21 พฤศจิกายน 2560
3 K

“ใช่พี่รึเปล่านะ ที่ผมคุยเรื่องการมีกับไม่มี” เต๋อส่งข้อความมา หลังจากที่เราเจอกันประมาณ 1 สัปดาห์

“ใช่” เราตอบกลับไป

วันนั้นเราถามสารทุกข์สุกดิบ คุยกันเรื่องหนังเรื่องใหม่ของเขา รวมถึงเรื่องการมีอยู่และการไม่มีอยู่ เรารู้จัก เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในคลาสที่มหาวิทยาลัย ในวันนี้ที่เขามีอายุ 33 ปี เขาครุ่นคิดเรื่องความตาย แต่ไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิตในเชิงหดหู่ เป็นเรื่องน่ากลัว หรือน่าขับไส แต่คือระบบเกิดดับที่ทุกคนต้องเผชิญอย่างเท่าเทียมกันตามธรรมชาติ ในฐานะคนเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์ เต๋อเลือกบันทึกความคิดในช่วงนี้ลงในภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่ 5 ของเขา

นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นการปลุกสปิริตในการทำหนังอิสระ เป็นบทสรุปในรอบ 5 ปีของการมีอยู่ของผู้กำกับชื่อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในวงการภาพยนตร์ไทย Die Tomorrow อาจบอกเป็นนัยว่า วันที่เหลือคือ ‘โอกาส’ ของการมีชีวิตอยู่อย่างงดงามและมีความหวัง

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

01

การมีอยู่ของสปิริตแบบเดิม / การไม่มีอยู่ของบริบทแบบเดิม

ดูคุณยังกระหายที่จะทำหนังอิสระ

ตลอดเวลา ผมโอเคกับการทำหนังทั้งสองฝั่ง ทั้งสตูดิโอ ทั้งอินดี้ ขึ้นกับเรื่องที่เรามีอยู่ในหัว ซึ่งก็มีอยู่ทั้งสองแบบ มีทั้งเรื่องแบบที่ควรทำกับ GDH มันน่าจะสนุกดี มันต้องการเซ็ตอัพที่ใหญ่หน่อย บางเรื่องที่ทดลองมากๆ ก็อยากลองทำดูว่าจะเวิร์กหรือเปล่า ทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน เราไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งนี้แล้วไม่ควรมีสิ่งนี้ ขึ้นกับว่าเราเอาสิ่งนี้ไปใช้ทำอะไร ในจุดประสงค์ไหน เหมือนเวลาดูหนัง ผมดูได้ทุกแบบ แต่คงไม่ดูหนังยุโรปทุกวัน ในวันที่เครียดมาก ผมขอหนังสนุกๆ ฮอลลีวูดเลย ก็เพลินดี ใครอยากดูอะไรในเวลาไหนก็ไปเลือกเอา เราทำหนังกับสตูดิโอแล้วก็กลับมาทำแบบอินดี้บ้าง กระโดดข้ามไปข้ามมาได้ ไม่ใช่ครั้งที่แล้วทำใหญ่ ครั้งต่อไปต้องใหญ่กว่าเดิม ขึ้นกับเรื่องที่เราสนใจในเวลานั้นว่าเป็นแบบไหนมากกว่า เวลาผมทำหนัง เรื่องมักจะมาจากประสบการณ์ส่วนใดส่วนหนึ่งในช่วงชีวิตของผมทุกเรื่อง ถ้าวิธีการเล่าหรือเนื้อหาที่เราอยากทำ มันเหมาะกับการทำแบบเล็กๆ ก็กลับมาทำแบบอินดี้ แค่นั้นเอง

เลือกยังไงว่า เรื่องนี้จะเล่าสเกลไหน

อยู่ที่เรื่องกับวิธีการเลย เรื่องเกี่ยวกับอะไร อยากเล่าแบบไหน แล้วประเมินว่าเล็กหรือใหญ่ได้ สมมติเรามีโปรเจกต์หนังพีเรียด เรารู้ว่าทำเล็กไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะคุณไม่สามารถสร้างสิ่งแวดล้อมนั้นขึ้นมาด้วยงบที่น้อยได้ ก็ต้องไปสู่ระบบสตูดิโอ ซึ่งเรื่องต้องโดนคนส่วนใหญ่ได้ ถ้าอยากทำแนวพีเรียดจริงๆ ก็ต้องเลือกเรื่องที่คนเชื่อมโยงได้

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

วิเคราะห์จากประสบการณ์

ใช่ อย่าง Die Tomorrow เราก็เกรงใจพี่ที่สตูฯ (ยิ้ม) เพราะเขาไม่น่าทำนะ อย่าไปเสนอให้เขาลำบากใจเลย เรามีอีกเรื่องที่เราเสนอเขาไปแล้วด้วยแหละ ซึ่งเล่าเรื่องแบบปกติ แต่เรื่องนี้มันแบบ… ก็ไม่ได้ทดลองอะไรขนาดนั้นนะ เพียงแต่โครงสร้างของหนังเป็นเหมือนอัลบั้มเพลงที่มี 12 เพลง ถามว่า 12 เพลงเชื่อมต่อกันไหม ไม่เชื่อม แต่ถามว่า อยู่ในหัวข้อเดียวกันไหม ใช่

ความรู้สึกตอนทำ 36 กับ Die Tomorrow เหมือนกันไหม

เหมือน ทีมงานน้อยเหมือนเดิม (หัวเราะ) ทำกันเองจริงๆ สองสามคนเหมือนเดิม มีผม มีโปรดิวเซอร์ กับคนช่วยอีกคนหนึ่ง นู่นนี่นิดหน่อย ความต่างคือ สเกลไม่เหมือนกัน ตอน 36 ยกคอมพิวเตอร์ไปฉายที่หอศิลป์กรุงเทพฯ กันเองก็เหมือนจะหนัก แต่ควบคุมได้ คนดู 60 คนต่อรอบ ฉาย 5 รอบ ก็สองสามร้อยคน ทำกันเอง ขนของกันเอง ก็ไม่ได้วุ่นวายมาก หลังจากนั้นไปฉายที่ Alliance Française (สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ) ใหญ่ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังควบคุมได้อยู่ รอบละสองร้อย

