“ตอนแรกเราเข้าใจว่าเราไม่มีวัฒนธรรม เพราะเราไม่ใช่เมืองหลวง ไม่เคยเป็นราชธานี แต่ในช่วงหลายปีมานี้มันมีกระแสหวนหาอดีต ภูเก็ตเป็นเมืองแรกๆ ที่หันกลับไปมองว่าตึกรามบ้านช่อง อาหาร และสิ่งที่เรามีอยู่แล้วนั่นแหละคือวัฒนธรรมของเรา จริงๆ ภูเก็ตแตกต่างจังหวัดอื่นโดยสิ้นเชิง อาหารก็คล้ายทางปีนัง กระเถิบไปอีกสองสามจังหวัดเราจะไม่ค่อยเจออะไรแบบนี้แล้ว

“ถึงภูเก็ตอ่อนแอเรื่องศิลปะ เราไม่มี art college ไม่มีหอศิลป์ แต่ความแข็งแรงของวัฒนธรรมภูเก็ตสะท้อนผ่านอาหารการกิน”

ตี่-วีระชัย ปรานวีระไพบูลย์ สถาปนิก นักธุรกิจ และสมาชิกกลุ่ม So Phuket อธิบายไอเดียเบื้องหลังโครงการ F. A.T. Phuket (Food Art Old Town) ที่แต่งเติมผนังย่านเมืองเก่าด้วยกราฟฟิตี้สีสันสดใส ในปี 2015 ภูเก็ตเพิ่งได้รับการจัดอันดับว่าเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร หรือ Creative City of Gastronomy จากยูเนสโก ชาว So Phuket เลยจับจุดแข็งเรื่องการกินที่ผูกพันกับวิถีคนภูเก็ต 12 หมวดมาเป็นโจทย์ให้ศิลปินเพ้นต์กำแพงเป็นอาหารตา ลวดลายมีชีวิตชีวาบอกใบ้อาหารจานเด็ด 88 รายการให้ผู้คนแกะรอยความอร่อยของไข่มุกอันดามัน

ไปภูเก็ตครั้งหน้า อย่ามองหาภาพสตรีทอาร์ตเพียงอย่างเดียว เรารวมเมนูห้ามพลาดจากแต่ละหมวดมาไว้ที่นี่แล้ว

1.เจอเต่าแดง กินเต่าแดง

ณ ปากซอยรมณีย์ ถนนถลาง น้องมาร์ดี เด็ก 3 ตาของ Alex Face กลายร่างเป็นเต่าแดงตัวใหญ่ ที่แขนขาเขียนว่าแก้ว แหวน เงิน ทอง พร้อมหางลายสมหวัง ภาพนี้มาจากความเชื่อเรื่องเทศกาลพ้อต่อหรือ Hungry Ghost Festival ที่วิญญาณคนตายจะออกมาเที่ยวบนโลกมนุษย์ ชาวบ้านจะแขวนโคมเพื่อนำทางดวงวิญญาณ และตั้งโต๊ะเซ่นอาหารเซ่นไหว้พร้อมขนมอังกู๊โก้ย หรือขนมเต่าทาสีแดง ในช่วงเทศกาลเดือน 7 ตามปฏิทินจีน ช่วงนั้นจะหาเต่าตัวใหญ่ทานได้ฟรี แต่ถ้าอยากลองชิมเต่าแดงเพื่อสิริมงคลนอกเทศกาล ก็หาซื้อขนมถั่วเขียวรูปเต่าตัวเล็กๆ รสหวานนุ่มนวลได้ในตลาดเช้าตลอดทั้งปี แนะนำว่าควรตื่นเช้าไปลอง เพราะในตลาดยังมีของกินสนุกๆ อีกเพียบ

2. ชมนก กินนก

รักกิจ ควรหาเวช ศิลปินสไตล์ Geometric ซ่อนสีสันและรูปทรงของขนมเด็ก 12 อย่างไว้ในภาพนกตัวใหญ่ที่ถนนถลาง ขนมที่กินหลังเลิกเรียนและขนมโบราณต่างๆ ของภูเก็ตเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำวัยเด็ก เช่น ก้องทึ๋ง (ขนมตุ๊บตั๊บ) ซิต่าวซ้อ (ขนมหน้าแตก) ขนมปลา ของอร่อยเหล่านี้ส่วนใหญ่หาซื้อได้ที่ร้านอาตั๊กแก ถนนดีบุก หรือร้านเค่งติ๊น ย่านบางเหนียว เราขอแนะนำขนมนก ขนมปังกรอบรูปนกจากร้านเค่งติ๊น วิธีกินให้อร่อยต้องจับนกจุ่มในช็อกโกแลตร้อนก่อนส่งเข้าปาก รสหวานมันกับความกรอบจะกลมกล่อมเข้ากันดีเป็นที่สุด

3. กินเจสู้เสือ

อีกภาพของรักกิจอยู่ที่หน้าโรงแรมสินทวี ถนนพังงา เป็นภาพหน้าเสือขนาดใหญ่ สีสันของพยัคฆ์สุดเท่นี้มาจากเทศกาลกินเจอันโด่งดังของภูเก็ต ในภาพซ่อนตะเกียง ประทัด กล่องไม้ขีด และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถือศีลกินผัก ใครอยากทานอาหารมังสวิรัติ แนะนำให้ไปถนนระนองที่มีร้านอาหารเจเรียงราย ขอแนะนำผัดหมี่เจร้านเจี๊ยะฉ่าย รสชาติดีและราคาเป็นมิตร หรือจะลองเมนูอื่นๆ เช่น จับฉ่าย หรืออาจาด (ยำแตงกวาใส่เห็ดหูหนูกับผงกะหรี่) ก็ดีงามไม่แพ้กัน ที่สำคัญควรไปถนนระนองช่วงเช้าหรือกลางวันเพราะอาหารหมดเร็ว

