แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ คือนักแสดงที่คนมากมายต่างจำเธอได้ในบทบาทนางเอกลุคสวยหวาน

เธอห่างหายจากวงการละครไปนานด้วยจุดเริ่มต้นที่อยากขอเบรกไปใช้ชีวิตส่วนตัวสักพัก ก่อนกลับมารับงานแสดงที่รักต่อไปตามคำที่ให้สัมภาษณ์เสมอว่า จะไม่มีวันออกจากวงการไปไหน

แต่กลายเป็นว่าการหวนคืนจอละครอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย จนเวลาผ่านไปถึง 8 ปี

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้เธอยังคงครองบทบาทนางเอกเช่นเคย ในละครเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆเธอ ทางช่อง one31 ที่เป็นการโคจรมาร่วมงานกับพระเอกรุ่นน้องอย่าง ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร

ถึงเบื้องหน้าจะมีเสียงชื่นชมกับหลายบทบาทใหม่ ทั้งงานละคร งานพิธีกร แต่เบื้องหลังคือการต่อสู้กับความคิด ความกลัว และกังวลใจ ที่ต้องอาศัยเพียงความกล้าเพื่อให้ก้าวต่อไปให้ได้ เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ในหลายช่วงชีวิตของเธอ 

เราพบว่าภายใต้ความอ่อนหวานนั้น เธอคือผู้หญิงมั่นใจ เด็ดเดี่ยว และมีไลฟ์สไตล์ที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนต่างตัดสินจากบุคลิกภายนอก หรือเชื่อไปตามบทบาทนางเอกในอุดมคติ

เช่นครั้งหนึ่ง แอฟ ทักษอร เคยเป็นเด็กสาวชั้น ม.4 ที่มีลูกบ้าขนาดที่เดินไปลาออกจากโรงเรียน เพื่อทุ่มเวลาอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ หรือความฝันในการเป็นเจ้าของเต็นท์รถที่มีรถขับไม่ซ้ำกันสักวัน รวมถึงการขับรถซิ่งเพื่อสนองความเร้าใจของตัวเอง 

เธอบอกว่า ชีวิตที่ดำเนินมาเป็นแอฟ ทักษอร ซึ่งรู้สึกโชคดีในทุกเรื่องของชีวิตเช่นวันนี้ ต้องย้อนกลับไปขอบคุณความกล้าและความเด็ดเดี่ยวในใจที่ผลักให้ตัวเองเดินออกมาจากความกลัว

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

การกลับมาครั้งนี้ของคุณเราได้เห็นผลงานใหม่ๆ มากขึ้น เช่นงานพิธีกรทั้งๆ ที่เป็นคนพูดน้อย ที่สำคัญ คือการกลับมารับละครที่ห่างหายไปนานมาก 

ใช่ค่ะ (ยิ้มหวาน) แอฟไม่เคยตั้งใจจะออกจากวงการหรือการเป็นนักแสดงเลย และบอกทุกคนตลอดว่าแอฟไม่ได้ออกนะ จองพื้นที่ไว้ให้แอฟก่อน แต่หลังจากช่วงเบรกที่เราไปแต่งงานมีครอบครัว มีลูก ก็กะว่าอยู่กับลูกสักพักจนถึงช่วงที่ลูกเรียนเต็มวันเมื่อไหร่ เราก็จะกลับมาทำงานที่เรารัก นี่คือสิ่งที่แพลนไว้ แต่ตัดกลับมารู้ตัวอีกที เราหยุดไปตั้งแปดปีแล้ว มันนานมาก (ลากเสียงยาว) การกลับเข้ามามันไม่ง่ายเลย

ที่บอกว่าไม่ง่าย เป็นเพราะอะไร

แอฟคิดว่าต่อให้เป็นอาชีพไหน ถ้าเราหายไปแปดปี มันย่อมต้องมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้นว่า เราจะกลับมาได้ไหม จะมีคนให้โอกาสเราไหม เรากลับมาแล้วจะเหมือนเดิมไหม ความรู้สึกหลายอย่างปนเปกันไปหมด ทั้งความหวัง ความดีใจ ความสุขที่จะได้กลับมา ความเครียด ความกังวล มันรวมมาหมด เราต้องต่อสู้กับตรงนี้ให้ได้

เหมือนเราอยู่ในเซฟโซนมานาน พอจะก้าวออกมาก็คิดเยอะ จริงๆ อยากกลับมาทำงานละครสักสองปีก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็พิจารณาหลายอย่างว่ากลับมาคราวนี้จะเริ่มต้นด้วยงานแบบไหน พอยังไม่เจอสิ่งที่เหมาะก็ไม่ยอมก้าวออกมาสักที แล้วคนเราพอจะก้าวแล้วไม่ก้าวสักที คราวนี้ยิ่งกลัวกว่าเดิม ถ้าตอนแรกคิดน้อยๆ แล้วก้าวออกไปเลยจะไม่กลัวขนาดนี้ 