อันนี้ยากขึ้น 10 เท่า ครัั้งนี้เข้าโรงหนัง เราต้องทำ post-production ซึ่งมีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย โชคดีหน่อยตรงที่เราทำเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 5 เราผ่านกระบวนการนี้มาหลายครั้งแล้ว อาจจะไม่ได้เป๊ะมาก แต่รู้ว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร แต่มันก็เยอะอยู่ดี เช่น งานของโปรดิวเซอร์ก็เหมือนอยู่ในกองมากกว่า วันหนึ่งก็ต้องมาทำความเข้าใจว่า เราเตรียมฮาร์ดดิสก์ให้เขา 2 ลูก ลูกนี้เก็บไฟล์นี้ อีกลูกเก็บไฟล์นั้น ถ้าเป็นระบบบริษัทปกติจะมี Post producer ที่รู้ว่าไฟล์ต้องเป็นแบบนี้ ไฟล์ซับไตเติ้ลต้องเป็นแบบนี้ เสียงแบบนี้ แต่เรานี่แบบ เฮ้ย เดี๋ยวต้องให้เมสเซนเจอร์ไปส่งฮาร์ดดิสก์ก่อน อ้าว ลืมไฟล์นี้ ต้องส่งกลับไปใหม่ ก็เลยเหมือนต้องลงมาทำเองทั้งหมด พวกเราต้องเปลี่ยนบทบาทในแต่ละวันเป็นแผนกต่างๆ (ยิ้ม) ไม่ซ้ำกัน แต่ก็อย่างที่บอก โชคดีหน่อยที่พอจะมีความรู้อยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าทำ 36 แล้วกระโดดมาทำใหญ่ขนาดนี้ อันนั้นตายแน่นอน

Die Tomorrow Die Tomorrow

ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานที่ยากขึ้นบ้าง

รู้สึกดีที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถ้าเราไม่ทำหนังเองก็คงไม่ได้เจอ เหมือนเรารู้มา 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว การทำเรื่องนี้ทำให้เรารู้มากขึ้นเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ อาจยังไม่รู้ทั้งหมด เช่น เราอาจไม่รู้ว่าผู้บริหารโรงหนังคิดยังไง แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าฝั่งโรงหนังเขามองหนังแบบนี้ เขาจัดรอบด้วยวิธีคิดแบบนี้ เขามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีเงื่อนไขอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่เรามีความสุขที่ได้รู้ ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะคุณจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ยังไง ถ้าไม่ลงมือทำหนัง

เป็นเสน่ห์ของการทำหนังอินดี้

ความรู้สึกคล้ายๆ ตอนทำ 36 นะ แต่ก็ไม่ใช่ มันเป็นก้อนความรู้สึกก้อนใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ถ้าผ่านไปได้นะ ครั้งหน้าคงไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้ว นอกจากจะฉายแบบ IMAX สามมิติ (หัวเราะ)

การทำหนังอินดี้ให้ความสุขกับคุณเหมือนหนังสตูดิโอไหม

(หยุดคิด) ไม่ต่างครับ ไม่ว่าจะทำเล็กใหญ่ เราก็ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ คำถามยอดฮิตสมัยทำฟรีแลนซ์ฯ คือ สตูดิโอเขาบังคับอะไรรึเปล่า คำตอบคือ เขาไม่ได้บังคับอะไร เขาบอกว่า ก็ทำเรื่องนี้แหละ ตลกประมาณนี้แหละ ไม่ต้องฮาสุดๆ แบบผู้กำกับพี่ๆ เขาก็ได้ ซึ่งเราโอเคมากๆ ถ้าเป็นเวทีคอนเสิร์ต จะขึ้นเวทีงาน Big Mountain หรือเล่นงาน Cat ก็ให้ความสุขกับผมได้เท่ากัน

เต๋อ นวพล เต๋อ นวพล

02

การมีอยู่ของความสนใจส่วนตัว / การไม่มีอยู่ของแรงกดดัน

ทำไม Die Tomorrow ถึงเป็นเรื่องส่วนตัวที่สุด

หัวข้อด้วยมั้งฮะ พอเราพูดถึงความตาย หมายถึงเรากำลังพูดถึงชีวิตว่าเราคิดยังไงกับชีวิต เรามองโลกยังไง การใช้ชีวิต แล้วก็ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ พอพูดเรื่องความตายก็สะท้อนเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด

หนังเรื่องอื่นๆ เป็นทัศนคติที่เรามีต่อเรื่องภายนอก The Master ทัศนคติของเราคือ การเกิดดับของพ่อค้าวิดีโอ ความไม่แน่นอนของชีวิต Mary Is Happy, Mary Is Happy คือ ชีวิตมัธยมหรือ coming of age เรื่อง 36 พูดถึงความทรงจำ แต่เรื่องนี้คือชีวิต ตัวหนังก็สร้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตคนนี้คนนั้นซึ่งเกี่ยวข้องกับความตาย เลยรู้สึกว่ายิ่งใกล้เข้าไปอีก หมายถึงเป็นเรื่องของคนรอบๆ แล้วหนังก็ค่อนข้างบาง ค่อนข้างธรรมดา เหมือนแค่ฉายภาพนั้น

เราทำเรื่องนี้ให้เป็นหนังอิสระด้วย ก็เลยทำแบบนี้ได้ แค่ไม่ทำเกินงบ ไม่ต้องมาคิดว่าจะขาดทุนไหม ถ้าจะขาดทุนก็ต้องโปรโมตให้ดูสนุกกว่านี้ อันนี้แบบ ฉายก็ฉาย จบ เทรเลอร์ก็ตัดแค่นั้นเลย เรื่องนี้เลยออกมาเป็นตัวเองที่สุดแล้ว  

Die Tomorrow Die Tomorrow

เป้าหมายของการสื่อสารเรื่องส่วนตัวแบบนี้คืออะไร

มันตอบสนองพื้นฐานของทุกคนอยู่แล้ว การที่เราได้แสดงความคิดของเราว่า เราคิดแบบนี้นะ ไม่ต่างจากตั้งสเตตัส เพียงแต่ผมทำออกมาเป็นหนัง เป็นก้อนความทรงจำที่บันทึกเอาไว้ว่าเราเคยคิดแบบนี้นะ

