แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ คือนักแสดงที่คนมากมายต่างจำเธอได้ในบทบาทนางเอกลุคสวยหวาน

เธอห่างหายจากวงการละครไปนานด้วยจุดเริ่มต้นที่อยากขอเบรกไปใช้ชีวิตส่วนตัวสักพัก ก่อนกลับมารับงานแสดงที่รักต่อไปตามคำที่ให้สัมภาษณ์เสมอว่า จะไม่มีวันออกจากวงการไปไหน

แต่กลายเป็นว่าการหวนคืนจอละครอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จนเวลาผ่านไปถึง 8 ปี

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้เธอยังคงครองบทบาทนางเอกเช่นเคย ในละครเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆเธอ ทางช่อง one31 ที่เป็นการโคจรมาร่วมงานกับพระเอกรุ่นน้องอย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

ถึงเบื้องหน้าจะมีเสียงชื่นชมกับหลายบทบาทใหม่ ทั้งงานละคร งานพิธีกร แต่เบื้องหลังคือการต่อสู้กับความคิด ความกลัว และกังวลใจ ที่ต้องอาศัยเพียงความกล้าเพื่อให้ก้าวต่อไปให้ได้ เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ในหลายช่วงชีวิตของเธอ 

เราพบว่าภายใต้ความอ่อนหวานนั้น เธอคือผู้หญิงมั่นใจ เด็ดเดี่ยว และมีไลฟ์สไตล์ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนต่างตัดสินจากบุคลิกภายนอก หรือเชื่อไปตามบทบาทนางเอกในอุดมคติ

เช่นครั้งหนึ่ง แอฟ ทักษอร เคยเป็นเด็กสาวชั้น ม.4 ที่มีลูกบ้าขนาดที่เดินไปลาออกจากโรงเรียน เพื่อทุ่มเวลาอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ หรือความฝันในการเป็นเจ้าของเต็นท์รถที่มีรถขับไม่ซ้ำกันสักวัน รวมถึงการขับรถซิ่งเพื่อสนองความเร้าใจของตัวเอง 

เธอบอกว่า ชีวิตที่ดำเนินมาเป็นแอฟ ทักษอร ซึ่งรู้สึกโชคดีในทุกเรื่องของชีวิตเช่นวันนี้ ต้องย้อนกลับไปขอบคุณความกล้าและความเด็ดเดี่ยวในใจที่ผลักให้ตัวเองเดินออกมาจากความกลัว

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้ของคุณเราได้เห็นผลงานใหม่ๆ มากขึ้น เช่นงานพิธีกรทั้งๆ ที่เป็นคนพูดน้อย ที่สำคัญ คือการกลับมารับละครที่ห่างหายไปนานมาก 

ใช่ค่ะ (ยิ้มหวาน) แอฟไม่เคยตั้งใจจะออกจากวงการหรือการเป็นนักแสดงเลย และบอกทุกคนตลอดว่าแอฟไม่ได้ออกนะ จองพื้นที่ไว้ให้แอฟก่อน แต่หลังจากช่วงเบรกที่เราไปแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็กะว่าอยู่กับลูกสักพักจนถึงช่วงที่ลูกเรียนเต็มวันเมื่อไหร่ เราก็จะกลับมาทำงานที่เรารัก นี่คือสิ่งที่แพลนไว้ แต่ตัดกลับมารู้ตัวอีกที เราหยุดไปตั้งแปดปีแล้ว มันนานมาก (ลากเสียงยาว) การกลับเข้ามามันไม่ง่ายเลย

ที่บอกว่าไม่ง่าย เป็นเพราะอะไร

แอฟคิดว่าต่อให้เป็นอาชีพไหน ถ้าเราหายไปแปดปี มันย่อมต้องมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้นว่า เราจะกลับมาได้ไหม จะมีคนให้โอกาสเราไหม เรากลับมาแล้วจะเหมือนเดิมไหม ความรู้สึกหลายอย่างปนเปกันไปหมด ทั้งความหวัง ความดีใจ ความสุขที่จะได้กลับมา ความเครียด ความกังวล มันรวมมาหมด เราต้องต่อสู้กับตรงนี้ให้ได้

เหมือนเราอยู่ในเซฟโซนมานาน พอจะก้าวออกมาก็คิดเยอะ จริงๆ อยากกลับมาทำงานละครสักสองปีก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็พิจารณาหลายอย่างว่ากลับมาคราวนี้จะเริ่มต้นด้วยงานแบบไหน พอยังไม่เจอสิ่งที่เหมาะก็ไม่ยอมก้าวออกมาสักที แล้วคนเราพอจะก้าวแล้วไม่ก้าวสักที คราวนี้ยิ่งกลัวกว่าเดิม ถ้าตอนแรกคิดน้อยๆ แล้วก้าวออกไปเลยจะไม่กลัวขนาดนี้ 

การที่คิดเยอะอยู่อย่างนั้นทำให้เรากดดันตัวเอง แล้วก็รู้สึกว่าคนรอบข้างที่เราเคยทำงานด้วย หรือเอาตรงๆ คนที่เราเคยปฏิเสธงานไป เขาก็มองอยู่ว่าเราจะเอายังไง นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่เอา ไหนดูสิว่าจะทำอะไร มันก็เป็นความกดดัน

ชื่อของทักษอรเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ทำไมถึงกลัวที่จะกลับมาและกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับอีก

นี่คือผลงานละครไงคะ แปดปีที่ผ่านมาอาจจะมีชื่อแอฟในสื่อ แต่มันเป็นเรื่องอื่น เป็นเรื่องแอฟที่ไม่ใช่ผลงาน และแอฟไม่ได้ตั้งใจทำมัน บางเรื่องเป็นเหตุการณ์ในชีวิต ไม่ได้เป็นเรื่องการแสดงความสามารถ แล้วบังเอิญว่าคนสนใจ เพราะบางอย่างก็เป็นแง่คิดให้กับบางคนในบางสถานการณ์ ซึ่งส่วนนี้ไม่ใช่ว่าแอฟไม่เห็นคุณค่าของมันนะคะ ถ้าการสัมภาษณ์ของเราทำให้คนที่เจอหรืออยู่ในสถานการณ์บางอย่างมีกำลังใจหรือช่วยเขาได้ แอฟก็รู้สึกภูมิใจว่าเรามีส่วนเล็กๆ ช่วยเขาหรือมีผลให้คนมีความสุขบ้าง แต่งานละครเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแอฟไม่ได้ทุ่มเทความสามารถในการทำงานแบบนี้มานานแล้ว 

สุดท้ายอะไรทำให้กล้าก้าวกลับมาอีกครั้ง

ด้วยเรื่องบท เรื่องเวลา และหลายอย่างทำให้เรามาลงตัวที่นี่ พอได้คุยกับ พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร ผู้บริหารช่อง one31) ก็คุยกันแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะพี่ป้อนเป็นรุ่นพี่ของแอฟที่นิเทศฯ จุฬาฯ เลยได้คุยกันแบบเจาะลึก ซึ่งไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้ พี่ป้อนถามว่า ใน Career Path นี้มองตัวเองเป็นยังไง อยากก้าวต่อไปทางไหน ต้องการอะไร อยากทำงานแบบเอาถ้วย เอาเงิน หรือเอากระแส 

อยากรู้คำตอบที่ตอบพี่ป้อนไปตอนนั้น

ก็บอกว่าจะอยู่ในวงการ จะไม่ไปไหนค่ะ (หัวเราะ) บอกตรงๆ ว่าแอฟทำตรงนี้ไม่ได้เอาเงินหรือเอากระแสอยู่แล้ว ด้วยวัยขนาดนี้ เราอยากทำงานที่ย้อนกลับไปดูเมื่อไหร่ก็ภูมิใจ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของชีวิตก็มีหลายเรื่องที่ทำให้เราภูมิใจแบบนี้ สำหรับแอฟแล้วงานละครไม่ใช่งานหาเงิน เราอยากทำงานที่ตอนทำแฮปปี้ หรือออนแอร์ไปแล้วและกลับมารีรันกี่ครั้งก็มองมันด้วยความภูมิใจ 

ตอนนั้นได้รับคำแนะนำอะไรในการกลับมาทำงานในยุคที่วงการเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว

พี่ป้อนก็พูดตรงมากว่า ถ้ากลับมาคราวนี้เล่นเวย์แบบเก่าไม่ได้นะ คนสมัยนี้เขาต้องแบบนี้ แล้วก็บอกตรงๆ เลยว่าอะไรที่เราต้องปรับเปลี่ยน ตอนแรกเราก็ตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยเจอคนที่ฟีดแบกตรงๆ แบบนี้ ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ เราไม่เคยเจอคนที่บอกเราว่าไม่ใช่ (หัวเราะ)

เขาพยายามบอกว่า คาแรกเตอร์หรือเสน่ห์ในความเป็นทักษอรก็เก็บเอาไว้ แต่จังหวะในการถ่ายตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วนะ กล้องไม่ได้เหมือนเดิม แอฟเหมือนมาจากแปดปีที่แล้ว ที่กล้องต้องมีสวิตชิ่ง เก็บทีละคน ต้องมีรีแอ็คกับคนนี้ให้หมดก่อน ค่อยมาคนนี้ หางตาจะดูตลอดว่าไฟขึ้นแล้วค่อยเล่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ต้องเล่นจริงเลย คนนี้เล่นมาแล้วเรารีบรีแอ็คกลับ ไม่ต้องรอ เดี๋ยวจะเป็นจังหวะแบบเก่า 

