ตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี คุณเอื้อย-พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ ใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้าและเดินทางไกลมากกว่าผู้คนจำนวนมาก ในฐานะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์โฮสเตส หากนับเป็นระยะทางของอาชีพนี้ คุณเอื้อยคงโบยบินไปทั่วโลกมาหลายล้านกิโลเมตร

จนกระทั่งเมื่อวัย 50 เริ่มต้น เธอได้เลือกเส้นทางชีวิตแบบใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพเดิมเลย คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

หากใครเป็นคนเมืองชลบุรี อาจจะเคยขับรถผ่านโรงไม้เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัด คือ ‘ไต้ลิ้มค้าไม้’ ริมถนนสายบางนา-ตราด

พิมล จิระณานนท์ บิดาของคุณเอื้อย เป็นผู้ก่อตั้งไต้ลิ้มค้าไม้เมื่อ 50 กว่าปีก่อน  ไต้ เป็นภาษาจีนแปลว่า ใหญ่ ลิ้ม แปลว่า ป่า สองคำนี้จึงมีความหมายถึงป่าใหญ่ และต่อมา ไต้ลิ้ม ได้กลายเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ของคุณเอื้อย ผู้บุกเบิกแบรนด์นี้มาได้ไม่นาน

“สมัยเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน ป๋าพายเรือขายถ่านไม้โกงกางและไม้ไผ่ในคลองประเวศ และต่อมาไปทำงานอยู่โรงเลื่อยไม้ในจังหวัดอุดรธานี  รู้ช่องทางค้าไม้ จึงกลับมาเปิดโรงค้าไม้ รับไม้ตามโรงเลื่อยต่างจังหวัดมาขายในกรุงเทพฯ และต่อมาเปิดร้านขายไม้แถวพระโขนง แล้วมีกิจการเรือประมงจับปลามาขายแถวปากน้ำด้วย” คุณเอื้อยลูกสาวคนโต ลำดับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของคุณพ่อให้ฟัง

“ประมาณ พ.ศ. 2510 ป๋าเป็นเจ้าของเรือประมงสองลำ ทุกปีต้องขูดเพรียงที่มาเกาะลำตัวเรือ  เพรียงทำให้ไม้ผุ ต้องมาที่อู่เรือแถวปากน้ำ ยกเรือขึ้นมาวางบนคานเรือ แล้วขูดเพรียงออกพร้อมกับทาสีเคลือบเนื้อไม้ใหม่ไม่ให้ผุ  แต่ระยะหลังอู่เรือเต็มตลอดเพราะเรือเยอะ ต้องเสียเวลารอนานมาก ป๋าเลยคิดจะหาที่มาทำคานเรือเอง จึงมาหาซื้อที่ดินแถวตำบลคลองตำหรุ ชลบุรี ด้านหน้าติดถนนใหญ่ มีด้านหลังติดคลองไปออกแม่น้ำบางปะกงได้ พอได้ที่แปลงนี้ก็เอาเรือมาจากปากน้ำ อ่าวไทย เข้ามาที่นี่แทน มาซ่อมแซมประจำปีเช่นขูดเพรียง ทาสี”

จากจุดเริ่มต้นเพียงแค่ทำคานเรือซ่อมเรือประมงของตัวเอง ก็มีคนแถวนี้เอาเรือมาจ้างขูดเพรียงด้วย ทำไปทำมา เลยกลายเป็นอู่ต่อเรือ และเปิดโรงไม้ไต้ลิ้มค้าไม้ ทำธุรกิจโรงเลื่อย ขายไม้ปลูกบ้าน ไม้ต่อเรือ ไม้ต่อรถบรรทุก รับต่อเรือประมงและเรือยอร์ช

คุณเอื้อยพาผู้เขียนเดินสำรวจโรงไม้ไต้ลิ้ม บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกองไม้กองอยู่เป็นจำนวนมาก เกือบทั้งหมดเป็นไม้เก่าเก็บอายุหลายสิบปี ที่ปัจจุบันขายยากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลง

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

“จำได้ว่าตอนที่ป๋ายังต่อเรืออยู่ ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะไม้ตะเคียน เป็นไม้แข็งมาก ทนน้ำ ทนผุ  ส่วนข้างในเก๋งเรือก็เป็นไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้แดง มีลวดลายสวยมาก และไม่ได้ราคาแพงเหมือนปัจจุบัน”

แต่แล้วเมื่อเกิดพายุเกย์ถล่มอ่าวไทยใน พ.ศ. 2532 มีเรือประมงจำนวนมากเสียหาย จนเจ้าของเรือต้องเลิกกิจการไป และส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่อเรือของอู่ต่อเรือแห่งนี้ กิจการต่อเรือเริ่มซบเซาลง จนคุณพิมลต้องเลิกกิจการอู่ต่อเรือ

“ตอนนั้นลูกค้าต่อเรือมาจากทางใต้ พอเรือล่มจากพายุเกย์ก็เจ๊งหมด ต้องเปลี่ยนอาชีพ ไม่มาซื้อเรือของป๋า เรือที่เราขึ้นโครงกระดูกงูบนคานเรือสามสี่ลำก็ไม่มีคนมาซื้อ  ขณะเดียวกัน รายได้จากขายไม้แปรรูปไปต่อรถพ่วงก็ลดลงอีก”

ในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับไม้จะเริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ 

“สมัยนั้น รถพ่วงหรือรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ ไม่ได้เป็นตู้เหล็กแบบสมัยนี้ แต่ใช้ไม้มาประกอบเป็นโครงรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกซุงหรือรถพ่วงชนิดต่างๆ เรียกกันว่า รถสาลี่  ที่จังหวัดชลบุรีมีอู่ต่อรถพ่วงเยอะมาก เพราะรถบรรทุกสมัยก่อน เจ้าของรถจะซื้อมาเฉพาะหัวรถ แล้วมาจ้างอู่ต่อรถประกอบโครงรถ กับพื้นรถด้วยไม้เป็นหลัก แต่ระยะหลังพอเปลี่ยนเป็นตู้เหล็ก เราก็ขายไม้ลดลง”

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

โรงไม้ไต้ลิ้ม จึงเปลี่ยนมาเน้นการขายไม้แปรรูปสำหรับปลูกบ้าน เช่น ไม้พื้น บันได ไม้ฝา รับทำวงกบ บานประตู บานหน้าต่าง โดยใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะค่าโมง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ตะเคียนทอง และไม้เต็ง  

แต่ช่วงหลัง มีวัสดุทดแทนไม้แปรรูปมากขึ้น บ้านต่างๆ ก็นิยมใช้จากราคาที่ถูกกว่า และเมื่อผู้คนนิยมอาศัยในคอนโดมิเนียมมากขึ้น ความต้องการใช้ไม้ในการสร้างบ้านหรือแต่งบ้าน ก็ลดน้อยลงตามยุคสมัย

“สมัยก่อนหมู่บ้านจัดสรรไม่เยอะ คนนิยมมาซื้อไม้ไปสร้างบ้านทั้งหลัง แต่เมื่อมีหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น เจ้าของโครงการก็ใช้วัสดุทดแทนมากกว่าไม้จริง อย่างไม้เต็ง ตะเคียน ทำโครงสร้างพวกเสา คานไม้ได้ดี แต่เดี๋ยวนี้โครงสร้างบ้านกลายเป็นเหล็กไปเกือบหมด”

วันเวลาผ่านไป ลูกๆ โตขึ้น ต่างคนมีอาชีพการงานของตัวเอง เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลงใน พ.ศ. 2538 แม่ผู้อายุมากขึ้นมารับช่วงกิจการแทนพ่อ จนลูกๆ เริ่มคิดว่า วันหนึ่งต้องกลับมาดูแลกิจการโรงไม้ที่ซบเซาลงเรื่อยๆ 