วิธีการเล่าเรื่องก็ดูจะส่วนตัวมาก

ใช่ ตามใจตัวเองที่สุดแล้ว เพราะเป็นหนังอินดี้น่ะครับ ทำไปเถอะ เดี๋ยวไม่ได้ทำ (หัวเราะ) ผมไม่ได้มีเป้าหมายอะไรที่ต้องพิชิต ถ้าเราต้องปลดหนี้ด้วยหนังเรื่องนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนเลย เราต้องออกแบบใหม่ ซึ่งไม่ผิดนะ แต่เรื่องนี้เราทำแบบเหมือนมีผ้าใบมาให้แล้วลองวาดอะไรก็ได้ ซึ่งนานๆ จะได้ทำแบบนี้ เพราะงานส่วนใหญ่ที่เราทำมีเป้าหมายตลอด เช่น ต้องทำให้เวิร์ก 5 วินาทีแรกต้องปัง หรือ ‘ต้องไวรัลนะครับ’ จนบางทีเราลืมความรู้สึกของการทำหนังไปแล้ว

แต่นี่เป็นเหมือน Drawing therapy วาดอะไรก็ได้ไม่มีผิดไม่มีถูก เมื่อมีโอกาสแบบนี้ก็ทำไปเถอะ อย่าคิดมากเลย เลยลองเลือกวิธีเล่าแบบที่เราอยากเห็นมันเกิดขึ้นบนจอหนัง

Die Tomorrow Die Tomorrow

เลยเป็นเรื่องที่รู้สึกสบายที่สุดเท่าที่เคยทำมา

ตอนที่ออกไปถ่าย เรารู้สึกเหมือนไปปิกนิก ไปตีแบด เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากๆ ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น ถ้าคุณต้องทำหนังที่มีงบประมาณสูงมาก ไม่มีทางชิลล์เอาต์ได้ ต่อให้เขาบอกว่า อย่าเครียด แต่เราก็จะแบบ เอาเงินเขามาแล้ว 25 ล้านว่ะ ต้องทำให้ดีที่สุด

นับเป็นบันทึกสรุปของการทำหนังของคุณในช่วงแรกได้ไหม

ในรอบห้าหกปีที่ผ่านมาค่อนข้างพิเศษเพราะผมได้ทำหนังปีละเรื่อง เหมือนเป็น episode มันคือ season นี้ จะว่าเหมือนบทสรุปของก้อนนี้ก็ได้ เมื่อถึงจุดที่เราขึ้นงานชุดใหม่ เราก็อาจจะลองหาอะไรใหม่ๆ ตอนนี้ความสนใจของผมเริ่มเปลี่ยนไป อยู่ดีๆ ก็อยากทำหนังพีเรียดยุค 70 – 80 มันเป็นยุคที่น่าสนใจ หรือบางทีอาจจะถอยไปไกลมาก แต่ไม่ใช่หนังสงคราม อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ การเดินทางไปที่หนึ่งต้องใช้เวลานานมาก สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทาง space and time ที่น่าสนใจ และเล่าเรื่องด้วยบริบทของปัจจุบันได้ สมัยก่อนกว่าข่าวข่าวหนึ่งจะไปถึงอีกคนนี่ใช้เวลานานมากเลยนะ มันเป็นไอเดียที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อน  

อาจเพราะ 5 ปีที่ผ่านมาเราทำเรื่องที่เราสนใจในวัย 20 – 30 ปีหมดแล้วอย่างรวดเร็ว input ถูกใช้เร็วมาก เพราะทำถี่มาก เรื่องที่อัดอั้นว่าอยากเล่าในช่วงวัยหนุ่มมันหมดแล้วอะ มันถึงเรื่องความตายแล้วนะ (หัวเราะ) โคตรปลายทาง เร็วมากเลยอะ

ถ้าผมทำหนังเมื่อ 10 ปีก่อน กว่าจะทำหนังเรื่องหนึ่งต้องใช้เวลา 3 ปี ทำ 5 เรื่องต้องใช้เวลา 15 ปี ถ้าผมเริ่มทำหนังตอนอายุ 30 ผมจะทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 45 แต่ตอนนี้ผมทำเรื่องที่ 5 ตอนอายุ 33

เต๋อ นวพล

03

การมีอยู่ของชีวิต / การไม่มีอยู่ของลมหายใจ

Die Tomorrow เกิดจากความหมกมุ่นเรื่องความตาย

หนังเรามีสิ่งนี้ทุกเรื่องเลย พูดเรื่องมี-ไม่มี เพียงแต่จะมาในรูปแบบไหน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเราถึงหลงใหลสิ่งนี้ มันดูเศร้า แต่เราดันชอบเห็นซ้ำไปซ้ำมา มองมันแบบกึ่งๆ เข้าใจ รู้สึกว่าการมี-ไม่มีมันสะเทือนมั้ง มันทำให้เราคิดเรื่องชีวิตตัวเอง คิดถึงคนอื่น หนังเราวนๆ อยู่กับเรื่องพวกนี้ อย่างเรื่อง 36 ก็ใช่ เพราะพูดถึงคนที่เคยรู้จักกันในช่วงหนึ่งที่วันหนึ่งก็หายไป อาจจะไม่ได้ตาย แค่ไปอยู่ที่อื่น แต่เราก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน ฟรีแลนซ์ฯ ชัดสุดเพราะมาเป็นงานศพเลย เป็นไอเดียที่เราคิดว่าถ้ามีงานศพทำแบบนี้ดีกว่า ก็เลยมีซีนนี้ขึ้นมา แต่หลังจากนั้นเราก็รู้สึกว่า ความตายมีอะไรมากกว่านั้น

เหตุการณ์ไหนทำให้คิดเรื่องความตายอย่างจริงจัง

ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น อาจเป็นเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เช่น แม่ชอบเดินมาบอกว่า ‘เอกสารเกี่ยวกับบ้านทั้งหมดอยู่ตรงนี้นะ’ ทำไมพูดบ่อยจัง แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ เรานั่งทำงานอยู่ที่บ้านเฉยๆ สิ่งนี้ก็มาถึงง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ เวลาไปงานศพ เราก็แค่รู้สึกว่ามันมีอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าความตายเป็นเรื่องสำคัญ คือ การที่แม่เดินมาบอกแต่แม่ยังอยู่ พอแม่มาพูด เลยสำนึกได้ว่า เออ วันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว

