30 สิงหาคม 2561
17 K

ถ้าพูดถึงย่านที่คนญี่ปุ่นอาศัย คำตอบในหัวอย่างแรกที่ปิ๊งขึ้นมาคือย่านสุขุมวิท ทองหล่อ และสีลมรองลงมา ซึ่งย่านที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดคงเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจากสุขุมวิท ที่เรียกได้ว่าเป็นเจแปนนิสทาวน์ แม้ใครที่ทำงานหรือเคยผ่านแถวนี้มักจะเห็นบรรยากาศความน่ารักของเด็กๆ และกลุ่มแม่บ้านแดนปลาดิบที่ใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นอยู่ที่ใจกลางกรุงเทพฯ

ใครอยากลองออกทำความรู้จักงานอดิเรกของชาวอาทิตย์อุทัย และเปิดใจทำกิจกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่น ขอให้ปักหมุดวันว่างแล้วเปิดอ่านบทความนี้อย่างละเอียด นี่คือคู่มือไซส์มินิที่จะพาทุกคนไปทำความรู้จักเสน่ห์ญี่ปุ่นที่ซ่อนความดีงามไว้ทั่วเมืองหลวง

       

รียนรู้ความงามแบบธรรมชาติกับศิลปะการจัดดอกไม้แบบอิเคบานะที่ Voice Hobby Club

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

ความงามของดอกไม้เสกให้วันธรรมดากลายเป็นวันพิเศษ หรือเพิ่มสีสันพร้อมสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับสิ่งรอบด้าน เมื่อความพิเศษเหล่านี้ผนวกกับศิลปะการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นอย่าง ‘อิเคบานะ’ (Ikebana) การจัดดอกไม้ที่สะท้อนความจริงของธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ คงสร้างความสะดุดตาสะดุดใจให้ผู้พบเห็นมากขึ้นไปอีก

ทดลองจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นได้ที่ Voice Hobby Club คลับย่านสุขุมวิทของคนญี่ปุ่นที่รักการทำกิจกรรม โดยคนไทยก็ร่วมกิจกรรมด้วยกันได้ Noriko Oka-Managing Director เล่าให้ฟังว่า ในทุกๆ คลาสจะมีอาจารย์ 2 คนช่วยสอนนักเรียนตั้งแต่วิธีการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น แจกัน เคนซัง (ฐานสำหรับปักดอกไม้) ไปจนถึงหลักการปักดอกไม้เบื้องต้น (Basic Upright Style Moribana) ให้สวยงาม ซึ่งที่นี้จะเริ่มสอนจากคอร์สเบสิก 5  ครั้ง ก่อนต่อยอดไปเป็นคอร์สแอดวานซ์หรือ Basic-Modern ซึ่งสามารถออกแบบการจัดดอกไม้ได้เองตามต้องการ

  เสน่ห์ของอิเคบานะไม่ได้มีเพียงการสร้างองค์ประกอบที่สวยงามให้ดอกไม้มากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างสมาธิ ปล่อยวางจิตใจให้เย็นสบาย เพราะในทุกๆ ขั้นตอนจะต้องอาศัยจิตใจที่สงบ เพื่อค่อยๆ ดึงให้ความงามของดอกไม้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น

ใครที่สนใจกิจกรรมจัดดอกไม้แบบอิเคบานะสามารถทดลองเรียนก่อนได้ในราคา  1,500 บาท

ที่อยู่ |    Racquet Club สุขุมวิท 49/9 อาคาร4 ชั้น3 กรุงเทพฯ 10110
เวลาทำการ  |   วันจันทร์-วันศุกร์ 08.30 – 18.00 น. / วันเสาร์ 09.00 – 13.00 น.
โทร   |    021197251
Facebook  |    voicehobbyclubth

แวะพักผ่อน แช่ออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นแบบส่วนตัวสุดๆ ที่ KaShiKiRi Onsen

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

การแช่ออนเซ็นร่วมกับคนแปลกหน้าอาจสร้างความเขินอายที่ทำให้หลายคนพลาดโอกาสในการลองอีกหนึ่งกิจกรรมสุดคลาสสิกตามแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น ปัญหานี้จะหมดไปที่คาชิคิริออนเซ็น ออนเซ็นส่วนตัวแห่งแรกของประเทศไทย

เชอรี่-ธิดารัตน์ รุ่งอัมพรกุล ตัวแทนผู้บริหารของทางออนเซ็นเล่าให้เราฟังว่า คาชิคิริมีความหมายถึงความเป็นส่วนตัวและความพิเศษ ดังนั้น การผสมผสานระหว่างออนเซ็นแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่นกับความเป็นส่วนตัวแบบไทยจึงกลายเป็นจุดเด่นอันดับแรกของที่นี่

ออนเซ็นใจกลางกรุงเทพนี้คงเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นเอาไว้ได้อย่างดี ผ่านการเลือกใช้น้ำแร่ส่งตรงจากเมืองออนเซ็นชื่อดังของญี่ปุ่น ทั้งคุโรคาวะและเบปปุ ที่จะผลัดเปลี่ยนกันไปในแต่ละเดือน นอกจากนี้ น้ำทั้งหมดในแต่ละวันยังถูกนำมาไหลเป็นลำธารและจัดเป็นบริเวณแช่เท้าเล็กๆ ก่อนจะเตรียมนำออกไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“เราต้องไปศึกษาที่ญี่ปุ่นตลอดว่าน้ำแร่แบบไหนที่อินเทรนด์หรือมีคุณสมบัติหลากหลาย เพราะคนที่มาก็อยากจะแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป”

เชอรี่เสริมว่า นอกจากการแช่ออนเซ็นแล้ว คาชิคิริยังมีบริการนวดคลายกล้ามเนื้อทั้งแบบไทย ตะวันตก และแบบชิอัทสึ หรือการกดจุดคลายเส้นแบบญี่ปุ่น ที่จะยิ่งได้ผลดีหลังจากแช่ออนเซ็นและยังคงความเป็นส่วนตัวได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ที่อยู่   |    84 ซอยสุขุมวิท 49 (สามารถเข้าได้ทั้งทาง KaShiKiRi และ MAYU)
เวลาทำการ   |    วันจันทร์-อาทิตย์ 10.00  –  22.30 น.  (วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 10.00 – 13.00 น. ลด 20%)
โทร   |    0812684624, 022587902
Facebook   |    Kashikiri onsen and spa – Kashikiri49
เว็บไซต์   |    www.kashikirionsenandspa.com

เลือกเสื้อคลุมกิโมโนในแบบที่ใช่ที่ร้าน Juicy Kimono Vintage

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

ปัญหาแต่งตัวแล้วดูซ้ำกับชาวบ้าน หรือหาเสื้อผ้าในโอกาสพิเศษไม่ได้จะหมดไป เมื่อไปถึง Juicy Kimono Vintage ร้านขายชุดยูกาตะและชุดกิโมโนมือสองที่คัดเลือกคุณภาพมาอย่างดี มีเนื้อผ้าหลากหลาย อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผ้าไหมญี่ปุ่น

ใครกำลังมองหากิโมโนแบบครบชุดก็รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะนอกจากชุดแล้ว ที่นี่ยังมีโบและโอบิลายสวยความหมายดีไว้ตกแต่งเพิ่มสีสันให้มากขึ้น หรือจะใส่ให้เต็มยศสมกับเป็นชุดประจำชาติของญี่ปุ่นก็ยังได้ นอกจากนี้ ทางร้านยังมีสินค้ามือสองอีกหลากหลาย เช่น ตุ๊กตา เกี๊ยะ และของใช้แบบญี่ปุ่น โดยสินค้าจะเข้าร้านทุกๆ 2 สัปดาห์

