ร้องนำ, กีตาร์ | อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี, จ๋าย
ร้องนำ, กีตาร์ | ตฤณสิษฐ์ สิริพิชญาศานต์, โฟร์โมส
กีตาร์
| ปัณณสิทธิ์ สุขโหตุ, มีน
เบส
| เจษฎา ปัญญา, เจต
กลอง
| พัฒนภูมิ ชอุ่มผล, ตุ๊ก
คีย์บอร์ด
| ธนกฤต สองเมือง, เจ

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Intro

“ฮัลโหล ฮัลโหล เฮ็ดอีหยังอยู่น้ออิแม่…” เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับเนื้อร้องสุดกินใจจนต้องปาดน้ำตากับเพลง Hello Mama จดจำความเดือดดาลเลือดพล่านในเพลง แดงกับเขียว และเพลงฟังสบายริมทะเลอย่าง Pattaya Lover เพลงแจ้งเกิดของวงเพื่อชีวิตน้องใหม่ที่มาแรงแหกทุกโค้งอย่าง ‘ไททศมิตร’ (TaitosmitH) 

การรวมตัวของชายหนุ่ม 6 คน ด้วยความตั้งใจอยากหยิบจับวัตถุดิบในสังคมมาทำเพลงที่ไม่จำกัดแนว แต่ขอยึดแก่นแกนข้อเดียวคือเพลงเพื่อชีวิต ในความหมายเพื่อชีวิตของคนอื่น พวกเขาเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าชีวิตของคนในสังคม ไม่ว่าจะความรัก ครอบครัว คนไกลบ้าน การเมือง เพื่อหวังให้มนุษย์เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

เพลงของพวกเขาถูกจับตามองตั้งแต่เป็นวงอินดี้ ปัจจุบันเซ็นสัญญากับ Gene Lab ตัวตนของเขาชัดเจนกว่าเดิม และสิ่งสำคัญที่เป็นความโชคดีของคนทำเพลง คือแฟนเพลงเข้าใจในสิ่งที่ไททศมิตรกำลังทำและกำลังเป็น ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) เราอยากเป็นหนึ่งกระบอกเสียงบอกเล่าเส้นทางดนตรีของคนหนุ่มความตั้งใจดี 

ขอให้เปรียบบทความนี้เป็นเสมือนเพลงเพลงหนึ่ง ที่เราอยากร้องกู่ให้ดังก้องในนาม ไททศมิตร

Verse

ขายฝัน, ลาออก, ป๊อด โมเดิร์นด็อก

‘ไททศมิตร’ รวมตัวกันได้ยังไง

จ๋าย เราเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันสักคน มีแค่เจกับมีนที่เจอกันเพราะเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน โมสก็ฉายเดี่ยว ตุ๊กก็อยู่คนละมอกัน ห้าคนได้เจอกันครั้งแรกตอนที่ผมเปิดร้านเหล้า ทุกคนมาช่วยเล่นให้

ตอนนั้นผมโทรหาโมสคนแรก เพราะโมสกับผมจะแบ่งเพลงกันฟังตั้งแต่สมัยเรียน เห้ย กูแต่งเพลงใหม่มาว่ะ ยอกันไป ยอกันมา (หัวเราะ) แต่ไม่เคยทำเป็นจริงเป็นจังสักที ผมบอกโมสว่า กูอยากทำวง อยากได้คนเยอะๆ อยากได้มือคีย์บอร์ด อยากได้มือกีตาร์ โมสก็คอยจิ้มว่า คนนี้ คนนี้ ผมก็เห็นด้วยกับเขา แล้วผมก็เริ่มปฏิบัติการขายฝัน

โมส แล้วก็โทรไปจีบ

จ๋าย ไม่ได้โทรไปจีบ เรียกว่าโทรไปขายฝัน คิดดูว่าผมขายฝันเจตจนเจตลาออกจากงาน 

ทำไมเจตกล้าทิ้งงานประจำ มาคว้าฝันของจ๋าย

เจต ช่วงนั้นผมนอนน้อยมาก ตอนกลางวันผมทำงานไปรษณีย์ ตอนกลางคืนเล่นดนตรี ผมเจอจ๋ายบ่อยมาก ตอนนั้นมีนอยู่ด้วย จ๋ายบอกผมว่า เจต มึงเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน ใช่ปะ (ถามจ๋าย) 

จ๋าย ผมเห็นจังหวะมันได้ เลยบอกว่า เจต มึงเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน มึงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นไปรษณีย์

เจต วันรุ่งขึ้นผมลาออกเลย เหนื่อยงานด้วย แล้วก็อยากเล่นดนตรีด้วย

อยู่ดีๆ จ๋ายก็อยากทำวงเพื่อชีวิต

จ๋าย ผมไม่มีอะไรทำครับ ว่างมาก จนวันที่ไปงานบิ๊กเมาท์เท่น แล้วเราไปดูพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ผมอาจจะทำแบบนั้นได้ก็ได้ การที่ไปยืนอยู่ตรงนั้นมันยากหรอวะ เหมือนเพ้อไปคนเดียวว่าเห็นไอ้โมสยืนตรงนั้น ไอ้มีนยืนตรงนั้น คนนี้ยืนตรงนี้ มันเป็นไปได้นะ อาจจะดีเลยก็ได้ ถ้าเราทำสำเร็จ เด็กวัยรุ่นเยอะแยะมากมายที่สังคมอาจจะมองไม่เห็นเขา แล้วเราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจ ทำให้เขามีตัวตน ทำให้เขาสู้ชีวิตของเขาต่อไปได้

ผมเลยอยากจะทำให้มันสำเร็จ ที่บอกว่าขายฝัน ตอนแรกผมเอาตรงนี้ไปขายทุกคนก่อนว่าใจความสำคัญเราอยากทำตรงนี้ มึงจะไปกับกูมั้ย ทุกคนจะไปกับกูมั้ย แล้วทุกคนก็พร้อมไป ความจริงผมกับโมสตัดสินใจเลือกทุกคน เพราะในทัศนคติของเราทั้งสองคน เราเชื่อว่าบุคคลเหล่านี้เขาเป็นคนดี แล้วเราน่าจะอยู่กับเขาได้ 

แสดงว่าทุกคนเชื่อในดนตรี 

จ๋าย จะเชื่อในดนตรีก็ไม่ถูกนะโมสนะ มันเหมือนเชื่อในกันและกันมากกว่า ถ้าไม่ใช่เซ็ตนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้มั้ย ถ้าเปลี่ยนคนไปสักคนแม้แต่ทีมงาน ก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงจุดนี้ได้หรือเปล่า ที่มาได้เพราะทุกคนจริงๆ ยันทีมงานเลย

