อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ผมนัดพบกับ แม็กซ์ณัฐวุฒิ เจนมานะ ก่อนที่เขาจะเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ ‘โลก (โรค) ซึมเศร้าของนักดนตรี’ ซึ่งจัดโดย Fungjai

โดยไม่ต้องปิดบัง นักร้องหนุ่มที่ไม่สังกัดค่ายใดผู้นี้เคยเผชิญหน้าอาการซึมเศร้าและฟันฝ่าจนผ่านพ้นมาได้ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมคือเขาสามารถแปรเปลี่ยนช่วงเวลายากลำบากเป็นงานสร้างสรรค์ เปลี่ยนความมืดมิดเป็นแสงสว่าง

ช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตได้กลายเป็นเพลงที่เขาชอบที่สุดในอัลบั้ม Let There Be Light ชื่อ ปีศาจ ซึ่งเป็นซิงเกิลล่าสุดและซิงเกิลสุดท้ายของอัลบั้ม

หากจะบอกว่านักร้องผู้นี้ขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ด้วยความเจ็บปวดก็ไม่ผิดนัก

ด้วยกระแสเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ที่โด่งดังจนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ จากทีแรกที่ตั้งใจทำเพลงอินดี้วันหนึ่งกลับกลายเป็นเพลงมหาชน ถึงขั้นมีคนเอาไปรีมิกซ์เป็นเวอร์ชันสามช่า ทำให้การหาเวลาว่านั่งสนทนากันแม้ช่วงสั้นๆ ก็ยังเป็นเรื่องยาก

ผมรู้จักแม็กซ์ครั้งแรกจากการที่เขาเป็นผู้เข้าประกวดรายการ The Voice Thailand ในปีแรก ที่โดดเด่นทั้งบุคลิก หน้าตา และฝีไม้ลายมือ จนสุดท้ายเขาก็ได้เข้าไปอยู่ในทีมของโค้ชแสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข

ผมพบแม็กซ์ครั้งแรกจากการที่เขาเป็นนักเขียนร่วมสำนักพิมพ์เดียวกัน โดยชายหนุ่มเขียนหนังสือมาแล้ว 2 เล่มชื่อ Strange to Meet You และ The Boy Who Never Grows

“ผมว่าผมมีความเป็นนักเขียนมากกว่าเป็นนักร้องอีก” เขาบอกผมอย่างนี้ในช่วงหนึ่งของการสนทนา

ซึ่งคำว่า ‘เขียน’ ที่เขาว่า เขาหมายถึงทั้งเขียนหนังสือและเขียนเพลง

โชคดีของผมที่แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงชีวิตที่เวลาว่างคล้ายเป็นคนแปลกหน้าของแม็กซ์ เจนมานะ แต่เขาก็ยังเจียดเวลามานั่งคุยกัน และบทสนทนาก็เวียนวนอยู่กับสิ่งที่เขาคิดในชีวิตช่วงนี้ และสิ่งที่เขาเขียนในชีวิตช่วงนั้น

แม็กซ์ เจนมานะ

ช่วงนี้มีคำถามไหนที่คุณโดนสื่อถามบ่อยที่สุด

‘รู้สึกยังไงบ้างคะ ที่เพลงเข้าป่าดังมากเลยค่ะ’

ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าวง Radiohead รู้สึกยังไง (หัวเราะ) ทุกวันนี้เวลาผมไปเล่น คนก็จะตะโกนว่า ‘เข้าป่า เข้าป่า เข้าป่า เมื่อไหร่จะเล่น’ แล้วเขาก็ถามคนรอบๆ ว่า ‘เมื่อไหร่เขาจะเล่นเข้าป่าวะ’ ซึ่งผมตั้งใจเอาไว้เพลงสุดท้ายเลย เอาไว้ปิด เพราะผมรู้ว่าถ้ากูเล่นก่อนคนเดินกลับแน่

 

