คุณเคยคิดถึงตอนจะตายบ้างไหม

ไม่ได้ตั้งใจมาแช่งหรือชวนคุยเรื่องไม่มงคล ผมเพียงแต่คิดถึงเรื่องนี้หลังจากได้ฟัง นที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย Buddha Bless พูดในหัวข้อ ‘Last Talk : ทอล์คครั้งสุดท้ายของผู้ใกล้ชิดความตาย’ ที่งาน Happy Deathday นักร้องหนุ่มบอกว่า แม้ความตายจะเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยอยากพูดถึง แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น นี่เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า

นี่เป็นสัจธรรม

“ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องอัปมงคล เป็นเรื่องมงคลด้วยซ้ำ ที่จะคุยเรื่องแบบนี้ให้เข้าใจกัน” เขาพูดเช่นนี้บนเวที และบอกกับผมอย่างนี้ในบทสนทนา

แม้ช่วงหลังๆ เขาจะปรากฏตามสื่อบ่อยครั้งจนหลายคนคุ้นหน้า แต่แทบทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นดราม่าที่มาจากการแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมาของเขา หาได้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ชวนเขาคุยในฐานะศิลปิน หรือเรื่องบทเพลงที่เขาทำ

ล่าสุด อุ๋ย Buddha Bless ยังเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ชื่อ อายุขัย ซึ่งเนื้อหาพูดเรื่องความไม่จีรังของสรรพสิ่งโดยเอาเรื่องความสัมพันธ์มาห่อหุ้ม หลังจากออกอัลบั้มร่วมกับเพื่อนในนามวงบุดด้า เบลส มาแล้ว 3 อัลบั้ม นี่คือเพลงที่เขาทำในนามศิลปินเดี่ยว ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการเล่าเรื่องที่อยากเล่า เรื่องเดียวกับที่เขาพูดบนเวทีวันนั้น

เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ผมจึงอยากชวนเขาคุยถึงเรื่องผลงานบ้างนอกจากประเด็นดราม่าที่สื่ออื่นนำเสนอไปครบถ้วนแล้ว และที่สำคัญ ผมตั้งใจชวนเขาคุยเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงมันเท่าไหร่

เราคุยกันเรื่องความตาย

อุ๋ย Buddha Bless

ช่วงหลังเห็นคุณอยู่ในสื่อเยอะ โดยเฉพาะในประเด็นดราม่าหลายๆ เรื่อง เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนี้เลย มันจับพลัดจับผลูขึ้นมาเอง แล้วทุกวันนี้เวลาออกไปงาน อย่างล่าสุดผมไปงานแถลงข่าวเปิดรายการใหม่ของพี่ส้ม (ณัชพร สายบัว) นักข่าวรุมสัมภาษณ์ ผมก็ไม่ได้พูดถึงเพลงเลย และผมก็ไม่ได้ขอเขาด้วยว่าช่วยพูดถึงเพลงใหม่ผมหน่อย เขาสัมภาษณ์แต่เรื่องครูอ้อย ผมก็พูดแต่เรื่องครูอ้อย เสร็จแล้วก็แยกย้าย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหาว่าผมมาสร้างประเด็นอย่างอื่นเพื่อโปรโมตตัวเอง มันไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องมาทำแบบนั้น ถ้าผมนิสัยอย่างนั้นผมทำมานานแล้วล่ะ

คุณดูเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวเดือดร้อนจากการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเท่าไหร่

ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ อาจจะเริ่มจากไม่ค่อยคิดก่อน หรือเวลาคิด ผมจะมองด้านประโยชน์เสียมากกว่า จริงๆ มันต้องมองสองด้านแหละ แต่บางเรื่องเราคิดว่าพูดไปมันเกิดประโยชน์นะ มันก็น่าจะพูด แล้วผมก็ไม่ค่อยได้นึกถึงโทษที่ตามมาเท่าไหร่ อาจเพราะผมคงยังไม่ได้ถึงกับอดอยากมั้ง ถ้าถึงกับอดอยาก ไม่มีงานการจะทำแล้ว พูดไปแล้วเขาไม่จ้างทำงาน ผมอาจจะคิดอีกแบบ แต่มันยังไม่เคยถึงขนาดนั้นไง แล้วถ้าจินตนาการว่าถึงขนาดนั้นขึ้นมา ผมก็คิดว่าผมยังเลือกจะพูดอยู่นะ ผมรู้สึกว่าผมจะละอายตัวเองว่า นี่มึงห่วงปากท้องถึงขนาดมึงไม่กล้าทำเพื่อความถูกต้องเลยเหรอวะ

มันอาจจะอยู่ยากหน่อยแหละ แต่สำหรับผม ผมว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรทำ ผมรู้สึกว่าอาชีพผม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือความที่มันเป็นกระบอกเสียงได้ พูดไปแล้วมีคนฟังจำนวนมาก ในเมื่ออันนี้เป็นของมีค่าในชีวิตเรา ที่เราได้มันมาแล้ว ผมก็อยากใช้มันให้เกิดประโยชน์

ในฐานะศิลปิน การที่คนไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่าผลงานเพลงที่คุณทำ มันรู้สึกแย่มั้ย

ไม่แย่ ผมเข้าใจ ผมกลับมองว่าก็ผมโปรโมตไม่ดีเอง ผมไม่ได้บอกเขาเองว่าผมออกเพลงใหม่ แล้วเขาไม่ได้ถามถึงผลงานผมเพราะว่าข่าวผลงานผมมันขายไม่ได้ ถ้าสัมภาษณ์เรื่องครูอ้อยที่เป็นประเด็นอยู่ขายได้มากกว่า ผมก็เข้าใจอาชีพเขา ถ้าผมบอกว่า พี่ ผมมีซิงเกิลใหม่ออกมาแล้ว ผมขอโปรโมตด้วยได้มั้ย ถ้าเขาคิดดูแล้วว่ามันขายข่าวไม่ได้ เขาก็ตัดตรงนั้นทิ้งอยู่ดี แล้วผมจะไปทำให้เขาอึดอัดทำไม เขาอยากรู้เรื่องไหนก็บอกแค่เรื่องนั้น ผมไม่ไปยัดเยียดขายของผมกับเขา พูดง่ายๆ ผมเป็นพ่อค้าที่ห่วย ผมขายของไม่เก่ง แต่ผมภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำนะ ผมภูมิใจกับเพลงผมมาก ผมไม่ได้อายที่จะโปรโมตเพลงตัวเอง แต่ผมก็รู้ธรรมชาติอาชีพของแต่ละคนว่าเขาต้องการอะไร

การเป็นพ่อค้าที่ห่วยจะทำให้คุณอยู่ยากหรือเปล่าในวงการเพลงทุกวันนี้

ก็อยู่ยากอยู่แล้วครับ ผมไม่ได้ทำงานศิลปะที่คนไม่ต้องซื้อก็ได้ ผมก็ยังใช้เงินลงทุน ทำมิวสิกวิดีโอไปเป็นแสน ผมก็ยังต้องการเงินกลับมาจากยอดวิวยูทูบหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าผมขายไม่ได้ อยู่ไม่ได้ รายได้กลับมาไม่พอกับรายจ่าย ผมก็แค่ต้องเลิกอาชีพนี้ หรือไม่ก็ต้องไปทำอาชีพอื่นแล้วก็เอาเงินมาซัพพอร์ตงานเพลงที่ผมรัก

ผมก็ไม่ได้เป็นศิลปินที่ดีเสียทีเดียวนะ ไม่รู้ว่าแต่ละคนวัดยังไง แต่สำหรับผม ผมว่าศิลปินที่ดีคือคนที่ทำงานศิลปะที่ยกระดับจิตใจคนเสพมากขึ้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนั้นแล้วคนเขาไม่ได้ฟัง คนเขาไม่รู้ว่าผลงานของคุณจะยกระดับจิตใจมนุษย์ขึ้นมาให้ดีได้ ไม่ได้ไปถึงหูถึงตาเขา แล้วยังไงล่ะ เท่ากับคุณไม่ได้มีปัญญาในการนำเสนอที่ถูกต้อง

อุ๋ย Buddha Bless

อย่างเพลง อายุขัย ก็เป็นหนึ่งในความพยายามเอาเรื่องสัจธรรมมาห่อหุ้มให้เข้าถึงง่าย

ใช่ ความจริงผมมีเพลงที่แต่งก่อนหน้านี้ 2 – 3 ปีที่ยังไม่ออก เพลงพวกนั้นแพ็กเกจจิ้งที่ห้อหุ้มมันไม่ป๊อปเท่า การที่เรามาทำเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยวมันเหมือนผมเป็นศิลปินใหม่ ผมเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ผมก็อยากเริ่มจากเพลงที่คนเข้าถึงง่ายหน่อย ซึ่งเพลงนี้คิดว่าง่ายแล้ว แต่เจอบางคอมเมนต์บอกว่า ‘มันก็เพราะในแบบของพี่นะครับ แต่พี่ไม่คิดจะทำเพลงตลาดบ้างเหรอครับ’ ผมก็ เฮ้ย นี่ยังไม่ตลาดอีกเหรอ นี่คือตลาดที่สุดที่ผมจะทำได้แล้วนะ ตลาดกว่านี้ทำไม่ได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) ฟังอย่างนี้แล้วท้อเลย

แต่พูดเล่นนะ ไม่ถึงกับท้อหรอก คือผมทำเองผมก็รู้แหละว่ามันไม่ใช่เพลงฮิต เหมือนตอนที่ทำบุดด้า เบลส เพลง เรื่องธรรมดา ที่ผมแต่ง ตอนนั้นผมบอกเพื่อนเลยว่าลงทุนทำเอ็มวีเสียเงินเป็นแสน บอกเลยนะว่าเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำ อย่าหวังตัวเงินที่จะกลับมา ค่าทำเอ็มวียังไม่ได้เลย มันไม่ใช่เพลงฮิต และไม่ใช่เพลงที่ทำให้เรามีงานจ้าง ผมก็ถามเพื่อนว่ายังอยากทำกันอยู่มั้ย ส่วนตัวผม ผมก็บอกเพื่อนว่ากูอยากทำนะ ถึงจะเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำแต่ก็ทำเถอะ เพราะว่ามันเป็นเพลงที่ผมภูมิใจ ผมเชื่อแบบนั้น เพื่อนก็ดี เขาก็โอเค แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไปเล่นคอนเสิร์ตยังไม่ค่อยได้ร้องกันเลย เพราะคนไปรอดูบุดด้า เบลส ก็รอดูโป๊งชึ่ง รอสนุก

ทำเพลงที่เชื่อว่าดีแต่กลายเป็นไม่ฮิต คนร้องตามไม่ได้ มันไม่รู้สึกหวั่นไหวอยากกลับไปทำเพลงที่เน้นบันเทิงบ้างหรือ

ไม่นะ ผมก็มองโลกตามความเป็นจริงว่ามันเป็นความผิดเราเอง เราเสิร์ฟเขาได้ไม่ดีพอ เรายังทำได้ไม่ถูกใจเขามากพอ เป็นถูกใจเราเสียมากกว่า เพลงไม่ฮิตนี่ผมไม่โทษคนฟังเลย ผมโทษตัวเองนี่แหละ ผมพยายามทำยาหวานรับประทานง่ายอยู่ คือกินแล้วต้องมีประโยชน์แล้วก็รสชาติดีด้วย แต่ผมอาจจะทำแล้วรสชาติมันไม่ดี ไม่ถูกปากคนอื่น เพราะว่าเราผสมได้ไม่ดีพอ เราก็ต้องไปทำใหม่

แล้วเวลาทำเพลงคุณรู้ได้ยังไงว่าเพลงที่คุณทำมีประโยชน์

ก็จากฟีดแบ็กคนฟัง บางคนบอกว่า จากที่เขาเศร้าอยู่ เขาฟังแล้วเขาปลงมากขึ้น รู้สึกดีขึ้นเลย โหย ผมดีใจกว่ายอดวิวล้านวิวอีกนะ ผมดีใจมากที่เพลงผมทำให้เขาทุกข์น้อยลงหรือหายทุกข์ได้ชั่วขณะ ผมว่ามันมีค่านะ บางทีใช้เงินล้านนึงยังไม่หายทุกข์เลยสำหรับบางคน แต่อะไรที่ทำให้เขาหายทุกข์ได้ แล้วเป็นงานศิลปะที่เราผลิตมันขึ้นมา โอ้โห นี่มันคือสุดยอดของเป้าหมายของชีวิตผมเลย แล้วถ้ามันเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ด้วยนี่คือเพอร์เฟกต์ แต่ผมก็ไม่ได้ทำเพลงได้อย่างนั้นทุกเพลง แล้วผมก็รู้ว่าถ้าผมตั้งใจทำด้วยจุดประสงค์นั้น ผมคงหากินด้วยอาชีพนี้ลำบาก ผมก็ต้องมีเพลงแบบทางโลกที่มันอาจจะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรปนอยู่บ้าง แต่ถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ผมจะทำเสมอ เพลงที่ทำให้คนทุกข์ทุกข์น้อยลง

ทั้งในเนื้อเพลง อายุขัย และในงาน Happy Deathday คุณพูดเรื่องความตาย ความไม่จีรัง ช่วงนี้คุณสนใจอะไรเรื่องนี้

คือหลักๆ ตามกฎธรรมชาติ ที่เราหากินหาอยู่กันทุกวันนี้ ที่ใช้ชีวิตกันทุกวันนี้ ทุกคนล้วนมุ่งหาความสุข และไม่อยากทุกข์ถูกไหม แล้วที่เราทุกข์สาเหตุก็เพราะว่าเราไม่อยากให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลง เราอยากได้สิ่งที่เราไม่เคยได้ แล้วพอได้แล้วก็ไปยึดไม่อยากให้มันเปลี่ยนไป ซึ่งความจริงทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ทุกวินาที ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสากลที่พูดแล้วครอบคลุมกับทุกคน ทุกเรื่อง ทั้งตัวเราเองและคนอื่นๆ ด้วย

ขณะนี้ที่ผมพูดอยู่เซลล์ผมก็ตายลงไปทุกวินาที ทุกคนเดินหน้าสู่ความตาย เมื่อก่อนเวลาผมพิมพ์สเตตัสว่า พวกเราทุกคนกำลังเดินหน้าสู่ความตาย ถ้าเป็นช่วงอกหักคนก็จะตีความว่า ไอ้นี่เศร้า มันจะฆ่าตัวตาย บางคนก็บอกว่าไอ้นี่ติสท์แดก พยายามจะอินดี้ พอเราพูดเรื่องศาสนามากขึ้น กลุ่มคนที่เขาสนใจศาสนามาติดตามเรามากขึ้น เขารับเมสเสจเดียวกัน เขาก็เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงอะไรอยู่ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก

อุ๋ย Buddha Bless

ทำไมสังคมไทยเรามักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องความตายกัน

คนไทยชอบถือสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น บ้าพิธีกรรม พูดเรื่องความตายก็จะรู้สึกไม่เป็นมงคล แล้วทำไมมันถึงไม่มงคล เพราะมันเป็นความจริงที่ต้องเกิดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่รับความจริงไม่ได้เพราะความจริงคือความทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกคน ทุกคนต้องเจอ ยังไงต้องเจ็บและตาย แต่มันเป็นความจริงที่ทุกคนไม่อยากยอมรับ เฮ้ย เดี๋ยวค่อยพูดแล้วกัน แฮปปี้อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องอะไร แล้วทำไมไม่มองมุมกลับกันบ้างว่า เวลาพูดถึงความตายเราจะใช้ชีวิตอย่างมีค่ามากขึ้น ถ้าเรารู้วันตายแน่นอน ต่อให้อีก 10 ปีข้างหน้าก็เถอะ เราคงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น จะใคร่ครวญไตร่ตรองกันมากกว่าที่ใช้ชีวิตกันอย่างปัจจุบันนี้แน่นอน

ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามึงจะตายวันไหน โลงไม่ได้มีไว้ใส่คนแก่นะ โลงมีไว้ใส่คนตาย คือวัยรุ่นก็ตายได้ มีให้เห็นเยอะแยะ แล้วถ้าเราคิดถึงความตายกันได้บ่อยๆ มรณานุสติ ก็จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากขึ้น ไม่เสียเวลากับอะไรที่ไม่ควรจะเสีย

ที่ว่าใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในความหมายของคุณคือยังไง

สำหรับผมคือทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ คุณมีพ่อมีแม่หรือเปล่า ทำหน้าที่ของลูกดีพอหรือยัง เป็นพลเมืองหรือเปล่า ทำหน้าที่ของพลเมือง เป็นผัวหรือเปล่า ทำหน้าที่ของผัวที่ดี แล้วทำหน้าที่ตอนไหน ก็ทำหน้าที่ตอนสวมตำแหน่งนั้นอยู่ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ให้สมบูรณ์

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเข้าใกล้ความตายที่สุดตอนไหน

ล่าสุดเมื่อปีก่อนผมเกือบจมน้ำตาย ตอนนั้นไปออสเตรียแล้วลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบ น้ำเย็นจัด ผมก็ไม่คิดว่าน้ำจะเย็นขนาดนั้น ก็กระโดดลงไปในน้ำโดยไม่ได้วอร์ม ว่ายไปเรื่อยๆ แล้วตะคริวขึ้น พอหันไปมองฝั่งแล้วมันไกลมาก เราทำใจแล้ว กูตายแน่

ตอนนั้นคิดอะไรในหัว

คิดว่าขากูตาย มือกูต้องว่ายไปให้นานที่สุด

ไม่ได้คิดถึงหน้าพ่อแม่ คนรัก แบบในภาพยนตร์

คิดถึงพ่อแม่แว้บๆ แต่ไม่คิดนาน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือทำยังไงก็ได้ให้เข้าไปใกล้ฝั่งที่สุด เผื่อว่าถ้าขึ้นอืดหรือหมดสติไป คนใกล้ฝั่งยังพอมองเห็น จะลากขึ้นไปปั๊มหัวใจหรืออะไรก็ค่อยว่ากัน ผมก็หันไปหาโรงแรมอื่นที่อยู่ใกล้กว่าโรงแรมตัวเอง แต่มันก็ใกล้กว่าไม่มาก หันไปทั่วก็ไกลทุกอัน สุดท้ายก็ว่ายจนไปขึ้นฝั่งที่โรงแรมอื่น คนที่เขานั่งอยู่ตรงริมน้ำนี่อึ้งกันหมด ผมใส่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียวขึ้นไปสภาพเหมือนศพ แล้วก็เดินออกจากโรงแรม ผ่านล็อบบี้ ออกถนนใหญ่ด้วยกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว เดินกลับไปโรงแรมตัวเอง คือตอนนั้นไม่สนอะไรแล้ว กูรอดตายแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้คุณคิดอะไรได้บ้างไหม

คิดแค่ว่ารอดมาได้ก็บุญฉิบหาย เวลาใครถามเรื่องความตายผมก็จะนึกถึงเหตุการณ์นี้ แต่ว่าเวลาผมนึกถึงความตายจริงๆ ผมจะใช้ตอนก่อนนอนแล้วจินตนาการเอาว่าถ้าหลับแล้วไม่ตื่น ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีแล้ว เรายังยึดติดกับอะไรอยู่ ผมจะใช้วิธีมรณานุสติ จินตนาการแบบวิถีพุทธนี่แหละ

ยิ่งโตมาผมยิ่งรู้สึกว่าเวลาของมีค่าผมหายไปผมทำใจได้เร็วกว่าตอนเด็กๆ มาก จะสร้อยทอง นาฬิกา แว่นตา ถ้าหายไปผมจะช่างแม่งได้เร็วมาก ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นค่ามันนะ บางอันอาจจะมูลค่าไม่มากแต่มีคุณค่าทางจิตใจกับเรามาก แต่ผมจะรู้ว่าทุกอย่างเหมือนเราเช่าใช้ ของทุกอย่างมันชั่วคราว สุดท้ายแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงๆ เราแค่ถือกรรมสิทธิ์ชั่วคราว จะบ้าน จะพ่อแม่ ลูกเมีย รถ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ไม่มันจากเราก็เราจากมัน ไม่มันหายไปหรือพังก็เราตายไป ต้องแยกย้ายกันหมด

อุ๋ย Buddha Bless

แล้วกับความสัมพันธ์ เวลาสูญเสียมันไปคุณทำใจได้เร็วเหมือนเวลาสูญเสียของมีค่าไหม

ผมมีจุดอ่อนอยู่เรื่องเดียวเลยคือความรัก เพื่อนผมจะบอกว่ามีอะไรมึงรู้ดีทุกอย่าง พวกกูปรึกษามึงได้หมด มีเรื่องเดียวที่ดูมึงโง่เง่าไม่เลิกราคือเรื่องความรัก ซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมเป็นอย่างนั้น ที่ผมอธิบายเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเยอะแยะไปหมด คนก็บอกว่าอย่างนี้มึงก็ไม่ทุกข์แล้วสิ ผมบอกว่ามันก็เป็นแค่ความเข้าใจในการพูด แต่ถึงเวลาปฏิบัติจริงนั่นคือประสบการณ์ตรง ซึ่งมันยาก

สมัยก่อนที่ผมจะรู้จักธรรมะ สิ่งที่มาคั่นคือการไปดูหนังฟังเพลงนั่งคุยหัวเราะกับเพื่อน แต่อย่างนั้นมันก็จะช่วยได้แว้บๆ แล้วกลายเป็นว่าเราอยู่กับตัวเองไม่ได้ อยู่กับตัวเองก็จะทุกข์ยาว แต่ผมเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมาทำให้ทุกข์ของผมสั้นลง สั้นลงในที่นี้ไม่ได้หายโดยสิ้นเชิงนะ สมมติผมเลิกกับแฟน ผมทุกข์อยู่ 1 ชั่วโมง แล้วผมรู้ตัว ผมคลายทุกข์ได้ สักสองสามชั่วโมง พอผมกลับไปนึกถึง ผมก็กลับไปทุกข์อีก แต่ผมก็มีวิธีตัดทุกข์ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ถ้าผมไม่เคยฝึกเลย ระยะเวลาความทุกข์ที่ผมไปนึกย้อนถึงอดีตมันจะยาวมาก

การที่คุณมีจุดอ่อนเรื่องความรักส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณไหม

ทุกอย่างมันมีผลกับชีวิตทั้งนั้นแหละ อยู่ที่เราให้น้ำหนักมันมากแค่ไหน แต่ผมดันให้น้ำหนักมันมาก (เน้นเสียง) จนไปทำให้เรื่องอื่นเสียเวลาทุกข์เรื่องความรัก เพราะผมเป็นคนทุ่มเท เวลามีคนรักผมจะอินมาก ผมจะมีมายาคติในหัวว่าอยากอยู่กันจนแก่ตายไปข้าง แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นกับภาพนั้น คบกับใครก็คิดว่าจะอยู่จนแก่ทุกคน อยู่กันจนตายทุกคน ทุกครั้งที่คบก็คิดอย่างนั้นทุกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นการยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่งที่ทำให้เวลาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังเราก็จะทุกข์มาก ผมไม่เคยคบใครแล้วคิดว่า คบๆ เดี๋ยวเลิก

แต่ก่อนคนจะบอกว่ารักต้องเผื่อใจ ถ้าคุณไม่เผื่อใจคุณจะเสียใจมาก ผมไม่ชอบคำนี้และผมไม่เชื่อเลย ผมรู้สึกว่ามันเห็นแก่ตัวจัง การที่เราจะรักใครคนนึงแล้วต้องมากั๊กๆ ไว้ ไม่รักเขาเต็มที่เพราะกลัวตัวเองเสียใจ มันดูไม่ใช่ความรักเลยว่ะ เหมือนเล่นเกม แต่เวลามันก็สอนเราว่าคุณจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ คุณจะรักเต็มที่อย่างที่คุณเคยทำมาก่อนก็ได้แต่คุณก็ต้องยอมรับด้วยว่าถ้าคุณสุดลิ่มทิ่มประตูแบบนั้น เวลาคุณทุกข์คุณก็จะสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนกัน คุณก็เลือกเอาว่าคุณอยากทำแบบไหน

การอยากอยู่ด้วยกันจนตายมันไม่ย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณเชื่อว่าไม่มีอะไรคงอยู่เสมอไปหรือ

คนที่อยู่ด้วยกันจนแก่ตายเราก็เห็นเยอะแยะนะ แต่ว่ายิ่งโตก็ยิ่งเรียนรู้ว่าจริงๆ ถ้าอายุมนุษย์สัก 300 ปี ไอ้คู่ที่เราเห็นเขาแก่ตายตอน 80 แล้วยังรักกันอยู่ ปีที่ 150 เขาอาจจะเลิกรักกันก็ได้ อาจจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ได้ เพราะอายุมนุษย์มันดันสั้นกว่าที่จะพิสูจน์ และอีกอย่างเขาอาจจะหมดรักกันก่อนนั้นระหว่างทางแล้วก็ได้ แต่ว่าเขาอยู่กันด้วยความผูกพัน อย่างคนยุคก่อนอาจจะอยู่ด้วยจารีตประเพณี ถ้าเลือกแล้วก็ควรอยู่ด้วยกัน อายุขัยของความรักอาจจะหมดไปแล้วก็ได้ หรือเขาจะยังรักกันอยู่ เราไม่มีวันรู้เลย แต่ผมก็เชื่อว่ามันไม่ได้มีความรักกันตลอดเวลาหรอก มันมีทั้งช่วงรักช่วงไม่รัก แต่เขาเลือกแล้วว่าเขาจะอยู่ด้วยกัน

เห็นว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเพลงที่คุณเขียนแต่งมาจากชีวิตจริง อย่างเพลง อายุขัย คุณไปเจออะไรมา

ตอนนั้นเลิกกับแฟน พอเลิกกับแฟนผมก็เขียน

คุณใช้การเขียนเพลงเยียวยาตัวเองหรือเปล่า

คือผมต้องคิดได้ก่อน แล้วผมถึงเขียน แปลว่าผมเยียวยาตัวเองเสร็จแล้ว เหมือนลองกินยานี้แล้วผมว่ามันเวิร์ก ผมค่อยเอาไปให้คนอื่นกิน

เหมือนคุณอยากสื่อสารเรื่องความไม่จีรัง

ใช่ ศาสนาพุทธย่อทั้งหมดสรุปแล้วง่ายๆ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แค่นี้เลย ศาสนาพุทธสอนให้ออกจากทุกข์ ไม่ได้ไปวิ่งหาความสุข ความสุขไม่มีจริงในศาสนาพุทธ มีแค่ทุกข์มากและทุกข์น้อย เพราะฉะนั้น การที่จะออกจากทุกข์ คุณทุกข์เพราะอะไร เพราะไปยึดสิ่งที่มันไม่มีวันคงทนถาวร แล้วพอมันเสื่อมสลายไปตามกฎธรรมชาติก็เป็นทุกข์ เหมือนเราถือไอติมแล้วเราหวังว่ามันจะไม่ละลาย แล้วพอมันละลายเราก็ทุกข์

เห็นสเตตัสคุณบอกว่าในงาน Happy Deathday คุณประทับใจน้องเรไรที่สุด คุณประทับใจอะไร

ผมไม่เคยรู้จักน้องเขามาก่อน เคยได้ยินแค่คำว่า เรไรรายวัน แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นเด็กที่เขียนบันทึก พอขึ้นเวทีผมถึงรู้ว่านี่คือน้องที่เขียนบันทึกทุกวัน แล้วผมชอบประโยคจบที่พิธีกรถามว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจะบันทึกว่าอะไร น้องเขาบอกจะเขียนว่า ‘จบแล้วค่ะ’ ผมชอบมาก ผมรู้สึกว่ามันได้ทั้งทางโลกทางธรรม มันเหมือนนิทานเซน คือเรียบง่ายแต่ได้ใจความมาก สำหรับบางคนความตายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ โห น่ากลัว ถ้าคิดจริงๆ แล้วก็เรื่องธรรมดา ก็จบแล้วไง แค่นี้ ไม่เห็นมีอะไรเลย มึงบ้าบอมาทั้งชีวิต ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งโลภ ต่อสู้สารพัดสิ่ง สุดท้ายแล้วไงล่ะ ก็จบแล้ว แค่นี้เอง โดยที่ผมก็ไม่ได้เชื่อว่าเรไรเขาคิดอะไรแบบนั้น เขาคิดด้วยความไร้เดียงสาของเด็กๆ เรียบง่าย ก็เขาบันทึกทุกวัน วันนี้วันสุดท้าย เขาก็เขียนว่า จบแล้วค่ะ Simple is the best. นี่แหละจริงแท้ที่สุด

อุ๋ย Buddha Bless

ถ้าต้องตายพรุ่งนี้จริงๆ คุณจะเสียดายมั้ย

จะมีอย่างเดียวที่เสียดายคือเราฝึกฝนในการละได้ไม่ดีเลย เราน่าจะฝึกฝนการละได้มากกว่านี้ ยังมีสิ่งที่เรายึดติดอยู่

ยังยึดติดในอะไร

ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ของบุคคลนั่นแหละ ผมไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง คนรัก ส่วนอย่างอื่นถ้าผมตายผมไม่ค่อยเสียดายอะไร บ้านรถนู่นนี่นั่นผมช่างแม่งหมด สำหรับผมความสัมพันธ์มีค่าที่สุด มันยึดติดอยู่กับตัวเราที่สุด เพราะวันนึงที่เราไม่เหลืออะไร สมมติวันที่เราไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย ความสัมพันธ์ที่ยังมีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

