อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ย้อนวัยกลับไปสมัยปี 2000 ต้น ๆ สิ่งที่การันตีระดับความฮอตของไอดอลวัยรุ่นยุคนั้นคงเป็นกระทู้ตามหาวาร์ปบนเว็บบอร์ด Dek-D.com 

‘ใครรู้จักคนนี้บ้าง’ 

‘พี่คนนี้อยู่โรงเรียนไหน’

‘คนนี้ชื่ออะไร ทำไมน่ารักจัง’

คำถามเหล่านี้มักขึ้นจั่วหัวกระทู้ ข้างในแนบรูปถ่ายคนน่ารักความละเอียดต่ำที่เซฟต่อ ๆ กันมาหลายต่อหลายครั้ง บลูทูธส่งต่อกันหลายต่อหลายเครื่อง เหตุเนื่องมาจากความปังของเน็ตไอดอลคนนั้น

กระทู้หนึ่งในปี 2012 ก็เช่นกัน วันนั้นมีคนโพสต์ตามหาเด็กหนุ่มมือกีตาร์ของวงดนตรีโรงเรียนมัธยม ยิ้มสดใสเผยให้เห็นเหล็กดัดฟัน คอมเมนต์ของชาวเน็ตบอกว่าเขาคือ ‘พี่ลี’ ม.6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ที่ฮอตที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้ ตอนนั้นหลาย ๆ คนคงรู้จักลีในแบบนั้น

หลายปีต่อมาเขาปรากฏตัวอีกครั้งอย่างเป็นทางการบนเวที Finding U-Princes Project ที่กำลังเฟ้นหานักแสดงหนุ่มหน้าใหม่มารับบทพระเอกในซีรีส์ชุด U-Prince Series เขาชนะการประกวดครั้งนั้น และเป็นที่รู้จักจากบทบาท ‘เซอร์เวย์’ ตอนนี้เราสามารถเรียกชื่อ ลี-ฐานัฐพ์ โล่ห์คุณสมบัติ ว่าเป็นนักแสดงได้เต็มปากแล้ว

ลีแคสต์งานครั้งแรกตอนอายุ 14 ปี แต่เพิ่งได้เป็นนักแสดงจริง ๆ ตอนอายุ 23 ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกเวลานั่งหน้ากล้อง ไมค์จ่อสัมภาษณ์เป็นครั้งแรก ว่ามันกดดันขนาดไหน

ต่างจากวันนั้น

ลีในวันนี้เอ่ยทักทายเราสบาย ๆ ก่อนเผยว่าความจริงแล้วเขามักจะเขินกล้อง ถ้าเจอกันตอนเข้าวงการใหม่ ๆ เราคงได้คุยกับลีเวอร์ชันสุภาพที่พูดเร็วจนลิ้นพันกันเพราะประหม่าเกินเหตุ

โล่งใจที่ลีคนตรงหน้าเราดูผ่อนคลาย เป็นกันเอง เป็นตัวเอง และเปิดประตูเชื้อเชิญให้เราไปเยือนโลกของเขา 

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

ถ้า ‘ลี’ ตรงหน้าเราวันนี้เป็น ‘ลี’ เมื่อหลายปีก่อน

ช่วงแรกที่เข้าวงการแทบจะพูดว่าขอรับ แทบจะเรียกตัวเองว่ากระผม เพราะตื่นเต้นมาก ไม่รู้ว่าคนที่มาสัมภาษณ์เขาจะรักหรือเห็นด้วยกับสิ่งที่เราพูดไหม ตอนนั้นเป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย เลยกลัวว่าถ้าพูดบางอย่างออกไปแล้วคนเข้าใจความหมายผิด มันก็ไม่ดีกับใครเลย เรามีกำแพงกับการให้สัมภาษณ์ค่อนข้างเยอะ แต่หลัง ๆ เริ่มรู้ว่าเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ถ้าคนจะรักเราก็ต้องรักที่เราปากหมา เพราะเราคือเรา

คุณกลัวกล้อง แล้วมาเป็นนักแสดงได้ยังไง

ผมเริ่มแคสต์งานมาตั้งแต่อายุ 14 จนที่บ้านด่าว่าจะให้ไปเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เพราะเปลืองค่าน้ำมัน แต่ก็เพิ่งมาได้งานแรกตอนอายุ 23 ถึงผมจะแคสต์งานตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่เคยอยากเป็นนักแสดงเลย ตอนนั้นผมแค่สนใจแค่จำนวนเงินที่จะได้ โฆษณาบางตัวได้ 5 หมื่น ผมเลยอยากไปเล่น เราหวังแค่นี้

ตอนนั้นเหมือนผมโดนหลอกให้ไปประกวด ตอนแรกนึกว่าแค่ไปแคสต์งานเฉย ๆ แต่พอมาถึงที่กลับเป็นงานประกวดใหญ่เชียว พอชนะเลิศ เลยไม่อยากทิ้งโอกาส ได้โอกาสแล้วเราต้องคว้าหมด แม้เราเองก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วผลจะออกหัวหรือก้อย จะไปได้ไกลขนาดไหน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะไปได้ไกลขนาดไหน (หัวเราะ) 

