The Cloud x OKMD

เราเป็นหมอฟันแต่อยากทำร้านหนังสือในเมืองพังงาเล็ก ๆ บรรยากาศสบาย ๆ ให้คนมาเดินเล่น เลือกหาหนังสือที่ชอบไปอ่านกัน อยากให้คนที่มาร้านเรารู้สึกสบาย อยากมีหนังสือดี ๆ ให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ง่าย ร้านเราขายหนังสือเกือบทุกประเภท เลือกตามความชอบของเจ้าของร้าน พนักงาน และลูกค้า

ร้านเราเริ่มจากการสร้างบ้านที่ออกแบบแปลกกว่าบ้านทั่วไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ด้วยความตั้งใจหลักว่า อยากย้ายคลินิกฟันที่อยู่ในตึกแถวริมถนน เข้ามาอยู่ในอาคารที่เราออกแบบไว้ล่วงหน้า อยากให้มีที่นั่งรอคนไข้แบบโล่ง ๆ โปร่งสบาย ไม่ติดแอร์ ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน ชั้นสองก็ทำเป็นที่อยู่อาศัยด้วย

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น
บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

ระหว่างที่รอย้ายคลินิกจากที่เดิมมาที่ใหม่ คนผ่านไปมาก็แวะเข้ามาดู มาทักอยู่หลายคนว่าน่าจะเปิดขายไอติม เพราะด้านหน้าเป็นอิฐกับปูนเปลือย มีจัดสวนนิดหน่อย ทำเลก็อยู่ในซอยเงียบ ๆ ไม่ติดถนนใหญ่ พอดีช่วงนั้นมีญาติว่างงานอยู่ก็ชวนมาขายไอติมหน้าบ้าน มีคนอยากกินกาแฟ ก็ชวนกันไปอบรมชงกาแฟ หัดทำขนมจากยูทูบ มีคนเอาขนมมาฝากขาย เราก็จัดบ้าน เอาหนังสือมือสองของหลาน พวกการ์ตูน นิยายแจ่มใสมาวาง คนก็เข้ามาดู เริ่มขอแบ่งหนังสือใหม่จากร้านของน้องชายเพื่อนมาวางขาย ใช้พื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องไปเช่าที่ข้าง ๆ ทำร้านกาแฟ

รู้ตัวอีกที ที่นั่งรอคนไข้ก็กลายเป็นร้านหนังสือไปแล้ว คลินิกฟันพื้นที่หดไปครึ่งหนึ่ง ก็ต้องปรับเปลี่ยน Flow กันใหม่ มีคลินิกฟัน ร้านหนังสือ และร้านกาแฟอยู่ด้วยกัน

ทั้ง 3 ส่วน ทำงานแบบพึ่งพาอาศัยกัน เด็ก ๆ มาทำฟันเสร็จ ผู้ปกครองก็พาไปเลือกหนังสือเป็นรางวัล ผู้ใหญ่บางคนรอทำฟันก็ไปนั่งรอที่ร้านกาแฟ รายได้ก็เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันไป ให้พอเลี้ยงพนักงานทุกคน และมีเงินเหลือพอซ่อมแซมข้าวของ ตกแต่งร้านให้สะดวกสบาย น่าอยู่

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น
บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

เราพยายามจัดร้านให้แต่ละโซนเหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ร้านมี 2 ชั้น ชั้นล่าง โซนด้านหน้าสำหรับลูกค้าที่มีเวลาไม่มาก มีเครื่องเขียน อุปกรณ์งานศิลปะ พจนานุกรม สารานุกรม การ์ตูนความรู้ ฝั่งซ้ายสำหรับคนรักวรรณกรรม มีวรรณกรรมทุกประเภท เรื่องสั้น บทกวี และนิยายต่าง ๆ ฝั่งขวาเป็น Non-fiction ตั้งแต่อาหาร บ้านและสวน ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง บริหารธุรกิจ ปรัชญาจิตวิทยา สุขภาพ การดูแลเด็ก คอมพิวเตอร์ ศิลปะ ด้านในสุดของชั้นล่างเป็นห้องเด็ก มีพื้นที่ให้นั่งอ่านนิทานสำหรับเด็กและผู้ปกครอง มีหนังสือเตรียมความพร้อม หัดเขียน หัดอ่าน ระบายสี และนิทานสำหรับเด็ก