ที่ว่าเข้าใจความรู้สึก Radiohead คือยังไง

แอบหมั่นไส้นิดๆ (หัวเราะ) ว่าคุณจะฟังเพลงเดียวเองเหรอ ไม่ฟังมิติอื่นของเราบ้างเลยเหรอ แต่ถ้ามองกลับกันเราก็ดีใจแหละ อย่างน้อยเขาก็ฟังเราสักเพลงหนึ่ง เพราะว่ามันมีเพลงเดียวที่ดังเวอร์วังมาก มันก็เลยมีทั้งผลดีผลเสีย

 

เพลงดังมีผลเสียด้วยเหรอ

หนึ่งคือ คนทั่วไปเขาคาดหวังให้ทำเพลงคล้ายๆ แบบนี้ออกมาอีก สอง เป็นผลเสียกับเราเอง ผมนอยอยู่ช่วงหนึ่งว่าเราจะทำเพลงแบบนี้ได้อีกหรือเปล่า มันจะเป็น One Hit Wonder ไหม แล้วหลังจากนั้นตอนที่ผมแต่งเพลงใหม่ ผมก็เริ่มนอยแดก เขียนไม่ออกเว้ย ก็เลยไปคุยกับโปรดิวเซอร์ของผม เขาก็บอกว่ามันจะทำให้เป๋ จะทำให้เหนื่อย เพราะฉะนั้นไม่ต้องสนใจ มาตรฐานตัวเองเป็นยังไงทำให้ได้อย่างนั้นตลอดไป ถือว่าเพลงนี้มันเหมือนกับถูกหวย

คงเหมือนกับวง Foster the People ที่ผมเองชอบทั้งสามอัลบั้มเลยนะ แต่คนก็จะฟังแต่เพลง Pumped up Kicks ซึ่งเป็นเพลงที่เขาเกลียดที่สุดแล้ว แล้วเขาก็เอาไว้ปิดท้าย

แม็กซ์ เจนมานะ แม็กซ์ เจนมานะ

แล้วพอต้องร้องบ่อยๆ คุณเริ่มเกลียดเพลงตัวเองบ้างหรือยัง

แล้วแต่อารมณ์ คงเหมือนคบกับแฟน คือเริ่มงงๆ กับเธอแล้ว ทำไมเธอเรื่องเยอะจัง แต่สักพักหนึ่งก็คิดว่า เราก็ดีใจนะที่อยู่ด้วยกันมา แล้วเธอก็พาฉันไปเจอสิ่งต่างๆ พาฉันไปเที่ยวหลายที่เหมือนกัน

 

ตอนที่แต่งเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า เสร็จ รู้เลยมั้ยว่าเพลงนี้จะเปลี่ยนชีวิตของคุณไป

ไม่รู้ ผมแค่คิดว่ามันน่าจะเป็นเพลงที่คนพูดถึง ผมเองก็เพิ่งมาวิเคราะห์ใหม่ แล้วเห็นว่าเพลงนี้มีส่วนประกอบที่แปลกๆ คือถ้าสังเกตจะเห็นว่ามันเป็นเพลงที่ขึ้นต้นด้วยการเกริ่นมาก่อนเลย “วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า” แล้วก็เหมือนหลอกให้ฟังต่อ

วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า ฉันเจอนก เฮ้ย เจอนกแล้วยังไง นกพูดอะไร จบท่อน Verse ยังไม่รู้เรื่องเลย ต้องไปฟังท่อนฮุกต่ออีก ฟังท่อนฮุกจนครึ่งฮุกก็ยังไม่รู้เรื่อง ต้องฟังจนจบ มันเหมือนหลอกให้คนฟังติดตาม เราคิดว่าถ้าเราเป็นคนฟังก็คงต้องฟังจนจบฮุกถึงจะรู้ว่ามึงพูดเรื่องอะไร (หัวเราะ)

