‘อันนั้นก็ดี อันนี้ก็น่ารัก’

เราสงสัยว่าคนในคลิปเขาจะรู้ตัวไหมน้า ว่าความน่ารักของเสื้อผ้า หน้าผม สิ่งละอันพันละน้อย ที่เธอชี้ชวนให้เราดูนั้น มันน่ารักขึ้นมาหลายระดับทันทีที่เธอพูด น้ำเสียงที่เธอใช้ ท่าทางที่เปลี่ยนไปจากที่เราเคยจำได้ ทำให้หญิงสาวคนนี้กลายเป็นที่รักของชาวโซเชียลในชั่วข้ามคืน

วันนี้เรามีนัดจิบน้ำชายามบ่ายกับ พี่ขวัญ-สู่ขวัญ บูลกุล ที่ The St. Regis Bar

ฝนที่ตกตลอดทั้งเช้า ทำให้เราพลาดการเดินเที่ยวชมห้างร้านใกล้เคียงกับพี่ขวัญ แบบที่เราดูในรายการ Celeb Blog รายการออนไลน์ที่พี่ขวัญทำร่วมกับนิตยสาร แพรว

ยอดผู้ชมนับล้าน คนไลก์และคนแชร์จำนวนมหาศาล ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่เรามาเจอกันในวันนี้

เราคุยกันเรื่องช้อปปิ้งกับคาถากลั้นใจสะกดเงินในกระเป๋า วาระที่พี่ขวัญกลายเป็นไอดอลของหนุ่มสาวทุกวัย ชีวิตอีกมุมที่ยิ่งทำให้พี่ขวัญเป็นผู้หญิงในอุดมคติมากขึ้น มากขึ้น เข้าไปอีก

อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เชิญทุกคนมาล้อมวง สนทนาและจิบน้ำชายามบ่ายนี้ด้วยกัน ระหว่างนี้ขอเสิร์ฟบอสตันล็อบสเตอร์ต้มยำในขนมปัง พัฟมูสตับเป็ด นอร์วีเจียนแซลมอนมัสตาร์ดน้ำผึ้ง ชิลี่ช็อกโกแลตทาร์ต คาโนลี่ส้ม เค้กฮาเซลนัท ไปด้วย

นั่นไง พี่ขวัญเดินมานู่นแล้ว

สู่ขวัญ บูลกุล

ภาพจำในรายการ Celeb Blog พี่ขวัญจะมาพร้อมวลีว่า ‘ของมันต้องมี’ ในความเป็นจริง ทุกอย่างมันเป็น ‘ของมันต้องมี’ ขนาดนั้นเลยเหรอ

จริงๆ พี่ขวัญยังคุยกับโยหรือน้ำหวาน คนตัดต่อรายการ อยู่เลยว่า คำว่า ‘ของมันต้องมี’ มาจากไหน น้ำหวานก็บอกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่พี่ขวัญไปจตุจักร พี่ขวัญก็พูดว่า “ของมันต้องมี” ขึ้นมาจริงๆ เขาเลยจำวลีนี้และตัดต่อใส่ไปเรื่อยๆ แต่จริงๆ มันไม่ใช่คำพูดติดปากพี่ขวัญเลย ถ้าลองกลับไปดูจะเห็นว่าพี่ไม่ค่อยพูดนะ มีแค่ขึ้นแคปชัน แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกคนจำว่า ‘ของมันต้องมี’ โดยสู่ขวัญ ถ้างั้นก็สู่ขวัญก็ได้

ลิปสติกที่ว่ามีร้อยแท่งคือร้อยแท่งจริงๆ

เกินร้อยแท่งค่ะ วันก่อนพี่ขวัญเพิ่งทำ live เรื่องนี้ไป

ต้องเล่าก่อนว่าพี่ขวัญเป็นคนโบราณ ไม่ค่อยรู้เรื่องโลกออนไลน์เท่าไหร่ สิ่งเดียวที่มีและแอ็กทีฟคือ Instagram

ตอนที่ทำรายการ เราไม่ได้คิดว่าจะมีคนดูมากมายขนาดนี้ ไม่คิดมาก่อนว่าทุกคนอยากจะมีลิปสติกสีเดียวกับพี่ขวัญ หรืออยากได้สิ่งที่พี่ขวัญคิดว่ามันน่ารัก แต่พอเรารู้ว่าสิ่งที่ทำส่งผลต่อคนอื่น เช่น เครื่องสำอางเคาน์เตอร์ขายหมด เราก็ตกใจ หรือเข้าไปอ่านคอมเมนต์น้องๆ ที่บอกว่า “เห็นมั้ยพี่ขวัญยังมีถึง 100 แท่งได้ เราก็ซื้อต่อไป” จริงๆ ถ้าเราไม่ลำบาก การช้อปปิ้งเป็นเรื่องสนุกของผู้หญิง เพราะบางอย่างไม่ได้มีราคาแพงมาก แต่มันแพงแน่ๆ สำหรับเด็กที่ยังไม่ได้มีงานทำ หรือเพิ่งเริ่มต้นทำงาน

พี่ขวัญจึงขอทีมงานทำ live เพื่อบอกทุกคนว่าที่มาของลิปสติกหลายร้อยแท่งมาจากแบรนด์ต่างๆ ส่งมาให้ใช้ รวมกับที่ตัวเองซื้อเองบ้าง และพี่ไม่ได้ซื้อของทุกอย่างที่เห็นในรายการ

แต่แฟนรายการทุกคนเข้าใจว่าพี่ขวัญซื้อทุกอย่าง

พี่ขวัญยังถามเพื่อนเลยว่าอะไรทำให้คนรู้สึกว่าพี่ซื้อของทุกชิ้น อาจจะเป็นเพราะคลิปที่ไปร้านพี่เป็ด เป็นร้านวินเทจ แล้วพี่พูดว่า อันนี้เราเอา อันนี้เก็บนะ อันนี้ของพี่ขวัญ อันนั้นซื้อจริง เพราะว่าการหาชุดไปงานเลี้ยงของผู้ใหญ่ซึ่งชอบจัดธีม Gatsby (การแต่งตัวสไตล์วินเทจยุค 1920) เป็นปัญหาระดับชาติของพี่ขวัญเหมือนกัน หรืออย่างคลิปที่ไปเซ็นทรัล ชิดลม เขาให้บัตรกำนัลมาซื้อของแจกผู้ชมเป็นของขวัญปีใหม่ คนก็อาจจะเข้าใจว่าพี่ขวัญซื้อของทุกอย่าง