4. เดินตลาดเช้า เข้าร้านเสี่ยวโบ๋ย

ตลาดดาวทาวน์มีทั้งของสด อาหาร และสิ่งของต่างๆ ขายจนคึกคักตลอดวัน ลองเลี้ยวเข้าไปถามหาภาพเด็กเข็นรถเข็น ทุกคนจะชี้ไปที่กำแพงรูปน้องมาร์ดีสวมชุดย่าหยาสีชมพู สะท้อนวิถีตลาดเช้าหรือบ่านซ้านของเมืองตื่นเช้า งานนี้จะเลือกกินข้าวต้มฮกเกี้ยน โรตีแกง หรือข้าวยำ ก็เหมาะสมตามธรรมเนียม แต่เราเลือกพุ่งไปร้านจ่วนเฮี้ยง ร้านเก่าแก่ที่ขายเสี่ยวโบ๋ยหรือติ่มซำมาเกือบร้อยปี ทีเด็ดอยู่ตรงขนมจีบ ฮะเก๋าร้อนๆ หอมนุ่ม และน้ำจิ้มปรุงเองที่นัวอร่อยเหนือจิ๊กโฉ่วธรรมดา มี 2 สาขาที่ถนนพูนผลและถนนชนะเจริญ ถ้าอยากกินก็ต้องตื่นเช้าเช่นเคย เพราะร้านจะเปิดแค่ 6 โมงเช้า – 11 โมงเท่านั้น

5. กินเปาะเปี๊ยะยามบ่าย ทักทายฝูงสัตว์

มื้อสำคัญมากของชาวภูเก็ตคือมื้อบ่าย เพราะเป็นเวลาชุมนุมสภากาแฟหรือสภาโกปี๊ เหนือเครื่องดื่มและจานอาหารคาวหวานสารพัดคือบทสนทนากระชับความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโอ้เอ๋ว อาวโป้ ตูโบ้ หรือฉิ้งฉ้างทอด P7 ซ่อนสีและสัญลักษณ์ของมื้อบ่ายในลำตัวฉูดฉาดของเสือตัวนี้ ไปมองหาพี่เสือได้ที่ทางเข้าลานจอดรถโรงแรมสินทวี ถนนพังงา แล้วอย่าลืมไปชิมเปาะเปี๊ยะสด จานฮกเกี้ยนคลาสสิกประจำมื้อบ่ายมารับประทาน เราได้ชิมแป้งนุ่มๆ ไส้มันแกวผัดราสซอสกลมกล่อมนี้หน้าโรงเรียนเทศบาลบ้านบางเหนียว อร่อยประทับใจ แต่สายข่าวแนะนำให้ไปชิมอีกเจ้าที่ตลาดใต้ต้นฉำฉาด้วย เพราะนอกจากปอเปี๊ยะรสชาติเด็ดขาด แถวนั้นยังมีร้านอาหารพื้นเมืองอีกมากมาย

6. ดูนกปิกนิกเล่นน้ำ ตามไปโซ้ยก๋วยเตี๋ยวกุ้ย

เจ้านกตาโตที่จับเชือกตามเต่าลงทะเลเป็นผลงานของ ‘มือบอน’ (ไม่ได้ว่า เขาใช้ฉายานี้จริงๆ) บอกเล่ากิจกรรมเดินเต่าของชาวภูเก็ตบนฝาผนังร้านจี๊ดราดหน้ายอดผัก ซอยโรงแรมเพ้งหมินเก่า ถนนพังงา โดยสมัยก่อนชาวบ้านจะออกไปปิกนิกเล่นน้ำที่ชายหาด เฝ้าดูเต่าวางไข่เวลากลางคืน และบางครั้งก็เก็บไข่เต่ามากินหรือมาขาย สมัยนี้ไม่มีกิจกรรมนี้แล้วเพราะธรรมชาติเปลี่ยนแปลง แต่อาหารห่อไปปิกนิกยังคงอยู่ ไม่ว่าจะผัดไทย หมี่หุ้น หรือก๋วยเตี๋ยวกุ้ย จานเส้นผัดซอสกับถั่วงอกและเต้าหู้ ขอย้ำตรงนี้ว่าต้องไปกินที่ร้านกิมแจ้ ถนนพูนผล ซอย 9 เพราะร้านเก่าแก่นี้นอกจากผัดแบบออริจินัลอร่อย ยังมีจานพลิกแพลงใส่เนื้อสัตว์ และห่อหมกกับเกี้ยนทอดที่อร่อยจนลืมไม่ลงด้วย

7. เปิดครัวบ้านป้า กินปลาทอดเครื่อง

บนผนังตึกร้านซินเซ่งหลอง หัวถนนพังงา มีคุณป้าหน้าตาใจดีนั่งอยู่ที่โต๊ะกับข้าว งานเพนต์แบบ realistic นี้เป็นของ พิชิต ไปแดน สังเกตได้ว่าคุณป้าแต่งตัวแบบย่าหยา สวมเสื้อลูกไม้ติดกระดุมผ่าหน้า นุ่งผ้าปาเต๊ะ และท่าทางจะทำกับข้าวอร่อย ครัวในบ้านของภูเก็ตมีจานเด็ดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหมูฮ้อง หอยพงผัดขิง น้ำชุบคั่ว แกงตูหมี้ แต่งานนี้เราขอแนะนำปลาทอดเครื่องจากร้านข้าวแกงโกฮวดที่ถนนวิชิตสงคราม ดูภายนอกร้านนี้หน้าตาธรรมดา แต่รสชาติแต่ละจานบอกเลยว่าเข้าขั้นจอมยุทธ์ ตักเข้าปากแล้วได้กำซาบความเป็นภูเก็ตอย่างแท้จริง ควรเก็บร้านนี้เป็นมื้อกลางวัน เพราะเขาเปิดแค่ 8 โมง – บ่าย 3 ก่อนสั่งอย่าลืมถามว่าวันนี้ได้วัตถุดิบอะไรมา แล้วเลือกความอร่อยตามหน้างาน

8. เห็นลุงผัดโอต๊าว เลยตามไปกินเจ้าอร่อย

ผลงานอีกภาพของ พิชิต ไปแดน อยู่ข้างๆ คุณป้าในครัวที่ถนนพังงา ภาพคุณลุงผัดโอต๊าวสะท้อนวัฒนธรรมอาหารรถเข็นแผงลอยที่รสเด็ดเทียบชั้นจานเหลา โอต๊าวคือหอยนางรมทอดใส่เผือกที่ใช้แป้งเหนียวนุ่ม คนละสูตรกับหอยทอดภาคกลาง แต่ความดีงามมีมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จานนี้ขอแนะนำร้านรถเข็นหน้าโรงเรียนเทศบาลบ้านบางเหนียว เคี้ยวแล้วมีความสุขจนบรรยายสรรพคุณไม่ถูก

