The Cloud x OKMD

น้อยคนทีเดียวที่จะไม่รู้จักตลาดหนองมน แหล่งตลาดค้าขายสินค้า อาหารทะเลของสด ของแห้ง และอาหารแบบพร้อมรับประทาน ห่อหมก หอยจ๊อ และขนมหวาน ขนมฉาบ น้ำอ้อย น้ำตาลสด และขนมที่ขึ้นชื่ออย่างข้าวหลามและขนมจาก

หนองมนเป็นชุมชนเก่า จึงมีวัด ศาลเจ้า และตลาดอยู่ในพื้นที่ต่อเนื่องกัน เป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยมีบ้านเรือนผู้คนอยู่รอบ ๆ ตลาด ก่อนจะมีการขยายพื้นที่ ตัดถนน และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาคารบ้านเรือน จากห้องแถวไม้ชั้นเดียวประตูบานเฟี้ยม หรือห้องแถวไม้สองชั้นมีระเบียง กลายเป็นตึกรามและอาคารพาณิชย์ ดังนั้นกลุ่มอาคารบ้านเรือนร้านค้าที่อยู่รอบ ๆ บริเวณตลาด จึงจะเรียกพื้นที่นี้ว่า หน้าตลาด หลังตลาด และท้ายตลาด… หรือชุมชนท้ายตลาด

ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ

‘ร้านหนังสือท้ายตลาด’ ตั้งอยู่ในชุมชนท้ายตลาด หนองมน แต่มิได้เป็นห้องแถวไม้มาก่อน หากแต่เป็นอาคารพาณิชย์ที่ก่อสร้างใหม่ บนพื้นที่ของผู้มีอันจะกินในชุมชนท้ายตลาดในอดีต ซึ่งการก่อสร้างอาคารหรือการก่อเกิดร้านหนังสือนั้น เรื่องราวออกจะยาวอยู่สักหน่อย แต่พอสรุปได้ว่าเมื่อมีอาคารพาณิชย์แล้ว เรายังคงคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรดี เพื่อให้เป็นสถานที่หรือกิจการที่มีกิจกรรมต่าง ๆ พบปะเพื่อนฝูง ลูกศิษย์ลูกหาหลังสิ้นสุดการทำงานในองค์กร และน่าจะเป็นกิจการที่ก่อให้เกิดรายได้เลี้ยงตัวเอง อย่างน้อยก็เป็นค่าอาคารที่ต้องผ่อนส่งธนาคาร

เราได้ศึกษาค้นคว้าสิ่งที่อยากทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจเลยแม้แต่น้อย แต่ที่มีอยู่ไม่น้อยคือ ความเป็นศิลปินและนักวิชาการ สุดท้ายก็มาลงที่ ร้านหนังสือ เพราะมีโอกาสเข้าร่วมอบรม ‘การทำร้านหนังสืออิสระ’ โครงการของ คุณเรืองเดช จันทรคีรี ทั้งได้นำมาสู่การเปิด ‘ร้านหนังสือท้ายตลาด Ceramic Art & Book Shop’ ในช่วงเวลาของงานสัปดาห์ร้านหนังสืออิสระ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2557 

ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ

การอบรมครั้งนั้นทำให้ได้รับความรู้อยู่ไม่น้อย แต่ได้นำหลักและวิธีบริหารจัดการร้านหนังสือมาใช้บ้าง โดยพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสม กับการบริหารจัดการสไตล์ของเราเอง เริ่มจากวางแผนให้ช่างทำชั้นหนังสือแบบที่จัดวางหนังสือและงานอื่น ๆ ได้ด้วย ร้านโปร่ง ๆ โล่ง ๆ เพื่อจะวางหนังสือแบบวางเรียงโชว์หน้าปกเป็นหลัก

สำหรับการเลือกหนังสือนั้น เราเลือกหนังสือตามแนวที่ชอบ ที่สนใจ ในสายวิชาการที่เกี่ยวข้อง และหรือหนังสือบันเทิงตามแนวทางที่ชอบซื้อ และต้องการอ่านเป็นหลัก ได้แก่ หนังสือแนวศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์โบราณคดี โดยเป็นหนังสือที่ออกแนววิชาการอยู่บ้าง เรื่องราวของการท่องเที่ยว วรรณกรรมไทย วรรณกรรมแปล และหนังสือที่ทางร้านมีอยู่มากแต่คนซื้อน้อย คือหนังสือกวีนิพนธ์ (แต่เจ้าของร้านชอบ)

ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ
ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ

ระยะหลังมานี้ ได้เพิ่มหนังสือแนวเกษตร เกษตรสังคม สุขภาพอนามัย และอาหารการกิน และที่สำคัญ ร้านหนังสือท้ายตลาด จะสั่งซื้อหนังสือแบบซื้อเงินสดจากสำนักพิมพ์ โดยซื้อปกละ 2 เล่มเป็นหลัก หรือซื้อสดแบบสะดวก ๆ ง่าย ๆ ในกรณีที่ไปพบเจอหนังสือที่ถูกใจ นับว่าไม่ใช่ระบบที่ดี ที่ถูกต้องแต่อย่างใด (หลายคนบอกอย่างนี้) ดังนั้น ร้านหนังสือท้ายตลาดจะเรียกว่าเป็น Independent Bookshop ก็ได้ แต่ถ้าจะเรียกว่าเป็นร้านหนังสือในแนว Individual Bookshop น่าจะเหมาะที่สุด

เจ้าของร้านทำงานด้านเซรามิกอยู่ด้วย จึงมีผลงานศิลปะเซรามิกมาประดับและจัดวางตามชั้น ตามผนัง เพื่อเพิ่มเติมรูปทรงอิสระความเป็นสีสัน ความมันวาว หรือพื้นผิวที่ขรุขระ ให้ชั้นหนังสือ ดูแปลกแตกต่างไปจากสี่เหลี่ยมของรูปเล่มหนังสือได้บ้าง นอกเหนือจากการช่วยเติมเต็มพื้นที่ว่างของชั้นวาง เพราะเรามีหนังสือไม่มากเหมือนร้านหนังสือทั่วไป

ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ
ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ

ในช่วงปีที่ 2 ทางร้านได้เปิดพื้นที่จัดกิจกรรมของกลุ่มเครือข่ายกลุ่มเกษตรเติมสุข ทำให้มีกิจกรรม เกิดความร่วมมือ การอมรม การให้ความรู้ในเรื่องราวต่าง ๆ เช่น การทำปุ๋ยหมัก การเพาะถั่วงอก การทำอาหาร และรวมถึงการจัดตลาดอินทรีย์เล็ก ๆ หน้าร้านหนังสือ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม เล่นดนตรีเล็ก ๆ และเสวนาเล็ก ๆ เป็นระยะ ๆ ในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม เรื่องการปั่นจักรยาน หรือการแบ่งปันพื้นที่ ให้กับร้านค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และรวมถึงกิจกรรมล่าสุด คือการเข้าร่วมกิจกรรมแกลเลอรี่ไนต์ กับมหาวิทยาลัยบูรพาและองค์กรชุมชน

เวลาที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกสรรพสิ่งย่อมมีความเปลี่ยนแปลง รวมถึงร้านหนังสือท้ายตลาด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งหลายหนเช่นกัน แต่ก็อย่างว่า สถานการณ์หนังสือและร้านหนังสือในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากเหลือเกิน และหนักหนาอยู่ 

ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ
ร้านหนังสือท้ายตลาด หนองมน Individual Bookshop ที่มีหนังสือที่รักและเซรามิกที่ชอบ

ไม่เพียงแต่สถานการณ์โรคระบาดโควิด แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงของสื่อเทคโนโลยีและวิธีการรับรู้สื่อ ข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงที่เปลี่ยนรูปแปลงร่างไปด้วย การต้องการความสะดวกสบาย และความรวดเร็วในวิถีปัจจุบัน แม้ว่าเสน่ห์และคุณค่าของหนังสือจะมีอยู่มากมายเหลือเกิน แต่เราคงมิอาจต้านทานกระแสที่เชี่ยวกรากนี้ได้

ประกอบกับข้อจำกัดของที่ร้านหนังสือท้ายตลาด โดยเฉพาะการทำร้านหนังสือที่ไม่ได้ทำเป็นอาชีพโดยตรง ทั้งยังคงมีงานอื่นที่ต้องทำและรับผิดชอบอยู่อีกมาก ทำให้ร้านนี้มีรูปแบบแนวทางเป็นของตัวเอง และคงไม่สามารถเป็นต้นแบบ หรือแนวทางธุรกิจร้านหนังสือตามมาตรฐานทั่วไปได้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง (แต่ว่าไปแล้ว ร้านหนังสือท้ายตลาดนี้ก็ไม่สามารถทำเป็นอาชีพได้จริง ๆ) 

