3 พฤศจิกายน 2560
24 K

บ่ายวันหยุดวันหนึ่ง ฉันมีนัดกับ กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

วันนี้เป็นวันทำงานของเราทั้งคู่

ในร้านกาแฟเงียบสงบ กรรณนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ เขาลุกขึ้นยืนทักทายแล้วส่งยิ้มให้ ฉับพลันแดดที่ส่องเข้ามาก็อบอุ่นเรืองรอง ปากเขายิ้มกว้าง และนัยน์ตาโศกหลังแว่นตานั่นก็ยิ้มตามไปด้วย แม้เคยเห็นใบหน้าเดียวกันนี้ยิ้มแย้มอยู่บนโฆษณารถไฟฟ้า แต่เวอร์ชันมีเลือดเนื้อตรงหน้าดูดีกว่าหลายสิบเท่า

‘คุ้มแล้วที่ทำงานวันเสาร์’

ฉันคิดในใจขณะนั่งลงตรงข้ามนักแสดงหนุ่ม เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมาย-ทำความรู้จักผู้ชายคนนี้

เราคุยกันเรื่องการเรียนรู้ของคนอายุ 25 คนหนึ่ง จากนักแสดงจำเป็นให้พี่ๆ เพื่อนๆ ในคณะที่ศิลปากร จับพลัดจับผลูกลายเป็นพระเอกมิวสิกวิดีโอ โฆษณา หนังไวรัลสารพัด ละครโทรทัศน์อย่าง รัตนาวดี และ ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะ ซีรีส์ ซีซั่น 2 ล่าสุดเขากลายเป็นพิธีกรรับเชิญให้กับรายการ พื้นที่ชีวิต แถมยังหุ้นกับเพื่อนเปิดโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ที่ต้องทำงานทุกอย่างกันเองอีกต่างหาก

เพลงในร้านกาแฟไร้ความหมาย โซดาในแก้วสิ้นรสชาติ ชั่วขณะที่กรรณตอบทุกคำถามอย่างชัดเจนและเข้มข้น

นี่คือบทสนทนาของเรากรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

ท่านชายดนัยวัฒนา

I เด็กดื้อ

สิ่งที่คนมักเข้าใจกรรณผิดคืออะไร

คิดว่าผมเซอร์มาก (หัวเราะ) ผมว่าก็ไม่มากนะ ผมอาจจะแต่งตัวสบายๆ ชิลล์ๆ สกปรกๆ หน่อยในบางอารมณ์ แต่ในการใช้ชีวิต ผมให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาและการทำงานมาก อีกอย่างคือคิดว่าผมสบาย จากนามสกุล จากฐานะที่บ้าน ซึ่งผมว่าไม่เกี่ยว ไม่ว่าที่บ้านเป็นยังไง ข้อจำกัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่มีใครสบายซะทีเดียว

แล้วจริงๆ ชีวิตของกรรณง่ายไหม

หมายถึงการใช้ชีวิตหรือสิ่งที่เจอในชีวิต

สิ่งที่เจอ

ผมคงไม่เรียกว่าง่าย แต่มีคนลำบากกว่าผมเยอะ ไม่ถึงขั้นมีชีวิตเรียบง่าย ไม่เจออะไรเลย ไม่งั้นผมคงไม่เป็นคนคิดเยอะเท่านี้

ผมเจออะไรมาบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นลำบาก มีคนลำบากกว่าผมมากมายร้อยเท่าพันเท่า เลยรู้สึกว่าเรายังโชคดี และพอเจอบางอย่าง เราจะคิดเยอะขึ้นว่าจะทำอะไร จะใช้ชีวิตยังไง

สมมติชีวิตคือโรงเรียน ตอนนี้คุณเรียนอยู่ขั้นไหนแล้ว

ผมอยากอยู่อนุบาลมากเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าทุกอย่างสีสดมาก ตัวผมขาดไปเพราะเจอโลกเร็ว ผมเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ต้องดูแลตัวเอง มันทำให้เราต้องโตเร็วตั้งแต่อายุ 11 – 12 ถ้าอยู่เมืองไทยจะมีแม่ถามว่าอยากกินอะไรมั้ย เดี๋ยวแม่ทำให้กิน แต่อยู่ออสเตรเลียคือบินคนเดียว นั่งรถบัสคนเดียว นอนคนเดียว ถ้าไปกินข้าวไม่ทันก็ไม่มีให้กินแล้ว

การดูแลตัวเองตั้งแต่เด็กทำให้ผมโตเร็วมาก ผมไม่ได้เก็บความเป็นเด็กที่ควรจะมีไว้ เพราะรู้สึกว่าต้องโตเลย และต้องเข้าใจทุกอย่าง มันทำให้เราไม่มองทุกอย่างว่าใหม่ มองอะไรไม่สนุก ถ้าย้อนเวลาได้ ผมจะย้อนไปมองโลกแบบอนุบาล เข้าใจทุกอย่างอย่างเรียบง่าย และมองโลกด้วยสายตาสดใหม่

การเรียนหรือทำงานมันทำให้เรามองทุกอย่างลบไว้ก่อน คิดว่าโลกมีหลายเฉด น่ากลัว มัวแต่คิดว่าอะไรดีไม่ดี ซึ่งจริงๆ ตัวงานมันไม่มีแค่อยากหรือไม่อยากทำ น่าสนใจหรือไม่สนใจ ดีไม่ดีมันตามมาทีหลัง ผมอยากเดินทางกลับไปเด็กลงแบบ Benjamin Button

กำลังเอาวัยเด็กกลับมารึเปล่า

ใช่ มีความต้องการ มีความดื้อ บวกกับความรู้สึกว่า เออ ผมเข้าใจพี่ แต่อีกใจหนึ่งก็ ไม่ได้ อยากทำแบบเนี้ย ผมอยากทำงานดี ดื้อมากเลยเรื่องนี้ ผมอยากทำให้ดีที่สุดไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม งานเบื้องหน้า เบื้องหลัง และชีวิตส่วนตัว

เพราะแบบนี้รึเปล่า งานเบื้องหน้าของคุณถึงประสบความสำเร็จ

ยัง (ตอบทันที) ผมยังยืนอยู่บนพื้น ไม่ได้ขึ้นบันไดเลย ตอนนี้มีแต่เดินไปข้างหน้า ถ้าไม่หยุดก็ยังโอเค มันคงขึ้นอยู่กับความพอใจของคนว่าจะหยุดตรงไหน ความอยากเก่งของผมยังไม่สิ้นสุด ผมยังอยากเดินต่อ เหมือนพี่ตูนที่ก้าวต่อไป (ยิ้ม) แต่คงไม่ไกลเท่าพี่ตูน เพราะพี่ตูนเดินข้ามประเทศ

ถ้าวันไหนไปต่อไม่ได้ คงแปลว่าไม่มี passion กับมันแล้ว ไม่รู้ว่าตัวผมในวัย 30 จะคิดยังไงนะ แต่ตอนนี้ที่อายุ 25 ถ้าผมยังเดินต่อไปได้ก็อยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากแสดงสิ่งที่เราทำได้ และเราทำได้คนเดียว

II คนบ้างาน

กรรณ

สามีแห่งชาติ

คุณหลงใหลอะไรในศิลปะการแสดง

ผมไม่ใช่คนเปิดเผยตัวเองกับคนใหม่ๆ ในชีวิตประจำวันจริงๆ ติดบ้าน อยู่คนเดียวเยอะ แต่การแสดงทำให้ผมไม่ต้องคิดว่าผมเป็นตัวเอง มันเปิดให้เราทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องคิดว่าทำแล้วดีหรือไม่ดี แค่ต้องรู้ว่าสถานการณ์คืออะไร ตัวละครต้องการอะไร และสื่อความต้องการตัวละครออกมา โดยลืมไปเลยว่าตัวเองเป็นใคร อย่าง MV ง่ายๆ นั่งอยู่หน้าคอม จะเล่นเป็นตัวเองก็ได้ แค่ทำท่าลุ้นจังเลย แต่ผมคิดว่าผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนแบบไหนวะถึงต้องมานั่งดูคอมแบบนี้ มันต้องงอแงแล้วอยากกลับไปคุยกับผู้หญิงคนนี้ขนาดไหน ชีวิตจริงมันมีรึเปล่า มันสนุกตรงที่ว่ามันเป็นเรื่องของใคร แล้วเราจะสื่อออกไปยังไง ผ่านตัวเรา แต่ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นผม ผมจะทำแบบนี้นะ แต่ผมคิดเผื่อทีมงานเลยว่าเขาอยากได้แบบไหน

การแสดงทำให้เราเป็นใครก็ได้ ไม่มีผิดถูก อาจจะมีดีไม่ดี แต่ตอนถ่ายอยู่ สำหรับผมมันไม่เคยแย่ การลองอีกหนึ่งเทคก็ไม่อาย ชีวิตจริงจะให้ผมเดินไปกลางถนนแล้วตะโกนว่า “เหนื่อยจังเลย!” คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าอยู่ในบท มันก็กล้าขึ้นมา อยู่ดีๆ จะให้ทำอะไรก็ได้

