ร้องนำ, กีตาร์ | อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี, จ๋าย
ร้องนำ, กีตาร์ | ตฤณสิษฐ์ สิริพิชญาศานต์, โฟร์โมส
กีตาร์
| ปัณณสิทธิ์ สุขโหตุ, มีน
เบส
| เจษฎา ปัญญา, เจต
กลอง
| พัฒนภูมิ ชอุ่มผล, ตุ๊ก
คีย์บอร์ด
| ธนกฤต สองเมือง, เจ

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Intro

“ฮัลโหล ฮัลโหล เฮ็ดอีหยังอยู่น้ออิแม่…” เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับเนื้อร้องสุดกินใจจนต้องปาดน้ำตากับเพลง Hello Mama จดจำความเดือดดาลเลือดพล่านในเพลง แดงกับเขียว และเพลงฟังสบายริมทะเลอย่าง Pattaya Lover เพลงแจ้งเกิดของวงเพื่อชีวิตน้องใหม่ที่มาแรงแหกทุกโค้งอย่าง ‘ไททศมิตร’ (TaitosmitH) 

การรวมตัวของชายหนุ่ม 6 คน ด้วยความตั้งใจอยากหยิบจับวัตถุดิบในสังคมมาทำเพลงที่ไม่จำกัดแนว แต่ขอยึดแก่นแกนข้อเดียวคือเพลงเพื่อชีวิต ในความหมายเพื่อชีวิตของคนอื่น พวกเขาเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าชีวิตของคนในสังคม ไม่ว่าจะความรัก ครอบครัว คนไกลบ้าน การเมือง เพื่อหวังให้มนุษย์เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

เพลงของพวกเขาถูกจับตามองตั้งแต่เป็นวงอินดี้ ปัจจุบันเซ็นสัญญากับ Gene Lab ตัวตนของเขาชัดเจนกว่าเดิม และสิ่งสำคัญที่เป็นความโชคดีของคนทำเพลง คือแฟนเพลงเข้าใจในสิ่งที่ไททศมิตรกำลังทำและกำลังเป็น ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) เราอยากเป็นหนึ่งกระบอกเสียงบอกเล่าเส้นทางดนตรีของคนหนุ่มความตั้งใจดี 

ขอให้เปรียบบทความนี้เป็นเสมือนเพลงเพลงหนึ่ง ที่เราอยากร้องกู่ให้ดังก้องในนาม ไททศมิตร

Verse

ขายฝัน, ลาออก, ป๊อด โมเดิร์นด็อก

‘ไททศมิตร’ รวมตัวกันได้ยังไง

จ๋าย เราเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันสักคน มีแค่เจกับมีนที่เจอกันเพราะเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน โมสก็ฉายเดี่ยว ตุ๊กก็อยู่คนละมอกัน ห้าคนได้เจอกันครั้งแรกตอนที่ผมเปิดร้านเหล้า ทุกคนมาช่วยเล่นให้

ตอนนั้นผมโทรหาโมสคนแรก เพราะโมสกับผมจะแบ่งเพลงกันฟังตั้งแต่สมัยเรียน เห้ย กูแต่งเพลงใหม่มาว่ะ ยอกันไป ยอกันมา (หัวเราะ) แต่ไม่เคยทำเป็นจริงเป็นจังสักที ผมบอกโมสว่า กูอยากทำวง อยากได้คนเยอะๆ อยากได้มือคีย์บอร์ด อยากได้มือกีตาร์ โมสก็คอยจิ้มว่า คนนี้ คนนี้ ผมก็เห็นด้วยกับเขา แล้วผมก็เริ่มปฏิบัติการขายฝัน

โมส แล้วก็โทรไปจีบ

จ๋าย ไม่ได้โทรไปจีบ เรียกว่าโทรไปขายฝัน คิดดูว่าผมขายฝันเจตจนเจตลาออกจากงาน 

ทำไมเจตกล้าทิ้งงานประจำ มาคว้าฝันของจ๋าย

เจต ช่วงนั้นผมนอนน้อยมาก ตอนกลางวันผมทำงานไปรษณีย์ ตอนกลางคืนเล่นดนตรี ผมเจอจ๋ายบ่อยมาก ตอนนั้นมีนอยู่ด้วย จ๋ายบอกผมว่า เจต มึงเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน ใช่ปะ (ถามจ๋าย) 

จ๋าย ผมเห็นจังหวะมันได้ เลยบอกว่า เจต มึงเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน มึงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นไปรษณีย์

เจต วันรุ่งขึ้นผมลาออกเลย เหนื่อยงานด้วย แล้วก็อยากเล่นดนตรีด้วย

อยู่ดีๆ จ๋ายก็อยากทำวงเพื่อชีวิต

จ๋าย ผมไม่มีอะไรทำครับ ว่างมาก จนวันที่ไปงานบิ๊กเมาท์เท่น แล้วเราไปดูพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ผมอาจจะทำแบบนั้นได้ก็ได้ การที่ไปยืนอยู่ตรงนั้นมันยากหรอวะ เหมือนเพ้อไปคนเดียวว่าเห็นไอ้โมสยืนตรงนั้น ไอ้มีนยืนตรงนั้น คนนี้ยืนตรงนี้ มันเป็นไปได้นะ อาจจะดีเลยก็ได้ ถ้าเราทำสำเร็จ เด็กวัยรุ่นเยอะแยะมากมายที่สังคมอาจจะมองไม่เห็นเขา แล้วเราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจ ทำให้เขามีตัวตน ทำให้เขาสู้ชีวิตของเขาต่อไปได้

ผมเลยอยากจะทำให้มันสำเร็จ ที่บอกว่าขายฝัน ตอนแรกผมเอาตรงนี้ไปขายทุกคนก่อนว่าใจความสำคัญเราอยากทำตรงนี้ มึงจะไปกับกูมั้ย ทุกคนจะไปกับกูมั้ย แล้วทุกคนก็พร้อมไป ความจริงผมกับโมสตัดสินใจเลือกทุกคน เพราะในทัศนคติของเราทั้งสองคน เราเชื่อว่าบุคคลเหล่านี้เขาเป็นคนดี แล้วเราน่าจะอยู่กับเขาได้ 

แสดงว่าทุกคนเชื่อในดนตรี 

จ๋าย จะเชื่อในดนตรีก็ไม่ถูกนะโมสนะ มันเหมือนเชื่อในกันและกันมากกว่า ถ้าไม่ใช่เซ็ตนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้มั้ย ถ้าเปลี่ยนคนไปสักคนแม้แต่ทีมงาน ก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงจุดนี้ได้หรือเปล่า ที่มาได้เพราะทุกคนจริงๆ ยันทีมงานเลย