ในชีวิตจริงพี่ขวัญไม่ได้ซื้อทุกอย่างที่อยากได้ พี่ขวัญคิดว่าเราก็ไม่ควรใช้เงินแบบนั้น พี่เลยรู้สึกว่าข้อดีของการทำออนไลน์คือความคล่องตัวมันสูง เมื่อรายการออกอากาศไปแล้ว มีกระแสตอบรับที่ทำให้เข้าใจผิด เราก็พยายามสื่อสารอธิบายสิ่งที่อยากให้เข้าใจได้ อย่างเช่นเรื่องลิปสติกและการช้อปปิ้งของพี่

ความสุขของการช้อปปิ้งไม่ใช่การได้มานะ พี่ขวัญเชื่อว่าทุกคนไม่ได้ซื้อทุกอย่างที่อยากได้หรอก ความสนุกมันอยู่ที่การเดินดูของ บางอย่างมันอาจจะน่ารัก แต่ไม่รู้จะใส่ไปไหน น่ารัก แต่ไม่เหมาะกับเรา น่ารัก แต่มันแพงเกินไป เหมือนพาไปดูของมากกว่าที่จะบอกว่าซื้อสิ อันนี้ดีนะซื้อเลย

ขอกลับมาที่เรื่องลิปสติกอีกนิดหนึ่งค่ะ คุณโชค (สามี) เข้าใจมั้ยคะว่าสีแดงนี้ต่างกับสีแดงนั้นยังไง สงสัยมั้ยว่าทำไมพี่ขวัญต้องมีลิปสติกหลายแท่ง

ไม่เลย เขาดูไม่ออก พี่เลิกอธิบายไปแล้วเพราะรู้ธรรมชาติของเขา แต่เขาก็จะถามพี่ว่า เขารู้ว่าพี่ช้อปปิ้งจนเสื้อผ้าล้นห้องไปหมด แต่ทำไมพี่ขวัญชอบใส่เสื้อผ้าเดิมๆ

‘เดิมที่ไหนคะ ใหม่ตลอดเลย นี่พี่แยกไม่ออกหรอคะเนี่ย นี่เราอุตส่าห์ซื้อไปขนาดนี้พี่แยกไม่ออกเลยหรอคะ’

ขนาดเสื้อผ้ายังแยกไม่ออกเลย พี่ขวัญเลยไม่หวังอะไรกับการแยกสีลิปสติก เขาแยกไม่ออกหรอกค่ะ มีแต่เราเท่านั้นที่เป็นพันธุ์พิเศษ เราแยกสีออกค่ะ พวกนั้นเขาอาจจะไม่ได้พัฒนาเต็มที่เหมือนเรา

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

พี่ขวัญมีคำแนะนำเรื่องงบประมาณช้อปปิ้งในแต่ละเดือนมั้ยคะ พวกเราค่อนข้างควบคุมไม่อยู่

พี่ขวัญว่าเราพิจารณาจากข้อผูกมัดในชีวิตความจำเป็นของชีวิตดีกว่า ความฟุ่มเฟือยไม่ใช่สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ถ้าเงินมันซื้อความสุขได้ก็ซื้อ แต่ถ้าซื้อแล้วมันเป็นทุกข์ในชีวิต เป็นภาระในชีวิตทำให้ตัวเองเดือดร้อน หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็อย่าทำ

อย่างที่บอกเราไม่คิดว่าคนจะมาอยากได้สิ่งที่เรามีขนาดนี้ เราน่ะสี่สิบกว่าแล้ว ก็เข้าใจว่าช่วงอายุของคนที่ติดตามรายการก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน นั่นคือมีหน้าที่การงานและมีกำลังซื้อพอสมควร แต่เมื่อพบว่ามีเด็กๆ ติดตามรายการด้วย พี่ขวัญก็รู้สึกเป็นห่วง

เป็นห่วงว่า…

พี่ขวัญไม่อยากจะเป็นต้นแบบว่าเราซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า

ถ้าคุณมีเงินเดือน 12,000 บาท มีรายจ่าย ได้แก่ ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่ากิน ค่าอยู่ มันก็แทบจะไม่เหลือเก็บอยู่แล้วนะคะ เพราะฉะนั้น ช้อปปิ้งแทบไม่ได้เลย อาจจะได้เสื้อเชิ้ตสักตัวหนึ่งหรืออะไรที่เราจะใส่ไปที่ทำงาน เราอาจจะต้องพิจารณาสถานภาพทางการเงินของเราว่าอยู่ประมาณไหน ภาระที่เราจะต้องรับผิดชอบเป็นยังไง

วิถีช้อปปิ้งอย่างแหลกลาญนั้นมีอยู่ วิธีการก็คือ ถ้าเรียนหนังสืออยู่ ขอให้ตั้งใจเรียนอย่างดีที่สุด ถ้าเริ่มต้นทำงาน ก็ขอให้ทุ่มเท ขยัน อดทน ขวนขวายให้มากที่สุด ช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป เราควรทำงานชนิดที่ไม่มีเวลาว่างไปช้อปปิ้ง นี่คือวิถีชีวิตที่ถูกต้อง และเมื่ออายุ 35 ทุกอย่างจะเหมาะสมและถูกต้องแก่การจับจ่าย แล้วเมื่อวันนั้นมาถึงคุณจะช้อปปิ้งสนุกมากที่สุด เทียบไม่ได้กับวันนี้ที่ต้องคิดแล้วคิดอีกหากจะซื้อของสักชิ้น

ทำงานชนิดที่ไม่มีเวลาไปช้อปปิ้งของพี่ขวัญเป็นยังไง

สมัยเริ่มทำงานที่เนชั่น พี่ต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่เพราะในนั้นมีทั้งหนังสือพิมพ์ มีหนังสือ มีทุกอย่าง ช่วงนั้นพี่ไม่หยุดอ่าน ฟัง และรับรู้ข้อมูลเลย เพราะงานนักข่าวสายเศรษฐกิจที่พี่เริ่มต้น พี่ไม่ได้เริ่มต้นจาก 0 แต่พี่ติดลบที่ 100 กว่าที่พี่มาถึงจุดที่ 0 และไต่ระดับขึ้นไป พี่ต้องทำงานกับตัวเองหนักมาก ตอนทำงานอย่าว่าแต่ช้อปปิ้งเลย มันไม่ว่างจริงๆ จากที่เคยกินข้าวกับเพื่อนทุกวันศุกร์ ลืมเรื่องนั้นไปได้เลย เพราะทำงานตลอดเวลาจริงๆ

ในความรู้สึกพี่งานเรามันยากมาก เราไม่สามารถที่จะคิดว่า ‘เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน’ ได้เลย เพราะพรุ่งนี้เราสัมภาษณ์ CEO ธนาคาร เราจะไปแบบไม่รู้อะไรเลยในหัว เราจะถามคำถามท่านว่าอะไร มันก็ต้องอ่านทุกอย่างใหม่หมด