พอสนใจเรื่องความตายแล้ว มีผลต่อวิธีการใช้ชีวิตยังไงบ้าง

มันช่วยกำหนดวิธีการใช้ชีวิต สำหรับผมถือว่าดีขึ้นเลย วิธีการทำงาน รับงาน การคิดนู่นนี่ บางทีมันช่วยให้เราสบายขึ้น อย่างเรื่องงาน เราอยากทำงานที่เราชอบ มีความสุขกับมัน เรียนรู้จากมันได้ ไม่ใช่ทำแต่งานง่ายๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ถ้าต้องตายในหน้าที่ ก็ขอให้เป็นหน้าที่ที่เราชอบ เรามีความสุขกับมันเถอะ ก็เลยพยายามเลือกงานที่โอเค

เต๋อ นวพล

แล้วในแง่ของความสัมพันธ์

(หยุดคิดครู่หนึ่ง) บางทีนั่งทำงานเครียดๆ อยู่บ้านแล้วแม่เดินมาชวนคุย เราไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่ (หัวเราะ) พอตระหนักถึงเรื่องนี้ บางวันเรารู้สึกเหมือนยังไม่ได้คุยกับแม่เลย ก็จะแวะไปคุยนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่การบังคับตัวเองนะ แต่ตระหนักว่าอย่าลืมสิ่งนี้ ไปทำงานทั้งวันกลับมาถึงบ้านก็แวะไปหาแม่หน่อย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยคิดเลย

เมื่อก่อนเราอาจจะโกรธบางคน ตอนนี้ก็ช่างเถอะนะ จบๆ ไป เคยไปทำอะไรให้คนอื่นเสียใจก็พยายามไปคุยหรือขอโทษ แต่ก็ยังทำไม่ได้หมดนะ สุดท้ายมันก็แค่นี้ ไม่มีใครอยู่ข้ามชาติ เราเจอกันแค่ช่วงเดียวเท่านั้น

สำหรับคุณ ความตายคืออะไร

คือกฎปกติที่คุณควรจะรู้ ทุกคนก็รู้ตั้งนานแล้วแหละ แต่พยายามลืมๆ มันไป เป็นเหมือนคู่มือการใช้ชีวิตอันแรก ซึ่งกำหนดการใช้ชีวิตของคุณทุกๆ อย่างเลย คนเราทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตาย แค่นั้นแหละ ทำงาน กินข้าว จะได้อยู่รอด ความตายมันกำหนดวิธีคิด การกลัวความตายทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง หรือการไม่กลัวความตายก็ทำให้เราเป็นคนแบบหนึ่ง ความตายคือขีดที่บอกว่าชีวิตคุณมีจำกัด คุณต้องบริหารจัดการมัน แล้วแต่ว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร

ถ้ารู้ล่วงหน้า อยากเขียนสเตตัสสุดท้ายในเฟซบุ๊กว่าอะไร

อยากให้มันตลกๆ (หัวเราะ) อย่างน้อยคนเข้ามาอ่านเจออันแรก ก็จะเอนเตอร์เทนนิดหนึ่ง อย่างน้อยกูก็มีประโยชน์อะไรสักอย่าง (ยิ้ม)

เต๋อ นวพล

Writer

Avatar

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ตอนนี้ผมกำลังนั่งมือเย็นเฉียบอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนเด็กแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอาการนี้ต้องเกิดขึ้นกับผมเวลาที่ตื่นเต้นหนักๆ ทุกครั้ง และสิ่งที่ทำให้ผมมานั่งมือเย็นเฉียบอยู่ตอนนี้เป็นเพราะผมมีนัดสัมภาษณ์กับ เฌอปราง อารีย์กุล

สำหรับคนที่รู้จัก BNK48 ดีอยู่แล้ว ผมคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า เฌอปราง อารีย์กุล คือใคร แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินมาแค่เพียงผ่านหู ผมขออธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่ายๆ

BNK48 คือวงไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปไทยหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขยายสาขาของ AKB48 วงไอดอลชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่มาในคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’

วิธีการไปพบไอดอลของคุณนั้นมีทั้งการไปที่เธียเตอร์ หรือโรงละครของวงที่เปิดการแสดงให้แฟนๆ สามารถตีตั๋วเข้าไปดูกันเป็นประจำ หรือการไปงานจับมือที่เหล่าแฟนคลับสามารถไปพบ จับมือ และพูดคุย กับสมาชิกที่เราชื่นชอบได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นทางวงยังมีระบบต่างๆ ที่ช่วยให้แฟนๆ ได้สนับสนุนไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ รวมไปถึงมีระบบจบการศึกษาซึ่งหมายถึงการลาออกจากวงของสมาชิกเมื่อตนเองรู้สึกอิ่มตัวและพร้อมที่จะก้าวไปยังเป้าหมายอื่นในชีวิตต่อไป โดยทางวงก็จะมีการเปิดออดิชันเพื่อรับสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนอยู่เสมอ

วันนี้ เฌอปราง คือหนึ่งในสมาชิกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของวง BNK48 นั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องราวเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะความจริงแล้วผมก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของวงไอดอลวงนี้เหมือนกัน

และไม่ต้องสงสัยอีกเช่นกันว่าทำไมผมถึงได้มือเย็นเฉียบกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้

แม้ BNK48 จะมีคอนเซปต์ ‘ไอดอลที่คุณไปพบได้’ แต่โอกาสที่จะได้นั่งคุยกันยาวๆ แบบตัวต่อตัวในระยะประชิดเท่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เฌอปราง BNK48 เฌอปราง BNK48

1

โอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพัน

เมื่อถึงเวลานัด เฌอปรางก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับชุดเสื้อยืดสีขาวสกรีนลาย BNK48 และกระโปรงสีกรมท่าซึ่งเป็นหนึ่งในชุดยูนิฟอร์มประจำวงที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ที่แปลกตาไปบ้างคงเป็นรองเท้ากีฬาสีน้ำเงิน ไม่ใช่รองเท้าผ้าใบสีขาวที่เรามักจะเห็นกันอยู่เป็นประจำ

“เดี๋ยวสัมภาษณ์เสร็จแล้วเฌอต้องไปซ้อมเต้นต่อค่ะ” หญิงสาวจาก BNK48 ตอบเรื่องรองเท้าหลังจากหย่อนตัวลงบนเก้าอี้

“แต่ช่วงนี้พวกเราจะซ้อมกันน้อยลงกว่าช่วงแรกแล้ว จากแต่ก่อนที่ต้องซ้อมทุกวัน ตอนนี้จะเหลือแค่สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง เพราะว่ามันมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เราต้องทำมากขึ้น”