อย่างซาวด์เอ็นจิเนีย เราได้มาจากการทาบทามของตุ๊ก พอทาบทามมา เหมือนเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา วงเราเริ่มจากศูนย์ ไม่มีเครื่องดนตรีหรือ System ที่จะรองรับ เต็มที่มีแค่กีตาร์ของตัวเอง ตังค์ก็เป็นหนี้อยู่ แต่ว่าซาวด์เอ็นจิเนียคนนี้ เขาอยู่กับเราไม่ถึงปี เขาควักเงินส่วนตัวเกือบหกหลัก เพื่อจะซื้อ System อุปกรณ์ทั้งหมดมาให้เราใช้ก่อน แล้วเราค่อยผ่อนเขา ผมถึงบอกว่าถ้าไม่ใช่ทีมนี้ ไททศมิตรคงมาไม่ถึงตรงนี้เหมือนกัน

เคยถามมั้ยว่าอะไรทำให้เขามั่นใจ

โมส เขาน่าจะคิดดอกเบี้ยครับ 

ทุกคน หัวเราะ 

จ๋าย ผมไม่เคยถามจริงจัง เหมือนเขาเชื่อในตัววงมากๆ ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาเชื่อขนาดนั้น ไม่ใช่แค่ทีมงาน แม้แต่พวกเราหกคน ก็อยู่ในช่วงศึกษากันอยู่ เพราะเรามากันคนละกลุ่ม เราไม่ใช่เพื่อนกันจริงๆ เราไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ ทุกอย่างมันถูกสร้างตลอดสองปีที่ผ่านมาทั้งหมด ที่เห็นตลกกัน สนุกกัน ยิ้มให้กัน ตลอดสองปีทุกคนลงทุนในการเปิดใจเข้าหากัน ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ต้องกลัวกันแล้ว มันเลยทำให้เขาเห็นว่าเราเอาจริง เขาก็เลยเอาจริงบ้าง

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Pre-Chorus

เรือไททศมิตร, เพื่อชีวิต, คางคก

ถ้าให้นิยามไททศมิตรในแบบไททศมิตร

เจต นิยามคือยังไงนะ

โมส ที่อยู่ในหนังสือ

เจต นั่นนิยาย 

จ๋าย ผมเคยพูดกับทุกคนว่า ผมเปรียบไททศมิตรเป็นเรือหนึ่งลำ เราจะไม่พยายามเปรียบไททศมิตรเป็นตัวเรา เมื่อไหร่ที่ไททศมิตรเป็นตัวเรา วันนี้หรือวันต่อไปที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เราจะคิดว่าเรายิ่งใหญ่ไปด้วย ความจริงไม่ใช่ 

เราเป็นลูกเรือ ทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน ทุกหน้าที่มีความสำคัญหมด เราเป็นคนคนหนึ่งที่ทำงานบนเรือลำนี้ แฟนเพลงก็เป็นเหมือนคลื่น เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ช่วยผลักให้เรือลำนี้ไปถึงฝั่ง ถ้าระหว่างทางใครอยากจะแวะเกาะไหนหรือจะอยากไปถึงฝั่งด้วยกันก็แล้วแต่ แต่จำไว้ว่าเราเป็นแค่ลูกเรือบนเรือที่ชื่อว่า ไททศมิตร 

เรือที่ชื่อไททศมิตรเชื่ออะไรถึงใช้เสียงเพลงในการเดินเรือ

จ๋าย เราทำเพลงเพื่อชีวิต แล้วเราก็บอกกันเสมอว่าเพลงเพื่อชีวิตของคนอื่นเราไม่รู้และไม่กล้าจำกัดความว่าเพื่อชีวิตจริงๆ คืออะไร แต่เพื่อชีวิตสำหรับไททศมิตร คือเพื่อชีวิตคนอื่น ใครก็ตามที่ส่งเสียง ส่งแรงผลักดันเรือลำนี้ หรือทุกคนที่อยู่บนเรือลำนี้ เราจะไม่ถีบใครก็แล้วแต่ลงจากเรือ เราไม่มีนโยบายไล่ทีมงานหรือคว่ำบาตรใครให้ออกจากวง เราไม่นิยมวิธีการแบบนี้ เราพยายามให้มันเพื่อชีวิตทุกคนจริงๆ

ไม่ตีกรอบว่าเพื่อชีวิตเป็นแนวเพลง

จ๋าย ใช่ แนวดนตรีเรามั่วซั่วมากเลย (หัวเราะ) ถ้ารอเพลงใหม่จะหลากหลายไปอีก เดาไม่ถูกว่าเราจะทำอะไร แต่จะไม่หนีแกนหลักเราแน่นอน เพราะอิงจากทักษะดนตรีของแต่ละคนในวง อิงจากการเขียนของผมกับโมสเป็นหลัก แต่ว่ามู้ดของดนตรีอาจจะเปลี่ยนไปบ้างให้เหมาะกับเพลงนั้นๆ เราเป็นเพื่อชีวิตที่ไม่ผูกแนวดนตรีไว้ทางเดียว 

ข้อดีของการไม่จำกัดตัวเอง คือการเปิดรับทุกอย่าง

จ๋าย ผมไม่ได้เป็นนักดนตรีมาก่อน ผมเสพทุกอย่างเลย ไม่ใช่ยานะครับ (ทุกคนหัวเราะลั่น)

เสพงานทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ดนตรีอย่างเดียว ละครเวที หนัง แล้วพยายามทำใจให้กว้าง พอทำใจให้กว้างมันมีน้อยมากที่เราจะไม่ชอบงานตัวเอง แต่จะมีความคิดริเริ่มมากเลย ถ้ามันเริ่มจากความชอบของเรา สมมติเจวาดรูปขึ้นมา เห้ย ขอระบายสีได้มั้ย อยากสร้างสรรค์ต่อ อยากเอามือเขาไปยุ่ง พอตั้ง Mide Set ให้กว้าง ก็พร้อมจะรับทุกอย่าง สิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งเก่าๆ ที่ผ่านเข้ามา และพร้อมสร้างสรรค์กับมัน เราเชื่อว่าแนวทุกแนว มีดีในแบบของมัน

ชีวิตแบบไหนที่ไททศมิตรหยิบมาเล่า

จ๋าย เยอะแยะมากมายเลยครับ ถ้าจะพูดจริงๆ ทุกเรื่องเลยนะ แต่ที่เราพูดไปแล้วก็มีความรัก สังคม การเมือง วิถีชีวิตของคนบางประเภท อย่าง Hello Mama ก็แทรกเรื่องคนรากหญ้า กรรมกร คนทำงานที่ต้องห่างบ้าน หรือ แดงกับเขียว เป็นชีวิตของโมสที่เจอมาตอนอยู่กำแพงเพชร เด็กวัยรุ่นตีกัน ผมว่ามัน Base on True ทุกยุคทุกสมัย 