หากแต่ร้านหนังสือท้ายตลาดเป็นส่วนหนึ่งของความสุข และหลายคนก็บอกเราว่า ถ้าเป็นความสุขก็ทำไป เราจึงประคับประคองและยังคงร้านหนังสือท้ายตลาดต่อเนื่องมาจนถึงย่างเข้าปีที่ 8 โดยปรับการบริหารจัดการเวลาให้เหมาะสม โดยเปิดบริการเฉพาะในวันเสาร์-อาทิตย์ ในเวลา 10.00 – 16.00 น. แต่ถ้าทางร้านหาแนวทางการบริหารจัดการใหม่ ๆ ที่ดีกว่า หรือมีกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ก็จะได้แจ้งให้ทราบทางเพจ ร้านหนังสือท้ายตลาด

จนกว่าเมื่อวันหนึ่งมาถึง วันที่ไม่มีความสุขในการทำร้านหนังสือ หรือร้านหนังสือเป็นภาระเกินศักยภาพของตัวเราแล้ว ก็จะเรียนให้ทราบต่อไป

ร้านหนังสือท้ายตลาด

ที่ตั้ง : 270/ 14 ถนนสันติเกษม (หน้าปากซอย 6) ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี (แผนที่)

โทรศัพท์ : 08 1715 5886

Facebook : ร้านหนังสือท้ายตลาด

วัน-เวลาทำการ : วันเสาร์-อาทิตย์ 10.00 – 16.00 น.

หนังสือแนะนำ

1

รหัสคดีโนเบล

บรรณาธิการ : เรืองเดช จันทรคีรี

ผู้แปล : ร. จันเสน

สำนักพิมพ์ : มวจ

ราคา : 395 บาท

ร้านหนังสือท้ายตลาด Ceramic Art & Book Shop ชลบุรี ชุมชนคนรักหนังสือ เซรามิก ศิลปะ และเกษตรอินทรีย์

ระบบเรื่องสั้นสอบสวนและอาชญนิยาย ของ 13 นักเขียนรางวัลระดับโลก พิมพ์ฉลองวาระ 120 ปีรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม (ค.ศ. 1901 – 2021)

แปลกพิกล คนรักหนังสือ Seven kinds of people you find in bookshop

ผู้เขียน : Shaun Bythell

ผู้แปล : ลลิตา ผลผลา 

สำนักพิมพ์ : BIBLIO

ราคา : 215 บาท

ร้านหนังสือท้ายตลาด Ceramic Art & Book Shop ชลบุรี ชุมชนคนรักหนังสือ เซรามิก ศิลปะ และเกษตรอินทรีย์

Shaun Bythell ผู้มีสายตาแห่งนักสังเกต เขารวบรวมนักอ่านทุกคนมาไว้ในหนังสือเล่มนี้ จากสายตาของคนขายหนังสือที่รักหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ นี่เป็นหนังสือที่จะให้มุมมองอันสนุกสนาน และบางทีก็ชวนสงสัยต่อผู้คนในร้านหนังสือ 

Meet Locals in India

ผู้เขียน : รงรอง หัสรังค์

สำนักพิมพ์ : I draw & travel

ราคา : 450 บาท

ร้านหนังสือท้ายตลาด Ceramic Art & Book Shop ชลบุรี ชุมชนคนรักหนังสือ เซรามิก ศิลปะ และเกษตรอินทรีย์

เป็นบันทึกการเดินทางด้วยตัวอักษรและภาพวาดของ รงรอง หัสรังค์ เธอว่าหลงรักอินเดียตั้งแต่แรกเห็น เหมือนกับความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นกับใครสักคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน สิ่งที่คิด สิ่งที่เห็น และสิ่งที่ได้ยินจากการเดินทาง ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวและภาพวาดประกอบ

แมววัด

นักเขียน : ยูโตะ ฟุคะยะ

สำนักพิมพ์ : ผีเสื้อ

ราคา : 239 บาท

ร้านหนังสือท้ายตลาด Ceramic Art & Book Shop ชลบุรี ชุมชนคนรักหนังสือ เซรามิก ศิลปะ และเกษตรอินทรีย์

ยูโตะ ฟุคะยะ สมุดบันทึกของเด็กที่เขียนบอกเล่าเรื่องราวของแมววัดแต่ละตัว ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกและเหตุการณ์ต่าง ๆ แฝงไปด้วยความคิด ความเชื่อ ความดีงาม และคุณธรรม

ชุมชนนิเวศวิถี

ผู้เขียน : คาเลน ที. ลิตฟิน

ผู้แปล : ดิสทัต โรจนาลักษณ์

สำนักพิมพ์ : วินนี่ บุ๊คส์

ร้านหนังสือท้ายตลาด Ceramic Art & Book Shop ชลบุรี ชุมชนคนรักหนังสือ เซรามิก ศิลปะ และเกษตรอินทรีย์