“จำได้ว่าป๋าเคยจ้างให้ออกจากการบินไทย เพื่อมาช่วยป๋าทำงานที่โรงไม้ แต่ก็ไม่ยอมลาออก เพราะรู้สึกสบาย ได้เที่ยวด้วย แต่พอป๋าตาย ก็เริ่มคิดมากขึ้น ระหว่างเป็นแอร์ฯ ลึกๆ ก็คิดถึงโรงไม้ของป๋าตลอดเวลา กลับมาบ้าน เดินรอบโรงไม้ ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ไม้เก่าเก็บเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง แต่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร จนกระทั่งน้องสาวมีไอเดียว่า จะออกแบบพวกโต๊ะ เก้าอี้ไม้ มาออกบูทขายที่งานสวนหลวงร.9 ปีละครั้ง”

พ.ศ.​ 2549 ไต้ลิ้มค้าไม้ เริ่มทำโต๊ะ เก้าอี้สนาม และเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง ด้วยเห็นว่าไม้เนื้อแข็งดีๆ เป็นของมีค่า และนับวันจะหายากขึ้น การทำเฟอร์นิเจอร์นอกจากได้ใช้ไม้เหล่านี้ให้คุ้มค่าแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าให้กับงานไม้อีกด้วย  แบบของเฟอร์นิเจอร์ในปีแรกๆ พัฒนามาจากงาน DIY โดยพัฒนาและเสริมรายละเอียดให้งานแต่ละชิ้นแข็งแรงทนทานและใช้งานได้นาน

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นลองทำดู โดยมีรุ่นพี่สถาปนิก คุณประกาสิต แย้มบุญชู ช่วยออกแบบเก้าอี้ โต๊ะทานอาหาร และม้านั่งแนว Contemporary ซึ่งมีรูปทรงร่วมสมัย มี Form & Function ที่ลงตัว โดยเน้นโครงสร้างแข็งแรงและนั่งสบาย ทำให้ไต้ลิ้มค้าไม้ได้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแฮนด์เมดคุณภาพดี ส่งมอบให้กับลูกค้าที่รักงานไม้

“แต่ทำได้สักพัก น้องสาวก็ย้ายครอบครัวไปอยู่นิวซีแลนด์ เราเลยมาช่วยดูแลแทน ไปขายที่สวนหลวง ร.9 ทุกปี มีลูกค้าชมว่างานเฟอร์นิเจอร์ไม้สวย และรุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่วงการเฟอร์นิเจอร์ บอกว่า น่าจะทำจริงจัง ไปขายในงานบ้านและสวน แต่เราคิดหนัก เพราะค่าที่แพงมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจไปจองบูท น้องสาวสังเกตเห็นชื่อร้านค้าในงานส่วนใหญ่มีแต่ชื่อฝรั่ง เลยใช้ชื่อร้าน ไต้ลิ้ม (TAILIM) ให้ดูแตกต่างไปเลย”

พอเริ่มเป็นแบรนด์ ‘TAILIM’ ชัดเจนขึ้นมาและการลงทุนสูงขึ้น เฉพาะค่าจองบูทในงานประมาณ 200,000 บาท คุณเอื้อยจึงเริ่มคิดว่า การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้คงต้องจริงจังแล้ว การลาออกจากอาชีพเก่าจึงเกิดขึ้น

พ.ศ. 2558 คุณเอื้อยก็ลาออก Early Retire มาจากการบินไทย และบอกแม่ว่าขอเวลา 5 ปี จะทำให้ร้านไม้แห่งนี้เป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีคุณภาพให้ได้

“ตอนแรกไม่รู้เรื่องการออกแบบเลย แต่ก็เป็นความหลอนมาตลอดว่า ถ้ามีคนในบ้านเรียนออกแบบมาสักคน จะมีประโยชน์มากในการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ พอลาออก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ อยากเรียนออกแบบให้ได้ ก็เลยไปเรียนที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ เรียนสองปีเต็ม “