คุณเรียนรู้การแสดงยังไง

ผมเรียนเบสิกการแสดงเล็กน้อย แต่ไม่เคยเรียนจริงจังเป็นเดือนเป็นปี มีคนสอนก็จดๆ ดูๆ เอาไว้ ผมเรียนรู้จากการดูหนัง ฟังบทสมภาษณ์ก็แค่บันดาลใจเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกว่ามันช่วยขนาดนั้น ที่สำคัญต้องลองเก็บชั่วโมงบิน ลองเอาเองถึงจะรู้ ต้องเริ่มจากงานเล็กน้อยๆ ไปทีละก้าว นั่นช่วยเยอะสุด วิธีของผมคือทำการบ้านของตัวละครให้เยอะ พอไปถึงจะได้ไม่ต้องคิดว่าเราต้องทำอะไร

พอลองทำจริงๆ แล้วเฟลมันจะโต ถ้างานไหนรู้สึกว่าเล่นไม่ได้แบบที่ต้องการ ผมค่อยมานั่งตอบคำถามตัวเองว่าทำไมตอนนั้นเราเล่นไม่ดี ตรงไหนที่เรารู้สึกว่ามีปัญหา

เล่นเป็นคุณชายก็แล้ว เกย์ก็แล้ว คนตาจะบอดก็แล้ว คาแรกเตอร์แบบไหนที่คุณอยากเล่นอีก

ผมไม่รู้ตัวเอง แต่ทุกคนจะบอกว่าต้องเป็นบทผู้ชายที่มีชีวิตไม่โอเคใช่ไหม กรรณถึงจะรับ (หัวเราะ) ผมว่าก็มีส่วน ผมชอบตัวละครที่มีจุดบกพร่อง มีความชำรุด มีอะไรเกิดขึ้นกับเขา ไม่งั้นไม่รู้จะเชื่อมโยงยังไง ถึงไม่เคยเจอเรื่องพวกนั้น แต่เพราะมีมันถึงน่าสนใจ น่าค้นหา น่าสื่อสาร ถ้าเป็นคนที่เพอร์เฟกต์มากแล้วเราจะเล่าอะไร ตัวละครเพอร์เฟกต์สุดๆ ไม่รู้จะมีทำไม

ผมสงสัยว่าคาแรกเตอร์คนที่ตากำลังจะบอดรู้สึกยังไง อย่างตอนเล่น FOCUS (เบลอว่ารักแถบ) ผมเป็นคนสายตาสั้นประมาณ 300 ก็ถ่ายแบบไม่ใส่คอนแทคเลนส์ พอเบลอจริงๆ มันเกิดความน่าสนใจ เวลามองต้องเข้าใกล้มากแค่ไหน หรือต้องใช้เวลาตอบคำถามนานเท่าไหร่ สนุกดี ถือว่าโชคดีที่สายตาสั้น

จริงๆ ผมไม่มีเกณฑ์รับงาน ถ้าดูแล้วรู้สึกว่าผมเล่นได้ก็รับ ไม่ได้พูดเพื่อหลอกตัวเองหรือดูมั่นใจ มันมีความรู้สึกนั้นลึกๆ แต่มนุษย์มันก็ตลก บางอย่างรู้สึกว่าเล่นไม่ได้แต่ก็ยังอยากลอง

กรรณ

กรรณ

งานแบบไหนที่ยาก แต่คุณก็รับอยู่ดี

จริงๆ แล้วยากหมด อะไรที่คิดว่าง่ายก็ยาก ไม่มีเกณฑ์เลย มันยากกันคนละแบบ แล้วมันสอนคนละอย่างหมด เป็น MV ก็ยาก เพราะต้องสื่อทุกอย่างโดยไม่พูด ถ้าเล่นแล้วพูดเยอะ ดูเล่นจริง มันก็ขัดมู้ด MV ที่ไม่ต้องการไดอะล็อก โฆษณาก็ยากที่มุมกล้อง จังหวะ บางทีเล่นดีให้ตายแต่กล้องรับไม่ทัน จังหวะไม่ได้ก็ไม่ได้อะไร ต้องเป๊ะ เพราะใน 30 วินาทีทุกช็อตมีความหมาย หนังก็มีความยากของมัน

ผมว่าทุกอย่างยากหมด ขึ้นอยู่กับว่าเรารับมือยังไง แล้วทำการบ้านมาพอรึเปล่า แต่บางอย่างก็ทำการบ้านไม่ได้ เรารู้คร่าวๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่พอไปถึงเราไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างจริงๆ บางทีเราก็เตรียมตัวไม่ได้ การเป็นนักแสดงถึงสนุก เราแค่ต้องตามน้ำไปกับมัน คือเอาตัวรอดให้ได้นั่นเอง

แล้วเอาตัวรอดเก่งมั้ย

บางทีก็ตายกลางทางครับ (หัวเราะ) บางอย่างมันเอาตัวรอดไม่ได้ โชคมันไม่ได้เข้าข้างเราตลอด บางทีเราก็เป็นผู้โดนกระทำ ดวงไม่เจ๋งก็มีเยอะ

การแสดงเกี่ยวกับดวงตรงไหน

เกี่ยวนะ ผมเชื่อในจังหวะ บางวันทุกอย่างลงตัวมันก็ดีไปหมด บางวันต่อให้เป็นนักแสดงทีมเดิม แต่มีสักอย่างที่ไม่ดี มันไม่ดีไปทั้งวันเลยนะ ทุกคนจะรู้สึกว่าทำไมมันแห้ง เล่นยังไงก็จืดอย่างกับแกงจืด ซึ่งมันบอกไม่ได้ว่าวันไหนจะดีจะร้าย เราแค่ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดตรงนั้น

การแสดงครั้งไหนที่ดีสำหรับคุณ

ตอนถ่าย ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ฯ ดีมาก เพราะทีมงาน นักแสดง ผู้กำกับ ทุกอย่างจังหวะลงตัวพอดี แล้วทำงานง่าย เล่นอะไรก็เคลียร์ไปหมด เปลี่ยนอะไรนิดหน่อยเราก็เข้าใจ หรือเล่นโฆษณาไวรัลก็ดี ผมชอบทำงานหลายแบบ ได้เจอคน เจองานใหม่ๆ ถ้าเรารับงานสเกลเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเจออะไร ไม่พูดถึงลำบากไม่ลำบากนะ ไม่เกี่ยวกัน งานไม่มีงบ ไม่ใช่ตลาดสเกลใหญ่ บางทีก็สนุก มันให้อิสระเราในการทดลอง เปิดกว้าง น่าสนใจ ส่วนงานสเกลใหญ่ก็สนุกในความเป๊ะ ความเป็นมืออาชีพ

III นักทดลอง

ยิ้ม

สามีแห่งชาติ

ทำไมคุณถึงลองเป็นพิธีกรรับเชิญให้ พื้นที่ชีวิต

อย่าเรียกว่าพิธีกรเลย ผมยังไม่รู้สึกว่านำเสนออะไรได้เชี่ยวชาญ (หัวเราะ) อย่างพี่นิ้วกลมหรือพี่วรรณสิงห์ เขาเป็นพิธีกรที่ทำงานมานาน เขาสนใจเรื่องพวกนี้ การเดินทาง พบปะผู้คน ส่วนผมรู้สึกเหมือนเป็นคนพาไปเจอสิ่งต่างๆ มากกว่า ผมอยากเที่ยวอยู่แล้ว และชอบเก็บประสบการณ์ที่แปลกๆ ที่ไม่ใช่บ้าน ออกจาก comfort zone ไปนิดหนึ่งก็น่าจะดี

นิสัยส่วนตัวผมเป็นคนขี้อาย คุยอย่างนี้ยังพอได้ แต่ถ้าให้ผมเดินไปถามพี่ยามว่าวันนี้สบายดีเปล่า ขอนั่งรอรถตรงนี้ได้ไหม มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าแสดงอีก ผมทำตัวไม่ถูก บางคนจะโปรมาก แต่ผมรู้ตัวว่ามันจะ awkward ไม่รู้จะเก็บมือไม้ไว้ที่ไหน คิดเยอะ ยากกับการทำงานแบบนี้เหมือนกัน เพราะเขาต้องการความเป็นมิตรสูงมาก ความพุ่งทะลุไปข้างหน้า ซึ่งผมไม่มี

ผมแค่ได้โอกาสนี้มา และผมก็หยิบโอกาสนี้ไปด้วย ให้ผมเจอจริงๆ ได้ ไม่กลัว โจทย์ของ พื้นที่ชีวิต ช่วงนี้คือการเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ตอนของผมคือการเรียนรู้มุมมองของพระ และการเรียนรู้ของเด็กที่อังกฤษ ซึ่งให้ผมไปเข้าวัดหรือพาเด็ก 3 ขวบข้ามถนน ผมทำได้ และผมจะบอกว่ามันดียังไง หรือได้อะไรบ้าง