“ทางร้านเน้นเลือกชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เราเอามาให้ลูกค้ามิกซ์แอนด์แมตช์ได้จริงๆ ในชีวิตประจำวันที่ไทยได้ เช่น ใส่ไปทะเล หรือบางคนที่ทำงานก็เลือกใส่ตัวสั้นเป็นเสื้อคลุมก็ได้”

พนิดา นาคา เจ้าของร้านเล่าจุดเด่นที่ทำให้ร้านไม่เหมือนใคร ถ้าอยากลองหาไอเทมเด็ดมาแมตช์กับเสื้อผ้าตัวโปรด พุ่งตัวไปร้านนี้ได้เลย

ที่อยู่   |    The Camp Vintage Flea Market
เวลาทำการ   |    วันศุกร์-วันอาทิตย์  18.00 น. เป็นต้นไป
ติดต่อ   |   0966845568
Facebook  |   Juicykimono

ช้อปปิ้งเครื่องครัวและงานเซรามิกส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นที่ Minohan

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

เครื่องครัวและจานชามกุ๊กกิ๊กเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อทานอาหารแบบญี่ปุ่น เราไปเยี่ยมแหล่งขายส่งจานเซรามิกและเครื่องครัวทุกชนิดที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างร้าน ‘Minohana’ ซึ่งเป็นศูนย์รวมสารพัดของใช้มือหนึ่ง หลากหลายรูปแบบในร้านอาหารญี่ปุ่นเอาไว้ในที่เดียว

“บริษัทของเรามีต้นกำเนิดมาจากเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องมิโนยากิหรือเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้ เรายังทำงานร่วมกับโรงงานที่ญี่ปุ่นอีกหลายแห่งซึ่งโดดเด่นเรื่องงานปั้น เช่น เมืองอาริตะ เพราะฉะนั้น เราเลยมีสินค้าที่หลายๆ ร้านอาจจะไม่มี”

เอิง-อภิญญา กิจเกิดแสง Sales Assistant เล่าให้เราฟังถึงจุดเด่นของ Minohana ที่ทำให้ทางร้านกลายเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้สนใจทำร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นและคนรักถ้วยชาม

สินค้าที่โดดเด่นที่นี่หนีไม่พ้นงานเซรามิกต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต งดงาม อย่างจานลายคลื่น The Great Wave of Kanagawa จานเซ็ต Kinpaku สีทอง หรือที่ใส่สาเกลาย Hake รวมทั้งของแปลกๆ อย่างถังไม้สำหรับใส่ข้าวสวยสไตล์โอซาก้าและโตเกียว ก็มีให้เลือกครบทุกรูปแบบ

หากการเดินเลือกซื้อสินค้าในร้านยังไม่จุใจ ทางร้านก็มีบริการสั่งสินค้าจากแคตตาล็อกที่จุสินค้ากว่าพันชิ้น พร้อมส่งตรงจากญี่ปุ่นมาตามต้องการก็ยังได้

ที่อยู่   |    IWATO (Thailand) Co., Ltd. 591 อาคารยูบีซี 2 ห้อง1204B ซอยสุขุมวิท 33 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพ 10110
โทร   |    02-662-1700
www.Iwato.co.th

Facebook   |    Iwato Minohan

ตัดผมแบบนิปปอนบอย-นิปปินเกิร์ล ที่ Rikyu by Boy Tokyo ร้านตัดผมสุดฮิตจากโตเกียว

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

‘เอาออกนิดเดียว’ น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนต้องเจอเมื่อก้าวขาเข้าไปในร้านตัดผม แล้วก้าวขาออกมาพร้อมความว้าวุ่นที่ไม่อาจคาดเดาได้ แต่เราเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นที่ร้านตัดผมสไตล์ญี่ปุ่นสุดมินิมอลแห่งนี้อย่างแน่นอน

“เราเน้นงานประณีต ตัดผมอย่างต่ำใช้เวลา 1 ชั่วโมง อยากรู้ว่าขนาดไหนคงต้องมาลอง” เปรียว-ปิยธิดา วิรุณบุตร Hair Stylist ประจำร้าน Rikyu Boy ร้านตัดผมสัญชาติญี่ปุ่นเกริ่นกับเรา

คำว่า Rikyu มีความหมายคือบ้านพักตากอากาศ ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการโยกย้ายจากญี่ปุ่นมาพักผ่อนในประเทศไทยแล้ว ตัวอาคารของร้านยังถูกดัดแปลงมาจากบ้านเก่าอายุกว่าร้อยปี ที่ถูกแปลงโฉมเป็นสีขาวสะอาดและจัดสรรปันส่วนให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น

พนักงานทุกคนในร้านได้รับการฝึกฝนกันยาวนานถึง 3 ปี เพื่อให้มีฝีมือเทียบเท่ากับพนักงานที่ Boy Tokyo ร้านสาขาใหญ่ นอกจากความประณีตในการตัดผม และความเป๊ะแบบขอทรงไหนได้ทรงนั้นแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของร้านคือเทคนิคการออกแบบทรงผม

“เรามีวิธีการอธิบายให้ลูกค้าฟังด้วยการวาดภาพ สำหรับทรงผมยากๆ ที่ลูกค้าอาจไม่เข้าใจ ซึ่งช่างผมทุกคนจะถูกฝึกมาให้วาดรูปต้นแบบก่อนเสมอ”

เปรียวเสริมให้ฟัง และคงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เพราะความญี่ปุ่นสุดๆ ไปเลยนี่แหละที่ทำให้ Rikyu Boy มีลูกค้าแวะเวียนมาใช้บริการกันถึงขนาดต้องโทรจองคิวนัดกันล่วงหน้าทุกครั้งก่อนใช้บริการ

ที่อยู่   |    ซอยสุขุมวิท 24 ติดกับร้านท่าฉลอง
เวลาทำการ   |   0 9.30 – 19.00 น.
โทร   |    021155778
Facebook   |    Rikyu by Boy Tokyo

ทานอาหารญี่ปุ่นสไตล์ครอบครัวที่ฮานาย่า ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งแรกของประเทศ

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

รสชาติอาหารเหมือนได้กินข้าวที่บ้าน คือจุดเด่นที่ โยชิโอะ วาตานูกิ เจ้าของร้านอาหารฮานาย่า ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งแรกของประเทศไทยบอกเรา

ร้านอาหารขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ในย่านสี่พระยาแห่งนี้เปิดมานานกว่า 70 ปี พร้อมกับสูตรอาหารที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงมือของโยชิโอะ ทายาทคนปัจจุบัน ที่เขาเองก็ได้มีโอกาสกลับไปเรียนทำอาหารจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยเพื่อต่อยอดและพัฒนาเมนูต่างๆ ภายในร้าน

จุดเด่นของร้านจึงหนีไม่พ้นวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งโตเกียว โอซาก้า และฟูกุโอกะ ที่นำมาผสมผสานกับวัตถุดิบไทยและรสชาติซึ่งดัดแปลงให้ถูกลิ้นคนทาน ทั้งชุดอาหารประจำวัน เมนูต้นตำรับตั้งแต่สมัยเปิดร้าน ชิราชิ (ข้าวหน้าปลาดิบไทย) เทมปูระที่นุ่มกรอบ และสลัดมันฝรั่งบดละเอียดรสชาติกลมกล่อม