การได้รับคำแนะนำเรียกความมั่นใจกลับมาได้ไหม

มีหลายอย่างที่เสริมให้เรามั่นใจ แต่เสริมเท่าไหร่ก็มีความกังวล ยอมรับว่าเรากังวลมาก ตอนตัดสินใจรับและไปเรียนแอคติ้งหรือแสดงเราก็ทำเต็มที่ แต่พอมีข่าวโปรโมตละครมันก็มีประเด็นเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งการที่เราหายไปนาน จะกลับมาเล่นกับพระเอกรุ่นน้องอย่างต่อ ธนภพ อีก มันไม่ใช่เรื่องปกติ มีประเด็นที่แอฟจะโดนเยอะมาก 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ถึงจะหายไป 8 ปี แต่กลับมาก็ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับนางเอกหลายคนเหมือนกัน คิดว่าทำไมตัวเองถึงกลับมาอีกครั้งในบทบาทเดิมได้ 

ยากจัง ไม่รู้สุดท้ายจะเป็นเพราะอะไร แต่เป็นเพราะผู้ให้โอกาส ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่มองว่าเรายังทำจุดนี้ได้ ไม่ได้มองว่าเราอายุเท่านี้แล้วต้องปัดไปอีก Category หนึ่ง ซึ่งส่วนตัวบอกกับทุกผู้จัดที่เคยคุยกันก่อนหน้านี้อยู่เสมอว่า แอฟกลับมาไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นนางเอกเท่านั้นนะคะ แต่ขอให้เป็นบทที่ดี พอกลับมาเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ ได้เป็นนางเอกก็แฮปปี้ และเราอาจจะตรงกับตัวเรื่องอยู่แล้ว คือนางเอกอายุเยอะกว่าพระเอก

แสดงว่าในใจยอมรับอยู่แล้วว่าถ้ากลับมาครั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม

แอฟเล่นเป็นแม่ตั้งแต่เด็กแล้วนะ (หัวเราะ) ตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ ก็เล่นเป็นแม่ของ นุ่น ศิรพันธ์ แล้ว (เรื่อง เมื่อดอกรักบาน) เราเล่นข้ามไปข้ามมา เดี๋ยวเล่นเป็นบทแก่แล้วก็ไปเล่นบทเด็ก เราไม่ได้ยึดติดอยู่แล้ว และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับแอฟ บทที่เล่นต้องเป็นบทที่มีความสำคัญกับเรื่อง มีความหมายหรือเป็นตัวดำเนินเรื่อง

ละครมีกระแสตอบรับดี เบาใจแล้วรึเปล่า

เบาใจขึ้น แต่ไม่ได้โล่งทั้งหมดเพราะละครยังไม่จบ (หัวเราะ) ยังไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่พอคนดูให้การยอมรับแอฟ ได้ฟีดแบ็กที่ดีก็ดีใจมากๆ คนดูไม่ได้ต่อต้านเราหรือเคมีที่เราทำกันมาระหว่างแอฟกับต่อ เราก็มีกำลังใจไปต่อ

ก่อนหน้านี้ 2 ปี คุณเริ่มกลับมารับงานในวงการด้วยการเป็นพิธีกรในรายการ แชร์ข่าวสาวสตรอง ซึ่งเป็นภาพใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน 

นี่เป็นอีกงานที่ได้รับโอกาสค่ะ แอฟรู้สึกเสมอว่าถึงเราจะทำตัวให้พร้อม แต่ผู้ใหญ่ไม่ให้โอกาส เราก็คงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ต้องขอบคุณคุณนิด อรพรรณ ที่ให้โอกาสในเรื่องที่คนอื่นไม่ได้ให้หรือคนอื่นไม่เคยเห็น หรือไม่กล้าเสี่ยงว่าจะเอาคนพูดน้อยอย่างแอฟมาเล่าข่าว

คิดว่าคุณนิดเห็นศักยภาพอะไร

ครั้งแรกที่คุณนิดติดต่อมา แอฟบอกว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าคุณนิดติดต่อมาเรื่องละคร แต่นี่เป็นพิธีกร แล้วดูรายชื่อพิธีกรในรายการแล้ว แอฟไม่เข้ากับใครเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าทำงานกับใครไม่ได้นะ แอฟรู้จักทุกคน แต่เหมือนแอฟไม่เข้ากับทุกคนอยู่คนเดียว

คุณนิดก็อธิบายว่า เป็นความตั้งใจอยากให้พิธีกรมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน ทั้งพี่ปุ้ย พิมลวรรณ, อาตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด, แพท ณปภา ทุกคนพูดเก่ง แต่ก็มีแนวการพูดที่ต่างกันไป แล้วแอฟล่ะ (หัวเราะ) คุณนิดก็บอกว่า อยากให้แอฟเป็นตัวเอง อยากได้คาแรกเตอร์แบบนี้ อยากได้มุมมอง แนวความคิดที่แอฟมีต่อเหตุการณ์ในข่าว จะได้แตกต่างจากเพื่อนพิธีกร เขาชอบที่เราไม่ได้พูดเก่ง พูดเร็ว เราพูดน้อยแต่อาจจะตบท้ายได้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

อะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับวัยนี้

ความยากคือเราต้องแข่งกับเวลา ทุกเรื่องเลย มันไม่ง่ายเลยนะที่เรายังอยากได้งานที่ดี ได้เลือกในสิ่งที่เราชอบ ได้เลือกสิ่งที่คิดว่าใช่ หรือโอกาสที่จะได้งานที่ดีน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนเด็กๆ ตอนนั้นอะไรมาเยอะมาก แต่ก็อาจไม่ตรงใจเรา พอตอนนี้เวลาที่มีคนติดต่อเข้ามา เขารู้คาแรกเตอร์หรือความเป็นตัวเรา เปอร์เซ็นต์ที่คลิกกับเรามีมากกว่า แต่ต้องยอมรับว่า ตัวเลือกมีน้อยลงเมื่อเราโตขึ้น

ถึงเราอยากทำงานเยอะและทำเต็มที่ แต่เราจะลองทำดะหรือทำกวาดไปหมดเลยไม่ได้ เราต้องเลือกและมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา เวลาจะรับบทอะไรต้องคิดถึงคนรอบข้าง คิดถึงลูก หรืออะไรบางอย่างที่เราสะสมมา แต่ก็ต้องบาลานซ์ความเป็นเรา และถ้าคิดเยอะไม่ทำอะไรสักที เวลาก็หมดแล้ว พอหมดแล้วก็ไม่มีอะไรให้คิดแล้ว เพราะโอกาสมันจบไปแล้ว เราเลยต้องทำตัวเองให้พร้อม และเปิดตัวเองมากขึ้น ไม่เหมือนตอนเด็กที่รู้สึกว่าไม่ชอบก็ไม่ทำ เพิ่งอายุยี่สิบกว่าๆ ทำได้อีกนาน

เรื่องที่เห็นบ่อยครั้งคือไม่ว่าจากรายการไหน คุณจะชอบโดนแกล้งให้พูดไม่เพราะ

ตอนนี้ก็ยังโดนอยู่ตลอด จริงๆ ไม่ได้เป็นคนรับไม่ได้ขนาดนั้น แค่เราไม่ชินกับการพูดเฉยๆ แต่ฟังรู้เรื่องทุกอย่าง ไม่ใช่ไม่รู้ เราเป็นผู้ฟังที่ดีและชอบด้วย (ยิ้ม)

ครั้งหนึ่งเคยได้เห็นข่าวคราวเรื่องความชอบในรถสปอร์ตและความเร็วของคุณ หลายคนก็เซอร์ไพรส์เพราะไม่เคยรู้มุมนี้มาก่อน 

เรื่องนี้ต้องโทษคุณพ่อเลย (ยิ้ม) น่าจะเป็นช่วงมหาวิทยาลัยที่กลับไปสนิทกับคุณพ่อ ตรงนี้ต้องขออธิบายว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าแอฟโตมากับคุณพ่อ แอฟก็เกรงใจคุณแม่ กลัวคุณแม่จะน้อยใจ จริงๆ แล้วคุณแม่แอฟเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงแอฟมาตั้งแต่เล็กตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่แยกกัน น่าจะประมาณตอนเรียนประถมต้น คุณพ่อก็จะมาหาเป็นรูทีน อย่างทุกวันอาทิตย์เป็นวันของคุณพ่อ ก็จะได้อยู่ด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย คุณแม่แต่งงานใหม่และจะย้ายไปอยู่อเมริกา ท่านก็ถามว่าจะย้ายไปด้วยกันไหม น้องสาวไป แต่แอฟเข้าจุฬาฯ แล้วก็เสียดาย เพราะตอนนั้นเราทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อทุ่มเทเข้ามหา’ลัยให้ได้ ก็เลยไม่ได้ไป

ช่วงนั้นก็กลับมาอยู่กับคุณพ่อ ทำให้เราซึมซับเรื่องรถ เรื่องความเร็ว ก็เลยชอบขับรถ ชอบรถสปอร์ต ซึ่งก็คงเป็นเพราะชอบส่วนตัวด้วยแหละ ไม่ใช่คุณพ่อบิลด์อย่างเดียว แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็น Topic ที่พ่อลูกคุยกัน หรือวันหยุดก็ออกไปซิ่งกันบนทางด่วน