การที่คิดเยอะอยู่อย่างนั้นทำให้เรากดดันตัวเอง แล้วก็รู้สึกว่าคนรอบข้างที่เราเคยทำงานด้วย หรือเอาตรงๆ คนที่เราเคยปฏิเสธงานไป เขาก็มองอยู่ว่าเราจะเอายังไง นั่นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่เอา ไหนดูสิว่าจะทำอะไร มันก็เป็นความกดดัน

ชื่อของทักษอรเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ทำไมถึงกลัวที่จะกลับมาและกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับอีก

นี่คือผลงานละครไงคะ แปดปีที่ผ่านมาอาจจะมีชื่อแอฟในสื่อ แต่มันเป็นเรื่องอื่น เป็นเรื่องแอฟที่ไม่ใช่ผลงาน และแอฟไม่ได้ตั้งใจทำมัน บางเรื่องเป็นเหตุการณ์ในชีวิต ไม่ได้เป็นเรื่องการแสดงความสามารถ แล้วบังเอิญว่าคนสนใจ เพราะบางอย่างก็เป็นแง่คิดให้กับบางคนในบางสถานการณ์ ซึ่งส่วนนี้ไม่ใช่ว่าแอฟไม่เห็นคุณค่าของมันนะคะ ถ้าการสัมภาษณ์ของเราทำให้คนที่เจอหรืออยู่ในสถานการณ์บางอย่างมีกำลังใจหรือช่วยเขาได้ แอฟก็รู้สึกภูมิใจว่าเรามีส่วนเล็กๆ ช่วยเขาหรือมีผลให้คนมีความสุขบ้าง แต่งานละครเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งแอฟไม่ได้ทุ่มเทความสามารถในการทำงานแบบนี้มานานแล้ว 

สุดท้ายอะไรทำให้กล้าก้าวกลับมาอีกครั้ง

ด้วยเรื่องบท เรื่องเวลา และหลายอย่างทำให้เรามาลงตัวที่นี่ พอได้คุยกับ พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร ผู้บริหารช่อง one31) ก็คุยกันแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะพี่ป้อนเป็นรุ่นพี่ของแอฟที่นิเทศฯ จุฬาฯ เลยได้คุยกันแบบเจาะลึก ซึ่งไม่เคยมีใครถามเราแบบนี้ พี่ป้อนถามว่า ใน Career Path นี้มองตัวเองเป็นยังไง อยากก้าวต่อไปทางไหน ต้องการอะไร อยากทำงานแบบเอาถ้วย เอาเงิน หรือเอากระแส 

อยากรู้คำตอบที่ตอบพี่ป้อนไปตอนนั้น

ก็บอกว่าจะอยู่ในวงการ จะไม่ไปไหนค่ะ (หัวเราะ) บอกตรงๆ ว่าแอฟทำตรงนี้ไม่ได้เอาเงินหรือเอากระแสอยู่แล้ว ด้วยวัยขนาดนี้ เราอยากทำงานที่ย้อนกลับไปดูเมื่อไหร่ก็ภูมิใจ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของชีวิตก็มีหลายเรื่องที่ทำให้เราภูมิใจแบบนี้ สำหรับแอฟแล้วงานละครไม่ใช่งานหาเงิน เราอยากทำงานที่ตอนทำแฮปปี้ หรือออนแอร์ไปแล้วและกลับมารีรันกี่ครั้งก็มองมันด้วยความภูมิใจ 

ตอนนั้นได้รับคำแนะนำอะไรในการกลับมาทำงานในยุคที่วงการเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว

พี่ป้อนก็พูดตรงมากว่า ถ้ากลับมาคราวนี้เล่นเวย์แบบเก่าไม่ได้นะ คนสมัยนี้เขาต้องแบบนี้ แล้วก็บอกตรงๆ เลยว่าอะไรที่เราต้องปรับเปลี่ยน ตอนแรกเราก็ตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยเจอคนที่ฟีดแบกตรงๆ แบบนี้ ไม่ใช่ก็บอกว่าไม่ใช่ เราไม่เคยเจอคนที่บอกเราว่าไม่ใช่ (หัวเราะ)

เขาพยายามบอกว่า คาแรกเตอร์หรือเสน่ห์ในความเป็นทักษอรก็เก็บเอาไว้ แต่จังหวะในการถ่ายตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วนะ กล้องไม่ได้เหมือนเดิม แอฟเหมือนมาจากแปดปีที่แล้ว ที่กล้องต้องมีสวิตชิ่ง เก็บทีละคน ต้องมีรีแอ็คกับคนนี้ให้หมดก่อน ค่อยมาคนนี้ หางตาจะดูตลอดว่าไฟขึ้นแล้วค่อยเล่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ต้องเล่นจริงเลย คนนี้เล่นมาแล้วเรารีบรีแอ็คกลับ ไม่ต้องรอ เดี๋ยวจะเป็นจังหวะแบบเก่า 