เมื่อเราตั้งเป้าว่าทำเพลงเพื่อชีวิตคนอื่น จะทำให้เราใจกว้างมากขึ้น เวลาเราไปเจอคนที่ไม่รู้จัก เราอาจจะไม่ชอบนิสัยเขาเลย แต่เราจะพยายามเข้าใจเขา พอเราพยายามเข้าใจเขา สักวันมันจะมีเพลงที่เขียนถึงมุมของเขา ผมถึงบอกว่า บางทีเราอาจมีเพลงที่แฟนเพลงไม่ชอบใจ แต่อย่าลืมนะว่าเราก็เล่าในมุมของมนุษย์อีกแบบหนึ่ง

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

ให้มนุษย์เข้าใจมนุษย์

จ๋าย มันมีหลายมุมมากเลย อย่างเพลงรักที่เราเขียนมา Pattaya Lover ก็พูดเรื่องหนุ่มอีสาน คุณลุงขายส้มตำที่หลงรักผู้หญิงชาวอังกฤษ อาจจะดูน่ารักมุ้งมิ้ง แต่ความจริงมันแฝงความเป็นไปไม่ได้ อย่างมุมน่าสงสาร เป็นตะลิโตน เป็นการปลอบใจ ถ้ามุมหนักหน่อย เรามี รจนา ที่วิพากษ์คนที่มองความรักแต่ภายนอกไม่ได้มองถึงภายใน

คนอาจจะงง ไททศฯ พูดเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมพูดทุกอย่างเลย เราพยายามพูดให้ได้ทุกแง่มุม ไม่กำหนดว่ากูคือสีน้ำเงิน กูจะพูดฝั่งสีน้ำเงินอย่างเดียว หรือยกตัวอย่าง จะพูดเข้าข้างตำรวจ แต่ไม่มีเพลงชมตำรวจเลย คงจะไม่ใช่ เราอาจเขียนเพลงที่พูดถึงการทำงานของรัฐหรือตำรวจที่มันบกพร่อง เราอาจจะมีเพลงที่พูดถึงนายตำรวจคนหนึ่งที่เขาทำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนจากสังคมหรือระบบหน้าที่ที่มันยุติธรรมก็ได้เหมือนกัน

ตีแผ่สังคม ให้กำลังใจ เป็นหัวใจของเพลงเพื่อชีวิตมั้ย

จ๋าย ตอบยากมากเลยนะครับ ผมไม่กล้าจำกัดความเลย จากวงในตำนานอย่างคาราบาว พี่ปู พงสิทธิ์ แฮมเมอร์ มาลีฮวนน่า แต่ละวงมีทิศทางที่ต่างกันมาก ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพี่ๆ เหล่านี้คือเพื่อชีวิตของจริง พอเป็นแบบนี้ก็แทบจำกัดไม่ได้เลยว่าหัวใจสำคัญของมันคืออะไร ควรพูดถึงเรื่องอะไร แต่ที่ผมสัมผัสได้คือ ทุกเพลงมีพลังงานบางอย่าง มีพลังของการให้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นให้กำลังใจ ให้ความสุข

ผมรู้สึกว่าเพลงต้องให้อะไรสักอย่างกับคนฟัง การให้ถ้ามาจากต้นทางจะดี ต้นทางคือเจตจำนงของคนเขียนว่าตั้งใจจะให้ใครตั้งแต่แรกก่อนหรือเปล่า พอผ่านดนตรี ผ่านการสร้างสรรค์ออกมา สิ่งนั้นอิมแพ็กไปสู่ใครบ้าง 

ชีวิต สังคม ประสบการณ์ เป็นวัตถุดิบที่คุณหยิบมาเขียนเพลงหรือเปล่า

โมส การเริ่มต้นโปรเจกต์มีวิธีคิดหลายแบบ อย่างหนึ่งเลยคือความรู้สึก เป็นสิ่งที่พาให้เราอยากหยิบปากกาจริงๆ บางทีอาจจะคิดถึงเรื่องวันวาน แล้วก็เขียนเพลงรักให้ผู้หญิงคนนั้น หรือเราเปิดทีวีแล้วเห็นข่าวโศกนาฏกรรมเยอะมาก แล้วเรารู้สึกบางอย่าง เราก็หยิบปากกามาเขียน ผมว่ามันไม่ควรมีวิธีที่จะไปจำกัดมัน 

ถ้าเพลงมาจากอารมณ์และความรู้สึก มีเพลงไหนที่คุณประทับใจบ้าง

โมส ถ้าเขียนแล้วสนุกมีความสุข ผมชอบ คางคก เป็นการปรียบคางคกกับนก หลายคนอยากเป็นนก นกมีอิสระภาพ เสรี สง่างาม เพื่อนเขาก็เป็นสายลม เสียงเขาก็เพราะ แต่มามองหน้าส่องกระจกตัวเองเป็นแค่คางคก มันรันทดหัวใจ เหมือนที่จ๋ายบอกเราทำเพลงเพื่อชีวิตคนอื่น คางคกคงมีอยู่เยอะ แล้วสิ่งที่ต้องการจะสื่อในเพลงนี้คือพอใจในสิ่งที่ตนมี ถึงเราจะเป็นคางคก แต่ผืนน้ำตรงนี้เป็นของฉัน ผืนป่าแถบนั้นก็เพื่อนกัน 

โมสเจออะไรมาถึงเขียนเพลงนี้

โมส จับกีตาร์แล้วดีดๆ ไปเรื่อย ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันจากจะเป็นนก นกเป็นสัตว์ที่ชอบที่สุด แต่สุดท้ายผมจะเป็นได้หรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน ผมเลยคิดว่าเป็นคางคกก็ไม่ได้แย่นี่หว่า 

ทำไมถึงคิดว่าเป็นนกไม่ได้

โมส ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน แต่กี่คนที่จะไปถึง แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือเปล่า บางทีระหว่างเราเปลี่ยนความฝันด้วยซ้ำ ฉะนั้นไม่ต้องมัวยึดติดกับอนาคตขนาดนั้น ว่าฉันต้องแบบนู้น ต้องดีแบบนี้ ฉันต้องเก่งแบบนั้น มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Chorus

อนัตตา, Pattaya Lover, ครบแสนจะสักลายไททศมิตร

ก่อนปล่อยเพลงแรก เตรียมตัวนานมั้ย

จ๋าย ถ้าซิงเกิ้ลแรกแบบไม่เป็นทางการ เราปล่อยเพลง อนัตตา ทางฟังใจ ตอนนั้นมีเพลงอื่นมาแล้ว แต่ อนัตตา ได้มาระหว่างซ้อม ความจริงเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในเรื่องราวของมัน เป็นเพลงแรกที่วงเขียนด้วยกันมากที่สุด อยู่ด้วยกันมากที่สุด กำเนิดเพลงเร็วมากที่สุด จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ดีๆ ผมเขียนขึ้นมาหนึ่งบรรทัด โมสเล่นคอร์ดกีตาร์มาก่อนจากเพลงที่เขาเขียนไว้ งั้นผมขอชุดคอร์ดนี้ได้มั้ย แล้วก็ฮัมท่อนฮุกให้เขาฟัง อนัตตา อนัตตา โมสชอบ ผมเลยเขียนเวิร์สแล้วโยนลงกลางวง โมส เจตไปเขียนต่อ โมสรีบเขียนแล้วเข้าไปซ้อม เราเขียนกันระหว่างตอนพัก

ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ถึงครึ่งวัน

จ๋าย ประมาณชั่วโมง มันสนุกตรงที่ว่าพอเกิดเพลงนี้มา คนที่เขียนมีผม มีโมส มีเจต วันอัดจริงไอ้เจตไม่มา (หัวเราะ) ตอนนั้นมีผม มีโมส มีมีน มีเจ ไอ้มีนก็ไม่มั่นใจ ร้องไม่ได้ มีแค่เจ งั้นเจร้องไกด์ไปก่อนแล้วกัน พอเจร้องไกด์ เราก็ปล่อยเดโม่ทางฟังใจ พอปล่อยปั๊บเรามาคุยกันว่าถ้าจะสื่อสารคำว่าอนัตตา มันต้องไม่มี มีแค่เดโมแหละ งั้นไม่ทำแล้ว สรุปว่าเพลงนั้นไม่มีเสียงเจตอยู่เลย โชว์ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเสียงเจอยู่ ไม่มีเสียงเจต

แล้วเจตจะมีโอกาสได้ร้องมั้ย

จ๋าย คงไม่มีแล้วแหละครับ (หัวเราะ) 

แล้วเพลงแรกแบบเป็นทางการ

จ๋าย Pattaya Lover ผมเขียนตอนไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน วันเดียวได้สองเพลง Pattaya Lover กับ เป็นตะลิโตน พอกลับมาผมก็เสนอเพื่อนๆ ตอนนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ มีแค่ไม่กี่คน เพราะบางคนก็อยากเอาอีกเพลงเปิดแทน Pattaya Lover ตอนนั้นไอ้โมสเข้าโรงพยาบาล เราเคยเล่าที่ไหนมั้ยวะ

มีน เคยเล่าแล้ว

จ๋าย พอไอ้โมสเข้าโรงพยาบาล การประชุมก็ค้างไว้ว่าจะเอาเพลงไหนเป็นเพลงเปิดตัว ผมกับเจอยู่ด้วยกันในห้องอัด นั่งกินหมูกระทะกันอยู่ เจก็บอกว่า พี่ ผมว่ามันต้องเป็นพัทยาว่ะ ผมก็บอก เออ กูก็คิดว่าต้องเป็นอย่างนั้น เอายังไงดีวะพี่ ผมกับเจนั่งคุยกัน มองตากัน เลยบอกไปว่า ไอ้เจ มึงทำเลย เดี๋ยวกูรับผิดชอบเอง

โมส อ้าว ไอ้สัส กูเพิ่งรู้ (หัวเราะ)

จ๋าย เจทำเสร็จปั๊บ เรียกทุกคนมาอัด พอโมสกลับมา ผมก็บอกว่า มึงเข้าไปอัดด้วย เหลือไลน์มึงไลน์เดียว 

โมส ร้องอะไรวะ เรียนก็บ่สูง เงินก็บ่มี อะไรวะเนี่ย ตอนนั้นงง

จ๋าย จูนยากมากครับ แล้วคนก็เชื่อยากมากว่าเราจะไปได้กับเพลงนี้ เพราะเราทำเพื่อชีวิต มาเปิดตัวด้วย Pattaya Lover เข้าใจว่าเพื่อนคงงง แต่ในใจเรามั่นใจเหลือเกินที่ต้องเป็นเพลงนี้ เพราะเราต้องลดความเป็นตัวเองลงก่อน เอาความสบายเขาหาคนฟัง ซื้อใจเขาก่อน แต่เราไม่รู้จะอธิบายให้เพื่อนฟังยังไง ก็เลยเผด็จการเสียเลย

หลังจากปล่อยเพลงแรก คาดหวังมั้ย

จ๋าย ไม่คาดหวัง แต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไอ้เหี้ย เราดังแน่เลยว่ะ เป็นการอุปโลกสนุกๆ ผมว่าทุกคนมีความเชื่อ แต่เราไม่ได้ผูกใจว่าขอให้ได้ ไม่ใช่พลังงานนั้น แต่จะเป็น แม่ง ดังชัวร์ว่ะ ทั้งที่ยอดวิวตอนนั้นหลักหมื่น

โมส หลักพัน เจ็ดพันอยู่สองเดือนจำได้ จนกว่าจะออก นักผจญเพลง

เจต เราลุ้นกันทุกวัน

จ๋าย จำได้ว่าขึ้นหมื่น ผมกับเจตดีใจมาก ดังแน่นอน ตอนนั้นเราตั้งเป้าไว้หนึ่งแสน ถ้าวิวเพลงไหนก็ช่างถึงแสนเมื่อไหร่ เราจะไปสักไททศมิตร (หัวเราะ) จนทุกวันนี้ยังไม่ได้สักเลย 

ถ้านับยอดวิวเป็นรอยสัก ตอนนี้คงเต็มตัวแล้ว

ทุกคน หัวเราะ

โมส คงไม่มีผิวว่าง

พวกคุณพูดถึง นักผจญเพลง บ่อย 

โมส มันคือจุดเปลี่ยนหนึ่งครับ

จ๋าย ไม่อยู่ในหัวเลยนะ ตอนนั้น อยู่ดีๆ มันก็ลอยมา

โมส หลังปล่อย Pattaya Lover เสร็จ เรากำลังจะได้ไปเล่นสดครั้งแรก เล่นเปิดให้กับพี่ปู พงสิทธิ์ ผมตื่นเต้นมากก่อนจะเล่นหนึ่งวันผมเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว หงุดหงิดตัวเอง ทำเพื่อนเสียงาน ด้วยความเจ็บใจเราเอาเพลง Pattaya Lover กับภาพวงไปให้ทุกคนในวงการที่เราพอจะรู้จัก ไปเจอพี่หลิน Mahaheretonight แกบอกว่าชอบ ก็ชวนไปเล่นคอนเสิร์ตที่ร้านหนึ่ง ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่คือ ไม้หมอน เจอเพื่อนเจที่พาเราไปออก นักผจญเพลง 

หลังจากนั้นวงเปลี่ยนไปเลย จากยอดวิวเจ็ดพัน เพลง เป็นตะลิโตน ขึ้นมาถึงล้าน นี่มันอะไรกันวะ สักพักสามล้าน มันไม่ใช่แล้ว ห้าล้าน สิบล้าน ตามมา พวกผมเลยไม่ได้สักเสียที เรากะไว้แสน อยู่ดีๆ เป็นสิบล้าน (หัวเราะ)