ชั้นสองสำหรับเด็กประถม มัธยม และผู้ที่ต้องการสอบเข้าทำงาน ครึ่งหนึ่งของชั้นทางซ้ายเป็นการ์ตูน อีกครึ่งหนึ่งทางขวาเป็นหนังสือคู่มือสอบ กฎหมาย ภาษาต่างประเทศ ติดกับร้านหนังสือเป็นร้านกาแฟ มี ขนม เครื่องดื่ม ไอศกรีม อาหารจานเดียว ของเล่นเด็ก และโต๊ะปิงปอง ให้เด็กและผู้ปกครองมานั่งเล่น อ่านหนังสือ หรือทำงานได้ทั้งวัน

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

ปีนี้ยอดขายค่อนข้างน้อย ลดลงจากเมื่อ 10 ปีกว่าที่แล้ว ตอนเปิดร้านใหม่ ๆ ที่เศรษฐกิจยังดีกว่านี้ และไม่มีโควิด เราจ้างพนักงานได้ถึง 2 คน เปิดร้านได้ทุกวัน ตอนนี้รายรับพอจ้างพนักงานแค่คนเดียว ต้องปิดร้านสัปดาห์ละ 1 วัน และยังไม่มีโปรแกรมช่วยจัดการสต็อก ทำให้ทำงานไม่ค่อยทัน นอกจากนี้ร้านเป็นพื้นที่โล่ง อากาศที่ตะกั่วป่ามีความชื้นสูงมาก ทำให้ช่วงหน้าฝน หนังสือบางเล่มบวม บาน มีฝุ่น แมลง ต้องคอยดูแลความสะอาดมากกว่าร้านที่เป็นระบบปิด และชั้นหนังสือบางส่วน มีมอด ปลวก ต้องคอยกำจัดและซ่อมแซมเป็นระยะ ๆ ก็ค่อย ๆ จัดการกันไปตามสภาพ เพราะเราชอบชั้นไม้ และชอบร้านโล่งโปร่งสบาย ไม่ติดแอร์

ตอนนี้เศรษฐกิจซบเซาลง รายรับน้อยลง ก็ต้องพยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุด พยายามลดการใช้ทรัพยากร แยกขยะ เอาขยะไปขาย เอากระดาษมาใช้ซ้ำ น้ำมันที่ใช้แล้วก็กรองเอาไปขาย ขยะเปียกเอาไปฝัง หมักทำปุ๋ย อะไรที่ทำเองได้ก็ทำเอง ทำป้ายเอง ทำชั้นหนังสือ ชั้นวางของเล็ก ๆ เอง ทำเมนูเอง พับถุงใช้เอง ทำอาหารเอง ทำขนมเอง ปลูกผักเอง ซ่อมข้าวของเครื่องใช้เอง ทำน้ำยาล้างจานใช้เอง

นอกจากนี้ ก็พยายามเพิ่มรายรับ หาสินค้าที่มีกำไรมากกว่าหนังสือเข้ามาช่วยเสริม ประเภทเครื่องเขียน ของเล่นเด็ก กระเป๋าผ้า กล่องดินสอ อุปกรณ์ศิลปะ ไปช้อปปิ้งเองที่สำเพ็งบ้าง แล้วก็มีเพิ่มกิจการอื่น ๆ เล็ก ๆ เข้ามาเสริมรายได้ เปิดขนส่ง Flash Home ขายลอตเตอรี่ เพิ่มช่องทางขาย มีขายอาหาร ผ่าน Delivery Application ของท้องถิ่น มีรีวิวหนังสือลงในเพจ ให้คนสั่งซื้อได้

บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น
บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