การได้รับคำแนะนำเรียกความมั่นใจกลับมาได้ไหม

มีหลายอย่างที่เสริมให้เรามั่นใจ แต่เสริมเท่าไหร่ก็มีความกังวล ยอมรับว่าเรากังวลมาก ตอนตัดสินใจรับและไปเรียนแอคติ้งหรือแสดงเราก็ทำเต็มที่ แต่พอมีข่าวโปรโมตละครมันก็มีประเด็นเสี่ยงหลายอย่าง ทั้งการที่เราหายไปนาน จะกลับมาเล่นกับพระเอกรุ่นน้องอย่างต่อ ธนภพ อีก มันไม่ใช่เรื่องปกติ มีประเด็นที่แอฟจะโดนเยอะมาก 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ถึงจะหายไป 8 ปี แต่กลับมาก็ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม จะว่าไปก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับนางเอกหลายคนเหมือนกัน คิดว่าทำไมตัวเองถึงกลับมาอีกครั้งในบทบาทเดิมได้ 

ยากจัง ไม่รู้สุดท้ายจะเป็นเพราะอะไร แต่เป็นเพราะผู้ให้โอกาส ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ที่มองว่าเรายังทำจุดนี้ได้ ไม่ได้มองว่าเราอายุเท่านี้แล้วต้องปัดไปอีก Category หนึ่ง ซึ่งส่วนตัวบอกกับทุกผู้จัดที่เคยคุยกันก่อนหน้านี้อยู่เสมอว่า แอฟกลับมาไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นนางเอกเท่านั้นนะคะ แต่ขอให้เป็นบทที่ดี พอกลับมาเรื่อง ขอเกิดใหม่ใกล้ๆ เธอ ได้เป็นนางเอกก็แฮปปี้ และเราอาจจะตรงกับตัวเรื่องอยู่แล้ว คือนางเอกอายุเยอะกว่าพระเอก

แสดงว่าในใจยอมรับอยู่แล้วว่าถ้ากลับมาครั้งนี้อาจจะไม่ได้เป็นนางเอกเหมือนเดิม

แอฟเล่นเป็นแม่ตั้งแต่เด็กแล้วนะ (หัวเราะ) ตั้งแต่ยี่สิบต้นๆ ก็เล่นเป็นแม่ของ นุ่น ศิรพันธ์ แล้ว (เรื่อง เมื่อดอกรักบาน) เราเล่นข้ามไปข้ามมา เดี๋ยวเล่นเป็นบทแก่แล้วก็ไปเล่นบทเด็ก เราไม่ได้ยึดติดอยู่แล้ว และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลง แต่สำหรับแอฟ บทที่เล่นต้องเป็นบทที่มีความสำคัญกับเรื่อง มีความหมายหรือเป็นตัวดำเนินเรื่อง

ละครมีกระแสตอบรับดี เบาใจแล้วรึเปล่า

เบาใจขึ้น แต่ไม่ได้โล่งทั้งหมดเพราะละครยังไม่จบ (หัวเราะ) ยังไม่ตลอดรอดฝั่ง แต่พอคนดูให้การยอมรับแอฟ ได้ฟีดแบ็กที่ดีก็ดีใจมากๆ คนดูไม่ได้ต่อต้านเราหรือเคมีที่เราทำกันมาระหว่างแอฟกับต่อ เราก็มีกำลังใจไปต่อ

ก่อนหน้านี้ 2 ปี คุณเริ่มกลับมารับงานในวงการด้วยการเป็นพิธีกรในรายการ แชร์ข่าวสาวสตรอง ซึ่งเป็นภาพใหม่ที่คนไม่เคยเห็นมาก่อน 

นี่เป็นอีกงานที่ได้รับโอกาสค่ะ แอฟรู้สึกเสมอว่าถึงเราจะทำตัวให้พร้อม แต่ผู้ใหญ่ไม่ให้โอกาส เราก็คงไปถึงจุดนั้นไม่ได้ ต้องขอบคุณคุณนิด อรพรรณ ที่ให้โอกาสในเรื่องที่คนอื่นไม่ได้ให้หรือคนอื่นไม่เคยเห็น หรือไม่กล้าเสี่ยงว่าจะเอาคนพูดน้อยอย่างแอฟมาเล่าข่าว

คิดว่าคุณนิดเห็นศักยภาพอะไร

ครั้งแรกที่คุณนิดติดต่อมา แอฟบอกว่า จะไม่แปลกใจเลยถ้าคุณนิดติดต่อมาเรื่องละคร แต่นี่เป็นพิธีกร แล้วดูรายชื่อพิธีกรในรายการแล้ว แอฟไม่เข้ากับใครเลยค่ะ ไม่ใช่ว่าทำงานกับใครไม่ได้นะ แอฟรู้จักทุกคน แต่เหมือนแอฟไม่เข้ากับทุกคนอยู่คนเดียว

คุณนิดก็อธิบายว่า เป็นความตั้งใจอยากให้พิธีกรมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน ทั้งพี่ปุ้ย พิมลวรรณ, อาตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด, แพท ณปภา ทุกคนพูดเก่ง แต่ก็มีแนวการพูดที่ต่างกันไป แล้วแอฟล่ะ (หัวเราะ) คุณนิดก็บอกว่า อยากให้แอฟเป็นตัวเอง อยากได้คาแรกเตอร์แบบนี้ อยากได้มุมมอง แนวความคิดที่แอฟมีต่อเหตุการณ์ในข่าว จะได้แตกต่างจากเพื่อนพิธีกร เขาชอบที่เราไม่ได้พูดเก่ง พูดเร็ว เราพูดน้อยแต่อาจจะตบท้ายได้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

อะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับวัยนี้

ความยากคือเราต้องแข่งกับเวลา ทุกเรื่องเลย มันไม่ง่ายเลยนะที่เรายังอยากได้งานที่ดี ได้เลือกในสิ่งที่เราชอบ ได้เลือกสิ่งที่คิดว่าใช่ หรือโอกาสที่จะได้งานที่ดีน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับตอนเด็กๆ ตอนนั้นอะไรมาเยอะมาก แต่ก็อาจไม่ตรงใจเรา พอตอนนี้เวลาที่มีคนติดต่อเข้ามา เขารู้คาแรกเตอร์หรือความเป็นตัวเรา เปอร์เซ็นต์ที่คลิกกับเรามีมากกว่า แต่ต้องยอมรับว่า ตัวเลือกมีน้อยลงเมื่อเราโตขึ้น

ถึงเราอยากทำงานเยอะและทำเต็มที่ แต่เราจะลองทำดะหรือทำกวาดไปหมดเลยไม่ได้ เราต้องเลือกและมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา เวลาจะรับบทอะไรต้องคิดถึงคนรอบข้าง คิดถึงลูก หรืออะไรบางอย่างที่เราสะสมมา แต่ก็ต้องบาลานซ์ความเป็นเรา และถ้าคิดเยอะไม่ทำอะไรสักที เวลาก็หมดแล้ว พอหมดแล้วก็ไม่มีอะไรให้คิดแล้ว เพราะโอกาสมันจบไปแล้ว เราเลยต้องทำตัวเองให้พร้อม และเปิดตัวเองมากขึ้น ไม่เหมือนตอนเด็กที่รู้สึกว่าไม่ชอบก็ไม่ทำ เพิ่งอายุยี่สิบกว่าๆ ทำได้อีกนาน

เรื่องที่เห็นบ่อยครั้งคือไม่ว่าจากรายการไหน คุณจะชอบโดนแกล้งให้พูดไม่เพราะ

ตอนนี้ก็ยังโดนอยู่ตลอด จริงๆ ไม่ได้เป็นคนรับไม่ได้ขนาดนั้น แค่เราไม่ชินกับการพูดเฉยๆ แต่ฟังรู้เรื่องทุกอย่าง ไม่ใช่ไม่รู้ เราเป็นผู้ฟังที่ดีและชอบด้วย (ยิ้ม)

ครั้งหนึ่งเคยได้เห็นข่าวคราวเรื่องความชอบในรถสปอร์ตและความเร็วของคุณ หลายคนก็เซอร์ไพรส์เพราะไม่เคยรู้มุมนี้มาก่อน 

เรื่องนี้ต้องโทษคุณพ่อเลย (ยิ้ม) น่าจะเป็นช่วงมหาวิทยาลัยที่กลับไปสนิทกับคุณพ่อ ตรงนี้ต้องขออธิบายว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าแอฟโตมากับคุณพ่อ แอฟก็เกรงใจคุณแม่ กลัวคุณแม่จะน้อยใจ จริงๆ แล้วคุณแม่แอฟเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงแอฟมาตั้งแต่เล็กตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่แยกกัน น่าจะประมาณตอนเรียนประถมต้น คุณพ่อก็จะมาหาเป็นรูทีน อย่างทุกวันอาทิตย์เป็นวันของคุณพ่อ ก็จะได้อยู่ด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย คุณแม่แต่งงานใหม่และจะย้ายไปอยู่อเมริกา ท่านก็ถามว่าจะย้ายไปด้วยกันไหม น้องสาวไป แต่แอฟเข้าจุฬาฯ แล้วก็เสียดาย เพราะตอนนั้นเราทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อทุ่มเทเข้ามหา’ลัยให้ได้ ก็เลยไม่ได้ไป

ช่วงนั้นก็กลับมาอยู่กับคุณพ่อ ทำให้เราซึมซับเรื่องรถ เรื่องความเร็ว ก็เลยชอบขับรถ ชอบรถสปอร์ต ซึ่งก็คงเป็นเพราะชอบส่วนตัวด้วยแหละ ไม่ใช่คุณพ่อบิลด์อย่างเดียว แล้วเรื่องนี้ก็กลายเป็น Topic ที่พ่อลูกคุยกัน หรือวันหยุดก็ออกไปซิ่งกันบนทางด่วน

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

คือคุณพ่อเป็นสายชอบรถสปอร์ตอยู่แล้ว

คุณพ่อก็เพิ่งมาชอบนะคะ คือเขาจะเป็นพักๆ พักหนึ่งจะบ้าดำน้ำ ตีกอล์ฟ ตามแบบผู้ชาย แต่เรื่องรถก็ยังไม่เลิกสักที