9. เฮงรับตรุษจีน กินขนมฮวดโก้ย

สัตว์สีขาวดำตัวยาวของโลเลบนผนังตึกร้านสินดี ปากซอยโรงแรมเพ้งหมินเก่า ถนนพังงา คือสิงโตเหนียน สัตว์ประหลาดดุร้ายในตำนานของจีนที่กลัวเสียงดัง แสงสว่าง และของสีแดง เทศกาลตรุษจีนจึงต้องติดโคม จุดประทัด ใช้ของสีแดงต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองการปราบปิศาจและต้อนรับปีใหม่ รวมถึงกินของอร่อยประจำตรุษจีน เช่น ลักฉ่าย (ผักแห้ง 6 อย่าง) ขนมเข่ง ขนมรา ขนมท่อนไต้ และขนมฮวดโก้ยหรือขนมถ้วยฟูที่มีความหมายดี เป็นสิริมงคล นอกเทศกาลก็หาซื้อมากินเพิ่มโชคลาภความเฟื่องฟูได้ที่ตลาดเช้า

10. ไหว้เทวดา ตามหาเตเหลี่ยว

ภาพหุ่น 3 ตัวนี้อยู่ตรงทางเข้าศาลเจ้าแสงธรรม ถนนพังงา เป็นฝีมือศิลปินชาวรัสเซีย Ludmila Letnikova เล่าเรื่องหุ่นกาเหล้ที่นิยมเล่นหลังตรุษจีน 9 วัน เพื่อไหว้บูชาเทวดา เป็นมหรสพหุ่นที่มีตัวแสดง 3 ตัว คือ เซ่งกั่งเอี๋ย ผู้รับราชโองการจากสวรรค์ ใบหน้าสีแดง หุ่นจอหงวน หน้าตาหล่อเหลา และฮูหยินส้อหยกหลาน ผู้เป็นตัวแทนร้องเพลงบูชา สิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานนี้คืออาหารเซ่นไหว้เทวดา เช่น อ้อย เจดีย์น้ำตาล ผลไม้ต่างๆ และเตเหลี่ยว หรือที่คนไทยเรียกว่าขนมจันอับ มีทั้งขนมถั่วตัด งาตัด ข้าวพอง ลองซื้อจากร้านเค่งติ๊น หรือร้านขนมพื้นเมืองอื่นๆ แล้วมากินคู่กับชาจีนร้อนๆ รับรองว่าอร่อยเข้ากันแน่นอน 

11. มองบ้านบ้าบ๋า คว้ากะละแมเข้าปาก

ลวดลายแบบชิโน-โปรตุกีสที่ต่อกันเป็นทรงบ้านนี้เป็นผลงานของ BeerPitch บนผนังทางเข้าลานจอดรถโรงแรมสินทวี ถนนพังงา สื่อถึงความสุขและงานวิวาห์แบบบ้าบ๋าที่ใช้ขนมหวาน 12 อย่างในงาน เช่น ขนมเทียน ขนมชั้น ขนมบูหลู และที่ขาดไม่ได้คือกะละแมหรือกันแมเหนียวหนุบหนับ สื่อถึงความรักของหนุ่มสาวที่หวานชื่น แน่นเหนียว ยืนนาน ถ้าอยากให้ความรักแน่นแฟ้นตามความเชื่อ ก็หาซื้อขนมหวานหอมนี้ได้จากร้านอาตั๊กแก ถนนดีบุก และในตลาดเช้า

12. ฉลองการเกิดด้วยอิ่วปึ่ง

ปิดท้ายด้วยเทศกาลการกำเนิดซึ่งเคยเป็นภาพแรกของโครงการ F.A.T. Phuket แต่ปัจจุบันภาพน้องมาร์ดีบนกำแพงธนาคารชาร์เตอร์เก่าหรือพิพิธภัณฑ์เพอรานากันนิทัศน์บนถนนพังงา ถูกลบไปแล้ว หลังชาวเมืองแสดงความเห็นว่าไม่เหมาะสม ในภาพน้องมาร์ดีถือเสี่ยหนาหรือปิ่นโตจีน ตามประเพณีการคลอดลูกของชาวจีนภูเก็ต เมื่อเด็กอายุครบ 1 เดือน พ่อแม่จะทำอิ่วปึ่ง หรือข้าวเหนียวผัดแบบฮกเกี้ยน ใส่กุ้งแห้งฝอย โรยหมูแดง หอมเจียว ห่อใบไผ่ ตบท้ายด้วยไข่ย้อมสีแดง ไปแจกจ่ายให้ญาติพี่น้องเพื่อส่งข่าวการเกิด แล้วคนอื่นๆ จะใส่ข้าวสาร ไข่ดิบ เงินก้นถุงหรือทองใส่เสี่ยหนาคืนให้ครอบครัวที่เพิ่งมีสมาชิกใหม่ ปัจจุบันแม้ไม่ได้ปิ่นโตก็หาอิ่วปึ่งกินได้ในภูเก็ต ทั้งในตลาดเช้าและร้านขนมพื้นเมืองทั่วไป

ภาพ: So Phuket 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

ถ้าตั้งโจทย์ให้เราชาวไทยนึกชื่อเมืองหรือรัฐในมาเลเซียมาชื่อสักหนึ่ง ‘ปีนัง (Penang)’ คงมาแรงติดอันดับ 1 หรือ 2 ของยอดรวมคำตอบ

คงเป็นด้วยประเทศของเราผูกพันกับปีนังมายาวนาน ไม่ใช่แค่เพราะอยู่ใกล้พรมแดนไทยจนนักท่องเที่ยวบ้านเราชอบจับรถข้ามด่านจากสงขลาไปเริงร่าบนเกาะปีนังเป็นอาจิณ หากแต่เกาะเล็ก ๆ ในแหลมมลายูแห่งนี้ยังเคยเป็นดินแดนของสยามในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เกาะนี้จึงมีชื่อเป็นไทยว่า ‘เกาะหมาก’ ซึ่งแปลมาจากชื่อ ‘ปูเลาปีนัง (Pulau Pinang)’ ในภาษามลายูอีกด้วย

