ร้องนำ, กีตาร์ | อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี, จ๋าย
ร้องนำ, กีตาร์ | ตฤณสิษฐ์ สิริพิชญาศานต์, โฟร์โมส
กีตาร์
| ปัณณสิทธิ์ สุขโหตุ, มีน
เบส
| เจษฎา ปัญญา, เจต
กลอง
| พัฒนภูมิ ชอุ่มผล, ตุ๊ก
คีย์บอร์ด
| ธนกฤต สองเมือง, เจ

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Intro

“ฮัลโหล ฮัลโหล เฮ็ดอีหยังอยู่น้ออิแม่…” เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับเนื้อร้องสุดกินใจจนต้องปาดน้ำตากับเพลง Hello Mama จดจำความเดือดดาลเลือดพล่านในเพลง แดงกับเขียว และเพลงฟังสบายริมทะเลอย่าง Pattaya Lover เพลงแจ้งเกิดของวงเพื่อชีวิตน้องใหม่ที่มาแรงแหกทุกโค้งอย่าง ‘ไททศมิตร’ (TaitosmitH) 

การรวมตัวของชายหนุ่ม 6 คน ด้วยความตั้งใจอยากหยิบจับวัตถุดิบในสังคมมาทำเพลงที่ไม่จำกัดแนว แต่ขอยึดแก่นแกนข้อเดียวคือเพลงเพื่อชีวิต ในความหมายเพื่อชีวิตของคนอื่น พวกเขาเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าชีวิตของคนในสังคม ไม่ว่าจะความรัก ครอบครัว คนไกลบ้าน การเมือง เพื่อหวังให้มนุษย์เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

เพลงของพวกเขาถูกจับตามองตั้งแต่เป็นวงอินดี้ ปัจจุบันเซ็นสัญญากับ Gene Lab ตัวตนของเขาชัดเจนกว่าเดิม และสิ่งสำคัญที่เป็นความโชคดีของคนทำเพลง คือแฟนเพลงเข้าใจในสิ่งที่ไททศมิตรกำลังทำและกำลังเป็น ในฐานะคนฟังเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) เราอยากเป็นหนึ่งกระบอกเสียงบอกเล่าเส้นทางดนตรีของคนหนุ่มความตั้งใจดี 

ขอให้เปรียบบทความนี้เป็นเสมือนเพลงเพลงหนึ่ง ที่เราอยากร้องกู่ให้ดังก้องในนาม ไททศมิตร

Verse

ขายฝัน, ลาออก, ป๊อด โมเดิร์นด็อก

‘ไททศมิตร’ รวมตัวกันได้ยังไง

จ๋าย เราเป็นเพื่อนคนละกลุ่ม ไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันสักคน มีแค่เจกับมีนที่เจอกันเพราะเล่นดนตรีกลางคืนด้วยกัน โมสก็ฉายเดี่ยว ตุ๊กก็อยู่คนละมอกัน ห้าคนได้เจอกันครั้งแรกตอนที่ผมเปิดร้านเหล้า ทุกคนมาช่วยเล่นให้

ตอนนั้นผมโทรหาโมสคนแรก เพราะโมสกับผมจะแบ่งเพลงกันฟังตั้งแต่สมัยเรียน เห้ย กูแต่งเพลงใหม่มาว่ะ ยอกันไป ยอกันมา (หัวเราะ) แต่ไม่เคยทำเป็นจริงเป็นจังสักที ผมบอกโมสว่า กูอยากทำวง อยากได้คนเยอะๆ อยากได้มือคีย์บอร์ด อยากได้มือกีตาร์ โมสก็คอยจิ้มว่า คนนี้ คนนี้ ผมก็เห็นด้วยกับเขา แล้วผมก็เริ่มปฏิบัติการขายฝัน

โมส แล้วก็โทรไปจีบ

จ๋าย ไม่ได้โทรไปจีบ เรียกว่าโทรไปขายฝัน คิดดูว่าผมขายฝันเจตจนเจตลาออกจากงาน 

ทำไมเจตกล้าทิ้งงานประจำ มาคว้าฝันของจ๋าย

เจต ช่วงนั้นผมนอนน้อยมาก ตอนกลางวันผมทำงานไปรษณีย์ ตอนกลางคืนเล่นดนตรี ผมเจอจ๋ายบ่อยมาก ตอนนั้นมีนอยู่ด้วย จ๋ายบอกผมว่า เจต มึงเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน ใช่ปะ (ถามจ๋าย) 

จ๋าย ผมเห็นจังหวะมันได้ เลยบอกว่า เจต มึงเกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน มึงไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นไปรษณีย์

เจต วันรุ่งขึ้นผมลาออกเลย เหนื่อยงานด้วย แล้วก็อยากเล่นดนตรีด้วย

อยู่ดีๆ จ๋ายก็อยากทำวงเพื่อชีวิต

จ๋าย ผมไม่มีอะไรทำครับ ว่างมาก จนวันที่ไปงานบิ๊กเมาท์เท่น แล้วเราไปดูพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ผมอาจจะทำแบบนั้นได้ก็ได้ การที่ไปยืนอยู่ตรงนั้นมันยากหรอวะ เหมือนเพ้อไปคนเดียวว่าเห็นไอ้โมสยืนตรงนั้น ไอ้มีนยืนตรงนั้น คนนี้ยืนตรงนี้ มันเป็นไปได้นะ อาจจะดีเลยก็ได้ ถ้าเราทำสำเร็จ เด็กวัยรุ่นเยอะแยะมากมายที่สังคมอาจจะมองไม่เห็นเขา แล้วเราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจ ทำให้เขามีตัวตน ทำให้เขาสู้ชีวิตของเขาต่อไปได้

ผมเลยอยากจะทำให้มันสำเร็จ ที่บอกว่าขายฝัน ตอนแรกผมเอาตรงนี้ไปขายทุกคนก่อนว่าใจความสำคัญเราอยากทำตรงนี้ มึงจะไปกับกูมั้ย ทุกคนจะไปกับกูมั้ย แล้วทุกคนก็พร้อมไป ความจริงผมกับโมสตัดสินใจเลือกทุกคน เพราะในทัศนคติของเราทั้งสองคน เราเชื่อว่าบุคคลเหล่านี้เขาเป็นคนดี แล้วเราน่าจะอยู่กับเขาได้ 

แสดงว่าทุกคนเชื่อในดนตรี 

จ๋าย จะเชื่อในดนตรีก็ไม่ถูกนะโมสนะ มันเหมือนเชื่อในกันและกันมากกว่า ถ้าไม่ใช่เซ็ตนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้มั้ย ถ้าเปลี่ยนคนไปสักคนแม้แต่ทีมงาน ก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงจุดนี้ได้หรือเปล่า ที่มาได้เพราะทุกคนจริงๆ ยันทีมงานเลย

อย่างซาวด์เอ็นจิเนีย เราได้มาจากการทาบทามของตุ๊ก พอทาบทามมา เหมือนเขาเห็นอะไรบางอย่างในตัวเรา วงเราเริ่มจากศูนย์ ไม่มีเครื่องดนตรีหรือ System ที่จะรองรับ เต็มที่มีแค่กีตาร์ของตัวเอง ตังค์ก็เป็นหนี้อยู่ แต่ว่าซาวด์เอ็นจิเนียคนนี้ เขาอยู่กับเราไม่ถึงปี เขาควักเงินส่วนตัวเกือบหกหลัก เพื่อจะซื้อ System อุปกรณ์ทั้งหมดมาให้เราใช้ก่อน แล้วเราค่อยผ่อนเขา ผมถึงบอกว่าถ้าไม่ใช่ทีมนี้ ไททศมิตรคงมาไม่ถึงตรงนี้เหมือนกัน

เคยถามมั้ยว่าอะไรทำให้เขามั่นใจ

โมส เขาน่าจะคิดดอกเบี้ยครับ 

ทุกคน หัวเราะ 

จ๋าย ผมไม่เคยถามจริงจัง เหมือนเขาเชื่อในตัววงมากๆ ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาเชื่อขนาดนั้น ไม่ใช่แค่ทีมงาน แม้แต่พวกเราหกคน ก็อยู่ในช่วงศึกษากันอยู่ เพราะเรามากันคนละกลุ่ม เราไม่ใช่เพื่อนกันจริงๆ เราไม่ใช่พี่น้องกันจริงๆ ทุกอย่างมันถูกสร้างตลอดสองปีที่ผ่านมาทั้งหมด ที่เห็นตลกกัน สนุกกัน ยิ้มให้กัน ตลอดสองปีทุกคนลงทุนในการเปิดใจเข้าหากัน ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ต้องกลัวกันแล้ว มันเลยทำให้เขาเห็นว่าเราเอาจริง เขาก็เลยเอาจริงบ้าง

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Pre-Chorus

เรือไททศมิตร, เพื่อชีวิต, คางคก

ถ้าให้นิยามไททศมิตรในแบบไททศมิตร

เจต นิยามคือยังไงนะ

โมส ที่อยู่ในหนังสือ

เจต นั่นนิยาย 

จ๋าย ผมเคยพูดกับทุกคนว่า ผมเปรียบไททศมิตรเป็นเรือหนึ่งลำ เราจะไม่พยายามเปรียบไททศมิตรเป็นตัวเรา เมื่อไหร่ที่ไททศมิตรเป็นตัวเรา วันนี้หรือวันต่อไปที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เราจะคิดว่าเรายิ่งใหญ่ไปด้วย ความจริงไม่ใช่ 

เราเป็นลูกเรือ ทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน ทุกหน้าที่มีความสำคัญหมด เราเป็นคนคนหนึ่งที่ทำงานบนเรือลำนี้ แฟนเพลงก็เป็นเหมือนคลื่น เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ช่วยผลักให้เรือลำนี้ไปถึงฝั่ง ถ้าระหว่างทางใครอยากจะแวะเกาะไหนหรือจะอยากไปถึงฝั่งด้วยกันก็แล้วแต่ แต่จำไว้ว่าเราเป็นแค่ลูกเรือบนเรือที่ชื่อว่า ไททศมิตร 