แต่ Topic ที่คุณพ่อคุยกับลูกสาวคือเรื่องรถ

ใช่ค่ะ ตอนนั้นแอฟไปไกล เอางี้ดีกว่า (ตั้งท่าตั้งใจเล่า) ไม่ได้ชอบแค่รถสปอร์ตสวยงามนะ ตอนแอฟอยู่มหาลัย ใครจะเอารถมือสอง บอกแอฟได้เลย แอฟดูให้ เป็นโรคจิตแบบนี้เลย ตอนนั้นแอฟอยากมีเต็นท์รถ มันดูไม่เข้ากันเลย แต่แอฟชอบ อยากจะหารถดีๆ ใครอยากได้อะไร เราหาข้อมูลให้หมดว่ารุ่นนั้นรุ่นนี้ดียังไง

ตอนนั้นรู้สึกว่าเราจะแฮปปี้แค่ไหนถ้ามีรถไม่ซ้ำ (เน้นเสียง) แล้วเราก็ออกไปขับเล่นได้ ถึงเวลาเราก็ขายเทิร์นออกไป แล้วก็หาคันใหม่เข้ามา นี่ไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะเนี่ย อยู่ๆ ก็โผล่มา (หัวเราะ)

เคยฝันไปไกลถึงขั้นแข่งขันบ้างรึเปล่า

ไม่ได้ชอบรถแข่งค่ะ ชอบรถสวยงาม และชอบขับรถ

ขับเร็วที่สุดเท่าไหร่

จำไม่ได้แล้ว ลืมไปหมดแล้ว (ยิ้มหวาน) ตั้งแต่มีลูกแอฟทิ้งทุกอย่าง ไม่ขับรถเร็วแล้ว เมื่อก่อนเรารู้สึกตลอดเลยว่าขับรถเร็วเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร เฉียดฉิวแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะมันไม่เคยเป็นอะไร เมื่อก่อนชอบขับเร็ว แบบเห็นที่ว่างข้างหน้าจะคิดทันทีว่าเดี๋ยวออกขวา แล้วเข้าซ้าย แล้วก็เข้าขวาอีกทีข้างหน้า (ทำมือประกอบ) 

เมื่อก่อนคุณพ่อก็บอกว่า ถ้ารถดีไม่เป็นไรหรอก อันนี้คือผิด เรามั่นใจในศักยภาพรถจริง แต่เราจะฝากชีวิตไว้ที่รถไม่ได้ โอเค รถดี ปลอดภัย แต่เราไม่รู้เลยว่าอีกฝั่งเขาจะเป็นยังไง แอฟเชื่อว่าอุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นจากที่เราประมาท คิดว่าเรามั่นใจตัวเอง มั่นใจในรถ ตั้งแต่มีลูกคือไม่เอาเลย ไม่เสี่ยง ไม่ขับรถเร็วอีกเลย พลาดไม่ได้ เรื่องสุขภาพก็เหมือนกัน ต้องกลับมารักตัวเองมากขึ้น เราจะบาดเจ็บไม่ได้ เข้าโรงพยาบาลไม่ได้ ยังตายไม่ได้ 

เห็นในละครมีฉากที่ต้องดำน้ำ และคุณทำได้ดีทีเดียว นี่เป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับคุณพ่ออีกหรือเปล่า

ตอนเด็กๆ ไม่สนใจเรื่องดำน้ำเลยค่ะ กลัว เมื่อก่อนคุณพ่อดำน้ำบ่อย แต่บัดดี้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หลังจากนั้นที่บ้านก็สั่งห้ามดำน้ำ ไม่ให้มาทางนี้เลย แต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นเราก็ยังไปเรียน Scuba (ยิ้ม) ส่วนในละครเป็นการดำน้ำแบบ Free Dive ซึ่งเป็นอีกทางที่ยากมาก แอฟรู้สึกว่าเรียนไว้หน่อยดีกว่า อารมณ์อยากเรียนด้วย ส่วนทักษะหลายอย่างไปฝึกหน้ากอง เช่นขับเครื่องบินหรือปีนผา 

พอไปเรียนครูบอกว่า ถ้าเล่นละครจะดำแบบ Free Dive ไม่ได้หรอก เพราะการดำแบบนี้ในหัวต้องฟรีจริงๆ เพื่อประหยัดพลังงานในร่างกาย แค่เราคิดก็ทำให้เครียด เครียดก็ทำให้เกร็งและใช้พลังงานออกไปจนทำให้เราหายใจยาวไม่ได้ เพราะ Free Dive คือการดำเพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น มันไม่สามารถใช้กับละคร เพราะละครต้องมีกำหนดว่าต้องลงไปลึกแค่ไหน ลงไปจุดไหน กล้องอยู่จุดนี้ ตัวละครอยู่จุดนั้น มันไม่คิดไม่ได้ แต่อย่างน้อยไปเรียนก็ได้ทักษะและความมั่นใจมาใช้

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยคุณถึงกับทุบหม้อข้าวตัวเอง ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

