แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ คือนักแสดงที่คนมากมายต่างจำเธอได้ในบทบาทนางเอกลุคสวยหวาน

เธอห่างหายจากวงการละครไปนานด้วยจุดเริ่มต้นที่อยากขอเบรกไปใช้ชีวิตส่วนตัวสักพัก ก่อนกลับมารับงานแสดงที่รักต่อไปตามคำที่ให้สัมภาษณ์เสมอว่า จะไม่มีวันออกจากวงการไปไหน

แต่กลายเป็นว่าการหวนคืนจอละครอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จนเวลาผ่านไปถึง 8 ปี

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้เธอยังคงครองบทบาทนางเอกเช่นเคย ในละครเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆเธอ ทางช่อง one31 ที่เป็นการโคจรมาร่วมงานกับพระเอกรุ่นน้องอย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

ถึงเบื้องหน้าจะมีเสียงชื่นชมกับหลายบทบาทใหม่ ทั้งงานละคร งานพิธีกร แต่เบื้องหลังคือการต่อสู้กับความคิด ความกลัว และกังวลใจ ที่ต้องอาศัยเพียงความกล้าเพื่อให้ก้าวต่อไปให้ได้ เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ในหลายช่วงชีวิตของเธอ 

เราพบว่าภายใต้ความอ่อนหวานนั้น เธอคือผู้หญิงมั่นใจ เด็ดเดี่ยว และมีไลฟ์สไตล์ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนต่างตัดสินจากบุคลิกภายนอก หรือเชื่อไปตามบทบาทนางเอกในอุดมคติ

เช่นครั้งหนึ่ง แอฟ ทักษอร เคยเป็นเด็กสาวชั้น ม.4 ที่มีลูกบ้าขนาดที่เดินไปลาออกจากโรงเรียน เพื่อทุ่มเวลาอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ หรือความฝันในการเป็นเจ้าของเต็นท์รถที่มีรถขับไม่ซ้ำกันสักวัน รวมถึงการขับรถซิ่งเพื่อสนองความเร้าใจของตัวเอง 

เธอบอกว่า ชีวิตที่ดำเนินมาเป็นแอฟ ทักษอร ซึ่งรู้สึกโชคดีในทุกเรื่องของชีวิตเช่นวันนี้ ต้องย้อนกลับไปขอบคุณความกล้าและความเด็ดเดี่ยวในใจที่ผลักให้ตัวเองเดินออกมาจากความกลัว

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้ของคุณเราได้เห็นผลงานใหม่ๆ มากขึ้น เช่นงานพิธีกรทั้งๆ ที่เป็นคนพูดน้อย ที่สำคัญ คือการกลับมารับละครที่ห่างหายไปนานมาก 

ใช่ค่ะ (ยิ้มหวาน) แอฟไม่เคยตั้งใจจะออกจากวงการหรือการเป็นนักแสดงเลย และบอกทุกคนตลอดว่าแอฟไม่ได้ออกนะ จองพื้นที่ไว้ให้แอฟก่อน แต่หลังจากช่วงเบรกที่เราไปแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็กะว่าอยู่กับลูกสักพักจนถึงช่วงที่ลูกเรียนเต็มวันเมื่อไหร่ เราก็จะกลับมาทำงานที่เรารัก นี่คือสิ่งที่แพลนไว้ แต่ตัดกลับมารู้ตัวอีกที เราหยุดไปตั้งแปดปีแล้ว มันนานมาก (ลากเสียงยาว) การกลับเข้ามามันไม่ง่ายเลย

ที่บอกว่าไม่ง่าย เป็นเพราะอะไร

แอฟคิดว่าต่อให้เป็นอาชีพไหน ถ้าเราหายไปแปดปี มันย่อมต้องมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้นว่า เราจะกลับมาได้ไหม จะมีคนให้โอกาสเราไหม เรากลับมาแล้วจะเหมือนเดิมไหม ความรู้สึกหลายอย่างปนเปกันไปหมด ทั้งความหวัง ความดีใจ ความสุขที่จะได้กลับมา ความเครียด ความกังวล มันรวมมาหมด เราต้องต่อสู้กับตรงนี้ให้ได้

เหมือนเราอยู่ในเซฟโซนมานาน พอจะก้าวออกมาก็คิดเยอะ จริงๆ อยากกลับมาทำงานละครสักสองปีก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็พิจารณาหลายอย่างว่ากลับมาคราวนี้จะเริ่มต้นด้วยงานแบบไหน พอยังไม่เจอสิ่งที่เหมาะก็ไม่ยอมก้าวออกมาสักที แล้วคนเราพอจะก้าวแล้วไม่ก้าวสักที คราวนี้ยิ่งกลัวกว่าเดิม ถ้าตอนแรกคิดน้อยๆ แล้วก้าวออกไปเลยจะไม่กลัวขนาดนี้ 

การที่คิดเยอะอยู่อย่างนั้นทำให้เรากดดันตัวเอง แล้วก็รู้สึกว่าคนรอบข้างที่เราเคยทำงานด้วย หรือเอาตรงๆ คนที่เราเคยปฏิเสธงานไป เขาก็มองอยู่ว่าเราจะเอายังไง นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่เอา ไหนดูสิว่าจะทำอะไร มันก็เป็นความกดดัน

ชื่อของทักษอรเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ทำไมถึงกลัวที่จะกลับมาและกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับอีก

นี่คือผลงานละครไงคะ แปดปีที่ผ่านมาอาจจะมีชื่อแอฟในสื่อ แต่มันเป็นเรื่องอื่น เป็นเรื่องแอฟที่ไม่ใช่ผลงาน และแอฟไม่ได้ตั้งใจทำมัน บางเรื่องเป็นเหตุการณ์ในชีวิต ไม่ได้เป็นเรื่องการแสดงความสามารถ แล้วบังเอิญว่าคนสนใจ เพราะบางอย่างก็เป็นแง่คิดให้กับบางคนในบางสถานการณ์ ซึ่งส่วนนี้ไม่ใช่ว่าแอฟไม่เห็นคุณค่าของมันนะคะ ถ้าการสัมภาษณ์ของเราทำให้คนที่เจอหรืออยู่ในสถานการณ์บางอย่างมีกำลังใจหรือช่วยเขาได้ แอฟก็รู้สึกภูมิใจว่าเรามีส่วนเล็กๆ ช่วยเขาหรือมีผลให้คนมีความสุขบ้าง แต่งานละครเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแอฟไม่ได้ทุ่มเทความสามารถในการทำงานแบบนี้มานานแล้ว 

สุดท้ายอะไรทำให้กล้าก้าวกลับมาอีกครั้ง

ด้วยเรื่องบท เรื่องเวลา และหลายอย่างทำให้เรามาลงตัวที่นี่ พอได้คุยกับ พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร ผู้บริหารช่อง one31) ก็คุยกันแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะพี่ป้อนเป็นรุ่นพี่ของแอฟที่นิเทศฯ จุฬาฯ เลยได้คุยกันแบบเจาะลึก ซึ่งไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้ พี่ป้อนถามว่า ใน Career Path นี้มองตัวเองเป็นยังไง อยากก้าวต่อไปทางไหน ต้องการอะไร อยากทำงานแบบเอาถ้วย เอาเงิน หรือเอากระแส 

อยากรู้คำตอบที่ตอบพี่ป้อนไปตอนนั้น

ก็บอกว่าจะอยู่ในวงการ จะไม่ไปไหนค่ะ (หัวเราะ) บอกตรงๆ ว่าแอฟทำตรงนี้ไม่ได้เอาเงินหรือเอากระแสอยู่แล้ว ด้วยวัยขนาดนี้ เราอยากทำงานที่ย้อนกลับไปดูเมื่อไหร่ก็ภูมิใจ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของชีวิตก็มีหลายเรื่องที่ทำให้เราภูมิใจแบบนี้ สำหรับแอฟแล้วงานละครไม่ใช่งานหาเงิน เราอยากทำงานที่ตอนทำแฮปปี้ หรือออนแอร์ไปแล้วและกลับมารีรันกี่ครั้งก็มองมันด้วยความภูมิใจ 

ตอนนั้นได้รับคำแนะนำอะไรในการกลับมาทำงานในยุคที่วงการเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว

พี่ป้อนก็พูดตรงมากว่า ถ้ากลับมาคราวนี้เล่นเวย์แบบเก่าไม่ได้นะ คนสมัยนี้เขาต้องแบบนี้ แล้วก็บอกตรงๆ เลยว่าอะไรที่เราต้องปรับเปลี่ยน ตอนแรกเราก็ตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยเจอคนที่ฟีดแบกตรงๆ แบบนี้ ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ เราไม่เคยเจอคนที่บอกเราว่าไม่ใช่ (หัวเราะ)

เขาพยายามบอกว่า คาแรกเตอร์หรือเสน่ห์ในความเป็นทักษอรก็เก็บเอาไว้ แต่จังหวะในการถ่ายตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วนะ กล้องไม่ได้เหมือนเดิม แอฟเหมือนมาจากแปดปีที่แล้ว ที่กล้องต้องมีสวิตชิ่ง เก็บทีละคน ต้องมีรีแอ็คกับคนนี้ให้หมดก่อน ค่อยมาคนนี้ หางตาจะดูตลอดว่าไฟขึ้นแล้วค่อยเล่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ต้องเล่นจริงเลย คนนี้เล่นมาแล้วเรารีบรีแอ็คกลับ ไม่ต้องรอ เดี๋ยวจะเป็นจังหวะแบบเก่า 

การได้รับคำแนะนำเรียกความมั่นใจกลับมาได้ไหม

มีหลายอย่างที่เสริมให้เรามั่นใจ แต่เสริมเท่าไหร่ก็มีความกังวล ยอมรับว่าเรากังวลมาก ตอนตัดสินใจรับและไปเรียนแอคติ้งหรือแสดงเราก็ทำเต็มที่ แต่พอมีข่าวโปรโมตละครมันก็มีประเด็นเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งการที่เราหายไปนาน จะกลับมาเล่นกับพระเอกรุ่นน้องอย่างต่อ ธนภพ อีก มันไม่ใช่เรื่องปกติ มีประเด็นที่แอฟจะโดนเยอะมาก 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ถึงจะหายไป 8 ปี แต่กลับมาก็ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับนางเอกหลายคนเหมือนกัน คิดว่าทำไมตัวเองถึงกลับมาอีกครั้งในบทบาทเดิมได้ 

