แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ คือนักแสดงที่คนมากมายต่างจำเธอได้ในบทบาทนางเอกลุคสวยหวาน

เธอห่างหายจากวงการละครไปนานด้วยจุดเริ่มต้นที่อยากขอเบรกไปใช้ชีวิตส่วนตัวสักพัก ก่อนกลับมารับงานแสดงที่รักต่อไปตามคำที่ให้สัมภาษณ์เสมอว่า จะไม่มีวันออกจากวงการไปไหน

แต่กลายเป็นว่าการหวนคืนจอละครอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จนเวลาผ่านไปถึง 8 ปี

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้เธอยังคงครองบทบาทนางเอกเช่นเคย ในละครเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆเธอ ทางช่อง one31 ที่เป็นการโคจรมาร่วมงานกับพระเอกรุ่นน้องอย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

ถึงเบื้องหน้าจะมีเสียงชื่นชมกับหลายบทบาทใหม่ ทั้งงานละคร งานพิธีกร แต่เบื้องหลังคือการต่อสู้กับความคิด ความกลัว และกังวลใจ ที่ต้องอาศัยเพียงความกล้าเพื่อให้ก้าวต่อไปให้ได้ เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ในหลายช่วงชีวิตของเธอ 

เราพบว่าภายใต้ความอ่อนหวานนั้น เธอคือผู้หญิงมั่นใจ เด็ดเดี่ยว และมีไลฟ์สไตล์ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนต่างตัดสินจากบุคลิกภายนอก หรือเชื่อไปตามบทบาทนางเอกในอุดมคติ

เช่นครั้งหนึ่ง แอฟ ทักษอร เคยเป็นเด็กสาวชั้น ม.4 ที่มีลูกบ้าขนาดที่เดินไปลาออกจากโรงเรียน เพื่อทุ่มเวลาอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ หรือความฝันในการเป็นเจ้าของเต็นท์รถที่มีรถขับไม่ซ้ำกันสักวัน รวมถึงการขับรถซิ่งเพื่อสนองความเร้าใจของตัวเอง 

เธอบอกว่า ชีวิตที่ดำเนินมาเป็นแอฟ ทักษอร ซึ่งรู้สึกโชคดีในทุกเรื่องของชีวิตเช่นวันนี้ ต้องย้อนกลับไปขอบคุณความกล้าและความเด็ดเดี่ยวในใจที่ผลักให้ตัวเองเดินออกมาจากความกลัว

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้ของคุณเราได้เห็นผลงานใหม่ๆ มากขึ้น เช่นงานพิธีกรทั้งๆ ที่เป็นคนพูดน้อย ที่สำคัญ คือการกลับมารับละครที่ห่างหายไปนานมาก 

ใช่ค่ะ (ยิ้มหวาน) แอฟไม่เคยตั้งใจจะออกจากวงการหรือการเป็นนักแสดงเลย และบอกทุกคนตลอดว่าแอฟไม่ได้ออกนะ จองพื้นที่ไว้ให้แอฟก่อน แต่หลังจากช่วงเบรกที่เราไปแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็กะว่าอยู่กับลูกสักพักจนถึงช่วงที่ลูกเรียนเต็มวันเมื่อไหร่ เราก็จะกลับมาทำงานที่เรารัก นี่คือสิ่งที่แพลนไว้ แต่ตัดกลับมารู้ตัวอีกที เราหยุดไปตั้งแปดปีแล้ว มันนานมาก (ลากเสียงยาว) การกลับเข้ามามันไม่ง่ายเลย

ที่บอกว่าไม่ง่าย เป็นเพราะอะไร

แอฟคิดว่าต่อให้เป็นอาชีพไหน ถ้าเราหายไปแปดปี มันย่อมต้องมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้นว่า เราจะกลับมาได้ไหม จะมีคนให้โอกาสเราไหม เรากลับมาแล้วจะเหมือนเดิมไหม ความรู้สึกหลายอย่างปนเปกันไปหมด ทั้งความหวัง ความดีใจ ความสุขที่จะได้กลับมา ความเครียด ความกังวล มันรวมมาหมด เราต้องต่อสู้กับตรงนี้ให้ได้

เหมือนเราอยู่ในเซฟโซนมานาน พอจะก้าวออกมาก็คิดเยอะ จริงๆ อยากกลับมาทำงานละครสักสองปีก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็พิจารณาหลายอย่างว่ากลับมาคราวนี้จะเริ่มต้นด้วยงานแบบไหน พอยังไม่เจอสิ่งที่เหมาะก็ไม่ยอมก้าวออกมาสักที แล้วคนเราพอจะก้าวแล้วไม่ก้าวสักที คราวนี้ยิ่งกลัวกว่าเดิม ถ้าตอนแรกคิดน้อยๆ แล้วก้าวออกไปเลยจะไม่กลัวขนาดนี้ 