ราคา : 399 บาทชุมชนนิเวศวิถี อาจไม่ใช่คำตอบเดียวต่อปัญหามนุษยชาติ แต่เป็นหนึ่งในหลายคำตอบ เราไม่สามารถไปตั้งชุมชนนิเวศวิถีใหม่ได้ทุกคน หากแต่นำบทเรียนมาปรับใช้ ด้วยหลักการพื้นฐานแห่งการแบ่งปันทรัพยากร ความคิด ความฝัน ทักษะความชำนาญ เรื่องราว ความยินดี และความเศร้าโศก

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

ภรดี พันธุภากร

ผู้เชี่ยวชาญคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา และเจ้าของร้านหนังสือท้ายตลาด (หนองมน ชลบุรี)

Photographer

เรืองศิลป์ เสนสาร

ช่างภาพอิสระจากมหาสารคาม ผู้หลงใหลการถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกจนย้ายมาใช้ชีวิตที่บางแสน ปัจจุบันกำลังรวบรวมภาพที่ถ่ายไว้ทุกวัน เพื่อจัด Exhibition ของตัวเองในอนาคต

The Bookseller

เรื่องราวของร้านหนังสืออิสระ แหล่งเรียนรู้รื่นรมย์

The Cloud x OKMD

ตอนเด็ก ๆ ป๊ามีโอกาสร่ำเรียนน้อย เรียนถึงแค่ ป.4 เพราะต้องออกไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและน้อง ๆ” นี่คือประโยคที่แม่ผมพูดถึงพ่ออยู่บ่อยครั้ง 

ผมเติบโตมากับร้านหนังสือที่เกิดจากแรงบันดาลใจของคนคนหนึ่งที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’

ผมขอย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2509 ‘เสียงทิพย์’ เป็นร้านขายและซ่อมวิทยุทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ที่มีแผงหนังสือพิมพ์วางจำหน่ายให้ผู้ที่ผ่านไปมา วันเวลาผ่านไปได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง วิทยุทรานซิสเตอร์ สินค้าแฟชั่นที่เคยได้รับความนิยมค่อย ๆ จางหายไป ช่วงเวลานั้นหนังสือได้เข้ามาแทนที่ และเปลี่ยนร้านเสียงทิพย์ให้กลายเป็นร้านขายหนังสือ

จากความทรงจำในวัยเด็กของผม ร้านหนังสือเปรียบเหมือนสถานที่นัดพบ (Landmark) ของนักเรียนหลังเลิกเรียน และผู้คนในชุมชนมากมาย ทุกวันหลังเลิกเรียน ลูก ๆ ของร้านเสียงทิพย์ต้องผลัดกันมาเฝ้าร้าน เพื่อขายหนังสือและคิดเงินให้ลูกค้า

พ.ศ. 2550 ชายผู้มีปณิธานอันตั้งมั่นได้จากเราไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าให้แก่ครอบครัวอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ในเวลานั้นผมทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ในกรุงเทพฯ และตัดสินใจลาออก เพื่อกลับบ้านมาสานต่อร้านหนังสือในทันที

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ณ เวลานั้น ถือเป็นจุดสูงสุดของธุรกิจร้านหนังสือ ผู้คนอ่านหนังสือกันมากทุกหมวดหมู่ นำมาซึ่งรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมั่นใจ ผมจึงขยายเพิ่มอีก 2 สาขาในจังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้นไม่กี่ปี ความมั่นใจนี้ไม่เป็นดังที่วาดไว้ รายได้ไม่เป็นไปตามแผน “เริ่มมีอะไรบางอย่างเข้ามาแย่งความสนใจของผู้คนไปจากการอ่านและหนังสือ” ผมจึงได้ปิด 2 สาขานั้นลง

ผมกลับมาคิดทบทวนตัวเองใหม่อีกครั้ง “เราทำร้านหนังสือไปเพื่ออะไร ร้านของเรายังควรจะเปิดต่อไปไหม เมืองนี้ยังต้องการหนังสืออยู่ไหม” ผมได้คำตอบว่า คนพิษณุโลกต้องอ่านหนังสือ