เพราะคุณร้องภาษาถิ่นด้วยหรือเปล่า 

จ๋าย มีผลในฝั่งอินดี้ มันเชื่อมไปสู่แผนที่เราวางไว้ ตอนนั้นเรารู้จุดยืนตัวเองว่าวงที่ไม่มีค่ายสนับสนุนหรือทำกันเอง ยากมากที่จะก้าวไป Main Steam ไม่ต้องถึงเพลงดีไม่ดี แต่คนฟังรู้จักมั้ย เราไม่มีพื้นที่โปรโมตให้คนฟังแมสหรือคนทั่วไปเขาได้ยินเพลงเรา ช่องทางที่เรามีก็เป็นแอปฯ ง่ายๆ จุดที่เราโปรโมตได้หนักสุดคงเป็นพื้นที่ของอินดี้ 

ทั้งโปรโมตมาสเตอร์ของเพลงและเอาตัวเข้าไปอยู่ พอเราตีโจทย์ว่าคนฟังกลุ่มแรกที่เราจะต้องมัดมือให้ได้คือคนฟังฝั่งอินดี้ คนอีสานกับเหนือจะฟังเพลงลึกมากกว่าคนภาคกลางและคนภาคใต้ และเขาฟังก่อนเป็นอันดับแรกๆ มันก็เริ่มเป็นแผนป่าล้อมเมือง เก็บรอบนอกให้หมด เพื่อให้เกิดกระแสตีเข้ามาข้างใน เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมกับเจถึงมั่นใจว่าจะต้องเปิดตัวด้วยเพลง Pattaya Love กับ เป็นตะลิโตน ก่อน มันเป็นหนึ่งในแผนป่าล้อมเมืองของเรา

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

มีคนบอกว่าเกิดมาชีวิตหนึ่งต้องได้ดูไททศมิตรเล่นสด 

จ๋าย ผมว่าการเสพสื่อของคนฟังเปลี่ยนไป ถ้าเป็นยุคก่อน ศิลปินเล่นไม่เหมือนในแผ่น คงโดนแฟนเพลงด่า ยุคนี้มียูทูบ มีโซเชียลมีเดีย การที่เราเล่นเหมือนยูทูบ เล่นเหมือนแผ่นเป๊ะๆ ทำให้คนฟังเบื่อ เพราะมันซ้ำ เขาฟังผ่านยูทูบ ผ่าน Spotify หรือแอปฯ อื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาดูสด ผมคิดว่าคนฟังอยากได้ความแปลกใหม่ในการเล่นสด

ประจวบกับสื่อบ้านเรา รายการร้องเพลงหรือประกวดแข่งขันจะทำออกมาเป็นโชว์ เป็นการแสดง เราสังเกตว่าพอเป็นโชว์ Live ของวงยอดวิวจะเยอะทุกที วิวจะวิ่งและมีคนดูเยอะมากกว่ามาสเตอร์ด้วยซ้ำ ทำให้เราเริ่มให้ความสำคัญกับการโชว์มากขึ้น เป็นที่รู้กันในวงว่าวงเราต้องขายโชว์นะ โชว์ทุกที่ต้องเต็มที่ ต้องได้ใจคนฟังทุกโชว์

เวลาเล่นสดเขาจะได้เห็นทุกองค์ประกอบ เขาเห็นทั้งการแสดง สีหน้า ท่าทาง เขาเห็นถึงพลัง ได้ยินเสียงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มันสดจริงๆ แต่มาสเตอร์ผ่านการสังเคราะห์มาแล้ว เล่นสดอารมณ์เลยถึงมากกว่า 

แดงกับเขียว เป็นเพลงที่ผลักไททศมิตรให้ไกลขึ้นไปอีก

จ๋าย แดงกับเขียว Hello Mama เราปล่อยเวอร์ชั่น Live แล้วได้รับผลที่ดีเกิดคาดไปแล้ว เราเชื่อว่าผลตอบรับจะไม่หนีจากนี้มาก เรารู้อยู่แล้วมันน่าจะสำเร็จ แต่เราคาดไม่ถึงตรงที่ว่าจะสำเร็จขนาดนี้ คูณสาม คูณห้าไปเลย 

จากป๊อปเป็นร็อกเพื่อชีวิต เปลี่ยนภาพจำของวงเลยมั้ย

จ๋าย ใช่ แล้วสิ่งที่ดีที่สุด คือแฟนเพลงเข้าใจครับ ถ้าเขางง พวกผมคงไปต่อแบบมึนๆ เหมือนกัน แต่พอปล่อยเพลงมาหลายแนว แฟนเพลงพร้อมที่จะเข้าใจว่าเนี่ยแหละคือไททศมิตร ต้องขอบคุณแฟนเพลงมากๆ

เพลงของไททศมิตรมีส่วนเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนสังคมมั้ย

จ๋าย ส่วนน้อยครับ ผมไม่อยากเคลมเข้าตัวเอง เข้าเพลงหรือเข้าวง ถ้าสมมติเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเขาฟังเพลงเรา อาจเป็นเพราะเพลงเราแค่หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนมากเกิดเพราะใจเขาเอง เพราะตัวเขาเอง เราอาจจะเป็นส่วนเล็กน้อยที่สะกิดใจเขาหรือทำให้เขานึกคิด แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมว่าต้องเปลี่ยนที่ประชาชน ที่ตัวคน

เพลงของคุณกำลังพูดแทนใคร

จ๋าย เราพยายามเซ็ตว่าเราอยู่ข้างประชาชน แต่ไม่ขีดว่าอันนี้เสื้อแดง อันนี้สลิ่ม เราจะไม่ใช้วิธีการแบบนี้ เรามองว่าประชาชนทุกคนเป็นฝั่งเดียวกับเรา เราวิพากษ์แค่ระบบ ช่องโหว่ที่เรารู้สึกว่าไม่แฟร์ แล้วนำเสนออย่างตรงไปตรงมาในรูปแบบของเรา สังคมอาจจะไปข้างหน้าทุกยุคทุกสมัย แต่บางอย่างไปได้ช้าเพราะอะไรบางอย่าง ซึ่งมันเป็นเพราะระบบ เพราะคน เราพยายามหยิบพวกนี้ขึ้นมาพูด อันไหนที่เราพูดแล้วเสียเวลา เราก็เลี่ยงจะไม่พูด ไม่ใช่ว่าไม่พูดเลย แต่เรารู้สึกถ้าพูดออกไป มันได้อะไร เราเลือกพูดในสิ่งที่มันได้มากกว่าดีกว่ามั้ย

มีน สิ่งที่เราทำได้คือเป็นกระบอกเสียง บอกเล่าเรื่องราวและสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ให้เป็นซ้ายหรือขวาอย่างชัดเจน

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Middle 8

ก้าวใหม่, เป็นคนดีหรือเปล่า, สำเร็จ

พวกคุณเข้ามาอยู่ใน Gene Lab ได้ยังไง

จ๋าย พี่โอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ,โอม Cocktail) ดู คลิปแดงกับเขียว ที่เราโชว์ แล้วเขาให้คนโทรมา

เจ ตอนนั้นกินหมูกระทะกันอยู่ แล้วกฤต Three Man Down เป็นเพื่อนผม เขาโทรมาบอกว่าพี่โอมสนใจ