ตอนแรกผมไปเปิดเพลงนี้ให้คนอื่นฟัง หลายคนเขาบอกว่า ‘เพลงเหี้ยอะไรวะ’ แล้วเขาก็ขำกัน ผมโดนล้อเลียน เคยเอาไปเปิดที่อื่นก็มีคนบอกว่าเพลงนี้ไม่น่าจะเหมาะกับที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้เปิดกันยับเลย เพลงนี้มันเลยเหมือนเป็นการปลดล็อกผม เหมือนครั้งหนึ่งที่ Johnny Cash ทำเพลงไปเล่นให้เจ้าของค่ายฟัง วันนั้น Johnny Cash เล่นเพลงหนึ่งออกมา แล้วมันไม่เหมือนกับเพลงอื่นๆ คือในขณะที่ทุกคนบนโลกทำเพลงเหมือนกันหมด เขาคิดว่าถ้าชีวิตมีโอกาสพูดเรื่องเรื่องเดียวก่อนที่คุณจะตาย คุณจะพูดเรื่องอะไร ซึ่งสำหรับผม เพลงของผมมันก็มีฟังก์ชันเดียวกันนี่แหละ มันเป็นเพลงที่จริงใจมาก เป็นเพลงไม่สนอะไรแล้ว คือผมอยากจะพูดเรื่องนี้

แม็กซ์ เจนมานะ

แล้วตอนที่ได้ฟังเพลงนี้เวอร์ชันสามช่า รู้สึกยังไง

ผมชอบมาก (หัวเราะ) มันเหมือนปลดล็อกอีกอย่าง คือผมเคยพูดตอนเด็กๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งเพลงกูกลายเป็นสามช่าแสดงว่ามันถึงแล้ว ซึ่งวันนี้มันก็ถึงจริงๆ มันแตะคนไทยแล้ว คือผมตั้งใจทำอัลบั้มนี้เพื่อคนฟังคนไทย ผมตั้งใจรื้อวิธีการเขียนเพลงเพื่อให้คนไทยฟัง ผมเคยคิดว่าการที่จะเป็น Intellectual ต้องทำเพลงสากล พยายามคิดว่าทำเพลงภาษาอังกฤษดีกว่า ผมก็เลยทำ Henri Dunant ก่อน เอาอีโก้ผมก็ไปทิ้งไว้ตรงนั้น พอมาทำอัลบั้มนี้ผมก็พยายามบาลานซ์ ผมไปศึกษาว่าเพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง เพลงเพื่่อชีวิต แต่งยังไง ไปทำการบ้าน หาวิธีเขียน ซึ่งที่ผ่านมาบางครั้งเราดูถูกเพลงเหล่านี้ไปหน่อย แล้วผมว่าสิ่งนี้แหละที่ทำให้เพลงผมไปแตะถึงรถบัมพ์ (หัวเราะ) ตอนนี้มันกลายเป็นป่าล้อมเมืองแล้ว

 

เห็นว่าช่วงนี้คิวงานต่างจังหวัดแน่นมาก

30 วัน พักวันเดียว

 