พี่ขวัญมีความเชื่ออย่างหนึ่งที่เชื่อเสมอนะ และเจอใครพี่ขวัญก็จะบอกตลอด ว่าช่วงตั้งต้นของชีวิตจงทำงานให้หนัก ถ้ามันจะต้องอดหลับอดนอนบ้าง ธรรมชาติเขาใจดีกับเรา อนุโลมให้เราหามรุ่งหามค่ำได้โดยที่ร่างกายโอเค และแม้สังคมจะเปลี่ยนไป เด็กๆ อยากได้เงินเยอะๆ ไม่อยากทำงานที่หนักและได้เงินเดือนน้อยๆ ในยุคสมัยพี่ขวัญไม่ใช่แบบนี้ ไม่มีใครทำงานรวยในช่วงอายุยี่สิบปีกว่าๆ แต่เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตจริงๆ สำคัญมากนะ เพราะวันหนึ่งที่คุณพร้อมทุกอย่าง เราทุ่มเทกับมัน เราขยัน เราพยายาม เราอดทน พอถึงจุดหนึ่งชีวิตเปลี่ยนไป มันตอบแทนอะไรเรามากกว่าเรื่องของเงิน

และเมื่อจะซื้อของสักชิ้น พี่ขวัญจะ…

ถ้าพี่อยากจะซื้อของบ้าๆ บอๆ แพงๆ ต้องเป็นเงินของพี่ขวัญเองเท่านั้น สามีจะดูแลจ่ายค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนลูก ค่ากินอยู่ สิ่งนั้นเป็นสิ่งจำเป็น พี่ยินดีถ้าเขาจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่ถ้าพี่อยากได้อะไรบ้าบอพี่จะไม่ใช้เงินสามีเลย เพราะพี่รู้ว่าเขาทำงานหนักและสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่ธุรกิจที่มีส่วนต่างกำไรมหาศาล แต่เป็นงานที่เขาทำเพราะรัก เพราะผูกพัน และคือความภาคภูมิใจ ทำเพราะอยากให้รู้ว่าเกษตรกรไทยอยู่รอดในสังคมโลกได้ เพราะฉะนั้น พี่จะไม่ใช้เงินเขาซื้อของราคาแพงที่พี่อยากได้

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

เวลาเดินดูของพี่ขวัญมักจะโดนดึงดูดหรือพ่ายแพ้ให้กับของแบบไหน

ไม่มีของที่ดึงดูดเป็นพิเศษชนิดที่กลับบ้านไปแล้วนอนไม่หลับนะ เราผ่านการช้อปปิ้งมายาวนานแล้ว ถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นในช่วงเด็กพี่คงตอบได้ อ๋อ โอเค พี่รู้แล้ว ก่อนหน้านี้พี่เป็นคนที่ช้อปปิ้งแบบซื้อๆๆๆ ซื้อจนมีกางเกงซ้ำกัน มีเสื้อซ้ำกัน มีเครื่องสำอางซ้ำ จนถึงจุดหนึ่งเราพบว่าห้องเสื้อผ้าจะถล่มแล้ว และพี่ขวัญไปเจอหนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุกๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว เราก็เริ่มตัดสินใจเคลียร์ของ

แล้วพี่ขวัญกล้าทิ้งจริงๆ หรอคะ

อย่าใช้คำว่าทิ้ง เพราะไม่เคยทิ้งอะไรเลย พี่ขวัญเอาไปบริจาค ความรู้สึกเปลี่ยนเลยนะ บางอย่างเรารักของเราแล้วเราไม่อยากทิ้งและมันยังดูดี และถ้าเปลี่ยนจากคำว่าทิ้งมาเป็นคำว่าบริจาคให้แก่คนที่เขาไม่มี เราจะสามารถดึงมันออกจากราวแล้วกองได้ทันที

อันนี้เป็นคำที่มาจากหนังสือ หรือเป็นความคิดพี่ขวัญเองคะ

เป็นความรู้สึกพี่เอง พี่ก็จะแยกเป็นกอง จะมีกองที่บริจาคไปยังที่ต่างๆ ง่ายๆ อย่างเช่นพวกเสื้อยืดกางเกงขาสั้น กางเกงยีนส์ กางเกงยืดๆ ใส่สบายที่เรามีความรู้สึกว่ามันเหมาะสำหรับสถานที่นั้นๆ ส่วนชุดราตรีก็จะไว้อีกกองหนึ่ง แต่ทุกอย่างไม่มีคำว่าทิ้งค่ะ พี่ขวัญเอามาให้น้องที่ออฟฟิศเลือกหยิบแล้วให้เขาบริจาคตามกำลังศรัทธา

สิ่งที่ดีมันไม่ใช่แค่ตู้โล่ง หลังจากที่เราจัดตู้เสื้อผ้าเราแล้ว เราจะเริ่มเห็นว่าเรามีอะไร เรามีกางเกงสีดำมากพอที่จะใส่ไปจนตาย มีทุกแบบ จะห้าส่วน หกส่วน ยาว บาน ลีบ สกินนี่ เอวสูง เอวต่ำ ซิปหน้า ซิปหนัง กำมะหยี่ ผ้าไหม ผ้าลินิน สีดำไม่ต้องซื้อแล้วเนอะ จนกว่าจะแก่ตายกันไป ต่อมาที่สีขาว ทำไมซื้อกางเกงลินินสีขาวมากขนาดนี้ ไม่ต้องซื้อแล้วนะ สีน้ำเงินซื้อทำไมเยอะมาก เคยใส่มั้ยกางเกงสีน้ำเงิน ไม่ค่อยใส่เลย หยุดซื้อได้แล้วนะ ชัดเจนมากขึ้น

สรุปแล้วพี่ขวัญเคลียร์เสื้อผ้าในตู้ไปเท่าไหร่คะ

30% ค่ะ

เหลือ 30% เหรอคะ

เคลียร์ออกไป 30% ค่ะ

พี่ขวัญเคยบอกว่าการเลือกซื้อของบอกคาแรกเตอร์บางอย่างของคนได้ อย่างนี้เราควรไปเดตกันที่ร้านเสื้อผ้าไหม

จริงๆ เขาแต่งตัวมายังไงก็รู้แล้วนะ ไม่ต้องไปถึงห้างหรอก

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

แล้วถ้าเขาเป็นคนดีทุกอย่าง แต่สไตล์การแต่งตัวเข้ากันไม่ได้จริงๆ จะทำยังไง

ถ้าคนสองคนคบกัน สิ่งสำคัญคือความรักความเข้าใจ เรื่องอื่นอย่าเอามาเป็นประเด็นใหญ่

‘คนนี้น่ารักมากเลยนะ ดีทุกอย่าง แต่แต่งตัวเชย’ คุณคะ คุณหาคนดีๆ แบบนี้ยาก เสื้อผ้าค่อยๆ เปลี่ยนได้ อย่าลืมว่าความรักคือการให้เกียรติกันและกัน ถ้าเราไม่ชอบสไตล์เขา ไม่ชอบทรงผมเขา ทำไมใช้รองเท้าแบบนี้ เหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ตอนเราอายุน้อยกว่านี้เราก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้จริงมั้ย สไตล์และเครื่องประดับภายนอกมันเปลี่ยนกันได้ ถ้าเจอคนที่ดีจงรักษาเขาไว้ อย่าเอาแต่ใจ