คิดว่าอะไรทำให้คุณชนะการประกวดในวันนั้น

ตอนนั้นผมเป็นนักดนตรีกลางคืนไปด้วย เลยได้เรียนรู้วิชาปากหมามาบ้าง เลยคิดว่าเราก็เป็นตัวของเราเองให้มากสุด ๆ ไปเลยแล้วกัน เขาคงไม่ได้ชอบหรอก ตอนนั้นผมก็กวนตีนยับเลย กลายเป็นว่ามันทำให้เขาชอบ ผมคิดเอาเองนะว่าเราคงชนะการประกวดเพราะสิ่งนี้

ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าความเป็นตัวของตัวเองจะเปล่งประกายออกมาแล้วทำให้ตัวเรามีเสน่ห์ ไม่ต้องหล่อมากหรือสวยมากก็ได้ แค่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร มีความยูนีก อย่างน้าค่อม ที่เขาเป็นตำนานก็เพราะคำด่าของเขา ตัวตนของเขา

แต่การเป็นตัวเองเต็มที่ต้องมีลิมิตนะ ตัวผมเองเป็นคนพูดหยาบ แต่เราจะพูดแบบนี้กับทุกคนไม่ได้ ต้องรู้ระดับการสื่อสารด้วย นี่เป็นเรื่องที่ผมค่อย ๆ ได้เรียนรู้หลังจากที่ได้เจอคน ได้เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง

ความรู้สึกตอนชนะการประกวดเป็นยังไง

ดีใจและช็อก เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้ บอกที่บ้านไว้ด้วยว่าไม่ต้องมาเชียร์ ไม่ต้องส่งกำลังใจมา ไม่ต้องทำอะไรเลยสักอย่าง จริง ๆ อยากหยิบโทรศัพท์โทรหาพ่อแม่ตั้งแต่อยู่บนเวทีแล้ว แต่พอได้ปุ๊บเราโทรไปบอกเขาคนแรก เขาก็ดีใจมากที่ผมได้โอกาสตรงนี้

ทำไมไม่ให้ที่บ้านไปเชียร์ 

มันเขินน่ะ เราไม่ค่อยกล้ากอดพ่อแม่ ไม่ค่อยกล้าบอกรักพ่อแม่ ไม่กล้าแสดงความสามารถให้พ่อ แม่ เห็นทุกวันนี้เวลาทำงานก็จะบอกพ่อแม่ว่าไม่ต้องดู พ่อไม่ดูอยู่แล้ว แต่แม่ดู เรื่องแรก ๆ ที่ผมเล่นมีซีนขโมยเงินแม่ ผมเองก็นั่งดูอยู่กับแม่ แต่พยายามนั่งเล่นโทรศัพท์ไปเพราะไม่กล้าดูงานตัวเอง พอในเรื่องขโมยเงินแม่เสร็จปุ๊บ หันไปอีกทีเห็นแม่น้ำตาคลอเบ้า คือความรู้สึกของแม่เขาไม่ได้คิดว่าตัวละครนั้นขโมยเงิน แต่รู้สึกว่าเราไปขโมยเงิน 

การเป็นพระเอกซีรีส์ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง 

ตอนแรกไม่ได้ชอบวิถีชีวิตการเป็นนักแสดงสักเท่าไหร่ บางวันโดนผู้กำกับดุ บางวันเหนื่อยมาก ไม่ได้พักเลย บางวันในกองถ่ายเขาก็คอยเชียร์อัพเรา คอยคอมเมนต์ บางวันก็มีเหวี่ยงกันบ้าง มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับการปรับตัว 

หลาย ๆ อย่างผลักดันให้ผมต้องเล่นเรื่องที่สอง รู้สึกอยากเอาคอมเมนต์ที่คนพูดกันมาต่อยอด เวลานั่งดูงานตัวเองแล้วเห็นว่าซีนนี้เล่นโคตรแข็งเลย เล่นแย่มาก คำพูดคำจาไม่สื่อความหมายก็อยากเอามาปรับใช้ในเรื่องต่อไป เราชอบการพัฒนา พอเห็นผลงานตัวเองแล้ว เราว่ามันพัฒนาให้ดีขึ้นได้ อีกอย่างคือผมชอบเสพงานศิลปะและให้คุณค่ากับงานศิลปะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ถ่ายรูป หรือการแสดง

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์
ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

พอเป็นนักแสดงเต็มตัวแล้วชีวิตเปลี่ยนไหม

ชีวิตก็เปลี่ยน แต่ไม่ได้เปลี่ยนขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้วลีก็คือลี เรามีสถานะหน้าที่การงานเป็นนักแสดง แต่เราก็ยังมีสถานะเป็นลูก เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องของทุกคนเหมือนเดิม แค่วางตัวยากขึ้นเพราะเราไปยืนอยู่ในพื้นที่เปิด จะไปไหน ทำอะไรมักจะมีคนมาทักทาย มีคนเข้ามาถ่ายรูป แต่ถึงจะเปลี่ยนไปแต่เรารู้สึกดีทุกครั้ง เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนเขาได้เห็นสิ่งที่เราทำไป

