“Hello everybody! We are T-Bone. Enjoy with us… and enjoy yourself, man!”

หากคุณเป็นแฟนเพลงของ T-Bone คงคุ้นเคยกับประโยคนี้เป็นอย่างดี เพราะเกือบทุกคอนเสิร์ต ‘แก๊ป’ นักร้องนำมักต้องเอ่ยข้อความนี้เพื่อทักทายผู้ชมเสมอ

ทันทีที่บทเพลงอย่าง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม, แรงดึงดูด, กอด, กลิ่น, โต๋ ล่ง ตง, One Love วันรัก หรือ มาลัยยอดรัก บรรเลงขึ้น ผู้ชมต่างร้องตามได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม

และต่อให้ไม่เคยฟังมาก่อนก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะด้วยจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน ทำให้ใครหลายคนออกท่าออกทางแบบไม่เกรงใจใคร จนอดสงสัยไม่ได้ว่า พวกเขามีพลังพิเศษอะไรถึงดึงดูดและกระตุ้นอารมณ์ผู้คนได้มากมายเช่นนี้

ไม่เพียงแค่นั้น T-Bone ยังโด่งดังไปไกลถึงระดับนานาชาติ ได้ร้องเพลงไทยในเวทีทั่วโลกมาแล้วมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ‘Glastonbury Festival’ เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ

หากแต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือการที่พวกเขาลงหลักปักฐานแนวเพลงเร็กเก้-สกา ขึ้นในเมืองไทย จนกลายเป็นต้นแบบให้ศิลปินรุ่นหลังหลายวงเดินตามจนถึงปัจจุบัน

และในวาระที่ T-Bone กำลังเข้าสู่ขวบปีที่ 30 ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือจังหวะดี ชักชวนสองพี่น้องแกนหลักของวง กอล์ฟ-นครินทร์ ธีระภินันท์ และ แก๊ป-เจษฎา ธีระภินันท์ มาร่วมพูดถึงเรื่องราวความฝัน ความคิด และความรักที่มีต่อวงการดนตรีที่ไม่เคยจางหายไปไหนเลย

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

01
ทางแยกที่เชื่อมต่อกัน

แม้จะเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา แต่ใครหลายคนมักพูดว่า ทั้งคู่แทบไม่มีอะไรคล้ายกันเลย

กอล์ฟและแก๊ปเกิดในครอบครัวตำรวจสันติบาล ตอนเด็ก ๆ ทั้งคู่อาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัดตลอด ช่วงแรก ๆ ก็อยู่ที่สงขลา จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่เพชรบุรี ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อชั้นมัธยม

ความต่างที่ชัดเจนที่สุดของทั้งคู่ คงเป็นเรื่องความคิดและบุคลิกภาพ โดยเฉพาะแก๊ป ซึ่งค่อนข้างเป็นศิลปินสูงและคิดนอกกรอบอยู่ตลอดเวลา

“พี่กอล์ฟเขาเป็นคนเรียบร้อย ไม่ค่อยออกนอกลู่นอกทาง แต่ผมเป็นขบถ หนีออกจากบ้านตั้งแต่เด็กเลย” แก๊ปเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ

หากสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน คือ ‘ความหลงใหลเรื่องดนตรี’

กอล์ฟเริ่มหัดเล่นดนตรีตั้งแต่ 10 ขวบ เพราะเห็นเพื่อนข้างบ้านที่สงขลาเดินถือกีตาร์ผ่านไปมาอยู่ตลอด พอเลิกเรียนก็ฟังเขาเล่น จนกลายเป็นความประทับใจ อยากมีกีตาร์เป็นของตัวเอง ซึ่งแม่ก็สนับสนุน ยอมซื้อมาให้หัดเล่น ต่อมาเมื่อเข้ากรุงเทพฯ ก็เริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อน เล่นตามกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ส่วนแก๊ปก็สนใจเพลงอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถือว่าจริงจังเท่าใดนัก จนช่วงที่ย้ายมาเมืองหลวง มาอาศัยอยู่กับน้าสาว พอดีเธอเพิ่งกลับมาจากสหรัฐอเมริกา จึงขนแผ่นเสียงดี ๆ ติดมาด้วย ทั้ง Queen, Stevie Wonder และ The Beatles แก๊ปจึงถือโอกาสลองหยิบมาเปิดฟังดูแล้วติดใจเรื่อยมา

ยิ่งเติบโตขึ้น โลกการฟังเพลงของสองพี่น้องก็ยิ่งเปิดกว้าง พวกเขาเป็นแฟนตัวยงของรายการวิทยุ อย่าง จิ๊กโก๋ยามบ่าย และ ไนท์สปอต รวมทั้งเป็นลูกค้าขาประจำของเทปก๊อปปี้ยี่ห้อดัง ‘พีค็อก’

“เราซื้อตั้งแต่สมัยเป็นรถกระบะจอดที่คลองถม ไปขนกัน เพราะสมัยก่อน หากอัลบั้มไหนไม่ได้รับความนิยมพอ ก็จะไม่ปั๊มเทปขายในเมืองไทย อย่าง Pink Floyd กว่าจะได้ฟังกัน เขาออกกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว” แก๊ปเท้าความ

“เราซื้อตั้งแต่ม้วนละไม่กี่สิบบาท จนขยับเป็น 20 แล้วถ้าซื้อ 4 ม้วนแถมม้วนหนึ่ง” กอล์ฟว่าตาม

“เหมือนเขามีแผ่นเสียงเยอะเลยทำออกมา แล้วเขากล้าผลิตงานที่คนอื่นไม่กล้า อย่างเร็กเก้ ผมก็รู้จักจากเทป ม้วนแรกคือ The Police หรืออย่าง Bob Marley น้องสาวผมซื้ออัลบั้ม Babylon by Bus มาแล้วไม่ชอบ แต่คิดว่าพี่แก๊ปน่าจะชอบก็เลยเอามาให้” แก๊ปเล่าจุดเริ่มต้นของเขากับเพลงสไตล์จาเมกา

หลังเรียนจบชั้นมัธยมต้น สองพี่น้องก็ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่วิทยาลัยช่างศิลป โดยได้แรงบันดาลใจมาจากน้าสาวคนเดิม ซึ่งกอล์ฟสอบอยู่ 2 ครั้งถึงเข้าได้ ส่วนแก๊ปใช้เวลาถึง 4 ปีจึงสอบติด

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

ระหว่างนั้น แก๊ปตัดสินใจออกจากบ้าน ไปอยู่กับเพื่อนแถวสลัมย่านกิ่งเพชรบ้าง บุคคโลบ้าง หาเช้ากินค่ำ เคยใช้ชีวิตด้วยการซื้อขนมปังมาทาสังขยาขาย แถมยังเคยอยู่ใกล้ชิดกับยาเสพติดอีกต่างหาก แต่โชคดีที่รอดพ้นมาได้ เพราะเพื่อนที่เสพชี้หน้าบอกว่า ‘ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด’ ก่อนที่สุดท้ายจะหวนกลับมาเรียนในสถาบันตามที่ตั้งใจไว้

ชีวิตที่วิทยาลัยช่างศิลป ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสองพี่น้องเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะคนพี่ ซึ่งพบว่าความหมายที่แท้จริงของศิลปะนั้นลึกซึ้งและกว้างไกล และศิลปะแขนงที่ดึงดูดเขาได้มากกว่าก็คือ ‘ดนตรี’

“ตอนที่เลือกมาทางดนตรี เพื่อนหลายคนก็ตกใจ เพราะศิลปะเราก็ไปได้ดี แต่ผมรู้สึกว่าทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกันไม่ได้ อีกอย่างคือผมโชคดีที่มีครูประจำชั้นที่ดี นั่นคือ อาจารย์มณเฑียร บุญมา แกเป็นศิลปินหัวก้าวหน้ามาก เอาความเป็นไทย เอาอะไรหลายอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้เข้ามาอยู่ในงาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือแกทำให้รู้ว่า เรามีตัวเลือก มีวิธีแสดงผลงานที่หลากหลายมาก”

ช่วงนั้นกอล์ฟเริ่มเรียนดนตรีแจ๊สจริงจังกับปรมาจารย์หลายคน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์สำราญ ทองตัน หรือ อาจารย์ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ ขณะเดียวกันก็รวมตัวกับเพื่อนอย่าง เมย์-ภควัฒน์ ไววิทยะ และ เก๋-จิโรจ วรากุลนุเคราะห์ ตั้งวงดนตรีเล่นภายในวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะเล่นเพลงบลูส์และแจ๊ส ขณะที่ฝั่งน้องชายก็มีวงของตัวเองต่างหาก โดยมีมือกลองคนเดียวกันคือ หนุ่ม-พิรศุษม์ พัฒนะจินดารักษ์ เนื่องจากตอนนั้นทั้งวิทยาลัยมีแค่หนุ่มคนเดียวที่มุ่งมั่นทางสายนี้ จึงรับเหมาตีให้หมดทุกวง

หลังเรียนจบ กอล์ฟมุ่งสายดนตรีเต็มตัว โดยไปร่วมเล่นกับนักดนตรีรุ่นใหญ่ แต่ปัญหาคือ ภาพลักษณ์ที่ดูเรียบร้อยเกินไป เหมือนข้าราชการเล่นดนตรี แถมบางคนก็บอกว่าเขาเล่นดนตรีไม่รู้เรื่อง ไม่นานก็ต้องออกจากวง แต่กอล์ฟก็ไม่ท้อเพราะอยากได้ประสบการณ์ และเข้าใจดีว่าพื้นฐานความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่จำเป็นที่มือกีตาร์ทุกคนต้องเล่นเหมือนกัน กระทั่งตอนหลังจึงมาตั้งวงของตัวเอง เล่นในเกสต์เฮาส์ของเพื่อนที่ซอยงามดูพลี ด้านหลังโรงแรมมาเลเซีย

ขณะที่แก๊ปก็มีเส้นทางที่ฉีกไปอีกแนว โดยหลังเข้าวิทยาลัยช่างศิลปไปได้พักหนึ่ง เขาก็พบว่าการศึกษาในระบบไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเท่าใดนัก ด้วยคิดว่าศิลปะอยู่ในหัวใจ ต่อให้ไม่เรียนก็ทำงานได้ รวมทั้งตอนนั้นแก๊ปได้รับโอกาสจากผู้คนในแวดวงแฟชั่นให้มาช่วยออกแบบเสื้อผ้า เพราะฉะนั้น พอใกล้จะเรียนจบ เขาจึงตัดสินใจเดินไปหาอาจารย์เพื่อขอลาออก