พ.ศ. 2560 ท่ามกลางความท้อแท้ของวงการสิ่งพิมพ์ หนังสือได้รับความนิยมน้อยมาก ร้านหนังสือต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลง ลดจำนวนสาขา แต่เรายังคงยืนหยัดดังปณิธานของคุณพ่อที่ ‘ต้องการมีความรู้ และให้คนอีกมากมายมีโอกาสได้อ่านหนังสือ’ ผมจึงใช้พื้นที่ร้านนี้เป็นตัวกลางให้ผู้คนหันมาสนใจหนังสือมากขึ้น เราปรับปรุงร้านรูปแบบใหม่ ให้มีพื้นที่ที่เอื้อต่อการอ่านเพิ่มขึ้น และเชิญชวนให้ผู้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากขึ้น ท่ามกลางตัวเลขยอดขายที่สวนทางลดลงมาตลอด

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

ร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือสังคมผ่านสินค้าและบริการ คุณค่าในสิ่งที่เราทำให้ผลลัพธ์ที่ประเมินไม่ได้… หลายสิบปีที่เราเฝ้ามองผู้คน และผู้อ่านมากมายหลายรุ่น หลายช่วงอายุ ที่แวะเวียนกันเข้ามาที่ร้านหนังสือ เราเห็นว่าผู้คนกำลังสนใจอะไร เราเห็นว่าผู้คนกำลังอ่านอะไร และเราเห็นว่าผู้คนสนใจใฝ่รู้หรือไม่

เราอยากสร้าง ‘Story of Hope’ ท่ามกลางผู้อ่านที่อาจลดน้อยถอยลงไปบ้าง มีคนถามว่า “ทำไมเราถึงยังทำร้านขายหนังสืออยู่ ในขณะที่ร้านขายหนังสือทยอยปิดตัวลง หรือปรับเปลี่ยนธุรกิจไปทำอย่างอื่น”

เราเชื่อมาตลอดว่า นอกจากรายได้แล้ว ร้านของเราได้รับความสุขเป็นส่วนเติมเต็มจากหนังสือ และผู้ที่รักการอ่านหนังสือเหมือนกับเรา เรายึดมั่นใน ‘ปณิธาน’ ของการมีอยู่ของหนังสือ มากกว่าการมีอยู่ของร้าน หรืออาจพูดได้ว่า เราดำเนินร้านของเราต่อไปได้ เพราะการมีอยู่ของหนังสือและผู้อ่านหนังสือนั่นเอง เราให้หนังสือเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเป็นแหล่งส่งต่อความรู้ ความคิด และสร้างมิตรภาพให้กันและกัน

ด้วยประสบการณ์ของร้านเกือบ 60 ปี ทำให้ร้านของเรามีหนังสือมากมายหลายประเภท ครอบคลุมทุกความชื่นชอบของผู้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงวัย เราอยากเป็นร้านที่ให้บริการกับทุกคนอย่างแท้จริง

เคยมีลูกค้าคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่อำเภอหนึ่งในต่างจังหวัด เล่าให้เราฟังว่า เมื่อตอนยังเป็นเด็กนักเรียน ได้มาซื้อคู่มือหนังสือเรียนกับทางร้าน โดยนั่งรถไฟมาและเดินจากสถานีรถไฟ เพื่อมาซื้อหนังสือที่ร้านเป็นประจำ เพราะมีหนังสือให้เลือกซื้อได้เยอะ และครบในทุกระดับชั้นเรียน จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว จากลูกค้าแปรเปลี่ยนเป็นเพื่อน พี่น้อง ที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ผ่านภาพความทรงจำของร้านเสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หากย้อนเวลาไป 10 – 15 ปีก่อน การเข้าถึงความรู้ทางอินเทอร์เน็ตค่อนข้างจำกัด และการซื้อขายทางออนไลน์ยังไม่ง่ายเหมือนอย่างปัจจุบัน รวมถึงความเท่าเทียมในการได้รับความรู้ ก็เหลื่อมล้ำระหว่างคนในเมืองกับคนนอกเมือง และระหว่างคนที่ฐานะเพียงพอจะซื้อหนังสือ กับคนที่ไม่เพียงพอแม้แต่จะได้ทานสารอาหารที่ครบถ้วนในแต่ละวัน

เราอยากให้ร้านของเราเป็นพื้นที่สำหรับ ‘แหล่งความรู้ ความคิด และมิตรภาพ’ ในการเป็นร้านตัวเลือกที่มีหนังสือครบทุกประเภท ทุกช่วงวัย และทุกช่วงฐานะทางสังคม

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘ผู้คนเปิดหนังสืออ่าน’

เรามีความสุขทุกครั้งที่เห็น ‘รอยยิ้มของผู้คนผ่านการอ่านหนังสือ’

เรามีความสุขทุกครั้งที่ ‘เป็นส่วนหนึ่งของการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางความรู้’