เรือที่ชื่อไททศมิตรเชื่ออะไรถึงใช้เสียงเพลงในการเดินเรือ

จ๋าย เราทำเพลงเพื่อชีวิต แล้วเราก็บอกกันเสมอว่าเพลงเพื่อชีวิตของคนอื่นเราไม่รู้และไม่กล้าจำกัดความว่าเพื่อชีวิตจริงๆ คืออะไร แต่เพื่อชีวิตสำหรับไททศมิตร คือเพื่อชีวิตคนอื่น ใครก็ตามที่ส่งเสียง ส่งแรงผลักดันเรือลำนี้ หรือทุกคนที่อยู่บนเรือลำนี้ เราจะไม่ถีบใครก็แล้วแต่ลงจากเรือ เราไม่มีนโยบายไล่ทีมงานหรือคว่ำบาตรใครให้ออกจากวง เราไม่นิยมวิธีการแบบนี้ เราพยายามให้มันเพื่อชีวิตทุกคนจริงๆ

ไม่ตีกรอบว่าเพื่อชีวิตเป็นแนวเพลง

จ๋าย ใช่ แนวดนตรีเรามั่วซั่วมากเลย (หัวเราะ) ถ้ารอเพลงใหม่จะหลากหลายไปอีก เดาไม่ถูกว่าเราจะทำอะไร แต่จะไม่หนีแกนหลักเราแน่นอน เพราะอิงจากทักษะดนตรีของแต่ละคนในวง อิงจากการเขียนของผมกับโมสเป็นหลัก แต่ว่ามู้ดของดนตรีอาจจะเปลี่ยนไปบ้างให้เหมาะกับเพลงนั้นๆ เราเป็นเพื่อชีวิตที่ไม่ผูกแนวดนตรีไว้ทางเดียว 

ข้อดีของการไม่จำกัดตัวเอง คือการเปิดรับทุกอย่าง

จ๋าย ผมไม่ได้เป็นนักดนตรีมาก่อน ผมเสพทุกอย่างเลย ไม่ใช่ยานะครับ (ทุกคนหัวเราะลั่น)

เสพงานทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ดนตรีอย่างเดียว ละครเวที หนัง แล้วพยายามทำใจให้กว้าง พอทำใจให้กว้างมันมีน้อยมากที่เราจะไม่ชอบงานตัวเอง แต่จะมีความคิดริเริ่มมากเลย ถ้ามันเริ่มจากความชอบของเรา สมมติเจวาดรูปขึ้นมา เห้ย ขอระบายสีได้มั้ย อยากสร้างสรรค์ต่อ อยากเอามือเขาไปยุ่ง พอตั้ง Mide Set ให้กว้าง ก็พร้อมจะรับทุกอย่าง สิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งเก่าๆ ที่ผ่านเข้ามา และพร้อมสร้างสรรค์กับมัน เราเชื่อว่าแนวทุกแนว มีดีในแบบของมัน

ชีวิตแบบไหนที่ไททศมิตรหยิบมาเล่า

จ๋าย เยอะแยะมากมายเลยครับ ถ้าจะพูดจริงๆ ทุกเรื่องเลยนะ แต่ที่เราพูดไปแล้วก็มีความรัก สังคม การเมือง วิถีชีวิตของคนบางประเภท อย่าง Hello Mama ก็แทรกเรื่องคนรากหญ้า กรรมกร คนทำงานที่ต้องห่างบ้าน หรือ แดงกับเขียว เป็นชีวิตของโมสที่เจอมาตอนอยู่กำแพงเพชร เด็กวัยรุ่นตีกัน ผมว่ามัน Base on True ทุกยุคทุกสมัย 

เมื่อเราตั้งเป้าว่าทำเพลงเพื่อชีวิตคนอื่น จะทำให้เราใจกว้างมากขึ้น เวลาเราไปเจอคนที่ไม่รู้จัก เราอาจจะไม่ชอบนิสัยเขาเลย แต่เราจะพยายามเข้าใจเขา พอเราพยายามเข้าใจเขา สักวันมันจะมีเพลงที่เขียนถึงมุมของเขา ผมถึงบอกว่า บางทีเราอาจมีเพลงที่แฟนเพลงไม่ชอบใจ แต่อย่าลืมนะว่าเราก็เล่าในมุมของมนุษย์อีกแบบหนึ่ง

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

ให้มนุษย์เข้าใจมนุษย์

จ๋าย มันมีหลายมุมมากเลย อย่างเพลงรักที่เราเขียนมา Pattaya Lover ก็พูดเรื่องหนุ่มอีสาน คุณลุงขายส้มตำที่หลงรักผู้หญิงชาวอังกฤษ อาจจะดูน่ารักมุ้งมิ้ง แต่ความจริงมันแฝงความเป็นไปไม่ได้ อย่างมุมน่าสงสาร เป็นตะลิโตน เป็นการปลอบใจ ถ้ามุมหนักหน่อย เรามี รจนา ที่วิพากษ์คนที่มองความรักแต่ภายนอกไม่ได้มองถึงภายใน

คนอาจจะงง ไททศฯ พูดเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมพูดทุกอย่างเลย เราพยายามพูดให้ได้ทุกแง่มุม ไม่กำหนดว่ากูคือสีน้ำเงิน กูจะพูดฝั่งสีน้ำเงินอย่างเดียว หรือยกตัวอย่าง จะพูดเข้าข้างตำรวจ แต่ไม่มีเพลงชมตำรวจเลย คงจะไม่ใช่ เราอาจเขียนเพลงที่พูดถึงการทำงานของรัฐหรือตำรวจที่มันบกพร่อง เราอาจจะมีเพลงที่พูดถึงนายตำรวจคนหนึ่งที่เขาทำงานอย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนจากสังคมหรือระบบหน้าที่ที่มันยุติธรรมก็ได้เหมือนกัน

ตีแผ่สังคม ให้กำลังใจ เป็นหัวใจของเพลงเพื่อชีวิตมั้ย

จ๋าย ตอบยากมากเลยนะครับ ผมไม่กล้าจำกัดความเลย จากวงในตำนานอย่างคาราบาว พี่ปู พงสิทธิ์ แฮมเมอร์ มาลีฮวนน่า แต่ละวงมีทิศทางที่ต่างกันมาก ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าพี่ๆ เหล่านี้คือเพื่อชีวิตของจริง พอเป็นแบบนี้ก็แทบจำกัดไม่ได้เลยว่าหัวใจสำคัญของมันคืออะไร ควรพูดถึงเรื่องอะไร แต่ที่ผมสัมผัสได้คือ ทุกเพลงมีพลังงานบางอย่าง มีพลังของการให้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นให้กำลังใจ ให้ความสุข

ผมรู้สึกว่าเพลงต้องให้อะไรสักอย่างกับคนฟัง การให้ถ้ามาจากต้นทางจะดี ต้นทางคือเจตจำนงของคนเขียนว่าตั้งใจจะให้ใครตั้งแต่แรกก่อนหรือเปล่า พอผ่านดนตรี ผ่านการสร้างสรรค์ออกมา สิ่งนั้นอิมแพ็กไปสู่ใครบ้าง 

ชีวิต สังคม ประสบการณ์ เป็นวัตถุดิบที่คุณหยิบมาเขียนเพลงหรือเปล่า

โมส การเริ่มต้นโปรเจกต์มีวิธีคิดหลายแบบ อย่างหนึ่งเลยคือความรู้สึก เป็นสิ่งที่พาให้เราอยากหยิบปากกาจริงๆ บางทีอาจจะคิดถึงเรื่องวันวาน แล้วก็เขียนเพลงรักให้ผู้หญิงคนนั้น หรือเราเปิดทีวีแล้วเห็นข่าวโศกนาฏกรรมเยอะมาก แล้วเรารู้สึกบางอย่าง เราก็หยิบปากกามาเขียน ผมว่ามันไม่ควรมีวิธีที่จะไปจำกัดมัน 

ถ้าเพลงมาจากอารมณ์และความรู้สึก มีเพลงไหนที่คุณประทับใจบ้าง

โมส ถ้าเขียนแล้วสนุกมีความสุข ผมชอบ คางคก เป็นการปรียบคางคกกับนก หลายคนอยากเป็นนก นกมีอิสระภาพ เสรี สง่างาม เพื่อนเขาก็เป็นสายลม เสียงเขาก็เพราะ แต่มามองหน้าส่องกระจกตัวเองเป็นแค่คางคก มันรันทดหัวใจ เหมือนที่จ๋ายบอกเราทำเพลงเพื่อชีวิตคนอื่น คางคกคงมีอยู่เยอะ แล้วสิ่งที่ต้องการจะสื่อในเพลงนี้คือพอใจในสิ่งที่ตนมี ถึงเราจะเป็นคางคก แต่ผืนน้ำตรงนี้เป็นของฉัน ผืนป่าแถบนั้นก็เพื่อนกัน 

โมสเจออะไรมาถึงเขียนเพลงนี้

โมส จับกีตาร์แล้วดีดๆ ไปเรื่อย ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีความฝันจากจะเป็นนก นกเป็นสัตว์ที่ชอบที่สุด แต่สุดท้ายผมจะเป็นได้หรือเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน ผมเลยคิดว่าเป็นคางคกก็ไม่ได้แย่นี่หว่า 

ทำไมถึงคิดว่าเป็นนกไม่ได้

โมส ผมเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน แต่กี่คนที่จะไปถึง แล้วเราก็เป็นคนหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือเปล่า บางทีระหว่างเราเปลี่ยนความฝันด้วยซ้ำ ฉะนั้นไม่ต้องมัวยึดติดกับอนาคตขนาดนั้น ว่าฉันต้องแบบนู้น ต้องดีแบบนี้ ฉันต้องเก่งแบบนั้น มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Chorus

อนัตตา, Pattaya Lover, ครบแสนจะสักลายไททศมิตร

ก่อนปล่อยเพลงแรก เตรียมตัวนานมั้ย

จ๋าย ถ้าซิงเกิ้ลแรกแบบไม่เป็นทางการ เราปล่อยเพลง อนัตตา ทางฟังใจ ตอนนั้นมีเพลงอื่นมาแล้ว แต่ อนัตตา ได้มาระหว่างซ้อม ความจริงเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในเรื่องราวของมัน เป็นเพลงแรกที่วงเขียนด้วยกันมากที่สุด อยู่ด้วยกันมากที่สุด กำเนิดเพลงเร็วมากที่สุด จำได้ว่าตอนนั้นอยู่ดีๆ ผมเขียนขึ้นมาหนึ่งบรรทัด โมสเล่นคอร์ดกีตาร์มาก่อนจากเพลงที่เขาเขียนไว้ งั้นผมขอชุดคอร์ดนี้ได้มั้ย แล้วก็ฮัมท่อนฮุกให้เขาฟัง อนัตตา อนัตตา โมสชอบ ผมเลยเขียนเวิร์สแล้วโยนลงกลางวง โมส เจตไปเขียนต่อ โมสรีบเขียนแล้วเข้าไปซ้อม เราเขียนกันระหว่างตอนพัก

ทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ถึงครึ่งวัน

จ๋าย ประมาณชั่วโมง มันสนุกตรงที่ว่าพอเกิดเพลงนี้มา คนที่เขียนมีผม มีโมส มีเจต วันอัดจริงไอ้เจตไม่มา (หัวเราะ) ตอนนั้นมีผม มีโมส มีมีน มีเจ ไอ้มีนก็ไม่มั่นใจ ร้องไม่ได้ มีแค่เจ งั้นเจร้องไกด์ไปก่อนแล้วกัน พอเจร้องไกด์ เราก็ปล่อยเดโม่ทางฟังใจ พอปล่อยปั๊บเรามาคุยกันว่าถ้าจะสื่อสารคำว่าอนัตตา มันต้องไม่มี มีแค่เดโมแหละ งั้นไม่ทำแล้ว สรุปว่าเพลงนั้นไม่มีเสียงเจตอยู่เลย โชว์ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเสียงเจอยู่ ไม่มีเสียงเจต

แล้วเจตจะมีโอกาสได้ร้องมั้ย

จ๋าย คงไม่มีแล้วแหละครับ (หัวเราะ) 

แล้วเพลงแรกแบบเป็นทางการ

จ๋าย Pattaya Lover ผมเขียนตอนไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน วันเดียวได้สองเพลง Pattaya Lover กับ เป็นตะลิโตน พอกลับมาผมก็เสนอเพื่อนๆ ตอนนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ มีแค่ไม่กี่คน เพราะบางคนก็อยากเอาอีกเพลงเปิดแทน Pattaya Lover ตอนนั้นไอ้โมสเข้าโรงพยาบาล เราเคยเล่าที่ไหนมั้ยวะ

มีน เคยเล่าแล้ว

จ๋าย พอไอ้โมสเข้าโรงพยาบาล การประชุมก็ค้างไว้ว่าจะเอาเพลงไหนเป็นเพลงเปิดตัว ผมกับเจอยู่ด้วยกันในห้องอัด นั่งกินหมูกระทะกันอยู่ เจก็บอกว่า พี่ ผมว่ามันต้องเป็นพัทยาว่ะ ผมก็บอก เออ กูก็คิดว่าต้องเป็นอย่างนั้น เอายังไงดีวะพี่ ผมกับเจนั่งคุยกัน มองตากัน เลยบอกไปว่า ไอ้เจ มึงทำเลย เดี๋ยวกูรับผิดชอบเอง

โมส อ้าว ไอ้สัส กูเพิ่งรู้ (หัวเราะ)

จ๋าย เจทำเสร็จปั๊บ เรียกทุกคนมาอัด พอโมสกลับมา ผมก็บอกว่า มึงเข้าไปอัดด้วย เหลือไลน์มึงไลน์เดียว 

โมส ร้องอะไรวะ เรียนก็บ่สูง เงินก็บ่มี อะไรวะเนี่ย ตอนนั้นงง

จ๋าย จูนยากมากครับ แล้วคนก็เชื่อยากมากว่าเราจะไปได้กับเพลงนี้ เพราะเราทำเพื่อชีวิต มาเปิดตัวด้วย Pattaya Lover เข้าใจว่าเพื่อนคงงง แต่ในใจเรามั่นใจเหลือเกินที่ต้องเป็นเพลงนี้ เพราะเราต้องลดความเป็นตัวเองลงก่อน เอาความสบายเขาหาคนฟัง ซื้อใจเขาก่อน แต่เราไม่รู้จะอธิบายให้เพื่อนฟังยังไง ก็เลยเผด็จการเสียเลย

หลังจากปล่อยเพลงแรก คาดหวังมั้ย

จ๋าย ไม่คาดหวัง แต่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไอ้เหี้ย เราดังแน่เลยว่ะ เป็นการอุปโลกสนุกๆ ผมว่าทุกคนมีความเชื่อ แต่เราไม่ได้ผูกใจว่าขอให้ได้ ไม่ใช่พลังงานนั้น แต่จะเป็น แม่ง ดังชัวร์ว่ะ ทั้งที่ยอดวิวตอนนั้นหลักหมื่น

โมส หลักพัน เจ็ดพันอยู่สองเดือนจำได้ จนกว่าจะออก นักผจญเพลง

เจต เราลุ้นกันทุกวัน

จ๋าย จำได้ว่าขึ้นหมื่น ผมกับเจตดีใจมาก ดังแน่นอน ตอนนั้นเราตั้งเป้าไว้หนึ่งแสน ถ้าวิวเพลงไหนก็ช่างถึงแสนเมื่อไหร่ เราจะไปสักไททศมิตร (หัวเราะ) จนทุกวันนี้ยังไม่ได้สักเลย 

ถ้านับยอดวิวเป็นรอยสัก ตอนนี้คงเต็มตัวแล้ว

ทุกคน หัวเราะ

โมส คงไม่มีผิวว่าง

พวกคุณพูดถึง นักผจญเพลง บ่อย 

โมส มันคือจุดเปลี่ยนหนึ่งครับ

จ๋าย ไม่อยู่ในหัวเลยนะ ตอนนั้น อยู่ดีๆ มันก็ลอยมา

โมส หลังปล่อย Pattaya Lover เสร็จ เรากำลังจะได้ไปเล่นสดครั้งแรก เล่นเปิดให้กับพี่ปู พงสิทธิ์ ผมตื่นเต้นมากก่อนจะเล่นหนึ่งวันผมเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว หงุดหงิดตัวเอง ทำเพื่อนเสียงาน ด้วยความเจ็บใจเราเอาเพลง Pattaya Lover กับภาพวงไปให้ทุกคนในวงการที่เราพอจะรู้จัก ไปเจอพี่หลิน Mahaheretonight แกบอกว่าชอบ ก็ชวนไปเล่นคอนเสิร์ตที่ร้านหนึ่ง ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่คือ ไม้หมอน เจอเพื่อนเจที่พาเราไปออก นักผจญเพลง 

หลังจากนั้นวงเปลี่ยนไปเลย จากยอดวิวเจ็ดพัน เพลง เป็นตะลิโตน ขึ้นมาถึงล้าน นี่มันอะไรกันวะ สักพักสามล้าน มันไม่ใช่แล้ว ห้าล้าน สิบล้าน ตามมา พวกผมเลยไม่ได้สักเสียที เรากะไว้แสน อยู่ดีๆ เป็นสิบล้าน (หัวเราะ)

เพราะคุณร้องภาษาถิ่นด้วยหรือเปล่า 

จ๋าย มีผลในฝั่งอินดี้ มันเชื่อมไปสู่แผนที่เราวางไว้ ตอนนั้นเรารู้จุดยืนตัวเองว่าวงที่ไม่มีค่ายสนับสนุนหรือทำกันเอง ยากมากที่จะก้าวไป Main Steam ไม่ต้องถึงเพลงดีไม่ดี แต่คนฟังรู้จักมั้ย เราไม่มีพื้นที่โปรโมตให้คนฟังแมสหรือคนทั่วไปเขาได้ยินเพลงเรา ช่องทางที่เรามีก็เป็นแอปฯ ง่ายๆ จุดที่เราโปรโมตได้หนักสุดคงเป็นพื้นที่ของอินดี้ 

ทั้งโปรโมตมาสเตอร์ของเพลงและเอาตัวเข้าไปอยู่ พอเราตีโจทย์ว่าคนฟังกลุ่มแรกที่เราจะต้องมัดมือให้ได้คือคนฟังฝั่งอินดี้ คนอีสานกับเหนือจะฟังเพลงลึกมากกว่าคนภาคกลางและคนภาคใต้ และเขาฟังก่อนเป็นอันดับแรกๆ มันก็เริ่มเป็นแผนป่าล้อมเมือง เก็บรอบนอกให้หมด เพื่อให้เกิดกระแสตีเข้ามาข้างใน เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมกับเจถึงมั่นใจว่าจะต้องเปิดตัวด้วยเพลง Pattaya Love กับ เป็นตะลิโตน ก่อน มันเป็นหนึ่งในแผนป่าล้อมเมืองของเรา

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

มีคนบอกว่าเกิดมาชีวิตหนึ่งต้องได้ดูไททศมิตรเล่นสด 

จ๋าย ผมว่าการเสพสื่อของคนฟังเปลี่ยนไป ถ้าเป็นยุคก่อน ศิลปินเล่นไม่เหมือนในแผ่น คงโดนแฟนเพลงด่า ยุคนี้มียูทูบ มีโซเชียลมีเดีย การที่เราเล่นเหมือนยูทูบ เล่นเหมือนแผ่นเป๊ะๆ ทำให้คนฟังเบื่อ เพราะมันซ้ำ เขาฟังผ่านยูทูบ ผ่าน Spotify หรือแอปฯ อื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาดูสด ผมคิดว่าคนฟังอยากได้ความแปลกใหม่ในการเล่นสด

ประจวบกับสื่อบ้านเรา รายการร้องเพลงหรือประกวดแข่งขันจะทำออกมาเป็นโชว์ เป็นการแสดง เราสังเกตว่าพอเป็นโชว์ Live ของวงยอดวิวจะเยอะทุกที วิวจะวิ่งและมีคนดูเยอะมากกว่ามาสเตอร์ด้วยซ้ำ ทำให้เราเริ่มให้ความสำคัญกับการโชว์มากขึ้น เป็นที่รู้กันในวงว่าวงเราต้องขายโชว์นะ โชว์ทุกที่ต้องเต็มที่ ต้องได้ใจคนฟังทุกโชว์

เวลาเล่นสดเขาจะได้เห็นทุกองค์ประกอบ เขาเห็นทั้งการแสดง สีหน้า ท่าทาง เขาเห็นถึงพลัง ได้ยินเสียงอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มันสดจริงๆ แต่มาสเตอร์ผ่านการสังเคราะห์มาแล้ว เล่นสดอารมณ์เลยถึงมากกว่า 

แดงกับเขียว เป็นเพลงที่ผลักไททศมิตรให้ไกลขึ้นไปอีก

จ๋าย แดงกับเขียว Hello Mama เราปล่อยเวอร์ชั่น Live แล้วได้รับผลที่ดีเกิดคาดไปแล้ว เราเชื่อว่าผลตอบรับจะไม่หนีจากนี้มาก เรารู้อยู่แล้วมันน่าจะสำเร็จ แต่เราคาดไม่ถึงตรงที่ว่าจะสำเร็จขนาดนี้ คูณสาม คูณห้าไปเลย 