“ตอนนั้นเหลืออีกเดือนเดียวก็จะจบแล้ว ผมก็ไปบอก อาจารย์เกริกบุระ ยมนาค ซึ่งเป็นคนเขียนภาพประกอบลงนิตยสาร ดิฉัน ว่า ผมไม่เรียนแล้ว แกก็มองหน้าแล้วบอกว่า อีกเดือนเดียวเองนะ ผมก็บอกว่า ไม่รอแล้ว จะทำงานเลย แกก็บอกว่า เออ…ไปเลย มึงไปแล้วได้ดีแน่”

จากนั้นแก๊ปทำงานประจำเป็นดีไซเนอร์ รวมถึงเริ่มต้นแบรนด์กางเกงยีนส์ของตัวเองในชื่อ ‘T-Bone’ ซึ่งได้ไอเดียมาจากชื่อของนักดนตรีเพลงบลูส์ชื่อ T-Bone Walker

ท่ามกลางเส้นทางการเติบโตที่แตกต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่า วันหนึ่งชีวิตของทั้งคู่จะกลับมาบรรจบกัน พร้อมกับวงดนตรีใหม่ที่กอล์ฟขอยืมชื่อมาจากผลิตภัณฑ์ของน้องชายนั่นเอง

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

02
เส้นทางสู่จังหวะเร็กเก้

วงดนตรีเพลงบลูส์ของกอล์ฟที่ซอยงามดูพลีนั้นค่อนข้างประสบความสำเร็จ ฝรั่งที่มาพักในเกสต์เฮาส์ต่างชื่นชอบ เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาร่วมเล่นดนตรีกับคนอื่นได้ โดยระหว่างนั้นมีเพื่อนฝูงมาร่วมแจมอยู่ตลอด รวมถึง แก๊ป น้องชาย ซึ่งมาร่วมร้องแบบสนุก ๆ

“มันเหมือนเรามาถูกทางแล้ว เพราะเวลาเราเล่นกับคนอื่น ข้อดีคือเราได้แชร์ความรู้สึกร่วมกัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังได้ขัดเกลาตัวเองด้วย ยิ่งเราทำเยอะ ก็ยิ่งเห็นทิศทางชัดเจนขึ้น อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมเช็กได้เลยคือ เวลาเราเล่นกับใคร หากเป้าหมายของเขาเป็นเรื่องทำมาหากินมากกว่าความสุขจากการกระทำ ผลจากการรวมกันจะต่างกัน อย่างเช่นวงเด็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนกัน สังเกตดู เขาจะมีพลังมาก ต่อให้เล่นไม่ดีก็ตาม ซึ่งประสบการณ์นี้ ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการจัดการ วิธีการเลือกบุคคลที่จะมาเล่นด้วย” กอล์ฟฉายภาพ

หลังจากนั้น กอล์ฟก็เริ่มนำวงไปออดิชันเล่นตามร้านต่าง ๆ เช่น Round Midnight Pub ตรงซอยหลังสวน และ Bluemoon แถวเกษรพลาซ่า ปรากฏว่าได้รับคัดเลือก และเมื่อทางร้านถามถึงชื่อวง กอล์ฟก็นึกถึงชื่อ T-Bone เลยตั้งเป็นชื่อขัดตาทัพไปก่อน

พอตอนหลัง แก๊ปก็เริ่มมาร่วมสนุกกับ T-Bone บ่อยขึ้น ผู้ชมเองต่างชื่นชอบสไตล์การร้องของเขา จนในที่สุดแก๊ปก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และมาเป็นนักร้องนำเต็มตัว

“ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักดนตรีเลย ตอนนั้นผมรู้สึกเบื่อกลางวัน เบื่อรถติด ตอนกลางคืนโคตรสบาย แต่ก่อนรถไม่เยอะขนาดนี้ ไปไหนก็สะดวก นั่งรถเมล์ผ่านโรงหนัง ดูเสร็จก็มาทำงาน ซ้อม กลับบ้าน ตื่นบ่าย เป็นอีกชีวิตหนึ่ง ไม่วุ่นวายกับใคร” แก๊ปย้อนความทรงจำ

การมีแก๊ปเป็นนักร้องนำส่งผลให้แนวทางของ T-Bone เปลี่ยนไปพอสมควร พวกเขาเริ่มนำเพลงเร็กเก้ อย่างผลงานของ Bob Marley มาเล่นมากขึ้น เพราะแก๊ปสนใจเพลงสไตล์นี้

“เหตุผลที่สนใจเร็กเก้คงมาจากวิถีชีวิต เพราะการเดินทางท่องเที่ยว แสวงหา เจอผู้คน แล้วแต่ก่อนเราไม่ได้มีเพลงดี ๆ ฟัง นอกจากฝรั่งที่มาเที่ยว เขารู้ว่าเราชอบ เขาก็ให้เทปก่อนจะไป หรือทรงผมเดรดล็อกส์ มันก็มาเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ไปถัก มันเป็นของมันเอง บอกไม่ได้ แต่ไม่พยายามที่จะเป็น”

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย
30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

แม้ตอนนั้นทั้งวงจะมีแค่สองพี่น้องเท่านั้นที่ฟังเพลงเร็กเก้ แต่ข้อดีของการนําดนตรีสไตล์นี้มาเสริมก็คือ ทำให้วงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ได้ไปเล่นตามร้านดัง ๆ อาทิ Saxophone Pub & Restaurant, Blue Jeans มีแฟนเพลงประจำคอยติดตามอยู่เสมอ

ช่วงนั้นเองที่กอล์ฟเริ่มอยากเข้าใจถึงรากเหง้าของสิ่งที่ทำมากขึ้น จึงลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านดนตรีที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี โดยปล่อยหน้าที่ดูแลวงให้เป็นของน้องชาย

และเมื่อ พ.ศ. 2535 ก็มีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เข้ามาหาพวกเขา เมื่อแก๊ปพบกับ จิก-ประภาส ชลศรานนท์ นักแต่งเพลงชื่อดังของยุค

เวลานั้นจิกเพิ่งลาออกจากค่าย KITA Records เพื่อมาเปิดสังกัดของตัวเอง MUSER Music & Service โดยสิ่งหนึ่งที่ค่ายน้องใหม่มองหาคือ ศิลปินที่แปลกแหวกแนวจากท้องตลาด เช่น ก่อนหน้านี้ค่ายได้นำนักโฆษณาหญิง แหม่ม-สุรัสวดี เชื้อชาติ มาร้องเพลงบลูส์ ในชื่อ Mama Blues หรือนำดีเจและรีมิกเซอร์หนุ่มจาก Smile Radio สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ มาทำโปรเจกต์ที่ชื่อ Z-MYX

T-Bone ก็เป็นหนึ่งในวงดนตรีที่จิกเล็งไว้ เพราะยุคนั้นทั้งวงการไม่มีใครที่เล่นเพลงสไตล์นี้เลย เขาจึงชักชวนนักแต่งเพลงรุ่นน้อง ตู๋-ปิติ ลิ้มเจริญ มาดู T-Bone เล่นที่ Saxophone Pub & Restaurant

พอเล่นเสร็จ ตู๋ก็เดินเข้ามาหาแก๊ปแล้วบอกว่า “จิกอยากคุยด้วย”

“พี่จิกถามว่าทำเพลงไทยไหม ชอบมากเลย คือตอนนั้นเราเล่นแต่เพลงฝรั่ง ไม่เล่นเพลงไทย เพราะร้านไม่ให้เล่น ก็คิดอยู่พักหนึ่งว่าจะเอายังไงดี ก่อนจะตอบตกลงไป”

หากแต่การทำเพลงในสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ เพราะกระบวนการผลิตทั้งหมด ค่ายจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ตั้งแต่เนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง ศิลปินแทบไม่ได้มีส่วนร่วมสักเท่าใดนัก อย่างในชุดแรก แก๊ปได้แต่งเองแค่เพลงเดียวคือ จากป่าแด่สืบ

หรือก่อนปรากฏตัวต่อสาธารณชน ก็ควรมีอะไรที่ดึงดูดสายตาผู้ชมได้ โดยเริ่มแรก T-Bone มีสมาชิกอยู่ 5 คน คือ แก๊ป นักร้องนำ, กอล์ฟ มือกีตาร์, หนุ่ม เพื่อนจากวิทยาลัยช่างศิลป ซึ่งเปลี่ยนจากกลองมาเล่นเพอร์คัชชัน, เจี๊ยบ-กนกศักดิ์ อิ่มสำอางค์ มือเบส และ ป๋อง-สมโภชน์ ชื่นศิริ มือกลอง ต่อมาทางค่ายจึงแนะนำ เปิ้ล-ธรรมนูญ ทัศโน มือกราฟิกหนุ่มหล่อให้มาร่วมวงอีกคนในตำแหน่งเพอร์คัชชัน

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“เปิ้ลเป็นคนดู T-Bone มาก่อน พอพี่เขาแนะนำว่าอยากให้มาอยู่ด้วย เราก็ อ้าว มึงเองเหรอ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เปิ้ลเล่นดนตรี ร้องเพลงไม่ค่อยได้ เราก็ต้องมาช่วยกันฝึก แต่ข้อดีคือเขาเป็นคนน่ารัก นิสัยโอเค ก็เลยอยู่ด้วยกันได้” แก๊ปเล่าถึงอดีตสมาชิกวง

อัลบั้ม จังหวะนี้ใจดีเข้ากระดูกดำ วางแผงเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 นับเป็นครั้งแรกของวงการเพลงไทยที่ขายความเป็นเร็กเก้อย่างจริงจัง โดยมีเพลงเด่น อาทิ สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย, คนหน้าลิง และ เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ซึ่งเพลงหลังนี้ ค่ายมอบหมายให้เปิ้ลเป็นคนร้อง

หากแต่ในมุมมองของกอล์ฟและแก๊ป ความเข้มข้นของเร็กเก้ในเพลงอัลบั้มนี้ถือว่าเจือจางมาก ไปได้ไม่สุดทางเมื่อเทียบกับช่วงที่เล่นในผับ แถมเวลานั้นยังต้องทำเรื่องที่ไม่อยากทำหลายเรื่อง เช่น ออกสื่อเยอะ ๆ หรือไปร่วมเล่นรายการเกมโชว์

แต่ทั้งคู่ก็เข้าใจดีว่า นี่คือสูตรสำเร็จของอุตสาหกรรมเพลงในยุคเกือบ 30 ปีก่อน ซึ่งผลที่ได้รับก็ถือว่าตามเป้าหมาย เพราะยอดขายเทปชุดนั้นสูงถึง 300,000 ม้วน และยังส่งผลให้ T-Bone กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศจนถึงวันนี้

ด้วยความรู้สึกที่ว่า ไม่มีใครเข้าใจงานเพลงของพวกเขาเท่ากับตัวเอง กลายเป็นแรงผลักดันให้ T-Bone พยายามมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือ หาลายเซ็นที่ชัดเจนขึ้น