ตอนนี้กิจการร้านหนังสือ ยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จหรือเป็นบทเรียนให้กับใครได้ เราแค่ชอบหนังสือ ชอบบรรยากาศของร้านหนังสือ ชั้นวางหนังสือ ชอบดูคนยืนเลือกหนังสือ คนอ่านหนังสือ ชอบที่คนมานั่งคุยกัน เล่นกัน หัวเราะกันในร้านของเรา ก็รู้สึกดีที่สิ่งที่เราชอบ เราลงมือทำ มีประโยชน์กับคนอื่น พอเลี้ยงพนักงานได้ พัฒนาร้านได้วันละนิดวันละหน่อย ก็ค่อย ๆ เรียนรู้กับมันไปเรื่อย ๆ

เรามีงานหลักเป็นหมอฟัน จึงไม่ค่อยได้เฝ้าร้านและได้คุยกับผู้อ่านโดยตรง แต่มีผู้อ่านรายหนึ่งที่เราประทับใจ คือครอบครัวที่เขาตั้งใจพาลูกมาอ่านหนังสือที่ร้าน และทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือครบ 1,000 เล่ม ก่อนเข้า ป.1 ก็รู้สึกภูมิใจกับครอบครัวนี้ ผู้อ่านส่วนใหญ่จะสนิทกับพนักงานหน้าร้าน มีเด็ก ๆ หลายคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ก็ยังกลับมาคุยกับพนักงาน ครูสอนศิลปะมาแนะนำหนังสือศิลปะและอุปกรณ์ต่าง ๆ ติวเตอร์มาแนะนำหนังสือคู่มือสอบ คอนิยาย คอมังงะ มาแนะนำหนังสือใหม่ ๆ ที่ตัวเองสนใจ ทำให้ร้านมีหนังสือที่ตรงความต้องการของผู้อ่านมากขึ้น

โชคดีที่พนักงานคนเดียวของเราเป็นคนรักหนังสือ ใจเย็น ทำให้เด็ก ๆ ผู้ปกครองและนักอ่านสบายใจที่จะเข้ามาคุย ช่วยแนะนำหนังสือให้กับร้าน มีหลายคนบอกว่าชอบร้านหนังสือของเรา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีแรงอยากจะทำต่อ ดีใจที่ร้านของเราช่วยให้คนได้เข้าถึงหนังสือในแบบที่เขาชอบ เราและพนักงานก็มีโอกาสเลือกหนังสือในแบบที่เราชอบหรือคิดว่าดีมานำเสนอ แต่สุดท้ายจะขายได้ไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องพยายามกันต่อไป

ร้านหนังสือ บุ๊คทรี ตะกั่วป่า โชคชะตาที่เปลี่ยนคลินิกทำฟันให้กลายมาเป็นร้านหนังสือแสนอบอุ่น

หนังสือแนะนำ

3 เล่มแรก เป็นหนังสือภาพสวย เนื้อหาอ่านง่าย เหมาะสำหรับอ่านให้เด็กเล็กฟัง หรือซื้อเป็นของขวัญให้เด็กที่เริ่มอ่านหนังสือออกแล้วอ่านเอง

1. จอมโจรขโมยหนังสือ

ผู้เขียน : Helen Docherty

ผู้แปล : น้านกฮูก

สำนักพิมพ์ : แปลนฟอร์คิดส์

ราคา : 115 บาท

1. จอมโจรขโมยหนังสือ ผู้เขียน : Helen Docherty

2. รอนแรม

ผู้เขียน : Francesca Sanna

ผู้แปล : สุมาลี

สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊คส์

ราคา : 145 บาท

2. รอนแรม ผู้เขียน : Francesca Sanna

3. ดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย

ผู้เขียน : Maurice Sendak

ผู้แปล : สุภาวดี โกมารทัต

สำนักพิมพ์ : อมรินทร์คิดส์

ราคา : 265 บาท

อีก 2 เล่ม ออกแนวประวัติศาสตร์การเมือง เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่อ่านหนังสือออกแล้ว จนถึงเด็กโตและผู้ใหญ่ก็อ่านดี