เทปแรกที่ไปเข้าวัดป่าสุคะโต คุณได้ค้นพบอะไรบ้าง

ได้นอน 2 ทุ่ม ตื่นตี 4 ทำวัดเช้าเย็น แต่ไม่เบื่อ ไม่เหนื่อย รู้สึกว่าที่นี่เงียบดีจัง 2 ทุ่มก็ง่วงแล้ว ไม่เพลีย ไม่ห่อเหี่ยว เทปนั้นเราไปเรียนรู้ว่าการบวชให้อะไรบ้าง แบ่งเป็น 3 ส่วน หนึ่ง เล่าว่าคนที่บวชใหม่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องบวช รู้สึกยังไงกับการบวชครั้งแรก อีกส่วนสำหรับคนที่บวชแล้ว สึกแล้ว แล้วกลับมาบวชอีก ก็น่าสนใจ และคนที่บวชไม่สึก แต่ก่อนหน้าจะบวชประสบความสำเร็จแล้ว ใช้ชีวิตเมืองนอก มีร้านอาหาร มีทุกอย่างของตัวเอง แล้วก็ขายทุกอย่าง แล้วบวชไม่สึกอีกเลย สำหรับผมเรื่องนี้น่าสนใจมาก (เน้นเสียง)

ผมไม่เคยบวช ไม่ใช่เพราะไม่อยาก แต่พูดไปแล้วก็ไม่ได้บวช ผมบอกที่บ้านว่าจะบวชตอนเรียนจบ แต่พอจบก็เป็นช่วงที่ทำงานเยอะที่สุดเลย เลยไม่ได้บวช หลังจากนั้นเลยไม่พูดอีกแล้วว่าจะบวชเมื่อไหร่ แต่ถ้าผมเห็นช่องว่างที่ไม่ส่งผลกระทบกับงานและที่บ้าน ผมกะจะบวชเลย ไม่ต่างจากคนที่ว่างแล้วบินไปญี่ปุ่น

สามีแห่งชาติกรรณ

ไปถ่ายรายการที่วัดยังไม่เพียงพอ

มันไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเหมือนฝรั่งมาเที่ยวบ้านเรา เห็นประเทศไทยสบายๆ ตัดภาพมาคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้ มันไม่ง่ายเลย ลองมาอยู่สัก 2 ปีสิ จะรู้ว่าเหนื่อยนะ ถ้าแค่มาลองๆ อะไรคงดีไปหมด แต่ถ้าได้ใช้ชีวิตจริงๆ ได้เจออุปสรรคหรือสิ่งต่างๆ ระหว่างถือศีลสองร้อยกว่าข้อ ต้องทำทุกอย่างให้กระจ่าง มันไม่ง่าย เป็นสิ่งที่ต้องลองถึงจะรู้ว่าเป็นยังไง ผมกะจะบวชสักพรรษาหนึ่ง หรือนานเท่าที่จะทำได้ ผมเคยโดนพระทักตอนเด็กๆ ด้วยว่า นี่ท่าทางบวชแล้วจะไม่สึกนะเรา (หัวเราะ)

แล้วการไปถ่ายเทปต่อมาที่อังกฤษเป็นยังไงบ้าง

การเรียนรู้ของเด็กที่นี่เป็นวิธีที่ใช้ในแถบสแกนดิเนเวียมาสักพักแล้ว โรงเรียนไม่มีห้องเรียนเลย เป็นการเรียนรู้โดยสิ่งรอบตัว ตอนแรกผมคิดว่าเป็นโรงเรียนกลางป่า เด็กๆ ต้องใช้ survival mode ตลอดเวลา ต้องจุดไฟ ยิงกระต่ายกิน แต่จริงๆ มันเป็นโรงเรียนชานเมืองที่วิธีการเรียนการสอนไม่ได้อยู่บนกระดานดำ ที่นั่นเป็นโรงเรียนเล็กๆ มีหนังสือภาพ ของเล่น การเล่นบทบาทสมมติ มีครูใหญ่ 1 คนและครูดูแลเด็กๆ ไม่มีการยืนหน้าชั้นสอน แต่จะตีเนียนเข้าไปนั่งกับเด็ก ทำตัวเป็นเด็กและถามคำถามที่เด็กควรจะตอบ

เขาพาเด็กๆ เดินไปสวนป่า ไปกินแอปเปิ้ล สอนเด็กใส่ชุดกันฝน ถ้าฝนตกก็ให้ลุยฝนเลย ทำให้เด็กกล้า ไม่เลี้ยงแบบกลัวว่าจะเจ็บ เด็กจะเดินลงคูก็ปล่อยไป ถ้าไม่ต้องการความช่วยเหลือก็ยืนดู เราไปเรียนรู้ว่าการเรียนการสอนแบบนี้ต่างจากเรายังไง แล้วได้อะไรที่ไม่เหมือนกับการเรียนในห้องบ้างพื้นที่ชีวิต

พื้นที่ชีวิต

พื้นที่ชีวิต

ผลลัพธ์จากการทดลองออกจาก comfort zone ครั้งนี้คืออะไร

ถ้าเราอยากเข้าใจอะไรสักอย่าง เราต้องลอง มันไม่เกี่ยวกับเรื่องใหญ่ มันเกี่ยวกับเรื่องที่เล็กที่สุดที่เราต้องทำ ต้องสัมผัสเอง ผมตกลงรับงาน พื้นที่ชีวิต ไม่ใช่เพราะต่อไปผมอยากเป็นพิธีกรการเดินทาง แต่การออกจากโซนที่เราสบายๆ เป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่กับคนใหม่ๆ ไม่งั้นผมก็เป็นคนที่อยู่บ้านชิลล์ๆ มีงานก็ไปทำ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ไม่ต้องไปคุยกับใคร นี่เราไม่รู้เลยว่าจะเจออะไร จะต้องรับมือกับคนแบบไหน

กรอบอะไรที่คุณอยากจะก้าวข้ามไปอีก

ตอนนี้ผมได้เล่น MV โฆษณา ซีรีส์ ละคร แต่ยังไม่เคยลองเล่นหนังยาว ถ้ามีโอกาสก็อยากจะลอง เพราะถ้าเราได้มีโอกาสเป็นตัวละครหนึ่งทั้งเรื่อง เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาสักชั่วโมง-ชั่วโมงครึ่งก็น่าสนุก เพราะการเล่นหนังสั้นมีอย่างอื่นช่วยเยอะ กิมมิกของผู้กำกับ การใช้ซาวนด์ มันช่วยเล่าเรื่องได้ แต่หนังยาวคาแรกเตอร์ต้องเสถียร แม้กระทั่งละครเวทีผมก็อยากจะลองนะ แต่มันเป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่น่าจะยากสุดแล้ว จะโปรเจกต์เสียงไปถึงคนดูหลังสุดยังไง การขยับร่างกายเพื่อสื่อสารก็น่าสนใจมาก

IV คนเบื้องหลัง

สามีแห่งชาติ

สามีแห่งชาติ

ทำไมคุณถึงตัดสินใจทำงานเบื้องหลังควบคู่กับงานเบื้องหน้าไปด้วย

พอจบมหา’ลัย ผมอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจว่าเราจะทำงานแสดงเป็นอาชีพหลักอย่างเดียวหรือทำอย่างอื่นที่เราเคยเรียนทำโปรดักชันมา ผมอยากมีเวลากลับไปเป็นผู้ช่วย หรือกำกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าไปช่วยคนอื่นเขาแล้วบอกว่าพรุ่งนี้ผมมาไม่ได้ เพราะผมติดแสดง มันเป็นข้ออ้างที่จับปลาสองมือมาก จะเอายังไง ซ้ายหรือขวาคงต้องเลือก

สุดท้ายผมเลยหุ้นกับเพื่อนสนิทและญาติที่อยากทำสื่อวิดีโอ เขามาชวนเปิดโปรดักชันเฮาส์เล็กๆ ผมรู้สึกว่ามันเข้าทางพอดี แต่ถามว่าเหนื่อยมั้ย มาก เราเริ่มต้นมาไม่ถึงปี มีกันแค่ 4 – 5 คน ทำเองแทบทุกอย่าง ค่อนข้างยาก เพราะผมมีเวลาน้อยกว่าคนอื่น บางทีผมก็รู้สึกผิดกับเพื่อนว่าทำงานไม่เต็มที่ คนอื่นเขาทำงานเต็มเวลา แต่ผมมี 2 อาชีพ แสดงเสร็จกลางคืนก็มาตัดต่อ หรือบางวันว่างก็นั่งตัดงานไป หลังๆ พองานเยอะขึ้นก็ต้องแยก งานนี้ผมกำกับ งานนี้เป็นครีเอทีฟให้ งานนี้โปรดิวซ์ให้ ไม่งั้นทำไม่ทัน หลักๆ ตอนนี้ผมเป็น Creative / Director

คิดว่าจะทำงานคู่ขนานแบบนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน

ผมต้องทำให้ได้ พูดกันตรงๆ การทำงานเบื้องหน้ามีอายุขัยของมัน เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่วันไหนจะบูม วันไหนจะไส้แห้ง ผมไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าต่อไปประเทศเราจะขยายช่วงอายุนักแสดงรึเปล่า แต่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่ายังทำงานนี้ได้ถึงเมื่อไหร่ ก็อยากทำให้มันสุดนะ แต่งานเบื้องหลังถ้าทำไปทีละขั้น ต่อไปเราทำให้มันมั่นคงได้