ผลงานชุดที่ 2 อัลบั้ม คุณนาย…สะอาด เมื่อ พ.ศ. 2537 T-Bone ย้ายมาอยู่ในสังกัด Warner Music Thailand หลังจากจิกเลิกบริษัทและขายกิจการให้ค่ายเพลงอินเตอร์ โดยมีสมาชิกใหม่อีก 2 คน คือ สาม-สุภัค ใจเพ็ชร มือคีย์บอร์ด รวมถึงเร็กเก้เด็กนามว่า ออลันโด้ มาร่วมร้องและบรรเลง ซึ่งความจริง ออลันโด้ปรากฏตัวมาตั้งแต่มิวสิกวิดีโอในอัลบั้มแรกแล้ว

ในชุดนี้วงมีโอกาสร่วมสร้างสรรค์งานมากขึ้น ทั้งการเขียนเนื้อร้องและทำนอง การเรียบเรียง รวมถึงการบันทึกเสียงแบบเล่นสดในห้องอัด เพื่อให้ได้อารมณ์และความรู้สึกร่วมกับบทเพลงมากที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้น ระหว่างทางก็ยังมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก เช่น ค่ายกำหนดกรอบมาให้ว่าเนื้อเพลงควรเป็นอย่างไร ซึ่งบางเพลงพวกเขาก็รู้สึกว่าโตกว่าวัยไปมาก อัลบั้มนี้จึงเป็นเสมือนการทดลองที่ยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร แถมยอดขายก็น้อยกว่าชุดแรกอย่างเห็นได้ชัด

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

พอปลายปีเดียวกัน T-Bone ก็ออกผลงานชุดที่ 3 อัลบั้มเล็กชิ้นสด พร้อมปรับเปลี่ยนสมาชิกบางส่วน โดยออลันโด้และมือเบสกับมือกลองได้ขอลาออกไป กอล์ฟกับแก๊ปจึงชักชวนสองพี่น้องตระกูลปานพุ่ม ซาร์-วิบูลย์ กับ เล็ก-อริญชย์ ซึ่งคุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยเล่นในผับมาร่วมงานด้วย

อัลบั้มนี้ T-Bone เริ่มกลับมามีเพลงดังอีกครั้ง อาทิ แรงดึงดูด ซึ่งถูกนำไปใช้ประกอบโฆษณาขนมยี่ห้อหนึ่ง หรือ โต๋ ล่ง ตง ซึ่งแก๊ปได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงพื้นบ้านที่ชื่อ แมงตับเต่า

แต่ในมุมกลับกัน พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายกับระบบค่ายใหญ่ที่ไม่ให้อิสระในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ แก๊ปจึงไปช่วยเพื่อนทำค่ายเพลงที่ชื่อ Eastern Sky Records ที่ผลิตผลงานอย่างวงเหมี่ยวเอ๋อ และ Paradox อัลบั้ม Lunatic Planet

ทว่าระหว่างที่สมาชิกวงกำลังตัดสินใจกันว่าจะเดินต่อทางไหนดี เช้าวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2539 ก็เกิดข่าวใหญ่ขึ้นกับพวกเขา เพราะหลังเสร็จคอนเสิร์ตที่เพชรบูรณ์ ‘เปิ้ล มือเพอร์คัชชัน’ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต T-Bone จึงถือโอกาสหยุดพักสักระยะ เพื่อรอเวลาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

03
สู่ตัวตนที่ชัดเจน

“…กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจสักที…”

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า อัลบั้มกอด เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 คือผลงานที่เป็นหลักไมล์สำคัญสะท้อนตัวตนและลายเซ็นของ T-Bone อย่างชัดเจน โดยอัลบั้มนี้ พวกเขาย้ายสังกัดมาอยู่ที่ Sony Music Entertainment (Thailand) เนื่องจากทั้งกอล์ฟและแก๊ปเริ่มทำงานประจำที่นี่ในฐานะคนเบื้องหลัง

สิ่งที่แตกต่างของอัลบั้มกอด เมื่อเทียบกับ 3 อัลบั้มก่อนคือ พวกเขาคิดและสร้างงานตามแนวทางที่อยากทำได้เต็มที่ อย่างโจทย์หนึ่งที่ทั้งกอล์ฟและแก๊ปรู้สึกมาตลอดคือ เพลงของ T-Bone เหมือนไม่มีพวก เวลาเปิดตามสถานีวิทยุก็หาเพลงเล่นต่อยาก หรือเวลาไปแสดงคอนเสิร์ตก็มักรู้สึกว่า เพลงสไตล์เร็กเก้ดึงอารมณ์คนได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงน่าจะเสริมด้วยเพลงสกา เพราะสกาคือต้นรากของเร็กเก้อีกที แต่มีจังหวะเร็วกว่าและใช้เครื่องเป่าเข้ามาช่วย ผู้ฟังน่าจะสนุกและอยากลุกขึ้นมาเต้นมากขึ้น

อีกอย่างคือช่วงนั้น Sony Music Entertainment (Thailand) กำลังจะเชิญวง Tokyo Ska Paradise Orchestra มาเปิดคอนเสิร์ตร่วมกับ T-Bone ที่ MBK Hall พวกเขาจึงต้องเร่งมือทำอัลบั้มนี้ให้ทัน ก่อนที่วงจากญี่ปุ่นจะมาถึงประเทศไทย

โดยภาคดนตรี T-Bone ได้เสริมความแข็งแกร่งของวง โดยชวน ปาเดย์ภาวัช ศิวะนันท์ อดีตสมาชิกวง Sepia มาเล่นแทนมือเบสคนเดิมที่ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศส รวมถึงเรียบเรียงไลน์เครื่องเป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้รับผิดชอบส่วนนี้ก็คือ โก้-เศกพล อุ่นสำราญ มือแซ็กโซโฟนจากวง Boy Thai และสุดท้ายคือเพิ่มเสียงประสานของนักร้องหญิง ทำให้อารมณ์ของอัลบั้มนี้ฉีกแนวไปจากเดิมมาก

ส่วนเรื่องเนื้อเพลง หลายเพลงก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นระหว่างเริ่มบันทึกเสียงนั่นเอง

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“บางครั้งก็นั่งนึกเอาเลย หรือบางทีก็มาจากคำเพราะ ๆ ที่จดไว้ คือไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวหรอก เช่น ดูข่าวแล้วรู้สึกว่าคำนี้เจ๋งดี ก็เอามาสร้างเป็นเรื่อง อีกอย่างคือผมจะไม่อ่านหนังสือก่อนเขียนเพลง เพราะเคยเห็นคนลอกงานจากหนังสือ นิยาย กวี หรือแปลงเพลงฝรั่ง ซึ่งผมไม่ทำ สิ่งที่ผมเขียนมักจะเกิดขึ้นในชั่วขณะนั้นมากกว่า เช่น มีอะไรกดดันถึงเขียนออกมาได้” แก๊ปอธิบาย

“อย่างเพลง กอด ทำเร็วมาก ผมทำเมโลดี้เสร็จประมาณ 10 นาที เพราะเราต้องเล่นกับ Tokyo Ska Paradise เลยคิดว่าควรมีเพลงอะไรที่เป็นไทย ๆ บ้าง ซึ่งตอนที่คิดยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แก๊ปมาทำให้สมบูรณ์ขึ้น แล้วก็เขียนคำร้อง ซึ่งลงตัว ณ เวลานั้นมาก เพลงนอกจากนั้นก็คิดที่ห้องอัดหมดเลย ทั้ง คำถาม และ ภาพลวงตา ข้อดีอย่างหนึ่งของอัลบั้มนี้คือทำให้เราแข็งแรงขึ้น เพราะหลังจากอัลบั้มชุดนี้ เรารู้สึกว่าเพลงดีหมดเลย” กอล์ฟเท้าความ

กอดถือเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ T-Bone ทั้งในแง่ยอดขายและคุณภาพของผลงาน มีเพลงดังหลายเพลง อาทิ กอด, กลิ่น, ดาวตก (เพ้อ), คิดถึงลมหนาว และ ทะเลและเวลา รวมทั้งยังได้มีโอกาสไปแสดงที่ญี่ปุ่น

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การที่พวกเขาทลายกรอบความเชื่อเดิม ๆ ด้วยการนำเพลงภาษาไทยไปแสดงต่อหน้าชาวต่างชาติ และยังดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้

“ผมเลิกร้องเพลงฝรั่งนานแล้ว เพราะว่าเนื้อเพลงไม่ใช่เรื่องของเรา บางคนถามว่า พี่แก๊ปเมื่อไหร่จะร้อง Bob Marley สักที ผมก็ตอบไปว่า ร้องทำไม เขาพูดถึงเรื่องของเขา อย่างมีฝรั่งมาดู คุณพูดเรื่องอะไร ไปพูดจาเมกาทำไม แค่นี้เขาก็รู้แล้วเราก๊อปปี้เขา แต่สิ่งที่ผมเป็นมันก็แค่ทรงผม แล้วเขาถามผมว่าเป็นไลฟ์สไตล์เหรอ ไม่ใช่…กูแค่แต่งเดรดล็อกส์” แก๊ปกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

สนทนากับ ‘กอล์ฟ-แก๊ป’ สองพี่น้อง T-Bone เร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย ที่ยังสนุกกับการสร้างสรรค์เพลงร่วมสมัยตลอดเวลา
30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

หลังโปรเจกต์กอดผ่านไปได้ด้วยดี พวกเขาก็มีงานใหม่ตามมาทันที เป็นมินิอัลบั้มชื่อ เบาหวาน โดยนำเพลงจากอัลบั้มกอด มาทำใหม่ในรูปแบบอะคูสติก อย่างไรก็ตาม ทั้งกอล์ฟและแก๊ปเริ่มรู้สึกอึดอัดกับระบบและการจัดการบางอย่างของบริษัท จึงตัดสินใจขอลาออก และรวบรวมสมัครพรรคพวกมาร่วมกันสร้างสรรค์งานเพลงตามแบบฉบับของตัวเอง

Hualampong Riddim ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2542 โดยมี 2 กำลังหลักคือ กอล์ฟ กับ โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์ อดีตสมาชิกวงละอองฟอง ซึ่งเข้ามาเป็นมือคีย์บอร์ดคนใหม่ของ T-Bone

จุดเด่นของค่ายเพลงเล็ก ๆ นี้ คือการบันทึกเสียงสด ซึ่งแม้จะมีข้อผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังและความเป็นตัวตน โดยงานที่ออกมาก็มีตั้งแต่สายเร็กเก้-สกา อย่าง Skalaxy หรือ ส้ม-อมรา ศิริพงษ์ ศิลปินสกาหญิงคนแรกของเมืองไทย สายเพลงป๊อปอย่าง About Pop หรือเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง The Photo Sticker Machine