ยากจัง ไม่รู้สุดท้ายจะเป็นเพราะอะไร แต่เป็นเพราะผู้ให้โอกาส ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่มองว่าเรายังทำจุดนี้ได้ ไม่ได้มองว่าเราอายุเท่านี้แล้วต้องปัดไปอีก Category หนึ่ง ซึ่งส่วนตัวบอกกับทุกผู้จัดที่เคยคุยกันก่อนหน้านี้อยู่เสมอว่า แอฟกลับมาไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นนางเอกเท่านั้นนะคะ แต่ขอให้เป็นบทที่ดี พอกลับมาเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ ได้เป็นนางเอกก็แฮปปี้ และเราอาจจะตรงกับตัวเรื่องอยู่แล้ว คือนางเอกอายุเยอะกว่าพระเอก

แสดงว่าในใจยอมรับอยู่แล้วว่าถ้ากลับมาครั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม

แอฟเล่นเป็นแม่ตั้งแต่เด็กแล้วนะ (หัวเราะ) ตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ ก็เล่นเป็นแม่ของ นุ่น ศิรพันธ์ แล้ว (เรื่อง เมื่อดอกรักบาน) เราเล่นข้ามไปข้ามมา เดี๋ยวเล่นเป็นบทแก่แล้วก็ไปเล่นบทเด็ก เราไม่ได้ยึดติดอยู่แล้ว และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับแอฟ บทที่เล่นต้องเป็นบทที่มีความสำคัญกับเรื่อง มีความหมายหรือเป็นตัวดำเนินเรื่อง

ละครมีกระแสตอบรับดี เบาใจแล้วรึเปล่า

เบาใจขึ้น แต่ไม่ได้โล่งทั้งหมดเพราะละครยังไม่จบ (หัวเราะ) ยังไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่พอคนดูให้การยอมรับแอฟ ได้ฟีดแบ็กที่ดีก็ดีใจมากๆ คนดูไม่ได้ต่อต้านเราหรือเคมีที่เราทำกันมาระหว่างแอฟกับต่อ เราก็มีกำลังใจไปต่อ

ก่อนหน้านี้ 2 ปี คุณเริ่มกลับมารับงานในวงการด้วยการเป็นพิธีกรในรายการ แชร์ข่าวสาวสตรอง ซึ่งเป็นภาพใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน 

นี่เป็นอีกงานที่ได้รับโอกาสค่ะ แอฟรู้สึกเสมอว่าถึงเราจะทำตัวให้พร้อม แต่ผู้ใหญ่ไม่ให้โอกาส เราก็คงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ต้องขอบคุณคุณนิด อรพรรณ ที่ให้โอกาสในเรื่องที่คนอื่นไม่ได้ให้หรือคนอื่นไม่เคยเห็น หรือไม่กล้าเสี่ยงว่าจะเอาคนพูดน้อยอย่างแอฟมาเล่าข่าว

คิดว่าคุณนิดเห็นศักยภาพอะไร

ครั้งแรกที่คุณนิดติดต่อมา แอฟบอกว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าคุณนิดติดต่อมาเรื่องละคร แต่นี่เป็นพิธีกร แล้วดูรายชื่อพิธีกรในรายการแล้ว แอฟไม่เข้ากับใครเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าทำงานกับใครไม่ได้นะ แอฟรู้จักทุกคน แต่เหมือนแอฟไม่เข้ากับทุกคนอยู่คนเดียว

คุณนิดก็อธิบายว่า เป็นความตั้งใจอยากให้พิธีกรมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน ทั้งพี่ปุ้ย พิมลวรรณ, อาตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด, แพท ณปภา ทุกคนพูดเก่ง แต่ก็มีแนวการพูดที่ต่างกันไป แล้วแอฟล่ะ (หัวเราะ) คุณนิดก็บอกว่า อยากให้แอฟเป็นตัวเอง อยากได้คาแรกเตอร์แบบนี้ อยากได้มุมมอง แนวความคิดที่แอฟมีต่อเหตุการณ์ในข่าว จะได้แตกต่างจากเพื่อนพิธีกร เขาชอบที่เราไม่ได้พูดเก่ง พูดเร็ว เราพูดน้อยแต่อาจจะตบท้ายได้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

อะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับวัยนี้

ความยากคือเราต้องแข่งกับเวลา ทุกเรื่องเลย มันไม่ง่ายเลยนะที่เรายังอยากได้งานที่ดี ได้เลือกในสิ่งที่เราชอบ ได้เลือกสิ่งที่คิดว่าใช่ หรือโอกาสที่จะได้งานที่ดีน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนเด็กๆ ตอนนั้นอะไรมาเยอะมาก แต่ก็อาจไม่ตรงใจเรา พอตอนนี้เวลาที่มีคนติดต่อเข้ามา เขารู้คาแรกเตอร์หรือความเป็นตัวเรา เปอร์เซ็นต์ที่คลิกกับเรามีมากกว่า แต่ต้องยอมรับว่า ตัวเลือกมีน้อยลงเมื่อเราโตขึ้น

ถึงเราอยากทำงานเยอะและทำเต็มที่ แต่เราจะลองทำดะหรือทำกวาดไปหมดเลยไม่ได้ เราต้องเลือกและมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา เวลาจะรับบทอะไรต้องคิดถึงคนรอบข้าง คิดถึงลูก หรืออะไรบางอย่างที่เราสะสมมา แต่ก็ต้องบาลานซ์ความเป็นเรา และถ้าคิดเยอะไม่ทำอะไรสักที เวลาก็หมดแล้ว พอหมดแล้วก็ไม่มีอะไรให้คิดแล้ว เพราะโอกาสมันจบไปแล้ว เราเลยต้องทำตัวเองให้พร้อม และเปิดตัวเองมากขึ้น ไม่เหมือนตอนเด็กที่รู้สึกว่าไม่ชอบก็ไม่ทำ เพิ่งอายุยี่สิบกว่าๆ ทำได้อีกนาน

เรื่องที่เห็นบ่อยครั้งคือไม่ว่าจากรายการไหน คุณจะชอบโดนแกล้งให้พูดไม่เพราะ

ตอนนี้ก็ยังโดนอยู่ตลอด จริงๆ ไม่ได้เป็นคนรับไม่ได้ขนาดนั้น แค่เราไม่ชินกับการพูดเฉยๆ แต่ฟังรู้เรื่องทุกอย่าง ไม่ใช่ไม่รู้ เราเป็นผู้ฟังที่ดีและชอบด้วย (ยิ้ม)

ครั้งหนึ่งเคยได้เห็นข่าวคราวเรื่องความชอบในรถสปอร์ตและความเร็วของคุณ หลายคนก็เซอร์ไพรส์เพราะไม่เคยรู้มุมนี้มาก่อน 

เรื่องนี้ต้องโทษคุณพ่อเลย (ยิ้ม) น่าจะเป็นช่วงมหาวิทยาลัยที่กลับไปสนิทกับคุณพ่อ ตรงนี้ต้องขออธิบายว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าแอฟโตมากับคุณพ่อ แอฟก็เกรงใจคุณแม่ กลัวคุณแม่จะน้อยใจ จริงๆ แล้วคุณแม่แอฟเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงแอฟมาตั้งแต่เล็กตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่แยกกัน น่าจะประมาณตอนเรียนประถมต้น คุณพ่อก็จะมาหาเป็นรูทีน อย่างทุกวันอาทิตย์เป็นวันของคุณพ่อ ก็จะได้อยู่ด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย คุณแม่แต่งงานใหม่และจะย้ายไปอยู่อเมริกา ท่านก็ถามว่าจะย้ายไปด้วยกันไหม น้องสาวไป แต่แอฟเข้าจุฬาฯ แล้วก็เสียดาย เพราะตอนนั้นเราทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อทุ่มเทเข้ามหา’ลัยให้ได้ ก็เลยไม่ได้ไป

ช่วงนั้นก็กลับมาอยู่กับคุณพ่อ ทำให้เราซึมซับเรื่องรถ เรื่องความเร็ว ก็เลยชอบขับรถ ชอบรถสปอร์ต ซึ่งก็คงเป็นเพราะชอบส่วนตัวด้วยแหละ ไม่ใช่คุณพ่อบิลด์อย่างเดียว แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็น Topic ที่พ่อลูกคุยกัน หรือวันหยุดก็ออกไปซิ่งกันบนทางด่วน

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

คือคุณพ่อเป็นสายชอบรถสปอร์ตอยู่แล้ว

คุณพ่อก็เพิ่งมาชอบนะคะ คือเขาจะเป็นพักๆ พักหนึ่งจะบ้าดำน้ำ ตีกอล์ฟ ตามแบบผู้ชาย แต่เรื่องรถก็ยังไม่เลิกสักที

แต่ Topic ที่คุณพ่อคุยกับลูกสาวคือเรื่องรถ

ใช่ค่ะ ตอนนั้นแอฟไปไกล เอางี้ดีกว่า (ตั้งท่าตั้งใจเล่า) ไม่ได้ชอบแค่รถสปอร์ตสวยงามนะ ตอนแอฟอยู่มหาลัย ใครจะเอารถมือสอง บอกแอฟได้เลย แอฟดูให้ เป็นโรคจิตแบบนี้เลย ตอนนั้นแอฟอยากมีเต็นท์รถ มันดูไม่เข้ากันเลย แต่แอฟชอบ อยากจะหารถดีๆ ใครอยากได้อะไร เราหาข้อมูลให้หมดว่ารุ่นนั้นรุ่นนี้ดียังไง

ตอนนั้นรู้สึกว่าเราจะแฮปปี้แค่ไหนถ้ามีรถไม่ซ้ำ (เน้นเสียง) แล้วเราก็ออกไปขับเล่นได้ ถึงเวลาเราก็ขายเทิร์นออกไป แล้วก็หาคันใหม่เข้ามา นี่ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะเนี่ย อยู่ๆ ก็โผล่มา (หัวเราะ)

เคยฝันไปไกลถึงขั้นแข่งขันบ้างรึเปล่า

ไม่ได้ชอบรถแข่งค่ะ ชอบรถสวยงาม และชอบขับรถ

ขับเร็วที่สุดเท่าไหร่

จำไม่ได้แล้ว ลืมไปหมดแล้ว (ยิ้มหวาน) ตั้งแต่มีลูกแอฟทิ้งทุกอย่าง ไม่ขับรถเร็วแล้ว เมื่อก่อนเรารู้สึกตลอดเลยว่าขับรถเร็วเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร เฉียดฉิวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่เคยเป็นอะไร เมื่อก่อนชอบขับเร็ว แบบเห็นที่ว่างข้างหน้าจะคิดทันทีว่าเดี๋ยวออกขวา แล้วเข้าซ้าย แล้วก็เข้าขวาอีกทีข้างหน้า (ทำมือประกอบ) 