ตอนเรียนจบมอสี่ แอฟไปลาออกจากโรงเรียน แล้วอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยที่บ้านคนเดียว คือถ้าอ่านหนังสือแล้วสอบไม่ติดก็ต้องเคว้งอยู่ที่บ้านคนเดียว และคงจ๋อยมาก 

ทำไมต้องทำขนาดนั้น

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นลูกบ้า คือเราเป็นคนที่มีอะไรแบบนี้ เหมือนจะเป็นคนขี้อายไม่มั่นใจ แต่อยู่ๆ จะมั่นใจก็มั่นใจขึ้นมา นึกจะทำอะไรก็ไม่ปรึกษาใคร พอนึกย้อนกลับไปแล้วก็แปลกใจมากเลยว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่อนุญาต ถ้าเป็นเราเราไม่อนุญาตนะ ลูกเพี้ยนแล้วล่ะ เอาง่ายๆ ถ้าสอบไม่ติดคงอายทั้งโรงเรียน ต้องอายครู อายเพื่อน อายทุกอย่างเลย และคงต้องแบกความผิดหวังของคุณพ่อคุณแม่อีกที่เขากล้าให้เราตัดสินใจด้วยความบ้าบิ่นอะไรขนาดนั้น 

แสดงว่าหลายครั้งในชีวิตก็ใช้ความเด็ดเดี่ยวแบบนี้

เรื่องแบบนี้ก็มากับความตั้งใจที่เราพยายามที่สุดแล้ว แอฟคิดว่าทุกคนรู้สึกได้เองว่านี่คือที่สุดจริงๆ แล้วหรือยัง ถ้าที่สุดแล้วเราก็รู้สึกว่าตัดสินใจไป ถ้าผลจะออกลบก็ไม่เสียใจ เพราะมันมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

มีคนเข้าใจคุณผิดเรื่องอะไรอีกไหม

มีเยอะไปหมด เช่น ยาก เยอะ หวาน ไม่ลุย (หันไปถามผู้จัดการ) ข้อจำกัดเยอะ ทุกคนคิดว่าเยอะ พิธีรีตอง ซึ่งเยอะเท่ากับไม่ลุย เป็นคุณหนู

บางทีก็ไม่ได้เป็นความผิดของใครนะ ที่ผ่านมา เขาอาจจะไม่ได้เห็นมุมนี้ของเรา มีพูดว่าเห็นไหมเขาเดินตลาดได้ ลุยได้ เขาเล่นกีฬาได้ แอฟก็เดินตลาดนะ กีฬาก็เล่น ไม่ได้กลัวอะไรอยู่แล้ว จะให้ทำอะไรก็บอกมา เคยทำมาหมดแล้วทุกอย่าง เพียงแต่สมัยก่อนเราอาจไม่ได้มีไอจี คนเลยไม่เห็น

อยากบอกทุกคนว่า อย่าไปตัดสินคนอื่นเลย ไม่ใช่ว่าบุคลิกแบบนี้คือไม่ลุย แล้วลุยคืออะไร สมมติตัดสินว่าเป็นคนลุย แล้วลุยอะไร สิ่งสกปรก สิ่งที่น่ากลัว หรือสิ่งที่ตื่นเต้น ไปดูไหมว่าชีวิตเขามีกิจกรรมอะไร อย่าตัดสินด้วยแค่นั้น 

การมาเล่นละครเรื่องนี้ก็ช่วยแอฟเยอะเหมือนกันนะ พี่สันต์ (สันต์ ศรีแก้วหล่อ ผู้กำกับ) สั่งให้ลุยอะไรก็ลุย สั่งให้โดดสะพานปลาก็โดด 

เคยโกรธใครบ้างไหม

ลูกค่ะ (ตอบทันที) ลูกคือคนที่เจอเวอร์ชันที่แย่ที่สุดของเรา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมาก ถ้าไม่นับคุณพ่อคุณแม่ ลูกควรเป็นคนที่เรารักมากที่สุด ถ้ารักมากที่สุดเราก็ควรทำดีกับเขามากที่สุด แต่กลายเป็นกลับกันว่าเราทำดีกับเขามากที่สุดนี่แหละ แต่เราก็จะมีเวอร์ชันที่แย่สุดที่สุดให้เขาเห็นเช่นกัน มันไม่ได้มาจากความหงุดหงิด โกรธ หรือไม่สบายใจ แต่มาจากความผิดหวัง

เช่นเรารู้ว่าไม่ควรตีลูก เราก็ตี เมื่อเรารู้สึกผิดหวังจากการที่เราไม่เคยคิดหรือเห็นภาพว่าลูกเราจะทำแบบนี้ เกิดมาเราไม่เคยทำ ทำไมลูกเราทำ เมื่อผิดหวังก็ทำโทษ การที่เราแสดงด้านนี้ออกมาไม่ใช่เรื่องดี แต่เป็นเพราะความรักมาก เราไม่ได้มีด้านนี้กับคนอื่น ต่อให้คนอื่นดีบ้างไม่ดีบ้าง หรือทำอะไรให้เราเสียใจบ้าง แต่มันเจ็บไม่เหมือนกัน