“โหน่งเป็นคนที่เก่งมาก เขามีซาวนด์ที่เป็นของเขา ซึ่งสิ่งที่เขามีนั้น ผมไม่มี ส่วนที่ผมมี เขาก็ไม่มี มันเลยเกิดการผสมผสานกัน เป็นซาวนด์อีกแบบ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ค่ายนี้เป็นเหมือนอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของดนตรีไทย ซึ่งช่วยให้วงการดนตรีพัฒนาขึ้น” กอล์ฟย้อนถึงตำนานค่ายเพลงในยุคอินดี้เฟื่องฟู

เช่นเดียวกับแก๊ป ซึ่งเริ่มหันมาบุกเบิกเพลงอีกแนวที่เรียกว่า ‘ดั๊บ’ (Dub) ในนามของ Ga-Pi

เพลงดั๊บมีรากฐานมาจากเร็กเก้อีกที โดยเสน่ห์ของดนตรีประเภทนี้เกิดจากขั้นตอนการมิกซ์เพลง โดยใช้เอฟเฟกต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจเข้าไป ทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมเสียงจะมีอุปกรณ์มิกเซอร์ เป็นสื่อกลางในการนำเสนอ ซึ่งนอกจากผลงานของตัวเองแล้ว แก๊ปยังอยู่เบื้องหลังวงดนตรีรุ่นน้องหลายวง เช่น Srirajah Rockers

“ผมสนใจดั๊บเนื่องจากต้องเรียนรู้เรื่องการมิกซ์เร็กเก้เอง เพราะในประเทศนี้ไม่มีใครทำให้ผมได้ แต่ผมทำแนวอื่นไม่เป็นนะ เก่งแต่แนวนี้ ผมจะสร้างตัวเองให้เป็น Dub Master เพื่อจะได้เป็นแนวทางและมาตรฐานต่อไป เหมือนเวลาเราอยากได้ซาวนด์แบบนี้ คุณก็ต้องไปหาโปรดิวเซอร์คนนี้ ไม่ใช่ใครก็ได้ เพราะผมเชื่อว่าโปรดิวเซอร์คนหนึ่งอาจจะทำเพลงได้ทุกแนว แต่ไม่มีใครเก่งทุกแนว” แก๊ปอธิบาย

แต่ถึงจะมีภารกิจอื่นให้ทำมากมาย ทั้งคู่ก็ไม่เคยทิ้ง T-Bone โดยยังคงเดินสายเล่นสดตามผับบาร์ต่าง ๆ อยู่ตลอด รวมถึงหาทางพัฒนาผลงานให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในนั้นคือการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน นอกจากโหน่งแล้วก็ยังมี เป้-ณัฐพล เฟื่องอักษร มือแซ็กโซโฟน ต่อมาเมื่อเป้ลาออก ก็ได้ อ้น-พิสุทธิ์ ประทีปะเสน มาแทน เช่นเดียวกับมือเบส หลังปาเดย์ย้ายไปร่วมงานกับวงฟองน้ำ แก๊ปก็ชวน นอ-นรเทพ มาแสง มือเบสวง Pause มารับหน้าที่แทน แล้วยังมี ปุ๊ก-ธนบูรณ์ เทพบุตร มาเล่นเทิร์นเทเบิล

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

ในยุคของ Hualampong Riddim เป็นช่วงที่ T-Bone เคลื่อนไหวค่อนข้างมาก ตั้งแต่อัลบั้ม Live ซึ่งบันทึกเสียงจากคอนเสิร์ตที่ร้าน Sidewalk Cafe ถนนข้าวสาร ด้วยความตั้งใจที่อยากให้ผู้ฟังได้เห็นดนตรีของวงในยุคปัจจุบัน คอนเสิร์ต FaT Live ครั้งที่ 2 มนต์รักเพลงสกา ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก และอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 Enjoy Yourself รวมถึงยังมีผลงานร่วมกับศิลปินสาว Palmy อีกด้วย ทำให้แนวเพลงแบบ T-Bone เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

หากแต่บุคคลที่ทั้งคู่ยกให้เป็นผู้มีส่วนในการผลักดันวงมากที่สุด ก็คือ เต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม

“เต็ดให้โอกาสเราเยอะมากเลย ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในซีนต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยเขาทำวิทยุ Hotwave ทำ FaT Radio จัดคอนเสิร์ตใหญ่ให้ แม้งานดนตรีดั๊บครั้งแรกของประเทศ ก็เกิดขึ้นในงาน Big Mountain Music Festival ซึ่งถ้าเต็ดไม่สนับสนุนตั้งแต่วันนั้น ไม่มีทางที่จะเกิดเวทีเร็กเก้ที่เป็นตัวของตัวเองได้ เหมือนตอนนี้เรามีฮิปฮอปไทยที่แข็งแรง เราก็มีเร็กเก้ไทยที่แข็งแรงเช่นกัน” แก๊ปเล่าให้ฟัง

“อย่างตอนพวกผมไปเทศกาลดนตรีที่อังกฤษ 2 ครั้ง เขาก็ไปกับเราด้วย ผมว่าเขามีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอะไรเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นนักฟังเพลง ซึ่งตรงนี้คือสุดยอดเลย” กอล์ฟช่วยเสริม

และนอกจากการเป็นต้นแบบในประเทศแล้ว ในช่วงนี้เองที่ T-Bone กลายเป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงไปไกลถึงเมืองนอก โดยมีโอกาสได้ไปแสดงตามเทศกาลต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ Glastonbury Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548

จุดเริ่มต้นมาจากการที่ T-Bone มักได้รับเชิญให้ไปแสดงตามเกาะต่าง ๆ และช่วงคืนคริสต์มาส พ.ศ. 2547 ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ พวกเขาไปเล่นดนตรีอยู่ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พอดีในงานนั้นมีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ BBC อยากระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงเสนอไปยังสถานีขอจัดกิจกรรมแล้วนำ T-Bone มาร่วมเล่นด้วย ซึ่งสไตล์การเล่นของวงก็ไปเข้าตาผู้จัดเทศกาลดนตรีพอดี จึงเชิญให้มาร่วมแสดงด้วย นับเป็นวงไทยวงแรกที่ได้รับโอกาสใหญ่เช่นนี้

“มันเหมือนชิงโชคเลยนะ ลองนึกภาพเวลาที่ดนตรีมีคนประมาณแสนกว่าคนอยู่ในที่เดียวกัน มีเวทีตั้งไม่รู้กี่สิบเวที” กอล์ฟเปิดฉาก

“เราไม่ได้เล่นเวทีหลักนะ ก่อนจะไปเวทีหลักจะมีเต็นท์ เหมือนเต็นท์ละครสัตว์ แล้ววงต่าง ๆ ก็จะไปเล่นอยู่ในนั้น ซึ่งกว่าจะถึงเวทีใหญ่โคตรนานเลย” แก๊ปเล่าต่อ

“ถ้าคนชอบเขาจะหยุด แต่ถ้าไม่ชอบก็จะเดินไปเต็นท์อื่น ซึ่งเราโชคดีมากที่คนหยุด เพราะวงก่อนหน้าเราเป็นแร็ปแอฟริกัน ไม่มีคนเลย แล้วเวลาเล่นเทศกาลใหญ่ ๆ เขาไม่ได้ซาวนด์เช็กนะ ตั้งปั๊บเล่นเลย แต่ฝรั่งที่นั่นทำงานโปรมาก ทุกอย่างที่เราส่งให้ไป เขาทำตามนั้นเลย ไม่มีบิด เล่นมา 2 ครั้ง ทุกอย่างโอเค ต่อให้ดึกแค่ไหนก็เอาอยู่” กอล์ฟช่วยเสริม

“แล้วตอนนั้นเราเล่นเพลงไทยหมด ไม่มีฝรั่งเลย แต่ทุกคนก็ชอบ” แก๊ปทิ้งท้าย

จากนั้นพวกเขาก็ได้ไปร่วมงานนานาชาติอีกหลายหน เช่น WOMAD Festival ที่สิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. 2549 ก่อนกลับไปเล่นที่ Glastonbury Festival อีกครั้งในปีถัดมา

แต่ถึงได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนประเทศ ทว่าด้วยความที่เป็นวงเล็ก ๆ การเดินทางแต่ละครั้งจึงยากลำบากมาก แต่พวกเขาก็ไม่เคยท้อ จนกระทั่งพาวงดนตรีไทยไปหยัดยืนบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“เราไปเมืองนอกทุกครั้งเป็นหน้าตาประเทศนะ แต่การสนับสนุน ผมทำเองหมด ซึ่งเหนื่อยมาก ต้องไปขอนั่นขอนี่ บางทีก็สงสัยว่าทำไมต้องไปขอด้วย เหมือนถอยกลับไปสัก 50 ปี ซึ่งที่พูดนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาที่เราประสบด้วยตัวเองเท่านั้น แม้แต่คนรุ่นนี้ก็เหมือนกัน จริง ๆ เราควรมีกองทุนที่ช่วยเหลือเขา หากเป็นโปรเจกต์ที่ดีก็ดันไปเลย เป็นการคิดแบบระยะยาว” กอล์ฟผู้พี่อธิบาย

ขณะที่แก๊ปยกตัวอย่างงาน WOMAD Festival ซึ่งเป็นเทศกาลเวิลด์มิวสิก เขาได้พบกับวงหญิงล้วนวงหนึ่งจากเกาหลีใต้ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความสามารถ

“เขาเล่นกลองโบราณกัน ตอนที่เจอมีกลองเต็มไปหมดเลย 50 กว่าใบ เราก็ถามว่ามายังไง รัฐบาลจัดเครื่องบินมาให้ลำหนึ่ง ขนกลองกับสมาชิกเกือบ 40 คน แล้ววงนี้พลังงานดีมาก คนกรี๊ดสลบ นี่เป็นตัวอย่างว่าเขาให้คุณค่ากับศิลปะ คนทำงานก็มีอาชีพได้ ทั้งที่เขามาหลังเราอีก

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“ปัจจุบันนี้เรามีคนทำศิลปะเก่าแบบร่วมสมัยเต็มไปหมด เราควรไปสนับสนุนเขา เพราะเขาไม่ได้ทำลายศิลปะ แต่แค่คิดไปข้างหน้า เพื่อให้มันอยู่ได้ยาวขึ้น เหมือนดนตรีเร็กเก้ ทุกวันนี้ที่จาเมกาไม่มีใครเล่นแล้ว คนที่เราชอบตายหมดแล้ว ให้ผมไป ผมไม่ไปหรอก แต่สิ่งที่ยังอยู่คือจังหวะเร็กเก้ ซึ่งกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้งในยุโรป ในเอเชีย ที่ญี่ปุ่นหรือไทย ผมก็เล่นอยู่หลายงาน ซึ่งตรงนี้สะท้อนว่าเราสามารถทำได้ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่”

