อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ชื่อของ ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ เป็นที่พูดถึงในโลกโซเชียลเมื่อครั้งที่พา เตนล์ (TEN) หนุ่มไทยคนเดียวจากวง NCT บอยแบนด์น้องใหม่ที่โดดเด่นด้วยคอนเซปต์รูปแบบใหม่ จาก SM Entertainment มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับใช้ชาติประจำปี

ข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ตบอกว่า พี่ปรุง เอสเอ็ม หรือ ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ เป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับ SM Entertainment ค่ายเพลงเบอร์หนึ่งของเกาหลีที่มีศิลปินในสังกัดอย่าง TVXQ!, Girls’ Generation, BoA, Super Junior, SHINee, EXO, Red Velvet, NCT

ข้อมูลจากแหล่งเดียวกันยังบอกอีกว่าพี่ปรุงเป็นครูสอนภาษาไทยให้ศิลปินฝึกหัดในค่ายเพลงดังกล่าว และดูแลการตลาดเพลงเกาหลีของค่ายที่ทำกับประเทศไทยและภูมิภาคทั้งหมด

นอกจากนี้พี่ปรุงยังเป็นบัณฑิตดีกรีเกียรตินิยมจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เคยทำงานในสำนักงานกฎหมาย เป็นผู้ประกาศข่าว เป็นตัวแทนคนไทยในรายการวาไรตี้ชื่อดังของเกาหลี

พี่ปรุงเป็นใครกันแน่ เราสงสัย

นอกจากเรื่องเนื้องานที่ทำกับค่ายเพลงระดับโลกค่ายนี้ เราพบว่าเส้นทางและมุมมองต่อสิ่งที่ผ่านมาของพี่ปรุงน่าสนใจไม่แพ้กัน

จากที่เคยคิดว่าพี่ปรุงเป็นคนโชคดีได้ทำงานในค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ วันนี้ได้รู้แล้วว่าการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งขนาดไหน

โชคดีที่พี่ปรุงอยู่กรุงเทพฯ พอดีในช่วงวันหยุดสงกรานต์ แต่ต่อให้พี่ปรุงอยู่เกาหลีตอนนี้เราก็จะหาทางพูดคุยมาให้จงได้ เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รู้จักผู้ชายคนนี้ ระหว่างพูดคุย เราก็แอบวางแผนไว้แล้วว่าจะขอจบบทสนทนาด้วยการทวงถามถึง ‘น้ำใจน้องพี่สีชมพู~’ เผื่อว่าพี่ปรุงจะใจดียอมให้เราติดสอยห้อยตามไปเสิร์ฟน้ำหรือทำงานเช็ดถูที่บริษัท

เอาล่ะ อันยองฮาเซโยค่ะ

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

โดยตำแหน่งแล้วหน้าที่ของคุณซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวใน SM Entertainment ค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเกาหลี ได้แก่อะไรบ้าง

จริงๆ ทำเยอะมาก เพราะเป็นคนไทยคนเดียว และเป็นคนเดียวที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น อะไรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและภูมิภาคนี้เราต้องทำทั้งหมด ทั้งเป็น Strategic Planner เป็น Marketing Communicator เป็น Coordinator เป็น Operation เป็น Project Manager เป็น Local Manager ซึ่งไม่ใช่ผู้ดูแลศิลปินเป็นหลักนะ แต่ดูแลศิลปินเมื่อมาประเทศไทย

ขอสารภาพว่านอกจากเรื่องการเป็นคนไทยคนเดียวที่ทำงานกับค่ายเพลงใหญ่แล้ว เราสนใจเรื่องราวก่อนหน้านี้ที่คุณเป็นนักเรียนกฎหมายมาก่อน

ย้อนกลับไปสมัยเรียน เราเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมมาก เพราะเราเชื่อในการลองทำและค้นหาคุณค่าในตัวเอง แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้คิดถึงสิ่งที่มากกว่าคือช่วงที่เรียนจบใหม่ๆ เราตัดสินใจออกเดินทางไปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้คนเดียวเป็นเวลา 45 วันโดยใช้เงินที่เก็บเงินจากการทำงานพาร์ตไทม์ การเดินทางครั้งนั้นจุดประกายให้เราคิดฝันอยากลองทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง

ก่อนจะกลับมาทำงานเป็นทนายในบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย เรามีโจทย์ในใจว่าจะทำสิ่งนี้ให้ครบปี จนเมื่อผ่านไป 6 เดือน เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำ ระหว่างนั้นเราก็ลองค้นหาสิ่งอื่นที่คิดว่าน่าจะทำได้ เช่น สมัครเป็นสจ๊วตสายการบิน สมัครงานผู้ประกาศข่าว ไปพร้อมๆ กับสมัครสอบทุนเรียนต่อด้านการตลาด โดยระหว่างนั้นก็ลงแข่งทำแผนการตลาดเพื่อเพิ่มทักษะและประสบการณ์ให้ตัวเองก่อนเรียนต่อ ในจังหวะนั้นเราก็เริ่มต้นเป็นผู้ประกาศข่าว แต่แม้ว่าจะชอบงานนี้มากแค่ไหน เราก็ถามตัวเองขึ้นมาระหว่างทางว่าเรามั่นใจในเส้นทางหรือสายอาชีพนี้มากแค่ไหน

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

ยุคนั้นภาพจำของการไปเรียนต่อและทำงานที่เกาหลีมันไม่ได้ชัดเจนเท่ากับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือแม้กระทั่งจีนและญี่ปุ่น อะไรทำให้คุณมั่นใจเลือกไปเรียนต่อที่เกาหลีใต้

เราก็คิดหนักพอสมควรนะ เพราะเกาหลีเมื่อ 6 ปีก่อนมันไม่เหมือนตอนนี้ แต่มีคำพูดหนึ่งของอาจารย์ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์เกดเป็นอีกคนที่คล้ายเรา เขาเป็นอีกคนที่กล้าก้าวออกจากกรอบความคิดเดิมๆ ที่ต้องไปเรียนต่อที่อเมริกาหรืออังกฤษ โดยการตัดสินใจไปญี่ปุ่นและตั้งใจจนประสบความสำเร็จ เป็นกูรูเกี่ยวกับที่นั่น ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าไปที่ไหนก็ได้ แต่มั่นใจให้ได้ว่ากลับมาแล้วจะประสบความสำเร็จ

ก่อนจะเป็น ‘พี่ปรุง เอสเอ็ม’ รู้มาว่าคุณ เดบิวต์เข้าสู่วงการด้วยการออกรายการโทรทัศน์ของเกาหลีระหว่างที่เรียนด้วย จริงๆ แล้วเป็นการจับพลัดจับผลูหรือความตั้งใจ

เป็นความตั้งใจนะ ที่ผ่านมาเราเคยจัดรายการวิทยุ ทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังมาบ้าง ช่วงที่หากิจกรรมระหว่างเรียนเราก็อยากทำในสิ่งที่ชอบและถนัด เราเริ่มจากสร้างโอกาสให้ตัวเองด้วยการไปสมัครทำงานพิเศษของช่อง Arirang TV พอได้รู้จักคนมากขึ้น เขาก็ชวนไปแคสต์รายการ Abnormal Non-Summit เป็นรายการที่ตั้งหัวข้อขึ้นมาให้ผู้ร่วมรายการซึ่งเป็นตัวแทนจากชาติต่างๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้ภาษาเกาหลี ซึ่งหัวข้อที่เราได้รับหลากหลายมาก มีตั้งแต่การอุ้มบุญ เพศที่สาม ซึ่งมีส่วนที่เราต้องพูดเพิ่มเติมในรายการโดยอ้างอิงข้อมูลที่เกี่ยวกับกฎหมายไทยเพื่อให้คนต่างชาติเข้าใจ

ดูเหมือนเป็นโอกาสที่ดี แต่เป็นงานที่ทำให้เราเครียดมากเหมือนกัน จากคนที่ไม่รู้ภาษาเกาหลีเลย เพิ่งเรียนได้ปีครึ่ง แล้วต้องมาพูดภาษาเกาหลีในรายการทีวี แม้จะเป็นรายการที่มีแต่คนต่างชาติ แต่ทุกคนก็อยู่เกาหลีมาร่วม 10 ปี แถมเรื่องที่ได้รับก็อ่อนไหวมาก ถ้าพูดผิดอาจจะโดนตำหนิได้จากทุกทาง

ลำพังให้อภิปรายหัวข้อเหล่านี้เป็นภาษาไทยก็ยากแล้ว คุณผ่านมันมาได้อย่างไร?

นี่เป็นจุดที่ทำให้ภาษาเกาหลีเราพุ่งทะยานมากๆ เพราะต่างจากภาษาเกาหลีที่เคยเรียนในชั้นเรียน มีประโยคหนึ่งของเกาหลีที่บอกว่า “คำว่า ‘ทำไม่ได้’ ของคุณคืออะไร ถ้าหากคุณบอกว่าทำไม่ได้ แต่อีกคนหนึ่งทำได้ล่ะ” ประโยคนี้มันฝังในใจเลย และยิ่งทำให้เราพยายามจนได้ไปยืนในรายการนั้น สำหรับเรา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเมื่อได้รับโอกาสเราต้องทำให้ถึงที่สุด อย่ายอมปล่อยมือเด็ดขาด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำงานในครั้งนั้นบ้าง