แม้เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในโลกอันกว้างใหญ่ แต่ปณิธานนี้ไม่เคยจืดจางไปเลย

จากสถิติใน พ.ศ. 2564 พบว่า คนไทยใช้เวลาไปกับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ย 9 ชั่วโมงต่อวัน และใช้เวลาไปกับการเล่นโซเชียลมีเดีย โดยเฉลี่ยสูงถึง 2 ชั่วโมง 36 นาที เชื่อว่าเวลาส่วนนี้อาจเป็นสิ่งที่หนังสือเล่มถูกลดบทบาทลงไป เวลาของคนคนหนึ่งมีจำกัดต่อวัน ทางเลือกของกิจกรรมมีมากขึ้น การทำกิจกรรมหนึ่งจึงอาจให้เวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับทำอีกกิจกรรมหนึ่ง บทบาทของหนังสือเล่มจึงลดลงไป

อีกทั้งสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ได้เปิดการสั่งจองหนังสือล่วงหน้า พร้อมส่วนลดพิเศษ สายส่งหนังสือรายใหญ่ต่างกระหน่ำแจกจ่ายโปรโมชันลดราคา แต่เราไม่สามารถลดต้นทุนได้ เพราะมีพนักงานอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล เราจึงไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสำนักพิมพ์รายใหญ่ได้ รายได้ของเราจึงลดลงไป

เราเรียนรู้ในทุก ๆ วันจากการหมุนเวียนของผู้คนที่ผ่านเข้าร้าน วิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าดีหรือถูกต้องในวันนี้ อาจจะไม่ใช่สำหรับวันพรุ่งนี้ก็ได้ เราจึงปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและผู้คน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่ปรับเปลี่ยนและยึดมั่นมาเสมอ นั่นคือปณิธานของเรา 

ความรู้ ความคิด และมิตรภาพ

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ
57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ร้านหนังสือเราต้องไม่เป็นเพียงสถานที่หยิบเลือกหนังสือ จ่ายเงิน แล้วเดินจากไป ร้านหนังสือต้องสร้างสังคมของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง เพื่อกลับมาเป็นสถานที่นัดพบ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดที่หลากหลายของผู้คน ตอนนี้เป้าหมายของเรายังไปไม่ถึงหรอกครับ แต่ถ้าเรายืนหยัดและยืนนานพอก็คงไปถึงได้ ‘สักวันหนึ่ง’

ตลอดเวลาเกือบ 60 ปี เราสร้างความผูกพันกับนักอ่านไว้มากมาย จนเมื่อปลาย พ.ศ. 2564 เรามีโอกาสนั่งคุยกับลูกค้าท่านหนึ่ง ที่เติบโตมากับหนังสือในร้านของเรา ตั้งแต่วัยเด็กจนปัจจุบัน เขาทำงานเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด หมอบอกผมว่า “จัดกิจกรรม Book Club กันไหมพี่ เดี๋ยวผมช่วย” เราตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “จัดไปครับ” 

กิจกรรม Book Club ของเราจึงเริ่มขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นชุมชนนักอ่านที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดซึ่งกันและกัน มีผู้ร่วมงานมากกว่าที่ตั้งไว้มาก บางคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด สิ่งนี้อาจสะท้อนได้ว่า พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดในปัจจุบันนั้นยังค่อนข้างจำกัด และการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาครัฐยังไม่เพียงพอ จนถึงวันนี้เราได้จัดไปทั้งสิ้น 4 ครั้งแล้ว ในหัวข้อหนังสือที่แตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง และเราจะยังคงจัดกิจกรรมนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อขยายชุมชนนักอ่านให้มากขึ้น

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

ครั้งที่ 1 เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องหนังสือที่ดีที่สุดใน พ.ศ. 2564 ผู้อ่านแต่ละคนได้นำหนังสือที่ตนรัก มาแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน

ครั้งที่ 2 เราลองจัดเป็นลักษณะ 2 หัวข้อที่สนใจ ในช่วงเช้าเรื่อง ‘เป็นเด็กมันเหนื่อย’ ร่วมกับจิตแพทย์เด็กและสำนักพิมพ์หนังสือเด็ก และช่วงบ่าย ‘AI Superpowers’ ร่วมกับเจ้าของสำนักพิมพ์บิงโก

ครั้งที่ 3 เราจัดในหัวข้อวรรณกรรมนิยายที่ชื่นชอบ

และล่าสุดครั้งที่ 4 จัดขึ้นในหัวข้อ ‘อ่านอย่างไรให้เป็นนักลงทุน’ ร่วมกับเพจลงทุนศาสตร์  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และผู้เข้าร่วมอยากให้เราจัดต่อไป 