อดีตเกาะกลางทะเลอันดามันที่รกเรื้อด้วยต้นหมาก ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เมื่ออังกฤษเลือกเช่าเกาะนี้ไว้เป็นเมืองท่าเสรีใน ค.ศ. 1786 เกาะปีนังเริ่มขยายตัวเป็นเมืองท่าชั้นเอกที่พร้อมอ้าแขนรับการมาเยือนของอาคันตุกะจากแดนไกล ผู้คนหลากเชื้อชาติทั้งจีน มลายู อินเดีย ตะวันตก ฯลฯ ดั้นด้นมาสร้างชีวิตใหม่โดยไม่ทิ้งรากเหง้าเดิมของตน ส่งผลให้ปีนังเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมหม้อใหญ่ ซึ่งควบรวมคนต่างศาสนา ต่างชาติพันธุ์ ต่างวิถีชีวิต มาอาศัยอยู่ร่วมกัน

เห็นได้จากวัดวาอารามทั้ง 10 แห่งที่เลือกสรรมาทั้งความงาม ความเก่า และความขลัง ทั้งยังช่วยฉายภาพให้เห็นมรดกทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของรัฐปีนังได้เป็นอย่างดี

01

Kek Lok Si Temple

วัดพุทธใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

Kek Lok Si Temple วัดพุทธใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย

ท่ามกลางหุบเขาอันสลับซับซ้อนของเขตอาเยอร์อีตัม (Ayer Itam) บนเกาะปีนัง ยังมีอารามใหญ่ในพุทธศาสนาอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งนำพาผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวมาเยือนปีละหลายหมื่นคน

ประวัติของวัดใหญ่แห่งนี้ย้อนกลับไปได้ถึงปลายศตวรรษที่ 19 สมัยที่ พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยน ภิกษุจากมณฑลฮกเกี้ยนเดินทางมาจำพรรษาที่ปีนัง ท่านค้นพบเขาลูกหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายนกกระเรียนกำลังกางปีก ทำเลดีตามหลักฮวงจุ้ย จึงตัดสินใจสร้างวัดขึ้นบนเขาลูกนี้ พร้อมทั้งให้ชื่อเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า ‘เก๊กลกซี (Kek Lok Si)’ แปลว่า วัดแห่งแดนสุขาวดีพุทธเกษตร

การก่อสร้างเริ่มต้นใน ค.ศ. 1891 สิ้นสุดเมื่อ ค.ศ. 1905 เพียง 1 ปีก่อนที่พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยนจะมรณภาพ ในสมัยของเจ้าอาวาสรูปที่สอง ทางวัดได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ คือ ‘เจดีย์หมื่นพุทธ’ ที่สูงถึง 100 ฟุต มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คือส่วนล่างสร้างด้วยศิลปะจีน ส่วนกลางเป็นศิลปะไทย และส่วนยอดเป็นศิลปะพม่า เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพุทธศาสนาซึ่งไม่แบ่งแยกเชื้อชาติหรือนิกายของผู้นับถือ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ด้วยเนื้อที่รวมทั้งสิ้นกว่า 30 เอเคอร์ ทำให้วัดเก๊กลกซีรั้งตำแหน่งวัดในพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซียอย่างไร้คู่ท้าชิง นอกเหนือจากเจดีย์หมื่นพุทธอันโอฬาร ที่นี่ยังเนืองนองไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามอีกหลายหลัง ไม่ว่าจะเป็นหอพระโพธิสัตว์ หอเทวะ รวมถึงหอเก็บพระไตรปิฎก อันเป็นที่เก็บรักษาพุทธศิลป์ทั้งพระพุทธรูป จิตรกรรม งานแกะสลัก อื่น ๆ อีกมากมายสุดจะคณานับได้

จึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่วัดเก๊กลกซีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับแรก ๆ ที่ผู้คนปักหมุดในใจเมื่อไปเยือนปีนัง ว่ากันว่างานฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนังก็จัดขึ้นที่วัดนี้ โดยทางวัดจะประดับโคมไฟนับพันดวงตลอดทุกค่ำคืนช่วงเทศกาล

ที่ตั้ง : Kek Lok Si Temple, 11500 Ayer Itam, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 17.00 น.

02

Goddess of Mercy Temple

ศาลเจ้าแห่งแรกในปีนัง

รัฐปีนังเป็นรัฐเดียวในมาเลเซียที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายจีน ศาลเจ้าและวัดจีนที่นี่เลยมีมากกว่าศาสนสถานของคนเชื้อชาติศาสนาอื่น แต่ในบรรดาศาลเจ้าที่มีเยอะเป็นพะเรอเกวียนนั้น ยากจะหาศาลใดที่มีอายุอานามเทียบเคียงวัดแม่กวนอิมริมถนน Jalan Masjid Kapitan Keling ได้

ศาลเจ้าแม่กวนอิม หรือ ‘กวนยินเต้ง (Kuan Yin Teng)’ ในภาษาจีนฮกเกี้ยนสำเนียงปีนัง คือศาลเจ้าจีนที่เก่าที่สุดในปีนังเท่าที่มีการบันทึกไว้ ป้ายจารึกในศาลได้ระบุปีสร้างไว้ที่ ค.ศ. 1800 มีผู้สร้างเป็นชาวจีนกวางตุ้งและฮกเกี้ยนที่พำนักอยู่ปะปนกันในย่านนี้ เป็นเหตุให้ศาลนี้มีอีกชื่อว่า ‘กองฮกเกียง (Kong Hock Keong)’ หมายถึงศาลเจ้าของชาวกวางตุ้งและฮกเกี้ยน

Goddess of Mercy Temple ศาลเจ้าแห่งแรกในปีนัง

ร่ำลือกันว่าในอดีตเทพเจ้าที่เป็นประธานในศาลนี้คือ ‘เจ้าแม่มาจู่’ เทพีแห่งท้องทะเลผู้คุ้มครองชาวประมงและนักเดินเรือ แต่หลังการบูรณะครั้งหนึ่ง ชาวบ้านได้เปลี่ยนเทพประธานในศาลเป็นเจ้าแม่กวนอิมหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้เปี่ยมเมตตาแทน

ไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมกันเสร็จแล้ว อย่าลืมสำรวจศาลให้ทั่ว เพราะที่นี่ยังมีทวยเทพให้กราบไหว้อีกมาก อาทิ เทพเจ้ากวนอู เทพเจ้าที่ตั่วแป๊ะกง และอีกหลายองค์ทั้งในคติพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า ความศรัทธาที่มหาชนมีต่อศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้วัดได้จากธูปมังกรดอกยักษ์ที่มักถูกจุดจนควันโขมงทั้งวัน คนมาทำบุญเนืองแน่น ตลอดจนผู้ยากไร้ตั้งแถวรอรับทานจนเป็นภาพจำของที่นี่

ที่ตั้ง : 30 Jalan Masjid Kapitan Keling, 10200 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 18.00 น.