“ผมอยากให้คนคิดว่าที่นี่มีอาหารที่กินทุกวันก็ไม่เบื่อ คนเราต้องกินข้าวทุกมื้อ ผมเลยอยากให้รู้สึกถึงฝีมือแบบบ้านๆ เพราะอาหารพิเศษหรืออาหารฟิวชั่นเราอาจจะกินไม่ได้ทุกวัน” โยชิโอะกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ด้วยเหตุนี้ ฮานาย่าจึงไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหารที่ถูกส่งต่อธุรกิจกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ฮานาย่ายังเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ลูกค้าต่างก็แนะนำลูกๆ หลานๆ ให้มาทานจากรุ่นสู่รุ่นด้วยเช่นกัน

ที่อยู่ |  683 ถนนสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ
ติดต่อ  |  022333080, 022348095
เวลาทำการ  |  จันทร์-ศุกร์ 11.20 – 14.00 น. และ 17.30 – 22.00 น. (ร้านปิดทุกอาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน)
Facebook  |  Hanaya 1976

แวะซื้อของสดนำเข้าจากแดนอาทิตย์อุทัยที่ Thonglor Nihon Ichiba (ตลาดญี่ปุ่นทองหล่อ)

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

ของสดขึ้นชื่อที่คัดสรรมาอย่างดีจากประเทศญี่ปุ่นส่งตรงมาที่ตลาดสดเปิดใหม่ใจกลางเมืองย่านทองหล่อ คงเป็นสวรรค์ไม่ใช่น้อยสำหรับผู้หลงรักทำอาหาร เพราะนี่คือแหล่งรวมของดีไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิวขึ้นชื่อจากเมืองนาโกย่า ปลาสดใหม่เนื้อแน่นจากตลาดสึคิจิ หรือจะเป็นผักผลไม้หวานฉ่ำจากร้านในโอตะ

   Thonglor Nihon Ichiba หรือตลาดญี่ปุ่นทองหล่อ คือแหล่งเลือกซื้อของสดเปิดใหม่ในโครงการนิฮอนมุระ โดย Jalux บริษัทในเครือ Japan Airlines ที่โดดเด่นเรื่องความรวดเร็วและสดใหม่ ที่นี่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบแต่ละชิ้น ซึ่งสามารถรับประกันคุณภาพคงที่ราวกับได้บินไปกินเองถึงแหล่งขึ้นชื่อของวัตถุดิบชนิดนั้นๆ โดยทางร้านจะนำเข้าสินค้าสัปดาห์ละ 3 วัน

   เมื่อเดินเข้าไปเราจะพบกับบรรยากาศความสดของสินค้า มีให้เลือกด้วยกันถึง 3 โซน คือโซนเนื้อ โซนผัก และโซนอาหารทะเล โดยไฮไลต์ของแต่ละโซนก็มีดีไม่แพ้กัน อย่างโซนเนื้อ เราขอแนะนำ Top Round เนื้อส่วนมันน้อย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบจากผู้ที่แวะเวียนมาและขายดีเป็นอันดับต้นๆ และสามารถเลือกซื้อได้ทั้งเนื้อแล่และเนื้อชิ้นใหญ่

หลังจากเดินเข้ามาอีกนิดเราจะพบกับโซนผักผลไม้ ซึ่งเป็นอีกโซนที่โดดเด่นด้วยผักและผลไม้รูปร่างประหลาดที่ไม่สามารถพบได้ที่ไหนอีกแล้วในกรุงเทพฯ เช่น ฟักทองอะมะคุริจากเมืองอิชิกาวะ และโซนสุดท้ายอย่างโซนปลาและอาหารทะเล เป็นโซนที่พลาดไม่ได้ เพราะบางวันทางร้านก็จะรับปลาชนิดพิเศษซึ่งอาจไม่เป็นที่คุ้นเคยนักในตลาดบ้านเราเข้ามาขายด้วย

“เนื้อจะมีสินค้าตลอด แต่ปลาเราจะเปลี่ยนแปลงตามเวลาและฤดูกาล เพราะในแต่ละช่วงปลาก็จะไม่เหมือนกัน” คุณภาสธร ศักดิ์เดชยนต์ Maketing & Sales Director ตลาดญี่ปุ่นทองหล่อ เล่าถึงความพิเศษของโซนนี้ให้ฟัง มาแล้วรับรองว่ามีของติดไม้ติดมือไปทำอาหารอร่อยๆ เป็นมื้อพิเศษแน่นอน

ที่อยู่ |   87 ซ.อรรคพัฒน์ (ทองหล่อ 13) ถ.สุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
เวลาทำการ |   09.00 – 12.00 น. (สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร) / 12.00 – 16.00 น. (สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและลูกค้าทั่วไป) หยุดทุกวันอังคาร
โทร   |    020592616
Facebook  |   JapanFreshWholesaleMarket

ออกแรงเคลื่อนไหวร่างกายกับศิลปะการต่อสู้แบบโบราณที่ Mugairyu Bangkok Keikokai

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

“ต้องมีสติอยู่กับตัวเอง อยู่กับปัจจุบัน”

อาจารย์เอกผู้เป็นทั้งเบื้องหน้าอย่างอาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้ฟันดาบแบบโบราณของญี่ปุ่น มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี และเบื้องหลังผู้ก่อตั้งกลุ่มฝึก มุไกริว กรุงเทพ กำลังพูดถึงหัวใจของการเรียนรู้ทุกๆ ครั้ง

กลุ่มฝึก มุไกริว กรุงเทพ เปิดทำการฝึกวิชาดาบญี่ปุ่น มุไกริว อิไอเฮียวโด เป็นสำนักที่สอนศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานความเป็นเซนแบบเคลื่อนไหวลงไปในท่าต่างๆ ด้วยลักษณะเด่นคือ เทคนิคที่กระชับ และการเคลื่อนไหวที่ตรงไปตรงมา ทำให้มุไกริวกลายเป็นสำนักที่มีเคล็ดลับวิชาน่าสนใจและไม่เหมือนใคร    

การเรียนการสอนของกลุ่มฝึกที่นี่มีการฝึกฝน 3 ทักษะหลัก ได้แก่ อิไอโด เคนจุสสุ และชิซัน โดยเริ่มต้นจากการยืดหยุ่นร่างกายก่อนในทุกๆ ครั้ง แล้วต่อด้วยท่าพื้นฐานที่เรียกว่า ‘อิไอโด้ (Iaihyodo)’ หรือศิลปะที่ควบคุมการชักดาบออกจากฝักพร้อมกับการโจมตี และควบคุมคู่ต่อสู้ในเวลาเดียวกัน

ถึงแม้วิชาดาบต้องอาศัยความว่องไวของร่างกายเป็นส่วนหนึ่ง แต่เสน่ห์ต่างๆ มักซ่อนอยู่ในรายละเอียดของการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการวางมือเพื่อจับด้ามดาบ การก้าวเท้า ไปจนถึงระยะของดาบเมื่อถือขึ้นเตรียมฟัน ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยฝึกสมาธิ การอยู่กับตัวเอง เพื่อการขัดเกลาจิตใจและตัวตนข้างใน หากใครที่กำลังมองหาที่ฝึกและสนใจเสน่ห์ของศิลปะการต่อสู้แบบโบราณของญี่ปุ่นอยู่ กลุ่มมุไกริวยินดีสอนอย่างเต็มที่

ที่อยู่   |   สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี (ใช้ห้องเทควันโด)
เวลาทำการ |   ทุกวันอาทิตย์ เวลา 15.00 – 17.00 น.
Facebook   |   Bangkokmugairyu