ในทุกครั้งที่เราได้จัดนั้น เราได้กำลังใจ และได้พลังชีวิตมากมาย และเราได้ยินเสียงสะท้อนบอกว่า “หนังสือและผู้อ่านหนังสือนั้นไม่มีวันหายไป”

57 ปี เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ ร้านหนังสือของคนจบ ป.4 ที่อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือ

หนังสือแนะนำ

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด

นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

นักแปล : วิทิยา จันทร์พันธ์

สำนักพิมพ์ : Springbooks

ราคา : 199 บาท

เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด นักเขียน : Rando Kim (รันโด คิม)

แม้หนังสือเล่มนี้จะตั้งชื่อให้เราเข้าใจว่าเหมาะกับวัยรุ่น แต่ในมุมมองของผมแล้ว หนังสือเล่มนี้เหมาะสมกับผู้อ่านทุกวัย เพราะให้ข้อคิดและกำลังใจได้เป็นอย่างดี ผมขอหยิบบางบทของหนังสือเล่มนี้ ที่ให้ข้อคิดกับชีวิตผมเป็นอย่างยิ่ง มาเป็นตัวอย่างครับ

“ในชีวิตหนึ่ง ไม่มีช่วงอายุใดเร็วเกินไปหรือสายเกินแก้” ประโยคที่คอยกระซิบบอกผมอยู่เสมอว่า สิ่งสำคัญของชีวิตคือเวลา และอย่าเร่งรีบกับชีวิตเกินไป โดยอาจารย์คิมเปรียบเทียบว่า หากเวลา 24 ชั่วโมง มีค่าเท่ากับ 1,440 นาที ชีวิตที่มีอายุขัย 80 ปี จะมีค่าเท่ากับปีละ 18 นาที ผมยกตัวอย่าง อายุ 40 ปี เวลาในช่วงชีวิตของเราจะเท่ากับ 12 หรือเที่ยงวัน เวลาเที่ยงวันนี้บอกผมว่า เรายังพอมีเวลากับชีวิตอยู่ ขอเพียงดำเนินต่อไป อย่าหยุดก้าวเดิน อย่าท้อแท้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในรูปแบบที่เราเลือกเดิน

อีกบทหนึ่งนั้น คือ ‘ฤดูกาลที่ตัวคุณผลิบาน’ ดอกไม้แต่ละชนิดมีฤดูกาลที่ผลิบานแตกต่างกัน เหมือนกับชีวิตของเรา เราอาจจะประสบความสำเร็จช้ากว่าคนอื่นก็คงไม่เป็นไร หากเราได้ใช้ชีวิตในแบบที่คิดว่ามีความสุขและถูกต้อง วันหนึ่งที่ฤดูแห่งการผลิบานของชีวิตเรามาถึง ก็คงเป็นวันที่สวยงามเช่นกัน

2

เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

นักเขียน : Simon Sinek

นักแปล : วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

ราคา : 295 บาท

นักเขียน : Simon Sinek เกมของคนที่มองเห็นอนาคต (The Infinite Game)

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงธุรกิจว่าเป็นเกมที่ไร้ขอบเขต ธุรกิจจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีผู้ชนะหรือผู้ที่ดีที่สุด แต่เราดูที่ธุรกิจของใครดำเนินต่อไปได้ยาวนานกว่า ธุรกิจที่ไปต่อไม่ได้จะหายไปจากเกมเอง โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือ ‘ปณิธาน’ หากเรามีปณิธานที่ดีงามและตั้งมั่น สิ่งนี้จะเป็นแรงผลักดันและกำหนดทิศทางให้เราเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่า เราอาจไม่ได้วัดที่ตัวเงิน แต่ให้ความหมายกับส่วนที่เติมเต็มพลังใจของเรา การกระทำแบบนี้ทำให้เกิดความต่อเนื่อง และยืนหยัดในระยะยาวได้

เกมไร้ขอบเขตนี้นำมาใช้กับชีวิตได้เช่นกัน ชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องชนะหรือดีไปกว่าใคร ขอแค่ดีในแบบของเรา และดีต่อสังคมก็เพียงพอแล้ว ปณิธานเหล่านี้เองที่จะมอบความหมาย ให้กับชีวิตในแต่ละวันของเรา

3

The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch)