อย่างซาวด์เอ็นจิเนีย เราได้มาจากการทาบทามของตุ๊ก พอทาบทามมา เหมือนเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา วงเราเริ่มจากศูนย์ ไม่มีเครื่องดนตรีหรือ System ที่จะรองรับ เต็มที่มีแค่กีตาร์ของตัวเอง ตังค์ก็เป็นหนี้อยู่ แต่ว่าซาวด์เอ็นจิเนียคนนี้ เขาอยู่กับเราไม่ถึงปี เขาควักเงินส่วนตัวเกือบหกหลัก เพื่อจะซื้อ System อุปกรณ์ทั้งหมดมาให้เราใช้ก่อน แล้วเราค่อยผ่อนเขา ผมถึงบอกว่าถ้าไม่ใช่ทีมนี้ ไททศมิตรคงมาไม่ถึงตรงนี้เหมือนกัน

เคยถามมั้ยว่าอะไรทำให้เขามั่นใจ

โมส เขาน่าจะคิดดอกเบี้ยครับ 

ทุกคน หัวเราะ 

จ๋าย ผมไม่เคยถามจริงจัง เหมือนเขาเชื่อในตัววงมากๆ ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาเชื่อขนาดนั้น ไม่ใช่แค่ทีมงาน แม้แต่พวกเราหกคน ก็อยู่ในช่วงศึกษากันอยู่ เพราะเรามากันคนละกลุ่ม เราไม่ใช่เพื่อนกันจริงๆ เราไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ ทุกอย่างมันถูกสร้างตลอดสองปีที่ผ่านมาทั้งหมด ที่เห็นตลกกัน สนุกกัน ยิ้มให้กัน ตลอดสองปีทุกคนลงทุนในการเปิดใจเข้าหากัน ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ต้องกลัวกันแล้ว มันเลยทำให้เขาเห็นว่าเราเอาจริง เขาก็เลยเอาจริงบ้าง

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Pre-Chorus

เรือไททศมิตร, เพื่อชีวิต, คางคก

ถ้าให้นิยามไททศมิตรในแบบไททศมิตร

เจต นิยามคือยังไงนะ

โมส ที่อยู่ในหนังสือ

เจต นั่นนิยาย 

จ๋าย ผมเคยพูดกับทุกคนว่า ผมเปรียบไททศมิตรเป็นเรือหนึ่งลำ เราจะไม่พยายามเปรียบไททศมิตรเป็นตัวเรา เมื่อไหร่ที่ไททศมิตรเป็นตัวเรา วันนี้หรือวันต่อไปที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เราจะคิดว่าเรายิ่งใหญ่ไปด้วย ความจริงไม่ใช่ 

เราเป็นลูกเรือ ทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน ทุกหน้าที่มีความสำคัญหมด เราเป็นคนคนหนึ่งที่ทำงานบนเรือลำนี้ แฟนเพลงก็เป็นเหมือนคลื่น เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ช่วยผลักให้เรือลำนี้ไปถึงฝั่ง ถ้าระหว่างทางใครอยากจะแวะเกาะไหนหรือจะอยากไปถึงฝั่งด้วยกันก็แล้วแต่ แต่จำไว้ว่าเราเป็นแค่ลูกเรือบนเรือที่ชื่อว่า ไททศมิตร 

เรือที่ชื่อไททศมิตรเชื่ออะไรถึงใช้เสียงเพลงในการเดินเรือ

จ๋าย เราทำเพลงเพื่อชีวิต แล้วเราก็บอกกันเสมอว่าเพลงเพื่อชีวิตของคนอื่นเราไม่รู้และไม่กล้าจำกัดความว่าเพื่อชีวิตจริงๆ คืออะไร แต่เพื่อชีวิตสำหรับไททศมิตร คือเพื่อชีวิตคนอื่น ใครก็ตามที่ส่งเสียง ส่งแรงผลักดันเรือลำนี้ หรือทุกคนที่อยู่บนเรือลำนี้ เราจะไม่ถีบใครก็แล้วแต่ลงจากเรือ เราไม่มีนโยบายไล่ทีมงานหรือคว่ำบาตรใครให้ออกจากวง เราไม่นิยมวิธีการแบบนี้ เราพยายามให้มันเพื่อชีวิตทุกคนจริงๆ

ไม่ตีกรอบว่าเพื่อชีวิตเป็นแนวเพลง

จ๋าย ใช่ แนวดนตรีเรามั่วซั่วมากเลย (หัวเราะ) ถ้ารอเพลงใหม่จะหลากหลายไปอีก เดาไม่ถูกว่าเราจะทำอะไร แต่จะไม่หนีแกนหลักเราแน่นอน เพราะอิงจากทักษะดนตรีของแต่ละคนในวง อิงจากการเขียนของผมกับโมสเป็นหลัก แต่ว่ามู้ดของดนตรีอาจจะเปลี่ยนไปบ้างให้เหมาะกับเพลงนั้นๆ เราเป็นเพื่อชีวิตที่ไม่ผูกแนวดนตรีไว้ทางเดียว 

ข้อดีของการไม่จำกัดตัวเอง คือการเปิดรับทุกอย่าง

จ๋าย ผมไม่ได้เป็นนักดนตรีมาก่อน ผมเสพทุกอย่างเลย ไม่ใช่ยานะครับ (ทุกคนหัวเราะลั่น)

เสพงานทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ดนตรีอย่างเดียว ละครเวที หนัง แล้วพยายามทำใจให้กว้าง พอทำใจให้กว้างมันมีน้อยมากที่เราจะไม่ชอบงานตัวเอง แต่จะมีความคิดริเริ่มมากเลย ถ้ามันเริ่มจากความชอบของเรา สมมติเจวาดรูปขึ้นมา เห้ย ขอระบายสีได้มั้ย อยากสร้างสรรค์ต่อ อยากเอามือเขาไปยุ่ง พอตั้ง Mide Set ให้กว้าง ก็พร้อมจะรับทุกอย่าง สิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งเก่าๆ ที่ผ่านเข้ามา และพร้อมสร้างสรรค์กับมัน เราเชื่อว่าแนวทุกแนว มีดีในแบบของมัน

ชีวิตแบบไหนที่ไททศมิตรหยิบมาเล่า

จ๋าย เยอะแยะมากมายเลยครับ ถ้าจะพูดจริงๆ ทุกเรื่องเลยนะ แต่ที่เราพูดไปแล้วก็มีความรัก สังคม การเมือง วิถีชีวิตของคนบางประเภท อย่าง Hello Mama ก็แทรกเรื่องคนรากหญ้า กรรมกร คนทำงานที่ต้องห่างบ้าน หรือ แดงกับเขียว เป็นชีวิตของโมสที่เจอมาตอนอยู่กำแพงเพชร เด็กวัยรุ่นตีกัน ผมว่ามัน Base on True ทุกยุคทุกสมัย 