อย่างคลิปรายการ Celeb Blog ของพี่ขวัญที่กำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ขณะนี้ มีที่มาที่ไปยังไง

จริงๆ แล้วเป็นความตั้งใจลึกๆ ของพี่ขวัญว่าถ้าหนังสือหรือสิ่งพิมพ์มาขอความร่วมมือใดๆ จากพี่ พี่ยินดีจะทำให้ เพราะเราโตมาในยุคหนังสือ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ เฟื่องฟู และในปัจจุบันที่สิ่งเหล่านี้กำลังจะค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา สังคมเปลี่ยน เครื่องมือและวิธีการสื่อสารเปลี่ยนไป พี่ก็รู้ว่าพี่คงช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่หากเราช่วยอะไรได้เราก็จะทำ แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง พอดีกับที่แพรวออนไลน์มาชวนพี่ขวัญเขียนคอลัมน์ ตอนนั้นโจทย์แรกเป็นเรื่อง Beauty ซึ่งพี่ก็บอกทีมงานว่าไม่ถนัดมากพอจะให้คำแนะนำใครได้ จึงกลายมาเป็นคอลัมน์ที่จะมีโจทย์แต่ละตอนให้พี่ขวัญตอบ เช่น การจัดตู้เสื้อผ้า ทฤษฎีเลือกเสื้อยืดสีขาว เป็นต้น

ระหว่างที่เขียนคอลัมน์ เอ๋ ทีมงาน จะติดต่อขอนัดถ่ายคลิปสั้นๆ เพื่อเป็นตัวอย่างแนะนำบทความตอนต่อไป พี่ขวัญก็แอบรู้สึกว่าเราทำอะไรมากกว่านี้ได้ไหมที่จะสนุกขึ้น ก็เลยชวนทีมงานออกไปถ่ายคลิปกันที่ห้าง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นที่เอ็มโพเรียม ก่อนจะไปตลาดนัดจัตุจักร ยิ่งทำคลิปก็ยิ่งสนุก เพราะทีมงานก็ปล่อยให้พี่ขวัญทำสิ่งที่อยากทำ ซึ่งก็ยิ่งทำให้พี่ขวัญมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งนี้อย่างแรง เราไปตามหาจริงๆ สงสัยจริงๆ อยากได้จริงๆ อย่างที่บอกไปเมื่อตอนต้นว่าเราก็ไม่คิดมาก่อนว่าคนจะชอบดูพวกเราช้อปปิ้งขนาดนี้

สี่งที่รายการนี้ตั้งใจจะบอกคนดูก็คือ

จริงๆ ไม่ได้ต้องการอะไรจากสิ่งนี้เลย ไม่ได้ต้องการให้มีคนติดตามมาก แค่ทำแล้วมันสนุกดี คนดูดูแล้วอาจจะรู้สึกเพลินๆ ขำๆ อาจจะต่อยอดหรือว่าสร้างแรงบันดาลใจแก่คนที่ดูอยู่ได้ บางคนอาจจะกำลังตามหาลิปสติกอยู่พอดี ไหนไปลองสีแบบพี่ขวัญซิ เหมือนเพื่อนหญิงปรึกษากันมากกว่า เบื่อปากสีนู้ดแล้วควรจะแดงไหนดีนะ พี่ก็หวังแค่นี้

แต่หากสิ่งนี้กำลังส่งผลต่อคน ทำให้เขารู้สึกต้องซื้อหาตามพี่ขวัญ พี่ก็ต้องระวังมากขึ้น ทั้งอธิบายและแนะนำ

ที่มาของทุกสรรพสิ่งล้วนน่ารัก

มาจากน้ำหวานแหละ นอกจากถ่ายแล้วยังเป็นคนตัดต่อด้วย น้ำหวานเล่าว่าต้องดูฟุตเทจก่อนตัดอย่างน้อย 5 รอบเพื่อดูว่าพี่พูดว่าอะไรบ้าง และเจอจักรวาลคำว่าน่ารักเต็มไปหมด พี่ไม่รู้ตัวว่าพี่เป็นคนชอบพูดคำว่าน่ารัก เลยเป็นที่มาของทุกสรรพสิ่งล้วนน่ารัก วลีคำว่า ‘ของมันต้องมี’ ก็เหมือนกัน เกิดจากน้ำหวานใส่แคปชันลงไปในรายการ

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

ถ้ารายการนี้มีพี่ขวัญเวอร์ชันผู้ชาย ผู้ชายคนนั้นจะเป็นใคร และเขาจะพาไปดูอะไร

พี่คนนั้นมีในใจแล้ว แต่ขออุบไว้ก่อนได้มั้ย

คิดยังไงเวลาคนมาชื่นชมพี่ขวัญ และยกให้เป็นไอดอล

พี่ไม่ได้ดีกว่าคนอื่นหรอก พี่ก็เหมือนทุกคน พี่เกิดมาพร้อมกับการไม่มีพรสวรรค์ใดๆ เลย เป็นเด็กไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เป็นเด็กที่ธรรมดาที่สุดในโลกคนหนึ่ง พี่รู้แค่ว่าพี่ไม่เก่ง ดังนั้น พี่ต้องพยายาม

พี่ขวัญบอกเด็กๆ เสมอว่า การที่เรามีความรู้สึกแปลกแยกเล็กๆ ว่าไม่มีความฝันจะเป็นหมอ ทนาย สถาปนิก นักออกแบบ หรือมีเป้าหมายชัดเจนเหมือนคนอื่น แล้วสงสัยว่าเราหลักลอยหรือเปล่า พี่ขวัญอยากบอกว่า อย่ารู้สึกตกใจ มันไม่ใช่เรื่องแปลก พี่ขวัญก็เป็นหนึ่งในนั้น ไม่แปลก และก็ไม่ผิด แต่ขอแค่ว่าจงทุ่มกับสิ่งตรงให้ถึงที่สุด ชนิดที่ว่าเมื่อมองย้อนกลับมาจะต้องไม่มีคำว่าเสียดาย เช่น ตอน ม.5 ฉันน่าจะตั้งใจเรียน หรือตอน ม.6 ฉันน่าจะเลือกเรียนคณะนี้ แต่ทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน แค่นั้นเอง

มันน่าตื่นเต้นดีนะ ที่จะลองดูกันว่าผลจากการทำสิ่งนี้อย่างดีที่สุดนั้นจะพาเราไปถึงจุดไหน

