สู้ ซ่า – ผมคิดถึงคำสองคำที่ว่าหลังสนทนากับ ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ

ในยุคที่เพลงไทยสากลยังไม่เกิดขึ้น เธอเริ่มฟังเพลงร็อกจากวงดนตรีสากลและซึมซับสิ่งที่ได้ฟังไว้กับตัว

ในยุคที่อาชีพนักร้องยังไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม-โดยเฉพาะเจาะจงที่ผู้หญิง อัญชลีเลือกเดินบนเส้นทางนักร้องกลางคืนแทนที่จะเลือกเส้นทางเกี่ยวกับการเงินและการธนาคารที่ร่ำเรียนมา

ในยุคที่นิตยสารอยู่ในช่วงขาลง หลายหัวทยอยปิดตัว วันหนึ่งเธอประกาศตัวเป็นบรรณาธิการของนิตยสารแจกฟรีที่ชื่อ Pet Hipster ทั้งที่ออกตัวว่างานหนังสือไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความสนใจของเธอมาก่อน

จากการคุยกับเธอเพียงไม่นานเรื่องการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยในวงการที่เธออยู่อาศัย เราพบว่าเธอทั้งสู้และซ่าไม่น้อย ในความหมายของการยืนยันสิ่งที่ตัวเองเชื่อโดยไม่ให้ปัจจัยภายนอกมาสั่นคลอนสิ่งที่ทำ

ที่สำคัญคือ เธอสามารถยืนระยะมาอย่างยาวนานจนปัจจุบันอายุนำหน้าด้วยเลข 6 ก็ยังดูไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป

ในวัยที่หลายคนยึดเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน เธอยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งงานร้องเพลง และงานนิตยสารที่รับผิดชอบ

เมื่อมีโอกาสได้พบกัน ผมจึงเลือกจะชวนนักร้องผู้นี้พูดคุยถึงวงการที่เธอเกี่ยวข้องในทุกวันนี้ ทั้งวงการดนตรีและสิ่งพิมพ์

และเหนืออื่นใด ท่ามกลางผู้คนในวงการที่ลบเลือนหายไป ผมอยากรู้ว่าอะไรทำให้เธอยังยืนอยู่ตรงนี้

ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ

พ.ศ. 2527

“รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นำเรามาถึงจุดนี้ได้”

คล้ายหลายๆ ครั้งที่บทสนทนามักเริ่มต้นที่อดีต

“ตอนเด็กๆ อย่าพูดถึงความฝันเลย” นักร้องตรงหน้าออกตัวทันทีเมื่อผมชวนย้อนความหลังว่าการเป็นนักร้องคือความใฝ่ฝันในวัยด็กใช่ไหม

“ตอนเด็กๆ เราไม่รู้หรอกว่าเราฝันอยากเป็นอะไร ชอบอะไรยังไม่รู้เลยตอนนั้น แต่เมื่อก่อนคุณพ่อชอบฟังเพลง เมื่อก่อนก็จะมีเพลงสุนทราภรณ์ แล้วก็ไล่มาถึงเพลงฝรั่งในยุคสมัยที่มี เอลวิส เพรสลีย์ มี The Beatles ซึ่งตอนนั้นดังมาก เริ่มมีพวกร็อกเบาๆ มาเรื่อยๆ เราก็เลยได้รับอิทธิพลจากการฟังเพลงช่วงนั้นมา ทีนี้พี่สาวเขาก็เริ่มเล่นโฟล์กซอง เราเริ่มชอบ ก็เลยหัดจับคอร์ดกีตาร์จากเขา ก็เริ่มเล่นเป็น จนกระทั่งโตขึ้นมาหน่อยพี่ชายเริ่มมีวง แล้วไม่รู้จะไปชวนใครก็มาชวนเรา แล้วก็บังคับให้เราเล่นเบส (หัวเราะ) จนกระทั่งเรามีวงเป็นเรื่องเป็นราว

“ช่วงนั้นกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากนั้นเราก็มีออดิชันที่โรงแรมมณเฑียร ปรากฏว่าวงเราผ่านก็เลยได้ไปเล่นในช่วง Happy Hour ถามว่าฝันมั้ย ไม่ได้ฝันจะเป็นนักร้อง เหมือนกับที่ไม่เคยฝันจะเป็นอะไรแล้ว รู้ตัวอีกทีก็เป็นความจริง”