เว็บไซต์   |   thaimugairyu.com

เสริมสร้างร่างกายพร้อมฝึกสมาธิผ่านการยิงธนูกับชมรม Siam Kyudo Kai

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

การเล่นกีฬาคู่กับการฝึกสมาธิคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญตามวิถีการเล่นคิวโด หรือการยิงธนูแบบญี่ปุ่น

เราตาม ก่อ-ก่อสกุล บุณยวรรธนะ ประธานชมรมสยามคิวโดไคไปที่สนามฝึกซ้อมยิงธนู หัวหมาก ก่อต้อนรับเราพร้อมกับสมาชิกชมรมในชุด Keiko-gi เครื่องแบบเฉพาะสำหรับการเล่นคิวโด

“การสอนที่นี่ค่อนข้างชัดเจน คือจะเริ่มฝึกด้วย 8 ท่าแรกที่ที่เรียกว่า Shaho-Hassetsu ซึ่งเป็นท่าหลักของการฝึกคิวโด เอาเข้าจริง 8 ท่าก็ไม่ง่ายเท่าไหร่แล้ว”

ก่อเริ่มเล่าให้เราฟังถึงความท้าทายของกีฬาคิวโดที่มีมากกว่าการใช้แรงในการถือคันธนูขนาดใหญ่ เพราะนักกีฬาคิวโดยังต้องเก็บรายละเอียดลึกซึ้งทั้งวิธีการก้าวขาไปจนถึงลำดับของลูกธนูที่ใช้ยิง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนกว่าจะได้เริ่มยิงธนูอย่างจริงจัง

 อย่างไรก็ตาม การสอนของที่นี่ถือได้ว่าแทบจะถอดแบบมาจากญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด เพราะตลอดระยะเวลาเกือบ 9 ปีที่ผ่านมา มักมีชาวญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ และก่อเองยังมีโอกาสได้ไปสอบวัดระดับถึงประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

มากไปกว่าความท้าทายจากการฝึกฝนแล้ว การเสริมสร้างร่างกายก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะการจัดระเบียบร่างกายถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการเล่นคิวโด แต่ก่อยังย้ำเสมอว่าสมาธิก็เป็นหัวใจที่สำคัญยิ่งกว่าเป้าหมายด้านหน้าเสียอีก

สำหรับใครที่อยากลองก็สามารถติดต่อไปทางชมรมได้โดยตรง ขอเพียงแค่มีความตั้งใจในการฝึกฝน และมีอายุมากกว่า 12 ปี เพราะทางชมรมเปิดสอนให้ฟรีตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้นพร้อมกับอุปกรณ์ให้ทดลองเรียนด้วย

ที่อยู่   |    สนามยิงธนูการกีฬาแห่งประเทศไทย สนามกีฬาหัวหมาก
เวลาทำการ  |   ทุกวันอาทิตย์ 09.00 – 13.00 น.
Facebook   |    Siam Kyudo Kai
เว็บไซต์   |    www.siamkyudokai.com

นัดเพื่อนไปสังสรรค์ที่ร้านคาราโอเกะสไตล์ญี่ปุ่นที่ Woodball

ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town ย่านญี่ปุ่น กรุงเทพ, คาเฟ่ สุขุมวิท, ร้านออนเซ็น สุขุมวิท,Japanese town

ลองร้องคาราโอเกะเพลงไทยเพลงฝรั่งมามากแล้ว ลองมาสัมผัสคาราโอเกะแบบญี่ปุ่นกันมั้ย ร้านคาราโอเกะ Woodball ในย่านพร้อมพงษ์ น่าจะทำให้การแฮงเอาต์ของทุกคนเต็มไปด้วยสีสันจนลืมเวลาไปเลย

บรรยากาศร้านที่โอบล้อมด้วยแสงไฟนีออนสีน้ำเงินแซมม่วงและเพลงที่คลอเบาๆ ไปจนถึงการตกแต่งเคาน์เตอร์ที่มีทั้งเหล้า วิสกี้ และวอดก้า ที่มีกลิ่นอายแบบบาร์ญี่ปุ่น ทำให้อินได้อย่างง่ายดาย ซิกเนเจอร์ของที่นี่คือความเป็นคาราโอเกะกึ่งบาร์ที่มีทั้งหมด 2 ชั้น

ใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัว อยากสนุกกับแก๊งเพื่อนสนิทพื้นที่ชั้นสองก็ร้องเพลงดังๆ ได้โดยไม่ต้องอายใคร ส่วนชั้นล่างเป็นบาร์ เหมาะสำหรับใครที่อยากร้องเพลงฉายเดี่ยวหรือพบปะเพื่อนใหม่ที่มาดื่มก็สนุกได้ไม่แพ้กัน

ความพิเศษของที่นี่คือเครื่องคาราโอเกะนำเข้าจากญี่ปุ่นที่บรรจุเพลงนับไม่ถ้วนทั้งภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลี และอังกฤษ อาทิ อิโตะ มิกาซึกิ แถมอัพเดตเทรนด์เพลงเรื่อยๆ ทุกเดือน เรียกได้ว่ากดเลือกเพลงอะไรก็ได้ดั่งใจ

  ส่วนที่พลาดไม่ได้สำหรับความสนุกอีกหนึ่งรูปแบบ คือการสั่นริงเกอเบล เอกลักษณ์ความสนุกอีกอย่างหนึ่งของร้าน Woodball ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีลูกค้าคนใดคนหนึ่งในร้านอยากเลี้ยงเครื่องดื่มให้กับสตาฟฟ์ในร้านทุกคน ซึ่งบางคนก็ใจป้ำเลี้ยงลูกค้าภายในร้านด้วยเช่นกัน ใครที่กำลังหาร้านที่สนุกแถมเป็นกันเอง ปักหมุดมาร้านนี้ได้เลยรับรองไม่ผิดหวังจนอยากมาซ้ำอีกสักรอบ

ที่อยู่   |   สุขุมวิท 33/1 (สามารถเดินทางมาลง BTS พร้อมพงษ์)
เวลาทำการ   |  ทุกวัน 18.00 – 02.00 น.
โทร   |   026620417
Facebook   |   karaokebarwoodball

Writers

อุษา แม้นศิริ

นักศึกษาอาร์ตสายกราฟิก แต่สนใจอยากทำงานเขียน ชอบที่จะไปงานคอนเสิร์ตไม่ว่าจะไทยหรือต่างประเทศ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือดนตรี สีฟ้า และชาเขียว

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ณัฐสุชา เลิศวัฒนนนท์

เรียนวารสาร เที่ยวไปถ่ายรูปไปคืองานอดิเรก และหลงใหลช่วงเวลา Magic Hour ของทุกๆวัน

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

ถ้าตั้งโจทย์ให้เราชาวไทยนึกชื่อเมืองหรือรัฐในมาเลเซียมาชื่อสักหนึ่ง ‘ปีนัง (Penang)’ คงมาแรงติดอันดับ 1 หรือ 2 ของยอดรวมคำตอบ

คงเป็นด้วยประเทศของเราผูกพันกับปีนังมายาวนาน ไม่ใช่แค่เพราะอยู่ใกล้พรมแดนไทยจนนักท่องเที่ยวบ้านเราชอบจับรถข้ามด่านจากสงขลาไปเริงร่าบนเกาะปีนังเป็นอาจิณ หากแต่เกาะเล็ก ๆ ในแหลมมลายูแห่งนี้ยังเคยเป็นดินแดนของสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เกาะนี้จึงมีชื่อเป็นไทยว่า ‘เกาะหมาก’ ซึ่งแปลมาจากชื่อ ‘ปูเลาปีนัง (Pulau Pinang)’ ในภาษามลายูอีกด้วย