สิ่งที่คุณยังไม่ได้ทำในฐานะนักแสดงคืออะไร

งานพิธีกร เป็นสิ่งที่ผมอยากลองทำจริง ๆ คงจะตื่นเต้นทุกครั้ง อาจจะเฟลบ้างที่ครั้งแรกออกมาไม่ดี จนถึงครั้งที่ 5 ก็ไม่เป็นไร ต้องพยายาม

ส่วนงานในกองถ่าย ตอนนี้เวลาไปกองถ่ายผมพยายามสังเกตวิธีการกำกับ มองภาพที่ผู้กำกับมอง สังเกตวิธีการทำงานของเขา พยายามไปดูหน้ามอนิเตอร์แล้วก็มานั่งคิดว่า เรากับเขาเห็นสิ่งเดียวกันไหมหรือเราเห็นอะไรที่แตกต่างจากเขาบ้าง

เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณคือ

คนมักจะคิดว่าผมหน้าหม้อ ผมไม่ได้หน้าหม้อ แค่ปากหมา ผมแค่เป็นคนชอบแกล้ง ไม่ได้แกล้งแบบบุลลี่หรือรุนแรง แต่แกล้งเล็ก ๆ น้อย ๆ มันทำให้คนได้ยิ้มได้

เรื่องไหนที่คุณอยากเล่าแต่ยังไม่เคยมีคนถาม

ผมว่าคนไม่ค่อยรู้ว่าลึก ๆ แล้วผมเป็นคนยังไง คนอาจคิดว่าการเป็นนักแสดงต้องถือตัว ส่วนผมไม่เคยถือตัวเลย ผมเป็นชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้เข้าถึงยากขนาดนั้น ถ้าเข้าถึงยาก คงเป็นเพราะผมไม่ให้เข้าเองมากกว่า แต่ถ้าเปิดใจที่จะคุยแล้วก็คุยกับผมได้ปกติ เหมือนที่เรากำลังคุยกันตอนนี้ ผมก็เปิดให้เข้ามา ไม่ได้รู้สึกว่าต้องปิด

รู้มาว่าคุณหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวมาก ทำชีวิตให้สมดุลได้อย่างไร

ถ้าทุกคนได้ค้นเข้าไปในลิ้นชักของตัวเองแล้วจะพบว่ามีหลายโหมด ทั้งโหมดทำงาน โหมดอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัว โหมดความเป็นเด็ก โหมดงอแง โหมดด่าคนก็มี แค่เราไม่ได้เอาออกมาใช้ ผมว่ามันต้องแยกออกจากกันแล้วบาลานซ์ให้ได้ พอไปทำงานก็จะอยู่ในโหมดแฮปปี้ ซึ่งไม่ใช่การแกล้งทำ แต่คือโหมดหนึ่งที่เราเลือกเอาออกมาใช้

พื้นที่ส่วนตัวเราหายไปอยู่แล้ว เวลาอยู่ในที่สาธารณะ เราต้องลืมเรื่องความเป็นส่วนตัวไปเลย จะคิดว่าเป็นการล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวก็ไม่ได้ เพราะเราเป็นคนเปิดให้ทุกคนเข้ามาตั้งแต่แรก คนที่เข้ามาเขาก็ไม่ได้เข้ามาดูผมเข้าห้องน้ำหรอก ผมว่าทุกครั้งที่มีคนเข้ามาคุยหรือขอถ่ายรูป เราทำให้เขาได้ความสุขเล็ก ๆ กลับไป ซึ่งความสุขเล็ก ๆ ตรงนั้นไปต่อยอดให้คนอื่นเขามีความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้ และผมก็รู้สึกแฮปปี้ที่เขามีความสุขกับสิ่งนั้น

สิ่งเหล่านั้นเติมเต็มพื้นที่ส่วนตัวของเราด้วยนะ เรารู้สึกมีแรงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ เราเอาความสุขที่เราได้จากตรงนั้น มาฟูมฟักในพื้นที่ส่วนตัวที่เราหวงแหน แล้วสร้างความสุขออกไปข้างนอกได้ 

ความรู้สึกของการมีแฟนคลับครั้งแรกเป็นยังไง

เกร็งมาก วันนั้นไปเดินห้างห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ผมเห็นคนถือกล้องเดินตามมาถ่ายรูปแล้วยิ้มแย้ม ด้วยความกลัวกล้อง กลัวคนมอง ไม่ชอบอยู่ในจุดที่มีแสงส่องลงมา ผมเลยเดินก้มหน้าก้มตา แต่รู้สึกได้นะว่ามีกำลังใจบางอย่างส่งมา 