จนถึงวันนี้ พี่ขวัญยังมีสิ่งที่อยากทำมากๆ อยู่มั้ยคะ

มีนะ แม้จะผ่านมานานแล้วพี่ขวัญก็ยังอยากไปสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยนักโบราณคดี แผนกขุดปัดโบราณสถาน โบราณวัตถุ อยู่เลย เป็นความฝันวัยเด็กที่อยากเลือกเรียนโบราณคดีมาก จริงๆ พ่อก็ไม่ได้ห้าม แต่ท่านชวนให้คิดถึงอนาคต ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาชีพที่ทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ ท่านจะสอนเสมอว่าต่อให้เป็นผู้หญิงก็ต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้

กับบทบาทแม่ พี่ขวัญเป็นแม่แบบไหน

ถ้าเป็นเรื่องเรียน พี่ให้ความสำคัญกับคอมเมนต์จากครูมากกว่าผลการเรียนของปราบ (ลูกชาย) ถ้าครูบอกว่าปราบไม่ส่งการบ้าน อันนี้พี่จะต้องเรียกมาคุยกันยาวว่าทำไมไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ ตราบใดที่เรารู้สึกว่าลูกเรามีเหตุมีผล มีความคิดเป็นระบบ ปัญหาต่างๆ ก็จะผ่านไป เพียงรอให้เขาโตพอหรือมีประสบการณ์ชีวิตมากพอ แล้วเราค่อยๆ แนะนำเขา

สู่ขวัญ บูลกุล สู่ขวัญ บูลกุล

พี่ขวัญอยากให้ลูกชายจดจำพี่ขวัญในแบบไหน

จดจำว่าแม่ไม่ใช่คนเก่ง แต่แม่เป็นคนที่พยายาม ปราบชอบบอกว่าเขาไม่เก่ง พี่ก็จะบอกว่า ไม่เป็นไร ขอให้ปราบรู้ว่าปราบพยายามถึงที่สุดแล้ว แม่โอเค ตอนแม่เด็กๆ แม่ก็สอบตก แม่ไม่ใช่คนเก่ง แต่ที่แม่มีทุกอย่างวันนี้ แม่แค่พยายามทำทุกอย่างในมือให้ถึงที่สุด ทำให้สุดความสามารถ

พี่ไม่อยากให้ลูกรู้สึกว่าทุกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นคนเก่ง แต่เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้มากกว่า

ถ้าลูกชายมีของที่อยากได้มากๆ แล้วบอกพี่ขวัญว่า “ของมันต้องมี” พี่ขวัญจะบอกลูกว่ายังไง

ด้วยความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมรอบตัว เขาพอจะรู้ว่าที่บ้านสามารถซื้อหาสิ่งที่เขาอยากได้ได้ แต่มันคงจะไม่เหมาะสมที่เด็กอายุ 12 ขวบซื้อของราคาแพง เขาเข้าใจนะ เพราะเราเลี้ยงเขาในฟาร์ม เขาจะสนิทกับพี่ๆ ที่ทำงานในฟาร์ม ได้เห็นว่าทุกคนต้องทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็น และได้รับค่าจ้างขั้นต่ำรายวันเท่าไหร่ รองเท้าราคา 6,000 บาท เท่ากับรายได้เกือบทั้งเดือนของพี่ๆ ซึ่งมีภรรยา ลูก และพ่อแม่ ที่ต้องดูแล

พี่ก็บอกว่า แม่จะซื้อรองเท้าเตะบอลคู่นั้นให้ปราบ ถ้าปราบเป็นนักฟุตบอลที่ซ้อมทุกวันเพื่อไปแข่ง แต่ถ้าปราบมีไว้ใช้เตะฟุตบอลเล่นๆ หลังบ้านสัปดาห์ละครั้ง แม่ไม่ซื้อให้

ยิ่งคุยยิ่งเห็นความอุดมคติจากพี่ขวัญ

จริงๆ ตอนนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่พี่ตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง วันที่เรารู้แล้วว่าอะไรคือความสุขของชีวิต เราต้องการใช้ชีวิตอย่างไร นั่นก็คือ ชีวิตที่ไม่ยึดติดกับชื่อเสียง ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข และการได้รู้ว่าตัวเองพอจะเป็นประโยชน์ ก็ทำให้เรารู้สึกมีค่า พี่ไม่ได้คิดว่าจะมีคนสนใจพี่ขนาดนี้ แต่ถ้าการที่พี่อยู่ในจุดนี้แล้วพี่สามารถเป็นประโยชน์ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ใครได้ พี่ก็จะอยู่

สู่ขวัญ บูลกุล

ขอขอบคุณสถานที่: The St. Regis Bar
The St. Regis Bangkok
www.stregisbangkok.com

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ท่ามกลางความพลุกพล่านของย่านอนุสาวรีย์ เราเดินเลยบีทีเอสสนามเป้าไปเล็กน้อย เพื่อเข้าไปยังออฟฟิศใหม่เอี่ยมของ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ หรือ เจมมี่เจมส์ นักแสดงผู้ควบบทบาทตั้งแต่นักร้อง นักธุรกิจ มาจนถึง ‘เชฟ’

สิ่งแรกที่เราเห็นไม่ใช่โต๊ะทำงานหรือห้องประชุม แต่เป็นห้องครัวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เครื่องครัว เหมาะแก่การโชว์ให้แขกรู้ว่า เจ้าของเงินทุนทุ่มเทกับเรื่องการทำอาหารขนาดไหน

เรานั่งเก็บบรรยากาศสักพัก เจ้าของออฟฟิศก็เดินทางมาถึงและทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร

หากถามว่าบทสนทนาในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับประเด็นใด ท่ามกลางความชื่นชอบอันหลากหลายและความสามารถอันมากมาย เสียงท้องที่ร้องประท้วงในช่วงเวลา 11 โมง คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

The Cloud ชวนกระเพาะของทุกท่านมาส่งเสียงร้องไปพร้อมกันกับเมนูชีวิตของเจมส์ในวัย 25 พร้อมมุมมองด้าน ‘อาหาร’ จากศิลปินที่ตอนนี้ต่อให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในครัวทั้งวันเขาก็ทำได้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Big Batch Appetizers
จุดเริ่มต้นของไข่เจียวไม่ธรรมดา

เพราะความชอบในการทำอาหาร แผนการเรียนต่อต่างประเทศด้านนี้จึงผุดขึ้นมาอย่างตั้งใจ รวมไปถึงการสร้าง ‘ห้องครัว’ ในออฟฟิศที่หมดเงินจุดเดียวเป็นหลักล้าน และจนถึงตอนนี้อุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ก็งอกขึ้นมาอย่างไม่รู้จบ