จากป๊อปเป็นร็อกเพื่อชีวิต เปลี่ยนภาพจำของวงเลยมั้ย

จ๋าย ใช่ แล้วสิ่งที่ดีที่สุด คือแฟนเพลงเข้าใจครับ ถ้าเขางง พวกผมคงไปต่อแบบมึนๆ เหมือนกัน แต่พอปล่อยเพลงมาหลายแนว แฟนเพลงพร้อมที่จะเข้าใจว่าเนี่ยแหละคือไททศมิตร ต้องขอบคุณแฟนเพลงมากๆ

เพลงของไททศมิตรมีส่วนเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนสังคมมั้ย

จ๋าย ส่วนน้อยครับ ผมไม่อยากเคลมเข้าตัวเอง เข้าเพลงหรือเข้าวง ถ้าสมมติเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเขาฟังเพลงเรา อาจเป็นเพราะเพลงเราแค่หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ แต่ส่วนมากเกิดเพราะใจเขาเอง เพราะตัวเขาเอง เราอาจจะเป็นส่วนเล็กน้อยที่สะกิดใจเขาหรือทำให้เขานึกคิด แต่ทั้งหมดทั้งมวลผมว่าต้องเปลี่ยนที่ประชาชน ที่ตัวคน

เพลงของคุณกำลังพูดแทนใคร

จ๋าย เราพยายามเซ็ตว่าเราอยู่ข้างประชาชน แต่ไม่ขีดว่าอันนี้เสื้อแดง อันนี้สลิ่ม เราจะไม่ใช้วิธีการแบบนี้ เรามองว่าประชาชนทุกคนเป็นฝั่งเดียวกับเรา เราวิพากษ์แค่ระบบ ช่องโหว่ที่เรารู้สึกว่าไม่แฟร์ แล้วนำเสนออย่างตรงไปตรงมาในรูปแบบของเรา สังคมอาจจะไปข้างหน้าทุกยุคทุกสมัย แต่บางอย่างไปได้ช้าเพราะอะไรบางอย่าง ซึ่งมันเป็นเพราะระบบ เพราะคน เราพยายามหยิบพวกนี้ขึ้นมาพูด อันไหนที่เราพูดแล้วเสียเวลา เราก็เลี่ยงจะไม่พูด ไม่ใช่ว่าไม่พูดเลย แต่เรารู้สึกถ้าพูดออกไป มันได้อะไร เราเลือกพูดในสิ่งที่มันได้มากกว่าดีกว่ามั้ย

มีน สิ่งที่เราทำได้คือเป็นกระบอกเสียง บอกเล่าเรื่องราวและสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ให้เป็นซ้ายหรือขวาอย่างชัดเจน

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Middle 8

ก้าวใหม่, เป็นคนดีหรือเปล่า, สำเร็จ

พวกคุณเข้ามาอยู่ใน Gene Lab ได้ยังไง

จ๋าย พี่โอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ,โอม Cocktail) ดู คลิปแดงกับเขียว ที่เราโชว์ แล้วเขาให้คนโทรมา

เจ ตอนนั้นกินหมูกระทะกันอยู่ แล้วกฤต Three Man Down เป็นเพื่อนผม เขาโทรมาบอกว่าพี่โอมสนใจ

จ๋าย หลายเดือนครับ ดีเลย์หลายเดือนกว่าจะตอบตกลง

ยุคนี้ศิลปินทำเพลงเองได้ แต่คุณกลับตอบตกลง แสดงว่าคุณเชื่อในความเป็นค่าย

จ๋าย ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ศิลปินทำเองได้หมดทุกอย่าง แต่จะทำในสเกลที่ใหญ่ไม่ได้ เช่น อยากไปทัวร์คอนเสิร์ต 77 จังหวัด ผมไม่เชื่อว่าวงอิสระจะทำได้ อยากทำคอนเสิร์ตใหญ่ สเกลห้าพันคน ยากมากที่ศิลปินอิสระจะทำเองได้ มันต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ค่ายก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราข้ามสะพานเพื่อไปคุยกับคนได้มากขึ้น

มันเป็นชอยส์ที่เร็วและดีที่สุด ถ้าถามว่าจะต้องแลกกับอะไรบ้าง เพลงอาจจะเป็นของค่ายนะ ส่วนแบ่งที่น้อยลงนะ พวกนี้เรารับได้หรือเปล่า ถ้าเรารับได้ เราไม่ได้ผูกว่าตัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เรากำลังหาเป้าที่มันสำคัญกว่า มันก็โอเคถ้าเราจะไป ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะพี่โอมด้วย ถ้าไม่ใช่พี่โอม พวกผมทั้งหกคนคงจะไม่เซ็นสัญญาเหมือนกัน

เพราะอะไร

จ๋าย ผมรู้สึกว่าแกเป็นคนดี สำหรับผมนะ วันนั้นผมจำได้เลย มีเจ มีผม มีเจต คำถามแรกที่ผมถามพี่โอมคือ ผมอยากรู้ว่าพี่เป็นคนดีหรือเปล่า ทั้งโต๊ะงง มึนกันหมด เขาก็หัวเราะ ผมมาวันนี้ ผมแค่อยากรู้ว่าพี่เป็นคนดีมั้ย พี่ไม่ต้องตอบผม เดี๋ยวผมจะรู้เอง ถ้าผมรู้ว่าพี่เป็นคนไม่ดี ผมจะไม่เสียเวลากับพี่ พวกผมไม่กลัวคนไม่ดีหรอก แต่คนไม่ดีมักจะทำให้เราเสียเวลา คนเรามักจะโกงกัน เกลียดกัน เอาเปรียบกัน แล้ววันหนึ่งก็จบไม่สวย เวลาที่ผ่านมาจะเสียไปหมด พวกผมวางแผนกันไว้หมดแล้ว เรามีข้อจำกัดของเวลา อะไรที่รู้สึกเสียเวลาพวกเราจะไม่ทำ 

ตลาดคนฟังอินดี้กับตลาดคนฟังแมส ต่างกันกันมั้ย

จ๋าย ต่างนิดหน่อย ต้องปรับตัวมากๆ คนฟังฝั่งอินดี้ของเราก็ไม่ได้หายไป คนฟังฝั่งแมสก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โจทย์ที่ต้องตีให้แตก คือทำยังไงให้เราไม่หักแฟนเพลงเก่า ขณะเดียวกันก็นำเสนอสิ่งใหม่ให้แฟนเพลงใหม่ได้ฟังด้วย 

วางแผนการทำงานยังไง

จ๋าย โอโห เราวางทุกขั้นตอน Step by Step สามเดือนจะเอาอันนี้ หกเดือนจะเอาอันนั้น หนึ่งปีจะทำอย่างนี้ ระยะยาววางหมดแล้ว จนไปสู่ค่ายก็ยังมีแผนสำหรับค่ายอีก เราวางไว้เผื่อๆ เลยคือห้าปี เพราะวงเราเพิ่งมา แต่ละคนไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ มีในฐานะแบล็กอัปบ้าง ตัวผมกับโมสแทบไม่เฉียดเข้ามาในวงการเลย

เราเตรียมใจไว้แล้วว่ามันต้องใช้เวลาเยอะนะ แต่ทุกอย่างมันได้กลับมาเร็วไปหมด ทุกอย่างเซอร์ไพรส์เราทุกย่างก้าว เห้ย ได้ออก นักผจญเพลง เฉยเลย ได้ไปเฟสติวัลใหญ่ๆ เฉยเลย ได้ไปบิ๊กเมาเท่นอีกแล้ว มันตกใจตลอด

แสดงว่าแผนห้าปีสำเร็จตั้งแรก

จ๋าย ภายในสองปี เราได้ทุกอย่างในห้าปีที่วางไว้

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Break

ความงามของชีวิต, สายเขียว, วงพาวเวอร์เรนเจอร์

เพลงของพวกคุณพูดความจริงของชีวิต แล้วคุณมองเห็นแง่งามของมันบ้างมั้ย

เจต จ๋าย (เรียกให้ตอบ)

จ๋าย สกู๊ปนี้จะมีแต่กู (หัวเราะ) ช่วงก่อนจะทำวง ผมสับสนและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม

เกริ่นก่อนว่าผมมาจากครอบครัวที่ไม่มีอะไรเลย จนขนาดต้องไปขอข้าวข้างบ้านกิน อยู่ๆ วันหนึ่ง ครอบครัวเขาก็กลับมาดูแลผมพร้อมกับทรัพย์สินเงินทองทุกอย่าง ผมแทบไม่ต้องดำรงชีวิตปกติ แทบไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้นะ แล้วมันก็เกิดคำถามว่า ชีวิตผมจะเกิดมาทำไม ถ้าไม่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ไม่ต้องทำงานหาเงิน ผมจะต้องทำอะไรต่อไป เพราะการหาเงินมันคงไร้แก่นสาร เรามีอยู่แล้ว ผมเลยตามหาสิ่งที่ผมทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า 

ผมเคยเจอชาวนาจริงๆ เจอวินมอเตอร์ไซค์จริงๆ ผมรู้สึกว่าเขาเท่มาก วินฯ ที่ตั้งใจขับรถมอเตอร์ไซค์เพื่อส่งผู้โดยสารให้ถึงที่อย่างปลอดภัย ชาวนาที่รู้ว่าหน้าที่ของเขาคือการปลูกข้าวให้คนกิน ดังนั้นขอแค่รู้และศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ในสิ่งที่ตัวเองทำ บางคนอาจจะเกิดมาเพื่อเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ แล้วก็ตายจากไป คำถามมันก็กลับมาว่า การเกิดมาแค่นั้น มันไม่ยิ่งใหญ่พอหรอ สำหรับผมมันโคตรยิ่งใหญ่เลยครับ แค่ต้องรู้ว่าเราศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มั้ย เราให้เกียรติชีวิตตัวเองมั้ย เราให้เกียรติชีวิตคนอื่นด้วยหรือเปล่า ผมว่าความสวยงามมันอยู่ตรงนี้ 

คิดถึงชีวิตก่อนจะมาเป็นไททศมิตรบ้างมั้ย

จ๋าย โอ้ย ไม่คิดถึงแล้ว

ตุ๊ก ลืมไปแล้วฮะ

โมส ไอ้หมอนั่นใคร

จ๋าย มันก็คิดถึงนะครับ ยังจำได้ ช่วงแรกเราตั้งไข่ ตอนนั้นติดหนี้ 

โมส ตอนนี้หนี้หมดแล้วหรอ

มีน ยังไม่หมดนะ

(ทุกคนหัวเราะร่วน)