ทุกวันนี้อาชีพนักร้องอาจเป็นความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาว แต่ ณ ปี พ.. นั้น อาชีพนี้ยังเป็นงานที่ผู้คนไม่ยอมรับ

เต้นกินรำกิน-เราคงได้ยินคำนี้มาจนชินหู

“ไม่ต้องอะไร แม่เราไม่ชอบเลย ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นแค่ช่วงเราเรียนแล้วเล่นสนุกๆ แต่หลังจากเรียนจบเราก็ยังร้องเพลงอยู่ ไม่ยอมไปทำงาน

“ในสังคมตอนนั้นอาชีพนักร้องคือเต้นกินรำกินสำหรับผู้หญิง มันไม่ใช่อาชีพที่คนนิยมแบบตอนนี้ หนึ่ง มันไม่มั่นคง มันก็อยู่แค่นั้น สอง เป็นอาชีพกลางคืน มันก็ไม่เหมาะอยู่แล้ว ฉะนั้น สมัยก่อนจะมีนักร้องผู้หญิงไม่กี่คนเอง มีเราอยู่ในนั้นคนหนึ่ง พ่อกับแม่เขาก็พยายามให้เราไปสมัครงานตามบริษัทเงินทุน เพราะเราเรียนจบการเงินการธนาคารมา บางแห่งก็มีเรียกไปสัมภาษณ์ แต่เราก็ไม่ไป แล้วบอกที่บ้านว่าไม่ผ่าน (หัวเราะ) หรือไปก็อาจจะไม่ผ่านจริงๆ ก็ได้ แต่เราไม่ได้อยากทำงานอย่างนั้น”

นักร้องสาวยืนยันความเชื่อความชอบของตัวเองมาได้เกือบ 2 ปี จนมาถึงจุดหักเหสำคัญจนทำให้เธอมีอัลบั้มแรกในชีวิต

“ตอนนั้นเริ่มเริ่มไปออกรายการโทรทัศน์ เพราะมีคนติดต่อให้เราไปร้องเพลงในรายการพิเศษวันหยุดชื่อ น้ำแข็งใส่น้ำหวาน ซึ่งเป็นรายการร้องเพลง ก็เริ่มมีคนสนใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใครนะ ร้องเพลงดี ก็เริ่มมีแมวมองมา แล้วก็ได้ไปเล่นหนังอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นหนังฟอร์มเล็กๆ เรื่อง ถามหาความรัก แล้วก็เป็นช่วงนั้นแหละที่มีแมวมองมาติดต่อมาอยากให้เราทำอัลบั้ม จนกลายเป็นอัลบั้มแรกชื่อ หนึ่งเดียวคนนี้

“เราก็ถือว่ารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนำเรามาถึงจุดนี้ได้”

ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ปุ๊ อัญชลี

พ.ศ. 2528

“ถ้าตอนนั้นปฏิเสธไปเราคงเสียใจ”

อัลบั้มแรกของเธอที่ชื่อ หนึ่งเดียวคนนี้ โด่งดังเหนือความคาดหมาย ผลักให้ชื่อของ อัญชลี จงคดีกิจ เป็นที่พูดถึง จนกลายเป็นกระแส ‘อัญชลีฟีเวอร์’ อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนมีงานถ่ายแบบและภาพยนตร์เข้ามาในตอนนั้น

ขณะเดียวกันกับที่แบรนด์เครื่องดื่มอย่าง Pepsi กำลังขับเคลื่อนแคมเปญใหญ่ระดับโลก โดยการคัดเลือกนักร้องระดับซูเปอร์สตาร์แต่ละประเทศเพื่อมา Featuring กับซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง Tina Turner 

และไฮไลต์สำคัญของชีวิต ปุ๊ อัญชลี ก็เกิดขึ้นในช่วงนั้น เมื่อเธอได้รับการคัดเลือกจาก เป๊ปซี่ ประเทศไทย ให้ร่วมถ่ายมิวสิกวิดีโอร่วมกับทีน่า