อย่างไรก็ตาม แม้จะร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีอย่างต่อเนื่อง แต่ในแง่ธุรกิจแล้วเป็นอีกเรื่อง เนื่องจากในยุคนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่เติบโต การทำดนตรีต้องพึ่งพาการผลิตเทป ซีดี และการใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นหลัก ซึ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุน ทั้งค่าพิมพ์ปก ค่าปั๊มแผ่น แถมยังต้องเผชิญกับแผ่น MP3 ที่ครองเมืองอีกต่างหาก ส่งผลให้กอล์ฟเป็นหนี้ก้อนโต สุดท้ายกอล์ฟจึงตัดสินใจวางมือ และส่งต่อค่าย Hualampong Riddim ให้โหน่งดูแลเต็มตัวแทน

“เป็นความผิดของผมเองที่ทำไม่เป็น เราเอาคนที่มีความตั้งใจมาทำด้วยกันแล้วมันล้มเหลว ผมก็ต้องรับผิดชอบ แต่ในมุมของดนตรี ผมรู้สึกดี ไม่เคยผิดหวังหรือเสียดายเลย เพราะถ้าลองไปเปิดเพลงหัวลำโพงยุคนั้น ก็จะพบว่ามันก็เป็นของมันแบบนี้ ซึ่งผมประทับใจมาก” กอล์ฟสรุป

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

04
วงดนตรีที่ไม่มีวันตาย

เกือบ 3 ทศวรรษบนถนนดนตรี T-Bone ถือเป็นผู้บุกเบิกเร็กเก้-สกาของเมืองไทย เปิดโลกการฟังที่แตกต่างให้แก่วงการดนตรี และยังมีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นใหม่อีกมากมาย จนหลายคนยกให้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ พวกเขาไม่เคยหยุดสร้างสรรค์และพัฒนาตัวเองเลย

อย่างอัลบั้มเต็มชุดที่ 6 Bone In Da House เมื่อ พ.ศ. 2555 พวกเขาได้ชักชวนคนรุ่นใหม่หลายคนเข้ามาร่วมทีม ทั้ง ซันนี่-ณัฐพล มานิกัมปิลไล มือเบส, กุ๊ก-ธีรัช เลาห์วีระพานิช มือบาริโทนแซ็กโซโฟนและอัลโต้แซ็กโซโฟน, ฤษฎ-สฤษฎ ตันเป็นสุข มือทรัมเป็ต และสมาชิกหญิงคนเดียว จ๋า-ชญาณี มหาศรี เล่นคีย์บอร์ด รวมทั้งได้นักดนตรีชั้นนำชาวอังกฤษ Mike Pelanconi ซึ่งทำวงเร็กเก้-สกา ในชื่อ Prince Fatty มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ตลอดจนมีศิลปินระดับโลก อย่าง Dennis Alcapone และ Horseman มาร่วมแจมอีกด้วย

สำหรับพวกเขาแล้ว อัลบั้มนี้คือความลงตัวและความสมบูรณ์แบบ เปิดเทียบกับเพลงเร็กเก้-สกา ระดับสากลได้อย่างไม่อายใคร แม้ว่ายอดขายอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าก็ตาม

“ผมว่ามันไปอีกสเต็ปหนึ่งของวงการเร็กเก้เมืองไทย ผมเพิ่งกลับมาฟังเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อจะแกะเพลง เพลงหนึ่ง ฝรั่งมิกซ์มาให้สิบยี่สิบเทคเลยนะ เขาส่งมาให้ผมฟัง โอ้โห ดีว่ะ แต่มันเพิ่งมาฮิตเอง คืออัลบั้มนี้อาจจะมาเร็วไปนิดหนึ่ง แต่ผมว่าเป็นอัลบั้มที่ดีมาก และสิ่งที่แก๊ปเขียน ทั้งคอนเซ็ปต์ วิธีคิด วิธีการมันแจ๋วมาก เป็นตัวเขามาก แล้วเรารวบรวมอะไรที่มีความเป็นไทยไว้เยอะเลย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกภูมิใจ” พี่ใหญ่ของวงเล่าความรู้สึก

“อย่างล่าสุด Prince Fatty เพิ่งมาบอกผมว่า ตอนนี้มึงมีชื่อเสียงที่เม็กซิโกมากเลยนะ เขากรี๊ดมึงมากเลย ไม่รู้เป็นไปได้ยังไง” แก๊ปเล่าเสริม

“อาจเพราะเมื่อ 2 ปีก่อน มีสกาวงหนึ่งเป็นท็อปของโลกเลย ชื่อ The Slackers จัดไลฟ์ช่วงโควิด-19 แล้วผู้จัดการก็ติดต่อเข้ามา บอกว่าในเอเชียมีคนแนะนำ T-Bone เราก็เลยได้เล่น หลังจากนั้นก็มีพวกเม็กซิกันส่งอีเมลเข้ามา อยากเชิญไปทำอัลบั้ม ผมก็เลยไปเช็ก ปรากฏว่าเขารู้จักเราเยอะเหมือนกัน” กอล์ฟสรุป

หากจะว่าไปแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้งานของ T-Bone ไม่เคยล้าสมัย คงเป็นเพราะช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาคลุกคลีกับคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกอล์ฟ ซึ่งแบ่งเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนกีตาร์แจ๊สอยู่ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“ผมมีสิ่งที่ผมอยากจะให้คนได้เรียนเยอะ เอาตรง ๆ นะ ผมว่าสิ่งที่ผมเป็น ทั้งเรื่องกีตาร์หรือวิธีคิด วิธีเล่น ไม่มีใครเหมือนผม เพราะสมัยก่อนทุกคนมักบอกว่า ผมเล่นกีตาร์ไม่รู้เรื่อง บางคนถึงขั้นบอกเลยว่าดนตรีที่ผมเล่น มันหยาบ แต่ผมก็คิดในใจว่าอีกสักสิบยี่สิบปี คนจะพูดต่างกัน

“ช่วง 10 กว่าปีนี้ ผมโตมากับเด็กมหาวิทยาลัย แทบไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันเลย สิ่งหนึ่งที่ผมไกด์เขาคือ อย่าเล่นกีตาร์อย่างเดียว แต่ควรทำเพลงแล้วหัดนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวเองออกมาด้วย เพราะการได้ทำงานของตัวเอง เราจะมีความคิด อย่างตอนหลังผมเลยไปเล่นกับเด็กผมนี้ เล่นแจ๊ส เล่น Experimental ไม่มีเงินผมก็เล่นหมด เพราะอยากไปยืนกับเขา แล้วไกด์เขา ฟังเขา มันเหมือนต่อชีวิตผม และทำให้เราสามารถทำงานที่อยู่ร่วมกับเด็กได้”

ส่วนแก๊ป แม้ไม่ได้สอนหนังสือ แต่ก็ใกล้ชิดกับศิลปินรุ่นน้องหลายคน เขามีส่วนช่วยทำเพลง ดูแลการผลิต เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงอย่าง Rootsman Creation, Fyah Burning, Pinn Ball รวมถึงได้ร่วมมิกซ์เพลงให้กับ The Skints วงเร็กเก้ชื่อดังจากเกาะอังกฤษด้วย

สิ่งหนึ่งที่แก๊ปสัมผัสได้คือ คนรุ่นใหม่มีความสามารถและความมุ่งมั่นสูง หลายคนทำผลงานได้ดีกว่าเขาเองเสียอีก อาจเพราะปัจจุบันมีองค์ความรู้และตัวอย่างมากมายให้เข้าถึง ไม่เหมือนสมัยที่ T-Bone เริ่มต้นซึ่งมีวัตถุดิบจำกัดมาก แต่ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่ก็มีจุดอ่อนเรื่องประสบการณ์ ความอดทน และการแสวงหาแรงบันดาลใจที่น้อยกว่า ซึ่งเขาแนะนำและต่อยอดตรงนี้ได้ เพื่อให้เกิดผลงานที่ดีขึ้น

“ผมเคยเป็นคนที่ไม่ฟังคนอื่น เพราะมั่นใจในตัวเอง มึงต้องฟังกูเพราะกูผ่านมาก่อน แต่พอเปลี่ยนความคิด ฟังน้อง ๆ เราก็จะเห็นและเข้าใจเขามากขึ้น ซึ่งบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก็อธิบาย แต่จะไม่ไปเปลี่ยนตัวตน ให้เขาเป็นเหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากให้งานนี้ยาวขึ้น ตัดคำนี้ออก เชื่อพี่ คำนี้อาจจะทำให้อายุของเพลงสั้นลง แต่เขาอาจจะไม่ทำก็ได้ ซึ่งการที่เราฟังเขาก่อน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเหมือนเขาหรอก เพราะถึงยังไงเราก็พูดกันไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ผมไม่ทันเด็ก แต่เราต้องเข้าใจว่าเขาตั้งใจจะสื่อสารอะไร”

ด้วยแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้ T-Bone กลายเป็นวงดนตรีที่ไม่เคยตกยุคเลย ยืนยันได้จากกลุ่มแฟนเพลงที่แวะเวียนไปชมคอนเสิร์ตล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ บางคนอายุน้อยกว่าวงเป็น 10 ปี แต่ทุกคนก็ยังคงสนุกและร่วมแบ่งปันอารมณ์และพลังงานระหว่างกันได้อย่างลงตัว

แต่ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง นอกจากการสร้างงานแล้ว อีกความท้าทายที่ต้องรับมือให้ได้คือ เทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าไม่เคยหยุด เพราะถึงเทคโนโลยีจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่อีกมุมก็ทำให้คุณค่าบางอย่างของงานศิลปะหายไปเช่นกัน

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“เรื่องหนึ่งที่ผมเคยพูดไป 2 – 3 ครั้งแล้วคือ ตอนเด็ก ๆ เราเคยลากเสื่อไปดูลิเก ดูหนังตะลุงตามวัด พอถึงยุคหนึ่งที่มีเทปวิดีโอ ตลกก็ลงม้วน ลิเกก็ลงม้วน คราวนี้ไม่มีคนเดินออกไปดูแล้ว รอเทปอย่างเดียว เทคโนโลยีเริ่มฆ่าลิเก ฆ่าหนังตะลุง จนถึงวันนี้เสียงเพลงลอยอยู่ในอากาศ แล้วผมจะทำเพลงอะไรขาย ทำแล้วคุณจะเปิดกับอะไร เพราะตอนนี้รถไม่มีที่เสียบเทป บางคันไม่มีที่เสียบซีดี ทุกคนใช้บลูทูธ แสดงว่าศิลปะดนตรีมันเป็นเรื่องฟรีแล้ว อย่างล่าสุด ผมทำดาวน์โหลดเพลงดั๊บ ไปเช็กดูไม่มีใครซื้อด้วยนะ ขนาด 10 กว่าบาท เพราะทุกคนสตรีมมิ่งกันหมดแล้ว ผมไปดูว่ามีประเทศไหนฟังเพลงเราบ้าง เต็มไปหมดเลย แต่มีซื้อแค่ 2 – 3 คน มันชัดเจนว่าเราขายอะไรไม่ได้” แก๊ปชี้ภาพ

