14 กุมภาพันธ์ 2561
5 K

ความรัก ความสูญเสีย การให้อภัย และความไม่จีรัง ดูจะเป็นสิ่งที่เดินมาเคียงกัน ซึ่งแม้แต่คนที่คิดจะรักยังต้องยอมจ่าย และไม่มีสิทธ์เลือกว่าจะรักได้โดยไร้น้ำตา

บางคนถึงกับกล่าวว่า อยากรัก ก็ต้องแลกมาด้วยน้ำตา แต่ใช่ว่าในโลกนี้จะไม่มีน้ำตาแห่งความปลื้มใจที่ฝากรอยยิ้มไว้กลบบาดแผล

ความรัก ดูจะเป็นเรื่องที่คลุมเครือที่สุดในโลก และมันยังคงเป็นอย่างนั้น

ใครว่านิยามของความรักที่คาลิล ยิบราน เขียนไว้ในหนังสือ ปรัชญาชีวิต คือการให้นิยามความรักบริสุทธ์ได้อย่างชัดเจนที่สุด?

ไม่มีใครกล้าฟันธง

แต่จะว่าไป เพราะความคลุมเครือ ความไม่แน่ใจ และยากที่จะอธิบายนี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักอย่างโงหัวไม่ขึ้น

ที่สำคัญ ความรักไม่เคยสนว่าคุณจะเป็นใครหน้าไหน

หญิงรักหญิง ชายรักชาย คือความรักที่มีค่าน้อยกว่าความรักรูปแบบอื่นๆ หรือไม่?

ใคร (และมีสิทธิ์อะไร) มาตัดสิน?

เหมือนกันกับความรักระหว่าง ‘เชน’ กับ ‘พิช’ จากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ชวนตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ แล้วความรักไม่เคยมีเส้นแบ่งของคำว่าเพศสภาพ เพราะแม้แต่คนที่เคยเข้าใจว่าตัวเองรักได้แค่เพศตรงข้าม ยังอาจเกิดความรักกับเพศเดียวกันได้ในสักวันหนึ่ง  

จะเพศอะไร สำคัญตรงไหน ตราบใดที่หัวใจนั้นมีรัก?

ก่อนวันวาเลนไทน์เพียง 2 วัน เรามีโอกาสสัมภาษณ์ผู้กำกับและทีมนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ในวันที่หนังเรื่องนี้ฉายรอบไทยแลนด์พรีเมียร์

มะลิลา

แม้จะเป็นการพูดคุยกันแบบ round table สั้นๆ เพียง 30 นาที แต่นี่คือบทสนทนาว่าด้วยมุมมองความรัก การจัดการกับความสูญเสีย การให้อภัยทั้งกับตัวเองและคนรัก และความไม่จีรังของชีวิตที่ต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็กลบความตายไว้ไม่มิด ผ่านทรรศนะของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่นำเสนอประเด็น LGBT ได้อย่างมีสุนทรียะและแหลมคม ร่วมด้วย โอ-อนุชิต สพันธุ์พงษ์ ผู้รับบท ‘พิช’ ศิลปินนักทำบายศรีที่พยายามเยียวยาความเจ็บปวดในชีวิตผ่านการทำบายศรีที่เขารัก สมทบด้วย โอ๋-สำเร็จ เมืองพุทธ รับบท ‘พระสันชัย’ (หรือที่ในเรื่องเรียกว่า ‘หลวงพี่ผู้พัน’) พระพี่เลี้ยงของเชน และสุดท้ายจะขาดใครไปไม่ได้นอกจาก เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ รับบท ‘เชน’ เจ้าของสวนมะลิ ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับวังวนของความสูญเสีย และพยายามจะตั้งหลักใหม่กับ ‘พิช’ ผู้ชายคนเดียวที่เขารัก

หากมองว่าการสร้างสรรค์ภาพยนตร์สักเรื่องคือกระบวนการทำความเข้าใจชีวิต วงสนทนาวงนี้จึงขับเคลื่อนด้วยบุคคลทั้งสี่ที่ใช้ มะลิลา เป็นตัวค้นหาคุณค่าของลมหายใจที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก

จุดประสงค์หาใช่การเฟ้นหาบทสรุปหรือนิยามของความรัก ความสูญเสีย และการให้อภัย

แต่คือการพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เป็นไป เพื่อให้ความรักที่อยู่ในอ้อมกอดของเราในวันนี้ ดีขึ้นกว่าเดิม

ทีมมะลิลา

หลังผ่านการกำกับและการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ มุมมองและความรู้สึกที่คุณมีต่อความรักเปลี่ยนไปอย่างไร

เวียร์: ถ้าเอาตัวผมคนเดียว ถามว่าตอนนี้ผมมองยังไง ผมมองคล้ายเดิม แต่สำหรับสังคมอื่นๆ ที่ผมได้เห็น หรือตัวละครที่ผมเล่น ผมก็ได้เรียนรู้ความรักในอีกรูปแบบหนึ่ง คือถ้าผมไปเจออะไรอย่างนี้ ผมก็จะรู้แล้วว่า อ๋อ มันไม่ได้มีความรักแค่แบบเดียวอยู่แล้วในโลกใบนี้ ตอนนี้ผมได้รู้เพิ่มว่ามันเป็นไปได้เหรอกับความรักในรูปแบบนี้ที่… (นิ่งคิด)

นุชี่: ที่ผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่งได้มากขนาดนี้?

เวียร์: ใช่ไง ถูกต้อง ผมรู้สึกว่ามันเป็นไปได้อย่างนั้นเลยเหรอ ถึงขั้นบวชให้

นุชี่: เพราะเธอไม่เคยเห็นผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน?

นุชี่ อนุชา เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: ไม่เคยเห็นอยู่แล้ว อาจจะเคยเห็นแต่ไม่ได้ลงไปสัมผัส แต่ตอนนี้ต้องเข้าไป เพราะเราเป็นตัวละครตัวนั้น มันก็ดี ผมว่าจริงๆ แล้ว มนุษย์เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ คือแม้แต่ตัวเราเองเรายังไม่รู้เลยว่าเราจะสามารถรู้สึกแบบนั้นได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะไปได้ไกลกว่านั้นอีก เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย แต่มันก็เป็นไปได้ เอาเป็นว่าเราก็อย่าไปตัดสินอะไรเลยดีกว่าว่าคุณจะรู้สึกได้แค่นี้ ได้เท่านี้ เพราะทุกอย่างมันเป็นไปได้มากกว่าที่เราคิด ผมรู้สึกอย่างนั้น

โอ: สำหรับโอ ตัวละคร ‘พิช’ ตัวนี้ผ่านประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายมา เพราะฉะนั้น คนที่ผ่านประสบการณ์พวกนี้มา โอว่าเขาจะมองโลกอีกแบบหนึ่ง เหมือนอย่างตอนที่พ่อตัวเองไม่สบายหนักๆ (ในชีวิตจริงของโอ อนุชิต) เราก็รู้สึกได้ว่าเขามีความเปลี่ยนแปลง เขาตามใจตัวเองมากขึ้น เขาฟังคนรอบข้างน้อยลง เหมือนพอเขารู้ว่าเขาอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน เขาก็ยิ่งตามใจตัวเองเข้าไปใหญ่ เขาคงทำเพื่อคนอื่นมามากแล้ว ส่วนตัวละครตัวนี้อาจไม่ถึงขั้นเอาแต่ใจ แต่เขาเข้าใจโลกในแบบที่เขาเข้าใจ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาเห็นคนอื่นทุกข์ร้อนกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง เขาจะรู้สึกว่าถ้ามาเจออย่างฉัน เธอจะเข้าใจเลยว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันขี้ปะติ๋ว สิ่งนี้ทำให้เราเข้าใจมุมมองของคนอื่นมากขึ้นว่า เออเนอะ เรื่องบางเรื่องมันอาจจะเป็นเรื่องเล็กสำหรับเรา แต่จริงๆ แล้ว สำหรับคนอื่นมันคือเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้น เราก็จะไม่ไปตัดสินคนอื่นว่า เรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกอย่างสามารถสำคัญได้กับทุกๆ คน