การที่คิดเยอะอยู่อย่างนั้นทำให้เรากดดันตัวเอง แล้วก็รู้สึกว่าคนรอบข้างที่เราเคยทำงานด้วย หรือเอาตรงๆ คนที่เราเคยปฏิเสธงานไป เขาก็มองอยู่ว่าเราจะเอายังไง นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่เอา ไหนดูสิว่าจะทำอะไร มันก็เป็นความกดดัน

ชื่อของทักษอรเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ทำไมถึงกลัวที่จะกลับมาและกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับอีก

นี่คือผลงานละครไงคะ แปดปีที่ผ่านมาอาจจะมีชื่อแอฟในสื่อ แต่มันเป็นเรื่องอื่น เป็นเรื่องแอฟที่ไม่ใช่ผลงาน และแอฟไม่ได้ตั้งใจทำมัน บางเรื่องเป็นเหตุการณ์ในชีวิต ไม่ได้เป็นเรื่องการแสดงความสามารถ แล้วบังเอิญว่าคนสนใจ เพราะบางอย่างก็เป็นแง่คิดให้กับบางคนในบางสถานการณ์ ซึ่งส่วนนี้ไม่ใช่ว่าแอฟไม่เห็นคุณค่าของมันนะคะ ถ้าการสัมภาษณ์ของเราทำให้คนที่เจอหรืออยู่ในสถานการณ์บางอย่างมีกำลังใจหรือช่วยเขาได้ แอฟก็รู้สึกภูมิใจว่าเรามีส่วนเล็กๆ ช่วยเขาหรือมีผลให้คนมีความสุขบ้าง แต่งานละครเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแอฟไม่ได้ทุ่มเทความสามารถในการทำงานแบบนี้มานานแล้ว 

สุดท้ายอะไรทำให้กล้าก้าวกลับมาอีกครั้ง

ด้วยเรื่องบท เรื่องเวลา และหลายอย่างทำให้เรามาลงตัวที่นี่ พอได้คุยกับ พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร ผู้บริหารช่อง one31) ก็คุยกันแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะพี่ป้อนเป็นรุ่นพี่ของแอฟที่นิเทศฯ จุฬาฯ เลยได้คุยกันแบบเจาะลึก ซึ่งไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้ พี่ป้อนถามว่า ใน Career Path นี้มองตัวเองเป็นยังไง อยากก้าวต่อไปทางไหน ต้องการอะไร อยากทำงานแบบเอาถ้วย เอาเงิน หรือเอากระแส 

อยากรู้คำตอบที่ตอบพี่ป้อนไปตอนนั้น

ก็บอกว่าจะอยู่ในวงการ จะไม่ไปไหนค่ะ (หัวเราะ) บอกตรงๆ ว่าแอฟทำตรงนี้ไม่ได้เอาเงินหรือเอากระแสอยู่แล้ว ด้วยวัยขนาดนี้ เราอยากทำงานที่ย้อนกลับไปดูเมื่อไหร่ก็ภูมิใจ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของชีวิตก็มีหลายเรื่องที่ทำให้เราภูมิใจแบบนี้ สำหรับแอฟแล้วงานละครไม่ใช่งานหาเงิน เราอยากทำงานที่ตอนทำแฮปปี้ หรือออนแอร์ไปแล้วและกลับมารีรันกี่ครั้งก็มองมันด้วยความภูมิใจ 

ตอนนั้นได้รับคำแนะนำอะไรในการกลับมาทำงานในยุคที่วงการเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว

พี่ป้อนก็พูดตรงมากว่า ถ้ากลับมาคราวนี้เล่นเวย์แบบเก่าไม่ได้นะ คนสมัยนี้เขาต้องแบบนี้ แล้วก็บอกตรงๆ เลยว่าอะไรที่เราต้องปรับเปลี่ยน ตอนแรกเราก็ตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยเจอคนที่ฟีดแบกตรงๆ แบบนี้ ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ เราไม่เคยเจอคนที่บอกเราว่าไม่ใช่ (หัวเราะ)

เขาพยายามบอกว่า คาแรกเตอร์หรือเสน่ห์ในความเป็นทักษอรก็เก็บเอาไว้ แต่จังหวะในการถ่ายตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วนะ กล้องไม่ได้เหมือนเดิม แอฟเหมือนมาจากแปดปีที่แล้ว ที่กล้องต้องมีสวิตชิ่ง เก็บทีละคน ต้องมีรีแอ็คกับคนนี้ให้หมดก่อน ค่อยมาคนนี้ หางตาจะดูตลอดว่าไฟขึ้นแล้วค่อยเล่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ต้องเล่นจริงเลย คนนี้เล่นมาแล้วเรารีบรีแอ็คกลับ ไม่ต้องรอ เดี๋ยวจะเป็นจังหวะแบบเก่า 