เกริ่นเท่านี้ก็พอรู้ว่าการเป็นแม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งมีลูกสาวที่มีบุคลิกออกจะแตกต่างจากคุณแม่อยู่มาก คุณมีวิธีการดูแลเลี้ยงดูยังไง

พูดง่ายๆ คือปีใหม่ต่างจากแอฟทุกอย่าง เขามีคาแรกเตอร์ชัดเจนตั้งแต่เล็กจนโต อย่างแอฟตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้มีคาแรกเตอร์อะไร เป็นเด็กเรียนธรรมดา เชื่อฟังพ่อแม่ พ่อบอกซ้ายก็ซ้าย ขวาก็ขวา ทุกอย่างปกติเรียบง่าย แต่ปีใหม่ไม่เคยเรียบง่ายเลย ขึ้นๆ ลงๆ มีสีสันตลอดเวลา ในขณะที่แอฟและที่บ้านจะเป็นเส้นตรงเรียบ พอมีปีใหม่เข้ามาในชีวิตแอฟและครอบครัว เขาเป็นสีสันมากๆ เราไม่เคยมีคนคาแรกเตอร์แบบนี้ในครอบครัว

เขาเปรี้ยว แก่น ซ่า ดื้อ เขามีหมดเลย คุณยายถึงกับส่ายหัวว่าตอนเด็กๆ แม่เลี้ยงแอฟมาก็ไม่ได้เหนื่อยขนาดนี้ ไม่ได้ยากขนาดนี้ เพราะการสื่อสารกับคนคาแรกเตอร์นี้ต้องมีวิธีการพูด ก็เลยต้องปรับตัวกันไป เราต้องหาวิธีจัดการกับเขาให้ได้ หมายถึงจัดการวิธีการคิด การพูด ให้ดึงเขาอยู่ 

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

ยากไหม

ยากมากๆ สมัยก่อนมันง่ายมาก แค่คนเป็นแม่พูดอะไรเราฟังหมดเลย ก็เขาเป็นแม่ เรารู้สึกว่าแม่มีวาจาสิทธิ์ ก็แม่สั่งน่ะ ไม่ต้องรู้เหตุผลคำอธิบาย แม่สั่งคือจบ คือต้องทำ แค่นั้น 

แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราต้องใช้จิตวิทยาในทุกกระบวนท่า ต้องบาลานซ์ให้ได้ว่าจะทำยังไงให้เป็นแม่ที่น่าเกรงขาม โดยที่ลูกยังคงรักเรา อยากเล่นกับเรา อยากอยู่ใกล้ ไม่กลัวแต่เชื่อฟัง เคารพ เกรงใจ แต่ขณะเดียวกันแม่สอนอะไรก็ฟัง อยู่ในกฎเกณฑ์ที่แม่บอกและอยากทำให้แม่ภูมิใจ ตรงนี้ยากมาก ถ้าเราเล่นบทอะไรบทหนึ่งจะง่ายกว่านี้ ก็เป็นคุณแม่ใจดี สปอยล์ไป หรือเป็นผู้ร้ายดุลูกไปเลย แต่นี่คือต้องดึงต้องผ่อน ยิ่งลูกมีคาแรกเตอร์เป็นตัวเองแบบนี้ ก็ไม่ใช่แค่พูดแล้วเขาฟัง

การเลี้ยงลูกในยุคนี้ที่มีแต่ข่าวน่ากลัวมาให้เห็นไม่เว้นวัน คุณรับมือกับเรื่องแบบนี้ยังไงบ้าง

มันทำให้จิตตกเหมือนกันนะ โดยเฉพาะที่เรามีลูกสาวและยิ่งแอฟทำรายการข่าวก็จะมีข่าวแบบนี้ตลอด ยอมรับว่าข่าวปัจจุบันหลายเรื่องที่เกินไปกว่าละครด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ถ้าเราจะสร้างละครที่แรงขนาดนั้นยังดูไม่น่าเชื่อเลย แต่ในข่าวทุกวันนี้มีอยู่จริง ที่เราคิดว่าใครจะกล้าทำ มันก็มีจริงในโลกใบนี้ แต่สุดท้ายเรามีลูกมาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูอย่างดีที่สุด แอฟเข้าใจหัวอกคนสมัยใหม่เลยว่า ทำไมบางคนเขาบอกว่าไม่เอา ไม่มีลูก โลกมันโหดร้าย เขาเป็นห่วงลูก เราเข้าใจเลยจริงๆ 

การเป็นแม่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณอย่างสิ้นเชิง อะไรทำให้สาวสมัยใหม่อย่างคุณยอมแลกอิสระในชีวิตกับการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่แบบนี้