โฆษณาเป๊ปซี่

“ตอนนั้นเป็นโปรเจกต์ใหญ่มากที่ทีน่าจะตระเวนไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อถ่ายโฆษณาตัวนี้ร่วมกับนักร้องแต่ละประเทศ โดยในทวีปเอเชียมี 5 ประเทศที่ได้รับคัดเลือก ซึ่งเขาก็เลือกเฉพาะประเทศที่ยอดขายดี แล้วประเทศไทยเป๊ปซี่ถือว่ายอดขายดีมาก” อัญชลีย้อนเล่าถึงความป็อปของแบรนด์เป๊ปซี่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน

“สิ่งที่เราภูมิใจมากคือเป็ปซี่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ส่งรายชื่อนักร้องเป็นผู้หญิงไป เมืองนอกเขาไม่เอานักร้องผู้หญิง เขาเลือกผู้ชาย ทั้งหมด 5 ประเทศในเอเชียมีเราเป็นผู้หญิงคนเดียว ซึ่งเขาก็บอกว่าเราเหมาะกับทีน่า เทอร์เนอร์ ที่สุด เพราะว่าตอนนั้นบ้านเราอาจจะยังไม่มีนักร้องผู้ชายที่เป็นร็อกชัดเจน

ทีน่า เทอร์เนอร์ ปุ๊ อัญชลี

“ตอนแรกเรากลัวมากว่าจะทำได้มั้ย เหมือนเราสวยในซอยอย่างเดียวแล้วต้องไปประกบทีน่า เทอร์เนอร์ อะเธอ (หัวเราะ) ตัวเราก็เล็กนิดเดียว แล้วเรื่องเสียงอีก ทีน่าเป็นคนที่สุดยอดแล้ว ตอนแรกเราปฏิเสธ ตอนนั้นเราวิตกจริต เราเป็นคนขี้กลัวมาก เราก็คิดว่าไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวคนจะรู้ความจริงว่าฉันไม่เก่ง พ่อเราก็เดือดร้อนใจมาก เพราะมีเพื่อนร่วมงานคุณพ่อมาบอกว่า ‘รู้มั้ยว่าถ้าปฏิเสธปุ๊จะพลาดสิ่งสำคัญไปเลย เขาจะเสียใจภายหลังนะ’ พ่อก็เลยมาอ้อนวอน แล้วสุดท้ายพอได้คุยกับทางทีมความกลัวก็ลดลง เพราะรู้สึกว่าเขามั่นใจว่าเราทำได้ ก็ตกลง

“แล้วถ้าตอนนั้นปฏิเสธไปเราคงเสียใจ”

ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ

พ.ศ. 2561

“ไม่ว่าวงการอะไร มันต้องมีประวัติศาสตร์ของวงการ”

เมื่อชวนคุยถึงความแตกต่างของนักร้องใน พ.. นี้กับเมื่อวันวาน นักร้องที่ผ่านกาลเวลามาหลายยุคหลายสมัยก็บอกอย่างเข้าใจว่าแต่ละยุคมีความยากง่ายแตกต่างกันไป

ถ้าให้มองภาพรวม เราว่ายุคของเราง่ายกว่า ความกดดันน้อยกว่า ในแง่ของการแข่งขัน สมัยนี้มีช่องทางเยอะ และเป็นยุคที่ผู้คนใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องนักแสดง เพราะเป็นอาชีพที่นำความสำเร็จมาได้เร็วที่สุดไม่ว่าจะชื่อเสียง เงินทอง และที่เราว่ายากกว่าตรงที่เด็กสมัยนี้เก่งกว่าสมัยก่อนเยอะในเรื่องดนตรี เรื่องความรู้ เรื่องการศึกษา อย่างเรื่องการเรียนดนตรีเรานี่ไม่มีเลย สมัยก่อนนักดนตรีเรียนโดยการฟังอย่างเดียว แล้วแกะเอา

“เมื่อก่อนมีที่ไหนโรงเรียนดนตรี ไม่มี แต่ทุกวันนี้อายุไม่เท่าไหร่ร้องเพลงเป็นแล้ว เก่งแล้ว เต้นได้แล้ว เพราะฉะนั้นยากตรงนี้ การแข่งขันสูง แล้วคนเก่งระดับเดียวกันเยอะมาก 10 คนร้องเก่งไปแล้ว 5 สมัยก่อน 10 คนเด่นคนสองคนมันก็โดดขึ้นมาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ได้เลย คุณต้องเก่งจริงๆ เก่งพื้นๆ ไม่ได้ ความยากมันต่างกันตรงนี้