ทำให้รู้วิธีการทำงานกับคนเกาหลีได้เร็วกว่าเพื่อนนักเรียนทุนด้วยกัน และเป็นเราเองที่เลือกจะหาอะไรทำตลอด สำหรับเรามันคือโอกาสที่สร้างด้วยตัวเอง เมื่อรวมกับโอกาสที่เขายื่นให้ เราก็จะมีโอกาสที่มากกว่าคนอื่น คนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเก่งกาจ แต่ไม่ใช่เลยนะ เราเหมือนเด็กนักเรียนทุนทุกคน สำคัญก็คือเรามีเป้าหมายอย่างไร จะทำให้ตัวเองพิเศษกว่าคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ

รวมถึงเรื่องการเรียนรู้เรื่องการเข้าสังคมคนเกาหลี หรือเรื่องวัฒนธรรมการทำงานกับคนเกาหลี จะช่วยให้เราเริ่มมีตัวตนเข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกันกับพวกเขา จะทำให้การไปสมัครงานหรือใช้ชีวิตพบเจอคนทั่วไปง่ายขึ้น

เคยได้ยินเรื่องสังคมรวมกลุ่มของคนเกาหลี สำหรับชาวต่างชาติแล้วเรื่องนี้ทำให้คุณใช้ชีวิตลำบากมั้ย

เกาหลีจะมีคำว่า 눈치 (นุนชี) หรือสายตาที่จับจ้องสอดส่องตลอดเวลา และ 우리끼리 (อูรีกีรี) แปลว่า เฉพาะพวกเรา (Only Us) นั่นทำให้สังคมเกาหลีเป็นสังคมที่เป็นกลุ่มก้อน ไปด้วยกัน เหมือนที่คนไทยเรามี ‘บ้านฉัน’ เกาหลีมี ‘บ้านเรา’ ไม่ว่าจะคิดหรือทำอะไรเขาจะเป็นไปในแนวเดียวกัน การทำหรือคิดในสิ่งที่แตกแยกไปจากกลุ่ม จะทำให้คนมองว่าคุณไม่ใช่พวกเดียวกัน จนในที่สุดจะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคม

ตัวอย่างง่ายๆ เลยจะเห็นว่าเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวของคนเกาหลีสวย สไตล์ดี ทุกคนดูแต่งตัวเป็น สีไม่ฉีกไปจากกันเหมือนฮาราจุกุ ในความเป็นจริงคือทุกคนคิดมาแล้วว่าจะแต่งตัวแบบไหนเพื่อให้กลมกลืน เพราะต่อให้คุณดูดีแต่โดดเด่นสะท้อนความคิดตัวเองมากเกินไป ก็จะทำให้คนอื่นมองจนเจ้าตัวเริ่มไม่มั่นใจ นี่คือตัวอย่างนิยามคำว่า 눈치 นี้

จะเห็นว่าวัฒนธรรมแบบนี้ทำให้การคิดหาวิธีทำการตลาดนำกระแสเป็นเรื่องสนุก คาดการณ์ความต้องการของตลาด เพราะถ้าชอบคนเขาก็จะชอบเหมือนกันหมด ถ้าไม่ก็ไม่เลย ไม่เหมือนบ้านเราที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และความต้องการที่แตกต่างกันไป

ฟังดูแล้วการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนก็เป็นเรื่องดีนะคะ แล้วมวลรวมของความเครียดในสังคมเกาหลีนั้นมาจากไหน

ด้วยสังคมเกาหลีเป็นสังคมที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทุกคนแข่งกันทำให้ตัวเองขึ้นไปเหนือเส้นมาตรฐาน เกาหลีมีคำว่า สเปก ที่ชี้วัดลักษณะพิเศษของคนหนึ่งคน ฐานะ การศึกษา หน้าที่การงาน และอื่นๆ

จริงๆ เขาก็ไม่ได้เหยียด แต่เขามีลักษณะสังคมที่มีค่านิยม ความเชื่อ และบริบท ที่เป็นแบบนี้มานาน เพื่อให้อยู่รอดบางทีเราก็ต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งประมาณหนึ่ง จะได้ไม่รู้สึกแย่เกินไป จะว่าไปชาติไหนๆ ก็เป็นนะ ดังนั้น มันอยู่ที่ทัศนคติของเราแล้วล่ะ เราอยากให้เขามองเราอย่างไรก็ปฏิบัติแบบนั้น ถ้าเรารู้แล้วว่าเขามองคนที่การแต่งตัว บางทีเราก็ต้องยอมรับ อย่าไปเปรียบเทียบแล้วทำให้ตัวเองดูด้อยค่า ซึ่งมากไปกว่าการพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา คือการเปิดใจ แล้วลองเข้าไปในโลกของเขาบ้าง

