2 พฤศจิกายน 2564
13 K

ตลอดระยะเวลาร่วม 30 ปี คุณเอื้อย-พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ ใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้าและเดินทางไกลมากกว่าผู้คนจำนวนมาก ในฐานะพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์โฮสเตส หากนับเป็นระยะทางของอาชีพนี้ คุณเอื้อยคงโบยบินไปทั่วโลกมาหลายล้านกิโลเมตร

จนกระทั่งเมื่อวัย 50 เริ่มต้น เธอได้เลือกเส้นทางชีวิตแบบใหม่ ไม่เกี่ยวข้องกับอาชีพเดิมเลย คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

หากใครเป็นคนเมืองชลบุรี อาจจะเคยขับรถผ่านโรงไม้เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัด คือ ‘ไต้ลิ้มค้าไม้’ ริมถนนสายบางนา-ตราด

พิมล จิระณานนท์ บิดาของคุณเอื้อย เป็นผู้ก่อตั้งไต้ลิ้มค้าไม้เมื่อ 50 กว่าปีก่อน  ไต้ เป็นภาษาจีนแปลว่า ใหญ่ ลิ้ม แปลว่า ป่า สองคำนี้จึงมีความหมายถึงป่าใหญ่ และต่อมา ไต้ลิ้ม ได้กลายเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ของคุณเอื้อย ผู้บุกเบิกแบรนด์นี้มาได้ไม่นาน

“สมัยเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน ป๋าพายเรือขายถ่านไม้โกงกางและไม้ไผ่ในคลองประเวศ และต่อมาไปทำงานอยู่โรงเลื่อยไม้ในจังหวัดอุดรธานี  รู้ช่องทางค้าไม้ จึงกลับมาเปิดโรงค้าไม้ รับไม้ตามโรงเลื่อยต่างจังหวัดมาขายในกรุงเทพฯ และต่อมาเปิดร้านขายไม้แถวพระโขนง แล้วมีกิจการเรือประมงจับปลามาขายแถวปากน้ำด้วย” คุณเอื้อยลูกสาวคนโต ลำดับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของคุณพ่อให้ฟัง

“ประมาณ พ.ศ. 2510 ป๋าเป็นเจ้าของเรือประมงสองลำ ทุกปีต้องขูดเพรียงที่มาเกาะลำตัวเรือ  เพรียงทำให้ไม้ผุ ต้องมาที่อู่เรือแถวปากน้ำ ยกเรือขึ้นมาวางบนคานเรือ แล้วขูดเพรียงออกพร้อมกับทาสีเคลือบเนื้อไม้ใหม่ไม่ให้ผุ  แต่ระยะหลังอู่เรือเต็มตลอดเพราะเรือเยอะ ต้องเสียเวลารอนานมาก ป๋าเลยคิดจะหาที่มาทำคานเรือเอง จึงมาหาซื้อที่ดินแถวตำบลคลองตำหรุ ชลบุรี ด้านหน้าติดถนนใหญ่ มีด้านหลังติดคลองไปออกแม่น้ำบางปะกงได้ พอได้ที่แปลงนี้ก็เอาเรือมาจากปากน้ำ อ่าวไทย เข้ามาที่นี่แทน มาซ่อมแซมประจำปีเช่นขูดเพรียง ทาสี”

จากจุดเริ่มต้นเพียงแค่ทำคานเรือซ่อมเรือประมงของตัวเอง ก็มีคนแถวนี้เอาเรือมาจ้างขูดเพรียงด้วย ทำไปทำมา เลยกลายเป็นอู่ต่อเรือ และเปิดโรงไม้ไต้ลิ้มค้าไม้ ทำธุรกิจโรงเลื่อย ขายไม้ปลูกบ้าน ไม้ต่อเรือ ไม้ต่อรถบรรทุก รับต่อเรือประมงและเรือยอร์ช

คุณเอื้อยพาผู้เขียนเดินสำรวจโรงไม้ไต้ลิ้ม บนพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยกองไม้กองอยู่เป็นจำนวนมาก เกือบทั้งหมดเป็นไม้เก่าเก็บอายุหลายสิบปี ที่ปัจจุบันขายยากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลง

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

“จำได้ว่าตอนที่ป๋ายังต่อเรืออยู่ ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะไม้ตะเคียน เป็นไม้แข็งมาก ทนน้ำ ทนผุ  ส่วนข้างในเก๋งเรือก็เป็นไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้แดง มีลวดลายสวยมาก และไม่ได้ราคาแพงเหมือนปัจจุบัน”

แต่แล้วเมื่อเกิดพายุเกย์ถล่มอ่าวไทยใน พ.ศ. 2532 มีเรือประมงจำนวนมากเสียหาย จนเจ้าของเรือต้องเลิกกิจการไป และส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่อเรือของอู่ต่อเรือแห่งนี้ กิจการต่อเรือเริ่มซบเซาลง จนคุณพิมลต้องเลิกกิจการอู่ต่อเรือ

“ตอนนั้นลูกค้าต่อเรือมาจากทางใต้ พอเรือล่มจากพายุเกย์ก็เจ๊งหมด ต้องเปลี่ยนอาชีพ ไม่มาซื้อเรือของป๋า เรือที่เราขึ้นโครงกระดูกงูบนคานเรือสามสี่ลำก็ไม่มีคนมาซื้อ  ขณะเดียวกัน รายได้จากขายไม้แปรรูปไปต่อรถพ่วงก็ลดลงอีก”

ในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับไม้จะเริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ 

“สมัยนั้น รถพ่วงหรือรถเทรลเลอร์ขนาดใหญ่ ไม่ได้เป็นตู้เหล็กแบบสมัยนี้ แต่ใช้ไม้มาประกอบเป็นโครงรถ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกซุงหรือรถพ่วงชนิดต่างๆ เรียกกันว่า รถสาลี่  ที่จังหวัดชลบุรีมีอู่ต่อรถพ่วงเยอะมาก เพราะรถบรรทุกสมัยก่อน เจ้าของรถจะซื้อมาเฉพาะหัวรถ แล้วมาจ้างอู่ต่อรถประกอบโครงรถ กับพื้นรถด้วยไม้เป็นหลัก แต่ระยะหลังพอเปลี่ยนเป็นตู้เหล็ก เราก็ขายไม้ลดลง”

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM

โรงไม้ไต้ลิ้ม จึงเปลี่ยนมาเน้นการขายไม้แปรรูปสำหรับปลูกบ้าน เช่น ไม้พื้น บันได ไม้ฝา รับทำวงกบ บานประตู บานหน้าต่าง โดยใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้มะค่าโมง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ตะเคียนทอง และไม้เต็ง  

แต่ช่วงหลัง มีวัสดุทดแทนไม้แปรรูปมากขึ้น บ้านต่างๆ ก็นิยมใช้จากราคาที่ถูกกว่า และเมื่อผู้คนนิยมอาศัยในคอนโดมิเนียมมากขึ้น ความต้องการใช้ไม้ในการสร้างบ้านหรือแต่งบ้าน ก็ลดน้อยลงตามยุคสมัย

“สมัยก่อนหมู่บ้านจัดสรรไม่เยอะ คนนิยมมาซื้อไม้ไปสร้างบ้านทั้งหลัง แต่เมื่อมีหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น เจ้าของโครงการก็ใช้วัสดุทดแทนมากกว่าไม้จริง อย่างไม้เต็ง ตะเคียน ทำโครงสร้างพวกเสา คานไม้ได้ดี แต่เดี๋ยวนี้โครงสร้างบ้านกลายเป็นเหล็กไปเกือบหมด”

วันเวลาผ่านไป ลูกๆ โตขึ้น ต่างคนมีอาชีพการงานของตัวเอง เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลงใน พ.ศ. 2538 แม่ผู้อายุมากขึ้นมารับช่วงกิจการแทนพ่อ จนลูกๆ เริ่มคิดว่า วันหนึ่งต้องกลับมาดูแลกิจการโรงไม้ที่ซบเซาลงเรื่อยๆ 