อดีตเกาะกลางทะเลอันดามันที่รกเรื้อด้วยต้นหมาก ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เมื่ออังกฤษเลือกเช่าเกาะนี้ไว้เป็นเมืองท่าเสรีใน ค.ศ. 1786 เกาะปีนังเริ่มขยายตัวเป็นเมืองท่าชั้นเอกที่พร้อมอ้าแขนรับการมาเยือนของอาคันตุกะจากแดนไกล ผู้คนหลากเชื้อชาติทั้งจีน มลายู อินเดีย ตะวันตก ฯลฯ ดั้นด้นมาสร้างชีวิตใหม่โดยไม่ทิ้งรากเหง้าเดิมของตน ส่งผลให้ปีนังเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมหม้อใหญ่ ซึ่งควบรวมคนต่างศาสนา ต่างชาติพันธุ์ ต่างวิถีชีวิต มาอาศัยอยู่ร่วมกัน

เห็นได้จากวัดวาอารามทั้ง 10 แห่งที่เลือกสรรมาทั้งความงาม ความเก่า และความขลัง ทั้งยังช่วยฉายภาพให้เห็นมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของรัฐปีนังได้เป็นอย่างดี

01

Kek Lok Si Temple

วัดพุทธใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

Kek Lok Si Temple วัดพุทธใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

ท่ามกลางหุบเขาอันสลับซับซ้อนของเขตอาเยอร์อีตัม (Ayer Itam) บนเกาะปีนัง ยังมีอารามใหญ่ในพุทธศาสนาอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งนำพาผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละหลายหมื่นคน

ประวัติของวัดใหญ่แห่งนี้ย้อนกลับไปได้ถึงปลายศตวรรษที่ 19 สมัยที่ พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยน ภิกษุจากมณฑลฮกเกี้ยนเดินทางมาจำพรรษาที่ปีนัง ท่านค้นพบเขาลูกหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายนกกระเรียนกำลังกางปีก ทำเลดีตามหลักฮวงจุ้ย จึงตัดสินใจสร้างวัดขึ้นบนเขาลูกนี้ พร้อมทั้งให้ชื่อเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า ‘เก๊กลกซี (Kek Lok Si)’ แปลว่า วัดแห่งแดนสุขาวดีพุทธเกษตร

การก่อสร้างเริ่มต้นใน ค.ศ. 1891 สิ้นสุดเมื่อ ค.ศ. 1905 เพียง 1 ปีก่อนที่พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยนจะมรณภาพ ในสมัยของเจ้าอาวาสรูปที่สอง ทางวัดได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ คือ ‘เจดีย์หมื่นพุทธ’ ที่สูงถึง 100 ฟุต มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คือส่วนล่างสร้างด้วยศิลปะจีน ส่วนกลางเป็นศิลปะไทย และส่วนยอดเป็นศิลปะพม่า เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพุทธศาสนาซึ่งไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือนิกายของผู้นับถือ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ด้วยเนื้อที่รวมทั้งสิ้นกว่า 30 เอเคอร์ ทำให้วัดเก๊กลกซีรั้งตำแหน่งวัดในพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียอย่างไร้คู่ท้าชิง นอกเหนือจากเจดีย์หมื่นพุทธอันโอฬาร ที่นี่ยังเนืองนองไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามอีกหลายหลัง ไม่ว่าจะเป็นหอพระโพธิสัตว์ หอเทวะ รวมถึงหอเก็บพระไตรปิฎก อันเป็นที่เก็บรักษาพุทธศิลป์ทั้งพระพุทธรูป จิตรกรรม งานแกะสลัก อื่น ๆ อีกมากมายสุดจะคณานับได้

จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่วัดเก๊กลกซีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับแรก ๆ ที่ผู้คนปักหมุดในใจเมื่อไปเยือนปีนัง ว่ากันว่างานฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนังก็จัดขึ้นที่วัดนี้ โดยทางวัดจะประดับโคมไฟนับพันดวงตลอดทุกค่ำคืนช่วงเทศกาล

ที่ตั้ง : Kek Lok Si Temple, 11500 Ayer Itam, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

02

Goddess of Mercy Temple

ศาลเจ้าแห่งแรกในปีนัง

รัฐปีนังเป็นรัฐเดียวในมาเลเซียที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน ศาลเจ้าและวัดจีนที่นี่เลยมีมากกว่าศาสนสถานของคนเชื้อชาติศาสนาอื่น แต่ในบรรดาศาลเจ้าที่มีเยอะเป็นพะเรอเกวียนนั้น ยากจะหาศาลใดที่มีอายุอานามเทียบเคียงวัดแม่กวนอิมริมถนน Jalan Masjid Kapitan Keling ได้

ศาลเจ้าแม่กวนอิม หรือ ‘กวนยินเต้ง (Kuan Yin Teng)’ ในภาษาจีนฮกเกี้ยนสำเนียงปีนัง คือศาลเจ้าจีนที่เก่าที่สุดในปีนังเท่าที่มีการบันทึกไว้ ป้ายจารึกในศาลได้ระบุปีสร้างไว้ที่ ค.ศ. 1800 มีผู้สร้างเป็นชาวจีนกวางตุ้งและฮกเกี้ยนที่พำนักอยู่ปะปนกันในย่านนี้ เป็นเหตุให้ศาลนี้มีอีกชื่อว่า ‘กองฮกเกียง (Kong Hock Keong)’ หมายถึงศาลเจ้าของชาวกวางตุ้งและฮกเกี้ยน

Goddess of Mercy Temple ศาลเจ้าแห่งแรกในปีนัง

ร่ำลือกันว่าในอดีตเทพเจ้าที่เป็นประธานในศาลนี้คือ ‘เจ้าแม่มาจู่’ เทพีแห่งท้องทะเลผู้คุ้มครองชาวประมงและนักเดินเรือ แต่หลังการบูรณะครั้งหนึ่ง ชาวบ้านได้เปลี่ยนเทพประธานในศาลเป็นเจ้าแม่กวนอิมหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้เปี่ยมเมตตาแทน

ไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมกันเสร็จแล้ว อย่าลืมสำรวจศาลให้ทั่ว เพราะที่นี่ยังมีทวยเทพให้กราบไหว้อีกมาก อาทิ เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าที่ตั่วแป๊ะกง และอีกหลายองค์ทั้งในคติพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า ความศรัทธาที่มหาชนมีต่อศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้วัดได้จากธูปมังกรดอกยักษ์ที่มักถูกจุดจนควันโขมงทั้งวัน คนมาทำบุญเนืองแน่น ตลอดจนผู้ยากไร้ตั้งแถวรอรับทานจนเป็นภาพจำของที่นี่

ที่ตั้ง : 30 Jalan Masjid Kapitan Keling, 10200 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 18.00 น.