ระหว่างที่คุยกันคุณบอกว่าถ้าเรารู้วันตาย เราจะใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิม ถ้าคุณรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตายคุณจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไง

ถ้าผมรู้ว่าพรุ่งนี้ผมจะตายผมไม่มานั่งให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรอกครับ ผมไปหาพ่อหาแม่แล้ว ไปนั่งคุย นั่งขอบคุณ สงบสติอารมณ์ แล้วอยู่คนเดียวก่อนตาย พยายามละไม่ยึดติดกับอะไร ตายไปเงียบๆ คนเดียว

 

คุณเคยคิดถึงตอนจะตายบ้างไหม

ไม่ได้ตั้งใจมาแช่งหรือชวนคุยเรื่องไม่มงคล ผมเพียงแต่คิดถึงเรื่องนี้หลังจากได้ฟัง นที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย Buddha Bless พูดในหัวข้อ ‘Last Talk : ทอล์คครั้งสุดท้ายของผู้ใกล้ชิดความตาย’ ที่งาน Happy Deathday นักร้องหนุ่มบอกว่า แม้ความตายจะเป็นสิ่งที่คนไทยไม่ค่อยอยากพูดถึง แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น นี่เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้า

นี่เป็นสัจธรรม

“ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องอัปมงคล เป็นเรื่องมงคลด้วยซ้ำ ที่จะคุยเรื่องแบบนี้ให้เข้าใจกัน” เขาพูดเช่นนี้บนเวที และบอกกับผมอย่างนี้ในบทสนทนา

แม้ช่วงหลังๆ เขาจะปรากฏตามสื่อบ่อยครั้งจนหลายคนคุ้นหน้า แต่แทบทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นดราม่าที่มาจากการแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมาของเขา หาได้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ชวนเขาคุยในฐานะศิลปิน หรือเรื่องบทเพลงที่เขาทำ

ล่าสุด อุ๋ย Buddha Bless ยังเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ชื่อ อายุขัย ซึ่งเนื้อหาพูดเรื่องความไม่จีรังของสรรพสิ่งโดยเอาเรื่องความสัมพันธ์มาห่อหุ้ม หลังจากออกอัลบั้มร่วมกับเพื่อนในนามวงบุดด้า เบลส มาแล้ว 3 อัลบั้ม นี่คือเพลงที่เขาทำในนามศิลปินเดี่ยว ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการเล่าเรื่องที่อยากเล่า เรื่องเดียวกับที่เขาพูดบนเวทีวันนั้น

เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ผมจึงอยากชวนเขาคุยถึงเรื่องผลงานบ้างนอกจากประเด็นดราม่าที่สื่ออื่นนำเสนอไปครบถ้วนแล้ว และที่สำคัญ ผมตั้งใจชวนเขาคุยเรื่องที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงมันเท่าไหร่

เราคุยกันเรื่องความตาย

อุ๋ย Buddha Bless

ช่วงหลังเห็นคุณอยู่ในสื่อเยอะ โดยเฉพาะในประเด็นดราม่าหลายๆ เรื่อง เป็นความตั้งใจหรือเปล่า

ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนี้เลย มันจับพลัดจับผลูขึ้นมาเอง แล้วทุกวันนี้เวลาออกไปงาน อย่างล่าสุดผมไปงานแถลงข่าวเปิดรายการใหม่ของพี่ส้ม (ณัชพร สายบัว) นักข่าวรุมสัมภาษณ์ ผมก็ไม่ได้พูดถึงเพลงเลย และผมก็ไม่ได้ขอเขาด้วยว่าช่วยพูดถึงเพลงใหม่ผมหน่อย เขาสัมภาษณ์แต่เรื่องครูอ้อย ผมก็พูดแต่เรื่องครูอ้อย เสร็จแล้วก็แยกย้าย ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหาว่าผมมาสร้างประเด็นอย่างอื่นเพื่อโปรโมตตัวเอง มันไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องมาทำแบบนั้น ถ้าผมนิสัยอย่างนั้นผมทำมานานแล้วล่ะ

คุณดูเป็นคนที่ไม่ค่อยกลัวเดือดร้อนจากการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อเท่าไหร่

ไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ อาจจะเริ่มจากไม่ค่อยคิดก่อน หรือเวลาคิด ผมจะมองด้านประโยชน์เสียมากกว่า จริงๆ มันต้องมองสองด้านแหละ แต่บางเรื่องเราคิดว่าพูดไปมันเกิดประโยชน์นะ มันก็น่าจะพูด แล้วผมก็ไม่ค่อยได้นึกถึงโทษที่ตามมาเท่าไหร่ อาจเพราะผมคงยังไม่ได้ถึงกับอดอยากมั้ง ถ้าถึงกับอดอยาก ไม่มีงานการจะทำแล้ว พูดไปแล้วเขาไม่จ้างทำงาน ผมอาจจะคิดอีกแบบ แต่มันยังไม่เคยถึงขนาดนั้นไง แล้วถ้าจินตนาการว่าถึงขนาดนั้นขึ้นมา ผมก็คิดว่าผมยังเลือกจะพูดอยู่นะ ผมรู้สึกว่าผมจะละอายตัวเองว่า นี่มึงห่วงปากท้องถึงขนาดมึงไม่กล้าทำเพื่อความถูกต้องเลยเหรอวะ

มันอาจจะอยู่ยากหน่อยแหละ แต่สำหรับผม ผมว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรทำ ผมรู้สึกว่าอาชีพผม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือความที่มันเป็นกระบอกเสียงได้ พูดไปแล้วมีคนฟังจำนวนมาก ในเมื่ออันนี้เป็นของมีค่าในชีวิตเรา ที่เราได้มันมาแล้ว ผมก็อยากใช้มันให้เกิดประโยชน์

ในฐานะศิลปิน การที่คนไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่าผลงานเพลงที่คุณทำ มันรู้สึกแย่มั้ย

ไม่แย่ ผมเข้าใจ ผมกลับมองว่าก็ผมโปรโมตไม่ดีเอง ผมไม่ได้บอกเขาเองว่าผมออกเพลงใหม่ แล้วเขาไม่ได้ถามถึงผลงานผมเพราะว่าข่าวผลงานผมมันขายไม่ได้ ถ้าสัมภาษณ์เรื่องครูอ้อยที่เป็นประเด็นอยู่ขายได้มากกว่า ผมก็เข้าใจอาชีพเขา ถ้าผมบอกว่า พี่ ผมมีซิงเกิลใหม่ออกมาแล้ว ผมขอโปรโมตด้วยได้มั้ย ถ้าเขาคิดดูแล้วว่ามันขายข่าวไม่ได้ เขาก็ตัดตรงนั้นทิ้งอยู่ดี แล้วผมจะไปทำให้เขาอึดอัดทำไม เขาอยากรู้เรื่องไหนก็บอกแค่เรื่องนั้น ผมไม่ไปยัดเยียดขายของผมกับเขา พูดง่ายๆ ผมเป็นพ่อค้าที่ห่วย ผมขายของไม่เก่ง แต่ผมภูมิใจกับสิ่งที่ผมทำนะ ผมภูมิใจกับเพลงผมมาก ผมไม่ได้อายที่จะโปรโมตเพลงตัวเอง แต่ผมก็รู้ธรรมชาติอาชีพของแต่ละคนว่าเขาต้องการอะไร

การเป็นพ่อค้าที่ห่วยจะทำให้คุณอยู่ยากหรือเปล่าในวงการเพลงทุกวันนี้

ก็อยู่ยากอยู่แล้วครับ ผมไม่ได้ทำงานศิลปะที่คนไม่ต้องซื้อก็ได้ ผมก็ยังใช้เงินลงทุน ทำมิวสิกวิดีโอไปเป็นแสน ผมก็ยังต้องการเงินกลับมาจากยอดวิวยูทูบหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าผมขายไม่ได้ อยู่ไม่ได้ รายได้กลับมาไม่พอกับรายจ่าย ผมก็แค่ต้องเลิกอาชีพนี้ หรือไม่ก็ต้องไปทำอาชีพอื่นแล้วก็เอาเงินมาซัพพอร์ตงานเพลงที่ผมรัก

ผมก็ไม่ได้เป็นศิลปินที่ดีเสียทีเดียวนะ ไม่รู้ว่าแต่ละคนวัดยังไง แต่สำหรับผม ผมว่าศิลปินที่ดีคือคนที่ทำงานศิลปะที่ยกระดับจิตใจคนเสพมากขึ้น แต่สุดท้ายถ้าทำแบบนั้นแล้วคนเขาไม่ได้ฟัง คนเขาไม่รู้ว่าผลงานของคุณจะยกระดับจิตใจมนุษย์ขึ้นมาให้ดีได้ ไม่ได้ไปถึงหูถึงตาเขา แล้วยังไงล่ะ เท่ากับคุณไม่ได้มีปัญญาในการนำเสนอที่ถูกต้อง

อุ๋ย Buddha Bless

อย่างเพลง อายุขัย ก็เป็นหนึ่งในความพยายามเอาเรื่องสัจธรรมมาห่อหุ้มให้เข้าถึงง่าย

ใช่ ความจริงผมมีเพลงที่แต่งก่อนหน้านี้ 2 – 3 ปีที่ยังไม่ออก เพลงพวกนั้นแพ็กเกจจิ้งที่ห้อหุ้มมันไม่ป๊อปเท่า การที่เรามาทำเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยวมันเหมือนผมเป็นศิลปินใหม่ ผมเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ผมก็อยากเริ่มจากเพลงที่คนเข้าถึงง่ายหน่อย ซึ่งเพลงนี้คิดว่าง่ายแล้ว แต่เจอบางคอมเมนต์บอกว่า ‘มันก็เพราะในแบบของพี่นะครับ แต่พี่ไม่คิดจะทำเพลงตลาดบ้างเหรอครับ’ ผมก็ เฮ้ย นี่ยังไม่ตลาดอีกเหรอ นี่คือตลาดที่สุดที่ผมจะทำได้แล้วนะ ตลาดกว่านี้ทำไม่ได้แล้วล่ะ (หัวเราะ) ฟังอย่างนี้แล้วท้อเลย

แต่พูดเล่นนะ ไม่ถึงกับท้อหรอก คือผมทำเองผมก็รู้แหละว่ามันไม่ใช่เพลงฮิต เหมือนตอนที่ทำบุดด้า เบลส เพลง เรื่องธรรมดา ที่ผมแต่ง ตอนนั้นผมบอกเพื่อนเลยว่าลงทุนทำเอ็มวีเสียเงินเป็นแสน บอกเลยนะว่าเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำ อย่าหวังตัวเงินที่จะกลับมา ค่าทำเอ็มวียังไม่ได้เลย มันไม่ใช่เพลงฮิต และไม่ใช่เพลงที่ทำให้เรามีงานจ้าง ผมก็ถามเพื่อนว่ายังอยากทำกันอยู่มั้ย ส่วนตัวผม ผมก็บอกเพื่อนว่ากูอยากทำนะ ถึงจะเหมือนเอาเงินไปโยนทิ้งน้ำแต่ก็ทำเถอะ เพราะว่ามันเป็นเพลงที่ผมภูมิใจ ผมเชื่อแบบนั้น เพื่อนก็ดี เขาก็โอเค แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไปเล่นคอนเสิร์ตยังไม่ค่อยได้ร้องกันเลย เพราะคนไปรอดูบุดด้า เบลส ก็รอดูโป๊งชึ่ง รอสนุก

ทำเพลงที่เชื่อว่าดีแต่กลายเป็นไม่ฮิต คนร้องตามไม่ได้ มันไม่รู้สึกหวั่นไหวอยากกลับไปทำเพลงที่เน้นบันเทิงบ้างหรือ

ไม่นะ ผมก็มองโลกตามความเป็นจริงว่ามันเป็นความผิดเราเอง เราเสิร์ฟเขาได้ไม่ดีพอ เรายังทำได้ไม่ถูกใจเขามากพอ เป็นถูกใจเราเสียมากกว่า เพลงไม่ฮิตนี่ผมไม่โทษคนฟังเลย ผมโทษตัวเองนี่แหละ ผมพยายามทำยาหวานรับประทานง่ายอยู่ คือกินแล้วต้องมีประโยชน์แล้วก็รสชาติดีด้วย แต่ผมอาจจะทำแล้วรสชาติมันไม่ดี ไม่ถูกปากคนอื่น เพราะว่าเราผสมได้ไม่ดีพอ เราก็ต้องไปทำใหม่

แล้วเวลาทำเพลงคุณรู้ได้ยังไงว่าเพลงที่คุณทำมีประโยชน์

ก็จากฟีดแบ็กคนฟัง บางคนบอกว่า จากที่เขาเศร้าอยู่ เขาฟังแล้วเขาปลงมากขึ้น รู้สึกดีขึ้นเลย โหย ผมดีใจกว่ายอดวิวล้านวิวอีกนะ ผมดีใจมากที่เพลงผมทำให้เขาทุกข์น้อยลงหรือหายทุกข์ได้ชั่วขณะ ผมว่ามันมีค่านะ บางทีใช้เงินล้านนึงยังไม่หายทุกข์เลยสำหรับบางคน แต่อะไรที่ทำให้เขาหายทุกข์ได้ แล้วเป็นงานศิลปะที่เราผลิตมันขึ้นมา โอ้โห นี่มันคือสุดยอดของเป้าหมายของชีวิตผมเลย แล้วถ้ามันเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ด้วยนี่คือเพอร์เฟกต์ แต่ผมก็ไม่ได้ทำเพลงได้อย่างนั้นทุกเพลง แล้วผมก็รู้ว่าถ้าผมตั้งใจทำด้วยจุดประสงค์นั้น ผมคงหากินด้วยอาชีพนี้ลำบาก ผมก็ต้องมีเพลงแบบทางโลกที่มันอาจจะไม่ได้ให้ข้อคิดอะไรปนอยู่บ้าง แต่ถ้ามีโอกาสที่จะทำได้ผมจะทำเสมอ เพลงที่ทำให้คนทุกข์ทุกข์น้อยลง

ทั้งในเนื้อเพลง อายุขัย และในงาน Happy Deathday คุณพูดเรื่องความตาย ความไม่จีรัง ช่วงนี้คุณสนใจอะไรเรื่องนี้

คือหลักๆ ตามกฎธรรมชาติ ที่เราหากินหาอยู่กันทุกวันนี้ ที่ใช้ชีวิตกันทุกวันนี้ ทุกคนล้วนมุ่งหาความสุข และไม่อยากทุกข์ถูกไหม แล้วที่เราทุกข์สาเหตุก็เพราะว่าเราไม่อยากให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลง เราอยากได้สิ่งที่เราไม่เคยได้ แล้วพอได้แล้วก็ไปยึดไม่อยากให้มันเปลี่ยนไป ซึ่งความจริงทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ทุกวินาที ผมก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสากลที่พูดแล้วครอบคลุมกับทุกคน ทุกเรื่อง ทั้งตัวเราเองและคนอื่นๆ ด้วย