“จำได้ว่าป๋าเคยจ้างให้ออกจากการบินไทย เพื่อมาช่วยป๋าทำงานที่โรงไม้ แต่ก็ไม่ยอมลาออก เพราะรู้สึกสบาย ได้เที่ยวด้วย แต่พอป๋าตาย ก็เริ่มคิดมากขึ้น ระหว่างเป็นแอร์ฯ ลึกๆ ก็คิดถึงโรงไม้ของป๋าตลอดเวลา กลับมาบ้าน เดินรอบโรงไม้ ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ไม้เก่าเก็บเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง แต่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไร จนกระทั่งน้องสาวมีไอเดียว่า จะออกแบบพวกโต๊ะ เก้าอี้ไม้ มาออกบูทขายที่งานสวนหลวงร.9 ปีละครั้ง”

พ.ศ.​ 2549 ไต้ลิ้มค้าไม้ เริ่มทำโต๊ะ เก้าอี้สนาม และเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง ด้วยเห็นว่าไม้เนื้อแข็งดีๆ เป็นของมีค่า และนับวันจะหายากขึ้น การทำเฟอร์นิเจอร์นอกจากได้ใช้ไม้เหล่านี้ให้คุ้มค่าแล้ว ยังเพิ่มคุณค่าให้กับงานไม้อีกด้วย  แบบของเฟอร์นิเจอร์ในปีแรกๆ พัฒนามาจากงาน DIY โดยพัฒนาและเสริมรายละเอียดให้งานแต่ละชิ้นแข็งแรงทนทานและใช้งานได้นาน

แอร์โฮสเตสวัย 50 ผู้ลาออกมาเริ่มต้นเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ แบรนด์ TAILIM
พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

“ตอนนั้นลองทำดู โดยมีรุ่นพี่สถาปนิก คุณประกาสิต แย้มบุญชู ช่วยออกแบบเก้าอี้ โต๊ะทานอาหาร และม้านั่งแนว Contemporary ซึ่งมีรูปทรงร่วมสมัย มี Form & Function ที่ลงตัว โดยเน้นโครงสร้างแข็งแรงและนั่งสบาย ทำให้ไต้ลิ้มค้าไม้ได้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแฮนด์เมดคุณภาพดี ส่งมอบให้กับลูกค้าที่รักงานไม้

“แต่ทำได้สักพัก น้องสาวก็ย้ายครอบครัวไปอยู่นิวซีแลนด์ เราเลยมาช่วยดูแลแทน ไปขายที่สวนหลวง ร.9 ทุกปี มีลูกค้าชมว่างานเฟอร์นิเจอร์ไม้สวย และรุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่วงการเฟอร์นิเจอร์ บอกว่า น่าจะทำจริงจัง ไปขายในงานบ้านและสวน แต่เราคิดหนัก เพราะค่าที่แพงมาก สุดท้ายก็ตัดสินใจไปจองบูท น้องสาวสังเกตเห็นชื่อร้านค้าในงานส่วนใหญ่มีแต่ชื่อฝรั่ง เลยใช้ชื่อร้าน ไต้ลิ้ม (TAILIM) ให้ดูแตกต่างไปเลย”

พอเริ่มเป็นแบรนด์ ‘TAILIM’ ชัดเจนขึ้นมาและการลงทุนสูงขึ้น เฉพาะค่าจองบูทในงานประมาณ 200,000 บาท คุณเอื้อยจึงเริ่มคิดว่า การทำเฟอร์นิเจอร์ไม้คงต้องจริงจังแล้ว การลาออกจากอาชีพเก่าจึงเกิดขึ้น

พ.ศ. 2558 คุณเอื้อยก็ลาออก Early Retire มาจากการบินไทย และบอกแม่ว่าขอเวลา 5 ปี จะทำให้ร้านไม้แห่งนี้เป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่มีคุณภาพให้ได้

“ตอนแรกไม่รู้เรื่องการออกแบบเลย แต่ก็เป็นความหลอนมาตลอดว่า ถ้ามีคนในบ้านเรียนออกแบบมาสักคน จะมีประโยชน์มากในการทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ พอลาออก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ อยากเรียนออกแบบให้ได้ ก็เลยไปเรียนที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ เรียนสองปีเต็ม “