ตุ๊ก มหากาพย์หนี้พันปี

จ๋าย สมัยอินดี้ วงเราเป็นวงหน้าใหม่ ระบบการจัดการยังไม่ดี มันก็ทำให้เราจองตั๋วผิด ทำอะไรผิด กลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ต้องทำงานใช้ เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นตลอดสองปีที่ผ่านมา ก็ยังแซวกันสนุกอยู่

มีเรื่องไหนที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับไททศมิตรบ้าง

จ๋าย เยอะครับ 

เจต คนเชื่อว่าเราเป็นสายเขียว 

จ๋าย โดยเฉพาะมีน 

มีน ใช่ครับ ผมไปไหนจะโดนยื่นกัญชาให้ ผมไม่ใช่ ผมไม่ได้เล่น จะมีคนมาแซวบ้าง 

จ๋าย มีนเขาเลี้ยงแมว แล้วเป็นภูมิแพ้ แพ้ขนแมวด้วย ขอบตาจะดำหน่อย คนจะแซวกันเยอะ อย่างชื่อวงคนก็เข้าใจผิดเยอะ บางครั้งคนเรียกผมเป็นโมสบ้าง เรียกไอ้โมสเป็นผมบ้าง และคนมองเราเป็นร็อกเพื่อชีวิตหนักๆ เขาจะคิดว่าพวกเราเป็นคนห่ามๆ จะคอยยื่นแอลกอฮอล์ให้ เราไม่ได้เป็นสายดื่มจริงจัง ยกเว้นน้องเจ ดื่มเป็นชีวิตจิตใจ

เจ นี่ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ

จ๋าย เข้าใจถูกแล้ว มึงเป็นอย่างนั้นแหละ (หัวเราะ)

คนเรียกชื่อวงผิดเป็นอะไร

เจ ไตโตะสมิตะ ไทโทสะมิตร

จ๋าย วงตะลิโตน วงขาวกับเขียว ไตโตะสะมิ

โมส วงเขียวเหลืองแดง 

มีน ไทโยโกฮาม่า 

จ๋าย รายการใหญ่ๆ ดังๆ ก็ยังพูดชื่อเราผิด เราเข้าใจได้ เพราะเราใช้ภาษาอังกฤษ มันดิ้นได้หลายทาง 

ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก
ไททศมิตร, เส้นทางดนตรีของ TaitosmitH ที่ทำเพลงเพื่อชีวิต (คนอื่น) จนประสบความสำเร็จตั้งแต่ 2 ปีแรก

Outro

ฝันที่เป็นจริง, เติบโตเพื่อกลับไปทบทวนก้าวแรก, อย่ากลัวความคาดหวัง

วินาทีที่ขึ้นไปเหยียบเวที วันนั้นเราเห็นพี่ป๊อดอยู่ตรงนั้น วันนี้ไททศมิตรมายืนจุดเดียวกัน

จ๋าย ไม่ใช่ความรู้สึกผมคนเดียว แต่เป็นความรู้สึกของทั้งวง ทั้งทีม ผมจำวันแรกของทุกคนได้ ผมจำไอ้โมสตอนแบกกีตาร์ไปเล่นกลางคืน ฝนตกก็ต้องไป ต้องทำรอบเพื่อให้ได้ตัง ผมจำไอ้เจตที่นอนน้อย ทำงานไปรษณีย์ ผมจำมีนที่เป็นแบ็กอัปศิลปิน ผมจำเจที่เป็นตากล้อง ผมจำตุ๊ก ผมจำทุกคนได้ ตั้งแต่วันแรกที่ทำมามันไม่ได้ไกล เพราะเรามาถึงจุดนี้กันเร็วมาก พอขึ้นเวทีมันก็ท่วมท้น ก่อนหน้านั้นเรายังเป็นคนทำเวทีบิ๊กเมาเท่นอยู่เลย

ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้วงมาถึงตรงนี้ วันนั้นรู้สึกรักวงมากๆ รักทีมมากๆ รักแฟนเพลง

ผมอยากให้กำลังใจทุกคน ให้สู้ในแบบของเขา 

วันหนึ่งเขาจะมีบิ๊กเมาเท่นของตัวเอง

จ๋าย ผมบอกเขาว่าบิ๊กเม้าเท่นของเขาอาจจะไม่ใช่เทศกาลดนตรี เป็นอะไรก็ได้ที่เขาวางเป้าหมายเอาไว้ มันจะสำเร็จถ้าเขาทำอย่างตั้งใจ มีแบบแผนและทำมันในทุกวัน สักวันหนึ่งมันต้องสำเร็จ ถ้าไม่ตายก่อนนะ

ตลอดสองปีที่เป็น ไททศมิตร พวกคุณเติบโตหรือเรียนรู้อะไรบ้าง

จ๋าย ผมว่าพวกเราโตขึ้นเยอะ ยิ่งช่วงหยุดเห็นได้ชัดว่าโตขึ้นเยอะมาก ทั้งเรื่องจุดที่ยืน ทั้งเรื่องงานที่ทำ และทัศนคติที่คิดต่อทุกสิ่ง เหมือนสองปีที่ผ่านมาเราเริ่มจากไฟที่มันแรงมาก แรงและพุ่งทะยาน พุ่งจนไม่เคยเหยียบเบรก เราจะเอาให้ได้ จะไปให้ได้ แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เราถูกเบรกโดยไม่ได้ตั้งใจ ช่วงแรกรู้สึกอึดอัดครับ

พอผ่านมาสักพักเริ่มกลับมาทบทวนจุดประสงค์แรกหรือพลังงานแรกที่เราใช้ขับเคลื่อน เช่น เคยเติมเบนซิน ลองเปลี่ยนไปเติมแก๊สโซฮอลดูมั้ย เราปรับมุมมองจากสิ่งที่เคยเชื่อร้อยเปอร์เซนต์ กลับไปเช็กฟีดแบ็กจากเรื่องที่เคยพูดไปแล้ว ได้ผลมากน้อยยังไง คนรู้สึกยังไง เหมือนเป็นการถอดบทเรียนของสองปีที่ผ่านมา

ความจริงเราพยายามจะเป็นแบบนี้ตลอด แต่ไม่มีเวลาให้พวกเราได้หยุดและทบทวนสักที ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีให้เราได้กลับมามองตัวเองชัดเจนจริงๆ เราอาจจะคิดว่าวงเราดังมากแล้ว พอหยุดคิด ก็ไม่ได้ขนาดนั้นนี่หว่า เป็นแค่คนตัวเล็กที่ยังต้องทำสิ่งนี้ต่อไป 

คุณมองว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่วิกฤต แต่เป็นโอกาส 

ตุ๊ก วิกฤตด้วยครับ (ทุกคนหัวเราะร่วน) ยังมองเป็นวิกฤตอยู่ดี

จ๋าย เป็นวิกฤตแต่พยายามปรับตัวครับ อย่างที่บอกเราวางแผนมา อย่างน้อยผมมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่พยายามสร้างไว้เพื่อซัพพอร์ตทีมงานและวง เราเลยยังพอไปได้ แต่ถ้านานกว่านี้เรือจะล่มแล้วครับ

ความท้าทายของศิลปินเพื่อชีวิต (หน้าใหม่) คืออะไร

จ๋าย ท้าทายทุกย่างก้าวฮะ เราจะไปไกลกว่านี้ได้มั้ย หลายคนคาดหวังว่าเราเป็นเพื่อชีวิตที่น่าจับตามอง เราไม่รู้ว่าเขาคิดแบบไหน ไม่รู้ว่าจะเป็นเพื่อชีวิตในแบบที่เขาคิดหรือเปล่า เพราะเราเองยังไม่รู้เลย เราพยายามจริงใจกับทุกโมเมนต์ จริงใจกับทุกช่วงชีวิตที่เราเจอ แล้วเขียนมันออกมา สื่อสารมันออกมา แต่พยายามไม่กดดันตัวเอง

กลัวความคาดหวังมั้ย

จ๋าย ไม่กลัว ถ้ากลัวความคาดหวังของคน แสดงว่าเราต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นอย่างที่เขาคิด ความจริงเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้คาดหวังตัวเองด้วยซ้ำ เราจะเอาความคาดหวังของคนอื่นมามีอิทธิพลต่อเรา มันก็ไม่ใช่ 

พอแฟนเพลงเขาเกิดความรัก ผมเชื่อว่าเขาคาดหวังอยู่แล้ว พวกผมทำตามความคาดหวังของทุกคนไม่ได้ พูดตรงๆ ว่า ทำไม่ได้ ผมต้องขอโทษด้วย วันหนึ่งไททศมิตรอาจจะทำให้ทุกคนเสียใจ เสียใจที่เราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด เราอาจจะไม่ถูกใจบางคน แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมรับมือกับความผิดหวังของพวกเขา 

พูดได้หรือยังว่าไททศมิตรประสบความสำเร็จแล้ว

จ๋าย ตลอดทางที่ผ่านมาผมว่าเราประสบความสำเร็จไปแล้วนะ เราพยายามช่วยทุกคนเท่าที่ช่วยได้ ช่วยเรื่องปัจจัย ช่วยบริจาค ตอนนี้เราช่วยทีมงานเราได้ ช่วยคนรอบข้างเราได้ ช่วยแฟนเพลง ช่วยคนที่เขาลำบาก แม้แต่ช่วยให้กำลังใจเขา จากแค่ผ้าขาวม้าผืนเดียวของพวกเรา จากคำพูดง่ายๆ หรือการอัดคลิปอวยพร เราทำมาระหว่างทางตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้เราจะทำยังไงให้มันมากขึ้นแล้วถึงทุกคนจริงๆ 

การให้สำคัญกับพวกคุณ

จ๋าย สำคัญมาก สิ่งหนึ่งที่ผมบอกทุกคน เราอย่าเพิ่งอัปสเต็ปชีวิตตัวเอง เราจำตัวเองในวันแรกให้ได้ จำชีวิตที่กินข้าวสามมื้อง่ายๆ แล้วอิ่มให้ได้ ตอนนั้นก็มีความสุข ตอนที่เราเริ่มต้น เรายังหัวเราะกันเหมือนวันนี้ ต่างกันแค่ตอนนั้นไม่มีเงินเยอะขนาดนี้ ไม่ได้มีชื่อเสียงขนาดนี้ เราก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข พอคิดแบบนี้ได้ สิ่งที่ได้มาทั้งหมดคือกำไร วันหนึ่งถ้าเราได้กำไรสักสิบบาท เราอยากจะอัปสเต็ปชีวิตเก็บไว้สักสองบาท ชีวิตก็ก้าวหน้า ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ ทุกคนก็พร้อมที่จะให้กับคนอื่นได้ ให้ทั้งเวลา ให้ทั้งปัจจัย ผมเลยคิดว่าการให้สำคัญมากๆ