เจมส์บอกว่า เขาต้องการสร้าง Living Space ผสม Co-working Space จึงตั้งใจโชว์ครัวไว้ด้านหน้าสุด เพื่อความสะดวกในการถ่ายรายการและวางเครื่องครัว ซึ่งดีกว่าการยกตู้เย็นขึ้นไปชั้นสองแน่นอน

“เวลาเข้าออฟฟิศของที่แพงคือของที่คนเห็น ผมคิดว่าจริง ผมมองว่าครัวนี้คือการลงทุนทางธุรกิจและเป็นความชอบ เมื่อเวลาผ่านไปมันจะคุ้มค่า ตรงนี้ก็อยากใช้สำหรับ Chef’s Table ครั้งต่อไปด้วย คาดว่าจะมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ตอนนี้อยู่ในช่วงพัฒนาเมนูอยู่”

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25
เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

เจมส์เก็บรวมประสบการณ์จากการทำ Chef’s Table ครั้งแรกมาพัฒนาครั้งต่อไป แต่กว่าชีวิตในครัวของเขาจะมาถึงจุดที่ทำอาหารทั้งวันก็ไม่เบื่อ เขาเคยเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ยืนมองคุณตาทอดไข่เจียวเท่านั้น

“ชีวิตผมวัยเด็กคงเหมือนข้าวไข่เจียวราดซอสพริก เพราะว่าข้าวไข่เจียวมันคือความธรรมดา เราก็เหมือนเด็กธรรมดา แต่แอบแซ่บเบา ๆ เลยใส่ซอสพริกเข้าไป” เจ้าตัวตอบอย่างขี้เล่น

เด็กชายธีรดนย์เติบโตขึ้นในบ้านที่มีวัฒนธรรมการกินแบบผสมผสานระหว่างจีนและไทย โดยมีคุณตาเป็นตัวแทนฝั่งจีน และคุณยายเป็นตัวแทนฝั่งไทย ส่วนคุณปู่คุณย่ามาจากจีนทั้งคู่

บ้านของเขามีเมนูซิกเนเจอร์ 5 เมนู ได้แก่ ไก่ซอสแดง กะหล่ำต้มเค็ม น้ำพริกกะปิ ข้าวต้มมัด และข้าวมันไก่ ชนิดครบจบทั้งคาวหวาน

“ข้าวมันไก่บ้านผมใช้เวลาทำนานมาก” แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เมนูนี้กลายมาเป็นอาหารจานสำคัญ เพราะเบื้องหลังที่ทรงคุณค่ากว่าคือการชวนให้ทุกคนในบ้านคิดถึงคุณยายผู้เป็นที่รัก

“ตายายเขามีไก่เจ้าประจำที่ไปซื้อ แต่ก่อนยังไม่มีแถวพระราม 5 ต้องไปแถวบางบัวทอง เอาไก่มาต้มเป็นชั่วโมง คอยตักมันที่ลอยออกมาไปทำข้าวมันไก่ ข้าวก็ต้องคลุกตลอดเวลา จากนั้นนำไก่ต้มมาหั่น ทำน้ำจิ้ม ใช้เวลาเสร็จสรรพประมาณ 3 ชั่วโมงได้ แต่เราได้เครื่องและข้าวที่อร่อยจัดเต็ม

“ข้าวมันไก่ของยายคือข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดสำหรับผม”

เขาเล่าต่อว่า แท้จริงแล้วสมัยเด็กแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเข้าครัวเลย ทั้งหมดที่เขาทำคือการ ‘ยืนดูคนในบ้านทอดไข่เจียว’

“อีกเรื่องที่คนไม่รู้คือ จริง ๆ ผมชอบกินซีฟู้ดเผา ต้องกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดไทยสีเขียวเท่านั้น ไม่เอาสีแดง ตอนเด็กผมเคยแพ้กุ้งด้วย แต่ผมสู้กุ้งกลับ กินต่อจนมีภูมิมาจนถึงปัจจุบัน”

แน่นอนว่าเมื่อมีเมนูที่ชอบมากถึงขนาดนี้ ย่อมต้องมีเมนูที่ไม่ถูกจริตด้วยเช่นกัน เขาเบะปากเล็กน้อยก่อนสาธยายเมนูออกมา ทั้งชาเขียว คาโบนาร่า เครื่องใน อาหารประเภทที่ครีมสูง หรือแม้แต่ของหวาน อย่างไรก็ตาม การได้เข้าสู่วงการอาหารทำให้เขาเปิดใจมากขึ้นไม่น้อย

“ผมอาจจะแปลกหน่อย แต่ของคาวต้องติดหวาน ของหวานต้องหวานน้อย”

เจมส์ทิ้งท้ายด้วยรสนิยมการเลือกกินของเขา เวลาที่มีของอร่อยถูกปากมาช่วยหยุดเสียงร้องโครมครามของกระเพาะ นั่นคือช่วงเวลาสวรรค์ประทาน เช่นเดียวกับที่โชคชะตาประทานสายโทรศัพท์ เพื่อชวนเจมส์เข้าร่วมรายการอาหารสุดโหดและฮอตแห่งปีอย่าง MasterChef Celebrity Thailand Season 2

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

Main Course of Life
ชีวิตสูตรหนัก เน้น และเข้มข้น

ก่อนจะเข้าร่วมรายการ เจมส์เดินทางไปที่ประเทศออสเตรเลียเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Thirteen Lives หนังสัญชาติฮอลลีวูดว่าด้วยเรื่อง 13 หมูป่าติดในถ้ำหลวง ซึ่งการออกเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดนในครั้งนี้ไม่เพียงประสบการณ์กระทบไหล่นักแสดงระดับโลก แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้ลองทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาหารมากขึ้น

เมื่อไปถึงออสเตรเลีย นักแสดงไทยไม่สนใจแม้กระทั่งการแกะสัมภาระออกมาจัดเรียง เพราะแกะเดียวที่เขาสนใจ คือเนื้อแกะบนเตาย่าง!