กิจกรรมที่ว่ามีทั้งงาน Road Show ที่ออกไปเล่นมินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆ ดูกันทุกสัปดาห์ ไลฟ์จาก Digital Live Studio (หรือที่มีชื่อเล่นว่าตู้ปลา) ที่มีให้ดูกันทุกวันผ่านทางเฟซบุ๊ก รายการ BNK48 Show ที่ฉายให้ชมกันทุกเย็นวันอาทิตย์ รวมไปถึงการให้สัมภาษณ์ ออกรายการ และเข้าร่วมงานอีเวนต์อื่นๆ เพื่อกระตุ้นและโปรโมตวงให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งก็เหมือนจะได้ผลดี เพราะคนรอบตัวของผมตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดถึงวง BNK48 แม้จะไม่ใช่คนที่ติดตามวงการไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อนเลยก็ตาม

“ช่วงนี้วงเราเลยมีอะไรให้ได้ดูกันทุกวัน วันละหลายรายการเลย เอาตามตรงเฌอเองก็พยายามไล่ตามดูนะ แต่มันเยอะมากจนดูไม่ทันเหมือนกัน” เธอหัวเราะออกมาหลังพูดจบ

จากที่สัมผัสด้วยตา เฌอปรางถือเป็นเด็กสาวที่ไม่ว่าใครก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะกับการเป็นไอดอลอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ทักษะการร้องเต้น การวางตัว ความมุ่งมั่น หรือความเปล่งประกายที่ส่งออกมาจากตัวของเธอ ขนาดที่เคยมีสมาชิกวงคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตอนที่เธอเห็นเฌอปรางในการออดิชันครั้งแรกก็รู้เลยว่าคนคนนี้ต้องออดิชันผ่านแน่ๆ

“แต่ในชีวิตปกติเฌอมีความเป็นไอดอลน้อยมากเลยนะ” เด็กสาวคนที่ว่าตอบสวนทางกับสิ่งที่หลายๆ คนคิด

“ตอนเด็กๆ เฌอเป็นเด็กที่ออกจากบ้านเพื่อไปเรียน เรียนแล้วก็กลับบ้าน แล้วก็ตื่นมาเพื่อออกไปเรียนใหม่ อยู่แค่นั้นเลย คือที่บ้านจะเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างประคบประหงมหน่อย เราต้องอยู่ในสายตาเสมอ แล้วทีนี้บ้านเรามันก็อยู่ติดกับโรงเรียนเลยไง พอเลิกเรียนเราก็ไม่ได้มีโอกาสแวะไปไหน อาจจะมีไปเรียนไวโอลินบ้าง ซึ่งที่เรียนก็อยู่แถวบ้านอีกนั่นแหละ ชีวิตเราก็เลยวนอยู่แค่นี้ ไม่เคยจะไปร้องหรือเต้นที่ไหนเลย เรียนเสร็จก็กลับบ้านไปดูการ์ตูน”

และก็เป็นการ์ตูนนั่นเองที่พาให้เฌอปรางได้มารู้จักกับวงไอดอลญี่ปุ่นอย่าง AKB48 จากที่ตอนนั้นทางวงได้มีการสร้างการ์ตูนเกี่ยวกับวงขึ้นมาในชื่อ AKB0048 ซึ่งเฌอปรางก็มีโอกาสได้ดูเช่นกัน

เฌอปราง BNK48

“พอดูแล้วเราก็ได้รู้ว่ามันมีวงของจริงด้วยนะ เฌอก็เลยลองไปติดตามดู จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนคลับของวงจริงๆ” เฌอปรางเล่าความหลังครั้งนั้นให้ผมฟัง “แต่ตอนนั้นเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่น่าจะเป็นได้นะ เราไม่ใช่สายร้องสายเต้น ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงด้วย การอยู่บนเวทีตอนนั้นเป็นสิ่งที่เฌอกลัวมาก เราไม่ชอบอยู่ต่อหน้าคนด้วยซ้ำ”

แต่สุดท้ายแล้วชีวิตของเธอก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อ AKB48 ได้ประกาศออกมาว่าจะมีการสร้างวงสาขาอย่าง BNK48 ที่ประเทศไทย

“มันเป็นโอกาสที่มีแค่หนึ่งในหลายพันคนจะได้ทำ” เธอให้เหตุผลในการตัดสินใจเข้าร่วมการออดิชันครั้งนี้ “เฌอมองว่ามีคนอีกหลายร้อยหลายพันที่อยากมาอยู่ตรงนี้ เมื่อเราได้สิทธิ์ที่มาอยู่ตรงนี้แล้วมันก็ไม่เสียหายที่เราจะลอง เรามองเห็นโอกาสที่เขามอบให้เรา ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่มันก็เป็นสิ่งที่คนไม่กี่คนจะได้สัมผัสเหมือนกันนะ”

แม้จะต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เธอก็อยากเข้าใจความรู้สึกไอดอลของเธอให้มากยิ่งขึ้น อยากรู้ว่าสิ่งที่ไอดอลของเธอต้องเจอระหว่างทางนั้นมันคืออะไร และทำไมไอดอลเหล่านั้นถึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คนได้

“ถึงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ แต่เฌอคิดว่ามันคุ้มที่เราจะลอง”

และในที่สุดเธอก็ได้มาเป็น 1 ใน 29 สมาชิกรุ่นแรกของวง BNK48

เฌอปราง BNK48

2

วันที่น้ำตาไหลออกมา

“ความรู้สึกตอนงานเปิดตัวครั้งแรกมันเป็นความรู้สึกที่ใหม่มาก ก่อนขึ้นเวทีตอนนั้นจำได้ว่าเสียงคนดังมาก เราก็ โห รู้สึกได้ถึงสายตาของคนเป็นร้อยเป็นพันเค้ากำลังจะจับจ้องมาที่เรานะ เดี๋ยวเราต้องขึ้นไปอยู่ท่ามกลางเสียงเหล่านั้นแล้วนะ ชื่อของเรากำลังจะออกไปนะ ตอนนั้นกดดันแล้วก็ตื่นเต้นมาก เราก็พยายามจัดการตัวเอง บอกตัวเองว่าพออยู่ตรงนั้นแล้วเราต้องทำให้ดี ขึ้นไปต้องพูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้ได้” เธอย้อนเล่าถึงวันแรกที่ก้าวขึ้นเวทีในฐานะสมาชิก BNK48