ไททศมิตรวางแผนอนาคตไว้แบบไหน

จ๋าย ระยะสั้นเราขอให้สถานการณ์ปกติก่อน แล้วกลับไปยืนจุดที่ก่อนหน้านี้เคยยืนให้ได้ เพราะช่วงหยุดพัก เพลงเราไม่ได้ทำงานเลย ทุกอย่างมันนิ่ง แล้วเรายังเดาไม่ออกว่ามันจะจบตรงไหน แล้วกลับมามันจะปกติเลยมั้ย

ระยะยาวพยายามไปให้ถึงจุดที่คนรู้จักมากกว่านี้ จะทำยังไงให้สื่อหลักสนใจไททศมิตร เพื่อเป็นอีกหนึ่งโทรโข่งที่เราจะพูดกับคนหมู่มาก คนอาจจะคิดว่าไททศมิตรมีชื่อเสียง สำหรับผมยัง ยังมีคนอีกหลายล้านที่ไม่รู้จักเรา 

พอเขาไม่รู้จัก เขาก็ไม่จำเป็นต้องฟังในสิ่งที่เราพูด อย่างน้อยผมอยากให้ทุกคนรู้จักไททศมิตรก่อน พอเราพูดออกไป ถูกหูไม่ถูกหู ชอบไม่ชอบ ผมให้คุณตัดสิน สื่อมีส่วนทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ พวกผมจะรอวันที่โทรโข่งของเราใหญ่พอจะสื่อสาร เราอยากไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุดแล้วพูดมันออกไปให้กว้างและดังที่สุด

ถ้า ‘ไททศมิตร’ เป็นเพลงเพลงหนึ่ง พวกคุณคิดว่าท่อนจบของเพลงจะเป็นแบบไหน

โมส ผมปลูกผัก จ๋ายอาจจะเลี้ยงไก่อยู่ข้างๆ แลกกันกิน บ้านนู้นจะปลูกข้าว ปลูกนาก็ว่ากันไป

มีน เปิดยูทูบดูตัวเองเล่น 

เจ ไม่ว่าจะไปทำอะไรของตัวเอง ขอแค่ทุกคนยังมาเจอกันอยู่ 

จ๋าย สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องอยู่ครบ วันหนึ่งมันจะไปจบตรงไหนไม่รู้ แต่ว่าลูกผมต้องมีคุณอาชื่อมีน ชื่อเจ ชื่อตุ๊ก ชื่อโมส ต้องมีครอบครัวเขาอยู่ในส่วนหนึ่งของชีวิตผม ผมไม่อยากเสียใครไป เราเคยคุยกันขนาดที่ว่า ถ้าจุดไหนมันทำให้ลูกผมไม่มีลุงชื่อโมส ชื่อเจต ผมคงไม่แลกกับมัน ผมคงเก็บพวกลุงติงต๊อง ปัญญาอ่อนเอาไว้ 

ภาพ : TaitosmitH

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เธอที่ปลายสายเป็นทั้งนางแบบ นักร้อง และนักแสดง ที่มีผลงานมากมายนับตั้งแต่ พ.ศ.​2556

ภายใต้สถานการณ์ล็อกดาวน์ The Cloud โทรหา คารีสา สปริงเก็ตต์ เพื่อทำการสัมภาษณ์

ศิลปินแห่งวงการแฟชั่นคนนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในวัยเพียง 15 จากละครเรื่อง ตะวันบ้านทุ่ง และ หลวงตามหาชน ที่ออกอากาศทางช่อง 3 HD 

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ก่อนที่เธอจะแจ้งเกิดเต็มตัวจากการประกวด The Face Thailand Season 1 ในฐานะลูกทีมคนสำคัญของ พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ พร้อมฝากวลีเด็ดไว้ในรายการที่หลายคนยังจำได้จนวันนี้

คารีสาผ่านประสบการณ์มากมายตลอด 8 ปี มีละครฮิตหลายเรื่อง อาทิ Gossip Girl Thailand, นางอาย, ทายาทอสูร และ เมียหลวง

เธอเป็นไอคอนด้านการแต่งตัวของใครหลายคน จนมีแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Kidwell เป็นของตัวเอง 

ปลายปีที่แล้ว คารีสากลายเป็นศิลปินคนแรกแห่งค่าย Khotkool Music ของ โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน และได้ปล่อยซิงเกิลแรกในชื่อเดียวกับวลีเด็ดของเธออย่าง ขอบคุณนะคะ (ที่กล้าสอนหนู)

อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ คนนี้ คือความหลงใหลที่เธอมีให้กับผ้าไทย สิ่งที่เธอไม่เพียงสะสม แต่ยังสั่งตัดเพื่อสวมใส่ในโอกาสต่างๆ

ล่าสุด คารีสาเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ Upcycle Rising ที่เธอและแบรนด์ LaLaLove ร่วมกันนำผ้าเก่ามาตัดเป็นชุดใหม่ในคอนเซปต์แฟชั่นรักษ์โลก

คำพูดที่เต็มไปด้วยแพสชันพรั่งพรู เชื้อเชิญให้ทุกคนเปิดดูตู้เสื้อผ้าที่บอกเล่าตัวตน วัฒนธรรม การเดินทาง และเรื่องราวผ้าไทยของหญิงสาวผู้มาพร้อมความมั่นใจคนนี้

เปิดตู้เสื้อผ้า คารีสา สปริงเก็ตต์ สาวผู้รักผ้าไทยและบอกทุกคนว่าจงแต่งตัวอย่างมั่นใจ

ไม่รู้เชยไหม แต่ผ้าไทยคือความสุข

ทำไมคนรุ่นใหม่อย่างคุณจึงสนใจผ้าไทย

เป็นสิ่งที่ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่นแน่เลย แม่กับยายชอบซื้อผ้าไทย ก็เลยซึมซับมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็ก เขาให้เราเรียนรำไทยด้วย มันคงทำให้เราอินประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสี่ภาคตั้งแต่ตอนนั้น แต่สิ่งที่ทำให้สนใจผ้าไทยมากที่สุด น่าจะเพราะที่บ้านไปต่างจังหวัดกันบ่อย แต่ละครั้งที่ไปก็ได้เห็นผ้าไทยมากขึ้น ได้รู้ว่าผ้าไทยแต่ละภาคมีลายและฉลุแตกต่างกัน เราชอบของภาคเหนือเป็นพิเศษ

แสดงว่าถ้าเดินทางไปที่ไหนก็จะซื้อของจากที่นั่น

ใช่ อย่างตอนไปภาคเหนือ เจอชนเผ่าอาข่ากับอีก้อ พวกเขาทำเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายเอง เราก็อยากซื้อเก็บไว้ เอาจริงๆ ของไทยๆ โดยเฉพาะผ้าไทยสวยและมีเอกลักษณ์มากนะ ผ้าม่อฮ่อม ผ้าขาวม้า ผ้าบาติก เป็นงานอาร์ตที่สวมใส่ก็ได้ ใส่กรอบก็สวย แบรนด์อย่าง Off-White หรือ AMBUSH ยังเอาไปทำ เหมือนผ้าไทยต้องกลายเป็นดีไซน์ใหม่ก่อนคนถึงจะคิดว่าสวย ทั้งที่จริงๆ มันอยู่ใกล้ตัวเรามาตั้งนานแล้ว

เกณฑ์ในการสะสมของคุณคืออะไร ดูยังไงว่าชิ้นไหนสวย 

พูดลำบาก เมื่อไหร่ที่เดินผ่านแล้วใจเต้น เมื่อนั้นแสดงว่าของหรือผ้าชิ้นนั้นกำลังเรียกชื่อเราอยู่ ถ้าเต้นแรงแปลว่าเขากำลังเรียกเราอย่างรุนแรงเลย (หัวเราะ)

จากการสะสม เปลี่ยนมาเป็นใส่ชุดผ้าไทยได้ยังไง

เรากลัวผ้าที่ซื้อมาจะเก่าก็เลยเอามาตัด อยากเป็นวัยรุ่นที่เข้าวัด แต่ยังสนุกกับการแต่งตัวไปพร้อมกันได้ นึกภาพเวลาพวกผู้ใหญ่ คุณป้า คุณยาย ใส่ชุดไทยเต็มยศ เขาก็อยากให้ลูกหลานใส่แบบนั้นเหมือนกัน แต่ลูกหลานคงไม่ชอบเสื้อผ้าพวกนั้น เราเลยหาว่าตรงกลางคืออะไร 

เรามีโอกาสเอาผ้าไทยที่มีไปให้ พี่ลินดา (ลินดา เจริญลาภ) แบรนด์ LaLaLove ช่วยออกแบบและตัดให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นผ้าแบบที่ผู้ใหญ่ต้องการอยู่ เราว่านี่คือตรงกลางที่เราตามหา

การคลุกคลีกับผ้าให้อะไรกับคุณบ้าง

อย่างที่บอกว่าไปไหนเราก็มักจะซื้อผ้ากลับมา ตอนไปพม่าเราซื้อผ้าลุนตยา เป็นของขึ้นชื่อของที่นั่น ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราได้เล่นละครเรื่อง เล่ห์ลุนตยา ซึ่งก็มีความเกี่ยวข้องกับผ้าไทย รู้สึกเหมือนเป็นพรหมลิขิต เพราะจริงๆ คนอื่นก็ไม่รู้ว่าเราชอบผ้าไทยขนาดนั้น คงมีอะไรบางอย่างที่ทำให้สุดท้ายเป็นเราที่ได้เล่น ได้ทำงานนี้ ได้เรียนรู้การปักลุนตยา (ยิ้ม)

สำหรับคุณ เหตุผลที่หลายคนไม่นิยมผ้าไทยคืออะไร

เราว่ามันมีกรอบบางอย่าง เช่น เขาอาจจะมองว่าผ้าไทยเชยหรือโบราณ คือถ้าคนพูดอะไรมาอย่างหนึ่ง แล้วทุกคนเดินตามทางนั้น สักพักเราก็จะรู้สึกและคิดแบบนั้นไปด้วย พอได้ยินว่าผ้าไทยเชยบ่อยๆ เข้า ก็คงคิดไปแล้วว่ามันเชย แต่ถ้าเราเจอคำว่าเชย แล้วมานั่งเขียนบนกระดานตัวใหญ่ๆ ตั้งคำถามว่าคำนี้คืออะไรกันแน่ ผ้าไทยเชยเพราะอะไร จริงๆ แล้วผ้าไทยมีประวัติอะไรบ้าง หนึ่งผืนใช้เวลาทอกี่วัน มีมูลค่าเท่าไหร่ หรือเพราะอะไรชาวต่างชาติจึงชอบผ้าไทยขนาดนั้น