“ผมชอบย่างเนื้ออยู่แล้ว ไปถึงมื้อแรกผมเข้าซูเปอร์ฯ ซื้อแกะที่นั่น พอ 3 ทุ่มผมมาย่างแกะเป็นมื้อแรก เซอร์มาก กระเป๋าไม่แกะ ย่างแกะก่อนเลย” เจมส์บรรยายภาพในวันนั้นให้ฟัง เราเชื่อว่าตลอดเวลาที่อยู่ออสเตรเลีย ชายคนนี้คงไม่ปล่อยให้ห้องครัวต้องเหงาเลยสักวัน

หลังกลับสู่บ้านเกิด ก็ประจวบเหมาะกับที่ทางรายการติดต่อมาพอดี เจมส์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่มีในหัวตอนนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่สิ่งที่ปลุกไฟในตัวคือความรู้สึกอยากเอาชนะตัวเอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหลักสูตรเตรียมความพร้อมฉบับเร่งรัดเพื่อการแข่งขันในครั้งนี้

เจมมี่เจมส์ on the table ห้องครัวที่สร้างไม่รู้จบ ศิลปะกินได้ และชีวิตอูมามิในวัย 25

‘MasterChef Starter Pack’ เป็นชื่อที่ใช้นิยามสิ่งที่ควรทำได้ในรายการ MasterChef Celebrity Thailand Season 2 ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ตลอดการเทรนกับ พลอย-ณัฐณิชา บุญเลิศ จากรายการ MasterChef Thailand Season 1 ผู้ฝึกสอนเฉพาะกิจในครั้งนี้

การเทรนเปรียบเสมือนการเก็งข้อสอบของติวเตอร์ในสถาบันกวดวิชา สำหรับเจมส์แล้วช่างเป็นวิชาคหกรรมที่ยากไม่น้อย แถมเจ้าตัวยังไม่ถนัดดี

การฝึกฝนอย่างเข้มข้นเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น

“พาสต้าเส้นสดมีอะไรบ้าง มีเส้นแบบไหนที่คุณต้องทำได้ สำหรับตัวโปรตีน ถ้าคุณได้ไก่จะแล่ยังไง ปลาแล่ยังไง ไก่ ปลา หมู เนื้อทำอะไรได้บ้าง เอาไปซูวี (ปรุงอาหารภายใต้ถุงสุญญากาศ) อุณหภูมิกี่องศาฯ  หรือถ้าจะเอามาย่าง สุกทันไหม ตัวผักทำอะไรได้บ้าง ดองได้ ตัดแต่งได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่คุณต้องทำให้ได้ในมาสเตอร์เชฟแน่ ๆ นอกนั้นอยู่ที่ว่าคุณจะไปดัดแปลงเป็นเมนูยังไง”

ใช่ว่าการเทรนครั้งนี้จะจบที่การรู้จักวัตถุดิบและวิธีการปรุงอาหารเท่านั้น การจัดการเวลาก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เชฟมือใหม่ต้องฝึกในส่วนนี้เพิ่ม

เขาเสริมในช่วงแข่งขันว่า การได้เห็นผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นที่ดูคุ้นเคยกับการทำอาหารอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ทำให้เขากดดันไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดเจมส์ก็ได้ค้นพบว่า คนที่เขาอยากจะเอาชนะมากที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือตัวของเขาเอง

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“ไม่ใช่การเอาชนะตัวเองที่ทำเพื่อชนะคนอื่น แต่เป็นทักษะที่เราเต็มที่ นี่คือวินัยในการฝึก การอินกับมัน การทุ่มเทเวลากับมัน การยอมรับความกดดัน ผมรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ได้อะไรเยอะมาก เหมือนผมค้นพบตัวเองเลยนะว่าผมชอบการทำอาหารมาก”

ขณะที่รายการดำเนินมาถึงวันสุดท้าย การเดินทางบนเส้นทางอาหารของเจมส์กลับเพิ่งเริ่มต้น การเข้าคอร์สเพื่อเตรียมความพร้อมเบื้องต้นสำหรับการแข่งขัน เปลี่ยนไปเป็นการคิดคอนเซ็ปต์และพัฒนาเมนู เพื่อต่อยอดไปสู่การทำ Chef’s Table ของเจมส์ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจคุ้นเคยกันดี หรืออาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้างกับชื่อ ‘FOCA’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“Chef’s Table เกิดขึ้นหลังไปมาสเตอร์เชฟ เราไปลั่นว่าผมทำ Chef’s Table แน่นอน ก็ไม่ได้รู้ว่ามันจะยากขนาดไหน มีวิธีการจัดการอะไรยังไง แต่พอพูดไปและเราก็อยากทำ เราเลยเอาซีฟู้ดของไทยที่เป็นรสไทย เมนูเหมือนไทย ๆ ทวิสต์ให้อยู่ในการเสิร์ฟแบบเมดิเตอร์เรเนียน” เชฟอธิบายที่มาและคอนเซ็ปต์ของร้าน ต่อด้วยการยกตัวอย่างเมนูที่ผ่านการพัฒนามาอย่างสร้างสรรค์

“ปาเอญ่า (ข้าวอบสเปน) ผมเอามามิกซ์กับข้าวขยำปู เสน่ห์ของมันคือปกติข้าวขยำปูจะค่อนข้างเป็นเม็ดหน่อย แล้วใส่น้ำยำลงไป ใส่ปูเป็นก้อน แต่พอเรามิกซ์กับปาเอญ่า ด้วยความที่ไม่ได้สุกมาก ข้าวจะมีสัมผัสความกรอบ ก็จะแบ่งครึ่งเป็นแบบออริจินัลกับแบบปาเอญ่าขยำปู เป็นเมนูตัวหลักของเรา”

นอกจากการคิดค้นเมนูและจัดการ Chef’s Table ให้ออกมาตามฝัน หนึ่งในแรงบันดาลใจต้นทางของเขา ยังเป็นเชฟที่ตนเองชื่นชอบอย่าง Grant Achatz เจ้าของร้านมิชลินไกด์ 3 ดาว Alinea

“ตอนแรกผมไม่รู้จักเขา แต่หลังจากเห็นเขาเป็นกรรมการในรายการ The Final Table เราเลยไปดู Documentary ของเขา เขาเป็นมะเร็งที่ลิ้น ลิ้นรับรสไม่ได้ แต่เขาสู้จนหาย แล้วมาเปิดร้าน

“เพลตติ้งเขาในเมนูของหวานเป็นโต๊ะใหญ่ ๆ เขาจะโยนและสาดทุกอย่างที่เป็นของกิน ผมว่านี่คือการเพลตติ้งที่มีความ Abstract มันคือศิลปะที่ผมชอบ” ผู้เล่าขยายความด้วยแววตาเป็นประกาย

ชีวิตของเขาก็เหมือนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงผลงาน แต่เป็นผลงานที่มาในรูปแบบของศิลปะที่เคี้ยวได้และมีหลายรสชาติ

Dessert of Love and Art
ศิลปะกินได้

แม้จะเคยเอ่ยปากว่าไม่ถูกกับของหวาน แต่เมื่อให้เจ้าตัวลองเปรียบความรักเป็นของหวานสักจาน เขากลับอธิบายได้อย่างน่าประทับใจ

