อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

15 กุมภาพันธ์ 2561
7 K

ผมยังจำภาพในค่ำคืนนั้นได้แม่นยำ

ม่านบนเวทีเปิดออก ชายคนหนึ่งยืนอยู่บนเวทีเพียงลำพัง เสียงปรบมือดังยาวนาน เป็นสัญญาณเริ่มต้นการโชว์สแตนด์อัพคอเมดี้ที่ชื่อ A – Katanyu The Man Who Stand Up ของเขาในวันนั้น

หากใครรู้จัก กตัญญู สว่างศรี เป็นการส่วนตัวย่อมรู้ว่าโชว์นี้มีความหมายกับเขามากเพียงใด ยอมรับว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมรู้สึกบางอย่างคล้ายอาการตื้นตัน

จากชายที่บอกว่าชีวิตตัวเอง ‘ห่วยสัส’ ถูกคนมองข้ามมานับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกไล่ออกจากงานประจำ เขาใช้เวลาไม่กี่ปีกลายมาเป็นคนที่มีแสงไฟสาดส่อง และเป็นผู้ที่กล้าประกาศว่าจะหว่านเมล็ดวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เจริญเติบโตในดินแดนบ้านเกิดให้ได้

จากโชว์ครั้งแรก A Katanyu 30 ปีชีวิตห่วยสัส ที่มีคนดูหลักสิบ เขาใช้เวลาไม่ถึงปี ขยับขยายจัดงาน A – Katanyu The Man Who Stand Up ที่มีคนดูหลักพัน ยังไม่นับโปรเจกต์อีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า อาทิ งาน One Night Stand Up ครั้งที่ 2 ในชื่อ Stand Up Tragedy ที่เขาระดมเพื่อนพ้องมาร่วมโชว์กันในวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ นี้

นอกจากสถานะล่าสุดอย่างแสตนด์อัพคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ หากลองไล่เรียงสิ่งที่กตัญญูเคยทำ เราจะพบว่าเขาเป็นมาแล้วหลายอย่าง ไล่ตั้งแต่เป็นคนทำนิตยสาร เป็นนักเขียนและคนทำสำนักพิมพ์เพื่อพิมพ์งานวรรณกรรมขายเอง (เอากับเขาสิ) เป็นพิธีกรอีเวนต์คิวชุก เป็นผู้ก่อตั้งและผู้จัดรายการทางพอดแคสต์ที่ชื่อ Get Talks เป็นบรรณาธิการบริหารดิจิทัลพีอาร์และคอนเทนต์ที่ชื่อ Moonshot จนกระทั่งล่าสุดเขาลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Katanyu86

เรานัดพบกันที่ร้านกาแฟไม่ไกลจากสำนักงานของเขา และจากเรื่องเล่าในบ่ายวันนั้น ทำให้ผมพบว่าชีวิตของกตัญญูนอกจากมันจะไม่ตลกเหมือนเรื่องที่เขาเล่าบนเวที

มันกลับชอกช้ำและตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

โชว์ครั้งแรกคุณตั้งชื่อว่า ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ ถ้าให้ย้อนมอง ชีวิตคุณห่วยสัสจริงไหม

มันเป็นภาวะที่แว้บเข้ามาตอนตั้งชื่อโชว์ เราจองสถานที่ตอนวันเกิดครบรอบ 30 ปี พอดี แล้วชื่อ ‘30 ปีชีวิตห่วยสัส’ มันลั่นออกมาเลย ซึ่งพอลองย้อนกลับไปดูตัวเอง จริงๆ ชีวิตเราเจ็บปวดนะ คือมันไม่ได้ตกอับ ไม่มีจะกิน ยากจน แต่มันเจ็บปวดกับการดิ้นทุรนทุรายของตัวเองที่จะพยายามพิสูจน์อะไรบางอย่าง เราเป็นคนที่มีไฟ มีความทะเยอทะยาน ทำอะไรก็อยากจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง อยากจะขึ้นเป็นแถวหน้าอยู่ตลอด แต่ที่ผ่านมาเราอยู่แถวหลัง เคยถูกมองข้าม อยากเข้าทำงานที่นิตยสารที่เราฝึกงานเขาก็ไม่สนใจ ไม่ได้มองอะไรเราเลย ซึ่งตอนเด็กไม่เข้าใจ น้อยใจ แต่ตอนโตขึ้นมาก็รู้ว่าคนที่บริหารเขาก็ต้องมองคนที่มีศักยภาพ

ตอนนั้นเราบอกกับตัวเองว่า กูจะต้องแซงทุกคนที่เขียนหนังสือรุ่นเดียวกับกูให้ได้ ซึ่งมันก็เลยพาเราไปเขียนงานวรรณกรรม เราเข้าใจเอาเองว่าคนเขียนหนังสือเก่งต้องเขียนหนังสือวรรณกรรมเท่ๆ เทพๆ เราก็ไปอ่านหนังสือรางวัล อ่านฟรานซ์ คาฟคา อ่านมูราคามิ ซึ่งก็พาเราถลำลึกเข้าไปสู่แวดวงการเขียนวรรณกรรม ไปอยู่กับคณะพลเมืองเรื่องสั้น ได้เขียนเรื่องสั้นลง ช่อการะเกด หลังจากนั้นก็ได้ทำงานที่นิตยสาร Writer