เมื่อก่อนคุณพ่อก็บอกว่า ถ้ารถดีไม่เป็นไรหรอก อันนี้คือผิด เรามั่นใจในศักยภาพรถจริง แต่เราจะฝากชีวิตไว้ที่รถไม่ได้ โอเค รถดี ปลอดภัย แต่เราไม่รู้เลยว่าอีกฝั่งเขาจะเป็นยังไง แอฟเชื่อว่าอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นจากที่เราประมาท คิดว่าเรามั่นใจตัวเอง มั่นใจในรถ ตั้งแต่มีลูกคือไม่เอาเลย ไม่เสี่ยง ไม่ขับรถเร็วอีกเลย พลาดไม่ได้ เรื่องสุขภาพก็เหมือนกัน ต้องกลับมารักตัวเองมากขึ้น เราจะบาดเจ็บไม่ได้ เข้าโรงพยาบาลไม่ได้ ยังตายไม่ได้ 

เห็นในละครมีฉากที่ต้องดำน้ำ และคุณทำได้ดีทีเดียว นี่เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคุณพ่ออีกหรือเปล่า

ตอนเด็กๆ ไม่สนใจเรื่องดำน้ำเลยค่ะ กลัว เมื่อก่อนคุณพ่อดำน้ำบ่อย แต่บัดดี้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หลังจากนั้นที่บ้านก็สั่งห้ามดำน้ำ ไม่ให้มาทางนี้เลย แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นเราก็ยังไปเรียน Scuba (ยิ้ม) ส่วนในละครเป็นการดำน้ำแบบ Free Dive ซึ่งเป็นอีกทางที่ยากมาก แอฟรู้สึกว่าเรียนไว้หน่อยดีกว่า อารมณ์อยากเรียนด้วย ส่วนทักษะหลายอย่างไปฝึกหน้ากอง เช่นขับเครื่องบินหรือปีนผา 

พอไปเรียนครูบอกว่า ถ้าเล่นละครจะดำแบบ Free Dive ไม่ได้หรอก เพราะการดำแบบนี้ในหัวต้องฟรีจริงๆ เพื่อประหยัดพลังงานในร่างกาย แค่เราคิดก็ทำให้เครียด เครียดก็ทำให้เกร็งและใช้พลังงานออกไปจนทำให้เราหายใจยาวไม่ได้ เพราะ Free Dive คือการดำเพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น มันไม่สามารถใช้กับละคร เพราะละครต้องมีกำหนดว่าต้องลงไปลึกแค่ไหน ลงไปจุดไหน กล้องอยู่จุดนี้ ตัวละครอยู่จุดนั้น มันไม่คิดไม่ได้ แต่อย่างน้อยไปเรียนก็ได้ทักษะและความมั่นใจมาใช้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยคุณถึงกับทุบหม้อข้าวตัวเอง ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

ตอนเรียนจบมอสี่ แอฟไปลาออกจากโรงเรียน แล้วอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยที่บ้านคนเดียว คือถ้าอ่านหนังสือแล้วสอบไม่ติดก็ต้องเคว้งอยู่ที่บ้านคนเดียว และคงจ๋อยมาก 

ทำไมต้องทำขนาดนั้น

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นลูกบ้า คือเราเป็นคนที่มีอะไรแบบนี้ เหมือนจะเป็นคนขี้อายไม่มั่นใจ แต่อยู่ๆ จะมั่นใจก็มั่นใจขึ้นมา นึกจะทำอะไรก็ไม่ปรึกษาใคร พอนึกย้อนกลับไปแล้วก็แปลกใจมากเลยว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่อนุญาต ถ้าเป็นเราเราไม่อนุญาตนะ ลูกเพี้ยนแล้วล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าสอบไม่ติดคงอายทั้งโรงเรียน ต้องอายครู อายเพื่อน อายทุกอย่างเลย และคงต้องแบกความผิดหวังของคุณพ่อคุณแม่อีกที่เขากล้าให้เราตัดสินใจด้วยความบ้าบิ่นอะไรขนาดนั้น 

แสดงว่าหลายครั้งในชีวิตก็ใช้ความเด็ดเดี่ยวแบบนี้

เรื่องแบบนี้ก็มากับความตั้งใจที่เราพยายามที่สุดแล้ว แอฟคิดว่าทุกคนรู้สึกได้เองว่านี่คือที่สุดจริงๆ แล้วหรือยัง ถ้าที่สุดแล้วเราก็รู้สึกว่าตัดสินใจไป ถ้าผลจะออกลบก็ไม่เสียใจ เพราะมันมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

มีคนเข้าใจคุณผิดเรื่องอะไรอีกไหม

มีเยอะไปหมด เช่น ยาก เยอะ หวาน ไม่ลุย (หันไปถามผู้จัดการ) ข้อจำกัดเยอะ ทุกคนคิดว่าเยอะ พิธีรีตอง ซึ่งเยอะเท่ากับไม่ลุย เป็นคุณหนู

บางทีก็ไม่ได้เป็นความผิดของใครนะ ที่ผ่านมา เขาอาจจะไม่ได้เห็นมุมนี้ของเรา มีพูดว่าเห็นไหมเขาเดินตลาดได้ ลุยได้ เขาเล่นกีฬาได้ แอฟก็เดินตลาดนะ กีฬาก็เล่น ไม่ได้กลัวอะไรอยู่แล้ว จะให้ทำอะไรก็บอกมา เคยทำมาหมดแล้วทุกอย่าง เพียงแต่สมัยก่อนเราอาจไม่ได้มีไอจี คนเลยไม่เห็น

อยากบอกทุกคนว่า อย่าไปตัดสินคนอื่นเลย ไม่ใช่ว่าบุคลิกแบบนี้คือไม่ลุย แล้วลุยคืออะไร สมมติตัดสินว่าเป็นคนลุย แล้วลุยอะไร สิ่งสกปรก สิ่งที่น่ากลัว หรือสิ่งที่ตื่นเต้น ไปดูไหมว่าชีวิตเขามีกิจกรรมอะไร อย่าตัดสินด้วยแค่นั้น 

การมาเล่นละครเรื่องนี้ก็ช่วยแอฟเยอะเหมือนกันนะ พี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับ) สั่งให้ลุยอะไรก็ลุย สั่งให้โดดสะพานปลาก็โดด 

เคยโกรธใครบ้างไหม

ลูกค่ะ (ตอบทันที) ลูกคือคนที่เจอเวอร์ชันที่แย่ที่สุดของเรา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก ถ้าไม่นับคุณพ่อคุณแม่ ลูกควรเป็นคนที่เรารักมากที่สุด ถ้ารักมากที่สุดเราก็ควรทำดีกับเขามากที่สุด แต่กลายเป็นกลับกันว่าเราทำดีกับเขามากที่สุดนี่แหละ แต่เราก็จะมีเวอร์ชันที่แย่สุดที่สุดให้เขาเห็นเช่นกัน มันไม่ได้มาจากความหงุดหงิด โกรธ หรือไม่สบายใจ แต่มาจากความผิดหวัง

เช่นเรารู้ว่าไม่ควรตีลูก เราก็ตี เมื่อเรารู้สึกผิดหวังจากการที่เราไม่เคยคิดหรือเห็นภาพว่าลูกเราจะทำแบบนี้ เกิดมาเราไม่เคยทำ ทำไมลูกเราทำ เมื่อผิดหวังก็ทำโทษ การที่เราแสดงด้านนี้ออกมาไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นเพราะความรักมาก เราไม่ได้มีด้านนี้กับคนอื่น ต่อให้คนอื่นดีบ้างไม่ดีบ้าง หรือทำอะไรให้เราเสียใจบ้าง แต่มันเจ็บไม่เหมือนกัน

เกริ่นเท่านี้ก็พอรู้ว่าการเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมีลูกสาวที่มีบุคลิกออกจะแตกต่างจากคุณแม่อยู่มาก คุณมีวิธีการดูแลเลี้ยงดูยังไง

พูดง่ายๆ คือปีใหม่ต่างจากแอฟทุกอย่าง เขามีคาแรกเตอร์ชัดเจนตั้งแต่เล็กจนโต อย่างแอฟตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้มีคาแรกเตอร์อะไร เป็นเด็กเรียนธรรมดา เชื่อฟังพ่อแม่ พ่อบอกซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา ทุกอย่างปกติเรียบง่าย แต่ปีใหม่ไม่เคยเรียบง่ายเลย ขึ้นๆ ลงๆ มีสีสันตลอดเวลา ในขณะที่แอฟและที่บ้านจะเป็นเส้นตรงเรียบ พอมีปีใหม่เข้ามาในชีวิตแอฟและครอบครัว เขาเป็นสีสันมากๆ เราไม่เคยมีคนคาแรกเตอร์แบบนี้ในครอบครัว

เขาเปรี้ยว แก่น ซ่า ดื้อ เขามีหมดเลย คุณยายถึงกับส่ายหัวว่าตอนเด็กๆ แม่เลี้ยงแอฟมาก็ไม่ได้เหนื่อยขนาดนี้ ไม่ได้ยากขนาดนี้ เพราะการสื่อสารกับคนคาแรกเตอร์นี้ต้องมีวิธีการพูด ก็เลยต้องปรับตัวกันไป เราต้องหาวิธีจัดการกับเขาให้ได้ หมายถึงจัดการวิธีการคิด การพูด ให้ดึงเขาอยู่ 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ยากไหม

ยากมากๆ สมัยก่อนมันง่ายมาก แค่คนเป็นแม่พูดอะไรเราฟังหมดเลย ก็เขาเป็นแม่ เรารู้สึกว่าแม่มีวาจาสิทธิ์ ก็แม่สั่งน่ะ ไม่ต้องรู้เหตุผลคำอธิบาย แม่สั่งคือจบ คือต้องทำ แค่นั้น 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราต้องใช้จิตวิทยาในทุกกระบวนท่า ต้องบาลานซ์ให้ได้ว่าจะทำยังไงให้เป็นแม่ที่น่าเกรงขาม โดยที่ลูกยังคงรักเรา อยากเล่นกับเรา อยากอยู่ใกล้ ไม่กลัวแต่เชื่อฟัง เคารพ เกรงใจ แต่ขณะเดียวกันแม่สอนอะไรก็ฟัง อยู่ในกฎเกณฑ์ที่แม่บอกและอยากทำให้แม่ภูมิใจ ตรงนี้ยากมาก ถ้าเราเล่นบทอะไรบทหนึ่งจะง่ายกว่านี้ ก็เป็นคุณแม่ใจดี สปอยล์ไป หรือเป็นผู้ร้ายดุลูกไปเลย แต่นี่คือต้องดึงต้องผ่อน ยิ่งลูกมีคาแรกเตอร์เป็นตัวเองแบบนี้ ก็ไม่ใช่แค่พูดแล้วเขาฟัง

การเลี้ยงลูกในยุคนี้ที่มีแต่ข่าวน่ากลัวมาให้เห็นไม่เว้นวัน คุณรับมือกับเรื่องแบบนี้ยังไงบ้าง