ซึ่งวิธีการของคุณก็คือ…

เราไปเข้าร่วม English Talking Club เป็นคลับที่นักเรียนจากต่างประเทศมาเปิดสอนภาษาอังกฤษฟรี มันไม่ใช่แค่การสร้างคุณค่าให้ตัวเองในสังคมเขานะ แต่มันคือการหาอะไรที่เหมาะสมกับเรา เช่น ถ้าชอบกีฬาก็ไปเข้าร่วมชมรมกีฬา ไม่ใช่รอให้ใครเปิดประตูชวนเราเข้ากลุ่มเขา แต่เราต้องเปิดประตูให้ตัวเองซึ่งจะช่วยให้เป็นที่ยอมรับง่ายขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อย่าหาว่าถามละเอียดเลยนะคะ แต่เพราะไม่ค่อยมีเรื่องนี้ให้อ่านจากที่ไหน เราสนใจวัฒนธรรมการแข่งขันในทุกๆ วงการของเกาหลี อย่างเรื่องสมัครงานนั้นโหดเหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบที่เราเห็นในสารคดีมั้ยคะ

ที่เกาหลี บริษัทใหญ่ๆ จะเปิดรับพนักงานปีละ 2 รอบ ได้แก่รอบ Spring และรอบ Autumn ดังนั้น การแข่งขันจึงสูงมาก ต้องเตรียมตัวอย่างแม่นยำ เพราะถ้าพลาดแล้วต้องรอสมัครรอบใหม่เลย เช่นกัน เรามีเวลาแค่ 2 รอบนี้เท่านั้น และวีซ่าก็ใกล้หมด เลยต้องทำให้ได้

ขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ส่งเรซูเม่ก่อน โดยจะต้องเข้าไปกรอกฟอร์มในระบบ พร้อมตอบคำถามเป็นความเรียง 7 – 8 ข้อ ซึ่งแต่ละบริษัทก็จะมีคำถามแตกต่างกันไป ตัวอย่างของคำถาม เช่น ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่ มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร จงบอกลักษณะนิสัยพร้อมข้อดีข้อเสียของคุณ โดยแต่ละรอบมีผู้สมัครราว 2 หมื่นคน และฝ่ายบุคคลเขาอ่านคำตอบจริงๆ นะ จากนั้น เมื่อผ่านรอบแรก ผู้สมัครต้องสอบข้อเขียนและข้อสอบ IQ, EQ และสอบสัมภาษณ์อีก 2 รอบ รวมทั้งสิ้น 5 รอบ กว่าจะได้งาน 1 ตำแหน่งจะเห็นว่าการได้งานทำที่เกาหลีเป็นเรื่องไม่ง่าย ดังนั้น คนเกาหลีจึงไม่นิยมเปลี่ยนงาน

ของบริษัท SM ก็เช่นกัน มีรอบยื่นเรซูเม่ สอบข้อเขียน และสอบสัมภาษณ์ 2 รอบ

ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่เคยเข้าใจว่าคุณได้รับการทาบทามเข้าไปทำงานที่ SM หลังจากที่ทีมงานเห็นคุณในรายการ

หลังจาก SM รู้จักเราจากรายการ เขาก็ติดต่อเข้ามา แต่ติดต่อมาให้เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยให้กับเด็กฝึกหัดและศิลปินในค่าย ก่อนจะชวนให้ลองเข้ามาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานประจำ แต่ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะยอมรับคนต่างชาติเข้าไปทำงาน ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ

จำได้เลยว่าวันแรกที่เข้าไปทำงานมีโทรศัพท์เข้ามาถามหัวหน้าทีมของเราว่าเราเป็นใคร รับเข้ามาทำงานได้อย่างไร คิดดูว่าจากคนทั้งหมด 400 คน มีใครมาจากไหนไม่รู้ และชื่อยังยาวมากอีก คนทั้งบริษัทจึงตั้งคำถามว่าเราจะมาทำอะไรที่นี่

ขณะที่งานในเกาหลีหายากขนาดนั้น คุณก็ยังสอบผ่าน ได้รับข้อเสนอดีๆ จากบริษัทมากมาย อะไรทำให้คุณปัดทุกตัวเลือกตกไปแล้วยอมเลือก SM

มีเรื่องหนึ่งที่คนไม่รู้คือ เรารอคำตอบรับจากทาง SM ถึง 4 เดือน รู้ซึ้งเลยว่าการรอคอยไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนั้นมีบริษัทยาตอบรับ แล้วก็มีบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ จากอเมริกาที่ให้เงินดีมาก พูดง่าย ทำงานง่าย เพราะเป็นวัฒนธรรมแบบตะวันตก แต่ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้ารอคำตอบจาก SM ก็อาจจะได้ทำงานกับที่นี่ ในอุตสาหกรรมที่ชอบ ได้ทำงานกับบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศนี้ แต่ไม่ว่าจะถามใคร ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีนั้นโหดที่สุด มีคนเข้าออกหมุนเวียนมากมายเต็มไปหมด