ขณะนี้ที่ผมพูดอยู่เซลล์ผมก็ตายลงไปทุกวินาที ทุกคนเดินหน้าสู่ความตาย เมื่อก่อนเวลาผมพิมพ์สเตตัสว่า พวกเราทุกคนกำลังเดินหน้าสู่ความตาย ถ้าเป็นช่วงอกหักคนก็จะตีความว่า ไอ้นี่เศร้า มันจะฆ่าตัวตาย บางคนก็บอกว่าไอ้นี่ติสท์แดก พยายามจะอินดี้ พอเราพูดเรื่องศาสนามากขึ้น กลุ่มคนที่เขาสนใจศาสนามาติดตามเรามากขึ้น เขารับเมสเสจเดียวกัน เขาก็เข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงอะไรอยู่ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลก

อุ๋ย Buddha Bless

ทำไมสังคมไทยเรามักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดเรื่องความตายกัน

คนไทยชอบถือสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น บ้าพิธีกรรม พูดเรื่องความตายก็จะรู้สึกไม่เป็นมงคล แล้วทำไมมันถึงไม่มงคล เพราะมันเป็นความจริงที่ต้องเกิดขึ้น มนุษย์ส่วนใหญ่รับความจริงไม่ได้เพราะความจริงคือความทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกคน ทุกคนต้องเจอ ยังไงต้องเจ็บและตาย แต่มันเป็นความจริงที่ทุกคนไม่อยากยอมรับ เฮ้ย เดี๋ยวค่อยพูดแล้วกัน แฮปปี้อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องอะไร แล้วทำไมไม่มองมุมกลับกันบ้างว่า เวลาพูดถึงความตายเราจะใช้ชีวิตอย่างมีค่ามากขึ้น ถ้าเรารู้วันตายแน่นอน ต่อให้อีก 10 ปีข้างหน้าก็เถอะ เราคงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราจะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น จะใคร่ครวญไตร่ตรองกันมากกว่าที่ใช้ชีวิตกันอย่างปัจจุบันนี้แน่นอน

ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครรู้หรอกว่ามึงจะตายวันไหน โลงไม่ได้มีไว้ใส่คนแก่นะ โลงมีไว้ใส่คนตาย คือวัยรุ่นก็ตายได้ มีให้เห็นเยอะแยะ แล้วถ้าเราคิดถึงความตายกันได้บ่อยๆ มรณานุสติ ก็จะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามากขึ้น ไม่เสียเวลากับอะไรที่ไม่ควรจะเสีย

ที่ว่าใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในความหมายของคุณคือยังไง

สำหรับผมคือทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ คุณมีพ่อมีแม่หรือเปล่า ทำหน้าที่ของลูกดีพอหรือยัง เป็นพลเมืองหรือเปล่า ทำหน้าที่ของพลเมือง เป็นผัวหรือเปล่า ทำหน้าที่ของผัวที่ดี แล้วทำหน้าที่ตอนไหน ก็ทำหน้าที่ตอนสวมตำแหน่งนั้นอยู่ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี ให้สมบูรณ์

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเข้าใกล้ความตายที่สุดตอนไหน

ล่าสุดเมื่อปีก่อนผมเกือบจมน้ำตาย ตอนนั้นไปออสเตรียแล้วลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบ น้ำเย็นจัด ผมก็ไม่คิดว่าน้ำจะเย็นขนาดนั้น ก็กระโดดลงไปในน้ำโดยไม่ได้วอร์ม ว่ายไปเรื่อยๆ แล้วตะคริวขึ้น พอหันไปมองฝั่งแล้วมันไกลมาก เราทำใจแล้ว กูตายแน่

ตอนนั้นคิดอะไรในหัว

คิดว่าขากูตาย มือกูต้องว่ายไปให้นานที่สุด

ไม่ได้คิดถึงหน้าพ่อแม่ คนรัก แบบในภาพยนตร์

คิดถึงพ่อแม่แว้บๆ แต่ไม่คิดนาน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวคือทำยังไงก็ได้ให้เข้าไปใกล้ฝั่งที่สุด เผื่อว่าถ้าขึ้นอืดหรือหมดสติไป คนใกล้ฝั่งยังพอมองเห็น จะลากขึ้นไปปั๊มหัวใจหรืออะไรก็ค่อยว่ากัน ผมก็หันไปหาโรงแรมอื่นที่อยู่ใกล้กว่าโรงแรมตัวเอง แต่มันก็ใกล้กว่าไม่มาก หันไปทั่วก็ไกลทุกอัน สุดท้ายก็ว่ายจนไปขึ้นฝั่งที่โรงแรมอื่น คนที่เขานั่งอยู่ตรงริมน้ำนี่อึ้งกันหมด ผมใส่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียวขึ้นไปสภาพเหมือนศพ แล้วก็เดินออกจากโรงแรม ผ่านล็อบบี้ ออกถนนใหญ่ด้วยกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว เดินกลับไปโรงแรมตัวเอง คือตอนนั้นไม่สนอะไรแล้ว กูรอดตายแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้คุณคิดอะไรได้บ้างไหม

คิดแค่ว่ารอดมาได้ก็บุญฉิบหาย เวลาใครถามเรื่องความตายผมก็จะนึกถึงเหตุการณ์นี้ แต่ว่าเวลาผมนึกถึงความตายจริงๆ ผมจะใช้ตอนก่อนนอนแล้วจินตนาการเอาว่าถ้าหลับแล้วไม่ตื่น ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีแล้ว เรายังยึดติดกับอะไรอยู่ ผมจะใช้วิธีมรณานุสติ จินตนาการแบบวิถีพุทธนี่แหละ

ยิ่งโตมาผมยิ่งรู้สึกว่าเวลาของมีค่าผมหายไปผมทำใจได้เร็วกว่าตอนเด็กๆ มาก จะสร้อยทอง นาฬิกา แว่นตา ถ้าหายไปผมจะช่างแม่งได้เร็วมาก ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นค่ามันนะ บางอันอาจจะมูลค่าไม่มากแต่มีคุณค่าทางจิตใจกับเรามาก แต่ผมจะรู้ว่าทุกอย่างเหมือนเราเช่าใช้ ของทุกอย่างมันชั่วคราว สุดท้ายแล้วไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงๆ เราแค่ถือกรรมสิทธิ์ชั่วคราว จะบ้าน จะพ่อแม่ ลูกเมีย รถ เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ไม่มันจากเราก็เราจากมัน ไม่มันหายไปหรือพังก็เราตายไป ต้องแยกย้ายกันหมด

อุ๋ย Buddha Bless

แล้วกับความสัมพันธ์ เวลาสูญเสียมันไปคุณทำใจได้เร็วเหมือนเวลาสูญเสียของมีค่าไหม

ผมมีจุดอ่อนอยู่เรื่องเดียวเลยคือความรัก เพื่อนผมจะบอกว่ามีอะไรมึงรู้ดีทุกอย่าง พวกกูปรึกษามึงได้หมด มีเรื่องเดียวที่ดูมึงโง่เง่าไม่เลิกราคือเรื่องความรัก ซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมเป็นอย่างนั้น ที่ผมอธิบายเรื่องการไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเยอะแยะไปหมด คนก็บอกว่าอย่างนี้มึงก็ไม่ทุกข์แล้วสิ ผมบอกว่ามันก็เป็นแค่ความเข้าใจในการพูด แต่ถึงเวลาปฏิบัติจริงนั่นคือประสบการณ์ตรง ซึ่งมันยาก

สมัยก่อนที่ผมจะรู้จักธรรมะ สิ่งที่มาคั่นคือการไปดูหนังฟังเพลงนั่งคุยหัวเราะกับเพื่อน แต่อย่างนั้นมันก็จะช่วยได้แว้บๆ แล้วกลายเป็นว่าเราอยู่กับตัวเองไม่ได้ อยู่กับตัวเองก็จะทุกข์ยาว แต่ผมเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมาทำให้ทุกข์ของผมสั้นลง สั้นลงในที่นี้ไม่ได้หายโดยสิ้นเชิงนะ สมมติผมเลิกกับแฟน ผมทุกข์อยู่ 1 ชั่วโมง แล้วผมรู้ตัว ผมคลายทุกข์ได้ สักสองสามชั่วโมง พอผมกลับไปนึกถึง ผมก็กลับไปทุกข์อีก แต่ผมก็มีวิธีตัดทุกข์ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ถ้าผมไม่เคยฝึกเลย ระยะเวลาความทุกข์ที่ผมไปนึกย้อนถึงอดีตมันจะยาวมาก

การที่คุณมีจุดอ่อนเรื่องความรักส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคุณไหม

ทุกอย่างมันมีผลกับชีวิตทั้งนั้นแหละ อยู่ที่เราให้น้ำหนักมันมากแค่ไหน แต่ผมดันให้น้ำหนักมันมาก (เน้นเสียง) จนไปทำให้เรื่องอื่นเสียเวลาทุกข์เรื่องความรัก เพราะผมเป็นคนทุ่มเท เวลามีคนรักผมจะอินมาก ผมจะมีมายาคติในหัวว่าอยากอยู่กันจนแก่ตายไปข้าง แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นกับภาพนั้น คบกับใครก็คิดว่าจะอยู่จนแก่ทุกคน อยู่กันจนตายทุกคน ทุกครั้งที่คบก็คิดอย่างนั้นทุกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นการยึดมั่นถือมั่นอย่างหนึ่งที่ทำให้เวลาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดหวังเราก็จะทุกข์มาก ผมไม่เคยคบใครแล้วคิดว่า คบๆ เดี๋ยวเลิก

แต่ก่อนคนจะบอกว่ารักต้องเผื่อใจ ถ้าคุณไม่เผื่อใจคุณจะเสียใจมาก ผมไม่ชอบคำนี้และผมไม่เชื่อเลย ผมรู้สึกว่ามันเห็นแก่ตัวจัง การที่เราจะรักใครคนนึงแล้วต้องมากั๊กๆ ไว้ ไม่รักเขาเต็มที่เพราะกลัวตัวเองเสียใจ มันดูไม่ใช่ความรักเลยว่ะ เหมือนเล่นเกม แต่เวลามันก็สอนเราว่าคุณจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ คุณจะรักเต็มที่อย่างที่คุณเคยทำมาก่อนก็ได้แต่คุณก็ต้องยอมรับด้วยว่าถ้าคุณสุดลิ่มทิ่มประตูแบบนั้น เวลาคุณทุกข์คุณก็จะสุดลิ่มทิ่มประตูเหมือนกัน คุณก็เลือกเอาว่าคุณอยากทำแบบไหน

การอยากอยู่ด้วยกันจนตายมันไม่ย้อนแย้งกับสิ่งที่คุณเชื่อว่าไม่มีอะไรคงอยู่เสมอไปหรือ

คนที่อยู่ด้วยกันจนแก่ตายเราก็เห็นเยอะแยะนะ แต่ว่ายิ่งโตก็ยิ่งเรียนรู้ว่าจริงๆ ถ้าอายุมนุษย์สัก 300 ปี ไอ้คู่ที่เราเห็นเขาแก่ตายตอน 80 แล้วยังรักกันอยู่ ปีที่ 150 เขาอาจจะเลิกรักกันก็ได้ อาจจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ได้ เพราะอายุมนุษย์มันดันสั้นกว่าที่จะพิสูจน์ และอีกอย่างเขาอาจจะหมดรักกันก่อนนั้นระหว่างทางแล้วก็ได้ แต่ว่าเขาอยู่กันด้วยความผูกพัน อย่างคนยุคก่อนอาจจะอยู่ด้วยจารีตประเพณี ถ้าเลือกแล้วก็ควรอยู่ด้วยกัน อายุขัยของความรักอาจจะหมดไปแล้วก็ได้ หรือเขาจะยังรักกันอยู่ เราไม่มีวันรู้เลย แต่ผมก็เชื่อว่ามันไม่ได้มีความรักกันตลอดเวลาหรอก มันมีทั้งช่วงรักช่วงไม่รัก แต่เขาเลือกแล้วว่าเขาจะอยู่ด้วยกัน

เห็นว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของเพลงที่คุณเขียนแต่งมาจากชีวิตจริง อย่างเพลง อายุขัย คุณไปเจออะไรมา

ตอนนั้นเลิกกับแฟน พอเลิกกับแฟนผมก็เขียน

คุณใช้การเขียนเพลงเยียวยาตัวเองหรือเปล่า

คือผมต้องคิดได้ก่อน แล้วผมถึงเขียน แปลว่าผมเยียวยาตัวเองเสร็จแล้ว เหมือนลองกินยานี้แล้วผมว่ามันเวิร์ก ผมค่อยเอาไปให้คนอื่นกิน

เหมือนคุณอยากสื่อสารเรื่องความไม่จีรัง

ใช่ ศาสนาพุทธย่อทั้งหมดสรุปแล้วง่ายๆ คือ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แค่นี้เลย ศาสนาพุทธสอนให้ออกจากทุกข์ ไม่ได้ไปวิ่งหาความสุข ความสุขไม่มีจริงในศาสนาพุทธ มีแค่ทุกข์มากและทุกข์น้อย เพราะฉะนั้น การที่จะออกจากทุกข์ คุณทุกข์เพราะอะไร เพราะไปยึดสิ่งที่มันไม่มีวันคงทนถาวร แล้วพอมันเสื่อมสลายไปตามกฎธรรมชาติก็เป็นทุกข์ เหมือนเราถือไอติมแล้วเราหวังว่ามันจะไม่ละลาย แล้วพอมันละลายเราก็ทุกข์

เห็นสเตตัสคุณบอกว่าในงาน Happy Deathday คุณประทับใจน้องเรไรที่สุด คุณประทับใจอะไร

ผมไม่เคยรู้จักน้องเขามาก่อน เคยได้ยินแค่คำว่า เรไรรายวัน แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นเด็กที่เขียนบันทึก พอขึ้นเวทีผมถึงรู้ว่านี่คือน้องที่เขียนบันทึกทุกวัน แล้วผมชอบประโยคจบที่พิธีกรถามว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจะบันทึกว่าอะไร น้องเขาบอกจะเขียนว่า ‘จบแล้วค่ะ’ ผมชอบมาก ผมรู้สึกว่ามันได้ทั้งทางโลกทางธรรม มันเหมือนนิทานเซน คือเรียบง่ายแต่ได้ใจความมาก สำหรับบางคนความตายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ โห น่ากลัว ถ้าคิดจริงๆ แล้วก็เรื่องธรรมดา ก็จบแล้วไง แค่นี้ ไม่เห็นมีอะไรเลย มึงบ้าบอมาทั้งชีวิต ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด ทั้งโลภ ต่อสู้สารพัดสิ่ง สุดท้ายแล้วไงล่ะ ก็จบแล้ว แค่นี้เอง โดยที่ผมก็ไม่ได้เชื่อว่าเรไรเขาคิดอะไรแบบนั้น เขาคิดด้วยความไร้เดียงสาของเด็กๆ เรียบง่าย ก็เขาบันทึกทุกวัน วันนี้วันสุดท้าย เขาก็เขียนว่า จบแล้วค่ะ Simple is the best. นี่แหละจริงแท้ที่สุด