การที่ผ่านช่วงที่คนไม่เห็นคุณค่ามันมีคุณค่ายังไงกับคุณบ้าง

มันขัดเกลาให้เราแข็งแกร่ง ทำให้เราอดทน มันค่อยๆ ปอกเปลือกตัวเราเอง ช่วงเวลาที่เราไม่มีคุณค่ามันเหมือนเราค่อยๆ ขัดตัวเอง เอาสิ่งที่เปราะบางออก เมื่อก่อนเราจะมีความสะเปะสะปะ แต่เหมือนพอเราได้ลงสนามแข่งหลายๆ สนาม แล้ววันนึงเราก็พบว่ามันผิดที่กีฬาที่มึงเล่น กีฬานี้มึงไม่ถนัด มึงออกมาได้แล้ว ซึ่งการได้เดินออกมาจากจุดหนึ่งมันทำให้เราพบที่ใหม่ เราเจอเรื่องหนักๆ มาเยอะ ชีวิตเราเคยถูกไล่ออก ทำงานอยู่ถูกชี้หน้าด่า ถูกตบที่หน้างาน ถูกกดดัน เราถูกทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเจอ

ตอนนั้นทำไมถูกไล่ออก

‘คุณใช้แต่ปากทำงาน’ พี่เขาพูดกับเราแค่นี้ แต่ถึงทุกวันนี้เราขอบคุณพี่เขามากนะ ขอบคุณมากที่เขาให้อาชีพเรา เขาผลักเราไปอีกทาง มันเป็นจุดเปลี่ยน ไม่รู้จะพูดยังไง มันต้องขอบคุณเขาเท่านั้น เขาคงเห็นว่าเราไม่ได้เหมาะกับเส้นทางนี้จริงๆ แต่เขาไม่รู้จะอธิบายยังไง เราอ่านหนังสือมาเขาบอกว่า ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ถูกไล่ออก เป็นเพราะว่าคุณไม่ถูกกับงานนั้นจริงๆ อยู่แล้ว ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะได้เปิดตัวเองไปสู่งานใหม่

การถูกไล่ออกเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะว่ามันทำให้เรายกความยิ่งใหญ่ของวรรณกรรม คุณค่าของวรรณกรรมออกจากตัวเอง แล้วไปเห็นคุณค่าอื่นๆ ที่เป็นรายละเอียดในชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถหาความสุขได้ เพราะที่ผ่านมาวรรณกรรมมันคือเสาหลักในชีวิตมาตลอด เราอยากเขียนหนังสือให้ได้รางวัลซีไรต์ เราอยากเขียนหนังสือให้เป็นที่ยอมรับ เราอยากเขียนวรรณกรรมให้ผู้คนเชิดชูยกย่อง

การโดนไล่ออกครั้งนั้นสอนอะไรคุณบ้าง

มันสอนว่า คนเราไม่ต้องไปยึดถือว่าเราจะเป็นอะไรไปตลอด เราเคยบอกเพื่อนเลยนะว่า กูก็ยังไม่รู้ว่ากูจะเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนไปถึงเมื่อไหร่ แต่ถามว่าเรารักมันไหม เราอยากทำอาชีพนี้ไหม อยากสร้างวัฒนธรรมนี้ไหม เราชอบมาก เราแฮปปี้ มีความสุขมาก แต่พรุ่งนี้ให้เราเลิกเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนแล้วไปทำอย่างอื่นก็ได้ เราพร้อมนะ เราเลิกยึดติด เลิกยึดถือกับการเป็นอะไร แต่เราเอนจอยกับการลงมือทำอะไรแค่นั้นเอง เฮ้ย วันนี้เอนจอยกับการขายงาน วันนี้เอนจอยกับการกินข้าวกับน้องที่ออฟฟิศ หรือวันนี้มีนัดสัมภาษณ์เว้ย กินกาแฟ ซื้อแพนเค้กแดก ทุกโมเมนต์ในชีวิตมันอะไรก็ได้แล้ว คุณค่าหรือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเพลาลง

คือพอย้อนมองกลับไป ที่เรายึดมั่นถือมั่นมันเป็นเพราะเราไม่มั่นใจในคุณค่าด้านอื่นๆ ของตัวเอง ตอนเด็กๆ เราอยากเป็นนักฟุตบอล และเราก็เป็นนักฟุตบอลอันดับต้นๆ ในโรงเรียน แล้ววันนึงเอ็นข้อเท้าฉีก มันทำให้เราต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองว่าคุณค่าในชีวิตตัวเองคืออะไร สมมติคนนั้นรวย คนนี้หล่อ คนโน้นเรียนเก่ง เราก็เป็นคนอินดี้ คือคนเขียนหนังสือเหมือนจะเป็นคนที่ลุ่มลึกกว่าคนอื่น แต่จริงๆ กูหลงผิดมาตลอด

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ที่ต้องหาที่ยึดจับให้กับตัวเองมันเกิดจากปมที่เป็นคนไม่ได้รับการยอมรับหรือเปล่า