แต่ในที่สุดเราก็ได้เข้าไปทำงานสมใจ ก่อนจะตามมาด้วยรายละเอียดมากมายรายทาง เช่น การขอวีซ่าทำงาน เพราะบริษัทเองก็ไม่เคยรับคนต่างชาติทำงานเป็นพนักงานประจำมาก่อน ก่อนหน้านี้จะมีแต่ศิลปินหรือการจ้างงานลักษณะสัญญาจ้างระยะสั้น ซึ่งเราก็ต้องไปทำเรื่องสอบวีซ่าให้ผ่าน จะเห็นว่าไม่ง่ายเลย

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

การเริ่มงานในเส้นทางนี้ทำให้คุณรู้สึกเสียดายสิ่งที่เรียนมาหรือเปล่า

ด้วยเนื้องานที่มีการติดต่อทั้งกับภาครัฐ ภาคเอกชน มีเรื่องสัญญา ทำให้เราไม่เสียใจเลยที่เรียนกฎหมายมา ทุกวันนี้เรารีวิวกฎหมายเอง ช่วยในกระบวนการทำงานหากส่วนนั้นต้องเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น แล้วเราก็ยังทำมาร์เก็ตติ้งได้ด้วย จะเห็นว่าการเปลี่ยนสายงานของเรากลายเป็นเรื่องที่เสริมคุณค่าในตัวเราให้มากขึ้นกว่าเดิม เราถึงบอกเสมอว่าอย่ากลัวที่จะเปลี่ยนสาย

ที่เกาหลีมีปัญหาเรื่องการทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมามั้ย

ไม่เลย เรียนจบอะไรมาก็สามารถสมัครงานได้หมด เพื่อนร่วมงานเราจบประวัติศาสตร์ ทุกองค์กรมีความคิดเหมือนกันว่าไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมา เมื่อเข้ามาทำงานทุกคนเริ่มจากศูนย์เหมือนกันหมด แต่เขาจะดูทัศนคติและความเข้ากันกับองค์กร ความรู้ความสามารถพิสูจน์แล้วที่การสอบข้อเขียนดังนั้นเขาจะไม่สงสัยในตัวเราอีก เพราะมีความรู้พื้นฐานตามที่องค์กรต้องการแล้ว

แต่ส่ิงที่นอกเหนือไปกว่านั้นคือทัศนคติ เขาดูความเข้ากันจริงๆ นะ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องประสบการณ์ที่ผ่านมา พื้นฐานนิสัย ความคิดที่มีมากกว่า

อะไรคือความหนักหนาของการทำงานในบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลี

ด้วยบริบทของการทำงานในสังคมเกาหลี แม้องค์กรใหญ่ๆ จะตั้งใจเปลี่ยนให้เป็นระดับสากล แต่ด้วยทุกคนในองค์กรยังเป็นเกาหลี ทุกอย่างจึงดำเนินด้วยภาษาเกาหลี จะมีภาษาอังกฤษบ้าง แต่การสื่อสารทุกอย่างใช้ภาษาเกาหลีทั้งหมด เราก็ต้องทำงานพิสูจน์ความสามารถตัวเองนานพอสมควร ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นเรื่องภาษาของเรา ลำพังภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานก็ยากอยู่แล้ว เมื่อเจอภาษาเกาหลีเพื่อการทำงานเข้าไปก็ยากไปอีก ทางเดียวก็คือมองให้เป็นเรื่องสนุก มองปัญหาที่เจอเป็นความท้าทาย เพราะที่นี่เขาจะไม่มาจับมือสอนเราทุกขั้นตอน แต่เป็นเราที่ต้องทำตัวให้พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของการเป็นคนไทยคนเดียวในบริษัท SM Entertainment

เขาจะมีความสงสัยในตัวเราว่าเราจะทำงานได้มั้ย การพิสูจน์ตัวเองให้เขาเห็นยากมาก และที่ผ่านมาเราเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองประมาณหนึ่ง

มีช่วงที่เราคิดว่า ทำไมเราต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วย ถ้าเราอยู่ในองค์กรที่ใช้ภาษาไทยหรืออังกฤษในการสื่อสารคงจะดีเสียกว่า คงจะได้เรียนรู้งานมากกว่านี้ ทำงานได้ดีกว่านี้ แรงที่เคยใส่ไปเท่าไหนได้ผลลัพธ์เท่านั้น แต่ตอนนี้แม้จะทุ่มไป 150 ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ 60 ทุกอย่างมันยากเพราะแค่คำว่าภาษา แต่เราก็ต้องยอมรับอุปสรรคนี้ เพราะเป็นข้อตกลงว่าถ้าภาษาไม่ได้ก็ทำงานไม่ได้ แทนที่จะทำงาน 1 2 3 เหมือนทุกคน เราต้อง 1 1.1 1.2 1.3 เพื่อไป 2 เหนื่อยมาก