ถ้าเราเป็นเด็กขี้สงสัยหรือตั้งคำถามมากพอ คำว่าเชยอาจจะเล็กลงก็ได้ เราคงเป็นเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเองและมีความขบถอยู่ลึกๆ ล่ะมั้ง พอมีคนบอกว่าผ้าไทยเชย ความขบถในใจเราเลยฟุ้งออกมา อ๋อเหรอ เชยใช่มั้ย ได้ งั้นเราจะทำ เราเป็นเด็กดื้อที่เวลาใครพูดอะไรก็จะทำในสิ่งตรงข้าม

อะไรคือเกณฑ์บอกว่าสิ่งไหนเชยหรือไม่เชย

พอโตขึ้น เรามองว่าความเชยคือรสนิยมแบบหนึ่ง คนที่เชยคือคนที่ไม่กล้าตั้งคำถามต่างหาก รสนิยมมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัวว่าเรามองสิ่งตรงหน้ายังไง คารีสามีประสบการณ์ร่วมกับผ้าไทยเยอะ แม่และยายผูกพันกับสิ่งนี้ ไม่รู้เชยมั้ย รู้แต่ว่าผ้าไทยคือความสุข มันทำให้ใจเราฟู แต่ถ้าใครมีประสบการณ์ไม่ดีร่วมกับผ้าไทยก็อาจมองว่ามันเชยได้ ไม่แปลก การพิสูจน์สิ่งนี้ต้องใช้วิธีแทรกซึมอย่างเป็นธรรมชาติ 

ถ้าเราเดินไปบอกวัยรุ่นยุคนี้ว่าต้องใส่ผ้าไทยนะ นี่คือการยัดเยียดความคิด เหมือนเป็นการรุกล้ำสิทธิเสรีภาพของเขา ถ้าเราอยากเปลี่ยนความคิดคน เราต้องแทรกซึม ห้ามสั่ง ห้ามตีกรอบ แต่ต้องสร้างตัวเองให้น่าเชื่อถือจนเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา วันหนึ่งเขาอาจเชื่อก็ได้

แสดงว่าผ้าไทยกับแฟชั่นปัจจุบันก็อยู่ด้วยกันได้

ใช่ คนอาจมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องเร็วๆ ผ้าไทยดูเคลื่อนไหวช้า แต่จริงๆ แล้ว แฟชั่นไม่มีช้าหรือเร็ว ผ้าไทยมีอยู่ในคอลเลกชันได้ อยู่ที่ว่าเราจะตัดหรือบอกเล่าเรื่องราวของมันในฤดูนั้นยังไง เหมือนกับ CHANEL ที่สุดท้ายก็ต้องย้อนกลับไปใช้ผ้ารุ่นดั้งเดิม มีความวินเทจ แต่เปลี่ยนลักษณะบางอย่าง สุดท้ายความวินเทจคือของแพง เป็นของที่เอากลับมาขายเมื่อไหร่ ถึงจะมีตำหนิก็ยังมีมูลค่า และถ้าของมีมูลค่า ยังไงนักสะสมก็อยากได้อยู่ดี ผ้าไทยก็เหมือนกัน 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการเดินทาง

ดูคุณรักวัฒนธรรมไทยมากเลยนะ

เอาจริงๆ ไม่กล้าพูดนะว่าตัวเองไทยแค่ไหน เพราะเราก็ไม่ได้นำเสนอความเป็นไทยได้ดีขนาดนั้น เราแค่ชอบคำว่าวัฒนธรรม ไม่อยากให้สิ่งนี้หายไป เวลาเดินทางไปไหน เราอยากทำความรู้จักวัฒนธรรมของที่นั่นให้ลึกซึ้ง อยากสะสมความทรงจำของที่นั่นไว้ รู้สึกว่าถ้าได้ใช้ชีวิตอย่างประณีตและใส่ใจรายละเอียด วันหนึ่งที่กลับมาเล่าคงจะน่ารักดี แถมเป็นการช่วยให้วัฒนธรรมไม่หายไปด้วย

ประทับใจที่ไหนบ้าง

เราชอบไปงานประเพณีต่างๆ ไปดูผีตาโขนที่จังหวัดเลยก็ชอบ งานทอดกฐินก็ประทับใจ ตอนนั้นไปวัดที่ดอยแม่สลอง มีคนจากหลากหลายวัฒนธรรมมาร่วมงาน อาหารก็ไม่เหมือนกัน คนจากระยองมีหมูชะมวง คนจากชนเผ่าอาข่ามีถั่วเน่า อร่อยมาก เหมือนได้เจอญาติที่ไม่ใช่ญาติ แถมอากาศก็ดีด้วย เอาจริงๆ เมื่อก่อนเดินทางทุกอาทิตย์เลย กรุงเทพเหมือนเป็นแค่ที่ทำงาน พอมีเวลาว่างก็กลัวหมดเวลา เลยหากิจกรรมให้ตัวเองตลอด 

การเดินทางเหล่านั้นสอนอะไร

เราได้เรียนรู้คุณค่าของวัฒนธรรม เวลาเดินทาง เราจะถามตัวเองตลอดว่า เราชอบประเทศนี้เพราะอะไร สิ่งที่เรามักจะบอกต่อคืออาหารกับสถานที่ ของพวกนี้เป็นสิ่งจับต้องได้ แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่เราหลงรักในอาหารหรือสถานที่ คือวัฒนธรรมที่เราหาไม่ได้จากที่อื่น 

ถ้ามองประเทศไทย คนต่างชาตินึกถึงผัดกะเพราหรือต้มยำกุ้ง วัฒนธรรมในอาหารเหล่านี้ดูยังไงก็ไม่น่าหายไป แต่มันอาจจะหายไปโดยที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ตอนนี้มีฝรั่งทำอาหารไทยได้อร่อยเทียบเท่าคนไทยแล้ว วันหนึ่งมันอาจจะไม่ใช่ของเราแล้วก็ได้ งั้นทำไมเราจึงไม่ได้เป็นคนบอกเล่าหรือรักษาในสิ่งที่ประเทศเราริเริ่ม 

ทุกวันนี้ฝรั่งอินผ้าไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรที่อยู่คู่ประเทศเราเสมอมา สิ่งที่เปลี่ยนอาจเป็นเรื่องแฟชั่น การจัดวางว่าผ้านี้ควรอยู่ตรงไหน ในงานอาร์ต บนโซฟา หรือบนตัวเรา แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังผ้าแต่ละผืนคือเรื่องราวที่สะท้อนยุคสมัย ค่านิยม และความชอบ เป็นงานศิลปะที่มีค่าจนเราไม่อยากให้หายไป หรือกลายเป็นของคนอื่น

5 ชุดโปรดของคารีสา

ช่วงนี้คุณชอบใส่เสื้อผ้าแนวไหน

เอาจริงๆ ช่วงนี้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่อยู่บ้านก็ใส่ชุดนอน ตอนนี้ที่คุยกันยังใส่ชุดนอนอยู่เลย (หัวเราะ) การต้องอยู่บ้านทำให้เราเอาของหลายอย่างมาทิ้ง ค้นพบว่าหลายสิ่งที่ซื้อมาไม่ใช่สิ่งจำเป็น เรามองเสื้อผ้าเป็นของนอกกายมากขึ้น กลายเป็นว่าตู้เสื้อผ้าโล่งมาก เราใส่แต่ชุดเดิมๆ ที่คล่องตัว ใส่สบาย ใส่นอน และออกไปข้างนอกได้โดยไม่น่าเกลียด 

5 ชุดที่บอกเล่าตัวตนของคุณที่สุด มีชุดไหนบ้าง

โห ยากจัง ถ้าเอาที่คิดออกเลยก็ชุดมัดย้อม เราใส่บ่อยจนคนเรียกว่า ‘ฝรั่งข้าวสารโร้ด’ เป็นลุคหัวฟูๆ ไม่หวีผมแล้วก็ใส่ชุดมัดย้อม ดูสกปรกแต่สะอาด (หัวเราะ)

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ถัดมาน่าจะเป็นชุดว่ายน้ำที่น้องมอแกนวาด จำได้เลยว่าคนวาดชื่อน้องคางคก เขาอายุแค่ห้าหกขวบ ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่วาดภาพปะการังสวยมากๆ เราได้เรียนรู้ว่า มีแต่ประสบการณ์ชีวิตและการได้ออกไปเห็นโลกเท่านั้นแหละ ที่ทำให้น้องสร้างสรรค์งานพวกนี้ออกมาได้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

อันที่สามขอเป็นเครื่องประดับแล้วกัน เราประทับใจสร้อยลูกปัดของน้องๆ โรงเรียนพนาสวรรค์ ช่วงนั้นเราไปอยู่บนดอย ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นั่น ได้คลุกคลีทำความรู้จักกัน คารีสาเป็นญาติกับคนง่ายเพราะชอบคุยกับคนแปลกหน้าอยู่แล้ว

เราเห็นสร้อยลูกปัดพวกนี้บนชุดชนเผ่า น่ารักมาก เลยถามน้องๆ ว่าสร้อยนี้ซื้อจากไหนเหรอ น้องๆ ตอบว่าทำกันเอง เป็นชุดประจำชุมชน เราถามต่อว่าถ้าอยากเป็นเพื่อนกับน้องๆ ด้วย ทำให้เราได้ไหม เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทำเสร็จแล้วส่งมาให้เราหน่อย 

เราให้เงินเขาไปเล็กๆ น้อยๆ โดยมีอาจารย์ที่โรงเรียนเป็นคนกลางช่วยส่งพัสดุมาให้ สร้อยลูกปัดพวกนี้เป็นงานร้อยมือฝีมือเด็กๆ น่ารักมาก เราชอบมาก

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค
แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

สี่คือชุดที่ทำกับพี่ลินดา จริงๆ ตัดไว้นานแล้ว ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเลย แค่รู้สึกว่าถ้าต้องไปฉลองงานวัดกับแม่และยาย เข้าพรรษา ทอดกฐิน ปีใหม่ สงกรานต์ ก็อยากมีชุดไว้ใส่ จนได้มาทำโปรเจกต์ถ่ายแบบกับพี่เขา ทำกันง่ายๆ ถ่ายข้างล่างออฟฟิศ Lalalove แต่งหน้าทำผมกันเอง ถ่ายเสร็จเรากับพี่ลินดาเซอร์ไพรส์มากที่มีคนพูดถึงเยอะขนาดนี้ Vogue ถึงกับเอาไปลง เสียงตอบรับดีเราก็ดีใจ อยากทำอีก อยากทำให้ดีกว่านี้ 