ผมไม่มีวันลืมเลยว่าครั้งหนึ่งผมเคยถามตัวเองว่า กูคุยกับเขาได้ไหมวะ กูถามว่าเขากินข้าวหรือยังได้เปล่าวะ ถามว่าเขาเหนื่อย เขาเมื่อยได้หรือเปล่า ตอนแรก ๆ วางตัวไม่เป็น แต่สุดท้ายแล้วเราคุยกับเขาได้ปกติ

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

คำถามแปลก ๆ ที่คุณเคยเจอจากแฟนคลับคือ

แปลกและเซอร์ไพรส์ที่สุดในตอนนี้คือ ‘หวยงวดนี้ออกอะไร’ ไม่รู้ว่าเขาเห็นผมเป็นศาลตา-ยายหรือเป็นต้นไทรเก่าแก่หรือเปล่า แต่ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดเล่น ๆ แล้วดันถูกจริง หรือบางทีเราไปทำอะไรที่เป็นการใบ้ให้เขาไปตีตัวเลข อย่างโพสต์รูปรถตัวเองแล้วติดป้ายทะเบียน เขาก็ไปซื้อตามแล้วถูก บางคนฝันถึงแล้วเขาไปเสิร์ชดูประวัติ ส่วนสูงของเราก็เอาเลขไปแทงหวยแล้วถูกเฉยเลย 

แล้วเรื่องดี ๆ ของการมีแฟนคลับล่ะ

มีงานวันเกิดของผมปีหนึ่ง ตอนนั้นแฟนคลับเขามารวมตัวกัน แล้วนั่งอย่างเป็นระเบียบเหมือนนั่งในห้องเรียน วันนั้นเขาทำพรีเซนเทชันเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้ผม ผมไม่ค่อยร้องไห้เลยนะ แต่วันนั้นผมร้องเลย แต่ก่อนผมเป็นคนตายด้านนิดหนึ่ง แล้วผมก็ค่อย ๆ เป็นตัวเองกับแฟนคลับขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มปากหมา เริ่มจิกกัดกันได้ จนเขาเองก็ชอบสิ่งเหล่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเขาชอบขนาดไหน เขารักเราขนาดไหนจนกระทั่งถึงวันเกิดวันนั้น ผมแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิด มันคือความรู้สึกดีใจ ดีใจจนร้องไห้ รับรู้ว่าคนเหล่านี้เขารักเรามากจริง ๆ แล้วเราจะทำร้ายจิตใจหรือว่าทอดทิ้งเขาไม่ได้

แต่ก่อนไม่ได้เซนซิทีฟเท่าตอนนี้เหรอ

แต่ก่อนเวลาคนมาบอกแฮปปี้เบิร์ธเดย์หรือแฮปปี้นิวเยียร์ก็จะตอบว่าขอบคุณครับแค่นั้น เพราะไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้เติมเต็มเรา ผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนี้เวลาแฟนคลับเข้ามาอวยพร เป็นพัน ๆ คอมเมนต์เราก็นั่งอ่าน เพราะมันเติมเต็ม แล้วทำให้เรารู้สึกมีแพสชันในการทำงานมากขึ้น

บางทีการทำงานไปเรื่อย ๆ มันจะมีช่วงที่เราหมดแพสชันเหมือนกันนะ เพราะชีวิตวนลูป วันนี้ตื่นตี 4 ถ่ายเสร็จ 4 ทุ่ม กลับบ้านต้องอ่านบทแล้วนอน พรุ่งนี้ตื่นตี 4 อีกรอบ มันเลยเข้าสู่โหมดวนลูป ผมว่างานศิลปะมันต้องทำด้วยแพสชัน เราต้องอยากปั้นงานนั้นให้ออกมาดีจริง ๆ ถ้าทำออกมาแล้วไม่ดีจะรู้สึกเฟลมาก กำลังใจจากคนอื่นเลยมาช่วยเติมแพสชันให้รู้สึกอยากทำงานอีก ต้องพยายามออกจากลูป ไม่อย่างนั้นชีวิตจะกลายเป็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่ไม่มีความสุขกับการทำงาน

คุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ด้วยหรือเปล่า

(พยักหน้า) ถ้าทำไม่ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ผมไม่ค่อยอยากทำ ผมตั้งใจทำงานทุกชิ้นนะ แต่ทุก ๆ งานจะมีจุดที่ผมนึกผิดหวังอยู่ เช่น เฟลที่บางซีนเราทำได้น้อยเกินไป ตอนที่เล่นมันไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ อยากจะขอโอกาสอีกสักครั้ง แต่ก็กลัวจะไปกินเวลาของทีมงานคนอื่น ไม่อยากให้เขามานั่งตาแดงรอเรา 