พอมาทำแล้วถึงได้รู้ว่ามันเป็นธุรกิจ ไม่ใช่แค่เราได้งานมา เฮ้ย เดี๋ยวเราคิด นายกำกับ ชีวิตจริงพอได้งานมาคือมีแต่ตัวเลขเพียบ เงินพอไหม ภาษีเท่าไหร่เนี่ย

ผมอยากทำให้ดีทั้งคู่ เห็นผู้กำกับบางคนก็มีบริษัทโปรดักชันของตัวเอง มันอาจจะยากหน่อยสำหรับนักแสดง แต่ผมพยายามเก็บมันไว้แยกกัน

งานไหนที่คุณอยากตื่นเช้ามาทำที่สุด

ขึ้นอยู่กับโปรเจกต์ๆ ไป แต่แทบจะทุกงานเลย บางทีพี่โทรมาบอกว่ามีงานตัดต่อ ตอนตี 4 นี่อยากไปมาก รอตื่นเลย วันไหนมีขายงานจะตื่นเต้น และงานง่ายๆ อย่างกินข้าวเช้ากับแม่นี่ตื่นเต้นที่สุด เพราะกลัวตื่นไม่ทัน (หัวเราะ)

ถ้ายังหลงใหลในงานอยู่ ไม่ว่าเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง ผมก็ตื่นเต้นอยากทำทั้งนั้น ถ้าไม่ชอบคงรู้ตัวไปแล้ว คงหยุดไปแล้ว เพราะผมไม่ใช่คนที่ทนทำอะไรที่ไม่ชอบได้ขนาดนั้น ถ้าไม่ตื่นเต้นคงมีปัญหาแล้วล่ะครับ

กรรณ

ยิ้ม

ขอขอบคุณ: เพ็ญพิชชา พัฒนจักร
ขอบคุณสถานที่
ACMEN Ekkamai Complex

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย เธอไม่อินกับผู้ชายแบดบอย โธ่ พ่อหนุ่ม…

แม้พยายามหลีกหนีจากเพลงนี้สักแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนคงร้องว้ากในใจโดยอัตโนมัติ

101 ล้านวิว คือยอดล่าสุดของเพลงเสแสร้งที่เราเห็นบนยูทูบ ส่วน 43 ล้านคือผลลัพธ์ของเพลงที่โด่งดังข้ามปี เพราะแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนมหน้าเวทีที่ตะโกนร้องเสียงดังแข่งกับหนุ่มพังก์วัยใกล้ 30 

เป็นปรากฏการณ์ที่ไวรัลอยู่บนโซเชียลเกือบทุกวัน ลามไปถึงการบอกให้เด็ก ๆ กลับไปแปรงฟันก่อนนอนได้ยิ่งกว่าทันตแพทย์ กระทั่งการถูกติดต่อให้ไปแสดงสดตอนเช้าในโรงเรียนอนุบาล หรือการให้กำเนิดคำขวัญวันเด็กประจำ พ.ศ. 2566 อย่าง ‘สร้างสรรค์ความคิด ผูกมิตรซื่อตรง ก้าวอย่างมั่นคง ฟังทรงอย่างแบด’ 

วันนี้ เราเดินทางมาค่ายดังย่านอโศก เพื่อต่อคิวพูดคุยกับ ‘Paper Planes’ หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนมผู้ยิ่งใหญ่ ภายใต้ลุคแบด ๆ และรอยสักบนเนื้อหนังมากมาย พวกเขาตอบทุกคำถามอย่างคนรู้จักชีวิต หัวเราะเสียงดัง แม้จะเชื่ออย่างสุดกำลังว่านั่นเป็นโชคชะตาที่พระเจ้ากลั่นแกล้ง แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังยืนกรานจะขบถต่อทุกอย่าง เดิมพันชีวิตกับความชอบ ดื้อด้านไม่สนใจใคร ถ้าได้มาซึ่งชีวิตเท่ ๆ เหมือนในฝัน

นี่คือเรื่องราวของวงร็อกเครื่องบินกระดาษ ในวันที่พวกเขาติดลมบน 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

Bring Me The Horizon

คำถามแรกไม่ถามไม่ได้ ลุควันนี้ทรงอย่างแบดรึเปล่า

ฮาย : ดูแบดไหม อุตส่าห์ใส่สีสันมาแล้วยังแบดอีกเหรอ

เซน : อุตส่าห์จะเนียนกับเด็ก ๆ แล้วนะ

งั้นจริง ๆ แล้วเป็นทรงแบบไหน

ฮาย : ก็ทรงแบดแหละ (หัวเราะ) แต่แค่ทรงเฉย ๆ จริง ๆ แล้วเป็นพวกปัญญาอ่อน

เซน : ส่วนผมทรงง่วงครับ (หัวเราะ)

ถ้าทรงก็ดูแบด แล้วคุณแซดบ่อยไหม

ฮาย : ช่วงนี้ผมมีแฟน ถ้าแซดก็แปลกอยู่ (หัวเราะ) 

เซน : ไม่งั้นชื่อเพลงมันจะเปลี่ยน เป็นอกหักแต่บอกแฟนไม่ได้ (หัวเราะ)

ส่วนมากพวกคุณจะแซดเรื่องอะไร 

ฮาย : ช่วงนี้มันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ เล่นบอลแพ้เพื่อน เล่นเกมแพ้เพื่อน ถ้าวันนั้นไม่ชนะใครเลยก็จะแซดทั้งวัน

เซน : เออ แซด เวลาไปทัวร์ ผมเคยแพ้ทั้งทริป 3 วันไม่ชนะเลย (หัวเราะ) 

พวกคุณสนิทกันตั้งแต่แรกเลยไหม

เซน : ตอนแรกไม่ค่อยครับ

ฮาย : จริง ๆ ผมอยู่กับวงมาก่อนแล้วเซนค่อยเข้ามาเป็นสมาชิกทีหลัง ช่วงแรก ๆ ก็เหมือนเรียนรู้กันมาเรื่อย ๆ แล้วช่วงหลังมาสนิทกัน 

อะไรทำให้มนุษย์สองคนนี้ต้องทำงานร่วมกัน

ฮาย : ผมว่าเซนเป็นคนที่เคมีเข้ากับผมนะ วิธีคิดได้ การวางตัวได้ ผมก็เลยเทรนเซนให้มาเป็นผู้ช่วยในการทำงานเบื้องหลัง จากนั้นก็ได้เรียนรู้บุคลิก ทัศนคติของเขา แล้วรู้สึกว่ามันคือเพื่อนที่ทำงานด้วยได้

เซน : การทำงานด้วยกันมันจะมีผู้นำกับผู้ตาม ผมรู้สึกว่าฮายมีความเป็นผู้นำ แล้วผมมีความเป็นผู้ตามที่มีความเชื่อมโยงกันและไปด้วยกันได้ ด้วยประสบการณ์ชีวิตหรือรสนิยมต่าง ๆ 

เรื่องไหนที่ฮายจะยอมให้เซนเป็นผู้นำ

ฮาย : เรื่องเงิน เพราะผมใช้ความเซอร์นำ เซนจะเรียบร้อยในเรื่องตัวเลขมากกว่า เวลาทำงานผมจะไม่คุยเรื่องเงินเลย บางครั้งเงินยังไม่ได้ก็ไม่รู้ เช็คยังไม่ได้ไปขึ้นก็ไม่รู้ ถ้าเซนไม่ทำเบิกให้แต่ละเดือน ผมก็ไม่รู้นะว่ามีเงินหายไป จะหลักกี่บาทก็ตาม ทำงานอย่างเดียว

เซน : แต่ว่าไม่ได้ชอบนะครับ ต้องทำเพราะไม่มีใครทำ (หัวเราะ) เพราะมันมีกันอยู่สองคน 

ที่มาของคำว่า Paper Planes มาจากเนื้อเพลง little boy with dreams of paper planes ของ วง Hands Like Houses ซึ่งเครื่องบินกระดาษเปรียบได้กับความฝัน แล้วความฝันของวง Paper Planes คืออะไร

เซน : ถ้าถามสมัยก่อนมันจะเล็กกว่านี้ เป็น Check Point ไปเรื่อย ๆ 

ฮาย : สมัยนี้ก็แค่ทำในสิ่งใกล้ ๆ ตัวให้มันเสร็จ เช่น ทำเพลงให้เสร็จ ไม่ได้ไม่เชิงไม่ฝันไกล แต่เรารู้สึกว่าการทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาก ๆ ให้สำเร็จก่อน สุดท้ายจะค่อย ๆ ไปของมันเอง เหมือนพอเราฝันไกลมาก ๆ แล้วเราจะมองข้ามช็อตไปเยอะ