เคยถามตัวเองไหม ทำไมต้องทำหนักขนาดนี้

ถาม กูเป็นหนี้หรือเปล่าวะ (หัวเราะ) โอ้โห โคตรเหนื่อยเลย

คือผมไม่ได้เป็นหนี้ แต่ผมทำเพื่อครอบครัว ทำเพื่อตัวเอง จริงๆ มันก็เป็นไลฟ์สไตล์ที่ผมเคยคิดฝันอยากเป็น ก็สะใจดี คือมึงอยากรู้นักนี่ ว่า Touring Musician เป็นยังไง ก็รับไป ซึ่งน้อยคนนะที่จะมีโอกาสแบบนี้ เพียงแต่วันนี้มันเริ่มเยอะไป ตอนนี้มีคิวถึงเดือนธันวาคมแล้ว เดือนนี้ถึงเดือนมิถุนายนมีงานทุกวัน คือคนที่ขายโชว์เขาก็ขายกันสนุกเลย เพราะมันขายง่าย ของกำลังมา แต่พอหลังจากมิถุนายนผมก็พยายามขอวันพัก เพราะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองมีลิมิตเท่าไหร่ แอบรู้ช้าไปหน่อย โชคดีที่ผมเป็นคนที่แข็งแรงมากคนหนึ่ง ในชีวิตแทบไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย เคยมีครั้งหนึ่งไปหาหมอเพราะว่านึกว่าเป็นไส้ติ่ง แต่พอเข้าไปแล้วจริงๆ เป็นโรคกระเพาะ เข้าไป 2 ชั่วโมงแล้วหมอไล่กลับ (หัวเราะ) แต่ช่วงที่ผ่านมาเหมือนผมทำร้ายร่างกายตัวเองเยอะมาก แต้มบุญน่าจะหมดแล้ว เลยต้องกลับมาดูแลตัวเอง

แม็กซ์ เจนมานะ แม็กซ์ เจนมานะ

ชื่อเสียงและความโด่งดังที่เข้ามา ชีวิตคุณต้องเอาอะไรไปแลกมาบ้าง

แลกเยอะมากเลย จริงๆ ไม่ใช่เฉพาะแค่งานแบบผมนะ จริงๆ ทุกงานต้องแลกหมด ตอนที่ผมไปแข่งรายการ The Voice Thailand ผมก็ต้องแลกกับหลายๆ อย่าง ต้องแลกกับทางที่ผมเดินอยู่ ผมทิ้งงานที่ปรึกษาเพื่อที่จะได้มาทำงานเพลงซึ่งผมคิดว่าตัวเองมีแพสชันมากกว่า แล้วผมก็ต้องทำการบ้านใหม่ในฐานะศิลปิน เริ่มมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องแลกกับสุขภาพ มันเหมือนกับการลงทุนที่ผมต้องเสียบางอย่างไปเพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งที่คิดว่าจะได้มา

อย่างที่ผมพิมพ์สเตตัสในเฟซบุ๊กเรื่องตอนนี้ผมมีปัญหาเส้นเสียงอักเสบ โชคดีที่ว่าครั้งนี้ผมรู้ตัว ผมเลยหยุดแอลกอฮอล์ หยุดบุหรี่ แล้วก็เริ่มปรับวิถีชีวิต อะไรที่ทำร้ายเราเราก็เริ่มตัดทิ้ง ตอนนี้เหมือนเราเริ่มทำงานเป็น พยายามแลกให้น้อย พยายามที่จะใช้จ่ายให้น้อย เพื่อให้ได้สิ่งที่เยอะกลับมา ตอนนี้เราก็พยายามดู อะไรที่ตัดได้ ตัด

 

อย่างที่คุณว่าเพลงนี้อาจเป็น One Hit Wonder คุณกลัวมั้ยว่าวันหนึ่งชีวิตจะถึงขาลง

ไม่กลัว เพราะผมเคยลงมาแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว และที่สำคัญก็คืออัลบั้มนี้มันได้ทำการปลดล็อกแล้ว ทีนี้ผมทำเพลงอะไรต่อไปก็น่าจะเริ่มมีฐานแฟนเพลง

อีกอย่างผมคิดว่าเพลงที่เราทำมันเป็นเพลงที่จะไม่หายไปในปีสองปี เพราะตอนที่ทำผมตั้งใจจะให้มันแทนหลายๆ อย่างในชีวิตผม ซึ่งมันน่าจะมีคุณค่าพอที่จะอยู่ได้ในระยะยาว ที่ผ่านมาผมพยายามจะเซ็ตทัศนคติที่ถูกต้องให้กับทั้งตัวเองและเด็กรุ่นใหม่ๆ ว่าคุณควรจะทำงานให้ดี มองงานในระยะยาว ไม่ใช่ฉาบฉวย