03

Khoo Kongsi

ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลคู

Khoo Kongsi ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลคู

กงสี’ ในความรู้สึกของคนไทยสมัยนี้อาจหมายความแค่ธุรกิจครอบครัวจีน

ทว่ากงสีในความหมายของมาเลเซียและสิงคโปร์คือบริษัทกึ่งสมาคมที่เกื้อกูลคนในวงศ์ตระกูลเดียวกัน ให้ลองภาพชาวจีนพลัดถิ่นจากแผ่นดินใหญ่ เมื่ออพยพมายังแดนโพ้นทะเลที่ห่างไกล ก็จำต้องมุ่งหน้าหาสมาคมตระกูลตนเองเพื่อยึดไว้เป็นที่พึ่ง

สกุลคู (Khoo Clan) ถือเป็น 1 ใน 5 แซ่ที่เรืองอิทธิพลอำนาจที่สุดในปีนังยุคอาณานิคม แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ กงสีของพวกเขาได้ชื่อว่าใหญ่โตและวิจิตรพิสดารที่สุดในประเทศ

ตำนานขานไขว่าผู้สถาปนาคูกงสีในปีนังได้สร้างอาคารกงสีหลังแรกของพวกตนใน ค.ศ. 1851 ด้วยรูปแบบทางศิลปะที่งามอย่างหาใดเปรียบ แต่แล้วอาคารหลังนั้นก็ถูกฟ้าผ่าจนไม่เหลือชิ้นดีในอีก 50 ปีให้หลัง ผู้คนเชื่อกันว่าเป็นเพราะอาคารหลังนั้นสร้างออกมางามเทียมหน้าพระราชวัง สวรรค์จึงลงโทษค่าที่ไม่เจียมฐานะ ชาวสมาชิกคูกงสีจึงสร้างอาคารหลังใหม่ให้ลดระดับความอลังการลงมา

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

พึงระลึกว่ากงสีประจำตระกูลคูที่เห็นอยู่ในวันนี้คือหลังที่ถูกลดราความวิจิตรลงแล้ว หากเป็นหลังแรกที่มอดไหม้ไปจะสวยกว่านี้สักเพียงไหน

หอบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ดูเด่นด้วยเครื่องยอดหลังคาประดับกระเบื้องเคลือบและคานไม้ที่ล้วนสลักเสลาอย่างละเอียดลออด้วยน้ำมือช่างระดับปรมาจารย์จากเมืองจีน ภายในตั้งบูชาเทวทูตสวรรค์ ‘อ๋องซุ้นไต่ส่าย’ ซึ่งชาวจีนแคะแซ่คูในมณฑลฮกเกี้ยนนับถือเป็นเจ้าประจำตระกูล ป้ายวิญญาณของบรรพชนชาวสมาชิกกงสีผู้ล่วงลับก็จัดเรียงไว้ในอาคารหลังนี้เช่นเดียวกัน

ปัจจุบันอาคารคูกงสีเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ใต้ส่วนที่เป็นศาลเจ้าจัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าความเป็นมาของตระกูลรวมถึงงานศิลปะภายในตัวอาคารอย่างหมดเปลือก

ที่ตั้ง : 18 Cannon Square, 10200 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 10 ริงกิต, เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 1 ริงกิต, เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ไม่คิดค่าเข้าชม

04

Choo Chay Keong Temple

ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลยับ

Choo Chay Keong Temple ศาลเจ้าประจำกงสีตระกูลยับ

เทียบจากขนาดและสมาชิก กงสีของตระกูลยับ (Yap Kongsi) อาจดูต่ำต้อยเมื่อเทียบกับกงสีของตระกูลอื่นในปีนัง หากความงามทางศิลปกรรมที่ไม่ด้อยกว่าที่อื่น ประกอบกับทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางย่านเมืองเก่าจอร์จทาวน์อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ก็ช่วยเพิ่มความน่าเยี่ยมยลให้ที่นี่อีกเป็นกอง

แซ่ ‘ยับ (Yap)’ เป็นภาษาจีนแคะ เรียกเป็นภาษาจีนกลางว่า ‘เย่ (Ye)’ สำเนียงที่ใช้ออกชื่อบอกให้รู้ได้ว่า สมาชิกตลอดจนผู้ก่อตั้งกงสีนี้โดยมากเป็นชาวจีนแคะจากมณฑลฮกเกี้ยน อย่างไรเสีย กงสีสกุลยับก็เปิดรับพี่น้องร่วมแซ่ชาวแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และไหหลำ ให้เข้ามาเป็นสมาชิกได้โดยไม่เกี่ยงงอน

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ติดกับอาคารที่ทำการของยับกงสี คือศาลเจ้าจู่เจเกียง (Chu Chae Keong Temple) ภายในบูชาเทพเจ้าประจำตระกูลยับ นามว่า ‘หุ่ยเต๊กจุนอ๋อง’ ตัวศาลได้รับการบูรณะให้สวยงามในทศวรรษ 1990 โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เสาและผนังอาคารหินอ่อนที่สลักลายมังกรพันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ที่ตั้ง : 71 Lebuh Armenian, 10300 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