เมื่อเราตั้งเป้าว่าทำเพลงเพื่อชีวิตคนอื่น จะทำให้เราใจกว้างมากขึ้น เวลาเราไปเจอคนที่ไม่รู้จัก เราอาจจะไม่ชอบนิสัยเขาเลย แต่เราจะพยายามเข้าใจเขา พอเราพยายามเข้าใจเขา สักวันมันจะมีเพลงที่เขียนถึงมุมของเขา ผมถึงบอกว่า บางทีเราอาจมีเพลงที่แฟนเพลงไม่ชอบใจ แต่อย่าลืมนะว่าเราก็เล่าในมุมของมนุษย์อีกแบบหนึ่ง

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

ให้มนุษย์เข้าใจมนุษย์

จ๋าย มันมีหลายมุมมากเลย อย่างเพลงรักที่เราเขียนมา Pattaya Lover ก็พูดเรื่องหนุ่มอีสาน คุณลุงขายส้มตำที่หลงรักผู้หญิงชาวอังกฤษ อาจจะดูน่ารักมุ้งมิ้ง แต่ความจริงมันแฝงความเป็นไปไม่ได้ อย่างมุมน่าสงสาร เป็นตะลิโตน เป็นการปลอบใจ ถ้ามุมหนักหน่อย เรามี รจนา ที่วิพากษ์คนที่มองความรักแต่ภายนอกไม่ได้มองถึงภายใน

คนอาจจะงง ไททศฯ พูดเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมพูดทุกอย่างเลย เราพยายามพูดให้ได้ทุกแง่มุม ไม่กำหนดว่ากูคือสีน้ำเงิน กูจะพูดฝั่งสีน้ำเงินอย่างเดียว หรือยกตัวอย่าง จะพูดเข้าข้างตำรวจ แต่ไม่มีเพลงชมตำรวจเลย คงจะไม่ใช่ เราอาจเขียนเพลงที่พูดถึงการทำงานของรัฐหรือตำรวจที่มันบกพร่อง เราอาจจะมีเพลงที่พูดถึงนายตำรวจคนหนึ่งที่เขาทำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนจากสังคมหรือระบบหน้าที่ที่มันยุติธรรมก็ได้เหมือนกัน

ตีแผ่สังคม ให้กำลังใจ เป็นหัวใจของเพลงเพื่อชีวิตมั้ย

จ๋าย ตอบยากมากเลยนะครับ ผมไม่กล้าจำกัดความเลย จากวงในตำนานอย่างคาราบาว พี่ปู พงสิทธิ์ แฮมเมอร์ มาลีฮวนน่า แต่ละวงมีทิศทางที่ต่างกันมาก ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพี่ๆ เหล่านี้คือเพื่อชีวิตของจริง พอเป็นแบบนี้ก็แทบจำกัดไม่ได้เลยว่าหัวใจสำคัญของมันคืออะไร ควรพูดถึงเรื่องอะไร แต่ที่ผมสัมผัสได้คือ ทุกเพลงมีพลังงานบางอย่าง มีพลังของการให้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นให้กำลังใจ ให้ความสุข

ผมรู้สึกว่าเพลงต้องให้อะไรสักอย่างกับคนฟัง การให้ถ้ามาจากต้นทางจะดี ต้นทางคือเจตจำนงของคนเขียนว่าตั้งใจจะให้ใครตั้งแต่แรกก่อนหรือเปล่า พอผ่านดนตรี ผ่านการสร้างสรรค์ออกมา สิ่งนั้นอิมแพ็กไปสู่ใครบ้าง 

ชีวิต สังคม ประสบการณ์ เป็นวัตถุดิบที่คุณหยิบมาเขียนเพลงหรือเปล่า

โมส การเริ่มต้นโปรเจกต์มีวิธีคิดหลายแบบ อย่างหนึ่งเลยคือความรู้สึก เป็นสิ่งที่พาให้เราอยากหยิบปากกาจริงๆ บางทีอาจจะคิดถึงเรื่องวันวาน แล้วก็เขียนเพลงรักให้ผู้หญิงคนนั้น หรือเราเปิดทีวีแล้วเห็นข่าวโศกนาฏกรรมเยอะมาก แล้วเรารู้สึกบางอย่าง เราก็หยิบปากกามาเขียน ผมว่ามันไม่ควรมีวิธีที่จะไปจำกัดมัน 

ถ้าเพลงมาจากอารมณ์และความรู้สึก มีเพลงไหนที่คุณประทับใจบ้าง

โมส ถ้าเขียนแล้วสนุกมีความสุข ผมชอบ คางคก เป็นการปรียบคางคกกับนก หลายคนอยากเป็นนก นกมีอิสระภาพ เสรี สง่างาม เพื่อนเขาก็เป็นสายลม เสียงเขาก็เพราะ แต่มามองหน้าส่องกระจกตัวเองเป็นแค่คางคก มันรันทดหัวใจ เหมือนที่จ๋ายบอกเราทำเพลงเพื่อชีวิตคนอื่น คางคกคงมีอยู่เยอะ แล้วสิ่งที่ต้องการจะสื่อในเพลงนี้คือพอใจในสิ่งที่ตนมี ถึงเราจะเป็นคางคก แต่ผืนน้ำตรงนี้เป็นของฉัน ผืนป่าแถบนั้นก็เพื่อนกัน 

โมสเจออะไรมาถึงเขียนเพลงนี้

โมส จับกีตาร์แล้วดีดๆ ไปเรื่อย ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันจากจะเป็นนก นกเป็นสัตว์ที่ชอบที่สุด แต่สุดท้ายผมจะเป็นได้หรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน ผมเลยคิดว่าเป็นคางคกก็ไม่ได้แย่นี่หว่า 

ทำไมถึงคิดว่าเป็นนกไม่ได้

โมส ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน แต่กี่คนที่จะไปถึง แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือเปล่า บางทีระหว่างเราเปลี่ยนความฝันด้วยซ้ำ ฉะนั้นไม่ต้องมัวยึดติดกับอนาคตขนาดนั้น ว่าฉันต้องแบบนู้น ต้องดีแบบนี้ ฉันต้องเก่งแบบนั้น มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Chorus

อนัตตา, Pattaya Lover, ครบแสนจะสักลายไททศมิตร

ก่อนปล่อยเพลงแรก เตรียมตัวนานมั้ย

จ๋าย ถ้าซิงเกิ้ลแรกแบบไม่เป็นทางการ เราปล่อยเพลง อนัตตา ทางฟังใจ ตอนนั้นมีเพลงอื่นมาแล้ว แต่ อนัตตา ได้มาระหว่างซ้อม ความจริงเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในเรื่องราวของมัน เป็นเพลงแรกที่วงเขียนด้วยกันมากที่สุด อยู่ด้วยกันมากที่สุด กำเนิดเพลงเร็วมากที่สุด จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ดีๆ ผมเขียนขึ้นมาหนึ่งบรรทัด โมสเล่นคอร์ดกีตาร์มาก่อนจากเพลงที่เขาเขียนไว้ งั้นผมขอชุดคอร์ดนี้ได้มั้ย แล้วก็ฮัมท่อนฮุกให้เขาฟัง อนัตตา อนัตตา โมสชอบ ผมเลยเขียนเวิร์สแล้วโยนลงกลางวง โมส เจตไปเขียนต่อ โมสรีบเขียนแล้วเข้าไปซ้อม เราเขียนกันระหว่างตอนพัก

ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ถึงครึ่งวัน

จ๋าย ประมาณชั่วโมง มันสนุกตรงที่ว่าพอเกิดเพลงนี้มา คนที่เขียนมีผม มีโมส มีเจต วันอัดจริงไอ้เจตไม่มา (หัวเราะ) ตอนนั้นมีผม มีโมส มีมีน มีเจ ไอ้มีนก็ไม่มั่นใจ ร้องไม่ได้ มีแค่เจ งั้นเจร้องไกด์ไปก่อนแล้วกัน พอเจร้องไกด์ เราก็ปล่อยเดโม่ทางฟังใจ พอปล่อยปั๊บเรามาคุยกันว่าถ้าจะสื่อสารคำว่าอนัตตา มันต้องไม่มี มีแค่เดโมแหละ งั้นไม่ทำแล้ว สรุปว่าเพลงนั้นไม่มีเสียงเจตอยู่เลย โชว์ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเสียงเจอยู่ ไม่มีเสียงเจต

แล้วเจตจะมีโอกาสได้ร้องมั้ย

จ๋าย คงไม่มีแล้วแหละครับ (หัวเราะ) 

แล้วเพลงแรกแบบเป็นทางการ

จ๋าย Pattaya Lover ผมเขียนตอนไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน วันเดียวได้สองเพลง Pattaya Lover กับ เป็นตะลิโตน พอกลับมาผมก็เสนอเพื่อนๆ ตอนนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ มีแค่ไม่กี่คน เพราะบางคนก็อยากเอาอีกเพลงเปิดแทน Pattaya Lover ตอนนั้นไอ้โมสเข้าโรงพยาบาล เราเคยเล่าที่ไหนมั้ยวะ

มีน เคยเล่าแล้ว

จ๋าย พอไอ้โมสเข้าโรงพยาบาล การประชุมก็ค้างไว้ว่าจะเอาเพลงไหนเป็นเพลงเปิดตัว ผมกับเจอยู่ด้วยกันในห้องอัด นั่งกินหมูกระทะกันอยู่ เจก็บอกว่า พี่ ผมว่ามันต้องเป็นพัทยาว่ะ ผมก็บอก เออ กูก็คิดว่าต้องเป็นอย่างนั้น เอายังไงดีวะพี่ ผมกับเจนั่งคุยกัน มองตากัน เลยบอกไปว่า ไอ้เจ มึงทำเลย เดี๋ยวกูรับผิดชอบเอง

โมส อ้าว ไอ้สัส กูเพิ่งรู้ (หัวเราะ)

จ๋าย เจทำเสร็จปั๊บ เรียกทุกคนมาอัด พอโมสกลับมา ผมก็บอกว่า มึงเข้าไปอัดด้วย เหลือไลน์มึงไลน์เดียว 

โมส ร้องอะไรวะ เรียนก็บ่สูง เงินก็บ่มี อะไรวะเนี่ย ตอนนั้นงง

จ๋าย จูนยากมากครับ แล้วคนก็เชื่อยากมากว่าเราจะไปได้กับเพลงนี้ เพราะเราทำเพื่อชีวิต มาเปิดตัวด้วย Pattaya Lover เข้าใจว่าเพื่อนคงงง แต่ในใจเรามั่นใจเหลือเกินที่ต้องเป็นเพลงนี้ เพราะเราต้องลดความเป็นตัวเองลงก่อน เอาความสบายเขาหาคนฟัง ซื้อใจเขาก่อน แต่เราไม่รู้จะอธิบายให้เพื่อนฟังยังไง ก็เลยเผด็จการเสียเลย

หลังจากปล่อยเพลงแรก คาดหวังมั้ย

จ๋าย ไม่คาดหวัง แต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไอ้เหี้ย เราดังแน่เลยว่ะ เป็นการอุปโลกสนุกๆ ผมว่าทุกคนมีความเชื่อ แต่เราไม่ได้ผูกใจว่าขอให้ได้ ไม่ใช่พลังงานนั้น แต่จะเป็น แม่ง ดังชัวร์ว่ะ ทั้งที่ยอดวิวตอนนั้นหลักหมื่น

โมส หลักพัน เจ็ดพันอยู่สองเดือนจำได้ จนกว่าจะออก นักผจญเพลง

เจต เราลุ้นกันทุกวัน

จ๋าย จำได้ว่าขึ้นหมื่น ผมกับเจตดีใจมาก ดังแน่นอน ตอนนั้นเราตั้งเป้าไว้หนึ่งแสน ถ้าวิวเพลงไหนก็ช่างถึงแสนเมื่อไหร่ เราจะไปสักไททศมิตร (หัวเราะ) จนทุกวันนี้ยังไม่ได้สักเลย 

ถ้านับยอดวิวเป็นรอยสัก ตอนนี้คงเต็มตัวแล้ว

ทุกคน หัวเราะ

โมส คงไม่มีผิวว่าง

พวกคุณพูดถึง นักผจญเพลง บ่อย 

โมส มันคือจุดเปลี่ยนหนึ่งครับ

จ๋าย ไม่อยู่ในหัวเลยนะ ตอนนั้น อยู่ดีๆ มันก็ลอยมา

โมส หลังปล่อย Pattaya Lover เสร็จ เรากำลังจะได้ไปเล่นสดครั้งแรก เล่นเปิดให้กับพี่ปู พงสิทธิ์ ผมตื่นเต้นมากก่อนจะเล่นหนึ่งวันผมเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว หงุดหงิดตัวเอง ทำเพื่อนเสียงาน ด้วยความเจ็บใจเราเอาเพลง Pattaya Lover กับภาพวงไปให้ทุกคนในวงการที่เราพอจะรู้จัก ไปเจอพี่หลิน Mahaheretonight แกบอกว่าชอบ ก็ชวนไปเล่นคอนเสิร์ตที่ร้านหนึ่ง ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่คือ ไม้หมอน เจอเพื่อนเจที่พาเราไปออก นักผจญเพลง 

หลังจากนั้นวงเปลี่ยนไปเลย จากยอดวิวเจ็ดพัน เพลง เป็นตะลิโตน ขึ้นมาถึงล้าน นี่มันอะไรกันวะ สักพักสามล้าน มันไม่ใช่แล้ว ห้าล้าน สิบล้าน ตามมา พวกผมเลยไม่ได้สักเสียที เรากะไว้แสน อยู่ดีๆ เป็นสิบล้าน (หัวเราะ)