แล้วพอได้เข้ามาเป็นไอดอลจริงๆ แล้ว เราเข้าใจไอดอลของเรามากขึ้นจริงมั้ย-ผมถาม

“เข้าใจมากขึ้นนะ เข้าใจว่าที่เค้าไม่ค่อยอัพอินสตาแกรมให้เราดูมันเป็นเพราะอะไร” ว่าถึงตรงนี้เธอก็หัวเราะ ออกมา “เราเข้าใจได้ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เค้าต้องทำเหมือนกัน บางทีแค่อัพสเตตัสสั้นๆ ก็ถือว่าเยอะแล้ว

“อีกอย่าง พอเข้ามาอยู่ในวงแล้วที่เซอร์ไพรส์เรามากก็คืองานเบื้องหลังมีอะไรต้องทำมากกว่าที่เคยคิดไว้เยอะเลย อย่างการโฆษณาสินค้าสักตัว เมื่อก่อนเราคิดว่าคงถ่ายกันแป๊บๆ ก็เสร็จ แต่ความจริงเราใช้เวลาเป็นวัน มันไม่ใช่ง่ายๆ หรืออย่างการทำเพลง กว่าจะแต่งเนื้อ กว่าจะซ้อม กว่าจะทำเอ็มวีออกมา ทำให้เรารู้ว่ามันยากกว่าที่คิดมากนะ”

อีกหนึ่งบทบาทที่เธอได้รับมอบหมายนอกจากการเป็นไอดอลนั้นคือการเป็น ‘กัปตัน’ ของวง ตำแหน่งนี้เปรียบเสมือนหัวหน้าห้องที่ต้องคอยดูแลเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ทั้ง 29 ชีวิต

“ก่อนหน้านั้นเราเคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันชั่วคราวมาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำได้ดีขนาดนั้น เพราะมีคนมาบอกว่าเราดุ เราเข้มงวดกับน้องมากเกินไป ทั้งที่เราคิดว่าเราก็ลดลงมาแล้วนะ เลยคิดว่ามันคงไม่เหมาะกับเราล่ะมั้ง พอวันเดบิวต์ที่เค้าประกาศชื่อเฌอออกมาเราก็ยังไม่มั่นใจ แต่พอเราเดินออกมาแล้วมีคนตะโกนชื่อเรา มีคนที่คอยให้กำลังใจเราอยู่นะ จากที่เรากำลังดาวน์เพราะคิดว่าทำได้ไม่ดี พอมีคนที่ดีใจไปกับเราไปด้วยเราก็เลยร้องไห้ออกมา”

เฌอปราง BNK48

“ความจริงตอนนี้ในความรู้สึก เฌอยังไม่ค่อยได้ทำอะไรในฐานะกัปตันเลยนะ เพราะตอนนี้วงก็เพิ่งเริ่ม ยังไม่มีเธียเตอร์ ยังไม่ได้มีการซ้อมเพื่อขึ้นแสดงจริงจังขนาดนั้น กิจกรรมต่างๆ ก็ยังมีพี่ๆ ทีมงานคอยดูแลให้อยู่ ที่ได้ทำจริงๆ ก็คงได้เป็นตัวแทนในการพูดอยู่บ้าง เวลาเจอสัมภาษณ์น้องๆ ก็จะส่งมาให้เฌอพูดกันหมดเลย (หัวเราะ) หรือบางทีก็จะมีน้องๆ มาปรึกษาเราบ้าง อย่างบ่อยสุดก็จะเป็นปัญ ชอบส่งมาว่าพี่เฌอเลือกรูปให้หน่อย เอารูปไหนดี อันนี้เนี่ยจะบ่อยสุด (หัวเราะ) แล้วก็มีให้ช่วยแปลภาษาบ้าง หรือบางก็ถามเรื่องการเตรียมตัวหรือข้อมูลของงาน เพราะเฌอจะเป็นคนที่เมมโมรี่ไว้ในหัวได้เลย”

แล้วกัปตันที่ดีในความคิดของเฌอปรางนั้นเป็นแบบไหน-ผมสงสัย

“กัปตันในอุดมคติเป็นอะไรที่อธิบายยากนะ อย่างใน AKB48 ก็มีหลายคนที่มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ซึ่งเฌอก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนใครหรอก เพราะเฌอก็เป็นตัวของเฌอเอง ตอนนี้เราอยากเรียนรู้ไปก่อนว่าการเป็นผู้นำต้องเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำจริงๆ คืออะไร”

แม้จะยังไม่รู้ว่ากัปตันนั้นจริงๆ แล้วต้องเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เฌอปรางน่าจะรู้แน่ๆ ก็คือความรู้สึกของเหล่าแฟนคลับ ในฐานะคนที่เคยเป็นแฟนคลับมาก่อนเหมือนกัน

เฌอปราง BNK48

“บางครั้งเราก็เห็นภาพตัวเองซ้อนทับกับพวกเขาอยู่เหมือนกันนะ” เธอเริ่มเล่า “อย่างตอนที่มีแฟนคลับคนนึงเขียนมาเล่าว่าพอเขาเห็นรูปของเฌอรูปนึงแล้วเค้ากรี๊ดมากเลย เราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเห็นรูปไอดอลของเราแล้วเราก็กรี๊ดเหมือนกัน มันคงเป็นความรู้สึกเหมือนกับเราในตอนนั้นเนอะ ไม่เคยคิดว่าวันนึงจะเกิดขึ้นกับเราเหมือนกันนะความรู้สึกนี้”

และในทางกลับกันเธอก็ได้รับรู้ความรู้สึกของไอดอลที่มีต่อแฟนคลับในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน “ตอนที่เป็นแฟนคลับเฌอจะเป็นแฟนคลับประเภทที่ตามอย่างเดียว สนับสนุนไอดอลบ้างตามโอกาส ซื้ออัลบั้ม ซื้อของบ้าง แต่ไม่ได้แสดงตัวตนให้เขารู้ ในโซเชียลฯ เราไม่เคยไปคอมเมนต์อะไรเลย (หัวเราะ) แต่พอมาเจอแฟนคลับของตัวเองหลายๆ แบบ เรากลับรู้สึกว่าเราชอบแฟนคลับที่เขาคอมเมนต์มาหาเราเนอะ เราชอบอ่านเรื่องราวของเขานะ