มีจุดที่ทำให้คิดอยากออกบ้างมั้ย

มีนะ ตอนนั้นคิดทุกวัน

แล้วอะไรทำให้กลับมาสู้ต่อ

เราก็กลับมาที่จุดเดิม คิดถึงวันแรกที่เราอยากเข้าที่นี่มากๆ ช่วงเวลา 4 เดือนที่ต่อสู้ก่อนจะเข้ามาที่นี่ มันยากมากนะ ดังนั้น เราจะไม่ยอมแพ้เพราะแค่เราไม่เก่งภาษาเด็ดขาด จะว่าไปการพิสูจน์ตัวเองของเรามันก็ไม่ได้เกิดจากตัวเราอย่างเดียวนะ มันขึ้นกับโอกาสที่เจ้านายเห็นว่าเราน่าจะทำได้และมอบโอกาสนี้มาให้

ช่วงที่เราทำงานกับ SM ได้ 5 เดือน เรายังไม่เคยไปร่วม Business Trip มาก่อน แต่ครั้งนั้นต้องไปเชียงใหม่กับทีมงานเกาหลี 40 คน โดยที่เราต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว อย่างที่รู้ว่าการทำงานที่นี่ค่อนข้างจริงจัง รายละเอียดเยอะ มีทั้งงานเตรียมตัวและดูแลจัดการหน้างาน ดูแลศิลปิน เราต้องอยู่กับพวกเขา 5 วันที่เชียงใหม่เพื่อถ่ายทำรายการที่ชื่อว่า NCT LIFE in CHIANG MAI ทุกอย่างต้องเป๊ะมาก มีติดต่อประสานงาน กันคนและแฟนคลับ ไปพร้อมๆ กับถ่ายรายการ แปลภาษา เป็นพิธีกร ทำทุกอย่างทั้งเบื้องหลังและหน้ากอง ซึ่งหลังจากผ่านงานนี้มาได้ก็เริ่มมีความมั่นใจและเริ่มเป็นที่ไว้ใจมากขึ้น

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อคุณทำงานที่นี่

นิสัยเปลี่ยนไป จากเป็นคนที่อะไรก็ได้ เดี๋ยวนี้เข้มงวดมากขึ้น ชัดเจนว่าอะไรได้ อะไรไม่ได้ ถ้าบางเรื่องไม่เป็นไปตามที่พูด เราก็จะถามกลับว่าที่ไม่ได้นั้นเพราะอะไร ต้องทำอย่างไร ถ้าไม่ได้แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

มีเรื่องตลกมากคือเราติดนิสัยนี้ไปใช้ที่บ้าน ช่วงที่ไปเที่ยวหัวหินกับครอบครัว หลังสอบถามราคารถสองแถว เราก็ถามเขาว่าเมื่อคิดราคาที่แพงกว่าปกติแล้ว ปลายทางมีที่ร่มยืนหลบฝนไหม หรือบริการอื่นๆ ตามมาหรือเปล่า เพราะเราเห็นว่าฝนกำลังจะตก ถามจี้เขาจนแม่ต้องบอกให้ใจเย็นๆ

อะไรคือข้อดี-ข้อเสียของสไตล์การทำงานแบบเกาหลี

มันทำให้เรารอบคอบมากขึ้น คิดละเอียดมากขึ้น แต่แน่นอนว่ามันเหนื่อย ช่วงนี้ที่ต้องติดต่อกับองค์กรในไทย บางทีเราก็ต้องปรับเปลี่ยนท่าทีการทำงาน เพราะคนที่ไม่เข้าใจก็จะคิดว่าทำไมเยอะจัง หรือถามว่าย้ำคิดย้ำทำไปหรือเปล่า แต่สำหรับเรามันคือการทำงาน

หลายครั้งเราก็สงสัยว่าคำว่าเยอะมันคืออะไร ถ้าเยอะกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อันนี้เข้าใจได้ แต่ถ้าเยอะในเรื่องการทำงานอย่างมืออาชีพ แล้วมาบอกว่าเราเยอะ อันนี้ยอมรับไม่ได้