เราไม่แน่ใจว่ามันคือปมหรือเปล่า เราว่ามันเกิดขึ้นจากภาวะปกติของมนุษย์ที่ต้องการยึดจับอะไรบางอย่างให้กับตัวเองเพื่อสร้างคุณค่า เพราะว่ามนุษย์มันอ่อนแอไง เราต้องดิ้นรนอยู่ในสังคม เราต้องติดอาวุธ ถ้าเป็นเกมมึงก็ต้องติดอาวุธให้กับตัวเองเพื่อที่จะให้มึงได้มีที่อยู่ แต่วันนี้เราก็บอกกับตัวเองเหมือนกันว่า ไอ้สิ่งเหล่านี้มันล่มสลายได้ง่ายๆ เลย เพราะว่าที่จริงแล้วมันเป็นคุณค่ากับตัวเราแค่นั้นแหละ เป็นเราที่ยึดจับมันเอาไว้มากที่สุด ในโลกของคนอื่นที่เราล่องลอยอยู่มันไม่ได้มีค่าขนาดนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปยึดติดอยู่กับความรู้สึกว่าเราเป็นอะไรแล้วเรามีคุณค่ากับใครมากๆ เข้า วันนึงพอล้มลงมาแล้วมันพัง

สิ่งที่เรียนรู้สำคัญที่สุดจากการพังทลายของคุณค่าที่ยึดมั่นเอาไว้สูงสุดของตัวเอง มันคือการพบว่า จริงๆ การเป็นมนุษย์ธรรมดาแม่งสบายที่สุดแล้ว คุณเคยมีภาวะนี้มั้ยล่ะ เป็นนักเขียนเป็นนักคิดแล้วก็มองว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เหนือกว่าไอ้พวกที่ไปซื้อบ้านซื้อรถหาภาระใส่ชีวิต ไอ้พวกที่ไปงานแมสๆ ที่ใครเขาก็ไป ปีใหม่พาแม่ไปไหว้พระ ซึ่งที่ว่ามาทุกวันนี้กูทำหมดเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่เรียบง่าย สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข มันไม่ใช่การทำให้ตัวเอง มันคือการทำให้สิ่งแวดล้อมของเราดีไปด้วย

หลังจากโดนไล่ออก คุณผ่านช่วงที่ชีวิตพังทลายมาได้ยังไง

ไปบวช มันคือด้านกลับของความคิดเลย ตอนนั้นหาทางไปไม่เจอ เออ ว่างแล้วว่ะ ย่าก็อยากให้บวช แม่ก็แฮปปี้ เราก็ไม่มีความหมายอะไรนี่ ก็ไปบวช ซึ่งมันเปลี่ยนชีวิต

การบวชเปลี่ยนชีวิตคุณได้

จริงๆ แล้วจะบอกว่าเพราะการบวชหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ มันแค่เป็นโมเมนต์นึงที่พบว่า นี่แหละ ความหมาย ตอนนั้นเราเป็นนาค ขี่คอเพื่อนสนิท ข้างหน้าเรามีพวกป้าๆ มีเพื่อนสนิทเต็มไปหมดเลย แล้วก็ญาติๆ ดื่มเหล้าขาวเมากัน เต้นรำกัน คือโมเมนต์นั้นเป็นโมเมนต์ที่รวมทั้งคนดีคนบาปมามีความสุขร่วมกัน โดยที่เราทรมาน เพราะเราโกนหัว เราอุบาทว์ เรานั่งไม่สบาย แต่ความทรมานนั้นทำให้เราเห็นว่ามันทำให้คนอื่นมีความสุขว่ะ แล้วพออยู่ไปสักพัก มึงก็ไม่ได้ทรมานนี่หว่า หัวโล้นแล้วไงวะ

โมเมนต์นั้นมันทำให้เราค้นพบความหมาย จากการให้คุณค่า ให้ความสุข ให้ความสำเร็จ ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เปลี่ยนมาเห็นคุณค่าของความสุขความสำเร็จของคนรอบข้าง ทุกวันนี้มันกลายเป็นคำติดปากของเรานะว่า น้องแฮปปี้มั้ย ลูกค้าแฮปปี้มั้ย คือเวลาเช็กงานไม่ได้ถามว่างานดีไม่ดี แต่ถามคนรอบข้างว่าแฮปปี้หรือเปล่า จากเดิมที่ถามแค่ว่ากตัญญูแฮปปี้มั้ย มันเปลี่ยนเป็นแม่แฮปปี้มั้ย พ่อแฮปปี้เปล่า ญาติแฮปปี้มั้ย เพื่อนๆ มีความสุขเปล่า เออ มีเหรอ กูก็มี

แล้วเคยคิดมาก่อนไหมว่าวันนึงจะกลายเป็นสแตนด์อัพคอเมเดี้ยนคนใหม่ของประเทศไทย

โดยความบังเอิญ เรารู้สึกว่าสแตนด์อัพคอเมดี้มันเวิร์ก มันเหมาะกับตัวเอง ไม่เคยฝันว่าชีวิตนี้จะต้องจัดสแตนด์อัพคอเมดี้ แต่อยู่ๆ ก็ทำมัน เราเคยอ่านหนังสือของมูราคามิ เขาเล่าว่าตอนที่ค้นพบว่าตัวเองเขียนหนังสือได้ มันคือความรู้สึกที่หล่นมาจากฟ้า อะไรทำนองนั้น คือมันแค่ร่วงหล่นลงมาแล้วเขาก็ทำมัน เหมือนกัน เราอยากทำมัน คือเราคงไม่ได้ยิ่งใหญ่แบบมูราคามิ แต่เรารู้สึกว่าความรู้สึกนั้นมันหล่นลงมาเหมือนกันว่า ยู ทำสแตนด์อัพคอเมดี้เหอะ