อุ๋ย Buddha Bless

ถ้าต้องตายพรุ่งนี้จริงๆ คุณจะเสียดายมั้ย

จะมีอย่างเดียวที่เสียดายคือเราฝึกฝนในการละได้ไม่ดีเลย เราน่าจะฝึกฝนการละได้มากกว่านี้ ยังมีสิ่งที่เรายึดติดอยู่

ยังยึดติดในอะไร

ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์ของบุคคลนั่นแหละ ผมไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง คนรัก ส่วนอย่างอื่นถ้าผมตายผมไม่ค่อยเสียดายอะไร บ้านรถนู่นนี่นั่นผมช่างแม่งหมด สำหรับผมความสัมพันธ์มีค่าที่สุด มันยึดติดอยู่กับตัวเราที่สุด เพราะวันนึงที่เราไม่เหลืออะไร สมมติวันที่เราไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย ความสัมพันธ์ที่ยังมีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด

ระหว่างที่คุยกันคุณบอกว่าถ้าเรารู้วันตาย เราจะใช้ชีวิตไม่เหมือนเดิม ถ้าคุณรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตายคุณจะใช้ชีวิตเปลี่ยนไปยังไง

ถ้าผมรู้ว่าพรุ่งนี้ผมจะตายผมไม่มานั่งให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรอกครับ ผมไปหาพ่อหาแม่แล้ว ไปนั่งคุย นั่งขอบคุณ สงบสติอารมณ์ แล้วอยู่คนเดียวก่อนตาย พยายามละไม่ยึดติดกับอะไร ตายไปเงียบๆ คนเดียว

 

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้า-จิรายุ ละอองมณี อาจเป็นคนที่แค่เห็นปราดเดียว แม้เขาจะสวมหน้ากากอนามัย แต่ผมจะจำได้ทันทีว่าเป็นเขา ในขณะเดียวกัน เขาก็คือคนที่หากผมมองผ่านๆ ท่ามกลางคนมากมายที่กำลังข้ามถนนตรงสี่แยก เขาก็คือชายวัยรุ่นปกติคนหนึ่งที่ผมไม่เอะใจ และคงปล่อยให้เดินผ่านไปเหมือนคนอื่นๆ

หรือถ้าผมเกิดจำเขาได้ตอนเดินสวนกัน ก็คงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร

อย่าเข้าใจผมผิดนะครับ ไม่ใช่ว่าการเจอกับ เก้า จิรายุ นั้นไม่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเพราะนี่คือนักแสดงชายเพียงไม่กี่คนที่ผมรู้สึกคุ้นหน้ากว่าญาติบางคน และรู้สึกคุ้นเคยมากยามเจอตัวจริง จะมีสักกี่คนที่เราเห็นเขาตั้งแต่เด็กจนโต ราวกับเราเติบโตมาด้วยกัน และคงไม่เกินจริงนักหากผมจะขอเหมารวมว่านักอ่านหลายท่านคงรู้สึกคล้ายกัน 

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

คุณนึกหน้าเด็กชายที่รับบท ‘ไอ้ทิ้ง’ ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ออกไหม หากยังคลับคล้ายคลับคลา ลองนึกหน้า ‘โต้ง’ ในวัยเยาว์จาก รักแห่งสยาม นั่นแหละครับ คนเดียวกัน แต่หากต่อมการแยกแยะหน้าตาเด็กชายของคุณนั้นบกพร่องเหมือนผม (ที่มองว่าเด็กชายที่ไหนก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด) ลองนึกถึงวัยรุ่นชายสะพายเบส บุคลิกจ๋อยๆ ที่ชื่อ ‘เป็ด’ จาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ นั่นก็ใช่ ไปจนถึงบทบาทนอกจอเงินอย่างการเป็นมือกีตาร์ประจำวง Bad Baboon เจ้าของเพลงร็อกเมทัลหนักๆ แต่เนื้อหากวนประสาท นั่นก็เขา 

แต่เป็นเก้า คนละเก้าเดียวกันกับที่เรารู้จัก เพราะครั้งนี้เขาสวมบทบาทเป็นตัวเอง

ผมเจอเก้าที่สตูดิโอซูเปอร์จิ๋ว เขาเพิ่งถ่ายรายการ Super 10 เสร็จ (ที่ระหว่างนั่งรอ ก็ได้ยินเพลง ทุ้มอยู่ในใจ เปิดซ้อมวนไปมา) แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 2 ทุ่ม และคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย แต่เก้ากลับบอกว่า “ยินดีครับ” หากเราจะใช้เวลาต่อจากนี้อย่างเต็มที่ 

เราคุยกันในห้องแต่งตัวของสตูดิโอ อาจไม่ใช่สถานที่ที่น่ารื่นรมย์นักต่อการเจาะใจ แต่นี่คงเป็นสถานที่ที่ เก้า จิรายุ ในวัยย่าง 26 ต้องเผชิญมาตลอดการทำงานกว่า 20 ปี ในวงการที่หน้าม่านฉาบด้วยแสงสปอตไลต์ แต่หลังม่านอบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นเสื้อผ้า กลิ่นอาหารที่ผสานอยู่ในละอองของแอร์คอนดิชัน และกลิ่นความทรงจำ (ที่คล้ายกลิ่นเหงื่อจากการทำงานหนัก) ของชายวัย 25 ปีที่ต้องแลกและเรียนรู้หลายบทเรียน กว่าเขาจะพาชีวิตมานั่งอยู่ตรงนี้

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าแรก : เด็ก ดวง ดารา

“ถ้าผมจะให้เครดิตว่าทำไมผมอยู่ได้ต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องโชคส่วนหนึ่ง โอกาสส่วนหนึ่ง” เก้าตอบเนิบๆ หลังจากที่ผมถามว่า อะไรทำให้ชายวัย 25 ทำงานในวงการนี้ได้นานเกือบ 20 ปี และยังยืนระยะมาได้จนถึงตอนนี้ 

“ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มีพระคุณ ผู้ใหญ่ ผู้จัดละคร โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ ที่มอบโอกาส ทำให้เราได้มีอาชีพ ได้เงิน ได้ประสบการณ์”

ส่วน ‘โชคส่วนหนึ่ง’ ที่เขากล่าวถึง คือการมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้เขาทำงานนี้มาตลอด 

“แม่นี่แหละครับหลักๆ ที่เขาดีลกับทุกอย่างได้ดี ดีมากๆ เพราะผมก็คือเด็กทั่วไปคนหนึ่ง หากปราศจากงานนี้ ผมก็คือเด็กทั่วไป เด็กมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ อย่างผู้ใหญ่ ถ้าเราทำงานได้ไม่ตรงตามที่เขาจ้างมา เราก็รู้สึกไม่ดี เราถึงต้องทำให้ดีขึ้น แต่สำหรับเด็ก มันไม่มีเหตุผลแบบนั้นครับ เด็กๆ มัน ก็แล้วไง ถ้าไม่อยากทำขึ้นมาก็ไม่ทำ”

และอาจจะเป็นไปได้ที่คนจ้างก็ยอมรับกับเงื่อนไขแบบนั้น-ผมถาม

“มันก็ไม่แน่นอนฮะ ซึ่งมันก็มีอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมเองก็เป็นเด็กที่เหมือนจะดื้อ แต่ต่อให้แย่สุดแค่ไหน ก็ยังคงทำงาน ไม่เคยหรือน้อยมากที่จะถึงขั้นว่าทำให้งานเขาต้องช้าไปเลยเพราะเรางอแง ก็เป็นโชคดี อาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงมาดีด้วย แม่เขาจะรู้ว่า ต้องดีลยังไงเราถึงจะเล่น แต่ขณะเดียวกัน มันไม่มีความรู้สึกว่าเราถูกบังคับขนาดนั้นนะ เพราะเวลาที่ผมไม่อยากทำจริงๆ แม่จะถามก่อน อาจมีการ Convince บ้าง แต่เขาไม่เคยบังคับเราในเรื่องนี้ ยิ่งชัดเจนเลย พอเราโตขึ้น ถ้าเขารู้ว่าเราเหนื่อย ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ไปโรงเรียน ไม่ค่อยได้เล่นกับเพื่อน เราจะเริ่มไม่มีความสุข เริ่มมีอาการแปลกๆ เขาก็ไม่เคยฝืน” 

คงไม่ใช่งานง่ายๆ เลยสำหรับเด็กที่เคย ‘เป็นแบบ’ ถ่ายโฆษณามาตั้งแต่ 2 ขวบเศษ ถ่ายละครจริงๆ จังๆ ตอน 6 ขวบกว่าๆ (และเริ่มเป็นที่รู้จักในบทบาท ‘ผีน้อย’ จากละคร ผีขี้เหงา ในช่วง พ.ศ. 2545) และถ่ายหนังตอน 9 ขวบ นั่นทำให้นักแสดงเด็ก มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป

“ช่วงเด็กๆ มันอาจจะแบบ…พึ่งดวง ” คล้ายพูดติดตลกและถ่อมตัว แต่น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ “เพราะเด็ก ความสามารถมันไม่หนีกันมากหรอกครับ เมืองไทยไม่เหมือนเมืองนอก น้อยคนมากที่จะโคตรพรสวรรค์แบบ ดาโคทา แฟนนิง (Dakota Fanning) คือส่วนใหญ่ผู้กำกับเล่นให้ดูเลย แล้วเราก็เล่นตามเขา อยู่ที่ว่าเด็กคนไหนก็อปปี้เก่ง 

“อาจจะเป็นโชคดีของผมที่ผมก็อปปี้เก่ง ทำเหมือนเขาเดี๊ยะ ก็โอเค แต่ว่าโตขึ้นเนี่ย การจะรักษาอาชีพเราไว้ได้คือเราต้องแสดงเป็นจริงๆ ต้องรู้จริง โชคดีที่ว่าพอถึงเวลาที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงที่โตแล้ว ก็ดันทำได้ โชคดี มีครูดี พี่เงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ก็สอน โชคดีว่าเราได้ครูที่ดี แล้วเราก็ดันจำได้ ดันเอาไปใช้ได้ถูกทาง ผู้กำกับชอบ คนดูชอบ มันเลยอยู่ได้ คนก็บอกว่า​ โอเค นี่เป็นนักแสดงที่เก่ง แต่จริงๆ ผมว่า ผมไม่ได้เก่งได้ด้วยตัวเองหรอก มันก็ไม่ได้อย่างเดียวอะนะครับ มันหลายๆ อย่าง”

บันทึกทรรศนะของ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ในวัยย่าง 26 ปี

เก้าที่สอง : ความสามารถ โชคชะตา และคำสอนของแม่

คำก็ดวง สองคำก็โชค ฟังเก้ามาถึงตรงนี้ ทำให้ผมตรึกตรองถึงกฎแห่งความโชคดีที่เคยอ่านผ่านๆ เมื่อนานมาแล้ว มันกล่าวว่า มนุษย์สร้างโชคดีได้เสมอ โชคดีจะเกิดขึ้นเมื่อ ‘โอกาส’ มาเจอกับคนที่ ‘พร้อม’ รับโอกาสนั้น แน่นอนว่าเก้าพร้อมรับโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาเสมอ แม้ว่าเขาจะบอกว่า “จริงๆ แล้ว ผมปฏิเสธงานนะ เยอะด้วย มีหลายงานที่ผมยังนึกเสียดายมาถึงทุกวันนี้ว่าทำไมไม่รับวะ เป็นเพราะเหตุผลโง่ๆ ง่ายๆ อย่างขี้เกียจ เหนื่อย หรืองานนั้นมันดู ‘ไม่น่าจะดี’ 

“ผมไม่ค่อยอยากทำงานพร้อมกันหลายเรื่อง บางคนที่เขาทำได้พร้อมกันแล้วออกมาดีก็ดีไป แต่พอผมทำดูแล้ว มักจะรู้สึกว่า มันน่าจะดีได้กว่านี้อีก ผมว่าสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายในช่วงนั้นก็สำคัญ ผมคิดง่ายๆ ตามคนปกติทั่วไปว่า สัปดาห์หนึ่ง อย่างน้อยๆ เราน่าจะมีวันว่างสักสองวัน ผมว่ามันมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่คนเรามีกฎหมายแรงงาน ว่าทำงานวีกละไม่เกินกี่ชั่วโมง ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยซีเรียสแค่ไหน แต่ต่างประเทศซีเรียสมาก เพราะเขาวิจัยออกมาแล้วว่า งานมันจะออกมาดีกว่า ถ้าคุณทำในชั่วโมงที่เหมาะสม และปริมาณที่คุณทำได้ มันเยอะกว่าที่คุณทำงานหนักอีก ผมเลยรู้สึกว่า เออ มันก็ดี เพราะเราทำน้อย แต่เราได้มาก ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว” 

แต่โชคดีที่เกิดจากความพร้อมที่ว่า จะไม่เกิดขึ้นเลยหากเขาไม่เปิดรับและเรียนรู้จากคนอื่น อย่างที่กฎแห่งความโชคดีอีกข้อได้กล่าวว่า โชคดีจะมาจากคนอื่นเสมอ 

อีโก้ คือศัตรูตัวฉกาจที่สามารถดับอาชีพนักแสดงได้ในพริบตา และถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ใช่แค่อาชีพนักแสดง แต่มันอาจหักเหชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เพียงอึดใจ การรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นตัวของตัวเอง และการรับฟังและเรียนรู้จากคนรอบข้าง คือสิ่งที่เก้าแสดงให้ผมเห็นตลอดการสนทนา ผ่านการให้เครดิตผู้มีพระคุณทุกครั้งที่มีโอกาสว่า เขามีวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถและการทำงานหนักของเขา (ที่เขามักกล่าวถึงมันในนามว่า เขาแค่โชคดี) แต่เป็นเพราะความช่วยเหลือของทุกๆ คน และที่สำคัญ เขาไม่ลืมที่จะขอบคุณคุณแม่ 

“แม่มีส่วนเยอะมาก ในการจัดการ ในการบริหาร ในเรื่องทัศนคติด้วย คือผมก็มีช่วงหลุด ยิ่งตอนเป็นวัยรุ่นนี่ โอ้โห ยิ่งหนักเลย คือแม่ผมทำงานด้วยและเป็นแม่ด้วย มันจะมีช่วงเวลาที่ยากมากๆ ทุกวันนี้ก็ยังมี เรายังต้องปรับกันเรื่อยๆ ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน แม่ก็ไม่ได้เหมือนเดิมทุกวัน สุดท้ายมันก็คือธุรกิจครอบครัว ผมคิดอย่างนี้นะ ผมแค่ออกไปข้างหน้า ส่วนแม่ก็ซัพพอร์ตและแก้ปัญหาอยู่ข้างหลัง”