การได้รับคำแนะนำเรียกความมั่นใจกลับมาได้ไหม

มีหลายอย่างที่เสริมให้เรามั่นใจ แต่เสริมเท่าไหร่ก็มีความกังวล ยอมรับว่าเรากังวลมาก ตอนตัดสินใจรับและไปเรียนแอคติ้งหรือแสดงเราก็ทำเต็มที่ แต่พอมีข่าวโปรโมตละครมันก็มีประเด็นเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งการที่เราหายไปนาน จะกลับมาเล่นกับพระเอกรุ่นน้องอย่างต่อ ธนภพ อีก มันไม่ใช่เรื่องปกติ มีประเด็นที่แอฟจะโดนเยอะมาก 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ถึงจะหายไป 8 ปี แต่กลับมาก็ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับนางเอกหลายคนเหมือนกัน คิดว่าทำไมตัวเองถึงกลับมาอีกครั้งในบทบาทเดิมได้ 

ยากจัง ไม่รู้สุดท้ายจะเป็นเพราะอะไร แต่เป็นเพราะผู้ให้โอกาส ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่มองว่าเรายังทำจุดนี้ได้ ไม่ได้มองว่าเราอายุเท่านี้แล้วต้องปัดไปอีก Category หนึ่ง ซึ่งส่วนตัวบอกกับทุกผู้จัดที่เคยคุยกันก่อนหน้านี้อยู่เสมอว่า แอฟกลับมาไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นนางเอกเท่านั้นนะคะ แต่ขอให้เป็นบทที่ดี พอกลับมาเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ ได้เป็นนางเอกก็แฮปปี้ และเราอาจจะตรงกับตัวเรื่องอยู่แล้ว คือนางเอกอายุเยอะกว่าพระเอก

แสดงว่าในใจยอมรับอยู่แล้วว่าถ้ากลับมาครั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม

แอฟเล่นเป็นแม่ตั้งแต่เด็กแล้วนะ (หัวเราะ) ตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ ก็เล่นเป็นแม่ของ นุ่น ศิรพันธ์ แล้ว (เรื่อง เมื่อดอกรักบาน) เราเล่นข้ามไปข้ามมา เดี๋ยวเล่นเป็นบทแก่แล้วก็ไปเล่นบทเด็ก เราไม่ได้ยึดติดอยู่แล้ว และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับแอฟ บทที่เล่นต้องเป็นบทที่มีความสำคัญกับเรื่อง มีความหมายหรือเป็นตัวดำเนินเรื่อง

ละครมีกระแสตอบรับดี เบาใจแล้วรึเปล่า

เบาใจขึ้น แต่ไม่ได้โล่งทั้งหมดเพราะละครยังไม่จบ (หัวเราะ) ยังไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่พอคนดูให้การยอมรับแอฟ ได้ฟีดแบ็กที่ดีก็ดีใจมากๆ คนดูไม่ได้ต่อต้านเราหรือเคมีที่เราทำกันมาระหว่างแอฟกับต่อ เราก็มีกำลังใจไปต่อ

ก่อนหน้านี้ 2 ปี คุณเริ่มกลับมารับงานในวงการด้วยการเป็นพิธีกรในรายการ แชร์ข่าวสาวสตรอง ซึ่งเป็นภาพใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน 

นี่เป็นอีกงานที่ได้รับโอกาสค่ะ แอฟรู้สึกเสมอว่าถึงเราจะทำตัวให้พร้อม แต่ผู้ใหญ่ไม่ให้โอกาส เราก็คงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ต้องขอบคุณคุณนิด อรพรรณ ที่ให้โอกาสในเรื่องที่คนอื่นไม่ได้ให้หรือคนอื่นไม่เคยเห็น หรือไม่กล้าเสี่ยงว่าจะเอาคนพูดน้อยอย่างแอฟมาเล่าข่าว

คิดว่าคุณนิดเห็นศักยภาพอะไร

ครั้งแรกที่คุณนิดติดต่อมา แอฟบอกว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าคุณนิดติดต่อมาเรื่องละคร แต่นี่เป็นพิธีกร แล้วดูรายชื่อพิธีกรในรายการแล้ว แอฟไม่เข้ากับใครเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าทำงานกับใครไม่ได้นะ แอฟรู้จักทุกคน แต่เหมือนแอฟไม่เข้ากับทุกคนอยู่คนเดียว

คุณนิดก็อธิบายว่า เป็นความตั้งใจอยากให้พิธีกรมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน ทั้งพี่ปุ้ย พิมลวรรณ, อาตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด, แพท ณปภา ทุกคนพูดเก่ง แต่ก็มีแนวการพูดที่ต่างกันไป แล้วแอฟล่ะ (หัวเราะ) คุณนิดก็บอกว่า อยากให้แอฟเป็นตัวเอง อยากได้คาแรกเตอร์แบบนี้ อยากได้มุมมอง แนวความคิดที่แอฟมีต่อเหตุการณ์ในข่าว จะได้แตกต่างจากเพื่อนพิธีกร เขาชอบที่เราไม่ได้พูดเก่ง พูดเร็ว เราพูดน้อยแต่อาจจะตบท้ายได้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

อะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับวัยนี้

ความยากคือเราต้องแข่งกับเวลา ทุกเรื่องเลย มันไม่ง่ายเลยนะที่เรายังอยากได้งานที่ดี ได้เลือกในสิ่งที่เราชอบ ได้เลือกสิ่งที่คิดว่าใช่ หรือโอกาสที่จะได้งานที่ดีน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนเด็กๆ ตอนนั้นอะไรมาเยอะมาก แต่ก็อาจไม่ตรงใจเรา พอตอนนี้เวลาที่มีคนติดต่อเข้ามา เขารู้คาแรกเตอร์หรือความเป็นตัวเรา เปอร์เซ็นต์ที่คลิกกับเรามีมากกว่า แต่ต้องยอมรับว่า ตัวเลือกมีน้อยลงเมื่อเราโตขึ้น

ถึงเราอยากทำงานเยอะและทำเต็มที่ แต่เราจะลองทำดะหรือทำกวาดไปหมดเลยไม่ได้ เราต้องเลือกและมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา เวลาจะรับบทอะไรต้องคิดถึงคนรอบข้าง คิดถึงลูก หรืออะไรบางอย่างที่เราสะสมมา แต่ก็ต้องบาลานซ์ความเป็นเรา และถ้าคิดเยอะไม่ทำอะไรสักที เวลาก็หมดแล้ว พอหมดแล้วก็ไม่มีอะไรให้คิดแล้ว เพราะโอกาสมันจบไปแล้ว เราเลยต้องทำตัวเองให้พร้อม และเปิดตัวเองมากขึ้น ไม่เหมือนตอนเด็กที่รู้สึกว่าไม่ชอบก็ไม่ทำ เพิ่งอายุยี่สิบกว่าๆ ทำได้อีกนาน

เรื่องที่เห็นบ่อยครั้งคือไม่ว่าจากรายการไหน คุณจะชอบโดนแกล้งให้พูดไม่เพราะ

ตอนนี้ก็ยังโดนอยู่ตลอด จริงๆ ไม่ได้เป็นคนรับไม่ได้ขนาดนั้น แค่เราไม่ชินกับการพูดเฉยๆ แต่ฟังรู้เรื่องทุกอย่าง ไม่ใช่ไม่รู้ เราเป็นผู้ฟังที่ดีและชอบด้วย (ยิ้ม)

ครั้งหนึ่งเคยได้เห็นข่าวคราวเรื่องความชอบในรถสปอร์ตและความเร็วของคุณ หลายคนก็เซอร์ไพรส์เพราะไม่เคยรู้มุมนี้มาก่อน 

เรื่องนี้ต้องโทษคุณพ่อเลย (ยิ้ม) น่าจะเป็นช่วงมหาวิทยาลัยที่กลับไปสนิทกับคุณพ่อ ตรงนี้ต้องขออธิบายว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าแอฟโตมากับคุณพ่อ แอฟก็เกรงใจคุณแม่ กลัวคุณแม่จะน้อยใจ จริงๆ แล้วคุณแม่แอฟเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงแอฟมาตั้งแต่เล็กตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่แยกกัน น่าจะประมาณตอนเรียนประถมต้น คุณพ่อก็จะมาหาเป็นรูทีน อย่างทุกวันอาทิตย์เป็นวันของคุณพ่อ ก็จะได้อยู่ด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย คุณแม่แต่งงานใหม่และจะย้ายไปอยู่อเมริกา ท่านก็ถามว่าจะย้ายไปด้วยกันไหม น้องสาวไป แต่แอฟเข้าจุฬาฯ แล้วก็เสียดาย เพราะตอนนั้นเราทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อทุ่มเทเข้ามหา’ลัยให้ได้ ก็เลยไม่ได้ไป

ช่วงนั้นก็กลับมาอยู่กับคุณพ่อ ทำให้เราซึมซับเรื่องรถ เรื่องความเร็ว ก็เลยชอบขับรถ ชอบรถสปอร์ต ซึ่งก็คงเป็นเพราะชอบส่วนตัวด้วยแหละ ไม่ใช่คุณพ่อบิลด์อย่างเดียว แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็น Topic ที่พ่อลูกคุยกัน หรือวันหยุดก็ออกไปซิ่งกันบนทางด่วน

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

คือคุณพ่อเป็นสายชอบรถสปอร์ตอยู่แล้ว

คุณพ่อก็เพิ่งมาชอบนะคะ คือเขาจะเป็นพักๆ พักหนึ่งจะบ้าดำน้ำ ตีกอล์ฟ ตามแบบผู้ชาย แต่เรื่องรถก็ยังไม่เลิกสักที