ตอนนั้นก็ตั้งสเตตัสเลย คือคิดอะไรก็ต้องประกาศเอาไว้ก่อน ไม่ได้ทำก็เสียหมา ก็ประกาศชวนทีมงานมาเยอะแยะมากมายเลย แล้วก็โพสต์สเตตัสว่าจะจัดงานวันที่เท่าไหร่ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเล่นยังไง จะพูดยังไง ตอนโพสต์มีแค่คำเดียวคือ 30 ปี ชีวิตห่วยสัส

ทำไมเลือกที่จะป่าวประกาศก่อนที่จะรู้วิธีทำ

จริงๆ แล้วเป็นคนที่สนุกที่จะได้โม้มั้ง กูอยากทำนั่น อยากทำนี่ แต่ว่าที่ผ่านมามันก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เราเคยเป็นบรรณาธิการบทสัมภาษณ์อยู่ที่ GM ช่วงหนึ่ง แล้วจะมีคนประเภทหนึ่งที่เราได้สัมภาษณ์บ่อยๆ คือคนที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราก็ได้แนวคิดจากคนที่ประสบความสำเร็จมา มีไอเดียหนึ่งของพี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) เขาพูดกับเราเรื่อง possibility in context ความเป็นไปได้ภายใต้บริบทที่เรามี

จำได้เลยคุยที่ร้านอาหารของเขาริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขาบอกว่า ‘นี่เป็นความลับของจักรวาลเลยนะครับยู’ แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่จะทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นคือการเห็นความเป็นไปได้ คือคุณดูตัวเองว่ามันมีอะไรเป็นไปได้บ้าง ชี้ไปตรงจุดนั้น พอตั้งใจจะทำแล้วก็ลิสต์มาว่าหนึ่งถึงสิบมันต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็ลงมือทำ ซึ่งดีไม่ดีไม่รู้นะ แต่มันจะเกิดขึ้น

เราเป็นคนเขียนหนังสือมาตั้งนานแล้ว ซึ่งคนเขียนหนังสือมันคือคนชอบจะเสนอความคิดออกไป เรามีความกวนตีนอยู่ในตัว และในขณะเดียวกันการเป็นพิธีกรของเรามันก็ใช้ทักษะของการคอนโทรลบรรยากาศ พอเราทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้วเรามีเรื่องเล่า ทั้งหมดรวมกันก็เลยกลายเป็นสแตนอัพคอเมดี้

วันแรกที่ประกาศ คิดสร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เกิดขึ้นเลยหรือเปล่า

ไม่ ตอนแรกแค่อยากเล่นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราอยากเห็นคนที่เข้ามาช่วยเราเขาเล่นด้วย อยากเห็น แซม (พลสัน นกน่วม) เล่น อยากเห็น ครูทอม คำไทย เล่น

คุณเคยเป็นอย่างนี้มั้ย ตอนที่เขียนหนังสือใหม่ๆ อยากจะไปสนทนากับเพื่อนนักเขียน คอเมเดี้ยนก็เหมือนกันเลย อยากจะไปสนทนากับเพื่อนคอเมเดี้ยนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้ด้วยกัน แต่มันไม่มี (หัวเราะ) พี่โน้ต อุดม เขารุ่นใหญ่แล้ว แต่เราอยากได้เพื่อนที่แลกเปลี่ยน ร่วมเล่น ได้ไปเชียร์เขา หรือแข่งขันกันก็ได้ มุกมึงเป็นยังไง แซวกัน คิดถึงสมัยเด็กๆ ที่เตะบอล แล้วไอ้นั่นกองหน้าเก่ง ไอ้นั่นเล่นปีก คืออยากมีเพื่อนที่เล่นสแตนด์อัพคอเมดี้เก่งๆ หลังจากนั้นความรู้สึกอยากให้วัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้เกิดขึ้นในบ้านเรามันก็เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

กตัญญู สว่างศรี

อย่างงาน Stand Up tragedy ที่กำลังจะเกิดขึ้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำเพื่อให้สร้างวัฒนธรรมสแตนด์อัพคอเมดี้หรือเปล่า

ใช่ๆ มันต้องมีเวทีที่คนอยากมาเล่น ต้องมีเวทีที่เปิดโอกาสให้คอเมเดี้ยนหน้าใหม่ แต่บอกก่อนว่าเราไม่ได้บุกเบิกเพื่อที่จะเป็นคนเท่นะ เราแค่บุกเบิกเพื่อที่จะให้มันมีอาชีพแล้วคนทำอยู่ได้ หมายความว่า เราก็อยู่ได้ มีคนดู เขาก็มีคนดู วนเวียนกัน สร้างความต้องการให้คนอยากดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเกิดมีคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบสแตนด์อัพคอเมดี้นะ ไม่ได้ชอบเฉพาะกตัญญู เราเชื่อว่ามันจะเกิดเป็นวงการ