คุณแม่สอนอะไรคุณมากที่สุด-ผมถามเขา

“หลายอย่างมาก ไอ้ที่เขาพูดก็เยอะ แต่บางทีเขาก็ไม่ได้พูด มันก็เป็นแนวทางการสอนแนวทางหนึ่งที่เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของกันและกัน บางทีเราไม่ต้องมารอให้คนนู้นมาสอนสิ คนนี้มาสอนสิ เราดูเอาเลย แล้วก็เรียนรู้เอา ครูของเราเป็นได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เราเห็นได้หมด เรานำมาใช้ได้หมด ผมว่าเรื่องหนึ่งที่ติดมากับผมตั้งแต่เด็กๆ คือ เมื่อพูดว่าเป็นงาน มันก็คือเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ทำยังไงก็ได้ให้งานมันออกมาดี ทำแบบที่ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง ใช่ ตั้งแต่เด็กอะครับ มันยากนะที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งรู้สึกถึงคำนี้ แต่ผมว่าแม่ทำได้”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สาม : จากการก็อปปี้ สู่การตระหนักว่าอาชีพนี้มีคุณค่า

“อย่างที่บอก ตอนเด็กๆ ผมแสดงตามที่คนบอกให้ทำ ผมไม่ได้คิดหรอกว่าการแสดงมันมีเสน่ห์ยังไง ประสบการณ์ชีวิตตอนนั้นมันไม่ได้หลากหลายจนเราบอกได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับฉัน แม้กระทั่งตอนเล่นหนังอย่าง 5 แพร่ง ที่มันยากจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมมีแพสชันอะไรขนาดนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันยาก แต่ผมก็อยากเอาชนะนะ ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่ถ้าทำอะไรดีสักอย่างแล้วมีคนชมจะรู้สึกภูมิใจ ทำอะไรก็ดีไปหมดเลยช่วงนั้น ผิดกับวันนี้” เขาหัวเราะให้ตัวเองเบาๆ 

“คือตอนนั้นเราชอบให้คนชม ไม่รู้หรอกว่าการแสดงเป็นแพสชันหลักของเราไหม เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนมาถึงการแสดงบางเรื่องที่มันเริ่มมีผลกระทบกับคนดู อย่าง Suckseed ผมยกตัวอย่างนะ ตอนเล่น เราสนุก ก็ไปเจอเพื่อน เล่นดนตรี ได้เจอคนนู้นคนนี้ พี่ตูนมากองถ่าย กูโคตรโชคดีเลยว่ะ ถามว่าชอบแสดงไหม เฉยๆ ไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่ว่าเล่นแล้วมีความสุขกับชีวิตก็พอ แต่ที่มันมากไปกว่านั้นคือ อย่างทุกวันนี้ ผมมาถ่ายรายการ Super 10 เด็กๆ รุ่นนี้ บางทีผมยังงงเลยนะ โห เขายังดู Suckseed กันทันหรอวะ บางคนก็บอก เพิ่งดูใน Netflix พ่อเปิดให้ดู พ่อชอบมาก พ่อเขาก็รุ่นๆ เดียวกับผมนะบางที (หัวเราะ) 

“ผมก็แบบ เอ้ย โอ้โห มันทำให้เด็กบางคนหันมาเล่นดนตรีเว้ย เห้ย มันเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยนะ ผมไม่รู้นะว่าคนที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งนี้มีมากน้อยแค่ไหน แค่มีสักคนสองคน ผมก็รู้สึกว่าดีว่ะ อันนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่างานเรามันมีคุณค่า”

“แต่ว่าไอ้แพสชันที่มันมากับการแสดง ที่เรารู้สึกว่ามันโอเคด้วยตัวมันเองเลย เล่นเสร็จกลับบ้านก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรอหนังฉาย วันนี้แม่งกูมีความสุขกับการแสดงจังเลย ก็คือเรื่อง ตุ๊กแกรักแป้งมาก

หากใครยังไม่เคยดู มันคือเรื่องราวความรัก ความทรงจำของอดีตเด็กวาดคัทเอาต์ในโรงหนัง ที่อยากจะเป็นผู้กำกับ และอยากทำหนังเพื่อให้คนคนหนึ่งได้ดู 

“สิ่งเดียวในเรื่องนั้นที่ผมว่ามันติดอยู่ในใจผม คือวิกผมที่มันแบบ มีบางฉากที่ดี มันเนียนเหมือนจริง แต่บางฉากมันก็… นั่นคือแค่เรื่องเดียวเลยครับ แต่นอกจากนั้น ทุกอย่างของเรื่องนั้น เรารู้สึกชอบการแสดงของเรา พอได้เล่นแล้ว เหมือนมันถูกไปหมด คือผมจะไม่ค่อยดูหนังตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมรู้สึกว่าดูเรื่องนั้นแล้วผมไม่เขินตัวเองเลย ทั้งๆ ที่วิกมันไม่ได้ดีด้วยซ้ำ ผมไม่ได้โทษคนทำวิกนะครับ มันเป็นวิกอะ ใครทำมันก็ยากทั้งนั้นแหละ แต่จะบอกว่า ผมมองข้ามจุดนั้นไปเลย ผมมีความสุขด้วยการแสดงจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนทุกๆ ครั้ง

เมื่อฟังเก้าเล่ามาจนถึงตรงนี้ ผมติดใจในน้ำเสียงเขาราบเรียบของเขา

ประสบการณ์จากการสัมภาษณ์คนมาจำนวนหนึ่ง มันมีเรื่องให้ผมประหลาดใจอยู่อย่างคือ คนที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมานานจนเชี่ยวชาญ ผมพบว่าเขาเหล่านั้นมักมีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกันคือ ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเก่งในสิ่งที่ทำเลย รู้สึกเสมอว่าตัวเองคือน้ำที่ไม่เต็มแก้ว พวกเขากระหายใคร่รู้ตลอดเวลา และรู้สึกเสมอว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ ยังมีเรื่องที่เขาไม่เข้าใจ และยังมีสิ่งใหม่ให้ค้นหาไม่รู้จบ (แม้หลายคนจะทำมาเกินหมื่นชั่วโมงจนเข้าขั้นเซียนแล้วก็ตาม) 

และพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่ (อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเคยเจอมา) มักรู้สึกกับสิ่งที่เขาทำว่า ก็เป็นแค่สิ่งปกติธรรมดา ก็แค่อาชีพอาชีพหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญไปกว่าอาชีพอื่นใด (นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาทำสิ่งนั้นๆ ได้นาน) ซึ่งต่างจากที่ผมคาดไว้ก่อนหน้านี้ว่า คนพวกนี้จะต้องพูดถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ออกนอกหน้า แต่ในความเป็นจริง พวกเขามักนิ่งกว่าที่คิดครับ

นิ่ง จนบางครั้งก็เผลอรู้สึกไม่ได้ว่า พวกเขายังเหลือแพสชันในสิ่งที่ทำอีกหรือเปล่า

หลายครั้งผมกลับมาบ้าน ฟังเทปสัมภาษณ์ของคนเหล่านั้น และรู้สึกผิดหวัง 

จนกระทั่งผมปิดเทป และเปิดดูผลงานล่าสุดที่คนเหล่านั้นทำ จึงจะเห็นว่าเขายังเหลือแพสชันในสิ่งนั้นอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกคนจะถนัดสื่อสารความรู้สึกทางการพูดครับ และเราตีความจากแค่ตรงนั้นไม่ได้

เพราะน้ำเสียง ปั้นได้ คำพูด หลอกง่าย 

แต่ผลงานที่เขาทำต่างหาก ที่จะแสดงให้เห็นว่า เขาให้คุณค่ากับมันแค่ไหน 

เพราะมันไม่เคยหลอกตัวเองเลย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่สี่ : หมดไฟ จุดไฟ และความสุขจากการอยู่กับปัจจุบัน

ผมเคยเจอเก้าราวๆ เมื่อ 4 ปีก่อน สมัยที่ผมทำงานในนิตยสารแฟชั่นหัวฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ตอนนั้นเก้าติด 1 ใน 10 ของลิสต์ผู้ชายที่น่าสนใจที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 เขามาถ่ายแฟชั่นและสัมภาษณ์ด้วยท่าทีเงียบๆ แต่ตั้งใจ แน่นอน ครั้งนั้นผมไม่ได้สัมภาษณ์เขา แต่ผมแอบไปอ่านบทสัมภาษณ์นั้นและติดใจคำถามหนึ่ง

ครับ ในฐานะนักเขียน เรามีโอกาสเจอคนเดิมๆ ในช่วงวัยที่ต่างไป และการถามคำถามเขาด้วยบางคำถามเดิมในวันที่เขามีวุฒิภาวะที่เปลี่ยนไป (เหมือนที่ Andy Warhol เคยทำในนิตยสาร Interview) ย่อมบอกอะไรเราได้บ้าง ไม่มาก… ก็น้อย

ทำงานมาจะยี่สิบปีแล้ว มีหมดไฟบ้างไหม

“มีครับ มี” เก้าตอบทันที

แล้วคุณจัดการกับอารมณ์ตัวเองยังไง

“ก็นั่นแหละ ย้อนกลับไปเรื่องที่บอกว่า บางอย่างเราชอบทำเพราะทำแล้วมีคนชม มีผลตอบรับที่ดี ถ้าเป็นยุคนี้ก็คือยอดวิว เมื่อก่อนคือหนังได้ร้อยล้าน แต่ผมว่าถ้าเอาสิ่งนั้นเป็นตัวตั้ง มันจะ Burn Out อย่างที่บอก โอกาสมันง่ายมาก ชีวิตคนเรา บางคนทำมาทั้งชีวิต ไม่ประสบความสำเร็จแบบที่เราตั้งใจเลย แต่เราลืมไปว่าเราได้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง หรือบางคนทำสำเร็จแค่เรื่องเดียวเองทั้งชีวิต บางคนมาดังตอนห้าสิบ อย่างคนที่เพิ่งได้ออสการ์ผู้หญิงที่เป็นชาวเอเชียอะครับ ที่เล่นหนัง แบรด พิตต์ (Brad Pitt) ไรสักอย่าง (เก้าหมายถึง ยุนยอจอง (Youn Yuh-Jung) เป็นนักแสดงหญิงวัย 73 ปี เธอป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงหญิงสมทบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Minari ซึ่งแบรด พิตต์ เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์) เขาเพิ่งมาได้เมื่ออายุเท่านั้นอะ เราจะไปรู้ได้ไงว่ามันเมื่อไหร่ 

“สิ่งสำคัญคือ ผมว่าถ้าเขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ โดยที่ไม่ต้องพึ่งว่ามันจะฮิตไหม มันจะได้ผลตอบรับที่ดีหรือคำชมไหม อาจจะถูกด่ามาตลอด แต่กูชอบอะ มันเหมือนชิซูกะเล่นไวโอลินโคตรห่วยเลย แต่เล่นเปียโนเพราะมากเลย ทำไมไม่เล่นเปียโนวะ เอ้า ก็ชอบไวโอลินอะ แล้วก็เล่นไปอย่างนั้นแหละ ไม่ฟัง ก็ไม่ต้องฟัง แต่วันหนึ่ง ผมว่าเดี๋ยวมันก็เพราะเว้ย มันก็แค่นั้นแหละ มันต้องหาสิ่งนั้นให้เจอก่อน ซึ่งผมเองก็ต้องเอาจิตใจไปอยู่กับตรงนั้นว่า อะไรที่เราทำแล้วมีความสุข ก็โฟกัสกับสิ่งนั้นมากกว่าผลตอบรับภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ คิดแบบนี้ ไฟมันก็กลับมา

“และสิ่งนี้ มันไม่ควรมีสิ่งเดียวด้วย สิ่งที่เรียกว่าแพสชัน เราถึงต้องมีงานอดิเรก ซึ่งหลังๆ ผมพบกับดนตรี ผมว่าผมสวิตช์สองแชนแนลนี้ อันหนึ่งได้พัก อันหนึ่งได้ทำ สลับกันไป ดนตรีกับการแสดง ผมโอเค ผมว่าต้องบาลานซ์ชีวิตดีๆ บางคนอาจมีความอดทนสูง ทำได้เรื่อยๆ ทำอย่างเดียวทุกวันก็ดีไป แต่ผมทำไม่ได้ ก็ต้องหาอะไรที่มันพอดีกับตัวเรา อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกว่า เราไหว ฝืนบ้างนิดหน่อย ดูขีดจำกัดตัวเอง แต่ไม่ต้องฝืนจนต้องตั้งคำถามว่า ฝืนเพื่อ? ให้มันฝืนพอท้าทายก็พอ”

ถ้าถามว่า คำถามเดิมจากเมื่อ 4 ปีก่อน มีคำตอบที่เปลี่ยนไปไหมในวันนี้

ใจความคงเดิม แต่มันเข้มข้มขึ้นตามวัย วัยที่ยังเร็วเกินไปหากไฟฝันจะมอดดับ

และดูท่า นอกจากจะไม่ดับแล้ว มันยังลามไปจุดไฟในหัวใจผู้ฟังด้วย

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่ห้า : ลบล้าง เขียนทับใหม่ ก่อนจะก้าวต่อในในบทบาทที่ไม่คุ้นเคย

ขอสารภาพว่า ในระหว่างการสัมภาษณ์ แม้ เก้า จิรายุ จะเป็นคนตอบคำถามตรงหน้า แต่ในบางแวบของการสบตา ผมกลับรู้สึกถึงความเป็น ‘เป็ด’ หนุ่มน้อยจาก Suckseed ห่วยขั้นเทพ บางครั้งก็เหมือนจะเห็นการแสดงอารมณ์แบบ ‘ตุ๊กแก’ จาก ตุ๊กแกรักแป้งมาก (ขาดแค่การสวมวิกผมยาวเซอร์ และเปิดเพลง เพียงสบตา ของ พี่แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์

น่าคิดว่า นั่นเป็นเพราะคาแรกเตอร์เหล่านั้นเหมือนตัวเก้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรือนั่นคือตะกอนจากการสวมบทบาทที่ยังนอนก้นในตัวเขา หรือทั้งสองอย่าง

เพราะบทที่คุณเล่นนั้นหลากหลายมาก และหลายครั้ง นักแสดงอาจต้องสวมบทบาทเป็นใครที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยซัฟเฟอร์จากการทำงานตรงนี้ไหม-ผมถาม