โบราณบอกว่า ชีวิตคนเราเริ่มต้นเมื่ออายุ 50 ปี

คุณเอื้อยในวัย 50 ต้นๆ กลับมาเป็นนักเรียนออกแบบ แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานอะไรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเลย ไม่ว่าการวาดรูป การใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ 

“เราน่าจะเป็นนักเรียนที่อายุมากและด้อยประสบการณ์มากที่สุด ตอนเรียนซัฟเฟอร์มาก เพราะไม่เคยมีพื้นฐาน เคยวาดแต่การ์ตูน แต่นี่ต้องวาดภาพแบบ Perspective วาดภาพสามมิติ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เรียนไปร้องไห้ไป เพราะเหมือนอยู่กันคนละโลก

“สามีบอกว่า ถ้ามันปวดใจขนาดนี้ก็เลิกเรียนเลย แต่ให้ถามตัวเองก่อนว่า ที่ผ่านมาพยายามถึงที่สุดหรือยัง สุดท้ายก็ฮึดสู้

“ตอนนั้นจำคำพูดป๋าได้แม่นเลย ป๋าชอบพูดว่า ‘คนเป็นไม่ใช่คนตาย’ ตอนแรกไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่มาตอนนี้เข้าใจชัดเจนว่า คนเป็นยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องคิดแก้ปัญหาไปสิ ไม่ใช่คนตายแล้วนอนในโลงนิ่งๆ”

2 ปีต่อมา คุณเอื้อยก็ได้กลายมาเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ เธอได้กลับมาฟื้นฟูกิจการโรงไม้เก่าของคุณพ่อ จากโกดังเก็บไม้กลายเป็นร้านทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ และแบรนด์ของไต้ลิ้ม ที่คนรุ่นเก่ารู้จักในฐานะโรงไม้คุณภาพสูง กลายเป็นแบรนด์ของเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง

“สิ่งที่ได้จากการเรียน นอกจากพื้นฐานการออกแบบ Product Design แล้ว สิ่งที่ได้คือวิธีคิด  อาทิ ถ้าจะออกแบบเก้าอี้ตัวใหม่ จะได้วิธีคิดชัดเจน ออกแบบให้ใคร ใครคือผู้ใช้ มีฟังก์ชันอะไร และใช้กับสเปซแบบไหน ฯลฯ  เราต้องตอบคำถาม What Where When Why How ได้ให้หมดก่อนจะออกแบบ

 “โชคดีที่ครูผู้สอน Daniel Martinez เขาสอนเก่งมาก และรู้จุดอ่อนจุดแข็งของเราว่า เราจะออกแบบอะไรได้ดี”

พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

วิชาสุดท้ายก่อนจบ คือการออกแบบเก้าอี้ตัวหนึ่ง โดยครู Daniel ให้การบ้านไปหารูปเก้าอี้ที่ชอบมา 10 ตัว และค่อยๆ วิเคราะห์เก้าอี้แต่ละตัวว่าเป็นอย่างไร ทำด้วยวัสดุอะไร และทำไมเราชอบ จนกระทั่งให้ออกแบบเก้าอี้ที่เราชอบ 10 ตัวตามสไตล์ของเรา เริ่มจากการทำโมเดลด้วยกระดาษ จนพัฒนากลายมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบของเราแค่ตัวเดียว 

“ในบรรดา Product Design ทั้งหมด ออกแบบเก้าอี้ยากสุด อย่างออกแบบโต๊ะมีมาตรฐานเหมือนกัน สูง 75 เซนติเมตร แต่เก้าอี้ต้องออกแบบให้นั่งสบาย ถ้าฟอร์มสวยแต่นั่งไม่สบายก็ไม่ตอบโจทย์ เก้าอี้ต้องมีองศาในการเอียงที่รับกับพนักพิง หากพนักพิงตรงก็นั่งไม่สบาย การออกแบบเก้าอี้ให้สบายจึงปราบเซียน” 