เพราะคุณร้องภาษาถิ่นด้วยหรือเปล่า 

จ๋าย มีผลในฝั่งอินดี้ มันเชื่อมไปสู่แผนที่เราวางไว้ ตอนนั้นเรารู้จุดยืนตัวเองว่าวงที่ไม่มีค่ายสนับสนุนหรือทำกันเอง ยากมากที่จะก้าวไป Main Steam ไม่ต้องถึงเพลงดีไม่ดี แต่คนฟังรู้จักมั้ย เราไม่มีพื้นที่โปรโมตให้คนฟังแมสหรือคนทั่วไปเขาได้ยินเพลงเรา ช่องทางที่เรามีก็เป็นแอปฯ ง่ายๆ จุดที่เราโปรโมตได้หนักสุดคงเป็นพื้นที่ของอินดี้ 

ทั้งโปรโมตมาสเตอร์ของเพลงและเอาตัวเข้าไปอยู่ พอเราตีโจทย์ว่าคนฟังกลุ่มแรกที่เราจะต้องมัดมือให้ได้คือคนฟังฝั่งอินดี้ คนอีสานกับเหนือจะฟังเพลงลึกมากกว่าคนภาคกลางและคนภาคใต้ และเขาฟังก่อนเป็นอันดับแรกๆ มันก็เริ่มเป็นแผนป่าล้อมเมือง เก็บรอบนอกให้หมด เพื่อให้เกิดกระแสตีเข้ามาข้างใน เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมกับเจถึงมั่นใจว่าจะต้องเปิดตัวด้วยเพลง Pattaya Love กับ เป็นตะลิโตน ก่อน มันเป็นหนึ่งในแผนป่าล้อมเมืองของเรา

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

มีคนบอกว่าเกิดมาชีวิตหนึ่งต้องได้ดูไททศมิตรเล่นสด 

จ๋าย ผมว่าการเสพสื่อของคนฟังเปลี่ยนไป ถ้าเป็นยุคก่อน ศิลปินเล่นไม่เหมือนในแผ่น คงโดนแฟนเพลงด่า ยุคนี้มียูทูบ มีโซเชียลมีเดีย การที่เราเล่นเหมือนยูทูบ เล่นเหมือนแผ่นเป๊ะๆ ทำให้คนฟังเบื่อ เพราะมันซ้ำ เขาฟังผ่านยูทูบ ผ่าน Spotify หรือแอปฯ อื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาดูสด ผมคิดว่าคนฟังอยากได้ความแปลกใหม่ในการเล่นสด

ประจวบกับสื่อบ้านเรา รายการร้องเพลงหรือประกวดแข่งขันจะทำออกมาเป็นโชว์ เป็นการแสดง เราสังเกตว่าพอเป็นโชว์ Live ของวงยอดวิวจะเยอะทุกที วิวจะวิ่งและมีคนดูเยอะมากกว่ามาสเตอร์ด้วยซ้ำ ทำให้เราเริ่มให้ความสำคัญกับการโชว์มากขึ้น เป็นที่รู้กันในวงว่าวงเราต้องขายโชว์นะ โชว์ทุกที่ต้องเต็มที่ ต้องได้ใจคนฟังทุกโชว์

เวลาเล่นสดเขาจะได้เห็นทุกองค์ประกอบ เขาเห็นทั้งการแสดง สีหน้า ท่าทาง เขาเห็นถึงพลัง ได้ยินเสียงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มันสดจริงๆ แต่มาสเตอร์ผ่านการสังเคราะห์มาแล้ว เล่นสดอารมณ์เลยถึงมากกว่า 

แดงกับเขียว เป็นเพลงที่ผลักไททศมิตรให้ไกลขึ้นไปอีก

จ๋าย แดงกับเขียว Hello Mama เราปล่อยเวอร์ชั่น Live แล้วได้รับผลที่ดีเกิดคาดไปแล้ว เราเชื่อว่าผลตอบรับจะไม่หนีจากนี้มาก เรารู้อยู่แล้วมันน่าจะสำเร็จ แต่เราคาดไม่ถึงตรงที่ว่าจะสำเร็จขนาดนี้ คูณสาม คูณห้าไปเลย 

จากป๊อปเป็นร็อกเพื่อชีวิต เปลี่ยนภาพจำของวงเลยมั้ย

จ๋าย ใช่ แล้วสิ่งที่ดีที่สุด คือแฟนเพลงเข้าใจครับ ถ้าเขางง พวกผมคงไปต่อแบบมึนๆ เหมือนกัน แต่พอปล่อยเพลงมาหลายแนว แฟนเพลงพร้อมที่จะเข้าใจว่าเนี่ยแหละคือไททศมิตร ต้องขอบคุณแฟนเพลงมากๆ

เพลงของไททศมิตรมีส่วนเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนสังคมมั้ย

จ๋าย ส่วนน้อยครับ ผมไม่อยากเคลมเข้าตัวเอง เข้าเพลงหรือเข้าวง ถ้าสมมติเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเขาฟังเพลงเรา อาจเป็นเพราะเพลงเราแค่หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนมากเกิดเพราะใจเขาเอง เพราะตัวเขาเอง เราอาจจะเป็นส่วนเล็กน้อยที่สะกิดใจเขาหรือทำให้เขานึกคิด แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมว่าต้องเปลี่ยนที่ประชาชน ที่ตัวคน

เพลงของคุณกำลังพูดแทนใคร

จ๋าย เราพยายามเซ็ตว่าเราอยู่ข้างประชาชน แต่ไม่ขีดว่าอันนี้เสื้อแดง อันนี้สลิ่ม เราจะไม่ใช้วิธีการแบบนี้ เรามองว่าประชาชนทุกคนเป็นฝั่งเดียวกับเรา เราวิพากษ์แค่ระบบ ช่องโหว่ที่เรารู้สึกว่าไม่แฟร์ แล้วนำเสนออย่างตรงไปตรงมาในรูปแบบของเรา สังคมอาจจะไปข้างหน้าทุกยุคทุกสมัย แต่บางอย่างไปได้ช้าเพราะอะไรบางอย่าง ซึ่งมันเป็นเพราะระบบ เพราะคน เราพยายามหยิบพวกนี้ขึ้นมาพูด อันไหนที่เราพูดแล้วเสียเวลา เราก็เลี่ยงจะไม่พูด ไม่ใช่ว่าไม่พูดเลย แต่เรารู้สึกถ้าพูดออกไป มันได้อะไร เราเลือกพูดในสิ่งที่มันได้มากกว่าดีกว่ามั้ย

มีน สิ่งที่เราทำได้คือเป็นกระบอกเสียง บอกเล่าเรื่องราวและสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ให้เป็นซ้ายหรือขวาอย่างชัดเจน

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Middle 8

ก้าวใหม่, เป็นคนดีหรือเปล่า, สำเร็จ

พวกคุณเข้ามาอยู่ใน Gene Lab ได้ยังไง

จ๋าย พี่โอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ,โอม Cocktail) ดู คลิปแดงกับเขียว ที่เราโชว์ แล้วเขาให้คนโทรมา

เจ ตอนนั้นกินหมูกระทะกันอยู่ แล้วกฤต Three Man Down เป็นเพื่อนผม เขาโทรมาบอกว่าพี่โอมสนใจ