“แล้วเวลาที่ได้รับจดหมายหรือข้อความตอบกลับมาว่าเราได้ไปเป็นแรงบันดาลใจอะไรสักอย่างให้เขาเราดีใจมากเลยนะ คือปกติได้รับกำลังใจจากคนทั่วไปเราก็โอเคแล้ว แต่พอได้เห็นว่ามีคนที่ชีวิตเค้าติดลบแล้วเค้าลุกขึ้นได้เพราะพวกเรานี่มันสุดยอดมาก มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่าการเป็นไอดอลจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่การโด่งดังแล้วขึ้นไปเฉิดฉายอยู่ตรงนั้น แต่มันคือการอินสไปร์ให้กับคนอื่นๆ ด้วย”

แน่นอนว่าแม้จะได้รับดอกไม้จากแฟนๆ มามากแค่ไหน แต่การเปลี่ยนชีวิตมาเป็นบุคคลสาธารณะแบบนี้ก็ต้องมีก้อนหินที่ถูกโยนเข้ามาด้วยเช่นกัน “ปกติเราไม่ชอบการถูกวิพากษ์วิจารณ์เลย ไม่ชอบให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวขนาดนั้นด้วย แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องพยายามปรับและยอมรับให้ได้ เพราะเราเลือกที่จะมาอยู่ตรงนี้เอง”

“แล้วปกติตามอ่านคอมเมนต์ในโลกออนไลน์บ้างมั้ย” ผมถามต่อ

“อ่านค่ะ ปกติเป็นคนที่ตามอ่านคอมเมนต์ทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมอยู่แล้ว มันก็มีทั้งด้านบวกด้านลบ ซึ่งเฌอมองว่าข้อติชมพวกนี้มันก็เป็นสิ่งที่เราต้องรับเข้ามา นำไปปรับปรุง แล้วก็ปล่อยวาง คือไม่ไปจมปลักกับมันมากเกินไป เพราะเรารู้ว่าสาเหตุที่ทำให้มันออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังมีสิ่งที่เราต้องพัฒนาและยังมีหน้าที่ที่รอให้เราทำอยู่อีกมากมาย อาจเป็นเพราะชีวิตเฌอเคยเจอเรื่องเปลี่ยนผันแบบนี้มาสองสามรอบแล้วด้วยมั้ง ซึ่งเราก็ผ่านมันมาได้ แล้วทำไมตรงนี้เราจะผ่านไปไม่ได้”

เฌอปราง BNK48 BNK48

3

นิยามไอดอลของไอดอล

ในฐานะแฟนของ AKB48 เหมือนกัน ผมรู้ดีว่าความน่ากลัวของวงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอมเมนต์หรือการแข่งขันจากภายนอกเท่านั้น แต่การต้องมาอยู่ในวงที่มีสมาชิกมากมายขนาดนี้ (และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา) แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเปล่งประกายออกมาได้ หลายๆ คนถูกกลืนหายไปในบรรดาสมาชิกจำนวนมหาศาลนั้น ผมนึกสงสัยว่าเธอเคยกลัวบ้างมั้ย

“ก็กลัวนะคะ” เธอตอบแล้วนิ่งคิดไปสักพัก “คิดว่าทุกคนก็คงกลัวกันหมด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองได้ว่าเราจะไม่หายไป สิ่งที่เราทำได้ก็แค่พยายามทำทุกวันให้ดีที่สุด เมื่อเรามีโจทย์ที่ต้องทำต่อไปเราก็ทำอย่างเต็มที่ ถ้าเขายังเห็นศักยภาพของเรา เราก็ต้องทำต่อไป เพราะงานเป็นสิ่งเดียวที่ยังทำให้เราอยู่ในจุดนี้ได้ ในจุดที่ทำให้ได้เจอกับผู้คน ในจุดที่ยังได้เจอกับแฟนๆ”

“ถ้าอย่างนั้นเป้าหมาย BNK48 ของเฌอปรางคืออะไร”

“ตอนคุยกันเล่นๆ ในวง แต่ละคนก็มีความฝัน มีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันก็คืออยากให้วงเป็นที่รู้จัก ซึ่งก็เหมือนกับเฌอที่อยากจะทำให้ BNK48 เป็นที่รู้จักให้ได้ด้วยการทุ่มความสามารถทั้งหมดที่เฌอมี เวลาให้ทำอะไรเราก็ทำ ทำอะไรได้เราทำหมด เพื่อให้วงมั่นคงในไทยจนสามารถมีงานเข้ามาให้เราทำเรื่อยๆ น้องๆ ยังคงมีงานให้แสดง ฐานแฟนคลับมีมากยิ่งขึ้นและเป็นที่รู้จักแม้แต่ในหมู่คนทั่วไป แบบที่พอพูดถึงวงขึ้นมาแล้วอยากไปดูคอนเสิร์ตกันสักครั้งได้ก็คงดี” จากคำพูดและประกายจากตาของเธอ ผมเชื่อว่าเธอตั้งใจแบบนั้นจริงๆ และเชื่อว่าเธอจะทำมันได้ด้วย

ตอนนี้น้ำแข็งในแก้วช็อกโกแลตเย็นที่ผมสั่งมาตั้งแต่ตอนเริ่มสัมภาษณ์ละลายไปหมดแล้ว ด้วยความเสียดาย ผมเลยจึงดื่มช็อกโกแลตเจือจางในแก้วก่อนจะพาเข้าสู่คำถามเบาๆ ว่า ถ้าให้ตัดเกรดความเป็นไอดอลของตัวเองตอนนี้ คิดว่าตัวเองจะได้เกรดอะไร

“โห นี่เบาแล้วเหรอคะ” เธอถามกลับพร้อมหัวเราะเสียงดัง “ถ้าดูตามนิยามความเป็นไอดอลสำหรับเฌอแล้ว การเป็นอินสไปร์ให้คนอื่นตรงนี้เฌอว่าเราทำได้แล้ว เรามีการออกกำลังกาย ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น แม้จะมีป่วยไปบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับเข้าโรงพยาบาล ยังโอเค ยังทำงานได้ทุกอย่างที่เขามอบให้ก็คิดว่าใช้ได้อยู่ มีเรื่องร้องเพลงกับเรื่องเต้นนี่แหละที่เรายังพยายามฝึกมากกว่าอย่างอื่นอยู่ เพราะเรารู้สึกว่ายังไม่ดีพอ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะดึงดูดหรือทำให้คนอื่นประทับใจในความสามารถด้านนี้ของเราได้