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

คือคุณพ่อเป็นสายชอบรถสปอร์ตอยู่แล้ว

คุณพ่อก็เพิ่งมาชอบนะคะ คือเขาจะเป็นพักๆ พักหนึ่งจะบ้าดำน้ำ ตีกอล์ฟ ตามแบบผู้ชาย แต่เรื่องรถก็ยังไม่เลิกสักที

แต่ Topic ที่คุณพ่อคุยกับลูกสาวคือเรื่องรถ

ใช่ค่ะ ตอนนั้นแอฟไปไกล เอางี้ดีกว่า (ตั้งท่าตั้งใจเล่า) ไม่ได้ชอบแค่รถสปอร์ตสวยงามนะ ตอนแอฟอยู่มหาลัย ใครจะเอารถมือสอง บอกแอฟได้เลย แอฟดูให้ เป็นโรคจิตแบบนี้เลย ตอนนั้นแอฟอยากมีเต็นท์รถ มันดูไม่เข้ากันเลย แต่แอฟชอบ อยากจะหารถดีๆ ใครอยากได้อะไร เราหาข้อมูลให้หมดว่ารุ่นนั้นรุ่นนี้ดียังไง

ตอนนั้นรู้สึกว่าเราจะแฮปปี้แค่ไหนถ้ามีรถไม่ซ้ำ (เน้นเสียง) แล้วเราก็ออกไปขับเล่นได้ ถึงเวลาเราก็ขายเทิร์นออกไป แล้วก็หาคันใหม่เข้ามา นี่ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะเนี่ย อยู่ๆ ก็โผล่มา (หัวเราะ)

เคยฝันไปไกลถึงขั้นแข่งขันบ้างรึเปล่า

ไม่ได้ชอบรถแข่งค่ะ ชอบรถสวยงาม และชอบขับรถ

ขับเร็วที่สุดเท่าไหร่

จำไม่ได้แล้ว ลืมไปหมดแล้ว (ยิ้มหวาน) ตั้งแต่มีลูกแอฟทิ้งทุกอย่าง ไม่ขับรถเร็วแล้ว เมื่อก่อนเรารู้สึกตลอดเลยว่าขับรถเร็วเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร เฉียดฉิวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่เคยเป็นอะไร เมื่อก่อนชอบขับเร็ว แบบเห็นที่ว่างข้างหน้าจะคิดทันทีว่าเดี๋ยวออกขวา แล้วเข้าซ้าย แล้วก็เข้าขวาอีกทีข้างหน้า (ทำมือประกอบ) 

เมื่อก่อนคุณพ่อก็บอกว่า ถ้ารถดีไม่เป็นไรหรอก อันนี้คือผิด เรามั่นใจในศักยภาพรถจริง แต่เราจะฝากชีวิตไว้ที่รถไม่ได้ โอเค รถดี ปลอดภัย แต่เราไม่รู้เลยว่าอีกฝั่งเขาจะเป็นยังไง แอฟเชื่อว่าอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นจากที่เราประมาท คิดว่าเรามั่นใจตัวเอง มั่นใจในรถ ตั้งแต่มีลูกคือไม่เอาเลย ไม่เสี่ยง ไม่ขับรถเร็วอีกเลย พลาดไม่ได้ เรื่องสุขภาพก็เหมือนกัน ต้องกลับมารักตัวเองมากขึ้น เราจะบาดเจ็บไม่ได้ เข้าโรงพยาบาลไม่ได้ ยังตายไม่ได้ 

เห็นในละครมีฉากที่ต้องดำน้ำ และคุณทำได้ดีทีเดียว นี่เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคุณพ่ออีกหรือเปล่า

ตอนเด็กๆ ไม่สนใจเรื่องดำน้ำเลยค่ะ กลัว เมื่อก่อนคุณพ่อดำน้ำบ่อย แต่บัดดี้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หลังจากนั้นที่บ้านก็สั่งห้ามดำน้ำ ไม่ให้มาทางนี้เลย แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นเราก็ยังไปเรียน Scuba (ยิ้ม) ส่วนในละครเป็นการดำน้ำแบบ Free Dive ซึ่งเป็นอีกทางที่ยากมาก แอฟรู้สึกว่าเรียนไว้หน่อยดีกว่า อารมณ์อยากเรียนด้วย ส่วนทักษะหลายอย่างไปฝึกหน้ากอง เช่นขับเครื่องบินหรือปีนผา 

พอไปเรียนครูบอกว่า ถ้าเล่นละครจะดำแบบ Free Dive ไม่ได้หรอก เพราะการดำแบบนี้ในหัวต้องฟรีจริงๆ เพื่อประหยัดพลังงานในร่างกาย แค่เราคิดก็ทำให้เครียด เครียดก็ทำให้เกร็งและใช้พลังงานออกไปจนทำให้เราหายใจยาวไม่ได้ เพราะ Free Dive คือการดำเพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น มันไม่สามารถใช้กับละคร เพราะละครต้องมีกำหนดว่าต้องลงไปลึกแค่ไหน ลงไปจุดไหน กล้องอยู่จุดนี้ ตัวละครอยู่จุดนั้น มันไม่คิดไม่ได้ แต่อย่างน้อยไปเรียนก็ได้ทักษะและความมั่นใจมาใช้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยคุณถึงกับทุบหม้อข้าวตัวเอง ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

ตอนเรียนจบมอสี่ แอฟไปลาออกจากโรงเรียน แล้วอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยที่บ้านคนเดียว คือถ้าอ่านหนังสือแล้วสอบไม่ติดก็ต้องเคว้งอยู่ที่บ้านคนเดียว และคงจ๋อยมาก 

ทำไมต้องทำขนาดนั้น

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นลูกบ้า คือเราเป็นคนที่มีอะไรแบบนี้ เหมือนจะเป็นคนขี้อายไม่มั่นใจ แต่อยู่ๆ จะมั่นใจก็มั่นใจขึ้นมา นึกจะทำอะไรก็ไม่ปรึกษาใคร พอนึกย้อนกลับไปแล้วก็แปลกใจมากเลยว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่อนุญาต ถ้าเป็นเราเราไม่อนุญาตนะ ลูกเพี้ยนแล้วล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าสอบไม่ติดคงอายทั้งโรงเรียน ต้องอายครู อายเพื่อน อายทุกอย่างเลย และคงต้องแบกความผิดหวังของคุณพ่อคุณแม่อีกที่เขากล้าให้เราตัดสินใจด้วยความบ้าบิ่นอะไรขนาดนั้น 

แสดงว่าหลายครั้งในชีวิตก็ใช้ความเด็ดเดี่ยวแบบนี้

เรื่องแบบนี้ก็มากับความตั้งใจที่เราพยายามที่สุดแล้ว แอฟคิดว่าทุกคนรู้สึกได้เองว่านี่คือที่สุดจริงๆ แล้วหรือยัง ถ้าที่สุดแล้วเราก็รู้สึกว่าตัดสินใจไป ถ้าผลจะออกลบก็ไม่เสียใจ เพราะมันมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

มีคนเข้าใจคุณผิดเรื่องอะไรอีกไหม

มีเยอะไปหมด เช่น ยาก เยอะ หวาน ไม่ลุย (หันไปถามผู้จัดการ) ข้อจำกัดเยอะ ทุกคนคิดว่าเยอะ พิธีรีตอง ซึ่งเยอะเท่ากับไม่ลุย เป็นคุณหนู

บางทีก็ไม่ได้เป็นความผิดของใครนะ ที่ผ่านมา เขาอาจจะไม่ได้เห็นมุมนี้ของเรา มีพูดว่าเห็นไหมเขาเดินตลาดได้ ลุยได้ เขาเล่นกีฬาได้ แอฟก็เดินตลาดนะ กีฬาก็เล่น ไม่ได้กลัวอะไรอยู่แล้ว จะให้ทำอะไรก็บอกมา เคยทำมาหมดแล้วทุกอย่าง เพียงแต่สมัยก่อนเราอาจไม่ได้มีไอจี คนเลยไม่เห็น

อยากบอกทุกคนว่า อย่าไปตัดสินคนอื่นเลย ไม่ใช่ว่าบุคลิกแบบนี้คือไม่ลุย แล้วลุยคืออะไร สมมติตัดสินว่าเป็นคนลุย แล้วลุยอะไร สิ่งสกปรก สิ่งที่น่ากลัว หรือสิ่งที่ตื่นเต้น ไปดูไหมว่าชีวิตเขามีกิจกรรมอะไร อย่าตัดสินด้วยแค่นั้น 

การมาเล่นละครเรื่องนี้ก็ช่วยแอฟเยอะเหมือนกันนะ พี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับ) สั่งให้ลุยอะไรก็ลุย สั่งให้โดดสะพานปลาก็โดด 

เคยโกรธใครบ้างไหม

ลูกค่ะ (ตอบทันที) ลูกคือคนที่เจอเวอร์ชันที่แย่ที่สุดของเรา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก ถ้าไม่นับคุณพ่อคุณแม่ ลูกควรเป็นคนที่เรารักมากที่สุด ถ้ารักมากที่สุดเราก็ควรทำดีกับเขามากที่สุด แต่กลายเป็นกลับกันว่าเราทำดีกับเขามากที่สุดนี่แหละ แต่เราก็จะมีเวอร์ชันที่แย่สุดที่สุดให้เขาเห็นเช่นกัน มันไม่ได้มาจากความหงุดหงิด โกรธ หรือไม่สบายใจ แต่มาจากความผิดหวัง

