขึ้นเวทีผมถึงรู้ว่านี่คือน้องที่เขียนบันทึกทุกวัน แล้วผมชอบประโยคจบที่พิธีกรถามว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจะบันทึกว่าอะไร น้องเขาบอกจะเขียนว่า ‘จบแล้วค่ะ’ ผมชอบมาก ผมรู้สึกว่ามันได้ทั้งทางโลกทางธรรม มันเหมือนนิทานเซน คือเรียบง่ายแต่ได้ใจความมาก สำหรับบางคนความตายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ โห น่ากลัว ถ้าคิดจริงๆ แล้วก็เรื่องธรรมดา ก็จบแล้วไง แค่นี้ ไม่เห็นมีอะไรเลย มึงบ้าบอมาทั้งชีวิต ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งโลภ ต่อสู้สารพัดสิ่ง สุดท้ายแล้วไงล่ะ ก็จบแล้ว แค่นี้เอง โดยที่ผมก็ไม่ได้เชื่อว่าเรไรเขาคิดอะไรแบบนั้น เขาคิดด้วยความไร้เดียงสาของเด็กๆ เรียบง่าย ก็เขาบันทึกทุกวัน วันนี้วันสุดท้าย เขาก็เขียนว่า จบแล้วค่ะ Simple is the best. นี่แหละจริงแท้ที่สุด

อุ๋ย Buddha Bless

ถ้าต้องตายพรุ่งนี้จริงๆ คุณจะเสียดายมั้ย

จะมีอย่างเดียวที่เสียดายคือเราฝึกฝนในการละได้ไม่ดีเลย เราน่าจะฝึกฝนการละได้มากกว่านี้ ยังมีสิ่งที่เรายึดติดอยู่

ยังยึดติดในอะไร

ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ของบุคคลนั่นแหละ ผมไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง คนรัก ส่วนอย่างอื่นถ้าผมตายผมไม่ค่อยเสียดายอะไร บ้านรถนู่นนี่นั่นผมช่างแม่งหมด สำหรับผมความสัมพันธ์มีค่าที่สุด มันยึดติดอยู่กับตัวเราที่สุด เพราะวันนึงที่เราไม่เหลืออะไร สมมติวันที่เราไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย ความสัมพันธ์ที่ยังมีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

ระหว่างที่คุยกันคุณบอกว่าถ้าเรารู้วันตาย เราจะใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิม ถ้าคุณรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตายคุณจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไง

ถ้าผมรู้ว่าพรุ่งนี้ผมจะตายผมไม่มานั่งให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรอกครับ ผมไปหาพ่อหาแม่แล้ว ไปนั่งคุย นั่งขอบคุณ สงบสติอารมณ์ แล้วอยู่คนเดียวก่อนตาย พยายามละไม่ยึดติดกับอะไร ตายไปเงียบๆ คนเดียว

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load