เซน : เหมือนเราตีเทนนิส ตีให้โดนทุกลูกแค่นั้นน่ะพอ ยังไงก็ชนะ 

รู้สึกว่า สมัยเด็กคุณมีความฝันที่ใหญ่กว่านี้ไหม  

เซน : ผมแค่อยากเป็นศิลปินแค่นั้นเลย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแล้วจะยังไงต่อ ตอนนี้เหมือนมันสานต่อจากก้าวนั้นขึ้นมา 

ฮาย : ของผมคล้ายเซนคืออยากดัง อยากมีคนรู้จักเยอะ ๆ อยากมีชื่อเสียง เพราะเราชอบการที่คนมีคนจำนวนมากมา Appreciate ผลงานของเรา รู้สึกว่าตัวเองมีค่าในแบบของเรานะ เพราะตอนเด็ก ๆ เราตามล่าสิ่งนี้ตลอด ด้วยการแข่งวิชาการ ออกไปร้องเพลงหน้าเสาธง มันปลูกฝังเรามาแบบนั้น

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เส้นทางไปสู่ความฝันของพวกคุณโรยด้วยกลีบกุหลาบรึเปล่า

เซน : โรยด้วยก้านกุหลาบ 

ฮาย : มึงเอากลีบกุหลาบออกไปหมดเลย ไอ้เวร ถ้าเกิดพระเจ้ามีจริง ผมไม่ใช่ลูกรักพระเจ้า 

เพราะชีวิตผมไม่เคยราบรื่นเลย หนึ่ง ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย สอง พ่อแม่ทะเลาะกันตลอดเวลา มีช่วงที่ผมต้องไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัด และพ่อแม่ก็เสียทั้งคู่ 

แล้วยายก็มีชีวิตแบบไม่ต้องไปตามล่าอะไรมากมาย มันค่อนข้างอึดอัด กลายเป็นว่าเราไม่พร้อมเรื่องอะไรเลย ไม่ว่าอยากได้อะไรเราก็ไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา ชีวิตเรามีแค่การเรียนที่ต้องเรียนเพื่อให้ได้ทุนไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราต้องตามความฝัน เท่ากับว่าเราสตาร์ทแบบติดลบ มันไม่สามารถใช้เวลากับความฝันได้เลย เหมือนต้องหาเงินไปด้วยเพื่อที่จะมีพลังชีวิตไปใช้กับความฝัน 

เราเริ่มออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวตั้งแต่ช่วง 16 – 17 เช่าห้องราคาหลักร้อย แล้วก็เริ่มฝึกทำเพลง เริ่มเล่นดนตรีกลางคืน เริ่มไปไปยกของให้ศิลปิน จนมาถึงทุกวันนี้ ก็เลยยิ่งตอกย้ำในตัวเองว่าเราชอบให้คนภูมิใจ เพราะที่ผ่านมามันยากมาก ๆ การเป็นศิลปินของเราคือการอยู่ในที่ที่มีแสงจริง ๆ เราไม่ปฏิเสธเลยว่าเราทำเพลงเพราะอยากมีชื่อเสียง 

แล้วเซนเป็นลูกรักพระเจ้าไหม

เซน : ไม่ครับ เอาจริง ๆ ข้อหนึ่งที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้ทุกวันนี้ เพราะตอนเด็กเรามีชีวิตคล้าย ๆ กัน อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ซัพพอร์ตให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเดียวที่ทำให้ผ่านตรงนั้นได้คือวิธีคิดที่ดี ลำบากมาจนถึงช่วงมหาลัยจนตั้งวงถึงค่อยดีขึ้นเรื่อย ๆ

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

ถ้าชีวิตมันเดินมาด้วยก้านกุหลาบ เคยมีความรู้สึกว่า ไม่น่าเดินออกมาเลยไหม 

ฮาย : ผมเป็นคนดื้อแบบดื้อมาก ๆ เลยนะ ผมเป็นคนเรียนดีมาก ๆ แต่ช่วง ม.3 คือเลือกจะไม่เรียนต่อ อยากไปเรียนภาคสมทบวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะอยากไว้ผมยาวแค่นั้นเลย ไปเรียนเทียบเพื่อให้ได้วุฒิเอามาสมัครมหาลัย แต่สุดท้ายไปจ่ายค่าเทอมเราก็ไม่ไปเรียนอีก 

แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกทางเดิม เหมือนเดิม เพราะเราเป็นคนดื้อมาก ๆ แล้วก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้เสมอ เรารู้ตัวเองว่าเปลี่ยนไม่ได้ 

เซน : ผมก็ไม่เคยคิด แค่จะมีความลังเลนิดหนึ่งว่า เฮ้ย มันจะสำเร็จจริงไหมวะ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำ ครอบครัวผมเขาก็ไม่ได้ห้ามเล่นดนตรี ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เขาเชื่อใจเรานะ ยิ่งต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น พอมาถึงวันที่ทำสำเร็จ มันก็ตอบเราเต็ม ๆ ว่า ถ้าพยายามในสิ่งที่เราทำจริง ๆ ให้ดีสุด ๆ ยังไงสักวันมันก็ต้องสำเร็จสักทาง

ไปเอาความขบถและความดื้อมาจากไหนมากมายขนาดนี้ 

ฮาย : มันมีที่มาที่ไปคล้าย ๆ กับเซน คือเราเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ให้ออกสิทธิ์ออกเสียงได้ มันประกอบไปด้วยคนที่ไม่ได้ต้องการมีความฝัน ซึ่งเขาไม่ผิด แต่เราอยู่ผิดที่ 

รู้สึกว่าเรามีความคิดขบถ มีความกดอัด กดแน่น เวลาได้ทำสิ่งที่ชอบเลยระเบิดออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เราเลือกวิธีที่ค่อนข้างขบถ เช่น อยู่บ้านก็สบายอยู่แล้วแต่ออกไปเช่าห้องอยู่รูหนู ออกไปอดมื้อกินมื้อ ออกไปทำแบบนั้นทำไม แล้วก็พื้นฐานครอบครัวซึ่งไม่ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น เหมือนเราเกิดมาผิดเพี้ยน เราไม่เชื่อในระบอบ เราเลยมีกฎเป็นของตัวเอง ยาวไปถึงการนับถือศาสนา คือเราเป็นคนพุทธ แต่เราเชื่อตัวเองมากกว่า เราเอาตัวเองเป็นศาสดาของชีวิต 

เซน : ใช่ เพราะว่าเราใช้ตัวเองพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก 

นึกไม่ออกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น จะเติบโตมากับเพลง Emo Trap หรือ Pop Punk ได้ยังไง 

ฮาย : จริง ๆ มันเข้าถึงได้จากพวกโทรศัพท์จีนสมัยก่อน Mp3 เถื่อนที่เพื่อนเอามาเปิด เพลงที่ดังก็จะเป็นเพลงที่ค่ายใหญ่ควบคุมให้เราฟัง แต่จังหวะดีที่เราโตมากับเพลงร็อกที่ไม่ได้เป็นแนวเพลงมาตรฐาน เราโตมากับเพลงว้าก ๆ เช่น Retrospect, Sweet Mullet 

คิดว่าเพลงแนวนี้เป็นการขบถอีกรูปแบบหนึ่งรึเปล่า 

ฮาย : ใช่ เหมือนมันเลือกคนฟัง คนที่มีวิธีคิดแบบนี้ โตมาในสังคมแบบนี้ มันจะไม่อยากเหมือนคนอื่น มันต้องการกบฏต่ออะไรสักอย่าง กบฏทางด้านความคิด ประชดชีวิต 

เซน : มีความคิดว่าตัวเองเท่

ฮาย : เออ มีความคิดว่ายิ่งทำร้ายตัวเองยิ่งเท่ 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เคยมีช่วงชีวิตแบบนั้นด้วยเหรอ 

ฮาย : มี เคยไหมที่ไม่อกหักหรอกแต่ฟังเพลงอกหัก แล้วทำเหมือนพระเอก MV (หัวเราะ) ผมเชื่อว่า มีคนจำนวนมากนะที่คิดว่าเศร้าแล้วเท่ เป็นแซดบอยแล้วเท่ การเป็นคนที่มีเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตมันไม่เท่เว้ย แม่งต้องมีปม ต้องเก็บกด ต้องทำร้ายตัวเองสักอย่าง ผมก็เลยคิดว่านั่นแหละที่มาของเด็กอีโมในช่วงนั้นที่ฮิตกันมาก ๆ เพราะว่ามันเท่ไง

เซน : แต่ก่อนที่จะไปฟังพวกนั้น จำได้ว่ายุคนั้นจังหวัดรอบ ๆ ผม เช่น นครสวรรค์ ลพบุรี เขาจะมีวงดนตรี Metal ดัง ๆ แล้วเราพึ่งหัดเล่นดนตรีก็เลยนั่งรถไปประกวดตามจังหวัดเขา แล้วเราเล่นเพลงพี่หนุ่ม กะลา เธอเป็นแฟนฉันแล้ว แต่วงอื่นแม่ง Metal หมดเลย ทำให้รู้สึกว่า อ้อ มีดนตรีแบบนี้ด้วย แล้วก็เป็นช่วงรอยต่อของ YouTube เข้ามาก็เลยศึกษามากขึ้น