เช่นเรารู้ว่าไม่ควรตีลูก เราก็ตี เมื่อเรารู้สึกผิดหวังจากการที่เราไม่เคยคิดหรือเห็นภาพว่าลูกเราจะทำแบบนี้ เกิดมาเราไม่เคยทำ ทำไมลูกเราทำ เมื่อผิดหวังก็ทำโทษ การที่เราแสดงด้านนี้ออกมาไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นเพราะความรักมาก เราไม่ได้มีด้านนี้กับคนอื่น ต่อให้คนอื่นดีบ้างไม่ดีบ้าง หรือทำอะไรให้เราเสียใจบ้าง แต่มันเจ็บไม่เหมือนกัน

เกริ่นเท่านี้ก็พอรู้ว่าการเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมีลูกสาวที่มีบุคลิกออกจะแตกต่างจากคุณแม่อยู่มาก คุณมีวิธีการดูแลเลี้ยงดูยังไง

พูดง่ายๆ คือปีใหม่ต่างจากแอฟทุกอย่าง เขามีคาแรกเตอร์ชัดเจนตั้งแต่เล็กจนโต อย่างแอฟตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้มีคาแรกเตอร์อะไร เป็นเด็กเรียนธรรมดา เชื่อฟังพ่อแม่ พ่อบอกซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา ทุกอย่างปกติเรียบง่าย แต่ปีใหม่ไม่เคยเรียบง่ายเลย ขึ้นๆ ลงๆ มีสีสันตลอดเวลา ในขณะที่แอฟและที่บ้านจะเป็นเส้นตรงเรียบ พอมีปีใหม่เข้ามาในชีวิตแอฟและครอบครัว เขาเป็นสีสันมากๆ เราไม่เคยมีคนคาแรกเตอร์แบบนี้ในครอบครัว

เขาเปรี้ยว แก่น ซ่า ดื้อ เขามีหมดเลย คุณยายถึงกับส่ายหัวว่าตอนเด็กๆ แม่เลี้ยงแอฟมาก็ไม่ได้เหนื่อยขนาดนี้ ไม่ได้ยากขนาดนี้ เพราะการสื่อสารกับคนคาแรกเตอร์นี้ต้องมีวิธีการพูด ก็เลยต้องปรับตัวกันไป เราต้องหาวิธีจัดการกับเขาให้ได้ หมายถึงจัดการวิธีการคิด การพูด ให้ดึงเขาอยู่ 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ยากไหม

ยากมากๆ สมัยก่อนมันง่ายมาก แค่คนเป็นแม่พูดอะไรเราฟังหมดเลย ก็เขาเป็นแม่ เรารู้สึกว่าแม่มีวาจาสิทธิ์ ก็แม่สั่งน่ะ ไม่ต้องรู้เหตุผลคำอธิบาย แม่สั่งคือจบ คือต้องทำ แค่นั้น 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราต้องใช้จิตวิทยาในทุกกระบวนท่า ต้องบาลานซ์ให้ได้ว่าจะทำยังไงให้เป็นแม่ที่น่าเกรงขาม โดยที่ลูกยังคงรักเรา อยากเล่นกับเรา อยากอยู่ใกล้ ไม่กลัวแต่เชื่อฟัง เคารพ เกรงใจ แต่ขณะเดียวกันแม่สอนอะไรก็ฟัง อยู่ในกฎเกณฑ์ที่แม่บอกและอยากทำให้แม่ภูมิใจ ตรงนี้ยากมาก ถ้าเราเล่นบทอะไรบทหนึ่งจะง่ายกว่านี้ ก็เป็นคุณแม่ใจดี สปอยล์ไป หรือเป็นผู้ร้ายดุลูกไปเลย แต่นี่คือต้องดึงต้องผ่อน ยิ่งลูกมีคาแรกเตอร์เป็นตัวเองแบบนี้ ก็ไม่ใช่แค่พูดแล้วเขาฟัง

การเลี้ยงลูกในยุคนี้ที่มีแต่ข่าวน่ากลัวมาให้เห็นไม่เว้นวัน คุณรับมือกับเรื่องแบบนี้ยังไงบ้าง

มันทำให้จิตตกเหมือนกันนะ โดยเฉพาะที่เรามีลูกสาวและยิ่งแอฟทำรายการข่าวก็จะมีข่าวแบบนี้ตลอด ยอมรับว่าข่าวปัจจุบันหลายเรื่องที่เกินไปกว่าละครด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ถ้าเราจะสร้างละครที่แรงขนาดนั้นยังดูไม่น่าเชื่อเลย แต่ในข่าวทุกวันนี้มีอยู่จริง ที่เราคิดว่าใครจะกล้าทำ มันก็มีจริงในโลกใบนี้ แต่สุดท้ายเรามีลูกมาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด แอฟเข้าใจหัวอกคนสมัยใหม่เลยว่า ทำไมบางคนเขาบอกว่าไม่เอา ไม่มีลูก โลกมันโหดร้าย เขาเป็นห่วงลูก เราเข้าใจเลยจริงๆ 

การเป็นแม่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณอย่างสิ้นเชิง อะไรทำให้สาวสมัยใหม่อย่างคุณยอมแลกอิสระในชีวิตกับการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่แบบนี้

ถ้าในขั้นการแต่งงาน เราไม่ได้คิดว่าเป็นการทำให้เสียอิสรภาพ คำนี้น่าจะใช้กับฝ่ายชายมากกว่า นึกไม่ออกว่าทำไมแต่งงานแล้วจะทำอะไรไม่ได้ เรารู้สึกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม เราแค่จะมีคู่ชีวิต เพื่อนคู่คิด ไม่ได้เสียอิสระอะไร แต่การมีลูกน่ะใช่ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงสิ้นเชิง ไม่มีอิสระเลย หมายถึงเราจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยจริงๆ จะมีก็ต่อเมื่อลูกหลับเท่านั้น ต้องแลกกับการอดนอน กล่อมลูกให้นอนหลับก่อน แล้วตั้งนาฬิกาปลุกตื่นมาอีกทีให้เรามีเวลาทำอะไร

เรื่องการมีลูก ต้องยอมรับว่ามาจากความเป็นคู่ในตอนนั้น เกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เราแฮปปี้ อยากมีลูก เหตุผลการมีลูกของบางคนอาจเป็นเพราะฉันรักเด็ก อยากเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มาเป็นเพื่อนกัน ให้เติบโตมาเป็นคนที่ดี หรือมีความสุขกับการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโต แต่สำหรับแอฟไม่ใช่ เราไม่คุ้นเคยกับการเลี้ยงเด็กหรือเล่นกับเด็กเลย ไม่ใช่ไม่ชอบ ไม่ใช่ไม่รัก แต่รักเฉพาะลูกเพื่อน หลานเรา ไม่ใช่เด็กคนไหนก็ได้ ก็คือไม่รักเด็กนั่นแหละ (หัวเราะ)

เป็นเพราะเชื่อว่าการมีลูกมาเติมเต็มชีวิตหรือเปล่า

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีอะไรมาเติมเต็มนะ ตอนเป็นคู่อยู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอะไรขาด รู้สึกว่าแฮปปี้ดีด้วยซ้ำ เพราะก็เหมือนเป็นอีกขั้นของการเดทเท่านั้นเอง บางช่วงเหมือนเรากลับมาเดท กลับมาสวีทตื่นเต้นกันได้เสมอ แต่ลูกเกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เมื่อเรารักกัน ก็อยากจะมีจูเนียร์ของเราสักคน จะเป็นแอฟจูเนียร์ หรือสงกรานต์จูเนียร์ อะไรก็แล้วแต่ มันมาจากตรงนั้น แอฟไม่ได้หวังว่าลูกจะมาเติมเต็มคู่เรา

แล้วความสุขในวันนี้คืออะไร

ความสุขสบายใจ เรารู้สึกว่าโชคดีจังเลยในทุกๆ เรื่องที่เป็นอยู่ตอนนี้ โชคดีที่ได้กลับมาทำงานที่รัก ตอนถ่ายทำก็แฮปปี้มาก ถึงจะมีทั้งความกลัวว่าคนจะไม่ยอมรับ กลัวเรื่องการทำงานที่ไม่ได้มากองนานมาก กลัวว่าจะไหวไหมจะคิดถึงลูกจนไม่มีกะจิตกะใจทำงานหรือเปล่า แต่สุดท้ายพอเข้ากองก็ทำงานอย่างไม่มีห่วงเหมือนแปดปีที่แล้วเลย เพราะแอฟมีครอบครัวที่ดี มีผู้ช่วย มีเลขาที่คอยซัพพอร์ตให้เราลุยทำงานได้ เขาจะดูแลปีใหม่ให้อย่างดี ทีมงานก็น่ารัก แอฟพูดตลอดว่าโชคดีจังที่เราได้เริ่มงานแรกที่รู้สึกแฮปปี้และกล้าที่จะไปต่อ 

ยิ่งเรื่องงานเราได้เห็นคุณค่ากว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกับแฟนคลับ คนดู ที่ต้องยอมรับว่าแปดปีผ่านไปฐานแฟนคลับส่วนตัวน้อยลงอยู่แล้ว เพราะเราไม่มีผลงานให้เขามาเชียร์ เราเข้าใจทุกคนว่าจะให้เขามารออะไร ก็คุณไม่มีผลงาน ถึงวันนี้น้อยลง แต่หันไปมองแล้วรู้สึกว่าฉันไปทำอะไรมาตั้งแปดปี มองกลับไปแฟนคลับกลุ่มเดิมยังอยู่ตรงนี้ จากที่ใจตุ้มต่อมก็ฟูขึ้นมาเลย แอฟรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งมากๆ ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องครอบครัวก็รู้สึกโชคดีที่ปีใหม่ไปกับแอฟได้ในทุกช่วงวัย ถึงมีเรื่องปรับจูนกันเป็นปกติแต่สุดท้ายเขาก็ยังรักและฟังเรา โชคดีที่มีครอบครัว เพื่อน แฟนคลับที่ซัพพอร์ตเสมอไม่ใช่แค่กับแอฟคนเดียว แต่กับทั้งครอบครัวและกับปีใหม่ด้วย

ถือว่าทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

จะบอกว่าทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน แอฟโชคดีที่กล้าก้าวออกมา ถ้าไม่ก้าวออกมาก็ไม่มีวันนี้จริงๆ

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

คุณเคยรู้สึกว่าศิลปินบางคนมีความสามารถ และควรจะได้รับความสนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ไหม?