05

Sri Mahamariamman Temple

วัดแขกเมืองจอร์จทาวน์

Sri Mahamariamman Temple วัดแขกเมืองจอร์จทาวน์

ตอนใต้ของย่านเมืองเก่าจอร์จทาวน์เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอินเดียซึ่งมีประวัติยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในมาเลเซีย เป็นที่รู้จักในระดับสากลว่า ‘ลิตเติลอินเดีย (Little India)’ ชาวบ้านร้านถิ่นในย่านนี้เป็นชาวทมิฬ (Tamils) ย้ายถิ่นมาจากรัฐที่อยู่ใต้สุดของอินเดียรวมไปถึงศรีลังกาเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศหอมอวล สีสันสดสวยของแพรพรรณส่าหรี สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งบอกเล่าความเก่าแก่ของชุมชนอินเดียได้ดีที่สุดคงเป็น วัดศรีมหามารีอัมมัน (Sri Mahamariamman) เทวสถานฮินดูนิกายศักติ ได้รับการขนานนามว่าเป็นวัดฮินดูแห่งแรกในปีนัง

ผู้ใดเคยเห็นชื่อภาษาอังกฤษของวัดพระศรีมหาอุมาเทวีที่ถนนสีลม คงพลอยสะดุดตากับชื่อวัดนี้ที่เหมือนกันทุกตัวอักษร นั่นเพราะทั้งสองวัดสร้างอุทิศแด่พระแม่มารีอัมมัน (Mariamman) เทวีแห่งฝนผู้ทรงขจัดปัดเป่าโรคฝีดาษ เป็นเทพท้องถิ่นที่ชาวทมิฬอินเดียใต้เชื่อว่าเป็นปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวี

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

แรกเริ่มวัดนี้เคยเป็นเพียงศาลบูชาขนาดเล็ก ไม่มีประวัติว่าสร้างโดยใครและเมื่อใด แต่น่าจะมีการทำพิธีบูชามาตั้งแต่ ค.ศ. 1801 เป็นอย่างช้า มาขยายเป็นวัดใหญ่โตเมื่อ ค.ศ. 1833 และที่มีสภาพเช่นปัจจุบันนี้ เป็นผลมาจากการบูรณะครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 1933 อันเป็นปีที่วัดมีอายุครบศตวรรษ

เช่นเดียวกับ ‘วัดแขกสีลม’ ในกรุงเทพฯ วัดศรีมหามารีอัมมันแห่งนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยศิลปกรรมของชนชาติทมิฬในอินเดียใต้ มีจุดสังเกตอยู่ที่ ‘โคปุระ’ หรือซุ้มประตูทางเข้าออก และ ‘วิมาน’ คือยอดอาคารที่ประดิษฐานเทวรูปชั้นใน ทำเป็นทรงสูงชะลูด ลงสีสันสดใส ประดับประดาด้วยรูปเทพเจ้า อสูร สิงสาราสัตว์

วัดศรีมหามารีอัมมันยังรักษาขนบธรรมเนียมเดิมของวัดฮินดูอยู่ คือจะเปิดประตูแค่ช่วงทำพิธีภาคเช้าและเย็น ทุกครั้งที่วัดเปิดจะมีชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียมาสักการะบวงสรวงจนแน่นขนัดราวกับมีงานประจำปี คนต่างศาสนาสามารถเข้าร่วมพิธีและเยี่ยมชมวัดได้ แต่พึงสำรวมกิริยาและงดถ่ายภาพภายในวัด

ที่ตั้ง : Lebuh Queen, 10450 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.30 – 12.00 น. และ 16.30 – 21.00 น.

06

Wat Chaiyamangalaram

วัดไทยที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

Wat Chaiyamangalaram วัดไทยที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3

ตระเวนเที่ยววัดในศาสนาวัฒนธรรมอื่นมาหลายที่ ต่อมความคิดถึงบ้านในตัวชักจะกำเริบ เลยอยากนำท่านผู้อ่านที่รัก มาแวะพักกายใจในวัดที่ให้ความรู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ มากที่สุด

ความที่ ‘เกาะปีนัง’ หรือ ‘เกาะหมาก’ เคยเป็นของสยามมาก่อน จึงมีชาวสยามอาศัยอยู่ไม่น้อย แม้ในวันที่ปีนังถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ใต้ธงยูเนียนแจ็กของจักรวรรดิอังกฤษ พี่น้องชาวสยามที่ภาษามลายูให้นามว่า ‘โอรัง เซียม (Orang Siam)’ ก็ยังอยู่ที่นั่น สืบสานวิถีความเป็นอยู่อย่างชาวไทยพุทธสืบมาจนวันนี้

ย้อนไปใน ค.ศ. 1795 ที่อังกฤษเพิ่งครอบครองปีนังได้ไม่นาน มีรายงานว่าบนเกาะมีชาวสยามที่นับถือพุทธอยู่ถึง 40,000 ชีวิต เพื่อรอมชอมกับอาณาจักรรัตนโกสินทร์ที่เคยปกครองปีนังและคนเหล่านี้มาก่อน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งอังกฤษ จึงพระราชทานที่ดินให้ชาวสยามตั้งชุมชนอยู่

วัดไชยมังคลารามสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2388 ตรงกับช่วงปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้การนำของพระสงฆ์นามว่า พ่อท่านกรวด มีรูปหล่อปิดทองของท่านอยู่หน้าพระอุโบสถ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ความน่าตื่นตาของวัดนี้อยู่ที่วิหารพระนอนซึ่งปากทางเข้าเรียงรายด้วยประติมากรรมไทย เริ่มด้วยพญานาคเจ็ดเศียร กินนร มังกร ยักษ์เฝ้าประตู ดุจดังเฝ้าอารักขาพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ จากยอดพระเศียรถึงพระบาทวัดความยาวได้ 33 เมตร ได้รับการถวายพระนามว่า ‘พระพุทธชัยมังคลาราม’ โดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เมื่อคราวเสด็จประพาสปีนังเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2505

เมื่อก่อนพระพุทธรูปองค์นี้เคยเป็นพระพุทธรูปไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย ทว่าภายหลังเมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ยาว 40 เมตรที่รัฐกลันตัน พระพุทธชัยมังคลารามจึงตกอันดับไป

ถ้าไม่นับชาวสยามหรือชาวมาเลเซียเชื้อสายไทยที่เป็นผู้สร้างวัดแล้ว วัดไทยแห่งนี้ยังได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูโดยชาวพม่า ชาวจีน รวมถึงชาวอินเดียผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทย เหตุนี้วัดไชยมังคลารามจึงคับคั่งด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ไม่ใช่แค่ชาวสยามในปีนังเท่านั้น

ที่ตั้ง : 17 Lorong Burma, 10250 Georgetown, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 17.30 น.