แล้วอะไรทำให้เธอสามารถยืนระยะมาจนถึงทุกวันนี้ได้-ผมสงสัย

“ประการหนึ่งคิดว่าเป็นแฟนเพลงด้วย ที่เขาไม่ลืมเรา แล้วเราก็ยังพอมีผลงานออกมา แม้ไม่ได้บ่อย แต่ถ้าผลงานเราออกมาแล้วเขาชอบ เราก็จะได้แฟนเพลงอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มใหม่ขึ้น มันก็เหมือนเป็นการต่อลมหายใจไปอีก แล้วโชคดีที่เราอยู่ในยุคที่เพลงเรโทรกลับมา ไม่สังเกตหรือว่าศิลปินสมัยก่อนช่วงที่ผ่านมาขายดีมาก ทั้งคอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งคนต้องการฟังเพลงยุคเรา เพลงที่เขาเติบโตมา

“สำหรับเราเรื่องดนตรีมันไม่ทิ้งกัน เด็กรุ่นใหม่ยังนึกถึงเรา รุ่นเราก็ยังนึกถึงรุ่นก่อนหน้า มันมีคุณค่า เพราะถ้าไม่มีรุ่นก่อนหน้าก็ไม่มีวันนี้ มันต้องมีประวัติศาสตร์ของวงการ ไม่ว่าวงการอะไร วงการสิ่งพิมพ์ก็ต้องมีเหมือนกัน แม้ว่ามันจะซาไปแต่วันหนึ่งคนก็ต้องกลับมาระลึกถึง อะไรที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าที่จะเป็นเทคโนโลยีทั้งหมด ความเป็นคนยังต้องการสิ่งที่สัมผัสได้ ระลึกถึงความสัมพันธ์ มันเป็นอะไรที่สืบทอดกันได้”

อัญชลี จงคดีกิจ

พ.ศ. 2561

“แม้จะเล็กน้อยแต่เราได้ทำสิ่งที่คนคนหนึ่งทำได้”

ในขณะที่นิตยสารทยอยปิดตัว ผมจึงค่อนข้างประหลาดใจที่ในวันหนึ่งเธอลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ใครหลายคนบอกลาบอกเลิก

“เราไม่ได้มีแพสชันเกี่ยวกับหนังสือ เราแค่มีแพสชันเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง” นักร้องผู้เป็นบรรณาธิการนิตยสารสัตว์เลี้ยงชื่อ Pet Hipster ออกตัวเมื่อผมไถ่ถามถึงเส้นทางใหม่ที่ทำให้เธอดูกระชุ่มกระชวยอีกครั้ง

“จุดเริ่มต้นคือมีคนที่เขารู้ว่าเรารักสัตว์ชวนเรามาทำ ซึ่งพอได้คุยกับเขาแล้ววัตถุประสงค์เขาดีมาก คือเขารักสัตว์ เขาอยากกระตุ้นคน อยากให้มีหนังสือดีๆ เล่มหนึ่งที่ได้เห็นความเป็นไปของกลุ่มคนที่มีความรักสัตว์ เขาอยากทำเพราะความรัก พร้อมที่จะควักกระเป๋า เพื่อที่จะทำสิ่งนี้ ฟังแค่นี้ก็จับใจแล้ว และเขามาเชิญให้เกียรติเราเป็นบรรณาธิการ เราก็โอเค ลองทำดูแล้วกัน

“เราก็เอาเรื่องราวเกี่ยวกับคนเลี้ยงสัตว์มานำเสนอว่า คนในสังคมควรจะมีเมตตากับสัตว์ที่เราเห็นในชีวิตประจำวัน เราอยากให้เรื่องพวกนี้ไปแตะต้องสังคมและเด็กๆ ในยุคนี้บ้าง เพราะบางทีเขาอาจจะไม่ได้มองรอบข้าง เขาอาจจะไม่ได้มองหมาจรจัดด้วยความเมตตา แต่ถ้าหนังสือเรามีส่วนไปกระตุ้นหรือทำให้เกิดจิตสำนึก ค่านิยมที่ดีขึ้นในเรื่องการรักสัตว์ การดูแลเอาใจใส่ เมตตา แล้วก็รับผิดชอบร่วมกัน แม้จะเล็กน้อย แต่เราก็ได้ทำเท่าที่คนคนหนึ่งทำได้ เท่าที่หนังสือเล่มหนึ่งจะทำได้”