ซึ่งพวกคุณก็ชื่นชอบเพลงแนวนั้นมาจนมาถึงวันนี้ แล้วยังยอมเสียสละสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อเดิมพันตัวเองกับความชอบ

ฮาย : ใช่ วันแรกที่ผมเดิมพันคือการสักที่คอ มันเป็นสัญลักษณ์ในใจของผม ซึ่งไม่แนะนำให้ทุกคนทำตาม ผมบอกกับตัวเองว่า เกิดมาครั้งเดียว ถ้าผมสักคอแล้วนั่นหมายความว่าผมสร้างเครื่องหมายให้กับการตัดสินจากคนอื่นแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจะต้องทำให้ได้ ทำให้สุด ต้องทำให้คนมองข้ามสิ่งนี้ไป เหมือนการเอาเหล็กร้อนมาปั๊มแล้วฉันจะออกไปรบ วิธีคิดของผมตอนนั้นคือ โอเค สักคอแล้วก็ลุย ไม่มีทางอื่นแล้ว เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ เราจะไม่ได้แค่เป็นคนที่ดูไม่ดี แต่เราจะดูไม่ดีมาก ๆ เพราะมีลุคแบบนี้ 

เซน : กึ่ง ๆ ทุบหม้อข้าวตัวเองทางความคิด

ฮาย : ประมาณนั้น ผมรู้สึกว่าถ้าล้มจะล้มเจ็บกว่าคนอื่น แต่ถ้าได้ก็เท่ากับคนอื่น ซึ่งแม่งไม่ต้องสักก็ทำเพลงได้ ทะลึ่งสัก แต่เออ ผมชอบเป็นแบบนั้น เพราะสำหรับผม มันทำให้ชีวิตผมมีความหมาย 

ตอนนั้นอยากให้ใครยอมรับมากที่สุด

ฮาย : อยากให้ตัวเองยอมรับ ผมจะมีความกบฏพระเจ้าตลอด เพราะผมไม่ใช่ลูกคนโปรด แต่ไม่เป็นไร เราจะพิสูจน์ว่าเราทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งอะไรเลย 

การเป็นเด็กที่ตั้งท่าจะแหกกฎทุกอย่างตลอดเวลา ทำให้คุณเสียอะไรไปบ้างในชีวิต 

ฮาย : ช่วงแรก ๆ จะเป็นเรื่องของความ Aggressive พอเราเชื่อมั่นในตัวเองมาก ๆ มันทำให้เราไม่มองคนอื่น ทำให้เราเกาะอีโก้ไว้ แต่ว่าก็เป็นช่วงวัย ผมว่าเราต้องผ่านจุดนั้นมาถึงจะเป็นทั้งคนที่เก่งและตื่นรู้แล้วด้วย 

เซน : มันต้องมีหลอดของอีโก้ให้เต็มสุดก่อน แล้วเราค่อยเอามาผสมผสานกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต

ฮาย : เพราะถ้าวันนั้นไม่เป็นคนสุดโต่ง เราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งด้วยแล้วก็รู้แล้วด้วย อาจจะเป็นแค่คนดีแต่ไม่มีอะไรเลย 

มองว่าสิ่งที่เสียไปตามเรี่ยรายทางคุ้มค่าที่จะแลกไหม  

เซน : บางคนก็มองว่าไม่คุ้ม มันไม่ได้เป็นการแลกในสิ่งที่เราจ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า บางทีสิ่งที่ได้รับมามันไม่เท่ากับสิ่งที่เราเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าคิดในแง่ตัวเราเอง คุ้ม เพราะสิ่งที่ได้มาก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ 

เรียกว่าวัยต่อต้านได้ไหม 

ฮาย : ได้ วัยต่อต้าน วัยกบฏ (หัวเราะ)

ขอ Soundtrack of Life ของชีวิตวัยต่อต้านสักคนละเพลง  

ฮาย : วัยต่อต้านของผม คือเพลง Pray For Plagues – Bring Me The Horizon เพราะมันฟังไม่รู้เรื่องเลยแต่เท่ รู้สึกว่าถ้ากูฟังอันนี้กูจะไม่เหมือนคนอื่น และกูเท่ และกูแตกต่าง และกูอินเตอร์ (หัวเราะ) เพลงนี้เปลี่ยนชีวิตผมว่า โห มีเพลงที่สุดโต่งขนาดนี้เลยหรอ แล้วคนที่สร้างสรรค์เพลงนี้แม่งต้องเป็นคนยังไงวะ ต้องเป็นคนทุบกระดูกคนเอาเลือดคนมากินเปล่าวะ มันปลดปล่อยอะดรีนาลีนได้ดี มีอีโก้อยู่ในเพลง มีทุกอย่างครบหมด นิยามความเป็นตัวเราได้ดีมาก 

เซน : วัยต่อต้านของผมคือ Decode – Paramore แต่ว่า ผมก็อปเอาไปทำเพลงประกวด Hot Wave เลยมองกลับไปแล้วรู้สึกว่า มึงต่อต้านยังไงวะ มึงเข้าร่วมชัด ๆ (หัวเราะ) 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

The Velvet Underground

เห็นว่าทั้งสองคนทำเพลงใต้ดินมาก่อน อยากรู้ว่าชีวิตช่วงนั้นเป็นยังไง

ฮาย : ถ้าวงที่ไม่ดังจริง ๆ ต้องจ่ายเงินขึ้นไปเล่น ผมคิดว่าทำไม แต่ ณ ตอนนั้นเราก็แค่อยากเล่น ขึ้นไปเล่นเพลงคัฟเวอร์ 

วงการใต้ดินรวมแต่คนแนวเพลงเดียวกันหรือหลากหลายมาก  

ฮาย : พูดง่าย ๆ ว่า Underground มันจะเป็นเพลงนอกกระแสเนอะ สิ่งที่แตกต่างในตอนนั้นคือความหนักแน่นของแนวดนตรี ถ้าวงที่เกิดใหม่มันเบาลงก็อาจจะมีปัญหา ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเป็นอยู่ไหมนะ แต่เป็นประสบการณ์ของเราแล้วกัน

แสดงว่าคุณขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยความคิดว่า ฉันอยากจะขึ้นไปอยู่บนดินให้ได้เหรอ  

ฮาย : ใช่ ตอนนั้นเราคิดว่าเริ่มจากใต้ดินก่อนค่อยไปบนดิน แต่ว่าจริง ๆ มันไม่เกี่ยวนี่หว่า แค่เราจะไปบางนาเราก็ไม่ต้องอ้อม เราก็ไปบางนาสิวะ (หัวเราะ) เราคิดว่าเราต้องเท่แบบพี่เขา เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายการที่ขึ้นไปอยู่บนดินได้ ไม่ใช่เพราะเล่นใต้ดินมาก่อน เป็นเพราะเราเอาแผ่นเพลงไปส่ง 

เซน : เอาแผ่นเพลงไปส่งค่ายที่เราอยากจะอยู่ 

ฮาย : ใช่ แค่นั้นเลย

เพลงของพวกคุณตอนอยู่ใต้ดินเล่าเรื่องอะไร  

ฮาย : เพลงผมเป็น Google Translate คือแปลยังไงก็ได้ให้โหดที่สุด ฉันจะฆ่าเธอ กูไม่สนใจมึงหรอกกูจะเดินตามทางตัวเอง เขียนเนื้อเพลงภาษาไทย ไม่มีคำว่า Flow ไม่มีคำว่า Rhythm อะไรทั้งสิ้น ขอแค่ดนตรีมันไว้ก่อนแค่นั้น

เซน : ของผมจะทำเพลงแบบวิ่งไล่ตามความฝัน

ฮาย : เอางี้ วงผมชื่อว่า The Festival of Dead (หัวเราะ)

สมัยนี้มันจะมีคำหนึ่งที่เรียกว่าเบียวนะ

ฮาย : เบียว ใช่ มันคือความเบียวในตอนนั้น วงบ้าอะไรเทศกาลแห่งความตาย มึงตัวเล็กขนาดนี้มึงจะไปฆ่าใคร (หัวเราะ) จะเอาอะไรมา Dead บ้าเปล่า โห แล้วใส่เสื้อลายแห่งความตาย แต่ไว้ผมหน้าม้า 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม

จำความตั้งใจแรกได้ไหมว่าอยากสร้าง Paper Planes ให้เป็นวงแบบไหน 

ฮาย : ตอนนั้นเราใช้แนวเพลงเป็นที่ตั้ง

เซน : อยากเป็นวงเท่ ๆ 

ฮาย : เออ ไม่รู้เป็นไร มีความเท่นำทางตลอด 

แล้วสลัดตัวตนที่เคยเป็น The Festival of Dead ออกไปได้ยังไง

ฮาย : ก็เพราะว่ามันบ่งบอกแล้วไงว่าเราไม่ใช่ชาว Dead (หัวเราะ) วันเวลาผ่านไปเราเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้ชอบเพลงแบบนั้น 