จ๋าย หลายเดือนครับ ดีเลย์หลายเดือนกว่าจะตอบตกลง

ยุคนี้ศิลปินทำเพลงเองได้ แต่คุณกลับตอบตกลง แสดงว่าคุณเชื่อในความเป็นค่าย

จ๋าย ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ศิลปินทำเองได้หมดทุกอย่าง แต่จะทำในสเกลที่ใหญ่ไม่ได้ เช่น อยากไปทัวร์คอนเสิร์ต 77 จังหวัด ผมไม่เชื่อว่าวงอิสระจะทำได้ อยากทำคอนเสิร์ตใหญ่ สเกลห้าพันคน ยากมากที่ศิลปินอิสระจะทำเองได้ มันต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ค่ายก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราข้ามสะพานเพื่อไปคุยกับคนได้มากขึ้น

มันเป็นชอยส์ที่เร็วและดีที่สุด ถ้าถามว่าจะต้องแลกกับอะไรบ้าง เพลงอาจจะเป็นของค่ายนะ ส่วนแบ่งที่น้อยลงนะ พวกนี้เรารับได้หรือเปล่า ถ้าเรารับได้ เราไม่ได้ผูกว่าตัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เรากำลังหาเป้าที่มันสำคัญกว่า มันก็โอเคถ้าเราจะไป ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะพี่โอมด้วย ถ้าไม่ใช่พี่โอม พวกผมทั้งหกคนคงจะไม่เซ็นสัญญาเหมือนกัน

เพราะอะไร

จ๋าย ผมรู้สึกว่าแกเป็นคนดี สำหรับผมนะ วันนั้นผมจำได้เลย มีเจ มีผม มีเจต คำถามแรกที่ผมถามพี่โอมคือ ผมอยากรู้ว่าพี่เป็นคนดีหรือเปล่า ทั้งโต๊ะงง มึนกันหมด เขาก็หัวเราะ ผมมาวันนี้ ผมแค่อยากรู้ว่าพี่เป็นคนดีมั้ย พี่ไม่ต้องตอบผม เดี๋ยวผมจะรู้เอง ถ้าผมรู้ว่าพี่เป็นคนไม่ดี ผมจะไม่เสียเวลากับพี่ พวกผมไม่กลัวคนไม่ดีหรอก แต่คนไม่ดีมักจะทำให้เราเสียเวลา คนเรามักจะโกงกัน เกลียดกัน เอาเปรียบกัน แล้ววันหนึ่งก็จบไม่สวย เวลาที่ผ่านมาจะเสียไปหมด พวกผมวางแผนกันไว้หมดแล้ว เรามีข้อจำกัดของเวลา อะไรที่รู้สึกเสียเวลาพวกเราจะไม่ทำ 

ตลาดคนฟังอินดี้กับตลาดคนฟังแมส ต่างกันกันมั้ย

จ๋าย ต่างนิดหน่อย ต้องปรับตัวมากๆ คนฟังฝั่งอินดี้ของเราก็ไม่ได้หายไป คนฟังฝั่งแมสก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โจทย์ที่ต้องตีให้แตก คือทำยังไงให้เราไม่หักแฟนเพลงเก่า ขณะเดียวกันก็นำเสนอสิ่งใหม่ให้แฟนเพลงใหม่ได้ฟังด้วย 

วางแผนการทำงานยังไง

จ๋าย โอโห เราวางทุกขั้นตอน Step by Step สามเดือนจะเอาอันนี้ หกเดือนจะเอาอันนั้น หนึ่งปีจะทำอย่างนี้ ระยะยาววางหมดแล้ว จนไปสู่ค่ายก็ยังมีแผนสำหรับค่ายอีก เราวางไว้เผื่อๆ เลยคือห้าปี เพราะวงเราเพิ่งมา แต่ละคนไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ มีในฐานะแบล็กอัปบ้าง ตัวผมกับโมสแทบไม่เฉียดเข้ามาในวงการเลย

เราเตรียมใจไว้แล้วว่ามันต้องใช้เวลาเยอะนะ แต่ทุกอย่างมันได้กลับมาเร็วไปหมด ทุกอย่างเซอร์ไพรส์เราทุกย่างก้าว เห้ย ได้ออก นักผจญเพลง เฉยเลย ได้ไปเฟสติวัลใหญ่ๆ เฉยเลย ได้ไปบิ๊กเมาเท่นอีกแล้ว มันตกใจตลอด

แสดงว่าแผนห้าปีสำเร็จตั้งแรก

จ๋าย ภายในสองปี เราได้ทุกอย่างในห้าปีที่วางไว้

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Break

ความงามของชีวิต, สายเขียว, วงพาวเวอร์เรนเจอร์

เพลงของพวกคุณพูดความจริงของชีวิต แล้วคุณมองเห็นแง่งามของมันบ้างมั้ย

เจต จ๋าย (เรียกให้ตอบ)

จ๋าย สกู๊ปนี้จะมีแต่กู (หัวเราะ) ช่วงก่อนจะทำวง ผมสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม

เกริ่นก่อนว่าผมมาจากครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลย จนขนาดต้องไปขอข้าวข้างบ้านกิน อยู่ๆ วันหนึ่ง ครอบครัวเขาก็กลับมาดูแลผมพร้อมกับทรัพย์สินเงินทองทุกอย่าง ผมแทบไม่ต้องดำรงชีวิตปกติ แทบไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้นะ แล้วมันก็เกิดคำถามว่า ชีวิตผมจะเกิดมาทำไม ถ้าไม่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ไม่ต้องทำงานหาเงิน ผมจะต้องทำอะไรต่อไป เพราะการหาเงินมันคงไร้แก่นสาร เรามีอยู่แล้ว ผมเลยตามหาสิ่งที่ผมทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า 

ผมเคยเจอชาวนาจริงๆ เจอวินมอเตอร์ไซค์จริงๆ ผมรู้สึกว่าเขาเท่มาก วินฯ ที่ตั้งใจขับรถมอเตอร์ไซค์เพื่อส่งผู้โดยสารให้ถึงที่อย่างปลอดภัย ชาวนาที่รู้ว่าหน้าที่ของเขาคือการปลูกข้าวให้คนกิน ดังนั้นขอแค่รู้และศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ในสิ่งที่ตัวเองทำ บางคนอาจจะเกิดมาเพื่อเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ แล้วก็ตายจากไป คำถามมันก็กลับมาว่า การเกิดมาแค่นั้น มันไม่ยิ่งใหญ่พอหรอ สำหรับผมมันโคตรยิ่งใหญ่เลยครับ แค่ต้องรู้ว่าเราศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มั้ย เราให้เกียรติชีวิตตัวเองมั้ย เราให้เกียรติชีวิตคนอื่นด้วยหรือเปล่า ผมว่าความสวยงามมันอยู่ตรงนี้ 