ผมวนลูปแบบนั้นอยู่นาน ช่วงไหนมีซีนที่ไม่โอเค แล้วคนดูแท็กมาในทวิตเตอร์ ผมจะไม่รีทวีต ผมอายกับสิ่งนี้เกินกว่าจะก้าวผ่านมันไปได้ ทำให้ต้องมีซีนดี ๆ โผล่ขึ้นมาจากเรื่องนั้นอีกครั้ง ถึงจะรีทวีตรัว ๆ ได้

นอกจากกำลังใจจากแฟนคลับ สิ่งที่ทำให้ออกจากลูปมีอะไรอีกบ้าง

ผมเพิ่งค้นพบว่าต้องใช้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ในวันที่ตัวเองมีเวลาและพื้นที่ เพราะเราไม่ได้มีเวลาและพื้นที่ทุกวันอยู่แล้ว มันคือการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ถ้ามีช่วงไหนที่รู้สึกเหนื่อยมาก ๆ แล้วดันฟลุ๊กได้หยุดงานสัก 1 อาทิตย์ ให้เราไปเติมแพสชันของตัวเอง เติมความสุขให้ตัวเอง ผมก็จะนั่งเล่นกีตาร์ นั่งทำกีตาร์เอง บางทียังไปโหลดเกมเด็ก ๆ มาเล่นก็มี พอมีความสุขก็เหมือนได้กดปุ่มรีเซ็ต

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์
ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

ถ้าสุดสัปดาห์นี้ได้หยุดจริง ๆ คุณวางแผนว่าจะทำอะไร

ผมจะสั่งอะไหล่กีตาร์รอตั้งแต่วันนี้ ช่วงแวะเข้าห้องน้ำก็หยิบโทรศัพท์มาสั่ง อาทิตย์หน้าก็มาถึงไทยพอดี วางแผนล่วงหน้า เอาของมาเซ็ตไว้ตรงหน้า แล้วก็ทำในวันหยุดแบบไม่หลับ ไม่นอน ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย 

ค้นพบงานอดิเรกนี้ตอนไหน

ทำมา 3 – 4 ปีแล้ว ผมเคยมีทั้งกีตาร์ที่ราคาแพงมากและกีตาร์ที่ราคาถูกมาก เลยอยากรู้ว่าถ้าทำเองเสียงจะแตกต่างจากพวกนั้นไหม บางตัวเราอยากได้สีชมพูนมเย็น เลยหาซื้อสีกระป๋องมาพ่น กลายเป็นสีชมพูบานเย็นไปเลย ก็เริ่มจากลองผสมสีเอง ทาสีเอง ทำเองหมดทุกอย่าง ผมชอบงานศิลปะ งานคราฟต์ งานไม้อยู่แล้ว เลยทดลองทำอะไรที่เป็นของตัวเอง 

ตัวแรกที่ทำตั้งชื่อว่า ‘หนูมาลี’ ซึ่งเป็นชื่อแฟนด้อมของแฟนคลับผมเอง เพิ่งเอาไปเปิดให้แฟนคลับประมูล แล้วเอาเงินตรงนั้นไปช่วยเหลือโควิดเมื่อปีที่แล้ว

ความสนุกของการทำกีตาร์คืออะไร

มีความสุขที่ได้ทำ และตอนเหนื่อย ๆ กลับบ้านมามองกีตาร์ที่ตัวเองทำ ก็จะรู้สึกว่า อื้อหือ ลายไม้มันสวยจริง ๆ เฮ้ย รูนี้กูเจาะเองเลยนะเนี่ย 

ก่อนหน้านี้ไปร่วมรายการ ยาย & The Grandsons แล้วได้เล่นกีตาร์ ผมมีความสุขมากเวลาที่ได้เอากีตาร์ทำเองไปซ้อมกับทุกคนที่ห้องซ้อม แล้วได้นั่งฟังเสียงเสียง ได้หันไปอวดคนอื่นว่าเสียงมันดีจริง ๆ

ผมว่าความสนุกของมันคือการทดลอง เหมือนได้ทำงานวิจัยชนิดหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน สมมติพ่นสีไป 3 รอบ เสียงกีตาร์จะสว่างกว่าการพ่น 5 รอบไหม ถ้าอยากได้เสียงบางๆ เปลือย ๆ ทำออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร กีตาร์แต่ละทรงเสียงก็ไม่เหมือนกัน ถ้าใช้วัสดุเกรดอเมริกาจะต่างจากวัสดุในประเทศไทยที่เราเองมองข้ามไหม ทั้ง ๆ ที่ดีขนาดนี้ ทำไมมันถึงยังไม่เป็นที่ยอมรับ เราทดลองสิ่งนั้นและพยายามหาสิ่งที่ลงตัวกับความชอบของตัวเอง 

ซึ่งทุกวันนี้ผมยังหาความชอบที่ว่านั้นไม่เจอเลย ผมว่ากิเลสมันหยุดไม่ได้ วันนี้ชอบสีชมพู พรุ่งนี้ชอบสีฟ้า ต้องหาไปเรื่อย ๆ แต่ผมฟินและโฟกัสกับมันได้นานนะ