“มันเกิดขึ้นได้ครับ เหมือนเป็นความเคยชิน กล้ามเนื้อมันจำ อย่างตอนที่ผมเล่น Suckseed ผมก็รู้สึกว่า ต่ำต้อย กูตัวเล๊กกก (เสียงสูง) ตามคาแรกเตอร์ มันก็ติดมา ทุกวันนี้บางทีก็ยังรู้สึกว่ายังมีอยู่เหมือนกัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว ด้วยความที่มันมีบางอย่างเชื่อมโยงกับเราด้วย เพราะเราไม่ได้คิดว่าตัวเองมีความมั่นใจสูงอยู่แล้ว ผมคิดอย่างนั้นนะ แต่ก็ไม่ต้องไปเครียดกับมันครับ ถ้ามันไม่ได้กระทบต่อชีวิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเราต้องไปเล่นคาแรกเตอร์อื่น ‘การล้าง’ ก็สำคัญ ผมจะไม่ใช้วิธีที่ต้องไปนั่งล้างอะไรเก่าๆ คนเราไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่ลบไปได้เลย แต่เราเขียนสิ่งใหม่ทับไปได้ มันคืออย่างนั้น 

“ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ เขาบอกเลยว่าวิธีเดียวของการแสดงที่ทำยากที่สุด ถึงข้ั้นทำไม่ได้เลย คือการที่มีแววตาที่ไร้เดียงสา อันนี้ยากมาก บทอื่นมันเปลี่ยนกันได้ ความรู้สึกบางอย่างเราแค่เขียนทับมันลงไป อันเก่าก็ไม่ได้หายไปไหนหรอก แค่เขียนทับมันลงไปแล้วคาแรกเตอร์ใหม่มันชัดกว่า แต่ถ้าเราจะทำตัวเองให้กลับไปไร้เดียงสาเหมือนเด็กอะครับ ยากมาก คนดูอาจรู้สึกว่า นี่ไง เหมือนเด็กเลย แต่มันเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ ไปดูดีๆ ครับว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า แววตาน่ะ มันมีจังหวะเผลอ ไม่เหมือน เพราะการไร้เดียงสาไม่ต้องแสดง ทุกอย่างคือสัญชาตญาณ นึกออกไหมครับ แล้วการที่จะมีแววตากลับไปเป็นอย่างนั้นได้มันยากมาก อันนี้เป็นบทหนึ่งที่ผมกล้าพูดเลยว่า ใครที่เล่นได้แล้วมันใช่นี่โคตรเก่ง ผมยังคิดเลย ถ้าผมทำได้ ผมคงรู้สึกว่าตัวเองเก่งมาก” เขาพูดถึงความท้าทายในอาชีพอย่างออกรส

“แต่ถ้าพูดถึงการติดคาแรกเตอร์ ผมเองก็มีบ้างเหมือนกันหากเจอบทเครียดๆ บทเจอผีเยอะๆ ที่มัน Intense หน่อย” เก้ากล่าว หนึ่งในเรื่องที่ล้างยากที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาคือการสวมทบาทเป็น ‘เป้’ นักเลงปาหินที่ฆ่าพ่อตัวเองโดยไม่ตั้งใจใน 5 แพร่ง ตอน หลาวชะโอน

“ครูสอนการแสดงก็จะมีวิธีเบื้องต้นคือ สะบัดร่างกาย สะกดจิตตัวเองให้รู้สึกว่าความเครียดมันออกไป คือเมื่อรีแล็กซ์ร่างกายแล้ว จะช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย แต่บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจต้องใช้การออกกำลังกาย หรือมีวันพัก อย่างผมก็ใช้วิธีเล่นดนตรีบ้าง ฟังเพลงบ้าง ผมอาจจะถือว่าไม่ใช่คนที่ล้างยากมาก หรือผมอาจจะไม่ได้ Deep เท่านักแสดงคนอื่นก็ได้ หรือผมอาจจะไม่ได้ลงถึงแก่นเท่าเขาก็ได้ มันก็แล้วแต่วิธีของแต่ละคนน่ะครับ

โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (Robert Downey, Jr.) ยังบอกเลยว่า เขาไม่ได้เป็นคนที่อินอะไรกับการแสดง เขาไม่เคยอินเลย เขาแค่เสแสร้งเก่ง แต่มันเก่งจริง เราก็ยอมรับ แต่ผมไม่เชื่อมันหรอก ผมว่ามันเรียนเยอะ มันต้องศึกษาแหละ อาจจะมีพรสวรรค์ แต่พวกนี้ทุกคน นักร้องร็อกงี้ ศิลปินร็อกต่างประเทศที่บอกว่า อุ้ย ภาพลักษณ์ออกมา กินเหล้า สูบบุหรี่ เมายา ตื่นเช้ามา วิ่งทุกคน ผมกล้าพูดเลย ไอ้พวกนี้…

“จริงพี่… มันวิ่งทุกคน” เขาอมยิ้ม 

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่หก : ร็อก แรป เมทัล กับชีวิตอีกบทบาทในวง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนรู้จักเก้าในบทบาทนักดนตรี คือ ทุ้มอยู่ในใจ เพลงประกอบภาพยนตร์ Suckseed ห่วยขั้นเทพ ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินเดี่ยว แต่เก้ายังเคยฟอร์มวงกับเพื่อนในชื่อวง Sleep Runway ดนตรีป็อปร็อกสมวัยที่ครองใจผู้ฟังในช่วงนั้น 

“พูดตรงๆ ตอนนั้น ผมไม่ได้มีสกิลล์การร้องเพลงที่สูง จะให้ร้องแหบๆ พร่าๆ แบบร็อกมากๆ ผมก็ทำไม่ได้ เพลงมันก็เลยทำออกมาตามเสียงของผมด้วย ซึ่งอยู่ในภาคดนตรีที่เราก็ยังพอรับได้ ก็เป็นป็อปร็อกปกติทั่วไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เราคิดว่าถ้าเป็นแนวดนตรีที่เราชอบร้อยเปอร์เซ็นต์ล่ะ ดนตรีของเราจะออกมาเป็นแบบไหน”

ดนตรีไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิตเก้า แต่สิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับใครหลายๆ คนคือ ครั้งนี้ เก้ากลับมาทำดนตรีในสไตล์ที่หนักหน่วงกว่าที่ใครหลายคนคาดไว้

Bad Baboon คือวงล่าสุดของเขา คือพลังหนุ่มจากสี่สมาชิกคือ กลอง-ฐาฬ์ กุณฑลบุตร (ร้องนำ), โดม-วีรยุทธ์ ห่อนาค (กลอง), บอม-วิชาวัฒน์ บุดดาบุญ (เบส) และเก้าเองที่ครั้งนี้ เขากำชับหนักแน่นกับเพื่อนว่าเขาอยากเล่นกีตาร์ในวง 

“พอดีว่ามีเพื่อนที่โตมาแบบเรา เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก พูดอะไรก็เข้าใจว่าเราจะทำแนวไหน นั่นคือคุณกลอง มันชอบแรป เลยคุยกันว่าอยากทำเพลง ผมพูดตรงๆ เลย อยากเล่นกีตาร์ อยากเล่นเมทัล มึงก็มาแรปแล้วกัน ร้องไม่ต้องมีเมโลดี้เลย จะได้ทำดนตรีง่ายด้วย ไม่ต้องมีเรื่องของฮาร์โมนี่ ตัดทิ้งไปได้เลย เอาความสะใจล้วนๆ

“เราก็คิด Riff กีตาร์ไป แรปก็เล่าเรื่องไปโดยไม่ต้องคิดว่าคำมันจะลงเมโลดี้ไหม มันพูดอะไรออกมาตรงๆ ได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของแรป คือคำไทยมันมักมีปัญหา สังเกตเพลงไทยในตลาดนะครับ ในยุคก่อนฮิปฮอปมา ว่ามันจะมีคำที่ถูกใช้วนไปวนมา เหมือนเป็นชุดคำที่ลงกับเมโลดี้แล้วร้องออกมาได้โดยไม่โกงโน้ต 

“แต่ในยุคหลัง พอมาเป็นยุคฮิปฮอป เราจะเห็นว่าต่อให้มีเมโลดี้ก็เถอะเริ่มมีการโกงโน้ต มันก็ใช้ได้กับแนวดนตรีบางแนว จะมีความกวน มีเสน่ห์ไปอีกแบบ แต่ผมรู้สึกว่า นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น อิจฉาคนฝรั่งน่ะครับที่เขามีเพลงที่พูดคำอะไรก็ได้ มันลงโน้ต ลงเมโลดี้ได้หมดเลย คือภาษาเขามันดันเป็นแบบนั้น แต่ว่าภาษาเราอาจจะต้องเลือกคำนิดหนึ่งเวลาร้องเมโลดี้ แต่พอเป็นแรปปุ๊บ มึงรัวเลย ขอแค่ Rhyme สวย ฟังแล้วเข้าหู ใช่มันก็คือใช่ และผมว่า ความชอบมันก็เป็นไปตามวัย เรารู้สึกว่า วัยนี้เราไม่ต้องมานั่งคิดแล้วว่ามันจะฮิตหรือไม่ฮิต ถ้าคนชอบ มันก็ชอบครับ”

วันนั้น ผมบอกเก้าว่า การได้ฟังเพลงของ Bad Baboon นั้นกระตุกต่อมความทรงจำยิ่งนัก เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนที่พาผู้ชายวัย 30 เดินทางกลับไปสู่สมัยไว้ผมเกรียนขาวสามด้าน ขอเงินแม่ไปซื้อเทปคาสเซ็ต ใส่เทปนั้นในเครื่องเสียงในรถแม่ เปิดลำโพงสุดเสียง เพียงอินโทรเพลง Paper Cut จากอัลบั้มในตำนาน Hybrid Theory ของ Linkin Park ดังขึ้น แม่ก็หันขวับและถามว่า “ซื้อเพลงอะไรมา” นั่นคือแทร็กแรกของการเดินทางไกลในชีวิตวัยรุ่นยุค 2000 ยุคที่ดนตรีร็อกผสมแรป (หรือ Nu Metal หรือเฮฟวี่เมทัลผสมฮิปฮอป แล้วแต่จะนิยาม) แบบนี้ยังเฟื่องฟูมาก มันนำไปสู่การแสวงหา Limb Bizkit และผองเพื่อนมากระแทกโสต และนี่คือแนวดนตรีที่ไม่ใช่ดนตรีเมนสตรีมอีกต่อไปในยุคนี้

“ใช่ครับ ใช่ๆ ผมก็โตมาแบบนั้นเหมือนกัน มันยากนะ แต่มองในแง่ดีมันก็ท้าทายไง ถ้าเราทำให้ดนตรีร็อกหรือเมทัลกลับขึ้นมาให้สูงที่สุด เรารู้สึกว่าเป็นความท้าทาย เราอยากเล่นแบบนี้มากกว่า ส่วนใครจะมาดูเพราะว่าเป็นตัวผม ผมก็ไม่สน แต่ตอนเขากลับออกไป แล้วเขารู้สึกยังไงกับสิ่งนี้ นั่นสำคัญกว่า”

เก้าที่เจ็ด : Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่ ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่

ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าอยากเข้าใจใครสักคน วิธีที่ดีที่สุดคือศึกษาชีวิตและเสพผลงานของเขา

ตอนนี้ Bad Baboon ปล่อยออกมาแล้ว 4 ซิงเกิล คือ Yes แม่, ข้าวราดแกง, อับดุล และล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมาโดยสมาชิกในวงรับผิดชอบพาร์ตตัวเอง และช่วยกันขัดเกลาให้กลมกล่อมทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และดนตรี 

ต้องยอมรับว่า แค่ได้ฟังชื่อเพลง อาจทำให้หลายคนด่วนตัดสิน 

คำมันชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หลอกด่า ไม่อ้อมค้อม

ดนตรีมันสาดโสตซะสะใจ และอาจจะหนักหูเกินไปสำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือใจไม่เปิดรับดนตรีเมทัล

แต่นี่แหละคือเมทัล นี่แหละคือความขบถ นี่แหละคือพลังสร้างสรรค์แห่งวัยหนุ่ม

ในฐานะของคนที่ฟังแล้ว ผมอยากบอกคุณอย่างนี้ครับว่า

เปิดใจ เปิดลำโพงให้สุด และจงอ่านระหว่างบรรทัดให้ดีๆ

“อันนี้ผมพูดแทนนักร้องนะครับ ตีความจากนักร้องอีกที เพราะผมก็ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวเขาเหมือนกัน” เก้ากล่าว ก่อนจะเล่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเพลง

“อย่างเพลง Yes แม่ เป็นเพลงแรกของวง คอนเซปต์อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ผมแค่มีดนตรีให้ แล้วให้นักร้องไปเขียนเนื้อมา ได้ท่อนฮุกมาก่อนว่า ‘Yes แม่ แปลว่าใช่ครับแม่’ ผมก็รู้สึกว่า แม่ง เป็นคำที่กวนตีนดี ‘ถูกต้อง ใช่เลย ครับผม ครับแม่’ มันเป็นคำที่เหมือนจะด่าเหรอ แต่ไม่ใช่ บอกว่า Yes แม่ ก็คือเชื่อฟังพ่อแม่ ตามนั้น เป็นคอนเซ็ปต์ที่พูดถึงคนที่อายุมากๆ แล้วใช้อายุมาเป็นอาวุธน่ะครับ

“มีอยู่ท่อนหนึ่งในเพลง ‘ฆ่าคนด้วยความแก่แต่ว่าจริงๆ ไร้ Attitude’ เหมือนคนที่ใช้อายุมาข่มว่ากูเจ๋ง กูรู้มากกว่ามึง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอาจจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ไก่กา ไม่ได้รู้อะไรจริงๆ ด้วยซ้ำไป เราไม่จำเป็นต้องนับถือคนแบบนั้น อันนี้คือแนวความคิดของเรา คือมันไม่สำคัญว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ มันสำคัญว่าข้างในคุณอายุเท่าไหร่มากกว่า”

แล้วซิงเกิลที่ 2 อย่าง ข้าวราดแกง ล่ะ-ผมถามเขา

“สั่งข้าวราดแกงเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายได้แกงราดข้าวทุกครั้ง เปรียบเปรยกับสภาพสังคมปัจจุบันที่พูดอย่างทำอย่าง คืออันนี้มันเล่นคำแหละ เรารู้ว่ามันเหมือนกันแหละ ข้าวราดแกงกับแกงราดข้าว แต่ว่าไปดูจริงๆ มันไม่เหมือนนะ สำหรับผมคือ ไม่อันใดอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งคือข้าวอยู่ข้างล่าง มันไม่เหมือนกัน บางที บางเรื่องที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย เหมือนๆ กันก็ได้มั้ง จริงๆ มันไม่เหมือน ถ้าเขาสั่ง เขาเป็นลูกค้า คุณก็ต้องทำตามที่เขาบอก ไม่ใช่มาขายผ้าเอาหน้ารอด เอาผักชีโรยหน้าแล้วบอกว่ามันเหมือนกัน หรือบางทีคนพูดอย่างทำอย่าง มันเยอะในสังคม เราก็เอามาพูดในเชิงกวนตีน ไม่ได้ไปด่าเขาตรงๆ เพลงนี้ก็จะจิกๆ กัดๆ หน่อย เออ เหมือนปะยาง เขียนปะยาง 24 ชั่วโมง แต่ปะจริงๆ ปะแค่ครึ่งชั่วโมงเอง มันคือความกวนอ่ะครับ 