โอ อนุชิต โอ อนุชิต

โอ๋: สำหรับผม ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ตัวละครมันน้อย มุมมองความรักที่ผมเจอในหนังเรื่องนี้คือ ถ้าโลกนี้มีกันแค่สองคนหรือสามคน อย่างพระที่เดินธุดงค์ด้วยกัน ผมมองว่าความรักคือการทำดีต่อกัน

คือผู้ชายคนหนึ่งทำดีกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ถ้าความรักเขามีมาก เขาก็ทำดีมากๆ สิ่งที่เขาเสียสละให้มันคือความดีที่เขาอยากทำให้ อย่างที่พระเชนบวชให้ เพราะเขาคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่เขาทำให้คนที่รักได้ อย่างพิชทำบายศรี เพราะเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เขาทำให้ นี่คือความรักที่ผมเห็น แล้วพอหลวงพี่ไปธุดงค์ด้วยกัน เขาก็มีความดีต่อกันเหมือนพี่ดูแลน้อง เป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างคนต่างดูแลกัน ผมเห็นความรักในหนังเรื่องนี้เป็นความดี สุดท้าย คนที่ตายจากกัน จะเหลือความรักก็คือความดีที่เขาเคยทำไว้

โอ๋ สำเร็จ เมืองพุทธ

นุชี่: คือเราก็ทำหนัง LGBT มานาน เราคิดว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอในนี้ อย่างน้อยมันได้เห็นตัวละครที่แทบจะปราศจากเพศ หรือมีความลื่นไหลทางเพศ เพราะว่าเราพบเจอผู้ชายหลายคนที่เป็นอย่างนั้น แม้กระทั่งเราเองก็เป็นอย่างนั้น อย่างตัวนี้ (หันหน้าไปทางเวียร์) เขาเล่นเป็นตัวละครที่เคยมีความรักมาก่อน เราอาจจะมองว่าเขาเป็นเกย์ ถูกไหม แต่พอเขาแต่งงาน เขามีเมีย มีลูก เราถึงมองว่าเขาเป็นผู้ชาย ถูกไหม เขาบอกด้วยนะว่าถ้าเกิดไม่มีเหตุการณ์พลิกผันในชีวิต เขาก็คงจะอยู่กินกับผู้หญิงคนนั้นต่อไปแหละ เขาก็คงไม่ได้มาเจอพิชอีกแล้ว เขาก็คงจะหยุดอยู่ที่ความเป็นผู้ชาย แต่พอมีเหตุการณ์พลิกผัน เขากลับลื่นไหลมาเป็นเกย์อีกรอบ และพอพลิกผันอีกทีหนึ่ง เขาเป็นเพศบรรพชิต มันเลยมองว่ามันไม่จำกัดเพศน่ะ เรื่องนี้อย่างน้อยจะเห็นแง่มุมนั้น

คือเรามองว่าผู้ชายบางคนมีคุณสมบัตินี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว จริงๆ แล้วคุณสามารถรักได้ แต่ด้วยความที่แต่ละคนก็อยู่ในพื้นที่ที่ต่างกัน มันมีกำแพงบางอย่าง ซึ่งเราก็ไปว่าเขาไม่ได้ มันเป็นสิทธ์ของแต่ละคนว่าเขาจะมองยังไง เราไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนความคิดได้ แต่เราแค่จะบอกว่ามันมีทางเลือกแบบนี้ ส่วนคนที่เป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ผิด มันเกิดขึ้นได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่แย่ และเราว่าจริงๆ หนังเรื่องนี้มันก็พูดถึงความรัก ความอาลัย มันเป็น emotional feeling ส่วนตัวของผู้กำกับมากกว่าที่รักคนคนหนึ่งมากและอยากจะเจอเขาเหลือเกิน อยากเจอเขาอีกครั้ง

ประเด็นต่อไปคือความสูญเสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวละครหรือแม้แต่ผู้กำกับเองก็ต้องเผชิญระหว่างการทำหนัง หลังผ่านกระบวนการเหล่านั้น คุณมีความเข้าใจหรือจัดการกับความสูญเสียทั้งกับความรักและชีวิตได้ดีขึ้นไหม