เพราะเหตุนี้ สิ่งที่ T-Bone พยายามรักษาไว้เสมอคือ เสน่ห์ของการแสดงสด เนื่องจากเป็นสิ่งที่ซื้อหาไม่ได้ ต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น

“มันเป็นเรื่องของโมเมนต์ที่ทุกคนอยู่ด้วยกัน แล้วเรามาแชร์พลังและสปิริตที่มีอยู่ ต่อให้คุณไปกด YouTube หรืออะไรก็ตามก็ไม่เหมือนคุณไปอยู่ตรงนั้นเอง ทั้งความรู้สึก การปรบมือพร้อมกัน มันสื่อสารกันหมด ซึ่งสิ่งนี้ทำยากและเลียนแบบไม่ได้ อีกอย่างคือ เราอิมโพรไวซ์ตลอด เราไม่เคยฟิกซ์ ทุกครั้งที่เราเล่นแล้วมันสนุก เพราะเราชาเลนจ์ตัวเองอยู่เสมอ” กอล์ฟอธิบายบ้าง

อย่างเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 พวกเขาก็เพิ่งทดลองทำอะไรใหม่ ๆ นั่นคือนำเพลงของ T-Bone มาทำในอีกรสชาติหนึ่ง เพื่อแสดงในคอนเสิร์ต Golf Gap T-Bone ไม่ใส่ถุง Arootstic Session

“ส่วนตัวผมชอบอะคูสติก พอเหลือแค่เรา 2 คน แล้วพบว่ามันทำอะไรได้เยอะมาก เหมือนเราแก้ผ้าเพลงตัวเอง ไม่เหลืออะไรเลย เป็นอะไรที่ท้าทายมาก ไม่มีเทคโนโลยีเลย คือฟังง่าย แต่ในความง่ายก็มีความซับซ้อน แล้วเสียงของแก๊ปก็เพราะมาก เข้ากันไปหมด เลยกลายเป็นเรื่องดี” กอล์ฟอธิบาย

“อีกอย่างคือ ในสถานการณ์ที่การโชว์คอนเสิร์ตทำได้ไม่เต็มที่ ก็เหมือนบังคับให้เราต้องทำอะไรสักอย่าง ผมเลยคิดโปรเจกต์ Arootstic ขึ้นมา แล้วมีศิลปินอย่าง Srirajah Rockers, Rootsman Creation กับ T-Bone มาทำงานอะคูสติกวงละเพลงสองเพลง เพื่อที่เราจะไปเล่นที่ไหนก็ได้” แก๊ปช่วยเสริม

สนทนากับ ‘กอล์ฟ-แก๊ป’ สองพี่น้อง T-Bone เร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย ที่ยังสนุกกับการสร้างสรรค์เพลงร่วมสมัยตลอดเวลา

เช่นเดียวกับการทำงานเพลงในอัลบั้มถัดไป พวกเขาตั้งใจจะหันมาให้ความสำคัญกับการแชร์พลัง แชร์มุมมอง แชร์ความคิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการคัดเลือกสมาชิกที่จะมาร่วมเล่นด้วย ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ขอยิ้มเก่ง และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

ปัจจุบัน T-Bone มีสมาชิก 9 คน คือ แก๊ป ร้องนำและเล่นกีตาร์, กอล์ฟ เล่นกีตาร์, หนุ่ม เล่นเพอร์คัชชัน, กุ๊ก เล่นบาริโทนแซ็กโซโฟนและอัลโต้แซ็กโซโฟน, ฤษฎ เล่นทรัมเป็ต, จ๋า เล่นคีย์บอร์ด แล้วยังมีสมาชิกใหม่อีก 3 คน ประกอบด้วย รุ่ง-รุ่งธรรม ธรรมการ มือทรอมโบน, หนึ่ง-ปฏิรูป สุภัทรดิลกกุล มือกลอง และ โย-ภาคี นาวี มือเบส

“ตอนนี้เราไม่ได้สนใจความเก่งมาก แต่ต้องการความเข้าใจซึ่งกันและกัน และทีมเวิร์กที่ดี รู้จุดอ่อนจุดแข็ง โยนกันไป โยนกันมา แล้วโตไปด้วยกัน ผมว่านี่เพอร์เฟกต์สุด” กอล์ฟย้ำความเชื่อ

เพราะในมุมมองของใครหลายคน T-Bone อาจเป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้มาก่อนกาล เป็นตำนาน หรือเป็นอะไรก็ตาม แต่สำหรับสองพี่น้องแล้ว วงดนตรีเล็ก ๆ นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

“มันไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่คือชีวิต เคยมีคนถามผมว่าเป็นนักดนตรี แก่แล้วจะทำอะไร ผมก็ตอบไปว่า สิ่งแรกเลยคือต้องไม่คิดแบบนี้ แต่ต้องคิดว่า สิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตนี้ก็ทำต่อไปสิ คือต้องแก่แบบมีคุณภาพ และไหน ๆ มันจะตายแล้วก็ควรไปให้สุดเลย ให้จบแบบดีที่สุด ไม่ใช่แบบแย่ที่สุด คือให้ตายอย่างพีคที่สุด ตายแบบมีความสุข” กอล์ฟเล่าเป้าหมายของตัวเอง

“ผมมีไอดอลนะ ผมอยากจะเป็น Lee Perry (ศิลปินเพลงเร็กเก้-สกา ชาวจาเมกา) แล้วตอนตาย ก็อยากตายแบบเขา คือหลับแล้วตายเลย แต่เขาก็อยู่มาถึง 70 กว่านะ โดยระหว่างนั้นก็ดั๊บมาเรื่อย นี่แหละคือสิ่งที่ผมจะเป็น” แก๊ปกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

และทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวของสุดยอดวงดนตรีเร็กเก้-สกา ที่ยังคงยืนหยัดคู่วงการเพลงไทยมาอย่างยาวนาน โดยยังคงความตั้งใจจะสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ สู่ผู้ฟังไม่เปลี่ยนแปลง

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก T-Bone
ขอบคุณ ร้านแผ่นเสียง recoroom ณ โครงการ GalileOasis ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สัมภาษณ์

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

“ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้คุยกับพี่อ้อย พี่ฉอด”

“ฟังมาตลอดเลยค่ะ ไม่คิดว่าวันนี้จะต้องโทรเข้ามาคุย”

เชื่อหรือไม่ว่า กว่า 16 ปีที่ทำรายการเล็ก ๆ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ทาง Greenwave สองดีเจคู่หูจาก Club Friday ได้ยินประโยคแบบนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว เพราะปัญหาความรักนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน แถมหลายครั้งก็มาแบบไม่ทันตั้งตัว

 แม้จะยืนยันชัดเจนว่า ไม่ใช่กูรู และไม่ว่าใคร ๆ ก็ตอบปัญหาเรื่องความรักได้เหมือนกัน แต่สำหรับหลายคนแล้ว เธอทั้งสองเปรียบเสมือนที่พึ่งพิง คอยรับฟัง ให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะ แถมบ่อยครั้งยังรับบทโหดคอยเขย่าตัวให้ได้สติว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นกำลังทำร้ายคนอื่นอยู่หรือเปล่า

เนื่องจากบางครั้งที่เรื่องดูเหมือนง่าย ๆ แต่พอเกิดขึ้นกับตัวเองก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน

นี่เองคงเป็นเหตุผลว่า เหตุใด Club Friday จึงครองใจผู้ฟังทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ มีคนต่อสายมาพูดคุยหน้าไมค์ไม่หยุด แถมยังเกิดการต่อยอดแตกแขนงเป็นหนังสือ เพลง คอนเสิร์ต ซีรีส์ และรายการโทรทัศน์อีกต่างหาก

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงชักชวน พี่ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ​ อยุธยา และ พี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวและเบื้องหลังของ Club Friday แล้วคุณจะเข้าใจว่า ทำไมเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อย่างปัญหาความรัก ถึงแก้ยังไงก็ไม่เคยหมดสักที

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

01
รักเขาเท่าเพลงไหน

รู้หรือไม่ว่า จุดเริ่มต้นของรายการนี้ มาจากการอยากทวงศักดิ์ศรีดีเจคืนของพี่ฉอด ซึ่งเวลานั้นเป็นผู้บริหารของ Atime Media ผู้ผลิตรายการวิทยุเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย

เพราะเมื่อ พ.ศ. 2548 ผู้คนในแวดวงวิทยุหลายคนเริ่มเชื่อว่า รายการที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องเปิดเพลงอย่างเดียว โดยไม่มีเสียงดีเจหรือโฆษณามากวนใจ ในฐานะที่ทำงานขายเสียงมาทั้งชีวิต พี่ฉอดรู้สึกทนไม่ได้ จึงอยากท้าทายความคิดนี้ ด้วยการทำรายการพูดอย่างเดียวไม่ต้องเปิดเพลงเลย ลงผังของสถานีวิทยุต่าง ๆ ในเครือเอไทม์

รายการแรกที่ถือเป็นตัวจุดพลุคือ แฉแต่เช้า ออกอากาศทุกเช้าวันจันทร์-ศุกร์ ทาง EFM โดยได้ มดดำ-คชาภา ตันเจริญ และ กฤษณ์​ ศรีภูมิเศรษฐ์ มาดำเนินรายการ นำเสนอข่าวสารกอสซิปในวงการบันเทิง ซึ่งหลังออกอากาศได้ไม่นาน ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย

พอมาถึง Greenwave ซึ่งเน้นเพลงแบบ Easy Listening มีกลุ่มผู้ฟังอีกสไตล์หนึ่ง หากจะทำรายการรูปแบบเดียวกับ แฉแต่เช้า ก็คงไม่เหมาะเท่าใด เผอิญเพลงที่เปิดส่วนใหญ่เป็นเพลงรัก ทีมงานจึงคิดว่าน่าจะหยิบมาต่อยอดได้

“พี่ฉอดบอกว่า รายการใหม่ก็น่าจะมาจากคนฟังนั่นแหละ เพราะเวลาฟังเพลงหลายคนก็อิน แล้วโทรมาขอเพลงกัน ซึ่งดีเจเราก็มีความอยากรู้เรื่องชาวบ้านทุกคน ‘ทำไมถึงขอเพลงนี้ล่ะคะ’ ‘พี่คะ..หนูแอบรักเขาเหมือนเพลงนี้เลย’ ‘แล้วหนูแอบรักนานหรือยังคะ’ คือเราคุยเรื่องความรักกัน พอคิดว่าจะทำรายการทอล์กที่ Greenwave ก็เลยคิดว่าเรื่องนี้น่าจะมาต่อยอดได้” พี่อ้อยอธิบาย