คือคำว่าวงการมันต้องมีคนครบนะ ต้องมีคนดู คนเล่น และสปอนเซอร์ เอาแค่ 3 กลุ่มนี้ก่อน ถ้ามีนักวิจารณ์เข้ามาอีกยิ่งสนุก คิดดูว่าจะมันแค่ไหนถ้าวันนึงมีสแตนด์อัพคอเมดี้ที่เป็นโชว์พิเศษแทบทุกเดือนเลย เดือนนี้ไปดูไอ้นี่ อีกเดือนไปดูไอ้นั่น

คุณคิดว่าที่บ้านเราไม่ค่อยมีสแตนด์อัพคอเมดี้เป็นเพราะไม่มีคนดู หรือจริงๆ แล้วมีคนอยากดูแต่ไม่มีให้ดู

ปัญหามันไก่กับไข่นิดนึง แต่จริงๆ แล้วเราเชื่อว่ามีคนดู ไม่อย่างนั้นเราจะจัดโชว์ของเราได้ยังไง มีคนดูพี่โน้ต อุดม มาเป็นสิบปีแล้ว แล้วในสิบปีนี้จะไม่มีคนประเภทที่อยากดูคนอื่นเล่นบ้างเหรอ

พูดถึงรถไฟฟ้าเรานึกออกว่ามันจำเป็นยังไงกับบ้านเมือง แล้วการมีสแตนด์อัพคอเมดี้จำเป็นยังไง

ชีวิตมันไม่ได้ต้องการแต่ของจำเป็นไง ไม่อย่างนั้นทำไมเราถึงต้องใช้ iPhone X กัน คือชีวิตเราต้องการสิ่งที่มันน่าหลงใหลด้วย สิ่งที่มันฟุ่มเฟือยด้วย สิ่งที่ไม่สามารถบอกว่ามันจำเป็นด้วย แล้วเรารู้สึกว่าเรามีชีวิตเพราะสิ่งเหล่านี้ เรามีชีวิตขึ้นมามันมีสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิตที่เราต้องมี ที่เราต้องใช้ ที่เราต้องอยู่ แต่ว่าเราหาความหมายในชีวิตผ่านสิ่งของเรื่องราวไร้สาระมากมาย

ซึ่งคำว่าไร้สาระมันก็นามธรรม คุณชอบสัมภาษณ์แต่อีกคนไม่ชอบอ่านหนังสือ สิ่งที่คุณทำมันก็ nonsense สำหรับคนที่ไม่ชอบอ่าน สำหรับสแตนด์อัพคอเมดี้ เรารู้สึกว่ามันสามารถหาคนที่หลงใหลได้ ถ้าพูดอย่างมีคุณค่า มันสามารถเปิดโอกาสให้กับเสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะพูดเรื่องอะไรออกมา ปลดปล่อยอะไรออกมา

ตั้งแต่จัดสแตนด์อัพคอเมดี้ คุณผ่านคำสบประมาทอะไรมาบ้าง

เราเจอคนด่าว่าฝืด แชร์คลิปไปบอกว่าไม่ตลกเลย ไม่ได้ครึ่งพี่โน้ต อุดม เราเจอคนที่เห็นหน้ากัน ยิ้มให้เรา แต่ก็ไปแอบๆ ด่า ซึ่งมันสอนเราเหมือนกันนะ ว่าบางทีอย่าเพิ่งไปดูถูกใคร อย่าเพิ่งไปมองว่าใครมันจะไม่เวิร์ก อย่าเพิ่งไปตัดสินคนอื่น อย่ารีบ บางทีเราต้องเปิดโอกาส ใจกว้างๆ หน่อย

มีใครกล้าเดินมาตบไหล่แล้วบอกว่า ยูไม่ตลกเลย บ้างไหม

ไม่มีนะ ถ้ามีใครกล้ามานะ กูก็จะ ‘เออ กูไม่ตลกหรอก’ มันแน่นอนว่าต้องมีคนมองว่าเราฝืด แต่ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ได้ไปฆาตกรรมพ่อใคร เราให้ความสำคัญเฉพาะคนที่อยากทำให้เราดีขึ้น คอมเมนต์ที่อยากให้เราพัฒนา ส่วนคอมเมนต์แจกฝืด แจกคำด่า เราไม่สนใจ แต่ในใจก็มีความรู้สึกว่าเดี๋ยวมึงเจอกู กูจะตลก วันหนึ่งถ้าพลาดขำนะ กูจะด่ามึงกลับ เราไม่ได้เป็นมนุษย์ประเภทใจกว้างที่ใครมาบอกว่าเราแย่แล้วจะดีใจ เข้าใจคนทำหนังห่วยๆ แล้วโดนวิจารณ์แรงๆ เลย แต่เราก็ไม่ได้ทำหนังที่มีสาระ มีความดีงามมากมายนะ เราแค่ทำสิ่งที่ท้าทายอยู่ ถ้าจะห่วยบ้างเราให้อภัยตัวเอง