จากแบบที่วาดในกระดาษ คุณเอื้อยเริ่มพัฒนาเป็นเก้าอี้ไม้จริงๆ แต่ต้องผ่านการทำโมเดล 1 : 5 ด้วยกระดาษและไม้สักถึง 8 ครั้งกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบ

“ตอนดูในแบบสามมิติ หมุนไปหมุนมานึกว่าสวย แต่พอทำออกมาจริง ปรากฏว่านั่งไม่สบาย ก็ต้องไปทำใหม่อีกหลายครั้ง กว่าจะได้ของต้นแบบ”

เก้าอี้รุ่น ‘สบาย’ จึงเป็นผลงานการออกแบบชิ้นแรก และกลายเก้าอี้ขายดีอันดับต้นๆ ของแบรนด์ ไต้ลิ้ม

จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์ไต้ลิ้มนอกจากการออกแบบแล้ว คือเป็นงานไม้เนื้อแข็ง Solid Wood ทำด้วยมือทุกอย่าง งานเซาะร่องเข้าเดือย เป็นงานที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ต้องใช้มือเท่านั้น และใช้งานได้หลายสิบปี

กล่าวกันว่า เวลาซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ อยากรู้ว่างานแข็งแรงและละเอียดเพียงใด ให้ดูโครงสร้างและส่วนที่ไม่ถูกโชว์ คือพื้นส่วนใต้โต๊ะหรือเก้าอี้ ว่าทำงานเรียบร้อยไหม เซาะร่อง เข้าเดือย เรียบร้อยไหม หรือสัมผัสแล้วยังมีเสี้ยนไหม 

“มีเด็กรุ่นน้องคนหนึ่งเก็บเงินมาซื้อโต๊ะ TAILIM ตัวละสี่หมื่นบาท หลังจากเราอธิบายให้ฟังว่า เราทำโต๊ะตัวนี้อย่างไร ใช้ไม้อะไร เล่าเรื่องงานทำมือด้วยฝีมือช่างไม้ ประกอบโต๊ะด้วยการเซาะร่อง เข้าเดือยอย่างละเอียด แบบที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เราต้องขัดไม้อย่างละเอียดก่อนส่งไปให้ช่างทำสี งานสีต้องขัดเสี้ยนให้หมด ถ้าเป็นโรงงานก็อาจจะทาสีสองสามรอบ แต่ของที่นี่ทำไม่รู้ว่ากี่รอบ ไม่เคยนับรอบ ช่างสีของเรารู้ว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเนื้อไม้แต่ละแผ่นดูดสีไม่เท่ากัน เราต้องทำจนกว่าผิวสัมผัสจะดีที่สุด”

ทุกวันนี้ จากโรงไม้อายุเกินครึ่งร้อยปีที่เคยมีชีวิตชีวาและซบเซามานาน แต่คุณเอื้อยได้ปลุกให้กองไม้เหล่านี้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง กองไม้ที่ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง 

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาด้วยโชคช่วยแต่ประการใด แต่เป็นความมุ่งมั่นและอดทนที่จะสืบทอดและต่อยอดธุรกิจโรงไม้ไต้ลิ้ม แม้ไม่ได้เรียนหรือมีความรู้การออกแบบและประสบการณ์การทำเฟอร์นิเจอร์มาเลย อาศัยความอดทนต่อสู้กับปัญหาและพร้อมเรียนรู้และพัฒนา

“อยากทำ ก็ลองทำ ลองผิด ลองถูก อยากเรียน ก็ไปเรียน อยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ ถ้ามัวแต่คิด ก็จะไม่ได้ทำ ถ้าจะทำ ก็ทำให้ดีที่สุด” ทั้งหมดจึงมาเป็น TAILIM ทุกวันนี้

แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงแบรนด์ TAILIM ยังมีลูกค้าสม่ำเสมอ อันเป็นผลพวงจากความรักและความประณีตในการสร้างงานทำมือจริงๆ 