3. ดินแดนแห่งเจ้าตัวร้าย ผู้เขียน : Maurice Sendak

4. ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฉบับการ์ตูน

ผู้เขียน : ภาณุ ตรัยเวช

สำนักพิมพ์ : มติชน

ราคา : 250 บาท

4. ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฉบับการ์ตูน ผู้เขียน : ภาณุ ตรัยเวช

5. Animal Farm การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ ฉบับครบรอบ 50 ปี

ผู้เขียน : George Orwell

ผู้แปล : สรวงอัปสร กสิกรานันท์

สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์แอร์โรว์

ราคา : 590 บาท

5. Animal Farm การเมืองเรื่องสรรพสัตว์ ฉบับครบรอบ 50 ปี ผู้เขียน : George Orwell

ร้านหนังสือบุ๊คทรี ตะกั่วป่า

ที่ตั้ง ​: 19 หมู่ 2 ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 82110 ​ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดวันศุกร์-พุธ เวลา 09.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 08 1539 3900

Facebook : Book Tree

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

เมทินี เพชรจู

เป็นคนภูเก็ต เป็นหมอฟัน เคยรับราชการในโรงพยาบาลชุมชนเล็ก ๆ หลายแห่งในจังหวัดพังงาตั้งแต่ปี 2535 - 2562 ระหว่างที่ทำก็เปิดร้านหนังสือควบคู่ไปด้วย ตอนนี้ทำคลินิกส่วนตัวและดูแลร้านหนังสือที่ตะกั่วป่า กับเปิดห้องสมุดเล็ก ๆ ที่บ้าน จังหวัดภูเก็ต

Photographer

Avatar

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

ตอนเด็ก ๆ ป๊ามีโอกาสร่ำเรียนน้อย เรียนถึงแค่ ป.4 เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและน้อง ๆ” นี่คือประโยคที่แม่ผมพูดถึงพ่ออยู่บ่อยครั้ง 

ผมเติบโตมากับร้านหนังสือที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’

ผมขอย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2509 ‘เสียงทิพย์’ เป็นร้านขายและซ่อมวิทยุทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ที่มีแผงหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา วันเวลาผ่านไปได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วิทยุทรานซิสเตอร์ สินค้าแฟชั่นที่เคยได้รับความนิยมค่อย ๆ จางหายไป ช่วงเวลานั้นหนังสือได้เข้ามาแทนที่ และเปลี่ยนร้านเสียงทิพย์ให้กลายเป็นร้านขายหนังสือ

จากความทรงจำในวัยเด็กของผม ร้านหนังสือเปรียบเหมือนสถานที่นัดพบ (Landmark) ของนักเรียนหลังเลิกเรียน และผู้คนในชุมชนมากมาย ทุกวันหลังเลิกเรียน ลูก ๆ ของร้านเสียงทิพย์ต้องผลัดกันมาเฝ้าร้าน เพื่อขายหนังสือและคิดเงินให้ลูกค้า

พ.ศ. 2550 ชายผู้มีปณิธานอันตั้งมั่นได้จากเราไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าให้แก่ครอบครัวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ในเวลานั้นผมทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ และตัดสินใจลาออก เพื่อกลับบ้านมาสานต่อร้านหนังสือในทันที

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ณ เวลานั้น ถือเป็นจุดสูงสุดของธุรกิจร้านหนังสือ ผู้คนอ่านหนังสือกันมากทุกหมวดหมู่ นำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมั่นใจ ผมจึงขยายเพิ่มอีก 2 สาขาในจังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้นไม่กี่ปี ความมั่นใจนี้ไม่เป็นดังที่วาดไว้ รายได้ไม่เป็นไปตามแผน “เริ่มมีอะไรบางอย่างเข้ามาแย่งความสนใจของผู้คนไปจากการอ่านและหนังสือ” ผมจึงได้ปิด 2 สาขานั้นลง

ผมกลับมาคิดทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง “เราทำร้านหนังสือไปเพื่ออะไร ร้านของเรายังควรจะเปิดต่อไปไหม เมืองนี้ยังต้องการหนังสืออยู่ไหม” ผมได้คำตอบว่า คนพิษณุโลกต้องอ่านหนังสือ