03

Khoo Kongsi

ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลคู

Khoo Kongsi ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลคู

กงสี’ ในความรู้สึกของคนไทยสมัยนี้อาจหมายความแค่ธุรกิจครอบครัวจีน

ทว่ากงสีในความหมายของมาเลเซียและสิงคโปร์คือบริษัทกึ่งสมาคมที่เกื้อกูลคนในวงศ์ตระกูลเดียวกัน ให้ลองภาพชาวจีนพลัดถิ่นจากแผ่นดินใหญ่ เมื่ออพยพมายังแดนโพ้นทะเลที่ห่างไกล ก็จำต้องมุ่งหน้าหาสมาคมตระกูลตนเองเพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่ง

สกุลคู (Khoo Clan) ถือเป็น 1 ใน 5 แซ่ที่เรืองอิทธิพลอำนาจที่สุดในปีนังยุคอาณานิคม แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ กงสีของพวกเขาได้ชื่อว่าใหญ่โตและวิจิตรพิสดารที่สุดในประเทศ

ตำนานขานไขว่าผู้สถาปนาคูกงสีในปีนังได้สร้างอาคารกงสีหลังแรกของพวกตนใน ค.ศ. 1851 ด้วยรูปแบบทางศิลปะที่งามอย่างหาใดเปรียบ แต่แล้วอาคารหลังนั้นก็ถูกฟ้าผ่าจนไม่เหลือชิ้นดีในอีก 50 ปีให้หลัง ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นเพราะอาคารหลังนั้นสร้างออกมางามเทียมหน้าพระราชวัง สวรรค์จึงลงโทษค่าที่ไม่เจียมฐานะ ชาวสมาชิกคูกงสีจึงสร้างอาคารหลังใหม่ให้ลดระดับความอลังการลงมา

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

พึงระลึกว่ากงสีประจำตระกูลคูที่เห็นอยู่ในวันนี้คือหลังที่ถูกลดราความวิจิตรลงแล้ว หากเป็นหลังแรกที่มอดไหม้ไปจะสวยกว่านี้สักเพียงไหน

หอบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ดูเด่นด้วยเครื่องยอดหลังคาประดับกระเบื้องเคลือบและคานไม้ที่ล้วนสลักเสลาอย่างละเอียดลออด้วยน้ำมือช่างระดับปรมาจารย์จากเมืองจีน ภายในตั้งบูชาเทวทูตสวรรค์ ‘อ๋องซุ้นไต่ส่าย’ ซึ่งชาวจีนแคะแซ่คูในมณฑลฮกเกี้ยนนับถือเป็นเจ้าประจำตระกูล ป้ายวิญญาณของบรรพชนชาวสมาชิกกงสีผู้ล่วงลับก็จัดเรียงไว้ในอาคารหลังนี้เช่นเดียวกัน

ปัจจุบันอาคารคูกงสีเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ใต้ส่วนที่เป็นศาลเจ้าจัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าความเป็นมาของตระกูลรวมถึงงานศิลปะภายในตัวอาคารอย่างหมดเปลือก

ที่ตั้ง : 18 Cannon Square, 10200 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 10 ริงกิต, เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 1 ริงกิต, เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่คิดค่าเข้าชม

04

Choo Chay Keong Temple

ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลยับ

Choo Chay Keong Temple ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลยับ

เทียบจากขนาดและสมาชิก กงสีของตระกูลยับ (Yap Kongsi) อาจดูต่ำต้อยเมื่อเทียบกับกงสีของตระกูลอื่นในปีนัง หากความงามทางศิลปกรรมที่ไม่ด้อยกว่าที่อื่น ประกอบกับทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าจอร์จทาวน์อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ก็ช่วยเพิ่มความน่าเยี่ยมยลให้ที่นี่อีกเป็นกอง

แซ่ ‘ยับ (Yap)’ เป็นภาษาจีนแคะ เรียกเป็นภาษาจีนกลางว่า ‘เย่ (Ye)’ สำเนียงที่ใช้ออกชื่อบอกให้รู้ได้ว่า สมาชิกตลอดจนผู้ก่อตั้งกงสีนี้โดยมากเป็นชาวจีนแคะจากมณฑลฮกเกี้ยน อย่างไรเสีย กงสีสกุลยับก็เปิดรับพี่น้องร่วมแซ่ชาวแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และไหหลำ ให้เข้ามาเป็นสมาชิกได้โดยไม่เกี่ยงงอน

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ติดกับอาคารที่ทำการของยับกงสี คือศาลเจ้าจู่เจเกียง (Chu Chae Keong Temple) ภายในบูชาเทพเจ้าประจำตระกูลยับ นามว่า ‘หุ่ยเต๊กจุนอ๋อง’ ตัวศาลได้รับการบูรณะให้สวยงามในทศวรรษ 1990 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เสาและผนังอาคารหินอ่อนที่สลักลายมังกรพันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ที่ตั้ง : 71 Lebuh Armenian, 10300 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

05

Sri Mahamariamman Temple

วัดแขกเมืองจอร์จทาวน์

Sri Mahamariamman Temple วัดแขกเมืองจอร์จทาวน์

ตอนใต้ของย่านเมืองเก่าจอร์จทาวน์เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอินเดียซึ่งมีประวัติยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในมาเลเซีย เป็นที่รู้จักในระดับสากลว่า ‘ลิตเติลอินเดีย (Little India)’ ชาวบ้านร้านถิ่นในย่านนี้เป็นชาวทมิฬ (Tamils) ย้ายถิ่นมาจากรัฐที่อยู่ใต้สุดของอินเดียรวมไปถึงศรีลังกาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศหอมอวล สีสันสดสวยของแพรพรรณส่าหรี สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งบอกเล่าความเก่าแก่ของชุมชนอินเดียได้ดีที่สุดคงเป็น วัดศรีมหามารีอัมมัน (Sri Mahamariamman) เทวสถานฮินดูนิกายศักติ ได้รับการขนานนามว่าเป็นวัดฮินดูแห่งแรกในปีนัง

ผู้ใดเคยเห็นชื่อภาษาอังกฤษของวัดพระศรีมหาอุมาเทวีที่ถนนสีลม คงพลอยสะดุดตากับชื่อวัดนี้ที่เหมือนกันทุกตัวอักษร นั่นเพราะทั้งสองวัดสร้างอุทิศแด่พระแม่มารีอัมมัน (Mariamman) เทวีแห่งฝนผู้ทรงขจัดปัดเป่าโรคฝีดาษ เป็นเทพท้องถิ่นที่ชาวทมิฬอินเดียใต้เชื่อว่าเป็นปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวี

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

แรกเริ่มวัดนี้เคยเป็นเพียงศาลบูชาขนาดเล็ก ไม่มีประวัติว่าสร้างโดยใครและเมื่อใด แต่น่าจะมีการทำพิธีบูชามาตั้งแต่ ค.ศ. 1801 เป็นอย่างช้า มาขยายเป็นวัดใหญ่โตเมื่อ ค.ศ. 1833 และที่มีสภาพเช่นปัจจุบันนี้ เป็นผลมาจากการบูรณะครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1933 อันเป็นปีที่วัดมีอายุครบศตวรรษ

เช่นเดียวกับ ‘วัดแขกสีลม’ ในกรุงเทพฯ วัดศรีมหามารีอัมมันแห่งนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยศิลปกรรมของชนชาติทมิฬในอินเดียใต้ มีจุดสังเกตอยู่ที่ ‘โคปุระ’ หรือซุ้มประตูทางเข้าออก และ ‘วิมาน’ คือยอดอาคารที่ประดิษฐานเทวรูปชั้นใน ทำเป็นทรงสูงชะลูด ลงสีสันสดใส ประดับประดาด้วยรูปเทพเจ้า อสูร สิงสาราสัตว์

วัดศรีมหามารีอัมมันยังรักษาขนบธรรมเนียมเดิมของวัดฮินดูอยู่ คือจะเปิดประตูแค่ช่วงทำพิธีภาคเช้าและเย็น ทุกครั้งที่วัดเปิดจะมีชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียมาสักการะบวงสรวงจนแน่นขนัดราวกับมีงานประจำปี คนต่างศาสนาสามารถเข้าร่วมพิธีและเยี่ยมชมวัดได้ แต่พึงสำรวมกิริยาและงดถ่ายภาพภายในวัด

ที่ตั้ง : Lebuh Queen, 10450 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.30 – 12.00 น. และ 16.30 – 21.00 น.