แม็กซ์ เจนมานะ

ถ้าให้ย้อนมอง คุณคิดว่านี่คือช่วงที่ดีที่สุดของชีวิตไหม

ผมคิดว่าทุกช่วงมันดีหมดเลย มันดีในแบบของมัน ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับปัจจุบัน ที่ผ่านมาเราดันไปโฟกัสกับมุมที่มีแต่เงา พยายามแต่จะสนใจอดีตที่แก้ไม่ได้ หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งมันเสียเวลา เสียพลังงาน ผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Peter F. Drucker เกี่ยวกับวิธีบริหารจัดการตัวเอง เขาบอกว่าคุณควรจะใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ซึ่งการใช้พลังงานน้อยที่สุดคือโฟกัสกับปัจจุบัน

 

คุณบอกว่าชีวิตโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน แต่การเขียนเพลงที่ใช้เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นวัตถุดิบ มันทำให้ต้องกลับไปอยู่กับอดีตหรือเปล่า

นี่แหละ ศิลปินแม่งซวย (หัวเราะ) ศิลปินที่ทำงานเองเขาต้องไปขุดอดีตตัวเองมาค้น ไปขุดอดีตคนอื่นมาคิด ค่อนข้างไม่อยู่กับปัจจุบัน สมมติถ้าให้ผมกลับไปเขียนเพลงใหม่ ผมก็คงจะจิตตกอีกนั่นแหละ มันใช้จ่ายวันคืนเป็นร้อยเพื่อที่จะเขียนออกมา เขียนไม่ออกก็ต้องพยายามค้นว่าในตอนนั้นเราคิดอะไรอยู่ ค้นใจตัวเองจนลึก ซึ่งความจริงเรื่องนี้มันก็แล้วแต่คน แต่สำหรับผม ผมค้นลึกมากเลย ซึ่งมันอันตราย มันเหมือนเราต้องกระโดดลงไป จะขึ้นมาได้หรือเปล่าไม่รู้

แม็กซ์ เจนมานะ

แล้วทำไมต้องค้นลึกลงไปในใจขนาดนั้นทั้งที่รู้ว่ามันก็มีผลเสีย

เราดันเป็นคนเอนจอยกับการดิ่งด้วยไง บางคนชอบเล่นกับปีศาจตัวเอง บางคนซาดิสต์ ซึ่งผมว่าผมเป็นแบบนั้น ชอบไปค้น บางอารมณ์ที่เจอเรื่องเศร้าๆ ก็ต้องเขียนบรรยายมันออกมาทีละย่อหน้า ทีละตัวอักษร แล้วก็ต้องเลือกตัวอักษรที่เจ็บที่สุด เฮิร์ตที่สุด เพื่อให้คนเข้าใจว่าเราเป็นอะไร และที่เราทำสิ่งนี้ก็เพื่อคนฟัง เพื่อให้คุณรู้ว่าอารมณ์แบบนี้มันเป็นยังไง คุณจะได้ไม่ต้องมาเจอแบบผม

ซึ่งที่ว่ามามันเป็นอารมณ์ของคนที่ทำงานแบบนี้ อย่าง Chester Bennington, Chris Cornell, พี่สิงห์ Sqweez Animal เขาก็ต้องสู้กับปีศาจ คนพวกนี้พูดถึงปีศาจหมดเลยนะ เป็นเรื่องแปลกมาก ตอนที่ผมรู้ข่าวผมก็ดิ่งตามเขาเลย ตอนคริส คอร์เนล จากไปผมเฮิร์ตมาก เพราะเขาเป็นไอดอลผมมาตั้งแต่เด็ก หลายๆ คนที่ต้องเจอปีศาจน่าสงสารนะ ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าเขาซ่อนความอ่อนไหวมากๆ เอาไว้ในเนื้อเพลงเขา ในเมโลดี้เขา เหมือนกับเขาต้องการความช่วยเหลือจากทุกคน

 