ครั้งนั้นทีมงานอยากให้พี่ฉอดเป็นผู้ดำเนินรายการเอง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบุคลิกที่มีความเป็นผู้ใหญ่ ทว่าหากให้พี่ฉอดจัดรายการคนเดียวก็คงดูแปลก ๆ จึงชักชวนพี่อ้อยมาร่วมด้วยอีกคน เพราะนอกจากทั้งคู่จะคุ้นเคยกันมานานแล้ว ยังมีจุดที่คล้ายคลึงกันอีกอย่างคือ ชอบฟัง ชอบวิเคราะห์ และชอบดูคน ซึ่งน่าจะตอบโจทย์กับรายการที่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยอย่างเต็มที่

ส่วนเรื่องเวลาที่เป็นคืนวันศุกร์ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน ซึ่งพอเลิกงาน หลายคนอาจใช้เวลานี้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงตามสถานที่ต่าง ๆ แต่กับบางคนอาจเลือกกลับบ้าน เพื่อพักผ่อนหรือเปิดรายการวิทยุฟังตอนกลางคืน ทีมงานจึงอยากให้รายการนี้เป็นเสมือนเพื่อนพูดคุยยามเหงาที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ Club Friday ซึ่งมีสโลแกนว่า No more lonely (Friday) Night โดยตอนแรกเริ่มดีเดย์เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ในชื่อตอน ‘รักเขา…เท่าเพลงไหน’ ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่พี่อ้อยเขียนพอดี

“ตอนนั้นเราค่อนข้างเป็นห่วงเหมือนกันว่า ถ้าไม่มีคนโทรเข้ามาเลยจะทำยังไงดีนะ เราจะนั่งคุยเรื่องอะไรกันดี แล้วเรื่องของเราจะพอไหม โดยเฉพาะเรื่องความรักไม่ค่อยจะมี แต่ปรากฏว่าตั้งแต่วันแรก มีคนโทรเข้ามาเยอะเลย เข้ามาเล่าเรื่องของตัวเองเต็มไปหมด ทำให้เราสามารถเดินทางต่อมาได้เรื่อย ๆ” พี่ฉอดเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

02
เราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

เรื่องราวใน Club Friday มีสารพัดเหตุการณ์ ทั้งความสุข ความเศร้า ความเหงา

หากถามว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนยอมเล่าเรื่องส่วนตัวให้พี่อ้อย พี่ฉอด ฟัง บางทีอาจคงเพราะสังคมไทยขาดแคลนพื้นที่ในการรับฟัง เนื่องจากส่วนใหญ่มีแต่คนพูด มีแต่คนวิจารณ์ รายการนี้จึงเข้ามาตอบโจทย์ช่องว่างนี้พอดี  

“พวกเราไม่ได้เก่งกว่าใคร พี่เชื่อว่าคนทุกคนตอบคำถามเรื่องความรักได้หมด ถ้าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง นึกเหรอว่าคนที่โทรศัพท์เข้ามาไม่รู้ หากมีคนเจอเรื่องเดียวกัน ปรึกษาเธอ เธอก็ตอบเหมือนพี่อ้อย พี่ฉอด นี่แหละ แต่บางครั้งเขาก็อยากมีใครสักคนที่คอยรับฟัง ‘เฮ้ยพี่…มันไม่ไร้สาระใช่ไหมที่หนูตัดสินใจแบบนี้’ มันคือการเล่าสู่กันฟัง” พี่อ้อยกล่าว

“ทุกคนชอบบอกว่า เราเป็นกูรู เป็นที่ปรึกษา แต่คุณสมบัติของเราจริง ๆ คือเราฟังเก่ง ฟังแล้วเราก็ถาม เราอยากรู้ และเรามีความเห็นอกเห็นใจกัน อีกอย่างหนึ่งคือ อาชีพดีเจมีระยะห่างกำลังพอเหมาะ สังเกตไหม เรามักไม่ค่อยอยากเล่าเรื่องแบบนี้ให้กับคนในบ้านหรือคนที่รู้จักฟัง เพราะบางทีอาจเกิดการต่อโยงยุ่งยากไปหมด แต่จะไปเล่าให้คนที่ไม่รู้จักเลยก็ไกลไป คงไม่อินกับเรื่องของเรา ขณะที่เขารู้จักพี่อ้อยพี่ฉอดพอประมาณ แล้วไม่ได้รู้สึกว่าเราจะเอาเรื่องราวเหล่านี้ไปทำให้เขาเดือดร้อน” พี่ฉอดตอบเสริม

ด้วยเหตุนี้ พี่อ้อย พี่ฉอด จึงพยายามเปิดพื้นที่ให้ปลายสายทุกคนเล่าเรื่องของตัวเองได้เต็มที่ ไม่ว่าคุณจะใช้ชื่อจริงหรือชื่อสมมติ จะเล่าเรื่องแค่เสี้ยวเดียวหรือทั้งหมด หรือเหตุการณ์นั้นจะคาบเกี่ยวเส้นศีลธรรมไปบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าความสบายใจของคนที่โทรศัพท์เข้ามานั้นสำคัญที่สุด ขณะที่ผู้ดำเนินรายการทั้งสองจะวางบทบาทเป็นผู้สังเกตการณ์ คอยซักถาม คอยเสนอแนะมุมมองของตัวเองเป็นระยะ 

“บางครั้งการตั้งคำถาม แล้วเขาได้ตอบไปเรื่อย ๆ ก็เหมือนเขาได้รีเช็กตัวเองเหมือนกันนะ เช่นบางคนเล่ามาตั้งนาน พี่ก็ถามว่า ‘เดี๋ยว น้องขา ตกลงผู้ชายคนนี้น่ารักตรงไหน ทำไมหนูถึงรักเขามากขนาดนี้’ น้องเงียบไปเลย คิดนานมาก นั่งไง เขาไม่ได้น่ารักเลย ไม่มีอะไรควรค่าแก่การที่เราพยายามสักนิด แต่ที่เล่ามาทั้งหมดคือ น้องพยายามสุดชีวิตมาก เพื่อยื้อแย่งเอาคนที่ไม่มีค่าเลย คือพอเขาได้ทบทวน เขาก็จะได้คำตอบของตัวเองตามมา” พี่ฉอดยกตัวอย่าง

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ Club Friday มอบให้ผู้ฟังจึงไม่ใช่เคล็ดลับการแก้ปัญหาชีวิต แต่เป็นวิธีคิดที่สองดีเจนำเสนอเพื่อเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้แต่ละคนหลุดพ้นจากความทุกข์ และกลับมาหยัดยืนอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

“เวลาทำรายการวิทยุ เราจะไม่เอาตัวเองเข้าไปขนาดนั้น แต่เราจะคิดเสมอว่าคุยยังไง ให้เวลาวางสายไปแล้ว เขายังรู้สึกดี รู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะพี่เชื่อว่าปัญหาความรักกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แก้ไม่ได้หรอก อย่างถามว่า ทำยังไงดี สามีมีคนอื่น จะบอกว่าทำตามนี้ 10 ข้อ รับรองสามีกลับมาแน่นอน ก็ไม่ใช่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ หาวิธีคิดให้มีชีวิตรอดตอนที่อีกฝ่ายไปกอดคนอื่นแล้ว น้องอาจบอกว่า ทุกครั้งเขาเลือกหนูนะ แต่บางทีอาจมีสักครั้งที่เขาไม่เลือกหนู เพราะฉะนั้นพี่ไม่ได้แก้ปัญหาว่า ทำยังไงให้แฟนเขาไม่นอกใจ แต่เราจะทำให้คนคนนี้รอดให้ได้

“อย่างปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ก็เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่า ‘เฮ้ย! ทำไมน้องไม่ไปลองคุยกับคุณแม่เขาดู’ แต่ความจริงแล้ว เขาต่างหากที่รู้ว่าคุยได้หรือคุยไม่ได้ สิ่งที่เราให้ได้คือ การบอกว่า ‘น้องไม่ว่ายังไง คนกลางหนักสุดเลยนะ เราเองสะบัดมือก็เป็นคนอื่นแล้ว ถ้าน้องจะสู้ ไม่ได้สู้เพื่อใคร สู้เพื่อสามีเรา ลองคิดดู เป็นเขา เขาก็เหนื่อยนะ นั่นก็แม่ นี่ก็เมีย’ ถามว่ามันจะมีความถูกผิดอันใด ไม่รู้หรอก แต่สิ่งนี้เป็นวิธีคิดทั้งหมด” พี่อ้อยอธิบาย

ตลอด 16 ปี พี่อ้อย พี่ฉอด มีโอกาสรับฟังเรื่องราวมากมาย หลายครั้งก็วนเวียนอยู่ในเรื่องเดิม ๆ เช่น รักสามเส้า ไปรักคนที่ไม่ควรรัก รักเพื่อนสนิท ไม่อยากให้ครอบครัวรู้ว่าตัวเองรักเพศเดียวกัน แต่ถึงจะซ้ำไปซ้ำมาเพียงใด ทั้งคู่ก็ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะตอบคำถาม เพราะท่ามกลางความเหมือนก็ยังมีความต่างซุกซ่อนอยู่ในรายละเอียด

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

“ความรักเป็นจุดอ่อนของคนทุกวัย ต่อให้คุณจะอายุเท่าไหร่ วุฒิภาวะเป็นอย่างไร หรือจบดอกเตอร์มาจากไหน บางทีคำถามที่เข้ามาอาจเป็นแค่ ‘หนูควรจะโทรหาเขาไหม’ เพราะพอเป็นเรื่องความรัก จะมีคนบางคนที่เราแพ้ แล้วเราไปไม่เป็นสักเรื่อง ที่สำคัญ ความรักไม่มีสูตร ต้องเรียนรู้ทุกวัน ถ้าบังเอิญเป็นสูตรเดียวกันหมด ก็คงง่าย เหมือนทำไข่เจียว ต้องทำแบบนี้ถึงอร่อย แต่ความรักไม่ใช่ ต่อให้ใช้สูตร ผลที่ออกมาอาจไม่เหมือนกัน อย่างบางคนบอกว่า อย่าทะเลาะกันข้ามคืน ปรากฏว่า ปลุกขึ้นมาเคลียร์กันอยู่นั่นแหละ สุดท้ายเลิกกันคืนนั้นเลย” พี่อ้อยอธิบาย

เพราะโลกของความรักนั้นอยู่เหนือเหตุผล ไม่มีกฎเกณฑ์หรือทฤษฎีตายตัว 

หลายครั้งเราอาจรู้สึกแปลกใจเวลาที่ได้ยินประโยคแบบ ‘มันไม่ผิดใช่ไหมคะที่หนูอยากได้พลังบวก แต่คนนั้นเขามีภรรยาแล้ว’ หรือเรื่องราวของแม่ที่ไปมีความสัมพันธ์กับสามีของลูกสาว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเข้าใจเองว่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้เสมอ