06

Wat Chaiyamangalaram

วัดไทยที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

Wat Chaiyamangalaram วัดไทยที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

ตระเวนเที่ยววัดในศาสนาวัฒนธรรมอื่นมาหลายที่ ต่อมความคิดถึงบ้านในตัวชักจะกำเริบ เลยอยากนำท่านผู้อ่านที่รัก มาแวะพักกายใจในวัดที่ให้ความรู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ มากที่สุด

ความที่ ‘เกาะปีนัง’ หรือ ‘เกาะหมาก’ เคยเป็นของสยามมาก่อน จึงมีชาวสยามอาศัยอยู่ไม่น้อย แม้ในวันที่ปีนังถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ใต้ธงยูเนียนแจ็กของจักรวรรดิอังกฤษ พี่น้องชาวสยามที่ภาษามลายูให้นามว่า ‘โอรัง เซียม (Orang Siam)’ ก็ยังอยู่ที่นั่น สืบสานวิถีความเป็นอยู่อย่างชาวไทยพุทธสืบมาจนวันนี้

ย้อนไปใน ค.ศ. 1795 ที่อังกฤษเพิ่งครอบครองปีนังได้ไม่นาน มีรายงานว่าบนเกาะมีชาวสยามที่นับถือพุทธอยู่ถึง 40,000 ชีวิต เพื่อรอมชอมกับอาณาจักรรัตนโกสินทร์ที่เคยปกครองปีนังและคนเหล่านี้มาก่อน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งอังกฤษ จึงพระราชทานที่ดินให้ชาวสยามตั้งชุมชนอยู่

วัดไชยมังคลารามสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2388 ตรงกับช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้การนำของพระสงฆ์นามว่า พ่อท่านกรวด มีรูปหล่อปิดทองของท่านอยู่หน้าพระอุโบสถ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ความน่าตื่นตาของวัดนี้อยู่ที่วิหารพระนอนซึ่งปากทางเข้าเรียงรายด้วยประติมากรรมไทย เริ่มด้วยพญานาคเจ็ดเศียร กินนร มังกร ยักษ์เฝ้าประตู ดุจดังเฝ้าอารักขาพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ จากยอดพระเศียรถึงพระบาทวัดความยาวได้ 33 เมตร ได้รับการถวายพระนามว่า ‘พระพุทธชัยมังคลาราม’ โดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อคราวเสด็จประพาสปีนังเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2505

เมื่อก่อนพระพุทธรูปองค์นี้เคยเป็นพระพุทธรูปไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ทว่าภายหลังเมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาว 40 เมตรที่รัฐกลันตัน พระพุทธชัยมังคลารามจึงตกอันดับไป

ถ้าไม่นับชาวสยามหรือชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยที่เป็นผู้สร้างวัดแล้ว วัดไทยแห่งนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูโดยชาวพม่า ชาวจีน รวมถึงชาวอินเดียผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย เหตุนี้วัดไชยมังคลารามจึงคับคั่งด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ไม่ใช่แค่ชาวสยามในปีนังเท่านั้น

ที่ตั้ง : 17 Lorong Burma, 10250 Georgetown, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 17.30 น.

07

Dhammikarama Burmese Temple

วัดพม่าหนึ่งเดียวในปีนัง

Dhammikarama Burmese Temple วัดพม่าหนึ่งเดียวในปีนัง

ไทยกับเมียนมาอยู่ติดกันฉันใด วัดไทยกับวัดพม่าในปีนังก็อยู่ใกล้กันฉันนั้น เพียงเดินข้ามถนนที่อยู่หน้าวัดไชยมังคลารามของชาวสยามไปไม่กี่ก้าว ก็จะพบวัดธัมมิการามของชาวพม่าตั้งเด่นอยู่ในสายตา

จุดกำเนิดของวัดธัมมิการามสืบไปได้ถึง ค.ศ. 1803 นำมาซึ่งสถิติต่าง ๆ มากมาย อาทิ วัดพม่าที่เก่าที่สุดในมาเลเซีย วัดพม่าแห่งเดียวในรัฐปีนัง และวัดพุทธที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของที่นี่

แม้จะตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดไทยที่สร้างขึ้นภายหลัง หากทว่าศิลปะการตกแต่งของวัดทั้งสองแห่งชี้ชัดอยู่ในตัว โดยศิลปะภายในวัดธัมมิการาม ทั้งตัวสถาปัตย์ จิตรกรรมฝาผนัง พุทธศิลป์บนองค์พระพุทธรูป จะแบบพม่าแท้ ๆ มีสิงห์เฝ้าขนาบข้างประตูวิหารสำคัญ รูปเคารพภิกษุณีคนสำคัญซึ่งไม่ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมไทย ตลอดจนสัตว์ในตำนานอย่าง ‘พญาลวง’ ที่ดูคล้ายคชสีห์ หากมีปีกและขา 4 ข้าง

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

จุดเด่นที่น่าไปชมของวัดนี้มีอยู่ด้วยกันหลายที่ เป็นต้นว่าสถูปเก่าแก่อายุกว่า 2 ศตวรรษตั้งเคียงข้างหอระฆังทองคำที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อ ค.ศ. 2011 วิหารพระอุปคุตที่อยู่กลางน้ำ ภาพนูนสูงเล่าพุทธประวัติตอนเจ้าชายสิทธัตถะออกบรรพชา พระพุทธรูปปางประทานพรยืนองค์โตในพระวิหารใหญ่ ล้อมรอบด้วยผนังแกะสลักพระพุทธรูปองค์เล็กจนลายพร้อยไม่เหลือที่ว่าง หรือหากจะเดินชมภาพพุทธประวัติตั้งแต่ก่อนประสูติจนกระทั่งปรินิพพานที่วาดรูปผู้คนให้แต่งองค์ทรงเครื่องแบบชาวพม่ารามัญก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่เบาทีเดียว

ที่ตั้ง : 24 Jalan Burma, Pulau Tikus, 10250 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 17.00 น.

08

Snake Temple

ศาลเจ้าจ้อซูก้งที่เต็มไปด้วยอสรพิษ

Snake Temple ศาลเจ้าจ้อซูก้งที่เต็มไปด้วยอสรพิษ

หากคุณรู้ตัวว่าเป็นคนไม่ถูกโรคกับสัตว์ไม่มีขา ลิ้นบิ่น 2 แฉก แนะนำให้เลื่อนผ่านศาลนี้และภาพประกอบด้านล่างไปให้ไวที่สุด ก่อนจะหาว่าไม่เตือน

กลางศตวรรษที่ 19 มีพระภิกษุชาวจีนเดินทางมายังตอนใต้ของเกาะปีนัง ที่นั่นท่านได้สร้างศาลเจ้าเพื่อเซ่นไหว้และรำลึกถึงคุณความดีของ พระอาจารย์เฉ่งจุ้ยจ้อซู (จ้อซูก้ง) พระสงฆ์สมัยราชวงศ์ซ่งที่ชาวมณฑลฮกเกี้ยนเคารพศรัทธากันมาก