พ.ศ. 2560 ท่ามกลางความท้อแท้ของวงการสิ่งพิมพ์ หนังสือได้รับความนิยมน้อยมาก ร้านหนังสือต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลง ลดจำนวนสาขา แต่เรายังคงยืนหยัดดังปณิธานของคุณพ่อที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’ ผมจึงใช้พื้นที่ร้านนี้เป็นตัวกลางให้ผู้คนหันมาสนใจหนังสือมากขึ้น เราปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ ให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการอ่านเพิ่มขึ้น และเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลขยอดขายที่สวนทางลดลงมาตลอด

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

ร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือสังคมผ่านสินค้าและบริการ คุณค่าในสิ่งที่เราทำให้ผลลัพธ์ที่ประเมินไม่ได้… หลายสิบปีที่เราเฝ้ามองผู้คน และผู้อ่านมากมายหลายรุ่น หลายช่วงอายุ ที่แวะเวียนกันเข้ามาที่ร้านหนังสือ เราเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร เราเห็นว่าผู้คนกำลังอ่านอะไร และเราเห็นว่าผู้คนสนใจใฝ่รู้หรือไม่

เราอยากสร้าง ‘Story of Hope’ ท่ามกลางผู้อ่านที่อาจลดน้อยถอยลงไปบ้าง มีคนถามว่า “ทำไมเราถึงยังทำร้านขายหนังสืออยู่ ในขณะที่ร้านขายหนังสือทยอยปิดตัวลง หรือปรับเปลี่ยนธุรกิจไปทำอย่างอื่น”

เราเชื่อมาตลอดว่า นอกจากรายได้แล้ว ร้านของเราได้รับความสุขเป็นส่วนเติมเต็มจากหนังสือ และผู้ที่รักการอ่านหนังสือเหมือนกับเรา เรายึดมั่นใน ‘ปณิธาน’ ของการมีอยู่ของหนังสือ มากกว่าการมีอยู่ของร้าน หรืออาจพูดได้ว่า เราดำเนินร้านของเราต่อไปได้ เพราะการมีอยู่ของหนังสือและผู้อ่านหนังสือนั่นเอง เราให้หนังสือเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแหล่งส่งต่อความรู้ ความคิด และสร้างมิตรภาพให้กันและกัน

ด้วยประสบการณ์ของร้านเกือบ 60 ปี ทำให้ร้านของเรามีหนังสือมากมายหลายประเภท ครอบคลุมทุกความชื่นชอบของผู้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงวัย เราอยากเป็นร้านที่ให้บริการกับทุกคนอย่างแท้จริง

เคยมีลูกค้าคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่อำเภอหนึ่งในต่างจังหวัด เล่าให้เราฟังว่า เมื่อตอนยังเป็นเด็กนักเรียน ได้มาซื้อคู่มือหนังสือเรียนกับทางร้าน โดยนั่งรถไฟมาและเดินจากสถานีรถไฟ เพื่อมาซื้อหนังสือที่ร้านเป็นประจำ เพราะมีหนังสือให้เลือกซื้อได้เยอะ และครบในทุกระดับชั้นเรียน จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว จากลูกค้าแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อน พี่น้อง ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ผ่านภาพความทรงจำของร้านเสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หากย้อนเวลาไป 10 – 15 ปีก่อน การเข้าถึงความรู้ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างจำกัด และการซื้อขายทางออนไลน์ยังไม่ง่ายเหมือนอย่างปัจจุบัน รวมถึงความเท่าเทียมในการได้รับความรู้ ก็เหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองกับคนนอกเมือง และระหว่างคนที่ฐานะเพียงพอจะซื้อหนังสือ กับคนที่ไม่เพียงพอแม้แต่จะได้ทานสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

เราอยากให้ร้านของเราเป็นพื้นที่สำหรับ ‘แหล่งความรู้ ความคิด และมิตรภาพ’ ในการเป็นร้านตัวเลือกที่มีหนังสือครบทุกประเภท ทุกช่วงวัย และทุกช่วงฐานะทางสังคม