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“Colors are the smiles of Nature” Leigh Hunt

ผู้หลงใหลโลกศิลปะทราบดีว่า เรานำสีจากธรรมชาติหลายอย่างมาทดแทนสีจากเคมีได้ อาทิ สีน้ำตาล สีเทา สีน้ำตาลเข้ม สกัดมาจากดินชนิดต่าง ๆ ที่มีสีไม่เหมือนกัน สีจากธรรมชาติส่วนใหญ่ได้มาจากสีของดอกไม้ ผลไม้ ใบไม้ เปลือกไม้นานาชนิด อาทิ ดอกคำฝอย ขมิ้นชัน ให้สีเหลือง สีส้ม สีแดงอมส้ม ดอกอัญชันให้สีน้ำเงิน ดอกกระเจี๊ยบให้สีแดง เมล็ดคำแสดให้สีแสดหรือสีส้มอมแดง เปลือกเพกาให้ได้ทั้งโทนสีเขียว-เหลือง ฝักของต้นราชพฤกษ์หรือคูน ให้สีส้มอ่อนอมเทา

แต่ใครจะคิดว่า ฟางข้าวที่แทบจะไม่มีประโยชน์ ก็นำมาทำสีจากธรรมชาติได้เช่นกัน

สองสามีภรรยา ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จังหวัดอุดรธานี ได้ริเริ่มการทดลองใช้วัตถุดิบในธรรมชาติเพื่อทดลองทำสีย้อมจากธรรมชาติ มานานนับสิบปี ตั้งแต่ดิน เปลือกไม้ ใบไม้ ผลไม้ ฯลฯ นำมาย้อมสีผ้า และนำไปเผยแพร่ให้กับชุมชนทอผ้าทั่วประเทศ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในเรื่องสีย้อมจากธรรมชาติ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้

ก่อคเณศจบการศึกษาด้านจิตรกรรม ประติมากรรม จากเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา เป็นศิลปิน นักวาดภาพ นักเขียน ช่างภาพอิสระ เคยทำงานเป็นนักวิจัยชุมชนที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ก่อนจะมาก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ร่วมกับภรรยา คุณพสธร หรือ หยก อดีตครูโรงเรียนรุ่งอรุณ ผู้ผันตัวเองมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในชุมชนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสอนการแปรรูปวัตถุดิบจากธรรมชาติในการผลิตสีต่าง ๆ

ล่าสุด ทั้งสองคนได้ค้นพบนวัตกรรมสีจากฟางข้าว ทดลองทำจนประสบความสำเร็จ เกิดเฉดสีใหม่ ๆ จากฟางข้าวหลายสายพันธุ์ และอายุของฟางข้าวมากมายหลายสิบสี ตั้งแต่เขียว ชมพู ม่วง คราม น้ำตาล เหลือง น้ำเงิน ดำ ฯลฯ นำมาทำสีย้อมผ้า สีวาดรูปทั้งแบบสีน้ำหรือสีอะคริริก สีผสมอาหาร สีทาบ้าน ฯลฯ

อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม นำฟางข้าวมาทำสีธรรมชาติหลายสิบสี ใช้วาดรูป ผสมอาหาร และทาบ้านได้
สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจมาก ในยุคที่นำเอาผลผลิตจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์สูงสุด

ก่อคเณศวัย 44 เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “ปัญหาของโลกปัจจุบันคือ การจัดการวัตถุดิบภาคการเกษตรที่เหลือ มีการนำไปใช้ประโยชน์น้อยมาก และกลุ่มผู้ทำงานสิ่งทอ ซึ่งส่วนใหญ่คือเกษตรกรในชุมชนต่าง ๆ ยังนิยมใช้สีเคมีและสีสังเคราะห์ย้อมผ้า และทิ้งน้ำย้อมลงสู่แม่น้ำลำคลองในชุมชน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เราจึงเล็งเห็นคุณค่าและประโยชน์จากวัตถุดิบในการเกษตรและในธรรรมชาติ เข้ามามีส่วนช่วยขับเคลื่อนเรื่องสีจากธรรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป จึงเล็งเห็นว่านวัตกรรมนี้จะเป็นแนวทางงานสร้างสรรค์กับชุมชน“