07

Dhammikarama Burmese Temple

วัดพม่าหนึ่งเดียวในปีนัง

Dhammikarama Burmese Temple วัดพม่าหนึ่งเดียวในปีนัง

ไทยกับเมียนมาอยู่ติดกันฉันใด วัดไทยกับวัดพม่าในปีนังก็อยู่ใกล้กันฉันนั้น เพียงเดินข้ามถนนที่อยู่หน้าวัดไชยมังคลารามของชาวสยามไปไม่กี่ก้าว ก็จะพบวัดธัมมิการามของชาวพม่าตั้งเด่นอยู่ในสายตา

จุดกำเนิดของวัดธัมมิการามสืบไปได้ถึง ค.ศ. 1803 นำมาซึ่งสถิติต่าง ๆ มากมาย อาทิ วัดพม่าที่เก่าที่สุดในมาเลเซีย วัดพม่าแห่งเดียวในรัฐปีนัง และวัดพุทธที่เก่าที่สุดแห่งหนึ่งของที่นี่

แม้จะตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดไทยที่สร้างขึ้นภายหลัง หากทว่าศิลปะการตกแต่งของวัดทั้งสองแห่งชี้ชัดอยู่ในตัว โดยศิลปะภายในวัดธัมมิการาม ทั้งตัวสถาปัตย์ จิตรกรรมฝาผนัง พุทธศิลป์บนองค์พระพุทธรูป จะแบบพม่าแท้ ๆ มีสิงห์เฝ้าขนาบข้างประตูวิหารสำคัญ รูปเคารพภิกษุณีคนสำคัญซึ่งไม่ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมไทย ตลอดจนสัตว์ในตำนานอย่าง ‘พญาลวง’ ที่ดูคล้ายคชสีห์ หากมีปีกและขา 4 ข้าง

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

จุดเด่นที่น่าไปชมของวัดนี้มีอยู่ด้วยกันหลายที่ เป็นต้นว่าสถูปเก่าแก่อายุกว่า 2 ศตวรรษตั้งเคียงข้างหอระฆังทองคำที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อ ค.ศ. 2011 วิหารพระอุปคุตที่อยู่กลางน้ำ ภาพนูนสูงเล่าพุทธประวัติตอนเจ้าชายสิทธัตถะออกบรรพชา พระพุทธรูปปางประทานพรยืนองค์โตในพระวิหารใหญ่ ล้อมรอบด้วยผนังแกะสลักพระพุทธรูปองค์เล็กจนลายพร้อยไม่เหลือที่ว่าง หรือหากจะเดินชมภาพพุทธประวัติตั้งแต่ก่อนประสูติจนกระทั่งปรินิพพานที่วาดรูปผู้คนให้แต่งองค์ทรงเครื่องแบบชาวพม่ารามัญก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่เบาทีเดียว

ที่ตั้ง : 24 Jalan Burma, Pulau Tikus, 10250 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 17.00 น.

08

Snake Temple

ศาลเจ้าจ้อซูก้งที่เต็มไปด้วยอสรพิษ

Snake Temple ศาลเจ้าจ้อซูก้งที่เต็มไปด้วยอสรพิษ

หากคุณรู้ตัวว่าเป็นคนไม่ถูกโรคกับสัตว์ไม่มีขา ลิ้นบิ่น 2 แฉก แนะนำให้เลื่อนผ่านศาลนี้และภาพประกอบด้านล่างไปให้ไวที่สุด ก่อนจะหาว่าไม่เตือน

กลางศตวรรษที่ 19 มีพระภิกษุชาวจีนเดินทางมายังตอนใต้ของเกาะปีนัง ที่นั่นท่านได้สร้างศาลเจ้าเพื่อเซ่นไหว้และรำลึกถึงคุณความดีของ พระอาจารย์เฉ่งจุ้ยจ้อซู (จ้อซูก้ง) พระสงฆ์สมัยราชวงศ์ซ่งที่ชาวมณฑลฮกเกี้ยนเคารพศรัทธากันมาก

เพราะเหตุที่ศาลเจ้าจ้อซูก้งตั้งอยู่ใกล้ป่ารกชัฏ วันดีคืนดีก็มีงูโผล่มาให้เห็น และทวีปริมาณมากขึ้นทุกที ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นเพราะเมตตาของพระอาจารย์จ้อซูก้งที่มีให้เหล่าอสรพิษ เลยชวนกันเลี้ยงดูงูที่เลื้อยลอดเข้ามาเป็นอย่างดี ที่นี่จึงได้รับสมัญญาใหม่ว่า ‘ศาลเจ้างู’ โดยปริยาย

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

เกือบ 200 ปีที่ล่วงมา ศาลเจ้างูได้ให้ที่พักพิงแก่งูหลายชั่วรุ่น งูที่พบที่นี่โดยส่วนใหญ่เป็นงูเขียวตุ๊กแก ซึ่งเป็นสายพันธุ์งูเฉพาะถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชื่อเสียงของงูในศาลนี้ก็เด่นดังถึงขนาดที่งูเขียวตุ๊กแกได้รับฉายาว่า ‘Temple Viper’ ค่าที่พบมากในศาลเจ้านี้ 

นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพ ชื่อเสียงอีกด้านที่ลือเลื่องไม่ต่างกันคือเหล่าสัตว์มีพิษที่พบได้ดาษดาทั้งภายในและภายนอกศาล ตามแท่นบูชาและเสาต่าง ๆ มักมีห่วงคล้องให้งูเขียวตุ๊กแกเลื้อย ซึ่งทางศาลยินยอมให้ผู้ไปเยือนเข้าใกล้งูได้ แต่ห้ามทำอันตรายต่องูเป็นอันขาด

อนึ่ง ในบริเวณศาลเจ้ายังมีฟาร์มงูเป็นแหล่งรวบรวมงูกว่า 50 สายพันธุ์อีกด้วย

ที่ตั้ง : Jalan Sultan Azlan Shah, Bayan Lepas Industrial Park, 11900 Bayan Lepas, Pulau Pinang. (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 06.00 – 19.00 น.

ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 5 ริงกิต เด็ก 3 ริงกิต (เฉพาะฟาร์มงู)

09

Hean Boo Thean Temple

ศาลเจ้าแม่กวนอิมคอนกรีตเหนือน้ำทะเล

Hean Boo Thean Temple ศาลเจ้าแม่กวนอิมคอนกรีตเหนือน้ำทะเล

เกาะปีนังยังมีสถานที่น่าพิศวงอีกมากมายจนยากจะสาธยายได้ครบหมด อีกหนึ่งละแวกที่ควรค่าแก่การกล่าวถึง คือ Jetty หมู่บ้านชาวประมงโบราณนอกชายฝั่งทิศตะวันออก

นานกว่าร้อยปีแล้วที่ชาวจีนฮกเกี้ยนหลากภูมิลำเนาชวนกันมาทำประมง ณ ที่แห่งนี้ แต่ละตระกูลเกาะกลุ่มกันแน่นเหนียว ปลูกเรือนไม้ใกล้ชิดกับคนบ้านเดียวกัน นำไปสู่การจัดตั้งหมู่บ้านประจำแซ่ที่นานวันยิ่งหนาแน่นจนยื่นล้ำลงไปในทะเล แบ่งเป็นหมู่บ้านของคนจีนแซ่ต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 6 หมู่บ้าน

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ศาลเจ้าเฮียนบู๊เตียนตั้งอยู่ริมน้ำบนพื้นที่ถมของหมู่บ้านคนแซ่เอี๋ยว (Yeoh Jetty) สร้างขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1972 เป็นเพียงศาลเล็ก ๆ บนเสาไม้เหนือท้องน้ำ หากเมื่อใดที่น้ำทะเลหนุนสูงก็มักถูกน้ำท่วมขัง เป็นปัญหาเรื้อรังอยู่นานปี ล่วงถึง ค.ศ. 2011 คนในชุมชนจึงดำเนินการสร้างศาลเจ้าแห่งใหม่ และต่อขยายพื้นคอนกรีตที่ทนทานด้วยทุนทรัพย์กว่า 1.5 ล้านริงกิต

เทพเจ้าผู้เป็นประธานในศาลคือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมตามความเชื่อของชาวจีน ซึ่งมองเห็นได้ตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าวิหารกลาง ด้านในเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าจีนหลายสิบองค์ซึ่งจัดวางลดหลั่นกันตามยศถาบรรดาศักดิ์ ตัวอย่างเช่น พระจี้กง เหี่ยงเทียงเสี่ยงตี่ (เจ้าพ่อเสือ) ไต่เสี่ยหุกโจ้ว (เจ้าพ่อเห้งเจีย) และตั่วแป๊ะกง (เจ้าที่) เป็นต้น

ที่ตั้ง : 52 Weld Quay, 10300 George Town, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 09.00 – 18.00 น.

10

Butterworth Nine Emperor Gods Temple

ศาลดาวนวจักรพรรดิแห่งบัตเตอร์เวิร์ธ

ศาลดาวนวจักรพรรดิแห่งบัตเตอร์เวิร์ธ Butterworth Nine Emperor Gods Temple

รัฐปีนังในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เกาะปีนัง หากยังกินพื้นที่ไปถึงฝั่งแผ่นดินตรงข้ามกันด้วย

ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลเดินทางมาถึงเขตบัตเตอร์เวิร์ธ (Butterworth) บนฝั่งแผ่นดินเพียงเพื่อขึ้นเรือข้ามฟากไปฝั่งเกาะเท่านั้น ทว่าในรอบ 20 ปีหลัง บัตเตอร์เวิร์ธไม่ได้เป็นแค่ทางผ่านอีกต่อไป เนื่องจากผู้คนมากหน้าหลายตาได้ปักหมุดไปยัง ‘Butterworth Nine Emperor Gods Temple’

‘Nine Emperor Gods’ ที่ภาษาฮกเกี้ยนนิยมเรียกว่า ‘กิ้วอ๋องเอี๋ย’ หรือ ‘กิ้วอ๋องไต่เต่’ คือเทพเจ้า 9 องค์ซึ่งเป็นตัวแทนของดาว 9 ดวงในกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ ชาวจีนบางถิ่นเชื่อกันว่าทั้ง 9 พระองค์จะเสด็จมาเยือนโลกมนุษย์ต้นเดือน 9 ของทุกปี เกิดเป็นประเพณีถือศีลกินเจเดือน 9 อันลือชื่อ

10 วัดน่าเที่ยวในปีนัง รัฐพหุวัฒนธรรมแห่งมาเลเซียที่มีครบทั้งวัดจีน อินเดีย พม่า ไทย

ในขณะที่ภาษาสากลนิยมเรียกศาลเจ้าแห่งนี้ด้วยชื่อดาวจักรพรรดิ 9 องค์ คนท้องถิ่นกลับนิยมเรียกที่นี่ว่า เต้าโบ้เก้ง (Tow Boo Kong) อันสื่อถึงพระแม่แห่งดวงดาวทั้ง 9 ดวงนี้ จะเรียกด้วยชื่อใดก็ตามแต่ เป็นที่รู้กันว่าศาลเจ้านี้เริ่มสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1971 ก่อนจะมีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อต่อเติมเรื่อย ๆ กระทั่งแล้วเสร็จในวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 2000 ด้วยทุนทรัพย์รวมทั้งสิ้นกว่า 7 ล้านริงกิตในสมัยนั้น

ทุก ๆ ครั้งที่เดือน 9 ในปฏิทินจีนเวียนมาบรรจบ ศาลเจ้าซึ่งขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุดบนฝั่งแผ่นดินรัฐปีนังจะแลลานไปด้วยคลื่นมหาชนในชุดสีขาวที่ตบเท้าเข้ามาประกอบพิธีถือศีลกินผักกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน สร้างบรรยากาศแก่บัตเตอร์เวิร์ธให้มีชีวิตชีวาไม่น้อยหน้าฝั่งเกาะ

ที่ตั้ง : 894-896, MK14, Jalan Raja Uda, 12300 Butterworth, Pulau Pinang (แผนที่)

เวลาทำการ : ทุกวัน 08.00 – 22.00 น.

Writer & Photographer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load