ต้น-ธนษิต จตุรภุช คือคนนั้นสำหรับเรา

ต้นเข้าวงการมาด้วย Academy Fantasia (AF) ซีซันที่ 8 รายการประกวดร้องเพลงเรียลลิตี้โชว์ที่บูมมากในยุคนั้น และออกจากบ้านมาพร้อมกับถ้วยรางวัลชนะเลิศติดไม้ติดมือ

แต่รางวัลก็ไม่ได้การันตีทุกอย่าง ไม่ได้การันตีว่าศิลปินคนนั้นจะดังเปรี้ยงปร้างหรืออยู่ค้างฟ้าไปตลอด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 11 ปีผ่านไป เขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ เพราะนี่คือวงการบันเทิง วงการแห่งความไม่แน่นอน

“สวัสดีคร้าบ” เสียงทักทายสดใสดังขึ้นมาจากด้านหลัง แล้วเจ้าของเสียงนั้นก็เดินมานั่งลงข้าง ๆ เรา บนโซฟาในห้องซ้อมค่ายเพลง LOVEiS เห็นหน้าในทีวีมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ มาอยู่ตรงหน้านี่ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันนะ!

วันนี้เรามาพูดคุยกับแชมป์คนนี้ด้วยวาระที่เขาย้ายมาบ้านหลังใหม่ และออกเพลงใหม่แสนเปรี้ยวซ่า ในแนวเพลงที่เขาเรียกว่า Queer Pop ฉายภาพความหลากหลายทางเพศของ LGBTQIA+

เขาผ่านอะไรมาบ้าง แล้วทำไมเพิ่งมาเปลี่ยนลุคเอาป่านนี้ เราไปฟัง ต้น ธนษิต เปิดใจกันที่ Talk of The Cloud

ดวง / โอกาส / ไทม์มิ่ง
3 เสาหลักของนักร้อง

สวัสดีค่ะ!

สวัสดีครับ! ต้น ธนษิต ครับ (เสียงกระตือรือร้น) ตอนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่ที่ LOVEiS ครับ เพิ่งปล่อยเพลงไป ถือว่าเป็น Debut Single ภายใต้บ้านหลังใหม่

AF8 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณเลยใช่ไหม

ใช่ครับ 11 ปีแล้ว 

เร็วมากเลย! ทางนี้ก็ได้ดูเหมือนกัน

จริงเหรอ พี่ยังรู้สึกเลยว่า เฮ้ย! 11 ปีแล้วหรอวะ รู้สึกเหมือนกันว่ามันเร็วจัง 

คุณมีความฝันคืออยากเป็นนักร้องตั้งแต่แรกเลยรึเปล่า

ใช่ครับ อยากเป็นนักร้อง จริง ๆ ตอนแรกไม่ได้เป็นเด็กเดินสายประกวดนะ เราก็แค่ชอบร้องเพลงแล้วก็มีไปเรียนบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ว่าตอนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา มันมีวิชาให้เลือกเรียนเยอะแยะ เรารู้สึกว่าเรียนวิชาการไปเยอะแล้ว ก็เลยเลือกเรียนอาร์ต เรียนปั้นหม้อ เรียนเซรามิก และเรียน Choir (ร้องประสานเสียง) ด้วย พอทำแล้วก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราชอบร้องเพลงว่ะ เราทำได้ดี แล้วก็มีคนชมว่า ยูร้องเพลงดีนะ พอกลับมาเมืองไทยแล้วมันเป็นช่วงที่รายการ AF6 มาพอดี เราก็เลยตัดสินใจไปประกวด

ไปมาตั้งแต่ AF6 เลยเหรอ

ใช่ ไปหลายรอบด้วยนะ การออดิชันเริ่มที่ต่างจังหวัดก่อน เราก็ไปต่างจังหวัดก่อน แล้วค่อยมาที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อะไรเลย ร้องไปแป๊บเดียวกรรมการก็พูด ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ (กลั้วหัวเราะ) เศร้ามาก ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะตลอด จนกระทั่งมาได้ตอนซีซันที่ 8 ตอนนั้นพี่เพิ่งขึ้นปี 3 วารสาร อินเตอร์ ธรรมศาสตร์

ทำไมถึงเรียนวารสาร ไม่คิดจะเรียนสายดนตรีเลยเหรอ

เคยคิดเหมือนกันว่าจะเรียนดนตรีไปเลย เรียน Voice ไปเลย แต่ด้วยความที่พี่เล่นดนตรีไม่เป็น แล้วเราก็ไปสืบทราบมาว่าการสอนไม่ได้มีแค่ร้องอย่างเดียวนะ ต้องรู้ทฤษฎีดนตรี ต้องอ่านโน้ตได้ ต้อง Sight Singing ได้ เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ไม่ถนัดว่ะ เราไม่มีเวลาเตรียมพร้อมขนาดนั้น

แล้วก็มีคนเตือนเราว่า ถ้าชอบอย่าไปเรียนเลย เขาบอกว่าคนที่ไปเรียน Voice คือเหมือนคนที่ต้องการเป็น Professor แต่อย่างเราร้องเพื่อความบันเทิง พอไปเรียนตรงนั้นจะกลายเป็นวิเคราะห์ทุกอย่างทุกเม็ด ทำให้ความเพลิดเพลินในการฟังเพลงลดน้อยลงไป เราก็เลยรู้สึกว่าอยากเก็บการร้องเพลงเอาไว้ให้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ดีกว่า ไม่อยากไปซีเรียสกับมัน และตัดสินใจเรียนอย่างอื่น

แต่อาชีพในฝันก็คือนักร้องนะ

(นิ่งคิด) จริง ๆ ตอนแรกพี่ไม่ได้มีอาชีพในฝันว่าจะเป็นนักร้อง แต่ก่อนก็คิดถึงอาชีพอื่น ๆ เป็นหมอ เป็นสจ๊วต เพราะเราชอบเที่ยว ชอบเดินทาง จนกระทั่งกลับมาจากอเมริกาตอน ม.6 ถึงอยากเป็นนักร้อง

ตอนได้แชมป์ AF รู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นคาแรกเตอร์ที่คนชอบ คนจะชอบคนหน้าลุคขาว ตี๋ เกาหลี เราก็ไม่รู้ว่าคนเขาโหวตกันยังไง เท่าที่ดูมารายการก็ไม่ได้ดูแค่เฉพาะเสียงร้อง มันต้องดูอย่างอื่นด้วย ดูหน้าตา ดูบุคลิกอะไรหลาย ๆ อย่าง แล้วเราก็หน้าไทย ๆ เรามีดีอย่างเดียวคือเสียงร้องเรา อันนี้ไม่ได้นางเอกนะ แต่ไม่ได้คิดเลยว่าตัวเองจะเป็นแชมป์ ตอนแข่งหวังแค่ได้เป็นตัวจริง ได้เซ็นสัญญา แต่พออยู่ไปเรื่อย ๆ ก็มีวูบหนึ่งเหมือนกันที่คิดว่า เฮ้ย หรือว่าจะเป็นเราวะ

แล้วเส้นทางการทำงานหลังจากได้แชมป์เป็นอย่างที่หวังไว้ไหม

มันก็ไม่ได้ 100% ขนาดนั้น คือมันก็ได้ทำงานเหมือนที่เราเคยดูในทีวี แล้วเราเห็นนักร้องเขาอัดเสียง ถ่าย MV ไปออกคอนเสิร์ตนู่นนี่นั่น มันก็ได้ทำตรงนั้น เหมือนที่เราใฝ่ฝัน ดู MTV ดู ChannelV มาตอนเด็ก ๆ แต่ถามว่ามันดังแบบเปรี้ยงเป็นซูเปอร์สตาร์อะไรแบบนั้นเลยไหม มันก็ไม่

สำหรับพี่นะ รายการจบก็คือจบ คือเริ่มต้นกันใหม่หมด ไม่มีอะไรการันตีว่าเราเป็นแชมป์แล้วจะต้องดัง

ความโหดของการอยู่ในวงการนี้คืออะไร

ความโหดของวงการนี้คือมันเป็นเรื่องของดวง โอกาส แล้วก็ไทม์มิ่งที่เหมาะสม เก่งไม่เก่งมันก็ไม่ได้มีส่วนวัดความสำเร็จ เก่งให้ตาย ถ้าดวงไม่ดีมันก็ไม่เวิร์ก เก่งประมาณหนึ่ง แต่ดวงดี โอกาสได้ มันก็มา 