ขอชมว่านอกจากฝีมือเล่นกีตาร์แล้ว เพลงใหม่ที่คุณร้องก็ไม่ธรรมดา

ขอบคุณครับ เพลง Why ที่เพิ่งปล่อยออกไป ผมคิดเมโลดี้กีตาร์เอง เล่นกีตาร์เอง เมโลดี้ร้องเอื้อนสะอื้นใจมาก ท่อนนั้นร้องโคตรยากเลย ถ้าเดิน ๆ อยู่สำลักน้ำคือร้องไม่ได้แล้วนะ พอเราเล่นเอง ร้องเอง มันก็เพราะดี แล้วทำให้เราอยากกระโดดเข้าไปในเสียงกีตาร์ที่ตัวเองเล่น

แต่เรารู้ว่าก่อนหน้านี้คุณไม่ชอบร้องเพลง

ผมร้องเพลงไม่เพราะ เป็นคนพูดจาโมโนโทนหน่อย ๆ และใช้ไดนามิกเสียงไม่เก่ง ผมเล่นดนตรีประกวดตั้งแต่เด็ก บางทีนักร้องไปเข้าห้องน้ำ แต่เพื่อนคนอื่นจะซ้อมแล้ว เขาเลยยื่นไมค์มาให้เราร้อง แต่ไม่ได้เลย มันแย่มาก ฟังแล้วรู้สึกทุรนทุราย ไปตายดีกว่า 

เพื่อนก็ชอบล้อด้วย เลยคิดว่าถ้ามันเอาดีด้านนี้ไม่ได้ก็ไม่เอา ไปเป็นสายกีตาร์ฮีโร่ สายปั่น สายเมทัลไปเลย แค่รู้สึกแฮปปี้กับสิ่งที่ทำก็พอแล้ว

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

แต่ก็ร้องเพลงจนได้

พอเข้าวงการก็ได้ร้องเพลง เราสงสัยตลอดว่าทำไมต้องบังคับให้ร้องเพลงด้วย แล้วเราก็ไม่ยอมร้อง จนกระทั่งจะมีงานอีเวนต์เข้ามา เขาบอกว่าต้องร้องเพลงสักหน่อย ไปยืนเฉย ๆ ใครจะจ้าง เลยเริ่มลดกำแพงของตัวเองลงมาเรื่อย ๆ

ยังกดดันอยู่เลย สมมติถ้าจะให้ให้ผมร้องเพลงต่อหน้า ตอนนี้เลย ผมโกรธนะ ต้องบอกล่วงหน้าก่อน ตอนเช้าคงจะต้องวอร์มเสียงในห้องน้ำตอนอาบน้ำ

ตอนเด็กคุณฝันอยากเป็นอะไร 

ผมเป็นคนจับฉ่ายมาก ตอนเด็กอยากเป็นหมอ พอจบ ม.3 เลยไปสอบเข้าสายวิทย์-คณิต แต่สอบไม่ติด พอเข้าไม่ได้เราก็ทิ้งปัจจุบันไปเลย ไม่สนใจเรียนแล้ว ไปทำอย่างอื่น โดดบ้าง เตะตะกร้อบ้าง ผมทิ้งความฝันที่อยากเป็นหมอแล้วก็นึกอยากเป็นร็อกสตาร์ มองทางนี้อยู่นานจนไปตระเวนประกวดดนตรี 

แต่พอขึ้นปี 1 รู้สึกว่าดนตรีอาจเป็นได้แค่เพียงงานอดิเรก วันนี้อยากเป็นทนายความว่ะ เลยไปสอบแอดมิชชันเข้าคณะรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ไปซื้อใบสมัครสอบดุริยางคศิลป์ด้วย แต่ค่าเทอมแพง ไม่เรียนแล้วกัน สุดท้ายได้เรียนเกี่ยวกับนิเทศ เพราะดันฟลุ๊ก แอดมิชชันติด ที่เลือกไว้หลุดหมดเลย 

ช่วงมหาลัยความฝันก็เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนั้นอยากเป็นสจ๊วต อยากไปบินเที่ยวรอบโลก อยากเจอเพื่อนต่างชาติ อยากเห็นวัฒนธรรม อยากรู้การใช้ชีวิตของเขา อาจจะเพราะเบื่อวงจรชีวิตที่ไทยช่วงนั้นก็ได้

ผมว่าความฝันของทุกคนมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ ตอนเรียนปริญญาตรีผมสนิทกับเพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปกรรมฯ แล้วสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำงานดีไซน์ออกมาได้โคตรเทพเลย พอจบปริญญาตรีผมอยากออกแบบได้บ้าง เลยเรียนต่อโทที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ ด้านออกแบบ เพราะอยากรู้ว่าการออกแบบเป็นอย่างไร ช่วงนั้นหนีจากความฝันของพ่อด้วย เพราะพ่ออยากให้สมัครเป็นทหาร เลยเลือกเรียนโทแล้วเล่นดนตรีกลางคืนไปด้วย 