โบราณบอกว่า ชีวิตคนเราเริ่มต้นเมื่ออายุ 50 ปี

คุณเอื้อยในวัย 50 ต้นๆ กลับมาเป็นนักเรียนออกแบบ แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานอะไรที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเลย ไม่ว่าการวาดรูป การใช้โปรแกรมออกแบบต่างๆ 

“เราน่าจะเป็นนักเรียนที่อายุมากและด้อยประสบการณ์มากที่สุด ตอนเรียนซัฟเฟอร์มาก เพราะไม่เคยมีพื้นฐาน เคยวาดแต่การ์ตูน แต่นี่ต้องวาดภาพแบบ Perspective วาดภาพสามมิติ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เรียนไปร้องไห้ไป เพราะเหมือนอยู่กันคนละโลก

“สามีบอกว่า ถ้ามันปวดใจขนาดนี้ก็เลิกเรียนเลย แต่ให้ถามตัวเองก่อนว่า ที่ผ่านมาพยายามถึงที่สุดหรือยัง สุดท้ายก็ฮึดสู้

“ตอนนั้นจำคำพูดป๋าได้แม่นเลย ป๋าชอบพูดว่า ‘คนเป็นไม่ใช่คนตาย’ ตอนแรกไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่มาตอนนี้เข้าใจชัดเจนว่า คนเป็นยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องคิดแก้ปัญหาไปสิ ไม่ใช่คนตายแล้วนอนในโลงนิ่งๆ”

2 ปีต่อมา คุณเอื้อยก็ได้กลายมาเป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้ เธอได้กลับมาฟื้นฟูกิจการโรงไม้เก่าของคุณพ่อ จากโกดังเก็บไม้กลายเป็นร้านทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ และแบรนด์ของไต้ลิ้ม ที่คนรุ่นเก่ารู้จักในฐานะโรงไม้คุณภาพสูง กลายเป็นแบรนด์ของเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง

“สิ่งที่ได้จากการเรียน นอกจากพื้นฐานการออกแบบ Product Design แล้ว สิ่งที่ได้คือวิธีคิด  อาทิ ถ้าจะออกแบบเก้าอี้ตัวใหม่ จะได้วิธีคิดชัดเจน ออกแบบให้ใคร ใครคือผู้ใช้ มีฟังก์ชันอะไร และใช้กับสเปซแบบไหน ฯลฯ  เราต้องตอบคำถาม What Where When Why How ได้ให้หมดก่อนจะออกแบบ

 “โชคดีที่ครูผู้สอน Daniel Martinez เขาสอนเก่งมาก และรู้จุดอ่อนจุดแข็งของเราว่า เราจะออกแบบอะไรได้ดี”

พรรณประภา ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตแอร์โฮสเตสผู้เริ่มเรียนออกแบบในวัย 50 เพื่อต่อยอดโรงไม้ของที่บ้านให้เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์

วิชาสุดท้ายก่อนจบ คือการออกแบบเก้าอี้ตัวหนึ่ง โดยครู Daniel ให้การบ้านไปหารูปเก้าอี้ที่ชอบมา 10 ตัว และค่อยๆ วิเคราะห์เก้าอี้แต่ละตัวว่าเป็นอย่างไร ทำด้วยวัสดุอะไร และทำไมเราชอบ จนกระทั่งให้ออกแบบเก้าอี้ที่เราชอบ 10 ตัวตามสไตล์ของเรา เริ่มจากการทำโมเดลด้วยกระดาษ จนพัฒนากลายมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบของเราแค่ตัวเดียว 

“ในบรรดา Product Design ทั้งหมด ออกแบบเก้าอี้ยากสุด อย่างออกแบบโต๊ะมีมาตรฐานเหมือนกัน สูง 75 เซนติเมตร แต่เก้าอี้ต้องออกแบบให้นั่งสบาย ถ้าฟอร์มสวยแต่นั่งไม่สบายก็ไม่ตอบโจทย์ เก้าอี้ต้องมีองศาในการเอียงที่รับกับพนักพิง หากพนักพิงตรงก็นั่งไม่สบาย การออกแบบเก้าอี้ให้สบายจึงปราบเซียน” 