กตัญญู สว่างศรี

กตัญญู สว่างศรี

การมาเป็นคอเมเดี้ยนมันเปลี่ยนอะไรในตัวคุณบ้างไหม

เราคิดว่ามันเปลี่ยนก่อนที่เราจะเป็น ถ้ามันเปลี่ยนทีหลังเราอาจจะทำสแตนด์อัพคอเมดี้ไม่ได้ เราว่ามันเริ่มด้วยด้วยการเปลี่ยนชุดความคิดของตัวเอง อย่างที่เล่าไปแล้วว่าการทำอะไรให้สำเร็จมันมีหลักคิดของมันอยู่ ตั้งเป้าหมาย เห็นภาพ ไปให้ถึงภาพ

ถ้าถามว่าเล่นเสร็จแล้วเปลี่ยนอะไร เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนเนื้อตัวอะไรเรามากนัก มันแค่เปลี่ยนเป้าหมายในชีวิตว่าเราจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ แต่เราจะยังแบกสัมภาระของเราได้อยู่ ตอนนี้เรามีแม่ต้องดูแล บ้านต้องส่ง รถต้องจ่าย เรามีสัมภาระ เราไม่ใช่พวกที่ทิ้งทุกอย่างแล้วไปตามหาความฝันอีกแล้ว เราทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเองยังดูแลได้ทั้งหมด

เห็นเมื่อปีก่อนคุณจัดงานปิดตัวหนังสือ ความรักและแสงสีขาว ที่เคยเขียนและพิมพ์ขายเอง นี่ถือเป็นบทสรุปความล้มเหลวของการทำสำนักพิมพ์หรือเปล่า

ถ้าจะให้ประเมินดูแล้วการทำหนังสือที่ผ่านมา ในแง่ธุรกิจมันไม่ประสบความสำเร็จ หากินไม่ได้เลย ซึ่งถามว่าไร้สาระหรือเปล่า มันก็ไร้สาระ แต่อีกด้านนึงมันเสริมพลังให้เราด้วย ว่ามึงทำอะไรออกมาได้จริงๆ มันทำให้เราเป็นคนที่คิดว่า ถ้ากูจะทำแล้วกูก็จะทำ ถึงไม่มีคนซัพพอร์ตกูก็ไม่อ่อนไหว นี่เป็นบุคลิกนึงที่สำคัญมากของเราเลยนะ คือเราไปเล่าความฝันอะไรให้ใครฟัง เขาอาจจะไม่โอเค แต่เราจะไม่อ่อนไหวกับคำพูดหรือความเชื่อคนอื่น

ความหมายเดียวกับไม่ฟังคำเตือนใครไหม

มันคนละอย่างกันนะ คือคำเตือนมันเห็นอันตรายอยู่ข้างหน้า มันเห็นการลงทุนที่ผิดพลาด เห็นข้อเสียที่จะส่งผล นี่คือไม่ฟังคำเตือน แต่ของเราไม่ใช่ ยกตัวอย่างเช่น มีเพื่อนเห็นงานครั้งแรกที่ร้านซอมบี้บุ๊กส์ เขาก็บอกว่ามึงจัดเล็กๆ แบบนี้โคตรน่ารักเลย มีเสน่ห์ฉิบหาย อย่าเพิ่งจัดใหญ่เลย อย่าเพิ่งรีบร้อน แต่ในใจเรามันค้านว่า ไม่ใช่ กูรู้ว่าแบบนี้มีเสน่ห์ แต่ถ้ากูจะอยู่กับมันได้กูต้องจุดพลุให้ตัวเอง แล้วไม่มีใครเชื่อว่าเราจะจุดพลุได้ เราเลยจัดงานที่ใหญ่ขึ้นมาอีกขั้นนึง คืองาน A-Katanyu One Night Stand (Up) ช่วงกุมภาพันธ์ ซึ่งมันพิสูจน์ว่าคนเยอะขึ้น แล้วทำไมกูจะใหญ่ไม่ได้ งานครั้งแรกที่ซอมบี้บุ๊กส์มันแค่ 70 คน แต่งาน One Night Stand (Up) คนมาประมาณ 300 ทีนี้พอจะขึ้นเป็น 500 – 600 คน โรงละครบ้านเรามันไม่มีที่รองรับ มันก็ต้องทะลุไป 700, 800 หรือ 1,000 ถ้าอย่างนั้นก็จัด 1,000 คนเลย จะเป็นอะไร ซึ่งอันนี้คือเชื่อมั่น ไม่อ่อนไหว

ถ้ามึงทำสิ่งที่ไม่มีใครเขาทำ มึงต้องเจอความกลัวอยู่แล้ว มึงต้องเจอคำพูดหวังดีที่กดความฝันของมึงเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งเรารู้สึกว่าสิ่งที่ยากก็คือการแยกคำเตือนกับแยกสิ่งที่จะมาทำให้มึงอ่อนไหว