ที่ผ่านมาสองสามีภรรยาพยายามคิดค้น ดัดแปลงวัตถุดิบเหลือใช้จากธรรมชาติกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณพสธรเล่าประสบการณ์ครั้งหนึ่งว่า

“ช่วง พ.ศ. 2560 เคยไปเอาเปลือกทุเรียนที่ทิ้งเป็นขยะมาเผาเป็นขี้เถ้า และค้นพบว่าขี้เถ้าจากเปลือกทุเรียนเกือบทุกชนิดมีกำมะถันและแปรรูปเป็นน้ำด่างให้ความเข้มข้นสูง ใช้ทดแทนโซดาไฟ สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อม ในงานสิ่งทอ ล้างเส้นไหม ย้อมคราม และเรามาเผยแพร่จนก่อให้เกิดกระแสเก็บเปลือกทุเรียนมาทำน้ำด่างให้เป็นประโยชน์”

สองสามีภรรยายังคิดค้นการทำสีบาติกจากสีโคลน พัฒนาสีแดง สีม่วง เหลือง น้ำตาลจากใบสักที่มีมากมายในภาคเหนือ รวมถึงพัฒนาดอกทองกวาวและยางพาราให้เกิดสีชนิดต่าง ๆ

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ล่าสุดพวกเขาได้ลองพัฒนาฟางข้าวที่ถูกทิ้งไว้มากมายตามหัวไร่ปลายนาหลังการเก็บเกี่ยว ให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กลายเป็นสีธรรมชาติ

กระบวนการผลิตสีจากฟางข้าวมีขั้นตอนพอสรุปได้คือ เตรียมฟางข้าว นำไปล้างทำความสะอาด ต้มจนเดือดแล้วเติม สารส้ม เกลือ ลงไป รวมทั้งน้ำตาลทราย นำฟางข้าวไปหมัก แช่เอาไว้อย่างน้อย 6 – 10 ชั่วโมงจนฟางข้าวนิ่มหรือเปื่อย จากนั้นนำไปต้ม นำผ้าฝ้ายมาจุ่มทดสอบสี หากสีติดคงที่ดีแล้วให้กรอกเอาแต่น้ำสีที่เคี่ยวได้ออกมา

จากนั้นนำวัตถุดิบกลุ่มยางไม้ ยางพารา เมล็ดมะขาม ใส่แก้วสำหรับคนสีให้จับกัน จากนั้นทดสอบอีกครั้งด้วยการนำสีมาสกรีนผ่านบล็อกสกรีนหรือใช้พู่กันระบายสีบนผ้า เสร็จแล้วนำไปทดสอบคุณภาพสีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการซักล้างว่าสีจะติดคงทนไหม

วิธีพื้นฐานทั่วไปในการทำสีจากธรรมชาติ แต่อันที่จริงมีเคล็ดลับอีกหลายอย่างที่ไม่ขอเปิดเผย เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์ของสองสามีภรรยา

“เราทดลองจนพบว่า ฟางข้าวชนิดต่าง ๆ นำมาประดิษฐ์สีได้ 64 สี อาทิ ฟางข้าวต้นอ่อน เพิ่งเกี่ยวมามีสีเขียว ฟางข้าวแห้งมีหลายสีหลายเฉด อาทิสีดำ เหลือง น้ำตาล ฟางข้าวก่ำให้สีม่วง ฯลฯ” ก่อคเณศอธิบายเคล็ดลับบางอย่างให้ฟัง

การเล็งเห็นปัญหาของฟางข้าว ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาและองค์ความรู้เดิม ผสานองค์ความรู้ใหม่เพื่อมาต่อยอด เน้นการจัดการของเหลือที่มีในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

ทีมงานอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม ได้ดำเนินการจัดการกระบวนการเพื่อผลิตสีจากฟางข้าวตามขั้นตอน ผ่านการทดลองวิจัยและนำเสนอในมิติต่าง ๆ ทั้งการผลิต กระบวนการ ส่งผลตรวจ จัดแสดงนิทรรศการ จนได้รับรางวัลระดับประเทศ อาทิ รางวัลพระราชทานชนะเลิศ นวัตศิลป์สีจากฟางข้าว โครงการนวัตกรรมข้าวไทย พ.ศ. 2564

ทีมงานของพวกเขาประกอบด้วยชาวบ้านละแวกนั้นที่ผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสีจากธรรมชาติ และกลายเป็นศิลปินวาดภาพโดยใช้สีน้ำจากฟางข้าวจนสร้างและขายผลงานได้

“เราอยากส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วงโควิดมีงานทำ โดยเฉพาะคนสูงวัย คนพิการ ที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์ พอทุกคนมาทำงาน ก็ได้ไอเดียว่าอาชีพที่สอดคล้องกับเกษตรกรรมของชาวบ้านคืองานหัตถกรรม จึงอยากส่งเสริมความรู้ด้านศิลปะพื้นถิ่น ที่เรียกว่าหัตถกรรมหรือหัตถศิลป์

“เราถนัดงานศิลปะ วาดภาพ การทำสี จึงเริ่มหาวัตถุดิบที่ไม่สิ้นเปลืองมากคือสีจากฟางข้าว อันดับแรกให้ชาวบ้านย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ เมื่อย้อมผ้าเป็น พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็จะหวงแหนสีที่ย้อม ถ้าเอาสีย้อมผ้าทิ้งลงดิน ดินก็เสีย ก็เลยเอามาระบายสีและต่อยอดให้ชาวบ้านได้ทดลองงานศิลปะตามแบบของพวกเขา กลายเป็นงานศิลปะจากชาวนาชาวไร่ ผมคิดว่าใครทำงานศิลป์ก็ได้ แค่ระบายสีแล้วรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายในใจก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ไม่ว่างานนั้นจะออกมาแบบใด”

สีธรรมชาติหลายสิบสีจากฟางข้าว ทั้งเขียว ชมพู คราม เหลือง น้ำเงิน ใช้ย้อมผ้าและทาบ้านได้ โดยอ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม จ.อุดรธานี

สิ่งที่สองสามีภรรยาคิดค้นอยู่นั้น กำลังตอบโจทย์แนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ในอนาคตที่เรียกว่า BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) คือ โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อันประกอบด้วย Bio Economy นวัตกรรมจากผลผลิตทางการเกษตร Green Econymy ผลิตโดยคำนึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและ Circular Economy ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

คือออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ที่เน้นการใช้ทรัพยากร การผลิต และการสร้างของเสียเป็นขยะล้นโลก

ทุกวันนี้ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ และ พสธร เดชศิริอุดม แห่งศูนย์การเรียนรู้อ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์มยังเดินหน้าคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และเดินสายเป็นวิทยากร อบรมชาวบ้านทั่วประเทศในการผลิตสีจากวัสดุในธรรมชาติที่ใคร ๆ คิดว่าไม่มีประโยชน์

“เราภูมิใจที่ได้ทำให้ชาวบ้าน คนสูงวัย คนพิการ เห็นคุณค่าของตัวเอง และภูมิใจที่เราเห็นคุณค่าของตัวเองด้วย” สองสามีภรรยาที่เคยทำงานเป็นพนักงานเงินเดือนในเมืองใหญ่ ได้ค้นพบการทำงานอย่างมีความสุขของตัวเองแล้ว

สนใจผลิตภัณฑ์สีธรรมชาติจากฟางข้าว

ติดต่อ Facebook : อ้วนกลม แฮปปี้ฟาร์ม อุดรธานี

โทรศัพท์ : 09 2656 1614

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load