แต่ Topic ที่คุณพ่อคุยกับลูกสาวคือเรื่องรถ

ใช่ค่ะ ตอนนั้นแอฟไปไกล เอางี้ดีกว่า (ตั้งท่าตั้งใจเล่า) ไม่ได้ชอบแค่รถสปอร์ตสวยงามนะ ตอนแอฟอยู่มหาลัย ใครจะเอารถมือสอง บอกแอฟได้เลย แอฟดูให้ เป็นโรคจิตแบบนี้เลย ตอนนั้นแอฟอยากมีเต็นท์รถ มันดูไม่เข้ากันเลย แต่แอฟชอบ อยากจะหารถดีๆ ใครอยากได้อะไร เราหาข้อมูลให้หมดว่ารุ่นนั้นรุ่นนี้ดียังไง

ตอนนั้นรู้สึกว่าเราจะแฮปปี้แค่ไหนถ้ามีรถไม่ซ้ำ (เน้นเสียง) แล้วเราก็ออกไปขับเล่นได้ ถึงเวลาเราก็ขายเทิร์นออกไป แล้วก็หาคันใหม่เข้ามา นี่ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะเนี่ย อยู่ๆ ก็โผล่มา (หัวเราะ)

เคยฝันไปไกลถึงขั้นแข่งขันบ้างรึเปล่า

ไม่ได้ชอบรถแข่งค่ะ ชอบรถสวยงาม และชอบขับรถ

ขับเร็วที่สุดเท่าไหร่

จำไม่ได้แล้ว ลืมไปหมดแล้ว (ยิ้มหวาน) ตั้งแต่มีลูกแอฟทิ้งทุกอย่าง ไม่ขับรถเร็วแล้ว เมื่อก่อนเรารู้สึกตลอดเลยว่าขับรถเร็วเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร เฉียดฉิวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่เคยเป็นอะไร เมื่อก่อนชอบขับเร็ว แบบเห็นที่ว่างข้างหน้าจะคิดทันทีว่าเดี๋ยวออกขวา แล้วเข้าซ้าย แล้วก็เข้าขวาอีกทีข้างหน้า (ทำมือประกอบ) 

เมื่อก่อนคุณพ่อก็บอกว่า ถ้ารถดีไม่เป็นไรหรอก อันนี้คือผิด เรามั่นใจในศักยภาพรถจริง แต่เราจะฝากชีวิตไว้ที่รถไม่ได้ โอเค รถดี ปลอดภัย แต่เราไม่รู้เลยว่าอีกฝั่งเขาจะเป็นยังไง แอฟเชื่อว่าอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นจากที่เราประมาท คิดว่าเรามั่นใจตัวเอง มั่นใจในรถ ตั้งแต่มีลูกคือไม่เอาเลย ไม่เสี่ยง ไม่ขับรถเร็วอีกเลย พลาดไม่ได้ เรื่องสุขภาพก็เหมือนกัน ต้องกลับมารักตัวเองมากขึ้น เราจะบาดเจ็บไม่ได้ เข้าโรงพยาบาลไม่ได้ ยังตายไม่ได้ 

เห็นในละครมีฉากที่ต้องดำน้ำ และคุณทำได้ดีทีเดียว นี่เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคุณพ่ออีกหรือเปล่า

ตอนเด็กๆ ไม่สนใจเรื่องดำน้ำเลยค่ะ กลัว เมื่อก่อนคุณพ่อดำน้ำบ่อย แต่บัดดี้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หลังจากนั้นที่บ้านก็สั่งห้ามดำน้ำ ไม่ให้มาทางนี้เลย แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นเราก็ยังไปเรียน Scuba (ยิ้ม) ส่วนในละครเป็นการดำน้ำแบบ Free Dive ซึ่งเป็นอีกทางที่ยากมาก แอฟรู้สึกว่าเรียนไว้หน่อยดีกว่า อารมณ์อยากเรียนด้วย ส่วนทักษะหลายอย่างไปฝึกหน้ากอง เช่นขับเครื่องบินหรือปีนผา 

พอไปเรียนครูบอกว่า ถ้าเล่นละครจะดำแบบ Free Dive ไม่ได้หรอก เพราะการดำแบบนี้ในหัวต้องฟรีจริงๆ เพื่อประหยัดพลังงานในร่างกาย แค่เราคิดก็ทำให้เครียด เครียดก็ทำให้เกร็งและใช้พลังงานออกไปจนทำให้เราหายใจยาวไม่ได้ เพราะ Free Dive คือการดำเพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น มันไม่สามารถใช้กับละคร เพราะละครต้องมีกำหนดว่าต้องลงไปลึกแค่ไหน ลงไปจุดไหน กล้องอยู่จุดนี้ ตัวละครอยู่จุดนั้น มันไม่คิดไม่ได้ แต่อย่างน้อยไปเรียนก็ได้ทักษะและความมั่นใจมาใช้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยคุณถึงกับทุบหม้อข้าวตัวเอง ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