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

เล่นที่ไหนบ้าง

ผมเล่นตั้งแต่ในร้านหมูกระทะยันถนนข้าวสาร เป็นวงโฟล์กซอง เล่นมาตั้งแต่อายุ 19 จำได้ว่าเพราะยังเข้าร้านเหล้าไม่ได้ เลยต้องเล่นที่ร้านหมูกระทะก่อน จนเข้าวงการมาแล้วก็ยังเล่นนะ แต่เริ่มรู้สึกว่าเราบาลานซ์เวลาไม่ได้ เคยถ่ายซีรีส์วันจันทร์ อังคาร พุธ แล้ววันพฤหัสบดีไปเล่นดนตรี ส่วนวันศุกร์เป็นวันทำการบ้านของปริญญาโท แล้วไปเรียนโทวันเสาร์ อาทิตย์ ช่วงเวลาที่หายไปคือเวลาที่เราใช้ดูแลตัวเอง มันทำให้หลุดโฟกัสกับการเรียนและงานหลัก เลยต้องวางเอาไว้ หยุดเล่นดนตรีไปเลย

จริงจังกับการเล่นดนตรีมาก 

ตอนอยู่ ม.5 ผมมีวงของตัวเองด้วย ตอนนั้นเล่นเพลงดิสโก้ ฟังก์ เคยไปประกวดจนชนะเลิศ ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงค่ายหนึ่งด้วย แต่เรากลับเห็นความไม่ทุ่มเทของทั้งเขาและเราเอง รู้สึกสงสัยว่าทำไมเราได้ไปเล่นเป็นแบ็กอัปให้กับนักร้องคนอื่น ทั้ง ๆ ที่วงผมก็มีนักร้องของตัวเอง ไหนล่ะเพลงของพวกเราวะเพื่อน ตอนนั้นอยู่ปี 1 ผมเรียนที่ มศว องครักษ์ ที่นครนายก ขับรถเข้ากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งมันไกล เราไม่มีรายได้เลยสักบาท เลยไม่อยากไปโดยที่ไม่ได้อะไร ตอนนั้นความคิดเรื่องวงดนตรีเลยหายไป ส่วนเพื่อนที่เล่นด้วยกันก็ยังเล่นด้วยกันอยู่นะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ทุกคนมีงานหลักของตัวเองหมดแล้ว

เคยมีเพลงที่แต่งกับเพื่อนตอนเด็ก ๆ แล้วมา Rearrange ใหม่ช่วงมหาลัยด้วยนะ เหมือนเพื่อนจะเคยอัปลงยูทูบไว้นานมาก ประมาณ 15 ปีที่แล้ว

ช่วงนี้ถ้าจับกีตาร์จะเล่นเพลงอะไร

ผมไม่ได้ฝึกเล่นเป็นเพลงตั้งแต่ตอนที่เล่นดนตรีกลางคืนแล้วนะ ทุกเพลงที่ผมเล่นไม่เคยซ้อม ไม่เคยแกะคอร์ดเลย มันคือการอิมโพรไวซ์สดทุกรอบ ถ้าเป็นเพลงที่เป็นฟิงเกอร์สไตล์ที่คนเล่นตามเมโลดี้เพลง แบบนั้นก็จะแกะผ่าน ๆ ไม่ได้แกะทั้งหมด แค่ฟังแล้วก็ลองเล่นตาม ลองเรียบเรียงเอง แต่ถ้าเป็นเพลงทั่วไปก็ไม่แกะ ถ้าว่างมาเล่นก็อิมโพรไวซ์เลย

เรื่องไหนที่ทำให้คุณมีความสุขหรือหัวเราะได้ในเวลานี้

รอดพ้นจากโควิด (หัวเราะ) ยังยิ้มแย้มได้อยู่บ้าง แต่ที่ดีใจจริง ๆ ของผม ช่วงนี้ผมติดหลานนิดหนึ่ง เราได้เห็นพัฒนาการของหลาน ยืนได้แล้ว เริ่มพูดอ้อแอ้แล้ว เราก็ยิ้มไปด้วย เห่อหลานนิดหน่อย

แล้วเรื่องไหนที่ทำให้คุณเสียน้ำตา

เรื่องของครอบครัว ทุกการเจ็บปวด ทุกการสูญเสีย ทุกคำพูด สามารถทำให้ผมเสียน้ำตาได้ตลอด เรื่องครอบครัวเนี่ยไม่ได้เลย ไม่ว่าจะยังไง ใครก็ห้ามแตะครอบครัวผม ใครจะมาว่าแม่ผมพ่อผมไม่ได้ ผมว่าได้คนเดียว เวลาผมเล่าให้คนอื่นฟังอยากให้เขาแค่ฟัง แต่ห้ามมาด่าพ่อผม (หัวเราะ) รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์แค่คนเดียว ผมเป็นคนหวงครอบครัวมาก 