ซึ่งสิ่งที่คุณว่ามาก็เชื่อมโยงกับเพลง ปีศาจ ที่คุณแต่ง อยากรู้ว่า ‘ปีศาจ’ ในความหมายของคุณคืออะไร

มันน่าจะหมายถึงความเกลียดชังตัวเอง ความคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ตัวเองไม่ดี ตัวเองแย่ ซึ่งผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะเป็น อย่างหนังสือ The Boy Who Never Grows ที่ผมเขียน ตอนนั้นผมเขียนเพราะผมไม่อยากโต ซึ่งผู้ใหญ่หลายคนจะมีปัญหานี้ ตื่นมามองกระจกตอนเช้าแล้วเจอคนในนั้นที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะโตมาเป็นคนแบบนี้

ผมโตมาแล้วถามตัวเองว่า กูเป็นคนแบบนี้เหรอวะ แล้วทำยังไงกูถึงจะไม่เป็นคนแบบนี้ คนอื่นคิดแบบนี้กับกูเหรอ แล้วมันก็จะเริ่มพารานอย ปีศาจมันถูกหล่อเลี้ยงด้วยอารมณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความเนกาทีฟ ความไม่เคารพตัวเอง การไม่มีความเชื่อ ซึ่งมันทำร้ายตัวเอง นี่คือความอันตรายของปีศาจ แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งเรายอมรับตัวเอง ตื่นมาตอนเช้ามองกระจกแล้วคิดว่า มึงโอเคนะ มึงหน้าตาดีนะนี่ มึงเป็นคนที่เก่งนะ ปัจจุบันนี้มันโอเคแล้ว แล้วค่อยๆ ผ่านไป เราว่าเราก็อาจจะเป็นเพื่อนกับสิ่งที่เราเป็นในกระจกได้

แม็กซ์ เจนมานะ

คุณคิดอย่างไรตอนที่เห็นข่าวศิลปินที่รักจากไป

ผมเข้าใจทางเลือกเขา ซึ่งตอนที่ผมแย่ๆ ก็เสียวเหมือนกันนะ โชคดีที่ผมเป็นคนกลัวตาย ผมเป็นคนกลัวไม่สนุก จริงๆ แล้วผมอาจจะเป็นคนที่โพสิทีฟมากๆ คนหนึ่ง ผมเป็นคนอยากรู้อยากเห็น ผมไม่อยากเสียความอยากรู้อยากเห็นไป เราอยากรู้ว่าชีวิตมันจะไปไหนต่อ ผมเป็นคนที่ถ้าจะเล่นเกมผมต้องสู้จนผ่านด่าน แต่ผมก็เข้าใจในทางเลือกของพวกเขา ผมว่าคนบางประเภทถูกสร้างมาให้เป็นแบบนี้ แล้วเขาเปลี่ยนตัวเองไม่ได้

ช่วงก่อนหน้านี้ผมเองก็เคยมีความโกรธอยู่ข้างใน ผมร้องไห้ไม่ได้มาหลายปี ข้างในเศร้ามาก เหนื่อยมาก อยากร้องไห้ พยายามจะร้อง แต่ร้องไม่ออก ข้างในเกรี้ยวกราดมาก โกรธใครก็ไม่รู้ โกรธพระเจ้า โกรธทุกคน โกรธชีวิต อยากจะตะโกน ซึ่งมันอ่อนไหวมาก แล้วดนตรีก็เป็นเครื่องมือในการปลดปล่อย ระบาย

แม็กซ์ เจนมานะ

ทำไมคุณถึงไม่ทำเพลงที่บอกเล่าความทรงจำอันดี เรื่องที่ยิ้มกับมันได้ ทำไมต้องไปดึงสิ่งที่เจ็บปวดมาเขียน