กตัญญู สว่างศรี

แล้วตอนที่แสดงบนเวทีใหญ่วันแรกรู้สึกยังไง

ตื่นเต้น มันเบลอๆ เหมือนฝัน แต่โมเมนต์ที่ทัชที่สุด แล้วเราตั้งใจมาพูดบนเวทีวันนั้นเลยก็คือเรื่องที่เราพูดกับแม่ คือเราเคยถามแม่ว่าความสำเร็จของแม่คืออะไร แม่บอกว่าไม่มีหรอก แล้วแกก็คิดแป๊บนึง แล้วก็บอกว่า ก็เลี้ยงลูกโตขึ้นมานี่แหละ โอเคแล้ว วันนั้นเราก็พูดว่า โชว์นี้คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตเราเลย แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่มาจากแม่

เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันทัชมากๆ เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคนที่ใช้ชีวิตธรรมดา เรียบง่าย เลี้ยงลูกชาย 2 คนมาด้วยบัตรเครดิต ไม่เคยมีโมเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ก็ใช้ชีวิตเป็นแม่บ้าน ทำงานออฟฟิศ ไปเช้าเย็นกลับ ทำกับข้าวให้ลูกกินไปเรื่อยๆ แต่คนที่หนุนหลังเราอยู่ก็คือคนคนนี้แหละ เขาเปิดโอกาสให้เราคิด ปล่อยให้เราทำ คอยให้แง่คิดหรือปล่อยให้เราคิด ให้เราเถียง

ซึ่งโมเมนต์ที่ได้พูด ได้ยกความสำเร็จของตัวเองให้เป็นความสำเร็จส่วนหนึ่งของแม่ คือสิ่งที่ย้อนกลับมาที่เราเคยบอกว่า สิ่งที่เราสำเร็จมันเป็นของคนอื่นด้วย มันเป็นของคนรอบข้างที่ช่วยเรามา ทุกวันนี้เราเลยกลายเป็นมนุษย์ที่ติดปากคำว่า ขอบคุณ

แล้ววันนั้นบนเวทีภาพเก่าๆ ที่เคยผิดหวังมันย้อนกลับมาเหมือนเวลาเราดูหนังไหม

ไม่ แต่มันจะมีช่วงก่อนหน้าที่เราคิดชื่อโชว์ไม่ออกสักที แล้วมีอยู่คืนนึงเราฝันถึงตอนที่โดนไล่ออก ฝันถึงประโยคที่ว่า มึงใช้แต่ปากทำงาน แล้วตื่นขึ้นมา เฮ้ย เออ กูลุกขึ้นยืนด้วยคำนี้นี่หว่า ทำไมไม่ใช้ชื่อThe Man Who Stand Up วะ แล้วสุดท้ายมันคือเพลง ลุกขึ้นยืน ที่เราแต่งเองแล้วร้องตอนสุดท้ายของโชว์ เนื้อเพลงของมันคือ

“ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ลุกขึ้นยืนขึ้นยืนขึ้นมา ไม่ว่าจะเจ็บช้ำเพียงไหน ฉันยังคงทำต่อไป จะเป็นยังไง สุดแขนจะเอื้อมคว้าให้ถึงปลายฝัน วันที่ฉันนั้นลุกขึ้นยืน มีเรื่องราวมากมายให้จำ รวมเพื่อนพ้องมากมายพลัง เดินด้วยกันไม่มีถอยไป หมดสิ้นแรงหนทางก้าวเดิน ยังมีพวกเราคอยเติมช่วยกัน จะล้มกี่ครั้งยังไงช่างมัน ส่งใจถึงกันให้ลุกขึ้นยืน”

ตอนนี้คุณมีบริษัทเป็นของตัวเองแล้ว คุณเคยคิดไหมว่าตั้งบริษัท Katanyu86 ขึ้นมาเพื่ออะไร

เพื่อสร้างสแตนด์อัพคอเมดี้ให้เป็นทั้งวัฒนธรรมและเป็นอาชีพในประเทศไทย แต่มิชชันกับธุรกิจหลักในช่วงเวลาบางช่วงอาจจะต่างกัน อย่างตอนนี้ธุรกิจหลักมันว่าด้วยเรื่องของครีเอทีฟเอเจนซี่ โดยมีดิสเพลย์เป็นทอล์กโชว์ คือเราค่อยๆ ทำ แต่ว่าสแตนด์อัพคอเมดี้คือมิชชันของเรา คือโกลสูงสุด ซึ่งเราไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดขึ้นภายในปีสองปีนะ เราคิดว่าต้องต่อสู้กับมันเป็นสิบปี ซึ่งอีก 10 ปีเราเพิ่งอายุ 42 กำลังเท่เลย

แล้วภาพของวงการสแตนด์อัพคอเมดี้อีก 10 ปีข้างหน้าที่อยากเห็นเป็นยังไง

เราจะมีสแตนด์อัพคอเมดี้ให้ดูเยอะขึ้น มีคอเมเดี้ยนหน้าใหม่ให้ดูทุกเดือน มีคลับที่เปิดเวทีให้คอเมเดี้ยนและมีสเปเชียลโชว์ทุกๆ 3 เดือน หรืออาจจะทุกๆ เดือนก็ได้ โดยที่สเปเชียลโชว์จะมีซูเปอร์สตาร์คนใหม่เกิดขึ้น ส่วนเราก็อยู่ในฐานะที่เล่นเองบ้าง จัดงานบ้าง แล้วภาพที่ใหญ่ที่สุดคือเราอยากมีเธียเตอร์เป็นของตัวเองเอาไว้จัดสแตนด์อัพคอเมดี้โดยเฉพาะ แล้วมีคลับเล็กๆ อยู่ในเธียเตอร์ให้คนมาโอเพ่นไมค์ ภาพความสำเร็จคือมีคนซื้อตั๋วมาดู คอเมเดี้ยนมีอาชีพ อยู่ได้โดยการขายตั๋วอย่างเดียว