จ๋าย หลายเดือนครับ ดีเลย์หลายเดือนกว่าจะตอบตกลง

ยุคนี้ศิลปินทำเพลงเองได้ แต่คุณกลับตอบตกลง แสดงว่าคุณเชื่อในความเป็นค่าย

จ๋าย ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ศิลปินทำเองได้หมดทุกอย่าง แต่จะทำในสเกลที่ใหญ่ไม่ได้ เช่น อยากไปทัวร์คอนเสิร์ต 77 จังหวัด ผมไม่เชื่อว่าวงอิสระจะทำได้ อยากทำคอนเสิร์ตใหญ่ สเกลห้าพันคน ยากมากที่ศิลปินอิสระจะทำเองได้ มันต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ค่ายก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราข้ามสะพานเพื่อไปคุยกับคนได้มากขึ้น

มันเป็นชอยส์ที่เร็วและดีที่สุด ถ้าถามว่าจะต้องแลกกับอะไรบ้าง เพลงอาจจะเป็นของค่ายนะ ส่วนแบ่งที่น้อยลงนะ พวกนี้เรารับได้หรือเปล่า ถ้าเรารับได้ เราไม่ได้ผูกว่าตัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เรากำลังหาเป้าที่มันสำคัญกว่า มันก็โอเคถ้าเราจะไป ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะพี่โอมด้วย ถ้าไม่ใช่พี่โอม พวกผมทั้งหกคนคงจะไม่เซ็นสัญญาเหมือนกัน

เพราะอะไร

จ๋าย ผมรู้สึกว่าแกเป็นคนดี สำหรับผมนะ วันนั้นผมจำได้เลย มีเจ มีผม มีเจต คำถามแรกที่ผมถามพี่โอมคือ ผมอยากรู้ว่าพี่เป็นคนดีหรือเปล่า ทั้งโต๊ะงง มึนกันหมด เขาก็หัวเราะ ผมมาวันนี้ ผมแค่อยากรู้ว่าพี่เป็นคนดีมั้ย พี่ไม่ต้องตอบผม เดี๋ยวผมจะรู้เอง ถ้าผมรู้ว่าพี่เป็นคนไม่ดี ผมจะไม่เสียเวลากับพี่ พวกผมไม่กลัวคนไม่ดีหรอก แต่คนไม่ดีมักจะทำให้เราเสียเวลา คนเรามักจะโกงกัน เกลียดกัน เอาเปรียบกัน แล้ววันหนึ่งก็จบไม่สวย เวลาที่ผ่านมาจะเสียไปหมด พวกผมวางแผนกันไว้หมดแล้ว เรามีข้อจำกัดของเวลา อะไรที่รู้สึกเสียเวลาพวกเราจะไม่ทำ 

ตลาดคนฟังอินดี้กับตลาดคนฟังแมส ต่างกันกันมั้ย

จ๋าย ต่างนิดหน่อย ต้องปรับตัวมากๆ คนฟังฝั่งอินดี้ของเราก็ไม่ได้หายไป คนฟังฝั่งแมสก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โจทย์ที่ต้องตีให้แตก คือทำยังไงให้เราไม่หักแฟนเพลงเก่า ขณะเดียวกันก็นำเสนอสิ่งใหม่ให้แฟนเพลงใหม่ได้ฟังด้วย 

วางแผนการทำงานยังไง

จ๋าย โอโห เราวางทุกขั้นตอน Step by Step สามเดือนจะเอาอันนี้ หกเดือนจะเอาอันนั้น หนึ่งปีจะทำอย่างนี้ ระยะยาววางหมดแล้ว จนไปสู่ค่ายก็ยังมีแผนสำหรับค่ายอีก เราวางไว้เผื่อๆ เลยคือห้าปี เพราะวงเราเพิ่งมา แต่ละคนไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ มีในฐานะแบล็กอัปบ้าง ตัวผมกับโมสแทบไม่เฉียดเข้ามาในวงการเลย

เราเตรียมใจไว้แล้วว่ามันต้องใช้เวลาเยอะนะ แต่ทุกอย่างมันได้กลับมาเร็วไปหมด ทุกอย่างเซอร์ไพรส์เราทุกย่างก้าว เห้ย ได้ออก นักผจญเพลง เฉยเลย ได้ไปเฟสติวัลใหญ่ๆ เฉยเลย ได้ไปบิ๊กเมาเท่นอีกแล้ว มันตกใจตลอด

แสดงว่าแผนห้าปีสำเร็จตั้งแรก

จ๋าย ภายในสองปี เราได้ทุกอย่างในห้าปีที่วางไว้

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Break

ความงามของชีวิต, สายเขียว, วงพาวเวอร์เรนเจอร์

เพลงของพวกคุณพูดความจริงของชีวิต แล้วคุณมองเห็นแง่งามของมันบ้างมั้ย

เจต จ๋าย (เรียกให้ตอบ)

จ๋าย สกู๊ปนี้จะมีแต่กู (หัวเราะ) ช่วงก่อนจะทำวง ผมสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม

เกริ่นก่อนว่าผมมาจากครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลย จนขนาดต้องไปขอข้าวข้างบ้านกิน อยู่ๆ วันหนึ่ง ครอบครัวเขาก็กลับมาดูแลผมพร้อมกับทรัพย์สินเงินทองทุกอย่าง ผมแทบไม่ต้องดำรงชีวิตปกติ แทบไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้นะ แล้วมันก็เกิดคำถามว่า ชีวิตผมจะเกิดมาทำไม ถ้าไม่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ไม่ต้องทำงานหาเงิน ผมจะต้องทำอะไรต่อไป เพราะการหาเงินมันคงไร้แก่นสาร เรามีอยู่แล้ว ผมเลยตามหาสิ่งที่ผมทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า 

ผมเคยเจอชาวนาจริงๆ เจอวินมอเตอร์ไซค์จริงๆ ผมรู้สึกว่าเขาเท่มาก วินฯ ที่ตั้งใจขับรถมอเตอร์ไซค์เพื่อส่งผู้โดยสารให้ถึงที่อย่างปลอดภัย ชาวนาที่รู้ว่าหน้าที่ของเขาคือการปลูกข้าวให้คนกิน ดังนั้นขอแค่รู้และศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ในสิ่งที่ตัวเองทำ บางคนอาจจะเกิดมาเพื่อเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ แล้วก็ตายจากไป คำถามมันก็กลับมาว่า การเกิดมาแค่นั้น มันไม่ยิ่งใหญ่พอหรอ สำหรับผมมันโคตรยิ่งใหญ่เลยครับ แค่ต้องรู้ว่าเราศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มั้ย เราให้เกียรติชีวิตตัวเองมั้ย เราให้เกียรติชีวิตคนอื่นด้วยหรือเปล่า ผมว่าความสวยงามมันอยู่ตรงนี้ 