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘ผู้คนเปิดหนังสืออ่าน’

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘รอยยิ้มของผู้คนผ่านการอ่านหนังสือ’

เรามีความสุขทุกครั้งที่ ‘เป็นส่วนหนึ่งของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความรู้’

แม้เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในโลกอันกว้างใหญ่ แต่ปณิธานนี้ไม่เคยจืดจางไปเลย

จากสถิติใน พ.ศ. 2564 พบว่า คนไทยใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย โดยเฉลี่ยสูงถึง 2 ชั่วโมง 36 นาที เชื่อว่าเวลาส่วนนี้อาจเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มถูกลดบทบาทลงไป เวลาของคนคนหนึ่งมีจำกัดต่อวัน ทางเลือกของกิจกรรมมีมากขึ้น การทำกิจกรรมหนึ่งจึงอาจให้เวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับทำอีกกิจกรรมหนึ่ง บทบาทของหนังสือเล่มจึงลดลงไป

อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ได้เปิดการสั่งจองหนังสือล่วงหน้า พร้อมส่วนลดพิเศษ สายส่งหนังสือรายใหญ่ต่างกระหน่ำแจกจ่ายโปรโมชันลดราคา แต่เราไม่สามารถลดต้นทุนได้ เพราะมีพนักงานอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล เราจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสำนักพิมพ์รายใหญ่ได้ รายได้ของเราจึงลดลงไป

เราเรียนรู้ในทุก ๆ วันจากการหมุนเวียนของผู้คนที่ผ่านเข้าร้าน วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าดีหรือถูกต้องในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สำหรับวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราจึงปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและผู้คน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ปรับเปลี่ยนและยึดมั่นมาเสมอ นั่นคือปณิธานของเรา 

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ร้านหนังสือเราต้องไม่เป็นเพียงสถานที่หยิบเลือกหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินจากไป ร้านหนังสือต้องสร้างสังคมของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง เพื่อกลับมาเป็นสถานที่นัดพบ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดที่หลากหลายของผู้คน ตอนนี้เป้าหมายของเรายังไปไม่ถึงหรอกครับ แต่ถ้าเรายืนหยัดและยืนนานพอก็คงไปถึงได้ ‘สักวันหนึ่ง’

ตลอดเวลาเกือบ 60 ปี เราสร้างความผูกพันกับนักอ่านไว้มากมาย จนเมื่อปลาย พ.ศ. 2564 เรามีโอกาสนั่งคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง ที่เติบโตมากับหนังสือในร้านของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน เขาทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอบอกผมว่า “จัดกิจกรรม Book Club กันไหมพี่ เดี๋ยวผมช่วย” เราตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “จัดไปครับ” 

กิจกรรม Book Club ของเราจึงเริ่มขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนนักอ่านที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดซึ่งกันและกัน มีผู้ร่วมงานมากกว่าที่ตั้งไว้มาก บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด สิ่งนี้อาจสะท้อนได้ว่า พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดในปัจจุบันนั้นยังค่อนข้างจำกัด และการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาครัฐยังไม่เพียงพอ จนถึงวันนี้เราได้จัดไปทั้งสิ้น 4 ครั้งแล้ว ในหัวข้อหนังสือที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง และเราจะยังคงจัดกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายชุมชนนักอ่านให้มากขึ้น

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ครั้งที่ 1 เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องหนังสือที่ดีที่สุดใน พ.ศ. 2564 ผู้อ่านแต่ละคนได้นำหนังสือที่ตนรัก มาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน

ครั้งที่ 2 เราลองจัดเป็นลักษณะ 2 หัวข้อที่สนใจ ในช่วงเช้าเรื่อง ‘เป็นเด็กมันเหนื่อย’ ร่วมกับจิตแพทย์เด็กและสำนักพิมพ์หนังสือเด็ก และช่วงบ่าย ‘AI Superpowers’ ร่วมกับเจ้าของสำนักพิมพ์บิงโก