ตอนเรียนจบมอสี่ แอฟไปลาออกจากโรงเรียน แล้วอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยที่บ้านคนเดียว คือถ้าอ่านหนังสือแล้วสอบไม่ติดก็ต้องเคว้งอยู่ที่บ้านคนเดียว และคงจ๋อยมาก 

ทำไมต้องทำขนาดนั้น

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นลูกบ้า คือเราเป็นคนที่มีอะไรแบบนี้ เหมือนจะเป็นคนขี้อายไม่มั่นใจ แต่อยู่ๆ จะมั่นใจก็มั่นใจขึ้นมา นึกจะทำอะไรก็ไม่ปรึกษาใคร พอนึกย้อนกลับไปแล้วก็แปลกใจมากเลยว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่อนุญาต ถ้าเป็นเราเราไม่อนุญาตนะ ลูกเพี้ยนแล้วล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าสอบไม่ติดคงอายทั้งโรงเรียน ต้องอายครู อายเพื่อน อายทุกอย่างเลย และคงต้องแบกความผิดหวังของคุณพ่อคุณแม่อีกที่เขากล้าให้เราตัดสินใจด้วยความบ้าบิ่นอะไรขนาดนั้น 

แสดงว่าหลายครั้งในชีวิตก็ใช้ความเด็ดเดี่ยวแบบนี้

เรื่องแบบนี้ก็มากับความตั้งใจที่เราพยายามที่สุดแล้ว แอฟคิดว่าทุกคนรู้สึกได้เองว่านี่คือที่สุดจริงๆ แล้วหรือยัง ถ้าที่สุดแล้วเราก็รู้สึกว่าตัดสินใจไป ถ้าผลจะออกลบก็ไม่เสียใจ เพราะมันมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

มีคนเข้าใจคุณผิดเรื่องอะไรอีกไหม

มีเยอะไปหมด เช่น ยาก เยอะ หวาน ไม่ลุย (หันไปถามผู้จัดการ) ข้อจำกัดเยอะ ทุกคนคิดว่าเยอะ พิธีรีตอง ซึ่งเยอะเท่ากับไม่ลุย เป็นคุณหนู

บางทีก็ไม่ได้เป็นความผิดของใครนะ ที่ผ่านมา เขาอาจจะไม่ได้เห็นมุมนี้ของเรา มีพูดว่าเห็นไหมเขาเดินตลาดได้ ลุยได้ เขาเล่นกีฬาได้ แอฟก็เดินตลาดนะ กีฬาก็เล่น ไม่ได้กลัวอะไรอยู่แล้ว จะให้ทำอะไรก็บอกมา เคยทำมาหมดแล้วทุกอย่าง เพียงแต่สมัยก่อนเราอาจไม่ได้มีไอจี คนเลยไม่เห็น

อยากบอกทุกคนว่า อย่าไปตัดสินคนอื่นเลย ไม่ใช่ว่าบุคลิกแบบนี้คือไม่ลุย แล้วลุยคืออะไร สมมติตัดสินว่าเป็นคนลุย แล้วลุยอะไร สิ่งสกปรก สิ่งที่น่ากลัว หรือสิ่งที่ตื่นเต้น ไปดูไหมว่าชีวิตเขามีกิจกรรมอะไร อย่าตัดสินด้วยแค่นั้น 

การมาเล่นละครเรื่องนี้ก็ช่วยแอฟเยอะเหมือนกันนะ พี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับ) สั่งให้ลุยอะไรก็ลุย สั่งให้โดดสะพานปลาก็โดด 

เคยโกรธใครบ้างไหม

ลูกค่ะ (ตอบทันที) ลูกคือคนที่เจอเวอร์ชันที่แย่ที่สุดของเรา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก ถ้าไม่นับคุณพ่อคุณแม่ ลูกควรเป็นคนที่เรารักมากที่สุด ถ้ารักมากที่สุดเราก็ควรทำดีกับเขามากที่สุด แต่กลายเป็นกลับกันว่าเราทำดีกับเขามากที่สุดนี่แหละ แต่เราก็จะมีเวอร์ชันที่แย่สุดที่สุดให้เขาเห็นเช่นกัน มันไม่ได้มาจากความหงุดหงิด โกรธ หรือไม่สบายใจ แต่มาจากความผิดหวัง

เช่นเรารู้ว่าไม่ควรตีลูก เราก็ตี เมื่อเรารู้สึกผิดหวังจากการที่เราไม่เคยคิดหรือเห็นภาพว่าลูกเราจะทำแบบนี้ เกิดมาเราไม่เคยทำ ทำไมลูกเราทำ เมื่อผิดหวังก็ทำโทษ การที่เราแสดงด้านนี้ออกมาไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นเพราะความรักมาก เราไม่ได้มีด้านนี้กับคนอื่น ต่อให้คนอื่นดีบ้างไม่ดีบ้าง หรือทำอะไรให้เราเสียใจบ้าง แต่มันเจ็บไม่เหมือนกัน