เรารู้สึกว่าการทำให้เท่ากับมาตรฐานมันก็ดี แต่การที่จะอยู่เหนือทุกคนได้คุณต้องทำให้มากกว่านั้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่การทำงานในเกาหลีสอนเรา จากชาติที่ไม่มีอะไรมาก่อน การจะก้าวไปสู่จุดที่อยากให้คนยอมรับ คุณต้องทำงานให้มากไปกว่ามาตรฐาน คุณต้องทำงานให้หนัก คุณต้องเข้มงวดเพื่อทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดมีน้อยที่สุด

จากคนที่ไม่ได้สนใจ K-Pop มาก่อน การทำงานในวงการนี้เปลี่ยนความคิดของคุณเรื่องไหนบ้าง

สิ่งหนึ่งที่ยอมรับเลยคือการทำงานนี้มันทำให้เรามองน้องๆ ที่ชื่นชอบ K-Pop เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่เปลี่ยนไปคือไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนทั่วไปที่อาจจะเคยชอบหรือไม่ชอบ K-Pop ได้เปลี่ยนมุมมองและมีความเข้าใจใหม่

เมื่อทำงานแล้วเราได้เห็นกระบวนการว่าเขาทำแบบนี้ถึงประสบความสำเร็จ เราก็มีโจทย์ในใจว่าแล้วบ้านเราล่ะ? เราจะทำอะไรได้บ้าง จริงอยู่เราเห็นข้อแตกต่าง แต่มันเทียบกันไม่ได้เพราะกระบวนการคิดและทำของเขาและเรามันต่างกัน แต่เราจะนำข้อดีมาปรับใช้อย่างไรให้สิ่งที่บ้านเราเคยมีกลับมามี และทำให้มันดีขึ้น ที่ทำได้ตอนนี้คือทำหน้าที่ที่ได้รับอย่างดีที่สุด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่อไป

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainmentบทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

รู้มาว่าที่วงการเพลงเกาหลีให้ความสำคัญกับเรื่องแบรนดิ้งมาก

ไม่ใช่แค่วงการเพลง แต่เราจะเห็นว่าบริษัทใหญ่ๆ ในเกาหลี ยอมลงทุนกับเรื่องแบรนดิ้งมากๆ แม้จะขาดทุนในเชิงตัวเลข แต่หากสิ่งนั้นนำมาซึ่ง Brand Value ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ ที่มองการวัดผลทางตัวเลขเป็นสำคัญ

และเพื่อทำทุกวิธีทางที่เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว เขาจะพยากรณ์ผลที่จะเกิดขึ้นจาก Database หรือ Big Data ทั้งลักษณะกิจกรรมแบบนี้ การทำการตลาดแบบนี้ การทำเพลงแบบนี้ ผลจากสิ่งที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นข้อมูลชั้นดี อย่างที่บอกวิธีการทำงานแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับค่ายเพลง SM นะ แต่เป็นกับทุกอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้

เพราะอะไรเรื่องนี้ถึงสำคัญ

ถ้ามองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าเกาหลีเป็นประเทศที่เปลี่ยนตัวเองจากเกษตรกรรมมา สู่อุตสาหกรรมโลหะหนัก สู่เทคโนโลยี สู่ IT Base นั่นแปลว่ามีการเตรียมการ มีการวางแผนล่วงหน้าระยะยาวตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเทียบกับบ้านเรา ที่ยึดปฏิบัติในสิ่งที่คิดว่าดีอยู่แล้ว จนไม่ได้ต่อยอดหรือกล้าทำอะไรจากกรอบเดิมๆ ที่มี ขณะที่เกาหลีจะยอมลงทุนทำสิ่งใหม่ไปก่อนตามข้อมูลที่มีเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า มันจึงตอบว่าทำไมการทำงานของเกาหลีเครียด เพราะเขาทำงานในความคิดว่าทำให้ดีที่สุด ผิดพลาดไม่ได้ และไม่มีอะไรจะเสีย

เช่นการทำเพลงสักเพลง ไม่ใช่แค่ว่าทำเพลงออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด แต่การจะขึ้นมาเป็นค่ายเพลงอันดับหนึ่งของเอเชียได้ ก็ต้องเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตามใคร วิธีการก็คือการคาดการณ์ล่วงหน้าจากข้อมูลชุดใหญ่ที่มี ทั้งจากบริษัทและหน่วนงานราชการ โดยบริษัทจะทำการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแน่นหนาเพื่อให้เห็นแนวโน้มตลาดในอนาคตทั้งหมดและป้องกันการผิดพลาดให้มากที่สุด

บทสนทนากับคนไทยคนเดียวที่ทำงานในค่ายเพลงเกาหลี S.M. Entertainment

เรื่องการฟังเพลงพอถึงจุดหนึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่ตามฟังเพลงของศิลปินรุ่นใหม่แล้ว ที่เกาหลีเขามีปัญหานี้หรือเปล่าคะ