“จริงๆ มันมีอะไรอีกในนั้น มีความเสียดสีอยู่เกือบทุกเพลง แต่เราฉาบมันด้วยความกวน ไม่อยากให้คนฟังรู้สึกว่า โห เมทัลมันเครียดจังวะ เราก็ยังต้องการให้มีอารมณ์ที่กวน แบบยิ้มได้อยู่ เพราะผมว่ามันสำคัญนะเวลาที่เราฟังเพลง อย่างพี่มานั่งคุยกับผมวันนี้ กับเวลาที่พี่กลับไปฟังเพลง พี่ต้องนึกถึงคนคนเดียวกันหน่อย เราไม่อยากเป็นแบบวงที่ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตนี่นั่งเล่นเกมกัน หัวเราะคึกคัก สนุกน่ารัก แต่ขึ้นไปบนเวทีแล้วคุณพูดแต่เรื่องเลือด เรื่องการเมืองอย่างนี้ แค่เพราะแนวดนตรีเมทัลเขาทำกัน แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวคุณแล้ว มันไม่ใช่แค่ว่าแนวนี้ต้องพูดเรื่องนี้เท่านั้น แนวไหนมันจะพูดเรื่องไหนก็ได้ครับ ทำได้หมด”

มาถึงเพลง อับดุล ซิงเกิลที่ 3 ที่เก้าดูท่าว่าจะชอบมาก เพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง สาวบางโพธิ์ ของตู้ ดิเรก

“ผมไปร้านเหล้ากับเพื่อน คุยกันว่าเพลงต่อไปเอาอะไรดี วงดนตรีที่ร้านก็เล่นเพลง สาวบางโพธิ์ (เก้าฮัมทำนอง) แล้วเพื่อนผมก็ร้องขึ้นมา ‘อับดุล เอ้ย อับดุล เอ้ย’ ผมก็ เออ ได้นี่หว่า มันเป็นคำของตลกเล่นกัน เราเอาไปทำต่อได้นี่หว่า ผมก็ไปขึ้นโครงดนตรีมา นักร้องก็ไปเขียนแรป แรปมันมา ดีมากเลย อับดุล นี่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่พูดถึงเรื่องของคนที่รู้จริงแต่ไม่จังครับ รู้จังแต่ไม่จริง มันก็เหมือนกับโชว์ปาหี่ เหมือนกับโชว์อับดุล อย่างนี้เลย 

“โดยเฉพาะกับคนบางคนที่มีคนนับหน้าถือตาอยู่ในสังคม เป็นคนใหญ่คนโตด้วยซ้ำไป คือเขาไปพูดอะไรคนก็เชื่อหมด แต่จริงๆ มันอาจไม่มีอะไรจริงเลยด้วยซ้ำที่เขาพูด มันก็มีอะครับ ในสังคมเรา ผมยกตัวอย่างไลฟ์โค้ชบางคน ใช้คำว่าบางคนนะครับ ผมรู้สึกว่า เขาจะรู้อะไรวะ นึกออกไหม ที่เขาพูดไปเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วบ้างก็มี แต่บางคนก็ยังจะเชื่อ ยังจะฟัง เลยเป็นที่มาของเพลงนี้ เราเปรียบเทียบกับคนที่ทำเหมือนรู้ แต่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลย”

ส่วนเพลงล่าสุด เอาแฟนเก่ากูคืนมา “เพลงนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของนักร้อง เป็นเพลงแรกที่นักร้องเขามีเนื้อมาจบหมดแล้วเลย เราก็ไปทำดนตรีเลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น” 

ตัวผมเองได้ฟังแล้วครับ พูดเลยว่าเพลงนี้แสบจริง ได้ฟังฮุกแรกเท่านั้นแหละ เล่นเอาถอดแว่นแทบไม่ทัน

แม้ตัวผลงานจะการันตีฝีมือของวงได้เป็นอย่างดี แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าหลายคนอาจยังปิดใจ หรือไม่ก็เข้ามาฟังเพราะเป็นวงที่มี เก้า จิรายุ เป็นสมาชิก ซึ่งดูเหมือนเก้าก็เข้าใจข้อดีนี้

“ผมอยากมีงานเล่น แล้วไปเล่นในฐานะวง ผมคิดเสมอว่า ผมไม่ได้อยากมีสปอตไลต์ คือโอเค คนต้องมองอยู่แล้วว่าเป็นวงเก้า แต่ท้ายที่สุด ก็ถ้าเขาอยู่กับโชว์สี่สิบห้านาทีหรือชั่วโมงนึงที่ผมไม่ได้ร้องเพลงเลย ผมแค่คอรัสอย่างนี้ ถ้าเขาอยู่กับเราได้ แสดงว่านี่ความสามารถเราแล้วนะ แต่ผมก็ไม่ได้ปิดกั้นนะ ใครอยากจะดูเพราะผม ก็ไม่เป็นไร แต่ท้ายที่สุด เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วงจะทำให้คนรู้สึกสนุกได้คือ ณ ตอนนี้ วงยังไม่ได้เป็นยอดฝีมืออะไรอย่างนั้น แต่ผมมองว่า หน้าที่เรามีอย่างเดียวครับ เราขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรี เราแค่ต้องเล่นดนตรี แล้วก็ต้องเล่นให้เขาปฏิเสธเราไม่ได้ 

“ผมไม่ได้บอกว่า ดีจนปฏิเสธไม่ได้ มันต้องเป็นความพอดีอะไรบางอย่าง ที่แบบไม่ได้เล่นโชว์ออฟ ปฏิเสธไม่ได้ในที่นี้คือ มันจะมีบางคนที่เราไม่ชอบเขาเลย ศิลปินคนนี้ แต่บางทีเรานั่งดูคลิปเขาเล่น ทำไมกูหยุดดูไม่ได้วะ รู้ตัวอีกที กูว่ากูชอบมึงแล้วล่ะ มันต้องเป็นความรู้สึกอย่างนั้น แล้วเราไม่ได้หวังว่าจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนนะครับ เราหวังว่ามันอาจจะเกิดขึ้นกับแค่คนบางคน แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว นั่นแหละครับ แค่เล่นกับเพื่อนๆ แล้วก็เป็นตัวของตัวเองครับ”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก
ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของเก้า จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

เก้าที่แปด : ความสัมพันธ์ในมุมมองของคนหนุ่ม

ในยุคโซเชียลมีเดียที่ความหมายของความเป็นส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป นอกจากผลงานเบื้องหน้าแล้ว ชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์หลังม่านมายาก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนล้วนจับตามอง โดยเฉพาะคนหนุ่มวัยกลาง 20 เขามีมุมมองต่อความสัมพันธ์อย่างไร ในช่วงวัยที่แพสชันแห่งความรักกำลังเข้มข้นและเบ่งบาน

“ความสัมพันธ์เหมือนเป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ เราไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เราไม่รู้ว่าจะคบกับใครนานแค่ไหน เขาจะอยู่ในชีวิตเรานานไหม เขาจะรับเราได้ไหม เราจะรักเขาได้ไหม มีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยครับ คิดมากไปผมว่าก็ปวดหัว ก็เลยกลับมาที่ว่า ตอนนี้มีความสุขก็พอ คิดเผื่อไปข้างหน้าได้นะ แต่ไม่ต้องเยอะมากจนกวนใจเรา แค่รู้สึกว่า ตอนนี้ คบกันแล้วมีความสุข มองไปข้างหน้าแล้วยังโอเค ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว”

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่จะรักษาความสัมพันธ์ได้นาน-ผมถามเขา

“พูดถึงความแฟร์ มันก็สำคัญ แต่แฟร์ของแต่ละคนไม่เท่ากันอีก งั้นมาพูดเรื่องทัศนคติดีกว่า สมมติเรามองสิ่งหนึ่ง มันอาจจะไม่ได้มองเป็นสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แต่ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองแบบนั้นก็จบ อีกอย่างก็ใจเขาใจเราด้วยครับ ช่วงที่เราเครียด เราอยากได้การปลอบประโลม ถ้าเขาเครียดก็คงเหมือนกัน จริงๆ ผมไม่อยากคิดไปเยอะว่ามันจะต้องเป็นยังไง คือพอมาอยู่ในวงการ คอมเมนต์มันเยอะ ส่วนหนึ่งผมก็เป็นคนที่มีโลกส่วนตัว ผมไม่พูดว่าผมมีโลกส่วนตัวสูง เพราะผมไม่รู้สึกว่าสูงขนาดนั้น แต่มันมีอยู่ ผมว่าเราก็จะให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่เราสบายใจที่จะให้เขาเห็น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราไม่อยากให้คนดูจากทางบ้านมาเป็นคนตัดสินชี้ชะตาเรา มันไม่ใช่ 

“ท้ายที่สุด มันต้องมาจากตัวเราเองว่าเรารู้สึกแบบไหนจริงๆ ผมเชื่อว่าหลายคนในวงการต้องมีผลกระทบบ้างแหละ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับความสัมพันธ์ ก็เป็นห่วงนะครับ (ยิ้ม) ขอให้ทุกคนสู้ๆ ครับ มันไม่ง่ายอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เขาก็จะมีความท้าทายแบบอื่น ที่พระเจ้าหรือใครสักคนส่งมาให้เราต้องต่อสู้กับสิ่งนั้น มันเป็นบททดสอบ 

“ถ้าพูดถึงของผม ผมรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นการซื้อหวยที่เลขเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ซึ่งมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราประพฤติตัวด้วย กับสิ่งที่เขาประพฤติตัวด้วย มันประกอบกัน บางทีเราซื้อมา ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่าแหละ มันไม่รู้จนกว่าวันที่หวยจะออก” 

ฟังเขาพูดจบ ผมคิดในใจ และหวังอย่างยิ่งครับว่า เขาจะถูกหวยงวดนี้

เก้าที่เก้า : ย้อนรอยเก้า ก่อนก้าวต่อไป

การสนทนาดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย แต่ผมนึกย้อนกลับไปก่อนวันสัมภาษณ์ วันที่ผมโทรหาเขาเพื่อบอกประเด็นและจุดมุ่งหมายที่เราจะคุยกัน และถือโอกาสถามเขาตรงๆ ว่า อยากคุยอะไรนอกเหนือจากประเด็นที่วางไว้บ้างไหม “จริงๆ คุยอะไรก็ได้นะครับ ผมเป็นคนอ่านง่ายครับ ไม่ซับซ้อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งที่ชวนตีความได้หลายอย่าง

มาวันนี้ที่ผมได้สนทนา ได้ฟังเสียงเขาเต็มสองหู ได้จ้องเขาเต็มสองตา จริงอยู่ที่คุยเรื่องอะไรก็ได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่อ่านง่ายนัก และหลายครั้งก็ก้ำกึ่งระหว่างความเข้าใจง่ายและซับซ้อนอยู่ในที

น้ำเสียงของ เก้า จิรายุ ให้จินตนาการถึงเสียงโทนต่ำ ราบเรียบ และค่อนข้างนิ่ง 

จะตื่นเต้น ยินดี หรือเศร้าใจ น้ำเสียงจึงไม่ต่างกันนัก แต่มันเต็มไปด้วยความครุ่นคิดของวัยหนุ่ม อาจพูดติดขัดบ้าง ในระหว่างที่กำลังเลือกสรรค์คำมาบรรยายความรู้สึกนึกคิดอย่างระมัดระวัง ถ้าเขาไม่คั่นด้วยคำว่า ‘แบบ…’ แล้วตามด้วยข้อความ เขาก็จะใช้ความเงียบตัดประโยคอย่างชะงักงัน แม้การร้อยเรียงประโยคจะชวนสับสนในบางครั้ง แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุด เมื่อได้กลับมาฟังเสียงสนทนาของเขาอีกครั้งระหว่างถอดเทป 

มันคือความครุ่นคิดของวัยหนุ่มจริงๆ

บางจังหวะนั้นหนักแน่นชวนคล้อยตามและชวนตั้งคำถาม ว่านี่คือบทเรียนชีวิตที่มาจากชายวัย 25 จริงหรือ 

บางจังหวะก็ลังเลกับคำตอบ จนชวนให้สงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ 

แต่กระนั้น ก็สมวัยย่าง 26 เป็นตัวของตัวเองและเปี่ยมเสน่ห์อย่างร้ายกาจในทุกจังหวะ

น่าคิดว่าถ้าให้มองย้อนกลับไป ชีวิตมอบบทเรียนใดให้เขาได้เรียนรู้มากที่สุดในวัยนี้

“มันไม่มีอันไหนเฉพาะเจาะจงหรอกครับ แต่ว่าช่วงเวลาที่เราได้เรียนรู้มากที่สุด คือช่วงเวลาที่มันแย่ อาจจะเรารู้สึกว่า งานช่วงนี้ไม่ใช่งานที่เราอยากทำ ผมพูดตามตรงเลย ผมไม่ได้ทางสะดวกมาตลอดนะ มีบางงานที่แบบ… เราอยากทำมากเลยว่ะ ไปออดิชันไม่ได้ก็มี หลังๆ มานี่ผมออดิชันไม่ค่อยติดเลยนะครับ ส่วนใหญ่งานที่เราได้เห็นกันจะเป็นงานที่ติดต่อเข้ามาว่าอยากได้เรา อันนี้คือยกตัวอย่างจากในหลายๆ เหตุการณ์ บางทีมันก็เศร้าไปเลย หรือเครียดไปเลย หรือเซ็งตัวเองไปเลย 

“แต่ไอ้ช่วงเวลาแบบนี้ มันทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ได้มองเห็นชีวิต และยิ่งเห็นชัดเวลาที่มันผ่านมาแล้ว เมื่อเราเอาชนะความเครียดในครั้งแรกได้ ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ก็จะทำได้ต่อๆ ไป มันอาจจะยากขึ้น มันอาจจะมองไม่เห็น มันอาจจะมืดแปดด้าน แต่ผมรู้สึกว่า มองย้อนกลับไปนี่แบบ โหย มันมีคุณค่ากับเรามากเลยนะ ไอ้ความไม่สำเร็จต่างๆ เนี่ย ความหกล้มคลุกคลาน มีคนด่า อะไรอย่างนี้ มันมีค่ากับผมมาก ที่จะพูดทั้งหมดทั้งมวลก็คือ ผมขอบคุณข้อผิดพลาดพวกนี้มากเลย ส่วนใหญ่มันจะฉุดรั้งเรา ดึงเราให้ต่ำลงไป 

“แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่จะฉุดเราได้จริงๆ หรอก นอกจากเรายอมแพ้ของเราเอง”

ก้าวไปพบบทบาทชีวิตของ เก้า จิรายุ จากนักแสดงเด็ก พระเอกวัยรุ่น สู่นักดนตรีเมทัล และชายหนุ่มที่ไม่ยอมแพ้กับเส้นทางที่เลือก

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load