กตัญญู สว่างศรี กตัญญู สว่างศรี

ย้อนมองชีวิตตัวเอง คิดว่ามีอะไรที่สำคัญและจำเป็นมากๆ จนอยากแชร์บ้างมั้ย

กลับไปสู่พื้นฐานของคนยุคพ่อยุคแม่เขาทำมา ก็คืออดทน คนยุคนี้อดทนน้อย อดทนต่อความพ่ายแพ้ อดทนต่อการไม่ถูกมองเห็น อดทนเข้าไว้ อดทนทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อดทนกับคำว่ากล่าวที่ไม่เข้าใจเรา อดทนกับความดื้อในตัวเองที่อาจจะต้องเชื่อคนอื่นบ้าง อดทนกับวันเวลาที่ยังไม่เป็นใจ แล้วก็เชื่อมั่นกับตัวเองว่ามันจะมีโอกาส ซึ่งมันจะมาตอนไหนก็ไม่รู้นะ แต่ถ้ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตแล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ไปทำให้สัมภาระต่างๆ ในชีวิตพังทลายก็ลองทำ ทุกคนมีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ทุกคำคมมีข้อยกเว้น ทุกฮาวทูไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่สิ่งที่เราบอกเลยว่าเหมาะกับทุกคนคืออดทน

ทำไมกูเป็นคนพูดเรื่องการอดทนทั้งๆ ที่กูดูเป็นคนไม่อดทนอะไรเลย แต่ที่จริงแล้ว เรารู้สึกว่าเคล็ดลับที่ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนคือการอดทน ทนทำงานนี้ให้มันสำเร็จ ทนพิสูจน์ตัวเองจนกว่าเขาจะไม่เอาเราแล้ว ทนทำบางสิ่งบางอย่างจนมันตอบแทนกลับมาให้เรา ทนเชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำอยู่ให้มันสุดทาง

พูดไปก็เหมือนไลฟ์โค้ช บอกให้คนลงมือทำ แต่มันเป็นทางเดียวที่จะบอกมึงได้ไงว่ามึงอดทนกับมันได้จริงหรือเปล่า แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง บางครั้งชีวิตมันต้องโดนคนอื่นเอาแส้ฟาดนะ มันต้องโดนเฆี่ยน แล้ววันนึงมึงจะขอบคุณคนที่เฆี่ยนมึง

ฟังมาถึงตรงนี้อยากรู้ว่าคุณเชื่อที่มีคนบอกมั้ยว่า ชีวิตเหมือนการต่อจุด

เอาแบบตรงไปตรงมานะ เราไม่ได้สนใจเลยว่ะ คือเราจะถอยไปดูจุดที่มันต่อชีวิตตัวเองมาทำไม ถ้าไม่ได้ถูกสัมภาษณ์เราก็คงไม่ได้ย้อนไปดู เพราะว่าเอาแค่ดูสิ่งตรงหน้าเวลาก็ไม่ได้มากพอแล้ว คือถ้าชีวิตมันเป็นเส้นตรงแล้วมุ่งสู่ความสำเร็จได้เลยตั้งแต่แรกเราก็แนะนำให้ทุกคนทำอย่างนั้นนะ คงไม่ได้แนะนำให้ไปลองดอทตรงนั้นก่อนตรงนี้ก่อน (หัวเราะ) แต่ชีวิตมันทำนายไม่ได้ว่าจะเจออะไร

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่เรารู้สึกว่าการถอยกลับไปดูชีวิตตามจุดต่างๆ มันสำคัญ คือมันทำให้เราภูมิใจกับตัวเองว่ามึงผ่านเรื่องแบบนั้นมาได้ สุดท้ายแล้ว หนึ่งชีวิตไปจนวันตาย พอไป connecting the dots มันจะเห็นทั้งจุดดี จุดล้ม จุดยืน จุดพุ่ง จุดสูง จุดต่ำ แต่มันไม่ใช่แบบ อ๋อ เพราะเราไปทำสิ่งเหล่านั้นไง เราเลยมีผลมาถึงสิ่งนี้ แต่มันคือแบบมึงเคยอยู่ในจุดนั้นว่ะกตัญญู โอเค มึงผ่านมาได้แล้ว ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้เป็นคนสำคัญ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามึงไม่ได้ยิ่งใหญ่ ตระหนักรู้ด้วยนะว่ามันแค่จุดหนึ่งที่มึงเคลื่อนผ่าน อย่าประมาท แล้วก็ทำงานให้เต็มที่ ตั้งใจไปต่อ สุดท้ายเราไม่ได้มองไปข้างหลังแล้วว่ะ เรามองไปข้างหน้า

กตัญญู สว่างศรี

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load