พูดถึงเรื่องนี้มีศิลปินอยู่ 2 คนที่ผมอยากพูดถึง คนแรกคือ Jason Mraz ผมเคยไปสัมภาษณ์เขา ผมถามเขาว่า ทำไมถึงไม่ทำเพลงที่ดาร์กแบบ Plane หรือเพลงแบบ Mr. Curiosity มันเพราะมากเลย เจสันบอกว่า ‘ผมก็ยังเขียนเพลงแบบนั้นอยู่นะ แต่ผมไม่มาปล่อยให้คนฟังแล้ว ผมไม่อยากโยนขี้ให้คนฟัง ผมไม่อยากจะโยนความโศกเศร้าให้คน ผมอยากจะทำให้โลกนี้เป็น Better Place ผมอยากจะทำให้คนรู้สึกดี อยากจะส่งต่อความสุข’ นี่เป็นไอเดียของเขา

อีกคนคือ Damien Rice ผมไปดูคอนเสิร์ตเขา แล้วเขาบอกว่าคุณอาจจะคิดว่าผมเป็นคนที่เศร้าที่สุดในโลกใบนี้ แต่จริงๆ ผมเป็นคนแฮปปี้ที่สุดในโลก พวกคุณน่ะซวย เพราะผมน่ะโยนขี้ให้พวกคุณ ผมเลยรอด แต่ผมทำเพื่อพวกคุณนะ เพราะเมื่อพวกคุณออกจากฮอลล์นี้ไป คุณจะคิดว่าโลกนี้ดีกว่าในฮอลล์นั้นมากเลย พอพวกคุณไปเจอโลก ไปใช้ชีวิตประจำวัน ก็จะคิดว่า ชีวิตกูดีกว่าเดเมียนว่ะ’ ซึ่งมันก็เป็นอีกวิธีคิดหนึ่ง สำหรับผม มันก็เป็นทางเลือกว่าแต่ละคนจะเลือกเอาเพลงมาใช้แบบไหน

แม็กซ์ เจนมานะ

แต่คุณก็เลือกที่จะโยนขี้ให้คนฟัง

(หัวเราะ) 4 เพลงแรกออกมาโยนขี้ แต่เพลงสุดท้ายผมก็พูดแต่เรื่องดีๆ คือผมจะมีความอะลุ่มอล่วย อย่างเพลง วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า แม้มันจะมีความตัดพ้อ แต่ตอนจบก็บอกว่า “เผื่อเธอเหงาขึ้นมาจะได้กลับมารักกัน” ผมจะแอบซ่อนความโพสิทีฟไว้บ้าง เพราะช่วงที่เขียนเพลงเป็นช่วงที่ผมพยายามทำตัวเองให้คิดบวก ถ้าผมคิดลบผมจะทำงานให้ดีไม่ได้ อย่างอัลบั้มนี้ที่ชื่อ Let There Be Light มันหมายถึง ‘จงมีแสงสว่าง’ ซึ่งในไบเบิลมันเป็นคำแรกที่สร้างทุกอย่าง เป็นคำที่ครีเอทีฟที่สุด แสงสว่างคือสิ่งที่ครีเอทีฟที่สุด มันสร้างชีวิต เพราะฉะนั้น เพลงสุดท้ายของผมจึงเป็นเพลงที่พูดถึงแสงสว่างชัดเจน ประเด็นทั้งหมดคือคุณต้องมีความหวัง เห็นแสงสว่าง

 

เมื่อสักครู่คุณบอกว่าคนที่เป็นศิลปินนั้นซวย ต้องนั่งค้นเรื่องราวอันเจ็บปวดมาเล่า แล้วเรื่องที่ดีมากๆ ของการเป็นศิลปินคืออะไร

เรื่องที่ดีที่ผมพูดกับตัวเองบ่อยๆ คือโชคดีว่ะ กูได้ระบาย และโชคดีมากที่ระบายแล้วมีคนฟัง ถ้าไม่ได้ระบายผมคงเดี้ยงไปนานแล้ว ในโชคดีก็มีโชคร้าย และในโชคร้ายก็มีโชคดี

แม็กซ์ เจนมานะ

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load