เซน : เหมือนกันครับ พอเราโตขึ้นจะรู้ว่าชอบอะไรจริง ๆ มันก็แค่ออกมาจากตรงที่ไม่ชอบ มาทำสิ่งที่ชอบแค่นั้น 

ในวงการร็อก แฟนคลับค่อนข้างยึดติดกับภาพลักษณ์เดิม ๆ แนวเพลงเดิม ๆ วงการนี้ต้อนรับวงร็อกหน้าใหม่ที่ฉีกการทำเพลงร็อกแบบเดิม ๆ กระจุยยังไงบ้าง

ฮาย : โอ้ย ช่วงแรกดราม่าเยอะสัด (หัวเราะ) ชาวร็อกสาย True ที่เขายึดติดกับแนวเพลง เขาก็จะไม่ค่อยชอบวง เพราะว่าวงพึ่งมาเพลงเดียวเอาแล้วหรอ เราก็โอเค ไม่เป็นไร ยืนยันในสิ่งที่ทำไปเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้จริง ๆ เมื่อไหร่ที่เริ่มดราม่า เรารู้สึกว่ามันคือการต้อนรับ เหมือนกับคนเริ่มให้ความสนใจ

แต่การฉีกออกมาจากกระแสหลักเสมอ ๆ ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปังหรือแป้ก 

ฮาย : เพราะเรามีอาชีพที่มั่นคงอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือการทำงานเบื้องหลัง ผมเลยรู้สึกว่าลองอะไรตอนนี้ไม่เสียหายเลย แล้วเป็นความสนุกด้วย ตั้งใจจะทำให้ Paper Planes มีความกบฏ 

คุยกับเซนว่าทำยังไงก็ได้ให้เป็นหนึ่งเดียวในไทย เราไม่ได้หมายถึงการเป็นที่หนึ่ง แต่เราต้องการเป็นหนึ่งเดียว ฟังได้แค่ที่เราเท่านั้น เราคิดแบบนี้เพราะว่าทำเบื้องหลังมา เรารู้ว่าวิธีทำเพลงแบบ Mass มันไม่สำเร็จกับทุกแนว ยิ่งเป็นแนวร็อก แต่การเป็นหนึ่งเดียวจะทำให้เรามีทางเดิน 

เซน : ตอนที่เราทำเพลง ก็ไม่ได้หวังว่ามันจะต้องแบบ เฮ้ย เรามาทำเพลงที่มันฉีกจากเดิมดีกว่า เราก็ทำออกมาเอง แต่แค่ทำให้เป็นเราที่สุด

แต่วันหนึ่ง Paper Planes ก็จะแมส หวงไหมถ้าจะมี Paper Planes 2 3 4 

ฮาย : ไม่ค่อย เพราะเราว่า DNA ไม่มีทางเปลี่ยนได้ มันจะไม่เหมือนกัน 100% หรอก แต่เราจะรู้ว่า เอ้ย กูเท่ใช่ไหมล่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าก็ยินดี เพราะอยากให้เพลงแนวนี้เยอะขึ้น เวลามันมี Festival หรืออะไรรวม ๆ กันมันสนุก

เซน : สุดท้ายแล้วเราก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เราฟังอยู่ดี แล้วพอมันถูกถ่ายไปที่คนอื่น เล่าในอีกภาษาหนึ่งของเขา ก็จะแตกต่างอยู่แล้ว

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

พูดได้ไหมว่าความสำเร็จของเพลงเสแสร้งทำให้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วขั้นหนึ่ง  

ฮาย : ผมว่าได้ มันตอบคำถามในใจผมหลายอย่าง ผมทำเพลงให้คนอื่นมาได้ร้อยล้านวิวแต่มันเป็นการแค่โปรดิวซ์ ยังไม่ใช่ผลงานของเราสักที ผมคุยกับตัวเองว่า ถ้ามีความสามารถมากขนาดนั้น วันหนึ่งเราก็ทำของตัวเองได้สิวะ พอมาสำเร็จกับ Paper Planes มันตอบโจทย์ชีวิตผมในสายงานนี้ไปแล้วว่า ต่อให้ไม่ใช่สินค้ายอดนิยมแต่เราทำให้มันฮิตได้ กูมีเพลงร้อยล้านวิว ไม่มีใครสามารถดูแคลนเราได้แล้วว่าทำแต่เพลงคนอื่นดัง 

อย่างเพลง ทรงอย่างแบด ผมก็คุยกับเซนว่าไม่สามารถทำเพลงแสแสร้งเพลงที่สองได้แล้ว แต่วิธีคิดของเสแสร้งคือการทำโดยธรรมชาติและเราว่ามันเท่ที่สุด สนุกที่สุด ก็เลยได้เพลงนี้ออกมา พอมันมีกระแสในเด็ก ๆ ยิ่งทำให้สิ่งที่เราคิดมันถูก เพราะเด็ก ๆ เขารับความธรรมชาติ เขาจะไม่รับการปรุงแต่ง 

ตอนแต่ง ทรงอย่างแบด เสร็จ มีความรู้สึกว่า ต้องดังแน่ ๆ บ้างไหม

ฮาย : เราว่ามันจะมีกระแส แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงขนาดไหน ผมไปทำกันต่างจังหวัดแล้วทุกคนระหว่างทำคือ Hype กันมาก ๆ กระโดดโลดเต้น ตอนนั้นประชุมออนไลน์เสร็จก็คือขอพี่ ๆ ว่าขอปล่อยเพลงนี้ก่อน หาผู้กำกับเอ็มวี ณ ตอนนั้นกันเลย ประชุมอีกรอบหนึ่ง แล้วเพลงนี้ก็ถูกมาปล่อยก่อนเพราะเราอยากปล่อยมาก

เซน : พอทำเสร็จแล้วมันสนุกจนอยากปล่อยแล้ว เราไม่อยากให้ความสดตรงนี้มันหายไป 

รู้ตัวตอนไหนว่ามันกลายเป็นเพลงชาติของเด็ก ๆ ไปแล้ว

ฮาย : ตอนที่เขาเขียนข่าวเนี่ยแหละ เพลงชาติเด็กอนุบาล เราก็ตามอ่านตาม ตลกดี ตอนแรกมันยังอยู่ในโซเชียลเราก็ อ้อ เด็ก ๆ คงจะชอบแหละ แต่พอเวลาเราไปสนามบิน อยู่ในไฟลต์เดียวกัน ลงเครื่องก็มาขอถ่ายรูป สักพักหนึ่งเริ่มในห้าง สักพักเด็ก ๆ มากอดตามงาน เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง มันเริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงเราแล้ว ไม่ใช่กระแสที่เกิดขึ้นชั่วคราว เรามองว่ามันกว้างกว่านั้นมาก ๆ

เซน : จนกลายเป็นความทรงจำของเด็ก ๆ ไปแล้ว อยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้วตอนนี้

รู้สึกยังไงที่เมื่อก่อนมี Bring Me The Horizon เป็นไอดอล ตอนนี้กลายเป็น Bring Me The Horizon ของเด็ก ๆ 

ฮาย : ดี เหมือนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่เวอร์ชันเทา ๆ รู้สึกเท่

เซน : ยังยึดถือความเท่เหมือนเดิม 

ฮาย : เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่เราชอบพี่คนนี้มาก ๆ แล้วก็คิดว่าพี่เขาเท่มาก ๆ ซึ่งเด็ก ๆ ก็น่าจะคิดว่ากูเท่มาก 

เซน : แล้วเราก็รู้ความรู้สึกของคนที่เราชอบตอนเด็ก ๆ แล้ว พี่เขาคงรู้สึกเหมือนเราอะ (หัวเราะ)

ฮาย : ลองนึกภาพพูดกับแม่ว่าแบบ โอ้ย โคตรเท่เลยวงเนี้ย 

จำวันแรกที่น้อง ๆ เข้ามาเกาะเวทีแล้วตะโกนร้องเพลงกับคุณได้ไหม 

ฮาย : จำได้ วันนั้นอากาศดี 

เซน : เกิดโดยไม่คาดคิดด้วยครับ เพราะว่าจริง ๆ ต้องเล่นอีกที่หนึ่ง แต่กลายเป็นว่าย้ายออกมาเล่นในโซนข้างนอก เด็ก ๆ มายืนรอตั้งแต่เพลงแรก 

ฮาย : แล้วพอเด็กมายืนรอ เราก็เลยเป็นอัตโนมัติคือ ทรงอย่างแบด (ทำท่ายืนไมค์) แล้วพอคนถ่ายคลิปไปมันก็เริ่มไวรัล แล้วงานที่สองต่อจากนั้นผมก็คุยกับเด็ก ๆ ว่า อย่าลืมแปรงฟันนะ (หัวเราะ) ซึ่งเราไม่ได้คิดอะไร ล่าสุดไอ้เซนคือเป่า ยิง ฉุบ กับเด็กบนเวทีแล้ว ตลกดี 