มันทำให้จิตตกเหมือนกันนะ โดยเฉพาะที่เรามีลูกสาวและยิ่งแอฟทำรายการข่าวก็จะมีข่าวแบบนี้ตลอด ยอมรับว่าข่าวปัจจุบันหลายเรื่องที่เกินไปกว่าละครด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ถ้าเราจะสร้างละครที่แรงขนาดนั้นยังดูไม่น่าเชื่อเลย แต่ในข่าวทุกวันนี้มีอยู่จริง ที่เราคิดว่าใครจะกล้าทำ มันก็มีจริงในโลกใบนี้ แต่สุดท้ายเรามีลูกมาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด แอฟเข้าใจหัวอกคนสมัยใหม่เลยว่า ทำไมบางคนเขาบอกว่าไม่เอา ไม่มีลูก โลกมันโหดร้าย เขาเป็นห่วงลูก เราเข้าใจเลยจริงๆ 

การเป็นแม่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณอย่างสิ้นเชิง อะไรทำให้สาวสมัยใหม่อย่างคุณยอมแลกอิสระในชีวิตกับการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่แบบนี้

ถ้าในขั้นการแต่งงาน เราไม่ได้คิดว่าเป็นการทำให้เสียอิสรภาพ คำนี้น่าจะใช้กับฝ่ายชายมากกว่า นึกไม่ออกว่าทำไมแต่งงานแล้วจะทำอะไรไม่ได้ เรารู้สึกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม เราแค่จะมีคู่ชีวิต เพื่อนคู่คิด ไม่ได้เสียอิสระอะไร แต่การมีลูกน่ะใช่ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงสิ้นเชิง ไม่มีอิสระเลย หมายถึงเราจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยจริงๆ จะมีก็ต่อเมื่อลูกหลับเท่านั้น ต้องแลกกับการอดนอน กล่อมลูกให้นอนหลับก่อน แล้วตั้งนาฬิกาปลุกตื่นมาอีกทีให้เรามีเวลาทำอะไร

เรื่องการมีลูก ต้องยอมรับว่ามาจากความเป็นคู่ในตอนนั้น เกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เราแฮปปี้ อยากมีลูก เหตุผลการมีลูกของบางคนอาจเป็นเพราะฉันรักเด็ก อยากเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มาเป็นเพื่อนกัน ให้เติบโตมาเป็นคนที่ดี หรือมีความสุขกับการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโต แต่สำหรับแอฟไม่ใช่ เราไม่คุ้นเคยกับการเลี้ยงเด็กหรือเล่นกับเด็กเลย ไม่ใช่ไม่ชอบ ไม่ใช่ไม่รัก แต่รักเฉพาะลูกเพื่อน หลานเรา ไม่ใช่เด็กคนไหนก็ได้ ก็คือไม่รักเด็กนั่นแหละ (หัวเราะ)

เป็นเพราะเชื่อว่าการมีลูกมาเติมเต็มชีวิตหรือเปล่า

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีอะไรมาเติมเต็มนะ ตอนเป็นคู่อยู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอะไรขาด รู้สึกว่าแฮปปี้ดีด้วยซ้ำ เพราะก็เหมือนเป็นอีกขั้นของการเดทเท่านั้นเอง บางช่วงเหมือนเรากลับมาเดท กลับมาสวีทตื่นเต้นกันได้เสมอ แต่ลูกเกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เมื่อเรารักกัน ก็อยากจะมีจูเนียร์ของเราสักคน จะเป็นแอฟจูเนียร์ หรือสงกรานต์จูเนียร์ อะไรก็แล้วแต่ มันมาจากตรงนั้น แอฟไม่ได้หวังว่าลูกจะมาเติมเต็มคู่เรา

แล้วความสุขในวันนี้คืออะไร

ความสุขสบายใจ เรารู้สึกว่าโชคดีจังเลยในทุกๆ เรื่องที่เป็นอยู่ตอนนี้ โชคดีที่ได้กลับมาทำงานที่รัก ตอนถ่ายทำก็แฮปปี้มาก ถึงจะมีทั้งความกลัวว่าคนจะไม่ยอมรับ กลัวเรื่องการทำงานที่ไม่ได้มากองนานมาก กลัวว่าจะไหวไหมจะคิดถึงลูกจนไม่มีกะจิตกะใจทำงานหรือเปล่า แต่สุดท้ายพอเข้ากองก็ทำงานอย่างไม่มีห่วงเหมือนแปดปีที่แล้วเลย เพราะแอฟมีครอบครัวที่ดี มีผู้ช่วย มีเลขาที่คอยซัพพอร์ตให้เราลุยทำงานได้ เขาจะดูแลปีใหม่ให้อย่างดี ทีมงานก็น่ารัก แอฟพูดตลอดว่าโชคดีจังที่เราได้เริ่มงานแรกที่รู้สึกแฮปปี้และกล้าที่จะไปต่อ 

ยิ่งเรื่องงานเราได้เห็นคุณค่ากว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกับแฟนคลับ คนดู ที่ต้องยอมรับว่าแปดปีผ่านไปฐานแฟนคลับส่วนตัวน้อยลงอยู่แล้ว เพราะเราไม่มีผลงานให้เขามาเชียร์ เราเข้าใจทุกคนว่าจะให้เขามารออะไร ก็คุณไม่มีผลงาน ถึงวันนี้น้อยลง แต่หันไปมองแล้วรู้สึกว่าฉันไปทำอะไรมาตั้งแปดปี มองกลับไปแฟนคลับกลุ่มเดิมยังอยู่ตรงนี้ จากที่ใจตุ้มต่อมก็ฟูขึ้นมาเลย แอฟรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งมากๆ ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องครอบครัวก็รู้สึกโชคดีที่ปีใหม่ไปกับแอฟได้ในทุกช่วงวัย ถึงมีเรื่องปรับจูนกันเป็นปกติแต่สุดท้ายเขาก็ยังรักและฟังเรา โชคดีที่มีครอบครัว เพื่อน แฟนคลับที่ซัพพอร์ตเสมอไม่ใช่แค่กับแอฟคนเดียว แต่กับทั้งครอบครัวและกับปีใหม่ด้วย

ถือว่าทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

จะบอกว่าทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน แอฟโชคดีที่กล้าก้าวออกมา ถ้าไม่ก้าวออกมาก็ไม่มีวันนี้จริงๆ

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

10 พฤศจิกายน 2565
15 K

เสียงรองเท้าส้นสูงก้าวฉับไวดังนำมาก่อน

ก่อน ก้อย-อรัชพร โภคินภากร จะปรากฏตัวให้เห็น

นักแสดงที่เล่นบทตลกได้อยู่หมัดไม่ห่วงสวย ส่งผลให้ละครคอเมดี้กลายเป็นภาพจำของเธอ 

แต่ถัดจากหลังจอแก้ว และหลังจอมือถือ ก้อยก็มักปรากฏตัวอยู่หน้าม่าน, แสดงละครเวที ศาสตร์ที่เธอบอกว่ามันเติมเต็มความเป็นมนุษย์บางอย่างให้ชีวิต ทั้งยังเขียนบทละครอีกต่างหาก

จากที่คิดว่าคงจะคุยกันเรื่องเบา ๆ มีเสียงหัวเราะดังสลับบ้างเป็นระยะ บทสนทนาก็ผ่านไปร่วม 2 ชั่วโมง เข้มข้น หนักแน่น จนต้องบังคับให้มันจบลงเพราะเธอมีงานต่อตลอดวัน

เป็นจริงตามที่เคยเห็น ก้อยฉะฉานในคำตอบ ใช้เวลาคิดไม่นาน ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบอกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ผ่านการทบทวนตัวเองมามากขนาดไหน 

อาจดูแข็งแกร่ง เข้าใจชีวิตกว่าใคร รวดเร็วเหมือนเสียงฝีเท้า แต่ไม่ใช่ 

ก้อยยังคงเปราะบาง ไวต่อความรู้สึก น้ำตารื้นขึ้นมาง่าย ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องในใจที่เธอหวาดกลัวมากที่สุด แม้จะผ่านการจินตนาการถึงมาแล้วไม่รู้ต่อกี่ครั้ง เพราะภายใต้ทุกการตัดสินใจ คือการแบกความคาดหวังของทุกคนไว้บนบ่า 

จากเด็กที่ถูกความรักของแม่โจมตีอย่างหนัก เธอเติบโตมาเป็นก้อยผู้ไม่แพ้ 

วันนี้ เธออนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ ปล่อยวางชีวิตที่เคยบีบรัด แต่ยังคงยึดถือผู้พิทักษ์หนึ่งเดียวของเธอไว้ 

ซึ่งก็ไม่แปลก คนเราควรจะมีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจบ้าง

สิ่งที่แปลกคือ ผู้พิทักษ์ของเธอไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวหรือเทวดารูปหล่อ แต่เป็นอัตตาของตัวเอง

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ความฝันของคนอื่น

ความฝันวัยเด็กของคุณคืออะไร

พ่อแม่อยากให้เป็นหมอ เราก็ตอบทุกคนว่าอยากเป็นหมอมาตลอด แต่ดันสอบไม่ติด 

เราเป็นพวกชอบการแข่งขัน แม่จะอวยยศให้เรามีความแข่งขันสูง พอสอบไม่ติดก็เฟลมาก ถามตัวเองต่อว่ากูจะยังไงดี แล้วก็มีคนมาบอกให้ไปเรียนนิเทศ เพราะไลฟ์สไตล์เราดูเป็นงั้น ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่านิเทศเรียนอะไร รู้แค่ว่า ฉันจะไม่เป็นหมอแล้ว เพื่อเสริมอีโก้บางอย่างของเราว่ากูก็ไม่ได้แพ้ใคร ชิ่งไปอีกทาง คิดว่าถ้าต้องเป็นหางเสือ กูขอเป็นหัวหมาดีกว่า (หัวเราะ) 

เคยคิดไหมว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต

คิดน้อยมาก เราเป็นเด็กที่วิ่งตามค่านิยมสุด ๆ 

ไม่รู้ว่าเด็กที่ดีคืออะไร แต่ฉันต้องโตมาเป็นเด็กที่ดี ต้องได้รับคำชม เราแค่ชอบผลลัพธ์จากการเป็นเด็กดี สอบก็ต้องสอบให้ที่ดี ๆ 

ทำเพราะอยากรู้สึกดีกับตัวเอง หรืออยากให้พ่อแม่ภูมิใจมากกว่ากัน

สุดท้ายไม่ว่าจะเพราะตัวเองหรือพ่อแม่ มันวิ่งกลับมาที่ตัวเองอยู่ดี แต่การทำให้พ่อแม่ภูมิใจค่อนข้างเป็นแรงผลักดันหลัก เรารู้สึกว่าเขารักเรา แล้วเราก็อยากให้เขามีความสุข ซึ่งเขามีความสุขจริง ๆ เวลาเราเรียนได้ดี 

ได้ความทะเยอทะยานแรงกล้ามาจากไหน

แม่ 

บ้านเรามีแม่เป็นช้างเท้าหลังมาก ๆ พ่อให้แม่เราออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกตามวัฒนธรรมไทย แล้วการที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีความฝัน มีความต้องการบางอย่างของตัวเอง แต่ต้องทิ้งทั้งหมดเพื่อออกมาเลี้ยงลูกหนึ่งคน มันเป็นความจริงที่กระแทกเข้าหาเรา 

บางทีเป็นความรักที่ล้นหลาม เราอยากให้แม่แบ่งความรักไปให้ตัวเองบ้าง เรารู้สึกว่า เชี่ย มีคนที่เสียสละทุกอย่างเพื่อเราขนาดนี้ กูต้องให้อะไรคืนเขากลับไปบ้างแหละ เราคงได้ความทะเยอทะยานมาจากเขา ยิ่งแม่เราเคยเส้นเลือดในสมองแตก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าพลังงานมหาศาลที่อยู่ในตัวเราจะต้องทำให้แม่ฟื้นขึ้นมาภูมิใจและรักเราให้ได้

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เมื่อความสำเร็จไม่มีแบบแผน (แล้วคุณจะทำยังไง?)

ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับการนักแสดง คุณมองอาชีพนักแสดงไว้ว่ายังไง 

เป็นอาชีพที่สนุกแล้วก็ดัง เราเป็นคนดูละครไทยทุกเรื่อง ทุกช่อง เราชอบทำโชว์ให้ที่บ้าน ชอบการแสดงตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอาชีพนี้รวยหรือไม่รวย แค่เขาโดดเด่นเหลือเกิน 

ทำโชว์อะไรให้ที่บ้านดู

บ้านเราเลี้ยงมาแบบทุกคนทำงานของตัวเอง พอเสาร์อาทิตย์ก็จะฝากเราไว้กับยาย เราได้เจอหลานคนอื่น ๆ แล้วก็รวมกลุ่มกันทำโชว์ สาวน้อยในตะเกียงแก้ว อังกอร์ พจมาน 

เรามีพี่สาวหัวโจกที่เป็นนางเอกทุกเรื่องที่กูอยากเป็นมาก นางเป็นคนจัดสรรว่าฉันจะเป็นพจมาน แกเป็นหญิงเล็ก แล้วก็มีน้องชายที่ไม่มีทางเลือกแต่ต้องเล่นด้วย เราเลยติดพื้นฐานกล้าแสดงออกมา ซึ่งคนที่บ้านก็ไม่ทำอะไรนอกจากอวย (ปรบมือ) 

ถ้าชอบการแสดงขนาดนั้น ทำไมถึงเลือกเรียน PR ในมหาวิทยาลัย

หนึ่ง เราเป็นคนเพลย์เซฟนะ ติดความมั่นคงมาก ซึ่งจริง ๆ มันเกิดจากแม่นั่นแหละ พอเราสอบหมอไม่ติด แม่ก็อยากให้เราได้เกียรตินิยม 

สอง สิ่งที่รู้คือนักแสดงไม่ใช่อาชีพที่เราเลือกได้ขนาดนั้น แต่ PR เราเลือกได้นะถ้าเก่งมาร์เกตติ้งมาก ๆ 

แสดงว่าคุณก็มีความคิดอยากเป็นนักแสดงเหมือนกัน

เราอยาก แต่คนอื่นไม่อยากให้เราเป็น เพราะฉะนั้นเราก็เอาตัวรอดก่อนแล้วกัน

แต่พอเรียน PR ก็หาลู่ทางมาแสดงละครเวทีจนได้

คือชีวิตจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ข้อดีคือเราทำกิจกรรมเยอะมากที่แสดงให้เห็นว่าเราพอเล่นได้ แล้วก็ต่อยอดมันไปเรื่อย ๆ เล่นละครเวทีอยู่ดี ๆ ผู้กำกับ ฮอร์โมนฯ ก็มาดูเราแล้วเขาก็ชวนไปแคส 

จำได้ไหมว่าละครเวทีเรื่องแรกมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

เรื่องที่เล่นจริง ๆ จัง ๆ คือ ปิ๊กกะแอน เป็นละครเวทีใหญ่ของนิเทศจุฬา เรารับบทเป็น น่ารัก เด็กหญิงในแก๊งเด็กผู้ชาย ซึ่งกำลังมีความรักครั้งแรก 

ช่วยวิจารณ์การแสดงของก้อยคนนั้นหน่อย

โอ้ย (ถอนหายใจ) โฟกัสไม่ถูกที่ถูกทาง 

เรามีความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิส 1 + 1 = 2 วิทยาศาสตร์ ร่างกาย ทุกอย่างมีเหตุผล เพราะฉะนั้นในการแสดงเราจึงพยายามหาวิธีว่าการเล่นให้ดีคืออะไร แล้วเราก็ต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ แต่พอทำจริงแล้วมันไม่ใช่ มันไม่มีดีหรือไม่ดี มันมีแต่ชอบหรือไม่ชอบ 

การเล่นละครเวทีเรื่องแรกของเราจึงทรมานมาก เพราะเราหาไม่เจอว่าการแสดงที่ดีคืออะไร คิดตลอดว่าเราทำดีหรือยัง แล้วด้วยความเป็นน้องใหม่ เราเห็นรุ่นพี่ที่เก่งมาก ๆ พอเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งเต็มไปหมด บางทีมันกดอีโก้เราลงนะ 

มีคนเดินมาพูดกับเราว่า ตอนร้องเพลงมันจะรู้สึกเป็นอิสระ ตอนเล่นละครก็ต้องรู้สึกแบบนี้แหละ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เราก็จำคำนั้นมาแล้วก็เอามาปรับใช้โดยที่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือผิด ระหว่างทางต่อให้ทรมานแค่ไหน แต่เล่นเสร็จแล้วก็มีความสุข

เป็นความทรงจำที่ดีเมื่อนึกถึงไหม

ดี เราเห็นตัวเองตอนเด็ก มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ใกล้กับคำว่า การแสดง ที่สุดแล้ว

ถ้าเข้าใกล้การแสดงแล้ว คุณรู้สึกชอบหรือรักมันหรือยัง

โห ยัง เล่นเสร็จยังไม่รู้เลยว่าจะทำสิ่งนี้ดีหรือเปล่า เราต้องการความมั่นคง ปกป้องตัวเองสูงมาก ลึก ๆ เราก็คงอยากเป็นแหละ แต่เราก็จะบอกคนอื่นว่าเราเรียน PR ไง การแสดงคงเป็นงานอดิเรก ปากพูดแบบนั้นนะ แต่แอคชันเราคือ ใครมีอะไรให้กูเล่นบ้าง กูขอเล่นหน่อย 

พอมองย้อนกลับไปถึงค่อยรู้ว่า กูไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พูดขนาดนั้นเลย

อะไรที่ก้อยคนนั้นมี แต่ก้อยคนนี้ไม่มีอีกแล้ว

ความไม่รู้มั้ง 

ตอนนั้นเราไม่รู้จริง ๆ ว่ากูควรทำตัวยังไง ควรโฟกัสที่ไหน ตอนนี้เรารู้มากขึ้นแต่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง 

แล้วก็กลัวว่าเราจะทำได้ดีไหมน้อยลง เพราะเราอยากทำเพื่อตัวเอง ถ้าควบคุมคนอื่นไม่ได้ งั้นมึงทำแล้วพอใจกับมันรึเปล่า

ซึ่งความไม่รู้ นับเป็นข้อดีหรือข้อเสียสำหรับคุณ

จริง ๆ แล้วควรจะมองมันเป็นข้อดี แต่เราเป็นคนไม่ชอบไม่รู้เลยว่ะ

เป็นคนที่ถ้าไม่รู้ เราจะกระเสือกกระสนที่จะรู้ กูต้องรู้มัน ส่วนใหญ่เราต้องการหาคำตอบบางอย่าง แต่ถ้าถามว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย เราขอตอบว่า เราอยากรู้ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

วิชายืดหยุ่น

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถึงยังไงก็เลิกเล่นละครเวทีไม่ได้ เป็นเพราะอะไร

เวลาเราเล่นอะไรที่มีแพตเทิร์นมาก ๆ มันจะเกิด Routine บางอย่าง แล้วรู้ตัวเองว่ามันแห้ง ๆ เนาะ แต่ละครเวทีจะนำพาสิ่งใหม่มาให้เราเรื่อย ๆ เพราะมันสด คุณต้องอยู่กับมัน 2 – 3 ชั่วโมงโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อให้เรารู้สิ่งนี้ไปหมดแล้ว แต่เราก็ต้องทำให้มันสดใหม่ตลอดเวลา 

เราเคยเล่นเรื่องหนึ่งและทำการบ้านไปอย่างดีมาก แต่ผู้กำกับเดินมาบอกให้เราเล่นไม่ต้องลึก อยากให้มันเอนเตอร์เทน เมื่อก่อนก็คงเอนจอย แต่พอโตขึ้นเราไม่ได้อยากเล่นแบบนั้นแล้ว 

การแสดงมันไม่เกี่ยวกับอารมณ์ มันเกี่ยวกับแอคชันล้วน ๆ คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยการโฟกัสว่าวันนี้ฉันจะเศร้า วันนี้ฉันจะโกรธ ไม่ มึงต่างหากทำอะไรให้กูโกรธ ลงดีเทลกับมัน แววตาเป็นยังไง อุณหภูมิเป็นยังไง ยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น 

ซึ่งละครเวทีส่วนใหญ่ต้องเป็นตัวนั้นจริง ๆ มันทำให้เราได้ใช้สิ่งที่เรียนมา เติมความเป็นมนุษย์ของเราบางอย่าง แต่จะให้เล่นตลอดก็ไม่ได้ เพราะว่าเหนื่อยมากและเงินก็น้อยสุด ๆ 

พูดได้ว่า เล่นเพราะแพสชันล้วน ๆ

ใช่ แต่ละครเวทีก็ควรจะได้เงินเยอะกว่านี้ เพราะความทุ่มเทและความเสียสละที่เสียไปมันเยอะมหาศาลมาก แต่ตลาดนี้มันยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ทั้งที่มันควรโตมาก

อย่าง Closer เรื่องล่าสุด รอบหนึ่งจุได้มากสุดแค่ 100 คน ขณะที่ละครทีวีคนดูกันเป็นล้าน ราคาบัตรละครเวทีก็ไม่ได้เอื้อสำหรับทุกคน มันเป็นเงินที่เขากินได้ตั้งกี่วัน คนที่อยู่ได้ด้วยอาชีพนี้ เราโคตรนับถือใจเลย

พออินกับตัวละครมาก ๆ ยากไหมที่จะกลับมาเป็นตัวเอง

ไม่ได้รู้สึกว่ายาก แต่บางทีมันก็ติดมาในตัวเรา ก่อนเล่นเป็นชมพู่ ใน O-Negative เราไม่ได้เป็นคนสะเดิดขนาดนี้ 