เกริ่นเท่านี้ก็พอรู้ว่าการเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมีลูกสาวที่มีบุคลิกออกจะแตกต่างจากคุณแม่อยู่มาก คุณมีวิธีการดูแลเลี้ยงดูยังไง

พูดง่ายๆ คือปีใหม่ต่างจากแอฟทุกอย่าง เขามีคาแรกเตอร์ชัดเจนตั้งแต่เล็กจนโต อย่างแอฟตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้มีคาแรกเตอร์อะไร เป็นเด็กเรียนธรรมดา เชื่อฟังพ่อแม่ พ่อบอกซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา ทุกอย่างปกติเรียบง่าย แต่ปีใหม่ไม่เคยเรียบง่ายเลย ขึ้นๆ ลงๆ มีสีสันตลอดเวลา ในขณะที่แอฟและที่บ้านจะเป็นเส้นตรงเรียบ พอมีปีใหม่เข้ามาในชีวิตแอฟและครอบครัว เขาเป็นสีสันมากๆ เราไม่เคยมีคนคาแรกเตอร์แบบนี้ในครอบครัว

เขาเปรี้ยว แก่น ซ่า ดื้อ เขามีหมดเลย คุณยายถึงกับส่ายหัวว่าตอนเด็กๆ แม่เลี้ยงแอฟมาก็ไม่ได้เหนื่อยขนาดนี้ ไม่ได้ยากขนาดนี้ เพราะการสื่อสารกับคนคาแรกเตอร์นี้ต้องมีวิธีการพูด ก็เลยต้องปรับตัวกันไป เราต้องหาวิธีจัดการกับเขาให้ได้ หมายถึงจัดการวิธีการคิด การพูด ให้ดึงเขาอยู่ 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ยากไหม

ยากมากๆ สมัยก่อนมันง่ายมาก แค่คนเป็นแม่พูดอะไรเราฟังหมดเลย ก็เขาเป็นแม่ เรารู้สึกว่าแม่มีวาจาสิทธิ์ ก็แม่สั่งน่ะ ไม่ต้องรู้เหตุผลคำอธิบาย แม่สั่งคือจบ คือต้องทำ แค่นั้น 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราต้องใช้จิตวิทยาในทุกกระบวนท่า ต้องบาลานซ์ให้ได้ว่าจะทำยังไงให้เป็นแม่ที่น่าเกรงขาม โดยที่ลูกยังคงรักเรา อยากเล่นกับเรา อยากอยู่ใกล้ ไม่กลัวแต่เชื่อฟัง เคารพ เกรงใจ แต่ขณะเดียวกันแม่สอนอะไรก็ฟัง อยู่ในกฎเกณฑ์ที่แม่บอกและอยากทำให้แม่ภูมิใจ ตรงนี้ยากมาก ถ้าเราเล่นบทอะไรบทหนึ่งจะง่ายกว่านี้ ก็เป็นคุณแม่ใจดี สปอยล์ไป หรือเป็นผู้ร้ายดุลูกไปเลย แต่นี่คือต้องดึงต้องผ่อน ยิ่งลูกมีคาแรกเตอร์เป็นตัวเองแบบนี้ ก็ไม่ใช่แค่พูดแล้วเขาฟัง

การเลี้ยงลูกในยุคนี้ที่มีแต่ข่าวน่ากลัวมาให้เห็นไม่เว้นวัน คุณรับมือกับเรื่องแบบนี้ยังไงบ้าง

มันทำให้จิตตกเหมือนกันนะ โดยเฉพาะที่เรามีลูกสาวและยิ่งแอฟทำรายการข่าวก็จะมีข่าวแบบนี้ตลอด ยอมรับว่าข่าวปัจจุบันหลายเรื่องที่เกินไปกว่าละครด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ถ้าเราจะสร้างละครที่แรงขนาดนั้นยังดูไม่น่าเชื่อเลย แต่ในข่าวทุกวันนี้มีอยู่จริง ที่เราคิดว่าใครจะกล้าทำ มันก็มีจริงในโลกใบนี้ แต่สุดท้ายเรามีลูกมาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด แอฟเข้าใจหัวอกคนสมัยใหม่เลยว่า ทำไมบางคนเขาบอกว่าไม่เอา ไม่มีลูก โลกมันโหดร้าย เขาเป็นห่วงลูก เราเข้าใจเลยจริงๆ 

การเป็นแม่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณอย่างสิ้นเชิง อะไรทำให้สาวสมัยใหม่อย่างคุณยอมแลกอิสระในชีวิตกับการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่แบบนี้