นุชี่: เออเนอะ ความรักย่อมต้องสูญเสีย เป็นของที่คู่กัน เราว่ามันไม่ได้เป็นความรู้สึกที่ก้าวผ่านไปได้ง่ายๆ แม้กระทั่งหนังเรื่องนี้มันก็ไม่ได้ง่าย คือตอนจบ สำหรับเรานะ เราคิดว่าตัวละครอาจจะรู้สึกดีขึ้น แต่ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด ความสูญเสียมันก็ยังอยู่ ยังมีเอฟเฟกต์กับเราอยู่ แม้ว่าทำหนังเรื่องนี้จบ ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการปลดปล่อย (หัวเราะ) ไม่ มันก็ยังคงอยู่นั่นแหละ และเอาจริงๆ หนังมันก็บอกอย่างนั้น ไม่ง่ายหรอกที่จะบรรลุธรรมหรือเข้าใจมัน เราอาจจะเข้าใจในเรื่องของอนิจจังว่าในที่สุดคนเราก็ต้องตายอยู่แล้ว แต่การที่จะทำใจให้ก้าวข้ามผ่านตรงนั้นไปได้ มันก็ไม่ง่าย

นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ

คนเราจำเป็นต้องก้าวข้ามผ่านความสูญเสียในอดีตไหม เพื่อที่จะรักได้ต่อ

นุชี่: อันนี้ฉันไม่รู้ ฉันตอบไม่ได้ มันซับซ้อนเกินไป (หัวเราะ)

โอ: โอว่าจำเป็น ไม่อย่างนั้นเราก็เริ่มใหม่กับคนอื่นไม่ได้ถ้าเราไม่ก้าวข้ามผ่านความรักในอดีต มันจะมีการเอาไปเปรียบเทียบหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วท้ายที่สุด ในมุมมองผม ความรักครั้งใหม่ก็จะไม่ success ถ้าไม่ข้ามไปนะ

นุชี่: อันนี้ตอบ realistic มาก

เวียร์: เขาอาจจะผ่านมา ถึงตอบได้

นุชี่: (หันไปทางเวียร์) แล้วเธอคิดว่าเข้าใจความสูญเสียในชีวิตได้มากขึ้นไหมหลังจากเล่นบทนี้

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เวียร์ ศุกลวัฒน์

เวียร์: คือเอาตรงๆ นะ ชีวิตผมก็ไม่ได้ง่าย กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ ผมมีการสูญเสียมากมาย แต่ว่าผมอาจจะไม่ได้ต้องสูญเสียคนรักเหมือนตัวละครตัวนี้ แต่ผมก็เคยสูญเสียพี่ชายแท้ๆ ของผมที่ผมรักนะ ผมมีความรู้สึกอยู่แล้ว แต่ว่าผมก็ก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ กับแม่ผม กับพ่อผม แต่มันก็คงมีอยู่ลึกๆ เพราะทุกครั้งที่ผมไม่มีสติ ผมก็จะชอบคิดถึงเขาบ้าง

มี (เน้นเสียง) ไม่ได้แบบลบเลือนไปเลย แต่เราอยู่กับมันได้ คือตัวละครตัวนี้ไม่ได้สอนหรอกว่าจะจัดการกับปมปมนี้ยังไง ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีวิธีการจัดการในแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน อย่างผมรู้สึกว่าผมเก่งขึ้น จัดการอะไรเก่งขึ้น ตั้งแต่ผมไปนั่งสมาธิกับทีมงาน ผมรู้สึกว่าชีวิตผมดีขึ้น จัดการกับความกลัวเนี่ย ผมสบายเลยตอนนี้

นุชี่: งั้นการรับมือกับความสูญเสียของเธอก็อาจจะดีขึ้น?