เด็ก 7 – 8 ขวบฟังเพลงร็อกแล้วนะ มองว่าทิศทางของวงการร็อกไทยจะเป็นยังไงในอนาคต 

เซน : ตอนนี้เขารู้แค่ว่าเขาสนุก แต่เขายังไม่รู้หรอกว่าเขาชอบเพลงร็อกหรือไม่ชอบเพลงร็อก ก็อยากให้ยังสนุกเรื่อย ๆ แล้วพอเขาเริ่มรู้ตัวเองว่าชอบก็คงจะเป็นทิศทางที่ดี 

ฮาย : เขารู้จักคำว่าความชอบเมื่อไหร่ก็น่าจะดี เราคงทำตามแบบของเราไปเหมือนเดิม ถ้าเกิดน้อง ๆ ชอบก็เป็นกำไรชีวิตของพวกเรา

ในฐานะที่ตอนนี้กลายเป็นไอดอลของเด็ก ๆ ถ้าให้แนะนำสักเรื่อง อยากให้เด็ก ๆ หยิบเอานิสัยอะไรของคุณไป 

ฮาย : อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะช่วงเด็ก ๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะมาก แล้วมันเป็นช่วงที่ยาวนานเหมือนกันนะจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงประมาณสักเกือบ ๆ 20 ปี

เซน : ตอนอยู่ยุคนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ พอมองผ่านไปแล้วมันไวมาก 

ฮาย : วิธีคิดมันไม่ควรถูกฝังอะไรไว้มากมาย เพราะว่าแต่ละคนก็มีชีวิตของตัวเอง แล้วก็ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ดีในบางเรื่องและแย่ในบางเรื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเขาแย่ในเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งตัดสินเขาทั้งหมด เพราะว่าวันหนึ่งเราจะต้องอยู่ร่วมกับคนที่อาจจะดี 30% แต่แย่ 70% แต่เราอยู่กับเขาได้ แต่เป็นเรื่องที่น้อง ๆ จะรู้เองอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะแนะนำได้แค่เรื่องใช้ชีวิตให้มีความสุขแค่นั้นเลย 

เซน : ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากคงต้องหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าย้อนมองตัวเองตอนเด็ก สิ่งที่ทำให้เราผ่านในจุดที่แย่มาได้ ก็คือเรารู้ว่าจะไปทางไหน ผ่านช่วงแย่ ๆ แล้วจะทำให้เป็นเราในทุกวันนี้

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

สมมติเด็ก ๆ เดินไปบอกพ่อแม่ว่า หนูอยากเจาะหู สักคอแบบฮาย อยากกรีดตาแบบเซน ทำยังไง 

ฮาย : คงคล้าย ๆ เราในตอนเด็ก การสักเป็นเรื่องของวิธีคิดด้วย แล้วก็ Norm ของสังคมที่ไม่ไปถึงไหนเลย ถ้าเราฉลาดคิดหน่อยคงต้องเรียงลำดับความสำคัญ สักได้แต่ช่วงไหน เราจะรับผิดชอบตรงนั้นได้ไหม หรือจะเอาเท่อย่างเดียวก็ได้ มันเป็นชีวิตของเขา เราไม่มีสิทธิ์ห้ามใครอยู่แล้ว แม้จะแอบไปเจาะหรืออะไรก็ตาม 

สนับสนุนให้ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง 

ฮาย : ผมสนับสนุนให้ทุกคนไม่ตัดสินใครจากภายนอก เพราะอยากให้การมองคนสักเป็นคนไม่ดีหมดไปได้แล้ว มันไม่เกี่ยวเลยว่าสักแล้วจะเป็นคนไม่ดีหรือดีมาก

เซน : แล้วยิ่งตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ เขาก็ดูเปิดใจนะที่ให้เราเป็นไอดอลของลูก ๆ เราอาจจะเป็นประกายเล็ก ๆ ให้เขารู้สึกว่า การมองว่าคนทรงแบบนี้ดูไม่ดีมันเปลี่ยนไปแล้ว 

ดื้อนะ 

เซน : ต้องมีนะ ต้องมีนิดหนึ่ง

ฮาย : เราว่าการดื้อคือการยึดมั่นในตัวเอง การมั่นใจในสิ่งที่เขาคิด ทำให้เราพุ่งได้ตรงและพุ่งได้แรง 

เซน : แล้วการที่ Paper Planes เป็นอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะว่าเราดื้อครับ พี่ที่ค่ายก็ปวดหัวอยู่ 

เชื่อมากว่า Paper Planes และดนตรีแนวนี้จะต้องเต็มไปด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ อะไรทำให้คุณยืนหยัดในสิ่งที่ทำ

ฮาย : เพราะอีโก้บาง ๆ สำหรับผม แต่ว่าเราควบคุมได้ มันคือการยึดถือและเชื่อในระบบความคิดของตัวเอง เหมือนกับเราเจอเรื่องแบบนี้มาตลอด เรียนรู้กับมันมาตลอด คนที่รู้มากที่สุดก็น่าจะเป็นเรา คนที่จะเห็นข้อผิดพลาด จะเลือกซ้ายเลือกขวาก็ควรจะเป็นเรา เพราะฉะนั้น การยึดถือตัวเองกับเรื่องของศิลปะเป็นสิ่งที่ควรจะมี ไม่งั้นเราก็จะไหลไปเรื่อย ๆ

เคยมีช่วงชีวิตที่ไม่เท่เลยบ้างไหม

ฮาย : ช่วงชีวิตที่ไม่เท่ก็คือช่วงชีวิตที่อยู่ด้วยกันเนี่ยแหละ (หัวเราะ) เราว่าเราไม่ได้เป็นคนที่อยู่ใน Beauty Standard ขนาดนั้น เราเลยต้องหาอัตลักษณ์อะไรที่เป็นตัวเอง คนเท่มันมองไม่เบื่อ 

เซน : เราแค่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ฮาย : ไม่ใช่ไรหรอก คือกูไม่หล่อไงไอเวร 

เซน : คุยกับบางคน บอกว่า อุ้ย หน้าไม่หล่อเลย เออ แต่กูเท่อะ (หัวเราะ)

ฮาย : ประมาณนั้นแหละ ว่าง่าย ๆ ก็คือหาอะไรมาสู้กับพวกหล่อสวย (หัวเราะ)

ฮายและเซนที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นเวอร์ชันเท่ที่สุดแล้วรึยัง

ฮาย : ยังนะ ยังเท่ได้มากกว่านี้

เซน : มองเห็นตัวเองตอนแก่ ๆ ผมว่าตอนนั้นผมเท่กว่า 

เห็นภาพตัวเองในอีก 5 ปียังไง

ฮาย : ผมเคยคิดว่าอยากทำตัวให้เท่กว่าเด็ก ๆ การทำตัวให้เด็กคือการลงไปแข่งในลีกที่เราไม่มีทางชนะ ผมเลยอยากเป็นในแบบของเรานี่แหละ ผ่านมากี่ยุค กี่สมัย สิ่งที่ยังคงอยู่คือการเป็นตัวเอง การมีเอกลักษณ์

เซน : นึกถึง Flea มือเบส Red Hot Chili Peppers ไม่ว่าจะแก่ยังไงก็ยังเท่เหมือนเดิม เขาไม่ได้แต่งตัวเด็ก แต่ความเป็นเด็กในตัวเขายังอยู่ พอเขามีเอกลักษณ์มาก ๆ แล้วมันเท่เสมอเลย 

ถ้าได้เล่นคอนเสิร์ตเช้าในโรงเรียนอนุบาลจริง ๆ จะออกแบบโชว์ยังไง

ฮาย : ก่อนออกแบบโชว์ผมจะออกแบบตารางการนอนก่อน เพราะผมนอนเกือบเช้าทุกวัน 

เซน : บางทีก็นอนตอนเคารพธงชาติ 

ฮาย : ผมเลยคิดว่างั้นเดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วเราค่อยนอนดีกว่า (หัวเราะ) 

ถ้าออกแบบโชว์ ผมจะเล่นเพลง ทรงอย่างแบด 5 เวอร์ชันพอ เพราะว่าเพลงอื่นเด็ก ๆ จะไม่รู้จัก เช่น หนึ่ง เวอร์ชั่นหลัก สอง เวอร์ชั่น Musicbox สาม เวอร์ชันรีมิกซ์สามช่า สี่ เพลงเพื่อชีวิต ผมเชื่อว่าเด็กเขาจะร้องทุกรอบ 

เซน : ใครร้องดังสุดแจกไมโล 

ฮาย : แล้วในนั้นก็จะมีแต่ของเด็ก ๆ ขนม ไมโล โอวัลติน ยาสีฟงยาสีฟัน ตุ๊กตงตุ๊กตา แล้วปกติในร้านเหล้าจะพูดว่า ใครยังไม่เมายกแก้วขึ้น ผมก็จะพูดว่า ใครอยากสูงยกนมขึ้นมาหน่อยโว้ย แล้วก็ชนนมกับเด็ก ๆ 

จะตั้งชื่อคอนเสิร์ตเช้าว่าอะไร 

ฮาย : มีคนเคยบอกอยู่คำหนึ่ง เทคนิคไมโล เทคโนโอวัลติน แม่งคิดได้ยังไงวะ

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
Polaroid : มณีนุช บุญเรือง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load