ถ้าในขั้นการแต่งงาน เราไม่ได้คิดว่าเป็นการทำให้เสียอิสรภาพ คำนี้น่าจะใช้กับฝ่ายชายมากกว่า นึกไม่ออกว่าทำไมแต่งงานแล้วจะทำอะไรไม่ได้ เรารู้สึกว่าทุกอย่างเหมือนเดิม เราแค่จะมีคู่ชีวิต เพื่อนคู่คิด ไม่ได้เสียอิสระอะไร แต่การมีลูกน่ะใช่ ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงสิ้นเชิง ไม่มีอิสระเลย หมายถึงเราจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยจริงๆ จะมีก็ต่อเมื่อลูกหลับเท่านั้น ต้องแลกกับการอดนอน กล่อมลูกให้นอนหลับก่อน แล้วตั้งนาฬิกาปลุกตื่นมาอีกทีให้เรามีเวลาทำอะไร

เรื่องการมีลูก ต้องยอมรับว่ามาจากความเป็นคู่ในตอนนั้น เกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เราแฮปปี้ อยากมีลูก เหตุผลการมีลูกของบางคนอาจเป็นเพราะฉันรักเด็ก อยากเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้มาเป็นเพื่อนกัน ให้เติบโตมาเป็นคนที่ดี หรือมีความสุขกับการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโต แต่สำหรับแอฟไม่ใช่ เราไม่คุ้นเคยกับการเลี้ยงเด็กหรือเล่นกับเด็กเลย ไม่ใช่ไม่ชอบ ไม่ใช่ไม่รัก แต่รักเฉพาะลูกเพื่อน หลานเรา ไม่ใช่เด็กคนไหนก็ได้ ก็คือไม่รักเด็กนั่นแหละ (หัวเราะ)

เป็นเพราะเชื่อว่าการมีลูกมาเติมเต็มชีวิตหรือเปล่า

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีอะไรมาเติมเต็มนะ ตอนเป็นคู่อยู่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอะไรขาด รู้สึกว่าแฮปปี้ดีด้วยซ้ำ เพราะก็เหมือนเป็นอีกขั้นของการเดทเท่านั้นเอง บางช่วงเหมือนเรากลับมาเดท กลับมาสวีทตื่นเต้นกันได้เสมอ แต่ลูกเกิดจากความรักของเราทั้งคู่ เมื่อเรารักกัน ก็อยากจะมีจูเนียร์ของเราสักคน จะเป็นแอฟจูเนียร์ หรือสงกรานต์จูเนียร์ อะไรก็แล้วแต่ มันมาจากตรงนั้น แอฟไม่ได้หวังว่าลูกจะมาเติมเต็มคู่เรา

แล้วความสุขในวันนี้คืออะไร

ความสุขสบายใจ เรารู้สึกว่าโชคดีจังเลยในทุกๆ เรื่องที่เป็นอยู่ตอนนี้ โชคดีที่ได้กลับมาทำงานที่รัก ตอนถ่ายทำก็แฮปปี้มาก ถึงจะมีทั้งความกลัวว่าคนจะไม่ยอมรับ กลัวเรื่องการทำงานที่ไม่ได้มากองนานมาก กลัวว่าจะไหวไหมจะคิดถึงลูกจนไม่มีกะจิตกะใจทำงานหรือเปล่า แต่สุดท้ายพอเข้ากองก็ทำงานอย่างไม่มีห่วงเหมือนแปดปีที่แล้วเลย เพราะแอฟมีครอบครัวที่ดี มีผู้ช่วย มีเลขาที่คอยซัพพอร์ตให้เราลุยทำงานได้ เขาจะดูแลปีใหม่ให้อย่างดี ทีมงานก็น่ารัก แอฟพูดตลอดว่าโชคดีจังที่เราได้เริ่มงานแรกที่รู้สึกแฮปปี้และกล้าที่จะไปต่อ 

ยิ่งเรื่องงานเราได้เห็นคุณค่ากว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกับแฟนคลับ คนดู ที่ต้องยอมรับว่าแปดปีผ่านไปฐานแฟนคลับส่วนตัวน้อยลงอยู่แล้ว เพราะเราไม่มีผลงานให้เขามาเชียร์ เราเข้าใจทุกคนว่าจะให้เขามารออะไร ก็คุณไม่มีผลงาน ถึงวันนี้น้อยลง แต่หันไปมองแล้วรู้สึกว่าฉันไปทำอะไรมาตั้งแปดปี มองกลับไปแฟนคลับกลุ่มเดิมยังอยู่ตรงนี้ จากที่ใจตุ้มต่อมก็ฟูขึ้นมาเลย แอฟรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งมากๆ ยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องครอบครัวก็รู้สึกโชคดีที่ปีใหม่ไปกับแอฟได้ในทุกช่วงวัย ถึงมีเรื่องปรับจูนกันเป็นปกติแต่สุดท้ายเขาก็ยังรักและฟังเรา โชคดีที่มีครอบครัว เพื่อน แฟนคลับที่ซัพพอร์ตเสมอไม่ใช่แค่กับแอฟคนเดียว แต่กับทั้งครอบครัวและกับปีใหม่ด้วย

ถือว่าทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

จะบอกว่าทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน แอฟโชคดีที่กล้าก้าวออกมา ถ้าไม่ก้าวออกมาก็ไม่มีวันนี้จริงๆ

ความกลัว ความกล้า และลูกบ้า ของนางเอกสาวหวานซ่อนเปรี้ยว แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load