ครั้งที่ 3 เราจัดในหัวข้อวรรณกรรมนิยายที่ชื่นชอบ

และล่าสุดครั้งที่ 4 จัดขึ้นในหัวข้อ ‘อ่านอย่างไรให้เป็นนักลงทุน’ ร่วมกับเพจลงทุนศาสตร์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และผู้เข้าร่วมอยากให้เราจัดต่อไป 

ในทุกครั้งที่เราได้จัดนั้น เราได้กำลังใจ และได้พลังชีวิตมากมาย และเราได้ยินเสียงสะท้อนบอกว่า “หนังสือและผู้อ่านหนังสือนั้นไม่มีวันหายไป”

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หนังสือแนะนำ

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

นักแปล : วิทิยา จันทร์พันธ์

สำนักพิมพ์ : Springbooks

ราคา : 199 บาท

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

แม้หนังสือเล่มนี้จะตั้งชื่อให้เราเข้าใจว่าเหมาะกับวัยรุ่น แต่ในมุมมองของผมแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะสมกับผู้อ่านทุกวัย เพราะให้ข้อคิดและกำลังใจได้เป็นอย่างดี ผมขอหยิบบางบทของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ข้อคิดกับชีวิตผมเป็นอย่างยิ่ง มาเป็นตัวอย่างครับ

“ในชีวิตหนึ่ง ไม่มีช่วงอายุใดเร็วเกินไปหรือสายเกินแก้” ประโยคที่คอยกระซิบบอกผมอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญของชีวิตคือเวลา และอย่าเร่งรีบกับชีวิตเกินไป โดยอาจารย์คิมเปรียบเทียบว่า หากเวลา 24 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1,440 นาที ชีวิตที่มีอายุขัย 80 ปี จะมีค่าเท่ากับปีละ 18 นาที ผมยกตัวอย่าง อายุ 40 ปี เวลาในช่วงชีวิตของเราจะเท่ากับ 12 หรือเที่ยงวัน เวลาเที่ยงวันนี้บอกผมว่า เรายังพอมีเวลากับชีวิตอยู่ ขอเพียงดำเนินต่อไป อย่าหยุดก้าวเดิน อย่าท้อแท้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในรูปแบบที่เราเลือกเดิน

อีกบทหนึ่งนั้น คือ ‘ฤดูกาลที่ตัวคุณผลิบาน’ ดอกไม้แต่ละชนิดมีฤดูกาลที่ผลิบานแตกต่างกัน เหมือนกับชีวิตของเรา เราอาจจะประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นก็คงไม่เป็นไร หากเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่ามีความสุขและถูกต้อง วันหนึ่งที่ฤดูแห่งการผลิบานของชีวิตเรามาถึง ก็คงเป็นวันที่สวยงามเช่นกัน

2

เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

นักเขียน : Simon Sinek

นักแปล : วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ราคา : 295 บาท

นักเขียน : Simon Sinek เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงธุรกิจว่าเป็นเกมที่ไร้ขอบเขต ธุรกิจจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีผู้ชนะหรือผู้ที่ดีที่สุด แต่เราดูที่ธุรกิจของใครดำเนินต่อไปได้ยาวนานกว่า ธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้จะหายไปจากเกมเอง โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ ‘ปณิธาน’ หากเรามีปณิธานที่ดีงามและตั้งมั่น สิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันและกำหนดทิศทางให้เราเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่า เราอาจไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่ให้ความหมายกับส่วนที่เติมเต็มพลังใจของเรา การกระทำแบบนี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง และยืนหยัดในระยะยาวได้

เกมไร้ขอบเขตนี้นำมาใช้กับชีวิตได้เช่นกัน ชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องชนะหรือดีไปกว่าใคร ขอแค่ดีในแบบของเรา และดีต่อสังคมก็เพียงพอแล้ว ปณิธานเหล่านี้เองที่จะมอบความหมาย ให้กับชีวิตในแต่ละวันของเรา

3

The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch)

ผู้แปล : วนิษา เรซ

สำนักพิมพ์ : Amarin HOW-TO

ราคา : 175 บาท

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch) The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

“ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร” เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่อ่าน ก็จะได้อะไรที่ต่างออกไป 

เมื่อช่วงอายุ 28 เล่มนี้ให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการทำตามความฝันของตัวเอง และให้แง่คิดในการใช้ชีวิต มันสะเทือนอารมณ์ที่สุด เมื่ออ่านเล่มนี้อีกครั้งตอนมีครอบครัวและมีลูก ๆ แล้ว เพราะมันให้มุมมองของผู้เป็นพ่อ ที่มีเรื่องราวมากมายอยากจะสอนลูก ๆ ของเขา เฝ้ามองดูการเติบโต สอนสิ่งที่สำคัญ และรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับชีวิต 

แต่เวลาของเขาเหลือน้อยมากแล้ว เขาจึงใส่ทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้ ลงไปในเดอะลาสต์เลกเชอร์ ปาฐกถาที่บันทึกการบรรยายเอาไว้และหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าวันหนึ่ง เมื่อเวลานั้นมาถึง ลูก ๆ ของเขาจะได้รับคำสอนที่ผู้เป็นพ่อนั้นฝากเอาไว้

4

โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

ผู้เขียน : ริชาร์ด บาก

ผู้แปล : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สำนักพิมพ์ : จินต์

ราคา : 220 บาท

วรรณกรรมยุค 70 เชิงปรัชญาระดับโลก ชวนให้ค้นหาความเป็นปัจเจกของมนุษย์แต่ละคน ชวนให้คนอ่านแสวงหาวิถีและความมีอิสระของตนเอง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล เป็นเหมือนหนังสือ How To ในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ คนยุคใหม่ เอาไปใช้เป็นแรงผลักดันตนเอง ให้พยายามทำในสิ่งที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็นไปไม่ได้

นกนางนวล โดยธรรมชาติแล้วจะบินออกจากฝั่งไปหาอาหาร โดยโฉบตามเรือประมงที่มีปลา หรือเรือที่คอยโยนเศษขนมปังและเศษอาหาร ใจความสำคัญของนกนางนวลมีแค่นี้ มันทำอยู่แค่นี้ มันมีชีวิตเพียงเพื่อกินและอยู่ให้ชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับ ‘โจนาทาน’ เป็นนางนวลกบฏ เป็นนางนวลแหกคอกที่คิดต่าง มันไม่โฉบไปแย่งอาหารกับตัวอื่น ๆ แต่ใช้เวลากับการฝึกบิน บินให้สูง บินให้เร็ว บินด้วยท่าที่พิสดาร บินด้วยรูปแบบที่แปลกใหม่ และที่สำคัญ คือ ‘มีอิสรภาพและเสรี’

ในหนังสือมีการใช้คำว่า ‘นกผู้ใหญ่’ และ ‘นางนวลผู้ใหญ่’ แทนผู้ที่ยึดถือในขนบดั้งเดิมของสังคม ส่วนโจนาทาน คือ ‘นกเด็ก’ ผู้ที่ต้องการแสวงหาอิสระเสรี และเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบของตน

เล่มนี้เหมาะกับคนทุกวัยในสังคมเรายุคนี้มากครับ เพราะ ‘เรามีทั้งนกผู้ใหญ่และนกเด็ก’

เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

ที่ตั้ง ​: 108/3 – 5 เอกาทศรฐ ถนนเอกาทศรฐ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก (แผนที่)

เวลาทำการ : 09.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 5525 8862

Facebook : Siangthip book center

เว็บไซต์ : www.stbookcenter.com

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

Avatar

นิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์

คนพิษณุโลก มีบ้านเป็นร้านหนังสือ มีเพื่อนเยอะ ชอบถ่ายภาพ หลงใหลกาแฟ อดีตเป็นสถาปนิกบริษัทในกรุงเทพฯ ปัจจุบันสานต่อธุรกิจครอบครัว ขายหนังสือ เพิ่มเติมคือเป็นบาริสต้าและนักลงทุน

Photographer

Avatar

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load