ถ้าเป็นความรู้สึกแง่ลบ มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเอาออก เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนพลังงาน กล้ามเนื้อคนเรามันจำ พอเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อย ๆ มันก็จะค่อย ๆ ลืมไปเอง

ก่อนที่คุณจะบรรลุวิธีได้อย่างนี้ เคยมีช่วงที่ถอดไม่ออกรึเปล่า

ถ้าตัวละครนั้นมีความใกล้เคียงกับตัวเรามากมันจะถอดยาก โดยเฉพาะตัวที่ไปโดนอีโก้เราจริง ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวละครที่เจ็บ แต่เป็นก้อยนี่หว่าที่เจ็บ ถ้าตัวละครนั้นห่วยมาก แล้วก้อยห่วยด้วยรึเปล่า 

ซึ่งเป็นแบบนั้นไม่มีอะไรดีขึ้น เรายังเคยรู้สึกเลยว่า ความเจ็บปวดขนาดนี้เราจะไปหาได้ที่ไหนวะในชีวิตจริง เราได้ Embrace มันแล้ว ก็เคยมีเหมือนกัน

แต่ใครจะมาแคร์มึง มึงไม่ได้เก่งนะที่แบกตัวละครนี้ไปด้วย ไม่ได้ทำให้เราดูเท่เหมือนได้เป็นตัวละครนั้นจริง ๆ การเป็นแล้วเอาออกมาได้เร็วนั่นแหละคือ Professional พอเราคิดแบบนี้ เราก็จะถามตัวเองตลอดว่า นี่กูทำเท่อยู่รึเปล่า (หัวเราะ) 

คุณเริ่มหาเงินจากการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่ปี 1 เคยเป็น Extra โฆษณา ค่าตัว 700 บาทของมาริโอ้ ของณเดช รู้สึกว่ากูก็มาไกลเหมือนกัน 

ในฐานะคนที่กระหายอยากได้การยอมรับ โลกของการแคสโฆษณาที่ต้องถูกปฏิเสธตลอดเวลาเป็นยังไง

เราถูกปฏิเสธบ่อยมาก ตอนแรกกลับมาก็ร้องไห้ คิดว่าตอนนั้นก็ทำได้ดีแล้วเขาทำไมเขาถึงไม่เลือกเรา เราค่อนข้างโตมากับการที่ถ้าตั้งใจอะไร เราจะได้เสมอ แล้วถ้าไม่ได้บางทีก็จะเอ๋อไปว่า สมการนี้มันผิดตรงไหน 

ถึงกับโทรไปหาครูการแสดง เขาบอกว่าเราทำให้ทุกคนชอบไม่ได้หรอก แล้วการแคสโฆษณาจริง ๆ คือคุณตรงคาแรกเตอร์แบรนด์ของเขารึเปล่า บางคนเลือกกันที่ภาพนิ่งด้วยซ้ำ 

การถูกปฏิเสธครั้งไหนที่ส่งผลกับชีวิตมากที่สุด

(นิ่งคิด) แสดงว่ามันไม่รุนแรงกับชีวิตมาก ไม่งั้นมันคงขึ้นมาในหัวแล้ว 

มีโฆษณาตัวหนึ่งที่รู้สึกว่าเราเล่นดีมาก เขาให้เราไปต่อยมวย เราก็ไปลงคอร์สต่อยมวย ตอนนั้นคิดว่าไม่มีใครในโลกนี้จะต่อยมวยได้เก่งกว่าเราอีกแล้ว เพื่อให้เขาพิมพ์ตอบกลับมาว่า ปล่อยคิวนะคะ 

เขาให้เหตุผลว่าอะไร

ไม่ได้ให้ แล้วเราก็ไม่ได้ถามด้วย 

เวลาล้ม เราถามตัวเอง แต่จะไม่เรียกร้องจากคนอื่นเพราะมันดูไม่เท่ เราก็ทำได้แค่เจ็บแล้วเก็บไว้ในใจ ร่างกายมันก็มีกลไกปกป้องตัวเองว่า ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ 

จริงไหมที่นักแสดงที่ดีควรจะร้องไห้เก่ง 

เราคิดแบบนั้นเลย เคยตั้งเวลาว่าต้องร้องไห้ให้ได้ภายใน 1 นาที อย่างตัวละครชมพู่ต้องร้องไห้ตลอดเวลา ช่วงแรกรู้สึกว่ามันสบายมาก แต่ช่วงหลังเราดันร้องไห้ไม่ได้ แล้วก็รู้สึกไปเองว่านักแสดงที่ร้องไห้ไม่ได้คือคนที่ไม่เก่ง แต่ความเจ็บปวดของแต่ละคนไม่ได้แปลว่าต้องร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ 

มีความคิดว่า เรากำลังมาถูกทางไหม บ้างรึเปล่า

O-Negative นี่แหละ เพราะเราทำไม่ได้จริง ๆ แล้วเราก็เหนื่อยมาก เกลียดที่สุดเวลาทำงานไม่ได้แล้วต้องมีคนมารอ เกลียดยิ่งกว่าการไม่มีคุณค่าคือการเป็นภาระชาวบ้าน ซีนนั้นก็คือต้องร้องไห้ ทำยังไงก็ทำไม่ได้ แต่พอเขาเอาน้ำตาเทียมออกมา เราร้องไห้เลย 

เพราะเรามีอีโก้กับตัวเองว่า เราอยู่จุดที่ต้องใช้น้ำตาเทียมแล้วหรอ ทำไมเราถึงห่วยขนาดนี้ แต่จะให้เราร้องไห้เพราะกลัวน้ำตาเทียมทุกครั้งก็ไม่ใช่ 

พอผ่านมาก็มีคนมาบอกเราว่า ถ้ามึงร้องไห้ไป 10 รอบแล้วรอบที่ 11 ใช้น้ำตาเทียม มันก็ไม่ได้แปลว่ามึงห่วยนะ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ

ฟังดูเหมือน อีโก้ กลายเป็นตัวช่วยหลาย ๆ อย่างในชีวิตคุณเหมือนกัน

เราก็ว่าเยอะ เราเติบโตมากับความทระนงตนอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราขอบคุณมันมากนะ เราเรียกอีโก้ว่าผู้พิทักษ์ 

เพราะว่า

คนเรามักจะมีผู้พิทักษ์ของตนเอง ผู้พิทักษ์บางคนจะบอกให้ใจเย็น ๆ มีอะไรก็ให้เขาไป แต่ผู้พิทักษ์ของเราคือการมีสติ มีศักดิ์ศรี ตัวเลือกในการใช้ชีวิตของเราจะมีคนนี้ตีกรอบอยู่ประมาณหนึ่ง

ซึ่งคนเราควรปล่อยวาง ไม่ยึดถืออัตตา ไม่ใช่เหรอ

ใช่ จริง ๆ มันควรเป็นแบบนั้นแหละ (หัวเราะ) 

มันมีสิ่งที่ควรจะเป็น กับสิ่งที่มึงเป็นอยู่ อีโก้เราตอนนี้ก็ลดลงมาเยอะแล้ว แต่ถ้าจะให้เราช่างมันเถอะกับทุกเรื่อง เราก็รู้ว่ายังทำสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราทำได้ เราก็คงไม่ทำอะไรอีกเลย แต่เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างมากที่อยากทำ และไอ้ตัวนี้มันเป็นแรงผลักดันให้เราทำนู่นทำนี่มากมาย 

แต่ถ้าถามว่าควรปล่อยวางไหม เราว่ามันดีกับชีวิต แต่เรายังทำไม่ได้แค่นั้นแหละ

สำหรับเราการมีอีโก้อยู่ในวัยเท่านี้ ก็ยังโอเค

การเป็นคนเขียนบทมันทำให้คุณเผชิญหน้ากับอีโก้ตัวเองมากแค่ไหน 

มันตบอีโก้เราจนมึนหัวไปเลย 

อย่างซีรีส์เรื่องแรก รักฉุดใจนายฉุกเฉิน บอส (นฤเบศ กูโน) มาชวนเราเขียนบท โฟกัสของเราคือกูจะทำยังไงก็ได้ให้ดีที่สุด ให้ถูกใจมัน ซึ่งไม่มีทางอยู่แล้ว ตอนนั้นอยากลาออกตลอดเวลาพูดจริง 

แต่เรื่องที่ 2 คือ แปลรักฉันด้วยใจเธอ เราเปลี่ยนความคิดได้ คิดแค่ว่ากูอยากเขียนงานนี้ เพราะกูอยากใส่ความเป็นตัวกูลงไป พอโฟกัสถูกจุดทุกอย่างง่ายมาก แต่วันที่คิดไม่ได้ มันก็คิดไม่ได้จริง ๆ นะ 

ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน หลังหาจุดกึ่งกลางระหว่างตัวเองกับอีโก้ได้

ก็สบายขึ้น คาดหวังในชีวิตน้อยลง 

(นิ่งคิด) 

ไม่น้อย ไม่น้อย เราโกหก มันทำให้เราโฟกัสถูกที่ 

ปกติเราเหมือนคนที่วิ่งตามอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ตอนเด็กก็วิ่งตามความคาดหวังของแม่ โตขึ้นก็วิ่งตามการยอมรับของสังคม แต่พอมันบาลานซ์ เราก็เริ่มฟังแล้วว่าตัวมึงอยากทำอะไร 

การที่คุณต้องศึกษานิสัยใจคอตัวละครอย่างหนัก เพื่อแสดงและเขียนบท เวลาเผชิญกับเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเอง มีภูมิต้านทานมากขึ้นรึเปล่า

มันสวนทางกันว่ะ เรากลับรู้สึกว่า เวลาเจออะไรแรง ๆ เราจะไปปลดปล่อยในงาน

เออ เราไม่เคยมองมุมนี้เลย

เช่น แปลรักฉันด้วยใจเธอ มันคือความรู้สึกรักลุ่มหลงของวัยรุ่นและการหาตัวเองไม่เจอ มันไม่ใช่เพราะสิ่งนี้สะท้อนเรา แต่เป็นเพราะเราไปจินตนาการว่ากูเจอสิ่งนี้ แล้วก็ใส่เข้าไป 

งั้นตัวคุณไม่ต้องสะบักสะบอมเหรอที่ต้องรู้สึกทุกอย่างก่อนจะเขียนออกมาได้

แต่ถ้าเราไม่รู้สึก เราก็เขียนออกมาไม่ได้นะ 

ซึ่งเจ็บปวด?