เวียร์: ดีขึ้น เพราะผ่านมาแล้ว มันเกิดขึ้นไปแล้ว สูญเสียหลายอย่างแล้ว เออ… มันเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ

โอ๋: พอมาเล่นหนัง จากตอนแรกที่เราอ่านบท เราตีความอีกแบบหนึ่ง แต่พอเราได้ไปเวิร์กช็อปด้วยกัน แนวคิดผมก็เปลี่ยนไปเลย ผมว่าการสูญเสีย เราไม่ต้องก้าวผ่าน ไม่จำเป็น แค่เราเรียนรู้ว่าเราจะอยู่กับการสูญเสียนั้นยังไง อย่างตัวหลวงพี่ หลวงพี่สูญเสีย แต่หลวงพี่พยายามทำความเข้าใจกับมันว่าการสูญเสียมันเป็นยังไง แล้วอยู่กับมัน ดังนั้น การที่เขาแสวงหาคือแสวงหาความหลุดพ้น คือเขาพยายามทำความเข้าใจกับความสูญเสียที่เขามีมา

นุชี่: ซึ่งบางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง

โอ๋: ใช่ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ยากนะที่คนที่สูญเสียไปแล้วจะเข้าใจได้จริงๆ

เวียร์: จิตแข็งก็ทำได้ แต่พอจิตอ่อนๆ ก็แย่

นุชี่: ใช่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

เวียร์, ศุกลวัฒน์

เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจความสูญเสียจนก้าวผ่านมันไปหรืออยู่กับมันได้อย่างมีความสุขขึ้นคือ การให้อภัย ทั้งกับตัวเองและคนรัก

นุชี่: คือเรารู้สึกว่าหนังเนี่ย จริงๆ มันก็ตั้งใจจะเล่าอย่างนี้ ว่าเวลาที่เราสูญเสียคนที่เรารักไป มันก็ไม่เคยพอหรอกในสิ่งที่เราทำ เราจะรู้สึกว่าเรายังทำได้ไม่ดีพออยู่เสมอ คือเธออาจจะบอกว่าวันนี้เราเตรียมพร้อมแล้ว เราทำดีที่สุดแล้ว แต่เหมือนว่าจริงๆ แล้วกูกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า จริงๆ มันมีที่ดีกว่านี้ แต่อีกอันหนึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า nothing is perfect ซึ่งมันก็จะ ponder กันอยู่อย่างนี้ มันเป็นความ guilty ที่เราอาจจะสลัดไม่ออก

โอ: ทุกคนก็คงมีวิธีจัดการของตัวเอง

นุชี่: ไม่รู้ ถ้าในเรื่องนี้ก็คงบอกว่าต้องประคองสติ แต่ว่าในหนังเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามสำคัญนะว่า ที่สุดแล้ว พุทธศาสนาช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะในตอนท้ายที่สุดหนังมันก็ไม่ได้บอก คือมันแล้วแต่การตีความของคนดู เรายังไม่กล้าฟันธงเลยว่าจริงๆ แล้วพุทธศาสนาช่วยหรือไม่ช่วย ใครจะไปตอบได้ขนาดนั้น

เวียร์: เหมือนแบบ คนอกหักแล้วบวช แล้วสรุปบวชแล้วช่วยได้ไหม หรือมันอยู่ที่คน

นุชี่: หนังมันพูดถึงความเชื่อ ใช่ไหม ทีนี้ก็ต้องทำบายศรี เป็นการตั้งคำถามกับความเชื่อด้วยส่วนหนึ่ง แต่หนังมันก็ตั้งคำถามที่สำคัญว่า ศาสนาพุทธช่วยจริงหรือเปล่า ศาสนามีประโยชน์ต่อสังคมจริงหรือเปล่า อาจจะเห็นในแง่มุมนี้ ซึ่งเราเองก็ตอบไม่ได้ หรือว่าถ้าฉันตอบได้ ฉันก็ไม่บอกหรอก หนังมันต้องให้คนดูเป็นของเขาเองสิคะ ตอนจบมันไม่จำเป็นต้องบอก ใช่ไหม

เวียร์, ศุกลวัฒน์

ประเด็นสุดท้าย จากหนังตัวอย่างที่ตัดออกมา ผมว่าในหลายๆ ตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้มีกลิ่นอายของ ‘ความตาย’ อย่างชัดเจน ทำไมคุณต้องเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก

เวียร์: (หันไปทางนุชี่) ทำไม! ทำไมถึงเอาความตายเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรัก (ขึ้นเสียง)

นุชี่: เพราะฉันเป็นคนที่มี death drive ไง ฉันเป็นคนสนใจเรื่องความตายอยู่แล้ว  

เวียร์: ตายแล้วไปไหน… อย่างนี้เหรอ (หัวเราะ)