“ส่วนเรื่องนิสัยเฌอว่าเราก็เป็นตัวของเราเองนี่แหละ มีความคิดในแบบที่เราเป็น อาจจะไม่ถูกใจใครไปบ้าง แต่มันก็เป็นอะไรที่เมกเซนส์สำหรับเรานะ” เธอพูดจบแล้วเว้นช่วงไปสักพัก “ถ้าตัดเกรดก็คงให้สัก C+ แล้วกัน”

“C+ เองเหรอ” ผมถามกลับเพื่อความแน่ใจ เพราะเมื่อได้เห็นจากสิ่งที่ทำแล้วผมคิดว่าเธอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงกว่านั้น “อะๆ งั้นเป็น B ก็ได้ ให้รางวัลตัวเองหน่อยแล้วกัน” เธอเปลี่ยนคำตอบพร้อมยิ้มกว้างอีกครั้ง “ก็สัก 80 คะแนน เพราะเฌอตัด A ของตัวเองไว้ที่ 90 คะแนน แล้วนี่เป็นแบบอิงเกณฑ์ด้วยนะ เพราะถ้าให้อิงกลุ่มนี่เกรดร่วงระนาวแน่”

หญิงสาวหัวเราะเสียงดังหลังแจกแจงวิธีการตัดเกรดของตัวเองแบบละเอียดยิบ ไม่รู้ว่าการเป็นนักศึกษาภาควิชาเคมีของเธอนั้นมีส่วนให้เธอเป็นคนแบบนี้หรือเปล่า

BNK48

4

วันที่จะได้พูดคำว่าขอบคุณกับทุกคน

“ถ้าให้เปรียบเทียบสมาชิกของวงตอนนี้กับวิชาเคมีที่เรียนเหรอ” เฌอปรางทวนคำถามของผม ขณะที่ผมนั่งรอคำตอบ

“เฌอว่ามันเป็นเหมือนธาตุหลายๆ ชนิดที่ผสมกันอยู่ในโหลแก้วที่ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กว้างใหญ่อีกทีนึง เทียบง่ายๆ ก็คงเหมือนน้ำสมูทตี้ปั่น บางคนเป็นน้ำเชื่อม เป็นน้ำแข็ง เป็นหลอด เป็นแก้ว พอมารวมตัวกันเป็นรสชาติที่ทุกคนอยากลิ้มลอง ซึ่งความจริงแล้วถ้าเราจับส่วนผสมมามิกซ์ใหม่ เอาสมาชิกที่มีมาจับเป็นกลุ่มแยกกันเราก็จะได้รสชาติที่ต่างออกไปและเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเราหวังว่าพอทุกคนลองแล้วก็อยากให้ติดตลาดและอยู่ไปยาวๆ ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามรึเปล่า แต่เฌอมองว่ามันเป็นเคมีนะ”

ผู้จัดการของเฌอปรางเดินมาบอกกับผมว่าเรามีเวลาคุยกันอีกประมาณ 5 นาทีก่อนที่เธอจะต้องเดินทางเพื่อไปซ้อมเต้นต่อ ในเวลาช่วงสุดท้ายสั้นๆ นี้ ผมตัดสินใจถามเรื่องราวในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยความอยากรู้ว่าเธอจะมองเห็นภาพตัวเองยืนอยู่ตรงจุดไหน

“อีก 5 ปีเฌอคงเรียนจบแล้ว และคงยังทำงานอยู่กับวง ตอนนั้นคงมีงานหลายๆ อย่างที่ไม่เคยได้ทำและได้ลองทำ อาจจะมีสมาชิกรุ่นที่ 2 ที่ 3 ตามมา วงเราก็คงใหญ่ขึ้น อาจจะได้เล่นคอนเสิร์ตในที่ใหญ่ๆ จุคนได้เป็นพันๆ และทุกคนก็แฮปปี้กับการที่ได้อยู่ในวง ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นเฌอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่จุดสูงสุดของเฌอที่เคยคิดไว้ก็คงเป็นการได้มีคอนเสิร์ตจบการศึกษาเป็นของตัวเองสักครั้งก่อนออกจากวง

“แต่ถ้าเอาแบบใกล้ๆ ตอนนี้มีอยู่อย่างนึงที่ยังไม่ได้ทำแต่อยากทำมากก็คืองานจับมือ เรารอคอยที่จะได้เจอเลยนะ เฌอตั้งใจไว้เลยว่าจะพูดขอบคุณกับทุกคนไม่ว่าเขาจะมาพูดเรื่องอะไรกับเราก็ตาม เพราะเขามาหาเรา ยอมมาต่อแถวเพื่อคุยกับเราเลยนะ มันก็คงเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็คิดเยอะนะว่าวันนั้นเราจะทำอะไรได้บ้าง จะพูดคุยกับเขาได้มากแค่ไหนเพราะเวลามันสั้นมาก แล้วหากเจอคนที่ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเราก็คงต้องพูดให้เขานะ พยายามจินตนาการในหัวว่าจะได้เจอคนรูปแบบไหนบ้าง เราตื่นเต้นและอยากให้มาถึงไวๆ

“เพราะมันเป็นวันที่เราจะได้พูดว่าขอบคุณกับทุกคนจริงๆ”

การสัมภาษณ์จบลงตรงนี้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เราต่างบอกลาและแยกจากกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามือของผมกลับมาอุ่นเป็นปกติตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนนี้ผมเริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วล่ะว่าอาการมือเย็นตอนพบเจอกันมันเกิดจากอะไร และผมคิดว่าความรู้ของนักศึกษาวิทยาศาสตร์อย่างเฌอปรางน่าจะช่วยให้ผมกระจ่างในเรื่องนี้ขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย

ดีเลย เดี๋ยวผมเก็บคำถามนี้ไว้ไปถามเธอที่งานจับมือแล้วกัน ว่าแต่เมื่อถึงตอนนั้น มือผมจะเย็นขึ้นมาอีกครั้งหรือเปล่านะ

BNK48

Writer

Avatar

พีรพิชญ์ ฉั่วสมบูรณ์

นักเขียน, แฟนคลับ AKB48 และเจ้าของเพจ AKBanything ผู้คลั่งไคล้วงนี้มากขนาดต้องเขียนหนังสือออกมาในชื่อว่า 12-4-48

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load