วงการบันเทิงมันไม่มีสูตรตายตัว ไม่เหมือนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ที่มีสูตรตายตัวว่าเอาอันนี้บวกอันนี้ได้อันนี้ ไม่มีใครรู้เลยว่าทำอะไรแล้วจะประสบความสำเร็จ อยู่ดี ๆ อันนี้จะมาก็มา

แล้วดวงของนักร้องชื่อ ต้น ธนษิต เป็นยังไงบ้าง

ดวงพี่เหรอ (นิ่งคิด) พี่ว่ามันได้ไปเยอะแล้วตอนที่เป็นแชมป์ พี่รู้สึกว่ามันหมดลงแล้ว (ยิ้ม) ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก จริง ๆ ก็โอเค ได้ทำเพลง เพลงก็มีฮิตบ้าง และมี ‘รู้ยัง’ ที่ฮิตมาก ๆ แต่ว่าก่อนหน้านั้นเราก็ออกเพลงมา 7 – 8 เพลงเลยนะ แต่ก็ต้องเป็นคนที่เป็นแฟนคลับจริง ๆ ถึงจะได้ฟัง

‘รู้ยัง’ แมสตอนปล่อยเพลง หรือว่าตอนเข้ารายการ The Mask Singer

พี่ว่าแมสเพราะเข้ารายการ The Mask Singer ด้วย ไม่ได้แมสตอนแรกที่ออกมา แต่มันทำงานของมันมาเรื่อย ๆ ก็ดวงดีด้วยแหละเพลงนี้ วงการนี้มันคือดวงนะน้อง มันคือจังหวะ มันคือเวลาที่เหมาะสม 

ทุกวันนี้มันกลายเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเรา ไปที่ไหนก็มีแต่คนนึกถึงเพลงนี้ ซึ่งเราดีใจนะ แต่ก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย กูก็มีหลายเพลงเนาะ ลองไปฟังเพลงอื่นดูบ้าง (หัวเราะ) ตอนนี้มีอยู่เพลงเดียวที่คนจำได้ แต่พี่อยากมีมากกว่านั้นไง

การที่ดังอยู่เพลงเดียวทำให้ท้อบ้างไหม

ท้อ! มัน Up and Down, Up and Down, Up and Down ตลอดเวลา เดี๋ยวก็คิดว่าหรือจะไปทำอย่างอื่นดีวะ เพลงไม่มาเลยอะ กลับไปกลับมา เหมือนเป็นคนบ้า บ้าแล้วก็หายด้วยตัวเอง เฮ้ย ก็ต้องอดทนไปก่อนดิ คือมันจะมีอะไรอย่างนี้ในหัวตลอดเวลาครับ

แต่ถึงเวลา มันก็จะมาฮึบด้วยคำว่า ไม่ทำอันนี้แล้วจะทำอะไร หล่อนร้องเพลงมาตลอด ตั้งแต่ปี 3 ไม่เคยไปทำงานอะไรอย่างอื่น ละครก็ไม่เคยเล่น พิธีกรก็ไม่ได้ทำ อาหารก็ทำไม่เป็น จะไปขายอาหารเหรอ ในที่สุดก็ต้องกลับมาร้องเพลง ต้องกัดฟันสู้กันต่อไป ซึ่งถ้าเกิดวันหนึ่งร้องเพลงไม่ปัง ก็อาจจะทำอย่างอื่นครับ ก็มีคิดไว้เหมือนกันแหละ เพราะอายุเราก็ไม่ใช่น้อยแล้ว

เวลาจิตตกทีนึงเราก็คุยกับแฟน เขาเป็นคนให้คำปรึกษาที่ดี เป็นผู้ใหญ่ไง โตกว่าเรา เขาก็จะคอยให้กำลังใจ

หลังจากเพลงฮิต 1 เพลง คุณก็เป็นที่พูดถึงอีกครั้งตอนเปิดตัวแฟน

ใช่

เห็นบอกว่าตอนเปิดตัวแฟน คนพูดถึงเยอะกว่าตอนออกอัลบั้ม 10 ปีรวมกัน

ใช่! พี่ไม่เคยมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเองเยอะขนาดวันนั้นเลย ตอนเราออกเพลงคนก็สนใจประมาณหนึ่ง ก็ไปตามคลื่นวิทยุบ้าง แต่ไม่มีใครเคยมานั่งถามว่า เฮ้ย เพลงใหม่เป็นยังไงบ้าง พอมีข่าวเปิดตัวกับแฟนออกไป นักข่าวมากันเยอะมาก ตกใจเลย เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย งงเหมือนกันนะครับ

คิดยังไงที่คนเขาสนใจเรื่องแบบนั้นมากกว่าเพลงที่เราตั้งใจร้อง

เอาจริง ๆ ไม่ได้ชอบนะ อยากให้เขาสนใจเพลงเรามากกว่า ไม่ได้อยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นเกย์แล้วเปิดตัวแฟน อยากมีชื่อเสียงว่า เพลงเขาดีว่ะ เพลงเขาฮิตหลายเพลงเลย เขามีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองแล้ว อยากให้คนสนใจในเรื่องแบบนั้นมากกว่า

เราก็เข้าใจแหละ มันเป็นธรรมชาติของวงการ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นดารา เรามองว่าเราเป็นนักร้อง เพราะฉะนั้นก็เลยงงว่าทำไมมาสนใจเรื่องส่วนตัวเราขนาดนี้วะ (หัวเราะ)

จริง ๆ แต่ก่อนเปิดตัวไหมว่าเป็นเกย์

ไม่ได้เปิดกับสื่อ แต่ว่ากับเพื่อนหรือชีวิตปกติทั่วไปเราก็ไปเที่ยวบาร์เกย์นะ แค่ไม่ได้บอกใคร เพราะพี่รู้สึกว่า หนึ่งคือคนที่ติดตามอะรู้อยู่แล้ว คนที่ดู AF ดูเรามา 3 เดือน ถ้าเราแอ๊บได้เนียนขนาดนั้น ฉันก็จะได้รางวัลออสการ์แล้ว สองคือเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นดาราดัง เราไม่ได้อยู่ใน Position ที่จะลุกขึ้นมาแถลงว่า เฮ้ย ผมเป็นเกย์ครับ เราก็จะรู้สึกตลกกับตัวเองนิดหนึ่งถ้าทำแบบนั้น แล้วก็คงจะตลกกับคนที่รู้อยู่แล้วด้วย เขาก็คงแบบ พูดทำไมอะ รู้อยู่แล้ว

ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว

เป็นไงมาไงถึงย้ายมา LOVEiS ได้

จริง ๆ แล้วเพื่อนพี่อยู่ที่นี่เยอะ วง MEAN ทั้งวงเป็นเพื่อนเราตั้งแต่สมัยมหาลัย ทีมงานก็เป็นน้องสมัยมหาลัย พี่มีคนรู้จักอยู่ในนี้เยอะ แล้ววง MEAN นั่นแหละเป็นคนชวนมา เพราะว่าเห็นเราหมดสัญญาแล้ว

ที่นี่ก็แฮปปี้ครับ มันเป็นบรรยากาศค่ายเพลงจริง ๆ มีห้องซ้อม ทุกคนแอคทีฟมากๆ แล้วก็ให้อิสระเราเยอะมากเลย จะทำเพลงอะไรใด ๆ อยากได้ซาวนด์แบบไหน Reference เป็นยังไง ทุกคนให้เกียรติเรามาก ๆ แม้กระทั่งเลือกฟอนต์ เลือกรูป ทุกขั้นตอนผ่านเราหมด แฮปปี้มาก

คุยกับทางค่ายว่าอยากทำเพลงแบบไหน

อืม คือจริง ๆ เพลงแรกที่ออกไปอะครับ อยากให้มันเป็นเหมือน ต้น ธนษิต New Era อยากให้คนเห็นมุมใหม่ ๆ ของเราบ้าง ที่ผ่านมาคนก็จะเห็นมุมคูล ๆ นิ่ง ๆ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองเป็นคนสนุกมาก ไม่ได้คูล ไม่ได้นิ่งเลย (เน้นเสียง) แต่ว่าด้วยตัวเพลงมันเป็นแบบนั้น ก็เลยทำเป็น Sound Electronic เปรี้ยว ๆ การแต่งตัวก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ เปรี้ยวขึ้น

เป็นคนเปรี้ยว ๆ เหรอ

ก็เปรี้ยวอยู่นะ เออ ก็เปรี้ยวซ่าอยู่พอตัว (ยิ้มกว้าง)

ที่บอกว่าเป็นแนว Queer Pop นั่นเป็นแนวเพลงไหม หรือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ที่คิดขึ้นมา

คือพี่อะ เคยไปเห็นคำนี้ตามบทความในเว็บไซต์เพลงฝรั่ง แล้วเราก็รู้สึกว่า เออชอบจังเลย มันยังไม่ค่อยมีในเมืองไทย เก๋ดี ก็เลยเลือกมาเป็นกิมมิกของเรา Queer มันก็แทนความหลากหลายอะเนอะ 

อยากให้ Queer Pop เป็นหนึ่งในสับเซตของ T-POP พื้นที่ที่ให้นักร้อง LGBTQIA+ ในเมืองไทยยังน้อย ควรมีที่ยืนให้พวกเราบ้าง เราอยากออกมาประกาศว่า มีพวกเราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้นะ และบอกพวกเรากันเองว่า ฉันอยู่ในกลุ่มพวกเธอนะ เราเป็น Ally กัน