ที่เกาหลีเขาพยายามสร้างให้เกิดสังคมการฟังเพลงแบบครอบครัวหรือการรับคอนเทนต์ร่วมกันแม้จะต่างเจเนอเรชัน เช่น สมมติเราตามฟังเพลง Super Junior ตอนนี้มี EXO แม้อนาคตเราจะไม่ได้ตามฟังเพลงเกาหลีวงใหม่ๆ ต่อ แต่ลูกเราที่ฟังเพลงด้วยกันก็จะได้รับอิทธิพลจากตรงนั้น และตามฟังเพลง EXO หรือวงอื่นๆ ต่อไป เป็นการส่งต่อ ดังนั้น เวลาไปดูคอนเสิร์ตก็จะสามารถดูร่วมกันได้ เป็นแผนที่มีมานานแล้วก่อนเข้าสู่ยุคดิจิทัลเสียอีก สังเกตได้จากการเดบิวต์วงใหม่แต่ละครั้ง จะมีจุดที่เชื่อมต่อกัน เพื่อให้กลุ่มคนฟังโตไปด้วยกัน ผูกพันไปด้วยกัน

การมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่ดี สำคัญกับสังคมหรือประเทศยังไงบ้าง

เราคิดว่าเพราะสื่อค่อนข้างมีอิทธิพลต่อคนนะ แม้บ้านเราจะมีปัจจัยแทรกซ้อน แต่ที่เกาหลีจะเข้มงวดและมีอิทธิพลสูงมากจนนำความคิดคนได้

และการเข้ามาทำงานเป็นสื่อของเกาหลีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากขั้นตอนระบบระเบียบ เขามีกฎเกณฑ์การคัดเลือกที่เข้มงวด เพราะการแข่งขันที่สูงมาก และคุณต้องเป็นกระบอกเสียงให้สังคมได้จริงๆ เขาจึงต้องการคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการวิเคราะห์ เขียนข่าว และนำเสนอ สิ่งที่สะท้อนสังคมให้มากที่สุด จะเห็นว่าสื่อเกาหลีเล่นงานจนประธานาธิบดียังต้องลงจากตำแหน่ง สื่อเขามีสิทธิและเสรีภาพขนาดที่ว่าคุ้ยข่าวจนรู้ว่าปาร์คกึนเฮไปทำหน้า นวดหน้า กี่โมง หรือทำอะไรอยู่ขณะที่เรือล่ม นักข่าวไม่ใช่แค่เขียนข่าวแล้วออกรายงาน แต่เขาสืบข่าว ในขณะเดียวกันต้องรู้ไว้ว่าถ้าคุณเป็นบุคคลในข่าว มีที่ยืนในสังคมแล้ว คุณทำผิดไม่ได้เลยนะ

นั่นคือเรื่องของวงการสื่อ ส่วนอุตสาหกรรมบันเทิงซึ่งเป็นหนึ่งในวงการสื่อ เป็น Soft Power เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนทัศนะ พฤติกรรม และการกระทำของฝ่ายตรงข้ามได้ โดยส่งผลให้เกิดแรงดึงดูดเป็นที่สนใจ และกลายเป็นที่ยอมรับในที่สุด ซึ่งเกาหลีใต้เป็นชาติที่เก่งเรื่องนี้ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อทุกอุตสาหกรรมในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการแพทย์เพื่อความงาม อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมบันเทิง และอื่นๆ จะเห็นว่า ส่งผลถึงกันไปหมด โดยสรุปคือเป็นเรื่องที่ดีนะถ้าอุตสาหกรรมบันเทิงแข็งแรงมากพอ

เดี๋ยวนะ นี่เราเล่าลึกไปมั้ย

ไม่เลยค่ะ กำลังสนุก

ทำให้นึกถึงโจทย์ของบ้านเราในยุคหนึ่งที่ถามว่าอะไรคือ T-Pop ความเป็นไทยคืออะไร คนไทยอาจจะยึดติดว่าต้องใส่อะไรที่คิดว่าไทยลงไป แต่จริงๆ แล้วมันไม่จำเป็นเลย

กลับมาที่ K-Pop อะไรคือซาวนด์ของ K-Pop ในเมื่อก็คล้ายกันกับ F4 ของไต้หวัน หรือเพลงของญี่ปุ่น ดังนั้น มันคือภาษาหรือเปล่า หรือมันคือหน้าตาของศิลปินที่ดูแล้วรู้ว่านี่คือ K-Pop หรือเป็นสไตล์หรือเปล่า คำถามคือสุดท้ายแล้วความเป็นไทยคืออะไร

ขอขอบคุณสถานที่
ร้าน BOYY & SON CAFE
ชั้น G ห้างสรรพสินค้า Gaysorn

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load