อัญชลี จงคดีกิจ

ทุกวันนี้ในวัย 62 เธอยังคงทำงานราวคนหนุ่มสาว

อายุเป็นเพียงตัวเลขอาจเป็นประโยคที่คลิเช่ไปเสียหน่อย แต่ผมก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เมื่อได้นั่งฟังเธอร้องเพลง หรือเห็นแววตาของเธอขณะเล่าเรื่องสิ่งที่ทำ

“ทุกวันนี้ความสุขความทุกข์หรือสิ่งที่มีความหมายเปลี่ยนไปมั้ยจากแต่ก่อน” ผมชวนเธอคุยสิ่งที่ไม่อาจสังเกตเห็นด้วยตาเปล่า

“เปลี่ยนมาก เปลี่ยนไปตามวัย เปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราเติบโตขึ้น ตอนเด็กๆ มีความรู้สึกว่าอยากรวย เพราะครอบครัวเราไม่ด้รวย คุณแม่ลำบาก คุณพ่อทำมาหากินอย่างหนัก กว่าจะเลี้ยงลูก 5 คนจนเติบโต เราเลยมีความรู้สึกว่าความรวยนี่สำคัญ คิดว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่ทำแล้วรวย คิดแบบเด็กๆ ไปโรงเรียนเห็นคนนั่งรถยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ก็อยากได้อยากมีอย่างเขา นั่นคือความสุขสมัยเราเป็นเด็ก จนเราเรียนหนังสือ เราก็อยากจะมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จ อยากมีชื่อเสียง มันจะได้นำมาซึ่งสิ่งที่เราอยากได้

“ทีนี้พอมาถึงยุคที่เราประสบความสำเร็จแล้ว ถึงจุดที่เรามีทุกอย่างที่ต้องการ เรากลับเกิดความกลัวว่า เราจะอยู่อย่างนี้ไปอีกนานไหม เราจะมีอย่างนี้อีกนานไหม อาชีพที่เราประสบความสำเร็จมันจะอยู่ได้อีกนานมั้ย แล้วมันก็มีความรู้สึกว่าความสุขมันแป๊บเดียวเองหรือนี่ การได้เป็นคนมีชื่อเสียงมันแป๊บเดียวเองหรือนี่ ก็เริ่มคิดในใจว่าอะไรคือความสุข แล้วผ่านมาสักระยะ เราก็มีการต่อสู้ดิ้นรนกับความรู้สึกตัวเอง กับสิ่งที่ต้องเจอ กับการแข่งขัน จนกระทั่งเรามาเป็นคริสเตียนทัศนคติความสุขก็เปลี่ยนไป ความสุขแท้จริงมันก็อยู่ในใจของเราเอง ต่อให้มีของหรือไม่มีของ ถ้าเรามีจิตใจที่มีสันติสุขที่แท้จริงมันก็ไม่มีอะไรมาทำให้ความสุขลดลงได้ นี่คือความสุขที่แท้ เพราะฉะนั้นความสุขของเรามันไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยภายนอกแล้ว มันขึ้นอยู่กับใจของตัวเอง”

“แล้วทุกวันนี้สิ่งที่ขับเคลื่อนในการทำงานคืออะไร ในเมื่อไม่ได้อยากได้อยากมีแล้ว” ผมชวนให้เธอทบทวน

“ความรัก” เธอตอบทันที “การที่มีคนที่ยังเห็นคุณค่าเรา คนยังอยากฟัง ทำให้เราทำต่อไปได้ การที่มีคนที่รักเรา คนที่ยังเห็นคุณค่าของเรา นั่นก็คือแรงขับเคลื่อนพอแล้ว คุณไม่ต้องโด่งดังอะไรมากมายแล้ว ขอให้รักษาความสุขของคนรอบข้างที่เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเรา ให้คุณค่ากับเรา นี่ก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต

“คนอายุ 60 จะเอาอะไรมากกว่านี้” เธอทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ไม่จำเป็นต้องตอบ

อัญชลี จงคดีกิจ อัญชลี จงคดีกิจ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load