สำหรับคุณ ความเป็น Queer คืออะไร

สำหรับพี่ความเป็น Queer คือการที่ไม่ต้องอยู่ในกรอบกำหนดในเรื่องเพศ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์หรือเรื่องรสนิยม ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ค่อนข้างลึก เราก็ยอมรับว่าไม่ได้รู้มากขนาดนั้น แต่อาศัยที่อ่านมาคร่าว ๆ Queer คือความที่เราไม่ได้ต้องยึดติดกับสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ทางเพศ อย่างเช่นผู้หญิงต้องใส่กระโปรงเท่านั้น ผู้ชายต้องใส่กางเกง หรือว่าฉันชอบเธอเพราะว่าฉันชอบเธอ ไม่ใช่ชอบเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิงหรือเพราะเธอเป็นผู้ชาย เราก็เลยรู้สึกว่ามันเก๋ดี มันทลายทุกขอบออกไป อยากทำอะไรก็ทำ

ซึ่งแนวเพลง Queer Pop ก็เป็นการทำลายกรอบแบบนั้นด้วยไหม

จริง ๆ ตัวเพลงไม่ได้ต่างกันมากครับ เพลงมันก็คือเพลงป๊อปนี่แหละ ดนตรีมันก็อาจจะเป็นซาวนด์ยังไงก็ได้ และทุกคนก็ฟังได้ คนเป็น Straight ก็ฟังได้ เพียงแค่วิธีพรีเซนต์ภาพออกไป เราอยากให้ภาพมันออกมาเป็น Queer เน้นความหลากหลาย เป็นจุดยืนของเราอย่างหนึ่งว่าฉันจะแต่งตัวแบบนี้ 

พี่ว่ามันสำคัญที่ตัวคนพรีเซนต์น่ะว่าอยากพรีเซนต์อะไร As a Gay Artist เรารู้สึกว่าอยากพรีเซนต์ภาพตรงนี้ออกไป

รู้สึกว่าได้เป็นตัวเองมากกว่าเดิมไหม

ก็เป็นตัวเองครับ อย่างเช่นการแต่งตัวก็เปรี้ยวขึ้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้แต่งตัวเปรี้ยวแบบนั้นทุกวันหรอกนะ แต่มันก็เป็นภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ที่ให้คนได้เห็นว่า จริง ๆ เราก็มีด้านนี้เหมือนกัน

จริง ๆ แล้วอยากทำอย่างนี้มานานแล้วหรือเปล่า 10 กว่าปีที่ผ่านมา

(นิ่งไป) เออ ก็จริงนะ อยากทำมานานแล้วแหละ แต่ว่ามันไม่กล้าทำน่ะ

ทำไมถึงไม่กล้าทำล่ะ

ตอนนั้นเรายังกลัวที่จะเป็นตัวเอง เพราะรู้สึกว่าสังคมยังไม่ได้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายเท่าไหร่ เรื่อง LGBTQIA+ เพิ่งเริ่มได้รับการยอมรับเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

ตอนนี้ก็คิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะได้พรีเซนต์ตัวเองในแง่ที่เป็นตัวเราจริง ๆ ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน อีกนิดเดียวก็แก่แล้ว (หัวเราะเบาๆ)

‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ เพลงแรกที่ปล่อยออกมาในฐานะ ต้น ธนษิต เวอร์ชันเปรี้ยวซ่า มีแรงบันดาลใจในการทำเพลงยังไงบ้าง

ข้าว Fellow Fellow เป็นคนแต่ง แรงบันดาลใจมันคือเรื่องราวของเราเลย คือปัจจุบันนี้พี่มีแฟนคบกันมา 4 ปี แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นความรักที่ดี เราอยากทำเพลงอวยแฟนนั่นแหละ แต่ว่าอวยอย่างเดียวก็ไม่เก๋ไง เราเลยมีกิมมิกเป็นการขอบคุณคนที่เคยเทเรา เลยทำให้เรามาเจอคนนี้ ก็เป็น 2 in 1 ไปเลย

คุณบรีฟ ข้าว Fellow Fellow ไปยังไงบ้าง

พี่เขียนเป็น Essay เลย ยาวมาก เล่าให้ฟังเลยว่าเคยเจออะไรบ้าง เหตุการณ์มันเป็นยังไงบ้าง คนอ่านยังบอกเลยว่าสนุกมาก (หัวเราะ) เราว่าถ้าบอกเป็นข้อ ๆ มันก็ได้ประมาณหนึ่ง ก็เลยเขียนไปให้เขาเลยดีกว่า เผื่อเขาจะได้เอาคำอะไรที่มาจากสตอรี่ของเราไปใช้งานได้

ไอเดียแรกเลยคืออยากออกเพลง Positive มีบรรยากาศสนุกสนาน เปิดแบบ Gay Pride หรือ Pride Parade ได้ ดนตรีให้มันเปรี้ยว ๆ หน่อย ให้มันจอย ๆ โยกได้ ฟังแล้ว Feel Good ก็เลยเขียนเป็นเพลงรักแบบนี้ออกมา

เมจเสจของเพลงนี้คืออะไร

เมสเสจคือการขอบคุณสิ่งร้าย ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ถ้าฉันไม่เคยเสียใจ ถ้าฉันไม่เคยโดนทำร้าย ฉันก็อาจจะไม่รู้ว่าการที่มีคนดี ๆ เข้ามาในชีวิตมันดีขนาดไหน เราจะ Appreciate เขาขนาดไหน 

ถ้าเรามองว่า เฮ้ย ทำไมต้องเข้ามาใจร้ายกับฉัน ฉันทรมานเหลือเกิน เธอใจร้ายกับฉันจังเลย มันก็เป็นแง่ที่ห่อเหี่ยว เราเลยรู้สึกว่าอยากให้มามองมุมนี้ดีกว่า อยากให้คนที่เคยเจออะไรแบบนี้หันมารักตัวเองให้มาก ๆ

ทำไมดู MV แล้ว บางทีก็เหมือนไม่ได้พูดเรื่องความรัก แต่พูดเรื่องคนในสังคม ตั้งใจให้ตีความ 2 แบบรึเปล่า

ใช่ มีทั้งเรื่องความสัมพันธ์ เราใช้ผู้กำกับใน MV แทนคนที่เป็นแฟนเก่าเรา ที่เขาเคยตีกรอบเรา จนตอนสุดท้ายพี่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับเอง หยิบโทรโข่งขึ้นมาสั่งคัต อันนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าตอนนี้ฉันเป็นผู้กำกับของตัวเองแล้ว

แล้วเราก็อยากพูดเรื่อง LGBTQIA+ ว่ามันมีหลายคาแรกเตอร์ มีเลสเบี้ยน มีเกย์ อยากจะส่งเมสเสจว่าเราอยู่ในกลุ่มพวกคุณนะ เรารับรู้การมีอยู่ของทุกคน เรื่องสมรสเท่าเทียมเราก็พยายามจะใส่เข้าไป อยากให้ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงได้

เรียนผู้อ่านที่เคารพ
ความสาวไม่ใช่เรื่องบาปกรรม

คิดยังไงกับการเป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงบ้าง

…ยาก ถ้าไม่ได้เกิดจากซีรีส์วายนะ โคตรยากเลย

ตอนนี้ซีรีส์วายกำลังมา มีเด็ก ๆ น้อง ๆ นักแสดงรุ่นใหม่ที่มาจากซีรีส์วาย โอ้โห แฟนคลับล้นหลามทั่วประเทศ มันเป็นจังหวะที่ดีด้วยแหละ แต่อย่างที่พี่บอกลำพังตัวคนที่เป็น LGBTQIA+ อย่างเดียว ถ้าเข้ามาในวงการนี้โดยที่ไม่ได้มีแบกกราวนด์มาจากซีรีส์วาย ยากมากเลยนะ 

แล้วในวงการก็มีเรื่องสเตอริโอไทป์อะไรต่าง ๆ อีกเยอะมาก เราไม่เคยเล่นละครนะ นี่เป็นความเห็นล้วน ๆ เราสงสัยว่าทำไมบทเกย์ เกย์ไม่ค่อยได้เล่น ส่วนใหญ่ผู้ชายแท้เล่น หรือถ้าเป็นบทเกย์ก็จะเป็นบทตลก เป็นเพื่อนนางเอกตลก ๆ ต้องจีบปากจีบคอ จัดจ้าน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเกย์มีหลากหลายมาก (เน้นคำ) เกย์เรียบร้อยก็มี เกย์เนิร์ดก็มี เกย์เล่นกีฬาก็มี พระเจ้าช่วย! เกย์เล่นบอลก็มี เกย์เป็นทนายก็มี! 