และชุดสุดท้ายยกให้เดรสสีรุ้งของ Kidwell 

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

Kidwell แบรนด์เสื้อผ้าที่อยากให้ลูกค้าชอบตัวเอง

รู้มาว่าที่มาของเดรสไหมพรมนี้น่าประทับใจมาก เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย

ตอนนั้นไปอยู่เชียงรายประมาณสองอาทิตย์ ได้เจอกับชุมชนหนึ่งที่รุ่นพี่เคยไปทำแบรนด์ที่นั่น เป็นแบรนด์ที่อยากให้คุณป้าและคุณยายในชุมชนทำสิ่งที่ตัวเองชอบและถนัดเป็นอาชีพได้ ซึ่งสิ่งนั้นคือการถักไหมพรม

พอได้เห็นคอลเลกชันเดรสไหมพรมสีรุ้งก็ชอบมาก อยากใส่ เอ๊ะ ถ้าเราอยากใส่ก็น่าจะมีคนอื่นชอบเหมือนเราอีก เลยลองเปิดให้พรีออเดอร์ กลายเป็นขายดีจนน่าตกใจ

เราอาจจะได้กำไรไม่มากจากคอลเลกชันนี้ แต่ก็ดีใจมากจริงๆ เพราะมันทำให้คนที่นั่นมีอาชีพ ชุมชนกับคนเมืองได้เชื่อมต่อกัน ดาราและคนทั่วไปซื้อไปใส่ พอคนที่นั่นได้เห็นรูป ได้ฟังฟีดแบ็กก็ดีใจกันมาก งานของเขาแพร่หลายมากขึ้น 

เอาจริงๆ เรื่องราวในการทำชุดพวกนี้สนุกกว่าการได้ใส่อีก ถ้าดูเผินๆ อาจจะเห็นว่าเป็นแค่ชุดไหมพรมธรรมดา แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป มันคือชุดแฮนด์เมดที่คนคนหนึ่งใช้เวลาทำสองอาทิตย์ ต้องใช้ทักษะและความตั้งใจเยอะมาก เพื่อจะถักให้ไหมพรมธรรมดากลายเป็นโครเชต์ได้ขนาดนี้

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

คอนเซปต์ของแบรนด์ Kidwell คืออะไร 

จริงๆ เราทำตามความสะใจเลยนะ ทำเสื้อผ้าที่เราอยากใส่ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะขายดีมั้ย เราแค่ชอบสีสันสดใส ชอบความสนุกของการเอาผ้ามาแมตช์กัน คอนเซปต์ของเราคืออยากให้คนใส่แล้วรู้สึกดี สนุก และชอบตัวเอง

คอลเลกชันใหม่ของ Kidwell จะเป็นแนวไหน

จริงๆ เรามีโปรเจกต์ที่ทำไว้แล้ว เป็นชุดออกกำลังกายที่ใส่เป็นชุดว่ายน้ำได้ด้วย แต่ยังไม่ขายเพราะถ้าขายก็จะรู้สึกผิด เรารู้สึกไม่ดีที่จะได้กำไรในช่วงที่คนกำลังเดือดร้อน คือยังเปิดขายปกตินะ แต่ไม่อยากโปรโมตอะไรเยอะ เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนในท้องตลาด ตอนนี้คนกำลังให้ความสำคัญกับสุขภาพและการอยู่รอด เราก็อยากช่วยโพสต์เนื้อหาที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนมากกว่าการขายของ

อาจเป็นของนอกกาย แต่ก็สำคัญ

มองย้อนกลับไป รู้สึกว่ามีช่วงไหนที่แต่งตัวพลาดมั้ย

อืม (คิดสักพัก) น่าจะตอน ม.1 ม.2 มั้ง เป็นช่วงที่อยากเป็นผู้ใหญ่ อยากใส่ชุดเปรี้ยวซ่า อยากโตแล้ว แต่พอนึกย้อนกลับไปก็ไม่ได้เกลียดหรือไม่ชอบตัวเองนะ แค่รู้สึกว่า เออ จริงๆ เราไม่ต้องรีบสวย ไม่ต้องรีบโตก็ได้ เสื้อผ้าวัยนั้นแค่ใส่คลุมร่างกายก็พอ การแต่งตัวแต่ละวัยก็มีเสน่ห์ของมัน

การแต่งตัวสไตล์คารีสาเป็นแบบไหนกันแน่

ไม่รู้เลยแฮะ เราอาจจะไม่ใช่คนที่ชัดเจนขนาดนั้น อยู่ที่ว่าอารมณ์ช่วงนั้นเป็นแบบไหน ไปสถานที่ไหน ทำอะไรอยู่ เราไม่ได้แต่งตัวแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ไม่ได้เท่ตลอด น่ารักตลอด ก็ผสมๆ ไปเรื่อยๆ 

แนะนำเทคนิคการแต่งตัวหน่อย

จริงๆ ต้องมาจากตัวเองก่อน การแต่งตัวควรเริ่มจากการรู้จักตัวเอง แล้วใส่สิ่งที่เป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด ใส่อะไรก็ได้ที่ทำให้เรามีความมั่นใจ ไม่เกี่ยวว่าแพงแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องสะสม เสื้อผ้าอาจเป็นของนอกกาย แต่ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือหรือความไว้ใจที่คนอื่นมีต่อเรา สุดท้ายคนก็อาจจะตัดสินกันที่ภาพลักษณ์ภายนอกก่อน

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ปกติคุณหาซื้อเสื้อผ้าจากไหน

ทั่วไปเลย เจอที่ไหนก็ซื้อที่นั่น แต่ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ก็เลยไม่ค่อยได้ซื้อ เราซื้อของออนไลน์ไม่เก่ง อินเนอร์คารีสาอาจจะดูโมเดิร์น แต่จริงๆ เราไม่ใช่คนยุคใหม่ ใช้คอมฯ ไม่เก่งเลย ถ้าให้เอฟของออนไลน์นี่ไม่ทันชัวร์ (หัวเราะ)

 สเต็ปชีวิตเราไม่เหมือนคนอื่น อายุสิบสี่ก็ต้องทำงานแล้ว ความเป็นเด็ก ความเป็นผู้ใหญ่ และวัยต่างๆ ของเราเลยเดินหน้าถอยหลังสลับกันตลอด เราไม่ค่อยมีเวลาเรียนรู้เทคโนโลยีเท่าไหร่

แสดงว่าถ้าจะซื้อเสื้อผ้าต้องไปซื้อที่ร้านเท่านั้น

ใช่ เราชอบจับผ้า ถ้าได้จับและดูคัทติ้งก่อนซื้อก็จะดี แต่ลองเสื้อผ้านี่ไม่ค่อยนะ ขี้เกียจ เรามั่นใจว่าหุ่นตัวเองมาตรฐาน (หัวเราะ)

เราเรียกคารีสาว่าแฟชั่นนิสต้าได้ไหม

เราไม่คิดว่าตัวเองเป็นแฟชั่นนิสต้าเลยนะ ถ้าต้องเล่าเรื่องแฟชั่นคือกดดันมาก

ทั้งที่เป็นคนแต่งตัว

ก็ใช่ แต่เราไม่ใช่คนตามเทรนด์ แฟชั่นนิสต้าน่าจะเป็นคนที่คอยอัปเดตเทรนด์การแต่งตัวต่างๆ คิดว่าตัวเองยังไม่ใช่คนนั้นที่จะอัปเดตทุกอย่างได้ดี เราแค่เป็นคนชอบแต่งตัวคนหนึ่งที่มั่นใจ และเชื่อว่าถ้ามั่นใจเมื่อไหร่ จะแต่งชุดอะไรก็ดูดี (ยิ้ม)

คุณพัฒนาความมั่นใจของตัวเองยังไง

เราเคยเป็นคนแคร์ความคิดของคนอื่นมาก่อน ตอนนั้นเป็นคนเข้าเมืองตาหลิ่วแล้วหลิ่วตาตาม แต่พอได้เห็นรูปพวกนั้นก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทุกคนบนโลก ไม่ชอบแบบนั้นเลย วันหนึ่งเลยก้าวข้ามความแคร์คนอื่นได้ ตอนนี้เราเป็นตัวเองสุดๆ ไปสนามบินก็แต่งตัวเหมือนไปจ่ายตลาดได้ เราแค่รู้สึกมั่นใจกับชุดนี้ 

พอมาอยู่ในวงการ เราเข้าใจสิ่งนี้ชัดขึ้น ดาราคนนี้มีข่าวแนวนี้ นักแสดงคนนี้น่ารัก อีกคนเรียบร้อย คนนั้นบุคลิกมั่นใจ สิ่งพวกนี้คือการปรุงที่อร่อยที่สุดซึ่งเกิดจากความแตกต่างของแต่ละคน อาหารจานหนึ่งต้องมีทุกรส เพราะงั้นคนเราก็ไม่ควรเหมือนกัน โลกนี้จึงจะกลมกล่อม ทุกคนจึงจะพึ่งพาอาศัยกันได้ 

คำถามสุดท้าย อยากให้คนรู้จักตัวตนแบบไหนของคารีสา

จำเราที่ผลงาน วงการนี้คนจำนักแสดงบางคนได้จากการเล่นหนัง บางคนจากข่าวรักกุ๊กกิ๊ก แต่สำหรับเรา ไม่ว่าจะมีความรักกี่รอบ ก็จะให้สัมภาษณ์เรื่องความรักเท่าที่จำเป็น ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนปิดหรือเปิด เราก็มีชีวิตทั่วๆ ไปนั่นแหละ 

แต่ถ้ามีคนถามว่าคารีสาไหน เราไม่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่เป็นแฟนของคนนี้ แต่อยากให้เขาตอบว่า อ๋อ คารีสาที่ทำงานนี้ เราอยากให้คนจำได้จากงาน ยิ่งถ้าเป็นงานที่ตั้งใจก็จะรู้สึกดีมากๆ เลยแหละ

แง้มดูตู้เสื้อผ้าและตัวตนของ ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ ที่มาพร้อมความมั่นใจ ความรักการเดินทางและรักผ้าไทยสี่ภาค

ภาพ : คารีสา สปริงเก็ตต์

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load