เพราะเหตุที่ศาลเจ้าจ้อซูก้งตั้งอยู่ใกล้ป่ารกชัฏ วันดีคืนดีก็มีงูโผล่มาให้เห็น และทวีปริมาณมากขึ้นทุกที ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นเพราะเมตตาของพระอาจารย์จ้อซูก้งที่มีให้เหล่าอสรพิษ เลยชวนกันเลี้ยงดูงูที่เลื้อยลอดเข้ามาเป็นอย่างดี ที่นี่จึงได้รับสมัญญาใหม่ว่า ‘ศาลเจ้างู’ โดยปริยาย

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

เกือบ 200 ปีที่ล่วงมา ศาลเจ้างูได้ให้ที่พักพิงแก่งูหลายชั่วรุ่น งูที่พบที่นี่โดยส่วนใหญ่เป็นงูเขียวตุ๊กแก ซึ่งเป็นสายพันธุ์งูเฉพาะถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชื่อเสียงของงูในศาลนี้ก็เด่นดังถึงขนาดที่งูเขียวตุ๊กแกได้รับฉายาว่า ‘Temple Viper’ ค่าที่พบมากในศาลเจ้านี้ 

นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ ชื่อเสียงอีกด้านที่ลือเลื่องไม่ต่างกันคือเหล่าสัตว์มีพิษที่พบได้ดาษดาทั้งภายในและภายนอกศาล ตามแท่นบูชาและเสาต่าง ๆ มักมีห่วงคล้องให้งูเขียวตุ๊กแกเลื้อย ซึ่งทางศาลยินยอมให้ผู้ไปเยือนเข้าใกล้งูได้ แต่ห้ามทำอันตรายต่องูเป็นอันขาด

อนึ่ง ในบริเวณศาลเจ้ายังมีฟาร์มงูเป็นแหล่งรวบรวมงูกว่า 50 สายพันธุ์อีกด้วย

ที่ตั้ง : Jalan Sultan Azlan Shah, Bayan Lepas Industrial Park, 11900 Bayan Lepas, Pulau Pinang. (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 19.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 5 ริงกิต เด็ก 3 ริงกิต (เฉพาะฟาร์มงู)

09

Hean Boo Thean Temple

ศาลเจ้าแม่กวนอิมคอนกรีตเหนือน้ำทะเล

Hean Boo Thean Temple ศาลเจ้าแม่กวนอิมคอนกรีตเหนือน้ำทะเล

เกาะปีนังยังมีสถานที่น่าพิศวงอีกมากมายจนยากจะสาธยายได้ครบหมด อีกหนึ่งละแวกที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง คือ Jetty หมู่บ้านชาวประมงโบราณนอกชายฝั่งทิศตะวันออก

นานกว่าร้อยปีแล้วที่ชาวจีนฮกเกี้ยนหลากภูมิลำเนาชวนกันมาทำประมง ณ ที่แห่งนี้ แต่ละตระกูลเกาะกลุ่มกันแน่นเหนียว ปลูกเรือนไม้ใกล้ชิดกับคนบ้านเดียวกัน นำไปสู่การจัดตั้งหมู่บ้านประจำแซ่ที่นานวันยิ่งหนาแน่นจนยื่นล้ำลงไปในทะเล แบ่งเป็นหมู่บ้านของคนจีนแซ่ต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 6 หมู่บ้าน

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ศาลเจ้าเฮียนบู๊เตียนตั้งอยู่ริมน้ำบนพื้นที่ถมของหมู่บ้านคนแซ่เอี๋ยว (Yeoh Jetty) สร้างขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1972 เป็นเพียงศาลเล็ก ๆ บนเสาไม้เหนือท้องน้ำ หากเมื่อใดที่น้ำทะเลหนุนสูงก็มักถูกน้ำท่วมขัง เป็นปัญหาเรื้อรังอยู่นานปี ล่วงถึง ค.ศ. 2011 คนในชุมชนจึงดำเนินการสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ และต่อขยายพื้นคอนกรีตที่ทนทานด้วยทุนทรัพย์กว่า 1.5 ล้านริงกิต

เทพเจ้าผู้เป็นประธานในศาลคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมตามความเชื่อของชาวจีน ซึ่งมองเห็นได้ตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าวิหารกลาง ด้านในเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าจีนหลายสิบองค์ซึ่งจัดวางลดหลั่นกันตามยศถาบรรดาศักดิ์ ตัวอย่างเช่น พระจี้กง เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่ (เจ้าพ่อเสือ) ไต่เสี่ยหุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย) และตั่วแป๊ะกง (เจ้าที่) เป็นต้น

ที่ตั้ง : 52 Weld Quay, 10300 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 18.00 น.

10

Butterworth Nine Emperor Gods Temple

ศาลดาวนวจักรพรรดิแห่งบัตเตอร์เวิร์ธ

ศาลดาวนวจักรพรรดิแห่งบัตเตอร์เวิร์ธ Butterworth Nine Emperor Gods Temple

รัฐปีนังในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เกาะปีนัง หากยังกินพื้นที่ไปถึงฝั่งแผ่นดินตรงข้ามกันด้วย

ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเดินทางมาถึงเขตบัตเตอร์เวิร์ธ (Butterworth) บนฝั่งแผ่นดินเพียงเพื่อขึ้นเรือข้ามฟากไปฝั่งเกาะเท่านั้น ทว่าในรอบ 20 ปีหลัง บัตเตอร์เวิร์ธไม่ได้เป็นแค่ทางผ่านอีกต่อไป เนื่องจากผู้คนมากหน้าหลายตาได้ปักหมุดไปยัง ‘Butterworth Nine Emperor Gods Temple’

‘Nine Emperor Gods’ ที่ภาษาฮกเกี้ยนนิยมเรียกว่า ‘กิ้วอ๋องเอี๋ย’ หรือ ‘กิ้วอ๋องไต่เต่’ คือเทพเจ้า 9 องค์ซึ่งเป็นตัวแทนของดาว 9 ดวงในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ ชาวจีนบางถิ่นเชื่อกันว่าทั้ง 9 พระองค์จะเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ต้นเดือน 9 ของทุกปี เกิดเป็นประเพณีถือศีลกินเจเดือน 9 อันลือชื่อ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ในขณะที่ภาษาสากลนิยมเรียกศาลเจ้าแห่งนี้ด้วยชื่อดาวจักรพรรดิ 9 องค์ คนท้องถิ่นกลับนิยมเรียกที่นี่ว่า เต้าโบ้เก้ง (Tow Boo Kong) อันสื่อถึงพระแม่แห่งดวงดาวทั้ง 9 ดวงนี้ จะเรียกด้วยชื่อใดก็ตามแต่ เป็นที่รู้กันว่าศาลเจ้านี้เริ่มสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1971 ก่อนจะมีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อต่อเติมเรื่อย ๆ กระทั่งแล้วเสร็จในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 2000 ด้วยทุนทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 7 ล้านริงกิตในสมัยนั้น

ทุก ๆ ครั้งที่เดือน 9 ในปฏิทินจีนเวียนมาบรรจบ ศาลเจ้าซึ่งขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดบนฝั่งแผ่นดินรัฐปีนังจะแลลานไปด้วยคลื่นมหาชนในชุดสีขาวที่ตบเท้าเข้ามาประกอบพิธีถือศีลกินผักกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน สร้างบรรยากาศแก่บัตเตอร์เวิร์ธให้มีชีวิตชีวาไม่น้อยหน้าฝั่งเกาะ

ที่ตั้ง : 894-896, MK14, Jalan Raja Uda, 12300 Butterworth, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 22.00 น.

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load