คิดถึงชีวิตก่อนจะมาเป็นไททศมิตรบ้างมั้ย

จ๋าย โอ้ย ไม่คิดถึงแล้ว

ตุ๊ก ลืมไปแล้วฮะ

โมส ไอ้หมอนั่นใคร

จ๋าย มันก็คิดถึงนะครับ ยังจำได้ ช่วงแรกเราตั้งไข่ ตอนนั้นติดหนี้ 

โมส ตอนนี้หนี้หมดแล้วหรอ

มีน ยังไม่หมดนะ

(ทุกคนหัวเราะร่วน)

ตุ๊ก มหากาพย์หนี้พันปี

จ๋าย สมัยอินดี้ วงเราเป็นวงหน้าใหม่ ระบบการจัดการยังไม่ดี มันก็ทำให้เราจองตั๋วผิด ทำอะไรผิด กลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ต้องทำงานใช้ เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นตลอดสองปีที่ผ่านมา ก็ยังแซวกันสนุกอยู่

มีเรื่องไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับไททศมิตรบ้าง

จ๋าย เยอะครับ 

เจต คนเชื่อว่าเราเป็นสายเขียว 

จ๋าย โดยเฉพาะมีน 

มีน ใช่ครับ ผมไปไหนจะโดนยื่นกัญชาให้ ผมไม่ใช่ ผมไม่ได้เล่น จะมีคนมาแซวบ้าง 

จ๋าย มีนเขาเลี้ยงแมว แล้วเป็นภูมิแพ้ แพ้ขนแมวด้วย ขอบตาจะดำหน่อย คนจะแซวกันเยอะ อย่างชื่อวงคนก็เข้าใจผิดเยอะ บางครั้งคนเรียกผมเป็นโมสบ้าง เรียกไอ้โมสเป็นผมบ้าง และคนมองเราเป็นร็อกเพื่อชีวิตหนักๆ เขาจะคิดว่าพวกเราเป็นคนห่ามๆ จะคอยยื่นแอลกอฮอล์ให้ เราไม่ได้เป็นสายดื่มจริงจัง ยกเว้นน้องเจ ดื่มเป็นชีวิตจิตใจ

เจ นี่ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ

จ๋าย เข้าใจถูกแล้ว มึงเป็นอย่างนั้นแหละ (หัวเราะ)

คนเรียกชื่อวงผิดเป็นอะไร

เจ ไตโตะสมิตะ ไทโทสะมิตร

จ๋าย วงตะลิโตน วงขาวกับเขียว ไตโตะสะมิ

โมส วงเขียวเหลืองแดง 

มีน ไทโยโกฮาม่า 

จ๋าย รายการใหญ่ๆ ดังๆ ก็ยังพูดชื่อเราผิด เราเข้าใจได้ เพราะเราใช้ภาษาอังกฤษ มันดิ้นได้หลายทาง 

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Outro

ฝันที่เป็นจริง, เติบโตเพื่อกลับไปทบทวนก้าวแรก, อย่ากลัวความคาดหวัง

วินาทีที่ขึ้นไปเหยียบเวที วันนั้นเราเห็นพี่ป๊อดอยู่ตรงนั้น วันนี้ไททศมิตรมายืนจุดเดียวกัน

จ๋าย ไม่ใช่ความรู้สึกผมคนเดียว แต่เป็นความรู้สึกของทั้งวง ทั้งทีม ผมจำวันแรกของทุกคนได้ ผมจำไอ้โมสตอนแบกกีตาร์ไปเล่นกลางคืน ฝนตกก็ต้องไป ต้องทำรอบเพื่อให้ได้ตัง ผมจำไอ้เจตที่นอนน้อย ทำงานไปรษณีย์ ผมจำมีนที่เป็นแบ็กอัปศิลปิน ผมจำเจที่เป็นตากล้อง ผมจำตุ๊ก ผมจำทุกคนได้ ตั้งแต่วันแรกที่ทำมามันไม่ได้ไกล เพราะเรามาถึงจุดนี้กันเร็วมาก พอขึ้นเวทีมันก็ท่วมท้น ก่อนหน้านั้นเรายังเป็นคนทำเวทีบิ๊กเมาเท่นอยู่เลย

ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้วงมาถึงตรงนี้ วันนั้นรู้สึกรักวงมากๆ รักทีมมากๆ รักแฟนเพลง

ผมอยากให้กำลังใจทุกคน ให้สู้ในแบบของเขา 

วันหนึ่งเขาจะมีบิ๊กเมาเท่นของตัวเอง

จ๋าย ผมบอกเขาว่าบิ๊กเม้าเท่นของเขาอาจจะไม่ใช่เทศกาลดนตรี เป็นอะไรก็ได้ที่เขาวางเป้าหมายเอาไว้ มันจะสำเร็จถ้าเขาทำอย่างตั้งใจ มีแบบแผนและทำมันในทุกวัน สักวันหนึ่งมันต้องสำเร็จ ถ้าไม่ตายก่อนนะ

ตลอดสองปีที่เป็น ไททศมิตร พวกคุณเติบโตหรือเรียนรู้อะไรบ้าง

จ๋าย ผมว่าพวกเราโตขึ้นเยอะ ยิ่งช่วงหยุดเห็นได้ชัดว่าโตขึ้นเยอะมาก ทั้งเรื่องจุดที่ยืน ทั้งเรื่องงานที่ทำ และทัศนคติที่คิดต่อทุกสิ่ง เหมือนสองปีที่ผ่านมาเราเริ่มจากไฟที่มันแรงมาก แรงและพุ่งทะยาน พุ่งจนไม่เคยเหยียบเบรก เราจะเอาให้ได้ จะไปให้ได้ แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราถูกเบรกโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วงแรกรู้สึกอึดอัดครับ

พอผ่านมาสักพักเริ่มกลับมาทบทวนจุดประสงค์แรกหรือพลังงานแรกที่เราใช้ขับเคลื่อน เช่น เคยเติมเบนซิน ลองเปลี่ยนไปเติมแก๊สโซฮอลดูมั้ย เราปรับมุมมองจากสิ่งที่เคยเชื่อร้อยเปอร์เซนต์ กลับไปเช็กฟีดแบ็กจากเรื่องที่เคยพูดไปแล้ว ได้ผลมากน้อยยังไง คนรู้สึกยังไง เหมือนเป็นการถอดบทเรียนของสองปีที่ผ่านมา

ความจริงเราพยายามจะเป็นแบบนี้ตลอด แต่ไม่มีเวลาให้พวกเราได้หยุดและทบทวนสักที ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีให้เราได้กลับมามองตัวเองชัดเจนจริงๆ เราอาจจะคิดว่าวงเราดังมากแล้ว พอหยุดคิด ก็ไม่ได้ขนาดนั้นนี่หว่า เป็นแค่คนตัวเล็กที่ยังต้องทำสิ่งนี้ต่อไป 