ถ้าในขั้นการแต่งงาน เราไม่ได้คิดว่าเป็นการทำให้เสียอิสรภาพ คำนี้น่าจะใช้กับฝ่ายชายมากกว่า นึกไม่ออกว่าทำไมแต่งงานแล้วจะทำอะไรไม่ได้ เรารู้สึกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม เราแค่จะมีคู่ชีวิต เพื่อนคู่คิด ไม่ได้เสียอิสระอะไร แต่การมีลูกน่ะใช่ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงสิ้นเชิง ไม่มีอิสระเลย หมายถึงเราจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยจริงๆ จะมีก็ต่อเมื่อลูกหลับเท่านั้น ต้องแลกกับการอดนอน กล่อมลูกให้นอนหลับก่อน แล้วตั้งนาฬิกาปลุกตื่นมาอีกทีให้เรามีเวลาทำอะไร

เรื่องการมีลูก ต้องยอมรับว่ามาจากความเป็นคู่ในตอนนั้น เกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เราแฮปปี้ อยากมีลูก เหตุผลการมีลูกของบางคนอาจเป็นเพราะฉันรักเด็ก อยากเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มาเป็นเพื่อนกัน ให้เติบโตมาเป็นคนที่ดี หรือมีความสุขกับการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโต แต่สำหรับแอฟไม่ใช่ เราไม่คุ้นเคยกับการเลี้ยงเด็กหรือเล่นกับเด็กเลย ไม่ใช่ไม่ชอบ ไม่ใช่ไม่รัก แต่รักเฉพาะลูกเพื่อน หลานเรา ไม่ใช่เด็กคนไหนก็ได้ ก็คือไม่รักเด็กนั่นแหละ (หัวเราะ)

เป็นเพราะเชื่อว่าการมีลูกมาเติมเต็มชีวิตหรือเปล่า

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีอะไรมาเติมเต็มนะ ตอนเป็นคู่อยู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอะไรขาด รู้สึกว่าแฮปปี้ดีด้วยซ้ำ เพราะก็เหมือนเป็นอีกขั้นของการเดทเท่านั้นเอง บางช่วงเหมือนเรากลับมาเดท กลับมาสวีทตื่นเต้นกันได้เสมอ แต่ลูกเกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เมื่อเรารักกัน ก็อยากจะมีจูเนียร์ของเราสักคน จะเป็นแอฟจูเนียร์ หรือสงกรานต์จูเนียร์ อะไรก็แล้วแต่ มันมาจากตรงนั้น แอฟไม่ได้หวังว่าลูกจะมาเติมเต็มคู่เรา

แล้วความสุขในวันนี้คืออะไร

ความสุขสบายใจ เรารู้สึกว่าโชคดีจังเลยในทุกๆ เรื่องที่เป็นอยู่ตอนนี้ โชคดีที่ได้กลับมาทำงานที่รัก ตอนถ่ายทำก็แฮปปี้มาก ถึงจะมีทั้งความกลัวว่าคนจะไม่ยอมรับ กลัวเรื่องการทำงานที่ไม่ได้มากองนานมาก กลัวว่าจะไหวไหมจะคิดถึงลูกจนไม่มีกะจิตกะใจทำงานหรือเปล่า แต่สุดท้ายพอเข้ากองก็ทำงานอย่างไม่มีห่วงเหมือนแปดปีที่แล้วเลย เพราะแอฟมีครอบครัวที่ดี มีผู้ช่วย มีเลขาที่คอยซัพพอร์ตให้เราลุยทำงานได้ เขาจะดูแลปีใหม่ให้อย่างดี ทีมงานก็น่ารัก แอฟพูดตลอดว่าโชคดีจังที่เราได้เริ่มงานแรกที่รู้สึกแฮปปี้และกล้าที่จะไปต่อ 

ยิ่งเรื่องงานเราได้เห็นคุณค่ากว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกับแฟนคลับ คนดู ที่ต้องยอมรับว่าแปดปีผ่านไปฐานแฟนคลับส่วนตัวน้อยลงอยู่แล้ว เพราะเราไม่มีผลงานให้เขามาเชียร์ เราเข้าใจทุกคนว่าจะให้เขามารออะไร ก็คุณไม่มีผลงาน ถึงวันนี้น้อยลง แต่หันไปมองแล้วรู้สึกว่าฉันไปทำอะไรมาตั้งแปดปี มองกลับไปแฟนคลับกลุ่มเดิมยังอยู่ตรงนี้ จากที่ใจตุ้มต่อมก็ฟูขึ้นมาเลย แอฟรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งมากๆ ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องครอบครัวก็รู้สึกโชคดีที่ปีใหม่ไปกับแอฟได้ในทุกช่วงวัย ถึงมีเรื่องปรับจูนกันเป็นปกติแต่สุดท้ายเขาก็ยังรักและฟังเรา โชคดีที่มีครอบครัว เพื่อน แฟนคลับที่ซัพพอร์ตเสมอไม่ใช่แค่กับแอฟคนเดียว แต่กับทั้งครอบครัวและกับปีใหม่ด้วย

ถือว่าทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

จะบอกว่าทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน แอฟโชคดีที่กล้าก้าวออกมา ถ้าไม่ก้าวออกมาก็ไม่มีวันนี้จริงๆ

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load