เจ็บปวด แต่มันก็สนุกดี มันทำให้เรารู้สึกจริง เจ็บจริง วิธีเขียนบทของเราต่างจากคนอื่น คือ เราเล่นจริง เวลาเราคิดไม่ออก สิ่งที่มักจะทำตลอดคือเล่นละคร

สมมติว่าคุณต้องสวมบทเป็นตัวละครที่สูญเสียสัตว์เลี้ยงไป แล้วพอเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง คุณรับมือได้ไหม ถ้าได้ซ้อมเสียใจมาก่อนแล้ว

ไม่ได้หรอก ไม่ 

การทำแบบนั้นมันพอจะเข้าใจในระดับคอนเซปต์ สุดท้ายความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ตรงหน้ากับสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็น มันคนละเรื่อง 

มันอาจจะทำให้เราพอเตรียมใจไว้บ้าง แต่สถานการณ์จริงไม่มีทางเหมือนกับสิ่งที่คิดแน่ ๆ แม้ว่าจะนึกถึงหมาตายกี่ครั้ง เราก็ยังเศร้ามาก 

เราจินตนาการว่าหมาตายบ่อยมาก เพราะเราไม่อยากเสียใจ บางทีเราก็ซ้อมว่ามันตายอยู่ในหัว แต่เชื่อเถอะวันที่มันตายจริง ๆ ยังไงก็ไม่มีทางที่จะเจ็บปวดน้อยลงหรอก

เรียกว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอีกอย่างหนึ่งของคุณ

ใช่ เราไม่ได้มานั่งคิดด้วยนะ มันจะขึ้นมาเองในหัวว่า ถ้าแฟนเรานอกใจจะเป็นยังไง รันเป็นฉาก ๆ แล้วก็ร้องไห้ออกมาทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เสร็จแล้วเราก็จะบอกตัวเองว่า โอเค มันคงประมาณนี้แหละ 

ตอนตายก็คงประมาณนี้แหละ แม่ตายบางทีก็คิดเหมือนกัน 

และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยมากเวลาเราขับรถ ถ้าติดกล้องวงจรปิดในรถได้คือเราร้องไห้บ่อยมาก เพราะมันชอบมีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ในหัวที่ไม่เคยเกิดขึ้น 

คุณกล้าเผชิญกับความเจ็บปวด การเสียใจ การจากลา มากแค่ไหน ทำไมต้องจินตนาการถึงสิ่งนั้นตลอด 

เราไม่ได้ตั้งใจจินตนาการ มันมาเอง 

ก็กล้าแหละ แต่เราคงรู้สึกนิดหนึ่งตรงนี้ (จับหัวใจ)

สุดท้ายเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน แต่เราเป็นคนใช้สมองเยอะ ในสถานการณ์ที่คับขันหรือแย่ที่สุดเราอยากมีสติ เราอยากเดินต่อไปได้ สังเกตหลายทีแล้ว 

มีครั้งหนึ่ง เพื่อนแกล้งเราด้วยการบอกว่าแฟนนอกใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังงานทั้งหมดของเราวิ่งลงเท้า แล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไร อะไรจะเกิดก็เกิด ตอนแม่เราเส้นเลือดในสมองแตก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือไม่เป็นไร เรานิ่งมาก แต่พอผ่านไปสักชั่วโมงเท่านั้นแหละ ข้างในเราแม่งพังเละ

ซึ่งเราชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ด้วย เราว่ามันควบคุมได้ ทั้งที่ข้างในใจจริง ๆ ของเราแหลกสลาย แต่เรารู้สึกว่า กูควบคุมทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้แล้ว 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ตัวเองแบบที่คุณชอบคือแบบไหน

มีสติ แล้วก็ควบคุมสถานการณ์ได้ 

พอโตขึ้นพ่อแม่ไม่ได้ทำงาน เรากลายเป็นหัวหน้าครอบครัว เราอยากทำให้ทุกคนรู้สึก Calm รู้สึกว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ทำร้ายกูไม่ได้ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงนะ แต่มันมักจะเป็นสัญชาตญาณแรกที่เกิดขึ้นกับเราเสมอ

เรื่องอะไรที่มักจะอยู่เหนือการควบคุมของคุณ

ครอบครัวหรือการจากลา เราผ่านจุดที่พ่อเคยจะตาย แม่เคยจะตายมาแล้ว ก็เลยแข็งแรงมากที่อย่างน้อยกูก็รู้ว่ามันรู้สึกแบบนี้นี่เอง

แต่ความรักเป็นเรื่องที่แปลกมาก พูดไปไม่รู้ตัวเองจะเสียใจทีหลังไหม แต่พูดไปก่อนแล้วกัน

เด็ก ๆ เราเห็นภาพว่าจะได้อยู่กับใครแล้วก็ตายไปด้วยกัน แต่โตขึ้นเราไม่เห็นภาพนั้น เราเห็นแค่ตัวเรา เหมือนคนเราเกิดมาคนเดียวแล้วก็ต้องตายคนเดียว เรารู้สึกแบบนั้น 

แต่ความคิดนี้อาจจะเป็นเพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่แตกแยกก็ได้ เราแค่คิดว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนเรามีสิทธิ์มาและก็ไปในชีวิตได้เสมอ แต่มึงนั่นแหละคือคนที่ต้องรอด 

เพราะฉะนั้น ความรักก็เลยเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ว่าควรจะวางใจไว้ตรงไหนดี เราจะปล่อยใจให้คนนี้ดีไหม จะมีลูกมีเต้าดีไหม ภาพที่เห็นก็ดูงง ๆ เราไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องการอะไรจากความรัก ก็เลยเป็นสิ่งที่เราช่างแม่ง

เป็นเพราะเราใช้ความเหตุผลกับความรักมากไม่ได้รึเปล่า

เห็นด้วย เราใช้ความรู้สึกเยอะ ก็เลยไม่ค่อยถามอะไรกับมันแล้ว อะไรจะเกิดก็เกิด

สงสัยไหมว่า ภาพลักษณ์คุณดูเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก แต่ในทุก ๆ การกระทำคุณจะเพลย์เซฟเสมอ

(ถอนหายใจ) เราเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน คือรู้เลยว่ากูเป็นทุเรียน ข้างนอกมีหนาม แต่ข้างในนิ่มมาก (หัวเราะ) 

ทุกครั้ง เวลามีคนถามเราว่า ทำยังไงถึงจะเป็นคนมั่นใจแบบพี่ เราก็ถามในใจว่า อะไรทำให้คุณคิดว่าเราเป็นคนมั่นใจในตัวเอง 

แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ Make decision ชัดเจนเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าเรามั่นใจกับทุกอย่างที่เลือก แต่เราเป็นคนเลือกมัน เจ็บไม่เจ็บไม่รู้ แต่ขอเป็นคนเลือกก่อน 

เรื่องอะไรที่ห่างไกลจากคำว่าเพลย์เซฟที่สุด

ทำยูทูบก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดจะทำตั้งแต่แรก หลังจากนั้นคือถ้าอยากทำเพลงก็เริ่มทำเลย อยากเขียนหนังสือ ตอนนี้เราก็เขียนอยู่ 

ถ้าเมื่อก่อนอาจจะคิดว่าการทำแบบนี้มันเวิร์กหรือไม่เวิร์กนะ แต่พอโตขึ้นเราก็คิดแค่ว่า กูอยากทำ ใครจะว่าไงก็ไม่เป็นไรหรอก 

ตอนนี้เขียนหนังสืออยู่เหรอ 

ใช่ เราจะตั้งชื่อเรื่องประมาณว่า ตื่นมาก็เขียนตอนอายุ 28 เพราะเราอายุ 28 เกิดวันที่ 28 เป็น 28 เรื่องสั้นที่พบเจอในชีวิต

เขียนถึงไหนแล้ว

ตอนที่ 21 แล้ว เพราะคิดว่าจะวางขาย 28 เมษา ไม่งั้นมันจะกลายเป็น 29 (หัวเราะ) เราเขียนตามใจฉันสุด ๆ 

เราเป็นคนเขียน Morning Pages ทุกเช้า แล้วก็มานั่งคิดว่า เรื่องในชีวิตกูก็เยอะเหมือนกันเนอะ งั้นเล่าแม่งเลยดีกว่า แค่นั้นเลย 

You sadly smile in the profile picture

ตอนคุณเริ่มปล่อยวางได้ มีไหมที่คิดว่าเมื่อก่อนฉันเคยแข็งแกร่งและสู้มากกว่านี้

เราไม่รู้สึกผิดหวังในตัวเอง ส่วนใหญ่จะคิดว่ากูก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย จะคิดแค่ว่า ถ้าเป็นเราแต่ก่อนสิ่งนี้นี่ไม่ปล่อยนะ สงสัยคงปลงอะไรได้หลาย ๆ อย่างแล้วแหละ 

ช่วงหลัง ๆ นี้คุณมักจะตั้งคำถามอะไรกับตัวเองเยอะที่สุด

ทำเชี่ยอะไรเยอะแยะ (หัวเราะ) เราทำเยอะก็จริง แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำหมดเลยนะ รู้สึกว่านี่คือตัวเลือกที่มึงเลือกแล้ว ก็ตามนั้นแหละ 

คุณเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต เรื่องอะไรที่ยังคงลังเลเสมอ

จริง ๆ ความลังเลเกิดขึ้นในทุกการตัดสินใจของเรา เราลังเลตลอดเวลา แต่อาจจะเป็นเพราะการเขียนบทด้วยมั้ง

เวลาเขียนบทเขาจะชอบพูดกันว่า มึงต้องเลือก มึงจะตัดหรือไม่ตัดท่อนนี้ออกไป มึงต้องเลือก สิ่งนี้มันก็ติดมากับเราเหมือนกัน 

ส่งผลให้ถูกมองว่าเป็นคนแข็งแกร่งและรับมือกับปัญหาได้ดีไหม

คนทั่วไปก็อาจจะมองเราแบบนั้น แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราจริง ๆ เขาก็จะรู้ว่าเราแข็งนอกอ่อนใน แล้วก็จะตั้งคำถามดี ๆ ให้เราฉุกคิดว่าเราโอเคจริงรึเปล่า 

แต่เราว่า ไม่ว่าจะแข็งนอกอ่อนในหรือแข็งในอ่อนนอก สำคัญคือคุณรู้รึเปล่าว่าคุณอ่อนตรงไหน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนบ่อย ทำให้ไม่ว่าจะเห็นตัวเองดีหรือไม่ดี สุขหรือทุกข์ เราก็ค่อนข้างโอเค 

บางทีเราก็คิดเหมือนกันว่าหรือกูควรเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งเราก็มักจะลองนะ เราไม่ได้อีโก้ถึงขนาดว่ากูเลือกอันนี้แล้วกูก็ต้องเลือกอันนี้ตลอดไป เราก็มีเลือกผิดเหมือนกัน ถ้า เอ๊ะ ขึ้นมามันก็เป็นอีกสัญชาตญาณหนึ่งที่เตือนเรา