จากแบบที่วาดในกระดาษ คุณเอื้อยเริ่มพัฒนาเป็นเก้าอี้ไม้จริงๆ แต่ต้องผ่านการทำโมเดล 1 : 5 ด้วยกระดาษและไม้สักถึง 8 ครั้งกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นเก้าอี้ต้นแบบ

“ตอนดูในแบบสามมิติ หมุนไปหมุนมานึกว่าสวย แต่พอทำออกมาจริง ปรากฏว่านั่งไม่สบาย ก็ต้องไปทำใหม่อีกหลายครั้ง กว่าจะได้ของต้นแบบ”

เก้าอี้รุ่น ‘สบาย’ จึงเป็นผลงานการออกแบบชิ้นแรก และกลายเก้าอี้ขายดีอันดับต้นๆ ของแบรนด์ ไต้ลิ้ม

จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์ไต้ลิ้มนอกจากการออกแบบแล้ว คือเป็นงานไม้เนื้อแข็ง Solid Wood ทำด้วยมือทุกอย่าง งานเซาะร่องเข้าเดือย เป็นงานที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ต้องใช้มือเท่านั้น และใช้งานได้หลายสิบปี

กล่าวกันว่า เวลาซื้อเฟอร์นิเจอร์ไม้ อยากรู้ว่างานแข็งแรงและละเอียดเพียงใด ให้ดูโครงสร้างและส่วนที่ไม่ถูกโชว์ คือพื้นส่วนใต้โต๊ะหรือเก้าอี้ ว่าทำงานเรียบร้อยไหม เซาะร่อง เข้าเดือย เรียบร้อยไหม หรือสัมผัสแล้วยังมีเสี้ยนไหม 

“มีเด็กรุ่นน้องคนหนึ่งเก็บเงินมาซื้อโต๊ะ TAILIM ตัวละสี่หมื่นบาท หลังจากเราอธิบายให้ฟังว่า เราทำโต๊ะตัวนี้อย่างไร ใช้ไม้อะไร เล่าเรื่องงานทำมือด้วยฝีมือช่างไม้ ประกอบโต๊ะด้วยการเซาะร่อง เข้าเดือยอย่างละเอียด แบบที่เครื่องจักรทำไม่ได้ เราต้องขัดไม้อย่างละเอียดก่อนส่งไปให้ช่างทำสี งานสีต้องขัดเสี้ยนให้หมด ถ้าเป็นโรงงานก็อาจจะทาสีสองสามรอบ แต่ของที่นี่ทำไม่รู้ว่ากี่รอบ ไม่เคยนับรอบ ช่างสีของเรารู้ว่าต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเนื้อไม้แต่ละแผ่นดูดสีไม่เท่ากัน เราต้องทำจนกว่าผิวสัมผัสจะดีที่สุด”

ทุกวันนี้ จากโรงไม้อายุเกินครึ่งร้อยปีที่เคยมีชีวิตชีวาและซบเซามานาน แต่คุณเอื้อยได้ปลุกให้กองไม้เหล่านี้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง กองไม้ที่ถูกทิ้งร้าง กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพสูง 

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มาด้วยโชคช่วยแต่ประการใด แต่เป็นความมุ่งมั่นและอดทนที่จะสืบทอดและต่อยอดธุรกิจโรงไม้ไต้ลิ้ม แม้ไม่ได้เรียนหรือมีความรู้การออกแบบและประสบการณ์การทำเฟอร์นิเจอร์มาเลย อาศัยความอดทนต่อสู้กับปัญหาและพร้อมเรียนรู้และพัฒนา

“อยากทำ ก็ลองทำ ลองผิด ลองถูก อยากเรียน ก็ไปเรียน อยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ ถ้ามัวแต่คิด ก็จะไม่ได้ทำ ถ้าจะทำ ก็ทำให้ดีที่สุด” ทั้งหมดจึงมาเป็น TAILIM ทุกวันนี้

แม้เศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงแบรนด์ TAILIM ยังมีลูกค้าสม่ำเสมอ อันเป็นผลพวงจากความรักและความประณีตในการสร้างงานทำมือจริงๆ 

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load