นุชี่: มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่เราคิดว่าความตายเป็นสิ่งที่เราหลงใหลอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่าเราอยากจะก้าวข้ามความกลัวความตายนี้ไป เรามองว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็น ultimate ของมนุษย์ ความตายมันคือที่สุดแล้ว และมนุษย์ก็มีความเปราะบางที่ตรงนี้แหละ คือบางคนตอนนี้อาจจะยังไม่ได้นึกว่า อ๋อ ฉันไม่เห็นจะกลัวตายเลย แต่พอถึงใกล้ๆ ขึ้นมา เราก็ไม่รู้หรอกว่าเราจะเกิดความรู้สึกอะไร

เวียร์: ถึงตอนนั้นมันเปลี่ยน

นุชี่: มันคือการจี้จุดอ่อน จะรู้เลยแหละว่าตอนนั้นเราจะเป็นยังไง ซึ่งเราว่าเรามีประสบการณ์ที่เป็นอย่างนั้นมาแล้ว คือถึงตอนนั้นทุกอย่างมันหมดความสำคัญจริงๆ จะว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเปล่า ถ้าต้องทำตามความรู้สึกนั้น ความตายจึงเป็นสิ่งลึกลับที่เราอยากจะนำเสนอ

การพยายามทำความเข้าใจความตายช่วยประคับประคองความรักไหม

โอ: ช่วยสิ เพราะท้ายที่สุดเราก็รู้ว่าทุกคนก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ข้างๆ เราก็ไม่สามารถอยู่ไปตราบชั่วนิจนิรันดร์อยู่แล้ว อย่างตอนที่คุณพ่อเสีย ลึกๆ เรารู้สึกโล่งมากเลย เพราะเราเห็นแล้วว่าตอนที่เขาป่วยหนักเขาทรมานขนาดไหน เราว่ามันก็คงเป็นอะไรที่คล้ายๆ กันคือเราก็ต้องตาย แล้วอย่างที่บอก เราก็รักพ่อมากใช่ไหม เพราะฉะนั้น วันที่พ่อเสีย ไอ้ความเสียใจก็มี แต่เรากลับรู้สึกดีใจลึกๆ เพราะถ้าเห็นว่าตอนที่เขาอยู่เขาทรมานขนาดไหน เราจะรู้สึกว่าเขาสบายแล้วจริงๆ

โอ อนุชิต

สุดท้าย ความรักในรูปแบบนี้ ได้สอนให้คุณรักคนในชีวิตจริงได้ดีขึ้นอย่างไร

โอ: จริงๆ ความรักก็คือการที่เราอยากให้คนที่เรารักมีความสุข มีแต่สิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น มันก็ก้าวข้ามผ่านเรื่องเพศไปอยู่แล้ว มันก็แค่เรารักคนนี้ เราก็ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเจริญเติบโต เจริญในหน้าที่การงาน มีความสุข เป็นความปรารถนาดี

โอ๋: พอเราเล่นหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่าชีวิตมันสั้น เราไม่รู้ว่าตื่นมา คนรอบตัวเราใครจะไปบ้าง แล้วการทำความดีกับคนที่เรารัก เรามีเวลา เรารีบทำ เพราะไม่รู้ว่าเราหรือเขาจะไปก่อนกัน แค่นั้น

นุชี่: ฉันก็มั่นใจว่ามันมีหลากหลาย เราไม่ต้องซีเรียสเรื่องเพศหรอก it doesn’t matter เพราะเราว่ามันก็มีหลายคนที่จะรักเราได้

เวียร์: ทุกคนก็มีคุณค่าของตัวเองอยู่แล้ว คือผมไม่เคยตัดสินใครนะ แล้วหลังจากที่ผ่านการกระบวนการของหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขขึ้นจากหลายๆ อย่างมากๆ แล้วผมก็ไม่ได้มองว่าอะไรคือเกย์ หรืออะไรพวกนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างเท่ากัน ทัดเทียมกัน ความรักทุกอย่างดีหมด ส่วนใหญ่ดีครับ ถ้าไม่อกหักนะ (หัวเราะ) อกหักก็ดีครับ บ่อยๆ ยิ่งดี จะได้ชิน

Writer

Avatar

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

Avatar

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load