การเป็นคนพุ่งชนกับทุก ๆ อย่าง ระหว่างทางคุณเสียอะไรไปบ้าง

ไม่ใช่ทุกคนที่รักเราคนนี้ได้ เราเป็นคนเพื่อนน้อยมากนะ แล้วก็เลือกด้วยว่าเราอยากอยู่กับใคร ในสภาวะแบบไหน 

การตัดสินใจครั้งไหนที่ถือว่าเปลี่ยนชีวิตคุณ

(ถอนหายใจ) ทำยูทูบเปลี่ยนมาก เลิกกับแฟนเปลี่ยนมาก แม่จะตายเปลี่ยนมาก การไปเรียนแอคติ้งเปลี่ยนมาก มันค่อย ๆ หล่อหลอมให้เราเป็นคนนี้ แต่ในอีกเดือนหนึ่งเราอาจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งก็ได้

คุณเป็นคนกล้าได้กล้าเสียรึเปล่า

กับงานก็ค่อนข้าง แต่การพนัน ไม่ (หัวเราะ) 

ถ้าในระยะยาว แก่นจริง ๆ เราชอบอะไรที่มันมั่นคง แล้วก็ไม่วุ่นวาย

อะไรในชีวิตที่คุณหวงแหนที่สุด ไม่ยอมเสียไป

แม่ ไม่อยากให้แม่ตายเลยพูดจริง 

เรามาคิดว่าอะไรทำให้เราเสียเส้น เสียศูนย์ได้นี่ แม่แน่ ๆ (น้ำตาคลอ) 

แม่ให้ความรักเราค่อนข้างเยอะ เขาทำให้เรารักตัวเองมาก รู้เลยว่าวันที่แม่ตายต้องเป็นวันที่โหดมากสำหรับเรา 

สิ่งที่เราขอพรเสมอคือ ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้เขาเตือนสติเรา ขอให้มีแสงสว่างชี้นำในทุก ๆ ชอยส์ที่เราเลือก มนุษย์เราหลงผิดกันได้ แต่เราไม่อยากเป็นแบบนั้น

ภาพจินตนาการที่เคยซ้อมเสียใจไว้เป็นยังไง

แม่งเศร้าสัสเลยว่ะ 

อุบัติเหตุรถชนเราก็เห็นบ่อย บางทีก็เห็นเป็นภาพงานศพ บางทีก็เป็นภาพเราประสบความสำเร็จมาก ๆ ไปอยู่ฮอลลีวูดอะไรของเรา มีคนมาสัมภาษณ์ แต่แม่เราไม่อยู่แล้ว มีหลายภาพมากที่เกิดขึ้น 

แต่ส่วนใหญ่ตอนจบของมัน สิ่งที่หลงเหลือในตัวเราคือ (เสียงสั่นเครือ) ถึงแม่ตายไป แม่ก็ไม่ต้องห่วง เราอยู่ได้แน่นอน 

อืม ก็เป็นภาพที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แม่งเซ็งฉิบหาย ไม่อยากให้แม่ตายเลย

คือแม่เราเป็นหัวเชื้อที่ดีมาก เขาเป็นคนที่รักเรามาในทุกเวอร์ชัน วันที่เกเรเราก็เกเรมากจริง ๆ โดดเรียน ตะโกนด่า แล้วเราเป็นคนมีความคิดชัดเจน ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่พร้อมจะโอบรับเรา แต่แม่เราเป็น เพราะเราโตมาสองคน (น้ำตาไหล)

บางทีเขาจะเหมือนเราเลย ชอบบอกว่า ฉันไม่เป็นไร ฉันจัดการเรื่องของฉันเองได้ แกก็ทำของแกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะผูกติดกับเรามาก จนเรารู้สึกว่าแม่มีความสุขของตัวเองบ้างไหมวะ 

คุณเห็นภาพฟ้าหลังฝนไหม

เราน่าจะใช้ชีวิตได้ดีนะ แค่รู้สึกว่าวันที่เราเหนื่อย มันอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมหน่อย เพราะทุกวันนี้เราก็ไม่ค่อยได้พึ่งใคร เป็นอะไรก็ไม่ค่อยบอกใคร พยายามหาทางจัดการตัวเอง แต่พอหันไปเห็นแม่ เราก็รู้สึกว่ากูไม่เป็นไรมากหรอก เพราะแม่ยังอยู่ ไม่ได้มานั่งเล่าให้แม่ฟังด้วยนะ แค่รู้สึกว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องเล็ก เพราะยังมีแม่ที่รักเรา 

เราว่าเราอยู่ได้ แล้วก็จะใช้ชีวิตของเราให้ดี 

อะไรที่คุณได้จากแม่มาแล้วชอบที่สุด

ความอดทน จนบางทีคิดว่าเลิกอดทนบ้างเถอะ แต่เราว่ามันเป็นแก่นของเราเลย 

แล้วแม่ก็ใจดีกับเพื่อนมนุษย์มาก เขาชอบช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้ รู้สึกดีใจที่มีเขาเป็นแม่ 

แล้วแม่ก็ Open-minded ซึ่งเขาเติบโตมาแบบกรีดเลือดออกมาเป็น Conservative แต่พอเขามีลูกเป็นเรา เขาก็พยายามปรับตัว เขาเคารพทางที่เราเลือกมาก เราคุยกับเขาได้ว่าโลกสมัยนี้เป็นยังไง ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนที่จะบอกว่าเขาไม่รู้นะ 

บวกกับเขาผ่านความตายมาแล้ว เขาก็ปล่อยวางมากขึ้น ยิ่งแม่เวอร์ชันแก่ยิ่งจ๊าบเลย เด็ก ๆ นี่โอ้โห เขาดุเหมือนแม่มด 

แล้วอะไรที่ได้จากแม่มาแล้วไม่ชอบ

ก็ความกลัวนี่แหละ (ตอบเสียงดัง) เราชอบบอกแม่ว่าอย่ากลัว เพราะลึก ๆ มันก็ทำให้หนูกลัวด้วย 

มันคือความรู้สึกแบบเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นไหมวะ เราไม่ชอบเลย สมมติปัก GPS ผิด สำหรับเราคืออย่าล่ก ผิดก็ผิด ผิดไปเลย แต่แม่เราคือยังไงดี ๆๆ แต่ลึก ๆ แล้วตัวเราเองก็ล่ก เราแค่กดมันไว้เยอะ 

แล้วก็คนเป็นแม่ เขาจะแคร์ว่าคนอื่นมองลูกยังไง เกิดมาจากพื้นฐานเดียวกันว่ากลัวคนจะมองลูกไม่ดี กลัวคนไม่รักลูก

แม่มีอิทธิพลกับชีวิตของคุณขนาดไหน

เยอะมาก 75% ละกัน

อิทธิพลไม่ได้เกี่ยวกับรสนิยมนะ แต่การที่เรามีความทะเยอทะยานทุกวันนี้เพราะเราอยากให้แม่สบาย เรารู้สึกว่าแม่เสียเงินส่งกูเรียนมาขนาดนี้ ทำไมเขายังเหนื่อยอยู่ เราก็ผลักดันตัวเองค่อนข้างเยอะ ถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ซีเรียสว่าต้องอยู่บ้านแบบไหน แต่อยากให้เขามีความสุข ได้ไป ได้กินอย่างที่อยาก 

เราไม่ได้เชื่อเรื่องความกตัญญู เวลามีคนมาบอกว่ามึงเนี่ยกตัญญูจริง ๆ สิ่งที่เราเชื่อคือคนคนนี้รักเรา คนคนนี้ให้เรา เราเลยต้องให้เขาคืน มันแค่นั้นแหละ 

รู้ไหม มีคนมากมายยกให้คุณเป็นไอดอล นิสัยอะไรที่ไม่อยากให้เขาทำตาม

มีหลายอย่าง 

ใจร้อน ในที่นี้คือใจร้อนแล้วกดคนอื่นลง นี่เบาลงเยอะแล้ว สมัยก่อนเราเป็นพวกชอบจี้คน ถ้ารู้สึกว่ามันไม่เมกเซนส์ เราชอบมองเข้าไปในตาเขา เคยคิดว่ามันเป็นการทำงาน แต่สิ่งที่อยู่ใต้นั้นคือเราพยายามจะกดอีโก้เขาลง เพื่อทำให้เขาอยู่ใต้เราให้ได้ เพราะการทำงานมันมีวิธีที่ใจดีได้มากกว่านั้น 

เรารับรู้ได้ว่าเขารู้สึกกลัว แล้วการไปกดเขาลงมันมีอะไรดีขึ้นนอกจากลดทอนคุณค่าเขา ยิ่งโดนสังคมด่า ยิ่งรู้สึกว่าเราควรใจดีกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น 

อีกอย่างคือในขณะที่เราใจร้อน แต่กับความรักเราใจเย็นมาก เพราะเรากดมันไว้ 

เราควรจะพูดสิ่งที่เราคิดกับคนรักให้ได้ อย่างซื่อตรง บางทีไม่พอใจเราก็ช่างมัน ปล่อยผ่าน มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเลิกกับใครหลายคนเพราะคิดว่าเราไม่เป็นไร แต่ถ้าเราอยากอยู่กับใครได้นาน ๆ ก็ควรแชร์สิ่งที่ตัวเองคิดออกไปจริง ๆ 

ซึ่งสองสิ่งนี้แก้ไขได้รึยัง

ก็วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้น แล้วแต่วัน แล้วแต่ฮอร์โมน ในระดับคอนเซปต์เข้าใจแล้ว แต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

หลายคนบอกให้แยกชีวิตส่วนตัวออกจากงาน แต่การแสดงคือศาสตร์ที่ส่งผลกับชีวิตและตัวตนของคุณโดยตรง ทำไมถึงยังรักอาชีพนี้ 

เราดันชอบอะดิ งานนี้บังคับให้เราต้องคุยกับตัวเอง ต้องตอกหน้ากันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราเป็น Better version เห็นเส้นทางของตัวเองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ทุกงานที่จะทำสิ่งนี้ได้ เราขอบคุณที่ได้เจอ แล้วก็ดีใจที่ได้ทำ ซึ่งเราอยากให้คนเจอสิ่งนี้นะ 

อยากให้คนยอมรับว่าเป็นนักแสดงที่…

เข้าถึงตัวละครนั้นได้มากที่สุด 

เราทำแบบนั้นทุกเรื่อง ละครเวทีมักจะทำได้ แต่ละครหรือซีรีส์จะมีแบบ เล่นแบบก้อยเลย แล้วพอมันเล่นเป็นก้อยเลย แล้วมันยังไงดี กูเล่นเป็นกู หรือเล่นเป็นใครดีวะ (หัวเราะ)

ไม่ต้องอยากให้คนอื่นยอมรับหรอก กูนี่แหละที่อยาก 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load