คิดถึงชีวิตก่อนจะมาเป็นไททศมิตรบ้างมั้ย

จ๋าย โอ้ย ไม่คิดถึงแล้ว

ตุ๊ก ลืมไปแล้วฮะ

โมส ไอ้หมอนั่นใคร

จ๋าย มันก็คิดถึงนะครับ ยังจำได้ ช่วงแรกเราตั้งไข่ ตอนนั้นติดหนี้ 

โมส ตอนนี้หนี้หมดแล้วหรอ

มีน ยังไม่หมดนะ

(ทุกคนหัวเราะร่วน)

ตุ๊ก มหากาพย์หนี้พันปี

จ๋าย สมัยอินดี้ วงเราเป็นวงหน้าใหม่ ระบบการจัดการยังไม่ดี มันก็ทำให้เราจองตั๋วผิด ทำอะไรผิด กลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ต้องทำงานใช้ เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นตลอดสองปีที่ผ่านมา ก็ยังแซวกันสนุกอยู่

มีเรื่องไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับไททศมิตรบ้าง

จ๋าย เยอะครับ 

เจต คนเชื่อว่าเราเป็นสายเขียว 

จ๋าย โดยเฉพาะมีน 

มีน ใช่ครับ ผมไปไหนจะโดนยื่นกัญชาให้ ผมไม่ใช่ ผมไม่ได้เล่น จะมีคนมาแซวบ้าง 

จ๋าย มีนเขาเลี้ยงแมว แล้วเป็นภูมิแพ้ แพ้ขนแมวด้วย ขอบตาจะดำหน่อย คนจะแซวกันเยอะ อย่างชื่อวงคนก็เข้าใจผิดเยอะ บางครั้งคนเรียกผมเป็นโมสบ้าง เรียกไอ้โมสเป็นผมบ้าง และคนมองเราเป็นร็อกเพื่อชีวิตหนักๆ เขาจะคิดว่าพวกเราเป็นคนห่ามๆ จะคอยยื่นแอลกอฮอล์ให้ เราไม่ได้เป็นสายดื่มจริงจัง ยกเว้นน้องเจ ดื่มเป็นชีวิตจิตใจ

เจ นี่ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ

จ๋าย เข้าใจถูกแล้ว มึงเป็นอย่างนั้นแหละ (หัวเราะ)

คนเรียกชื่อวงผิดเป็นอะไร

เจ ไตโตะสมิตะ ไทโทสะมิตร

จ๋าย วงตะลิโตน วงขาวกับเขียว ไตโตะสะมิ

โมส วงเขียวเหลืองแดง 

มีน ไทโยโกฮาม่า 

จ๋าย รายการใหญ่ๆ ดังๆ ก็ยังพูดชื่อเราผิด เราเข้าใจได้ เพราะเราใช้ภาษาอังกฤษ มันดิ้นได้หลายทาง 

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Outro

ฝันที่เป็นจริง, เติบโตเพื่อกลับไปทบทวนก้าวแรก, อย่ากลัวความคาดหวัง

วินาทีที่ขึ้นไปเหยียบเวที วันนั้นเราเห็นพี่ป๊อดอยู่ตรงนั้น วันนี้ไททศมิตรมายืนจุดเดียวกัน

จ๋าย ไม่ใช่ความรู้สึกผมคนเดียว แต่เป็นความรู้สึกของทั้งวง ทั้งทีม ผมจำวันแรกของทุกคนได้ ผมจำไอ้โมสตอนแบกกีตาร์ไปเล่นกลางคืน ฝนตกก็ต้องไป ต้องทำรอบเพื่อให้ได้ตัง ผมจำไอ้เจตที่นอนน้อย ทำงานไปรษณีย์ ผมจำมีนที่เป็นแบ็กอัปศิลปิน ผมจำเจที่เป็นตากล้อง ผมจำตุ๊ก ผมจำทุกคนได้ ตั้งแต่วันแรกที่ทำมามันไม่ได้ไกล เพราะเรามาถึงจุดนี้กันเร็วมาก พอขึ้นเวทีมันก็ท่วมท้น ก่อนหน้านั้นเรายังเป็นคนทำเวทีบิ๊กเมาเท่นอยู่เลย

ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้วงมาถึงตรงนี้ วันนั้นรู้สึกรักวงมากๆ รักทีมมากๆ รักแฟนเพลง

ผมอยากให้กำลังใจทุกคน ให้สู้ในแบบของเขา 

วันหนึ่งเขาจะมีบิ๊กเมาเท่นของตัวเอง

จ๋าย ผมบอกเขาว่าบิ๊กเม้าเท่นของเขาอาจจะไม่ใช่เทศกาลดนตรี เป็นอะไรก็ได้ที่เขาวางเป้าหมายเอาไว้ มันจะสำเร็จถ้าเขาทำอย่างตั้งใจ มีแบบแผนและทำมันในทุกวัน สักวันหนึ่งมันต้องสำเร็จ ถ้าไม่ตายก่อนนะ

ตลอดสองปีที่เป็น ไททศมิตร พวกคุณเติบโตหรือเรียนรู้อะไรบ้าง

จ๋าย ผมว่าพวกเราโตขึ้นเยอะ ยิ่งช่วงหยุดเห็นได้ชัดว่าโตขึ้นเยอะมาก ทั้งเรื่องจุดที่ยืน ทั้งเรื่องงานที่ทำ และทัศนคติที่คิดต่อทุกสิ่ง เหมือนสองปีที่ผ่านมาเราเริ่มจากไฟที่มันแรงมาก แรงและพุ่งทะยาน พุ่งจนไม่เคยเหยียบเบรก เราจะเอาให้ได้ จะไปให้ได้ แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราถูกเบรกโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วงแรกรู้สึกอึดอัดครับ

พอผ่านมาสักพักเริ่มกลับมาทบทวนจุดประสงค์แรกหรือพลังงานแรกที่เราใช้ขับเคลื่อน เช่น เคยเติมเบนซิน ลองเปลี่ยนไปเติมแก๊สโซฮอลดูมั้ย เราปรับมุมมองจากสิ่งที่เคยเชื่อร้อยเปอร์เซนต์ กลับไปเช็กฟีดแบ็กจากเรื่องที่เคยพูดไปแล้ว ได้ผลมากน้อยยังไง คนรู้สึกยังไง เหมือนเป็นการถอดบทเรียนของสองปีที่ผ่านมา

ความจริงเราพยายามจะเป็นแบบนี้ตลอด แต่ไม่มีเวลาให้พวกเราได้หยุดและทบทวนสักที ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีให้เราได้กลับมามองตัวเองชัดเจนจริงๆ เราอาจจะคิดว่าวงเราดังมากแล้ว พอหยุดคิด ก็ไม่ได้ขนาดนั้นนี่หว่า เป็นแค่คนตัวเล็กที่ยังต้องทำสิ่งนี้ต่อไป 