คุณมองว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาส 

ตุ๊ก วิกฤตด้วยครับ (ทุกคนหัวเราะร่วน) ยังมองเป็นวิกฤตอยู่ดี

จ๋าย เป็นวิกฤตแต่พยายามปรับตัวครับ อย่างที่บอกเราวางแผนมา อย่างน้อยผมมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่พยายามสร้างไว้เพื่อซัพพอร์ตทีมงานและวง เราเลยยังพอไปได้ แต่ถ้านานกว่านี้เรือจะล่มแล้วครับ

ความท้าทายของศิลปินเพื่อชีวิต (หน้าใหม่) คืออะไร

จ๋าย ท้าทายทุกย่างก้าวฮะ เราจะไปไกลกว่านี้ได้มั้ย หลายคนคาดหวังว่าเราเป็นเพื่อชีวิตที่น่าจับตามอง เราไม่รู้ว่าเขาคิดแบบไหน ไม่รู้ว่าจะเป็นเพื่อชีวิตในแบบที่เขาคิดหรือเปล่า เพราะเราเองยังไม่รู้เลย เราพยายามจริงใจกับทุกโมเมนต์ จริงใจกับทุกช่วงชีวิตที่เราเจอ แล้วเขียนมันออกมา สื่อสารมันออกมา แต่พยายามไม่กดดันตัวเอง

กลัวความคาดหวังมั้ย

จ๋าย ไม่กลัว ถ้ากลัวความคาดหวังของคน แสดงว่าเราต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นอย่างที่เขาคิด ความจริงเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้คาดหวังตัวเองด้วยซ้ำ เราจะเอาความคาดหวังของคนอื่นมามีอิทธิพลต่อเรา มันก็ไม่ใช่ 

พอแฟนเพลงเขาเกิดความรัก ผมเชื่อว่าเขาคาดหวังอยู่แล้ว พวกผมทำตามความคาดหวังของทุกคนไม่ได้ พูดตรงๆ ว่า ทำไม่ได้ ผมต้องขอโทษด้วย วันหนึ่งไททศมิตรอาจจะทำให้ทุกคนเสียใจ เสียใจที่เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด เราอาจจะไม่ถูกใจบางคน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมรับมือกับความผิดหวังของพวกเขา 

พูดได้หรือยังว่าไททศมิตรประสบความสำเร็จแล้ว

จ๋าย ตลอดทางที่ผ่านมาผมว่าเราประสบความสำเร็จไปแล้วนะ เราพยายามช่วยทุกคนเท่าที่ช่วยได้ ช่วยเรื่องปัจจัย ช่วยบริจาค ตอนนี้เราช่วยทีมงานเราได้ ช่วยคนรอบข้างเราได้ ช่วยแฟนเพลง ช่วยคนที่เขาลำบาก แม้แต่ช่วยให้กำลังใจเขา จากแค่ผ้าขาวม้าผืนเดียวของพวกเรา จากคำพูดง่ายๆ หรือการอัดคลิปอวยพร เราทำมาระหว่างทางตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้เราจะทำยังไงให้มันมากขึ้นแล้วถึงทุกคนจริงๆ 

การให้สำคัญกับพวกคุณ

จ๋าย สำคัญมาก สิ่งหนึ่งที่ผมบอกทุกคน เราอย่าเพิ่งอัปสเต็ปชีวิตตัวเอง เราจำตัวเองในวันแรกให้ได้ จำชีวิตที่กินข้าวสามมื้อง่ายๆ แล้วอิ่มให้ได้ ตอนนั้นก็มีความสุข ตอนที่เราเริ่มต้น เรายังหัวเราะกันเหมือนวันนี้ ต่างกันแค่ตอนนั้นไม่มีเงินเยอะขนาดนี้ ไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนี้ เราก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข พอคิดแบบนี้ได้ สิ่งที่ได้มาทั้งหมดคือกำไร วันหนึ่งถ้าเราได้กำไรสักสิบบาท เราอยากจะอัปสเต็ปชีวิตเก็บไว้สักสองบาท ชีวิตก็ก้าวหน้า ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ ทุกคนก็พร้อมที่จะให้กับคนอื่นได้ ให้ทั้งเวลา ให้ทั้งปัจจัย ผมเลยคิดว่าการให้สำคัญมากๆ

ไททศมิตรวางแผนอนาคตไว้แบบไหน

จ๋าย ระยะสั้นเราขอให้สถานการณ์ปกติก่อน แล้วกลับไปยืนจุดที่ก่อนหน้านี้เคยยืนให้ได้ เพราะช่วงหยุดพัก เพลงเราไม่ได้ทำงานเลย ทุกอย่างมันนิ่ง แล้วเรายังเดาไม่ออกว่ามันจะจบตรงไหน แล้วกลับมามันจะปกติเลยมั้ย

ระยะยาวพยายามไปให้ถึงจุดที่คนรู้จักมากกว่านี้ จะทำยังไงให้สื่อหลักสนใจไททศมิตร เพื่อเป็นอีกหนึ่งโทรโข่งที่เราจะพูดกับคนหมู่มาก คนอาจจะคิดว่าไททศมิตรมีชื่อเสียง สำหรับผมยัง ยังมีคนอีกหลายล้านที่ไม่รู้จักเรา 

พอเขาไม่รู้จัก เขาก็ไม่จำเป็นต้องฟังในสิ่งที่เราพูด อย่างน้อยผมอยากให้ทุกคนรู้จักไททศมิตรก่อน พอเราพูดออกไป ถูกหูไม่ถูกหู ชอบไม่ชอบ ผมให้คุณตัดสิน สื่อมีส่วนทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ พวกผมจะรอวันที่โทรโข่งของเราใหญ่พอจะสื่อสาร เราอยากไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุดแล้วพูดมันออกไปให้กว้างและดังที่สุด

ถ้า ‘ไททศมิตร’ เป็นเพลงเพลงหนึ่ง พวกคุณคิดว่าท่อนจบของเพลงจะเป็นแบบไหน

โมส ผมปลูกผัก จ๋ายอาจจะเลี้ยงไก่อยู่ข้างๆ แลกกันกิน บ้านนู้นจะปลูกข้าว ปลูกนาก็ว่ากันไป

มีน เปิดยูทูบดูตัวเองเล่น 

เจ ไม่ว่าจะไปทำอะไรของตัวเอง ขอแค่ทุกคนยังมาเจอกันอยู่ 

จ๋าย สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องอยู่ครบ วันหนึ่งมันจะไปจบตรงไหนไม่รู้ แต่ว่าลูกผมต้องมีคุณอาชื่อมีน ชื่อเจ ชื่อตุ๊ก ชื่อโมส ต้องมีครอบครัวเขาอยู่ในส่วนหนึ่งของชีวิตผม ผมไม่อยากเสียใครไป เราเคยคุยกันขนาดที่ว่า ถ้าจุดไหนมันทำให้ลูกผมไม่มีลุงชื่อโมส ชื่อเจต ผมคงไม่แลกกับมัน ผมคงเก็บพวกลุงติงต๊อง ปัญญาอ่อนเอาไว้ 

ภาพ : TaitosmitH

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load