เราแค่รู้สึกว่า ทำไมวะ ทำไมในซีรีย์หรือในละครไทยไม่มีการนำเสนออะไรพวกนี้เลย จะมีแต่พวกบทผู้จัดการดารา บทช่างแต่งหน้า บทตลก เวลาเราดูเราก็ค่อนข้างมีปัญหาตรงนี้นิดหนึ่ง 

แล้วก็อย่างที่บอกครับ บทเกย์ก็ใช้ผู้ชายสเตรทเล่น นักแสดงเกย์อย่างเราไม่ได้เล่นหรอก เขาก็จะมองว่าสาวไป อย่างพี่ก็เคยโดนคนพูดว่า พูดไดอะล็อกยาว ๆ ไม่ได้หรอก เดี๋ยวออกสาว ติดสาว เราก็จะมองไปอีกทางว่า เขายังไม่ทันให้เราได้ลองเลย เขามองจากคาแรกเตอร์แล้วเขาก็ตัดสินเราไปแล้ว เราอาจจะทำได้ก็ได้ หรือถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็อาจจะทำได้สักวันหนึ่งก็ได้

ที่พูดถึงคือบทชายแท้เหรอ

พี่ไม่รู้ว่าบทที่เขาจะให้เล่นคือบทอะไร ยังไม่ทันได้พูดถึงบทกันเลยน้องเอ๋ย แค่เราเมนชันขึ้นมาว่า เฮ้ย อยากลองเล่นซีรีส์ เล่นละครดูบ้าง เราก็จะโดนบล็อกทันที โอ๊ย! เล่นไม่ได้หรอก เธอพูดไดอะล็อกแล้วออกสาว

เขาพูดจริง ๆ หรือเขาพูดขำ ๆ

เขาพูดจริง! ไม่ได้พูดขำ ๆ เพราะฉะนั้นพี่ก็ไม่เคยได้ไปออดิชันละครหรือซีรีส์อะไรทั้งสิ้น ละครเวทียังมีอยู่บ้าง เพราะว่า เออ เดชะบุญยังร้องเพลงได้อยู่

แล้วเขามีปัญหาอะไรกับความสาวเนี่ย

ไม่รู้สิ เราก็งงเหมือนกันว่าทำไมต้องทำให้ความสาวมันดูเป็นเรื่องบาปกรรมวะ ทุกวันนี้พอมีใครสาวทุกคนก็ยอมรับนะ ถือว่าเป็นตัวของตัวเอง แต่ตอนที่เราเข้าวงการมาใหม่ ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นไง

คิดว่าอนาคตควรจะมีที่ทางให้คนที่เป็น LGBTQIA+ ในวงการบันเทิงยังไงบ้าง

พี่คิดว่าทุกคนก็ควรเป็นตัวเองนี่แหละ ทำสิ่งที่อยากทำ ใครเป็นนักร้องก็ร้องเพลงไป ร้องให้ดีที่สุด ใครเป็นนักแสดงก็ตั้งใจทำไป

เร็ว ๆ นี้เราได้ไปฟังสัมภาษณ์ของคนคนนึงมา เขาชื่อ Billy Eichner เขาทำหนังรอมคอมชื่อ Bros ที่ตัวเอกเป็นเกย์ 2 คน ฟังเขาพูดก็รู้สึกว่ามันก็คล้าย ๆ บ้านเราเหมือนกันนะ เขาบอกว่าวงการฮอลลีวูด คนที่ได้รับบทเกย์ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Straight Guy ซึ่งเขาก็บอกว่าจริง ๆ แล้วก็อยากให้โอกาสนี้กับเกย์บ้าง แล้วนักแสดงที่เป็นเกย์ ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นแต่บทเกย์ ก็ไปเล่นบท Straight ด้วยก็ได้ ไม่ควรแบ่งแยกว่าคนนี้เป็นเกย์ เล่นได้แต่เกย์

เราก็ทำไปเต็มที่ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันได้รับการยอมรับมากขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่ของบท พี่ก็ว่ามันดีขึ้นนะ สังเกตว่าในทุกซีรีส์ของฝรั่ง มันก็จะมีคนที่เป็น LGBTQIA+ อยู่เยอะ ทำให้คนรู้สึกว่าทุก ๆ สังคมมีคนเหล่านี้อยู่ เราก็อยากให้ซีรีส์หรือละครในไทยสร้างคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ให้กลุ่มเกย์บ้าง ตอนนี้พี่ก็เริ่มเห็นนะ ประเทศไทยก็มีซีรีส์วายที่เล่าถึงวงการแพทย์ ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี

จริง ๆ แล้วในต่างประเทศก็มีคนวิจารณ์นะ ว่าหนังหรือซีรีส์ตอนนี้ยัดเยียดบทเกย์เกินไป

ก็นานาจิตตัง แต่เราว่าไม่หรอก คนจะมองว่ายัดเยียดก็มองได้ แต่คนที่ไม่ได้รับการ Represent มากพอ เขาก็จะมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีครับ ก็แล้วแต่คนมอง

พูดถึงวงการบันเทิงไทย ตอนนี้ก็มี พีพี กฤษณ์ มี 4MIX ที่กำลังดังอยู่ รู้จักไหม

รู้จัก! 4MIX ก็รู้จัก! ไอเลิฟน้องนินจา ชอบมาก

คิดยังไงที่อยู่ดี ๆ คนก็ชอบเกย์ออกสาว

รู้สึกดี อย่างที่เราพูดไป สมัยก่อนความสาวมันเป็นตราบาป เราก็คิดว่า อะ ก็กูสาว แล้วทำไมล่ะ ก็เลยรู้สึกดีที่คนชอบน้องเขา เราก็ชอบมาก ยัง DM ไปหาอยู่เลยว่าเยี่ยวมาก เริ่ดมาก ดีใจที่น้องเขามีแฟนคลับยิ่งใหญ่ที่เม็กซิโก

ถ้าเกิดช้ากว่านี้สัก 10 ปี คิดว่าตัวเองจะดวงดีกว่านี้ไหม

ดีกว่านี้แน่นอน! เออ เราเกิดเร็วไปหน่อย (หัวเราะ)

ฮึบ!

แล้วตอนนี้จะทำยังไงกับชีวิตต่อไป

(หัวเราะดัง) เป็นคำถามที่ดีมาก

ก็ยังคงร้องเพลงต่อไปเรื่อย ๆ ครับ เป้าหมายเราคืออยากมีเพลงฮิตหลายเพลง ตอนนี้มันมีแค่ ‘รู้ยัง’ เพลงเดียวที่คนรู้จัก ไม่อยากเป็นนักร้องที่ตกอยู่ในหมวด One-hit Wonder เกลียดคำนี้มาก เพราะฉะนั้นก็ยังคงก้าวเดินทางต่อไป หวังว่าสักวันหนึ่งจะมีเพลงที่เปรี้ยงเท่า รู้ยัง หรือมากกว่า

อยากประสบความสำเร็จมากพอที่จะมีคอนเสิร์ตเดี๋ยวของตัวเองได้ เป็นความฝันมาก ๆ เลย ตอนนี้ทำก็ไม่มีใครดูหรอก (หัวเราะ) นั่นแหละ ต้องมีเพลงฮิตเยอะ ๆ มีคนดูมาเยอะๆ

พอใจกับเพลงแรกที่ออกมาไหม

พอใจนะ แต่ยอดวิวก็ไม่ได้ขึ้นเร็วอย่างที่เราหวังไว้ (หัวเราะ) เราเป็นคนใจร้อนอะ เพื่อนก็บอกว่า มึงใจเย็น ๆ ดิวะ เพิ่งออกมา

จะมีโอกาสได้เห็นคุณเล่นละครรึเปล่า

ถ้าเขาติดต่อมาก็อยากเล่นนะครับ เพราะเป็นอะไรที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลย เล่นแต่ละครเวที ส่วนใหญ่งานเราจะเกี่ยวข้องกับการร้องเพลง 100% คนก็จะบอกว่า เธอดูเป็นนักร้องมากรึเปล่า เขาก็เลยไม่เรียกไปเล่น เราก็ไม่รู้ จริง ๆ เราก็อยากลองหลาย ๆ งานนะ ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าจะต้องร้องเพลงอย่างเดียว

ในที่สุดยุคใหม่ของ ต้น ธนษิต ก็มาถึง คุณอยากจะบอกทุกคนว่าคุณเป็นใครกันนะ

อยากบอกทุกคนว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนที่มีความสุขกับตัวเองแล้ว แต่ก่อนฉันอาจจะเคยกลัวที่จะเป็นตัวเอง แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว ฉันมีความสุขกับชีวิตดี นี่เป็นสิ่งที่รู้สึกจริงๆ I’m a happy gay man. ที่ยังทำตามความฝันอยู่ เพลงมันคือเป้าหมายอันดับ 1 ของเราอยู่แล้ว มันคือแพสชันที่รุนแรงที่สุด

ฝากไปฟังเพลงกันเยอะ ๆ ช่วยแชร์กันเยอะ ๆ นะครับ ‘ขอบคุณที่เคยใจร้ายกับฉัน’ ตั้งใจทำมาก ๆ (ยิ้ม)

บทสนทนากว่า 1 ชั่วโมงของเราจบลงด้วยความราบรื่น

เราเป็นมือใหม่ในวงการนักเขียนและนักสัมภาษณ์ สารภาพตรง ๆ ว่าทุกครั้งที่กำลังจะเจอคนใหม่ ๆ จะต้องแอบหวั่นในใจเล็ก ๆ เสมอ

เขาจะดีไหม จะให้ความร่วมมือดีรึเปล่า

แต่การที่ได้มาเจอ ‘พี่ต้น’ ผู้เฟรนด์ลี่ในวันนี้ ในฐานะคนทำงาน เรากลับอิ่มเอมใจ คลายความกังวลที่มีไปได้ทั้งหมด และมากไปกว่านั้น ในฐานะที่เราเป็นคนในชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เรารู้สึกราวกับความหวังที่จะได้อยู่ในสังคมที่เป็นมิตรต่อพวกเราได้ถูกจุดขึ้นมาอีกนิด จากทัศนคติของผู้ถ่ายทอดเสียงเพลงคนหนี่งในวงการ

ขอให้ Queer Pop ที่เขาตั้งใจร้อง ส่งผลดีต่อคนอื่น ๆ ที่ได้รับชมรับฟังเช่นกัน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load