คุณมองว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาส 

ตุ๊ก วิกฤตด้วยครับ (ทุกคนหัวเราะร่วน) ยังมองเป็นวิกฤตอยู่ดี

จ๋าย เป็นวิกฤตแต่พยายามปรับตัวครับ อย่างที่บอกเราวางแผนมา อย่างน้อยผมมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่พยายามสร้างไว้เพื่อซัพพอร์ตทีมงานและวง เราเลยยังพอไปได้ แต่ถ้านานกว่านี้เรือจะล่มแล้วครับ

ความท้าทายของศิลปินเพื่อชีวิต (หน้าใหม่) คืออะไร

จ๋าย ท้าทายทุกย่างก้าวฮะ เราจะไปไกลกว่านี้ได้มั้ย หลายคนคาดหวังว่าเราเป็นเพื่อชีวิตที่น่าจับตามอง เราไม่รู้ว่าเขาคิดแบบไหน ไม่รู้ว่าจะเป็นเพื่อชีวิตในแบบที่เขาคิดหรือเปล่า เพราะเราเองยังไม่รู้เลย เราพยายามจริงใจกับทุกโมเมนต์ จริงใจกับทุกช่วงชีวิตที่เราเจอ แล้วเขียนมันออกมา สื่อสารมันออกมา แต่พยายามไม่กดดันตัวเอง

กลัวความคาดหวังมั้ย

จ๋าย ไม่กลัว ถ้ากลัวความคาดหวังของคน แสดงว่าเราต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นอย่างที่เขาคิด ความจริงเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้คาดหวังตัวเองด้วยซ้ำ เราจะเอาความคาดหวังของคนอื่นมามีอิทธิพลต่อเรา มันก็ไม่ใช่ 

พอแฟนเพลงเขาเกิดความรัก ผมเชื่อว่าเขาคาดหวังอยู่แล้ว พวกผมทำตามความคาดหวังของทุกคนไม่ได้ พูดตรงๆ ว่า ทำไม่ได้ ผมต้องขอโทษด้วย วันหนึ่งไททศมิตรอาจจะทำให้ทุกคนเสียใจ เสียใจที่เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด เราอาจจะไม่ถูกใจบางคน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมรับมือกับความผิดหวังของพวกเขา 

พูดได้หรือยังว่าไททศมิตรประสบความสำเร็จแล้ว

จ๋าย ตลอดทางที่ผ่านมาผมว่าเราประสบความสำเร็จไปแล้วนะ เราพยายามช่วยทุกคนเท่าที่ช่วยได้ ช่วยเรื่องปัจจัย ช่วยบริจาค ตอนนี้เราช่วยทีมงานเราได้ ช่วยคนรอบข้างเราได้ ช่วยแฟนเพลง ช่วยคนที่เขาลำบาก แม้แต่ช่วยให้กำลังใจเขา จากแค่ผ้าขาวม้าผืนเดียวของพวกเรา จากคำพูดง่ายๆ หรือการอัดคลิปอวยพร เราทำมาระหว่างทางตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้เราจะทำยังไงให้มันมากขึ้นแล้วถึงทุกคนจริงๆ 

การให้สำคัญกับพวกคุณ

จ๋าย สำคัญมาก สิ่งหนึ่งที่ผมบอกทุกคน เราอย่าเพิ่งอัปสเต็ปชีวิตตัวเอง เราจำตัวเองในวันแรกให้ได้ จำชีวิตที่กินข้าวสามมื้อง่ายๆ แล้วอิ่มให้ได้ ตอนนั้นก็มีความสุข ตอนที่เราเริ่มต้น เรายังหัวเราะกันเหมือนวันนี้ ต่างกันแค่ตอนนั้นไม่มีเงินเยอะขนาดนี้ ไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนี้ เราก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข พอคิดแบบนี้ได้ สิ่งที่ได้มาทั้งหมดคือกำไร วันหนึ่งถ้าเราได้กำไรสักสิบบาท เราอยากจะอัปสเต็ปชีวิตเก็บไว้สักสองบาท ชีวิตก็ก้าวหน้า ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ ทุกคนก็พร้อมที่จะให้กับคนอื่นได้ ให้ทั้งเวลา ให้ทั้งปัจจัย ผมเลยคิดว่าการให้สำคัญมากๆ

ไททศมิตรวางแผนอนาคตไว้แบบไหน

จ๋าย ระยะสั้นเราขอให้สถานการณ์ปกติก่อน แล้วกลับไปยืนจุดที่ก่อนหน้านี้เคยยืนให้ได้ เพราะช่วงหยุดพัก เพลงเราไม่ได้ทำงานเลย ทุกอย่างมันนิ่ง แล้วเรายังเดาไม่ออกว่ามันจะจบตรงไหน แล้วกลับมามันจะปกติเลยมั้ย

ระยะยาวพยายามไปให้ถึงจุดที่คนรู้จักมากกว่านี้ จะทำยังไงให้สื่อหลักสนใจไททศมิตร เพื่อเป็นอีกหนึ่งโทรโข่งที่เราจะพูดกับคนหมู่มาก คนอาจจะคิดว่าไททศมิตรมีชื่อเสียง สำหรับผมยัง ยังมีคนอีกหลายล้านที่ไม่รู้จักเรา 

พอเขาไม่รู้จัก เขาก็ไม่จำเป็นต้องฟังในสิ่งที่เราพูด อย่างน้อยผมอยากให้ทุกคนรู้จักไททศมิตรก่อน พอเราพูดออกไป ถูกหูไม่ถูกหู ชอบไม่ชอบ ผมให้คุณตัดสิน สื่อมีส่วนทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ พวกผมจะรอวันที่โทรโข่งของเราใหญ่พอจะสื่อสาร เราอยากไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุดแล้วพูดมันออกไปให้กว้างและดังที่สุด

ถ้า ‘ไททศมิตร’ เป็นเพลงเพลงหนึ่ง พวกคุณคิดว่าท่อนจบของเพลงจะเป็นแบบไหน

โมส ผมปลูกผัก จ๋ายอาจจะเลี้ยงไก่อยู่ข้างๆ แลกกันกิน บ้านนู้นจะปลูกข้าว ปลูกนาก็ว่ากันไป

มีน เปิดยูทูบดูตัวเองเล่น 

เจ ไม่ว่าจะไปทำอะไรของตัวเอง ขอแค่ทุกคนยังมาเจอกันอยู่ 

จ๋าย สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องอยู่ครบ วันหนึ่งมันจะไปจบตรงไหนไม่รู้ แต่ว่าลูกผมต้องมีคุณอาชื่อมีน ชื่อเจ ชื่อตุ๊ก ชื่อโมส ต้องมีครอบครัวเขาอยู่ในส่วนหนึ่งของชีวิตผม ผมไม่อยากเสียใครไป เราเคยคุยกันขนาดที่ว่า ถ้าจุดไหนมันทำให้ลูกผมไม่มีลุงชื่อโมส ชื่อเจต ผมคงไม่แลกกับมัน ผมคงเก็บพวกลุงติงต๊อง ปัญญาอ่อนเอาไว้ 

ภาพ : TaitosmitH

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load