ผู้แปล : วนิษา เรซ

สำนักพิมพ์ : Amarin HOW-TO

ราคา : 175 บาท

ผู้เขียน : แรนดี เพาช์ (Randy Pausch) The Last Lecture : เดอะลาสต์เลกเชอร์

“ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร” เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านหลายครั้ง และแต่ละครั้งที่อ่าน ก็จะได้อะไรที่ต่างออกไป 

เมื่อช่วงอายุ 28 เล่มนี้ให้กำลังใจ ให้แง่คิดในการทำตามความฝันของตัวเอง และให้แง่คิดในการใช้ชีวิต มันสะเทือนอารมณ์ที่สุด เมื่ออ่านเล่มนี้อีกครั้งตอนมีครอบครัวและมีลูก ๆ แล้ว เพราะมันให้มุมมองของผู้เป็นพ่อ ที่มีเรื่องราวมากมายอยากจะสอนลูก ๆ ของเขา เฝ้ามองดูการเติบโต สอนสิ่งที่สำคัญ และรับมือกับความท้าทายที่มาพร้อมกับชีวิต 

แต่เวลาของเขาเหลือน้อยมากแล้ว เขาจึงใส่ทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้ ลงไปในเดอะลาสต์เลกเชอร์ ปาฐกถาที่บันทึกการบรรยายเอาไว้และหนังสือเล่มนี้ เผื่อว่าวันหนึ่ง เมื่อเวลานั้นมาถึง ลูก ๆ ของเขาจะได้รับคำสอนที่ผู้เป็นพ่อนั้นฝากเอาไว้

4

โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล

ผู้เขียน : ริชาร์ด บาก

ผู้แปล : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

สำนักพิมพ์ : จินต์

ราคา : 220 บาท

วรรณกรรมยุค 70 เชิงปรัชญาระดับโลก ชวนให้ค้นหาความเป็นปัจเจกของมนุษย์แต่ละคน ชวนให้คนอ่านแสวงหาวิถีและความมีอิสระของตนเอง โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล เป็นเหมือนหนังสือ How To ในยุคปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ คนยุคใหม่ เอาไปใช้เป็นแรงผลักดันตนเอง ให้พยายามทำในสิ่งที่ใคร ๆ ก็ว่าเป็นไปไม่ได้

นกนางนวล โดยธรรมชาติแล้วจะบินออกจากฝั่งไปหาอาหาร โดยโฉบตามเรือประมงที่มีปลา หรือเรือที่คอยโยนเศษขนมปังและเศษอาหาร ใจความสำคัญของนกนางนวลมีแค่นี้ มันทำอยู่แค่นี้ มันมีชีวิตเพียงเพื่อกินและอยู่ให้ชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับ ‘โจนาทาน’ เป็นนางนวลกบฏ เป็นนางนวลแหกคอกที่คิดต่าง มันไม่โฉบไปแย่งอาหารกับตัวอื่น ๆ แต่ใช้เวลากับการฝึกบิน บินให้สูง บินให้เร็ว บินด้วยท่าที่พิสดาร บินด้วยรูปแบบที่แปลกใหม่ และที่สำคัญ คือ ‘มีอิสรภาพและเสรี’

ในหนังสือมีการใช้คำว่า ‘นกผู้ใหญ่’ และ ‘นางนวลผู้ใหญ่’ แทนผู้ที่ยึดถือในขนบดั้งเดิมของสังคม ส่วนโจนาทาน คือ ‘นกเด็ก’ ผู้ที่ต้องการแสวงหาอิสระเสรี และเลือกที่จะใช้ชีวิตในแบบของตน

เล่มนี้เหมาะกับคนทุกวัยในสังคมเรายุคนี้มากครับ เพราะ ‘เรามีทั้งนกผู้ใหญ่และนกเด็ก’

เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์

ที่ตั้ง ​: 108/3 – 5 เอกาทศรฐ ถนนเอกาทศรฐ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก (แผนที่)

เวลาทำการ : 09.00 – 20.00 น.

โทรศัพท์ : 0 5525 8862

Facebook : Siangthip book center

เว็บไซต์ : www.stbookcenter.com

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาร้านหนังสือเป็นแหล่งความรู้สร้างสรรค์ โดยความร่วมมือของ The Cloud และ OKMD

Writer

นิติพันธ์ ตั้งนพรัตน์

คนพิษณุโลก มีบ้านเป็นร้านหนังสือ มีเพื่อนเยอะ ชอบถ่ายภาพ หลงใหลกาแฟ อดีตเป็นสถาปนิกบริษัทในกรุงเทพฯ ปัจจุบันสานต่อธุรกิจครอบครัว ขายหนังสือ เพิ่มเติมคือเป็นบาริสต้าและนักลงทุน

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load