ช็อกโกแลต สตรอว์เบอร์รี มี Flexible Ganache อยู่ตรงกลาง มีไอศกรีมช็อกโกแลต มีซอสสตรอว์เบอร์รี สตรอว์เบอร์รีหั่นเล็ก ๆ ใส่ลิควิดไนโตรเจนเข้าไป ครอบด้วยโดมช็อกโกแลต เวลาทานเราจะเคาะลงไป ตัวโดมมันจะแตกลงมา แล้วควันมันก็จะขึ้น มีความเวอร์วังอลังการอยู่นิดหนึ่ง แต่ก็เรียบง่ายด้วยวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้มันยืนยาวได้คือแค่ความเรียบง่ายนี่แหละ” 

เมนูของหวานเป็นภาพแทนความรักของเขากับแฟนสาวที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี

เมนูอาหารแต่ละจานของเจมส์ล้วนออกแบบอย่างละเมียดละไม เขาบอกว่าอาหารเป็นศิลปะที่ใส่ความเป็นตัวเองลงไปในจานได้ ไม่ต่างกับผืนผ้าใบที่วาดอะไรก็ได้ตามต้องการ และเสน่ห์ของอาหารไม่ต่างจากงานศิลปะที่ความชอบเป็นเรื่องของปัจเจก

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“นอกจากเสน่ห์พวกนี้ อีกอย่างที่ผมรู้สึกคือ อาหารมันพาความสุขเข้ามาในโต๊ะ การได้กินข้าวร่วมกัน คุยกันบนโต๊ะอาหาร มันมีความหมายมากกว่านั้น

“อาหารเป็นมากกว่าปัจจัย 4 มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องมี แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เป็นศิลปะชนิดหนึ่งที่ประเทศเราไม่ค่อยสนับสนุน เราเสร็จงานแล้วหาความสุขให้ตัวเองได้ผ่านอาหารนี่แหละ” ชายหนุ่มพูดเสริมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

Cheers!
ชนแก้วสู่ความสำเร็จและก้าวย่างแห่งการเติบโต

จำได้ว่าผมเคยเล่นเกมทอยลูกเต๋าที่ให้เดินไปถึงเส้นชัยแล้วใครมีเงินมากสุดชนะ มีลูกเต๋าทอยอาชีพ มีตัวตลก ทหาร ครู หมอ นักธุรกิจ ทนาย นักธุรกิจเป็นอาชีพที่ได้เงินเยอะมาก เราก็รู้สึกว่านักธุรกิจเท่และอยากเป็นอาชีพนี้” เขาย้อนอดีตให้ฟังเพื่ออธิบายปัจจุบันและก้าวต่อไปในอนาคต

“ชีวิตอยู่กับการแข่งขันมาตลอด ผมเลยเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ชีวิตผมก็ไปไม่สุดสักทาง พอเบื่อก็เลิก จนมาเจอการแสดงที่ไม่เบื่อเพราะเห็นผลลัพธ์ มีอะไรเป็นตัวการันตีว่าสำเร็จ เรายึดเป็นอาชีพได้และชอบมันด้วย จนกระทั่งในวัยนี้ก็เจอธุรกิจที่เป็นบาร์และการทำอาหารที่ชอบ”

การบริหารเวลาให้ทั้งการทำงานและความชอบอยู่ด้วยกันของเจมส์นั้นง่ายมาก เพราะเขาเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นงานไปเลย ไม่ว่าจะเปิดบาร์เพราะชอบดื่ม เปิด Chef’s Table เพราะชอบทำอาหาร เปิดบีชคลับเพราะชอบไปทะเล หรือแม้แต่สร้างบริษัท JMJ LABEL เพื่อเป็นศูนย์รวมความชอบอื่น ๆ และถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของรายการ เช่นเดียวกับสารคดีชีวิตส่วนตัวที่เผยแพร่มาแล้ว 5 ตอน

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

“จุดประสงค์ของการทำสารคดีคือ ผมอยากแนะนำตัวเองใหม่ตอนอายุ 25 เพราะรู้สึกว่าเป็นเส้นทางใหม่ที่มันใช่กับชีวิตเรา ทั้งอาหาร ดริงก์ คนรัก อาร์ต เพื่อน ครอบครัว นี่คือสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตผมในขณะนี้ ผมอยากจะบอกคนดูว่า สวัสดีครับ ผมเจมส์ที่เป็นแบบนี้”

บทสนทนาดำเนินมาถึงจุดที่เรารับรู้เรื่องราวของเจมส์จนครบทุกรสชาติ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เราลองให้เขาเปรียบชีวิตตัวเองในตอนนี้เป็นเมนูอาหารสัก 1 อย่าง

“Surf & Turf เสิร์ฟพร้อม Side Dish ที่มี Mashed Potato มีผักที่เอาไป Sautéed เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแล้วก็ซอสไวน์แดง

“มีตัวเมน 2 อย่าง คือล็อบสเตอร์และเนื้อ เหมือนชีวิตนักแสดงกับเจ้าของธุรกิจ Mashed Potato เป็นพาร์ตเชฟที่เสริมเข้ามา ผักที่เป็นสีสันในจานเป็นเรื่องแฟชั่นที่เราชอบ ส่วนตัวซอสเพิ่มความสไปซี่อาจจะเป็นเรื่องดริงก์

“สิ่งที่อยากนิยามผ่านเรื่องนี้คือความวาไรตี้ที่อยู่ในจาน ผมค่อนข้างชอบคำนี้ เพราะชีวิตเรามันทำหลายอย่าง”

หลังเชฟนำเสนอเมนูอาหารเรียบร้อย คนฟังอย่างเรายังสงสัยเพิ่มว่า แล้ว ‘รสชาติ’ ชีวิตในวัย 25 จะเป็นอย่างไร

“คงครบรสมั้ง เหมือนผงชูรส แต่ Chef’s Table ผมไม่ได้ใช้ผงชูรสนะ (หัวเราะ) ทุกอย่างมันกลมกล่อมมากขึ้น เหมือนก่อนหน้านี้ชีวิตเราคงเปรี้ยวเกิน ขมเกิน หวานเกิน เผ็ดเกิน แต่วันนี้เราทำให้รสชาติมันกลมกล่อมขึ้นในวัย 25”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความกลมกล่อมคือนิยามที่เหมาะกับชีวิตหลายบทบาทของศิลปินไฟแรงคนนี้

มันเป็นความกลมกล่อมที่ไม่ได้เกิดจากผงชูรส แต่เกิดจากส่วนผสมประสบการณ์ที่รวมกันได้อย่างลงตัวผ่านกาลเวลา หลังนั่งฟังเขาเพลิน ๆ เราเดินออกจาก Cinema Club BKK โดยอดคิดไม่ได้ว่า

‘แล้วรสชาติของชีวิตเราในวันนี้เป็นรสอะไรกันนะ’

ชวนรู้จักอีกหนึ่งบทบาทของ ‘เจมส์ ธีรดนย์’ ผ่านเมนูชีวิตและก้าวย่างของการเป็นเชฟผู้รังสรรค์งานศิลปะบนจานอาหาร

Writers

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load