ส่วนเรื่องงานที่อาจทำให้ผมเสียน้ำตาได้คือเรื่องความไม่เท่าเทียม การเอาเปรียบหรือไม่เกรงใจกัน แล้วการที่เราไม่เห็นคุณค่าของกันและกันมันทำให้ผมเสียใจ แต่ตัวผมเองไม่เคยเจอขนาดนั้น

เพราะแบบนี้ถึงทวีตปักหมุดตบนทวิตเตอร์ไว้ว่า “ให้เกียรติผู้อื่น และให้เกียรติตัวเอง” 

พยายามคอยเตือนสติตัวเองด้วย เพราะบางทีอาจจะมีคนที่ไม่ได้ให้เกียรติเราขนาดนั้น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไม่ให้เกียรติเขากลับ คือเราต้องให้เกียรติทั้งเขา ทั้งตัวเองด้วย

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

คุณพูดถึงครอบครัวบ่อยมาก ครอบครัวสำคัญกับคุณอย่างไร

เขาเป็นที่รองรับทุกอย่างไม่ว่าเราจะล้มมา ถ้าเราไม่ได้ล้มกับครอบครัว เราคงเหมือนล้มหัวฟาดพื้น แต่ถ้าเราล้มแล้วมีครอบครัว มันเหมือนล้มบนโซฟา พออยู่กับครอบครัวแล้ว เวลามันเจ็บมันไม่ได้เจ็บขนาดนั้น มันเป็นความเจ็บที่หายเร็ว เวลามันสุขมันก็จะเป็นความสุขที่ทวีคูณขึ้นไปอีก เหมือนมีคนคอยผลักดันเราอยู่ข้างหลังอีกทอดหนึ่ง

สนิทกับใครที่สุดในบ้าน

สนิทกับแม่และพี่สาว แต่กับพ่อไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่ เพราะเป็นเหมือนไม้เบื่อไม้เมา ชอบเถียงกันแล้วผมก็กลัวบาป ขี้เกียจเถียง แต่บางทีเราก็อยากให้เขารู้ว่าเรารักเขา บางทีพูดไปแล้วพ่อไม่ฟัง แต่แม่ยอมรับได้ว่าลูกโตแล้ว และมีความคิดของตัวเองแล้ว เวลาคุยกับแม่เลยง่ายกว่า เวลาคุยกับพ่อเราเหมือนเป็นเด็กคนเดิมที่ขอเงินพ่อซื้อไอติม 

กับพี่สาวก็คุยได้ทุกเรื่อง คุยกับพี่สาวที่อยู่ออสเตรเลียตลอด พี่สาวคนโตก็ถ่ายรูปหลานส่งมาให้ดูบ่อย ๆ คุยเรื่องหุ้น เรื่องนั้น เรื่องนี้กันตลอด จะช้อปปิ้งยังปรึกษากันเลย (หัวเราะ) 

ตอนเด็ก ๆ คุณเป็นเด็กแบบไหน

ผมไม่ใช่เด็กดื้อเปิดเผย แต่เป็นเด็กดื้อเงียบ ฟังแต่ไม่ทำ ไม่ค่อยเถียงเพราะว่าเถียงแล้วเหนื่อย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเปิดเผย มักจะแอบทำเงียบ ๆ 

ถ้าท่องเวลาไปอนาคตหรือกลับไปอดีตได้ อยากไปตอนไหน ไปทำอะไร

อยากย้อนกลับไปตอนมัธยม อยากทำทุกอย่างให้มันสุดตั้งแต่ตอนนั้น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่สนุกอย่างเดียว ส่วนเรื่องเรียนเอาแค่ให้ผ่าน ถ้าย้อนไปได้จะไปทำให้ดีกว่านั้น 

การเกเรตั้งแต่เด็กอาจทำให้เราเจอโลกไว ดีที่เรามีภูมิคุ้มกันก่อนคนอื่น แต่จริง ๆ แล้วถึงจะเกเรแต่ก็รักเรียนได้เหมือนกัน ผมอยากให้มันบาลานซ์ เพราะตอนนั้นหนักไปทางเกเรมากกว่า

ถ้ากลับไปแก้ไขอดีตวันนั้นได้ ชีวิตตอนนี้จะเป็นอย่างไร

อาจจะกลายเป็นหมอที่ปากหมาก็ได้ เพราะตอนเด็กอยากเป็นหมอ 

เคยจินตนาการไหมว่าตัวเองตอนอายุ 29 จะเป็นแบบไหน

ไม่เคยเลยนะ คิดแค่ว่าถ้าโตมาคงเป็นเด็กผู้ชายติดแม่ เดินกอดแม่ เกาะหลังแม่ จับมือแม่ ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น ส่วนเรื่องชีวิตนักแสดงไม่เคยมองอะไรไว้เลย เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว

ขวบปีที่ 29 ของ ลี ฐานัฐพ์ ผู้เคยฝันอยากเป็นร็อกสตาร์แต่ดันมาแจ้งเกิดเป็นพระเอกซีรีส์

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load