 “เชื่อไหม บางคนต่อให้ไปแย่งสามีคนอื่นอยู่ เขาก็ยังมีเหตุผลในการไปแย่งเลย ‘ก็เขาบอกหนูว่า ไม่มีความสุขเวลาที่อยู่กับแฟนแล้ว’ อ้าว…ถ้าเขาไม่มีความสุข แล้วทำไมไม่เลิกกันละ ‘เขาบอกว่าเลิกไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบลูก’ คือสิ่งที่เรากำลังคุยกัน มันได้ก้าวข้ามผ่านจรรยาบรรณบางอย่างของสังคมไปแล้ว แต่พี่เชื่ออย่างหนึ่งว่า ไม่มีใครหรอกที่ตื่นเช้ามาแล้วอยากเป็นตัวร้าย ทุกคนคิดว่าตัวเองคือพระเอกนางเอกทั้งนั้น แต่การกระทำใด ๆ ต่อให้มันมีความผิดร้ายแรงยังไง เขาก็จะมีเหตุผลบอกว่า สิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องตลอด” ดีเจพี่ฉอดกล่าวย้ำ

เพราะฉะนั้น บ่อยครั้งที่ระหว่างพูดคุย พี่อ้อย พี่ฉอด อาจต้องดึงสติของคู่สนทนา ด้วยการยกเหตุผล ยกเหตุการณ์ประกอบ เปรียบเทียบให้เห็นว่า หากเราเจอสถานการณ์แบบเดียวกันบ้างจะรู้สึกอย่างไร

ดังที่พี่อ้อยอธิบายว่า “หลายครั้งที่คำถามที่เข้ามาก็ไม่มีอะไรหยาบคายเลย อย่างน้องที่พูดเรื่องพลังบวก แต่ถามกลับว่า หากวันหนึ่งน้องมีแฟนเป็นตัวเป็นตน แล้วมีผู้หญิงมาขอพลังบวกจากแฟนน้องบ้าง น้องโอเคหรือเปล่า หรือคนที่บอกว่า ผู้ชายคนนั้นต้องอยู่กับภรรยาเพราะลูก ถามว่าหนูจะรอจนลูกเขาโตเลยเหรอ ถึงจะใช้ชีวิตอย่างถูกต้องได้ มันเหมือนการนั่งอยู่ข้าง ๆ แต่เราไม่เข้าข้าง

“ขณะเดียวกันเราก็ต้องแฟร์กับอีกฝ่ายที่ไม่ได้โทรเข้ามาด้วย หลายครั้งที่ผู้หญิงโทรเข้ามาบอกว่า ผู้ชายเป็นฝ่ายกระทำนั่นนี่ แต่บางมุมพี่ก็ยังแอบรู้สึกว่า อยู่กับน้องนี่มันยากหรือเปล่า เขาถึงอยากหาอะไรที่สบายตัวกว่า ในเมื่อน้องพูดเองว่า หนูเป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ต้น แล้วอีกฝ่ายต้องทนหนูให้ได้ อันนี้ศูนย์กลางจักรวาลนะ พี่ว่าผิด คนเราต้องรู้ตัวให้ไว ขออภัยให้ทัน มารู้ตอนเขาไปแล้ว มันไม่ได้นะ”

อย่างไรก็ตาม แม้ พี่อ้อย พี่ฉอด จะพูดคุยและเสนอแนะมุมคิดต่าง ๆ มากมายเท่าใด แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่ยึดถือเสมอคือ จะไม่แทรกแซงการตัดสินใจของเจ้าตัวเด็ดขาด เพราะสุดท้ายชีวิตของใคร คนนั้นก็ต้องเป็นผู้เลือกเอง

นี่เองคือ หัวใจสำคัญที่ทำให้ Club Friday และ พี่อ้อย พี่ฉอด กลายเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงเวลามีปัญหาเรื่องความรักมาจนถึงปัจจุบัน

16 ปี Club Friday และพี่อ้อย พี่ฉอด กับเรื่องรักที่เราต่างเป็นพระเอกนางเอก

03
ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร

หากใครได้ชมภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เมื่อ พ.ศ. 2553 คงจดจำช็อตเด็ด เมื่อนางเอกพูดว่า เวลามีปัญหาความรัก ลองปรึกษา พี่อ้อย พี่ฉอด สิ บางทีอาจช่วยได้นะ

“มีคนถามว่า พี่อ้อย พี่ฉอด จ่ายเงินค่าโฆษณาไปเท่าไหร่เพื่อไทอินหนัง ความจริงแล้วไม่รู้เรื่องเลย น้องที่เขียนบทคงเป็นคนที่ฟังแล้วก็เลยต่อยอดมา” พี่อ้อยเท้าความอย่างอารมณ์ดี

ว่ากันว่าเพราะหนัง 120 ล้านเรื่องนี้เองที่ทำให้คำว่า ‘พี่อ้อย พี่ฉอด’ กลายเป็นคำฮอตฮิตที่ใช้กันแพร่หลาย และถูกจดจำแทนคำเรียกเดิม ๆ อย่าง ดีเจพี่ฉอดกับดีเจนภาพร นับแต่บัดนั้น

ทั้งคู่ไม่เคยคิดเลยว่า Club Friday จะโด่งดังและยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับการต่อยอดไปสู่หนังสือ คอนเสิร์ต หรือซีรีส์ ล้วนเกิดขึ้นโดยแทบไม่เคยวางแผนมาก่อน

“บางคนชอบวิเคราะห์ว่า พี่ฉอดมีแผนการตลาดอันแยบยล ทำรายการวิทยุเสร็จก็นั่นนี่เต็มไปหมด แต่จริงแล้วมีคนแอบฟังเยอะ แอบฟังแล้วก็ไปเขียนเพลง เขียนบทหนัง บทละครบ้าง บางทีเรารู้เลยว่าประโยคแบบนี้อยู่ในรายการ ซึ่งตอนหลังเราก็มานั่งคิดกันว่า เมื่อรายการออกอากาศไป มันก็จบไป แต่ถ้าเราเอามาเขียนเป็นหนังสือ สิ่งเหล่านี้ก็ยังอยู่ ตอนที่เขาฟังจากวิทยุอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนที่ตัวเองอกหัก ประโยคแบบนี้อาจช่วยชีวิตได้” พี่อ้อยอธิบาย

หนังสือเล่มแรกของรายการคือ เรื่องเล่าจากรายการ ซึ่งนำเรื่องราวจากสายที่โทรศัพท์เข้ามาและอีเมลต่าง ๆ รวมแล้ว 18 เรื่องราว มัดรวมไว้ในเล่มเดียวกัน พร้อมนำชื่อวันเทศกาลต่าง ๆ มาเป็นหัวข้อ เช่น เรื่องเล่าจากวาเลนไทน์ หรือบางทีก็เป็นชื่อเพลงรักดัง ๆ อย่าง คนที่ไม่เข้าตา ของ Calories Blah Blah หรือ ผิดไหมที่รักเธอ ของ แอม-เสาวลักษณ์ ลีละบุตร เพราะเรื่องราวจาก Club Friday มากมายก็ได้แรงบันดาลใจจากเพลงเหล่านี้นั่นเอง

ผลปรากฏว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับเสียงตอบรับจากผู้อ่านอย่างล้นหลาม จนเกิดหนังสือตามมาอีกหลายเล่ม อาทิ มีคนเศร้ากว่าเราตั้งเยอะ, รักดีดี ที่สร้างได้ใน 6 วัน, ขอเพลงให้ตัวเองหน่อย และ รักที่ไม่ได้ออกอากาศ

แต่เล่มหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Club Friday บอกเท่าไหร่ไม่จำ ด้วยคำซ้ำๆ ที่ย้ำมา 10 ปี ซึ่งรวบรวมคำพูดของ พี่อ้อย พี่ฉอด ตลอดทศวรรษ ทั้ง ‘ขาดเราเขาอยู่สบาย ขาดเขาเราต้องไม่ตายเหมือนกัน’ ‘โสดก็ต้องโสดอย่างมีความสุข เดี๋ยวก็มีคนมาขอแบ่งความสุขใกล้ ๆ เอง’ ‘ความรักไม่มีคำว่า โง่-ไม่โง่ มีแต่คำว่า ยอม-ไม่ยอม’ ฯลฯ

“ถ้าจะวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้ Club Friday มีคนรู้จักเยอะ อาจเป็นเพราะพวกเราเป็นคนชอบภาษาไทยมาก ก็เลยมีคำคมออกมาเยอะ แล้วก็มีคนเอาไปแชร์ ซึ่งในยุคโซเชียลคนชอบเสพอะไรสั้น ๆ ก็เลยอาจตอบโจทย์ไปโดยปริยาย” พี่อ้อยลองวิเคราะห์

เมื่อหนังสือประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ใน พ.ศ. 2555 พี่ฉอดจึงชักชวน เอิ้น-พญ.พิยะดา หาชัยภูมิ นักแต่งเพลงมืออาชีพและจิตแพทย์จากโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ มาสร้างสรรค์ผลงานเพลงจำนวน 10 เพลง โดยนำเรื่องราวจากรายการมาต่อยอดเป็นบทเพลงในแง่มุมต่าง ๆ

อย่าง เพลง เจ็บแต่จบ เล่าถึงสถานการณ์ความรักที่ต้องเลือกระหว่างยอมปล่อยให้ความรักสิ้นสุดลง หรือยอมให้ความรักนั้นดำเนินต่อไป แต่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด หรือเพลง คนไม่น่าสงสาร ซึ่งนำเสนอเรื่องความเศร้าที่เกิดจากความพยายามแสดงความเข้มแข็งต่อหน้าคนที่ตัวเองรัก ทั้งที่ภายในใจอ่อนแอและอ่อนไหวมาก

ด้วยความไพเราะของบทเพลง บวกกับมีการนำเรื่องราวบางส่วนของปลายสายที่เล่ามาต่อยอดเป็นมิวสิกวิดีโอ พร้อมเชิญดาราคนดังมาร่วมแสดง รวมถึงนำคลิปเสียงของเจ้าของเรื่องราวมาประกอบด้วย ส่งผลให้เกิดกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ มียอดผู้ชมในเว็บไซต์  YouTube หลายล้านครั้ง และนำไปสู่การจัด Club Friday ครั้งที่ 15 Based on A True Story ที่ Royal Paragon Hall ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ยืนยันได้จากการที่บัตรนับหมื่นใบจำหน่ายหมดเกลี้ยงในระยะเวลาอันรวดเร็ว

สนทนากับ ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ แห่ง Club Friday ถึงเรื่องราวรักที่ไม่มีวันจบ เพราะเราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

หากแต่อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สำคัญมาก เกิดขึ้นในปลายปีเดียวกัน ด้วยยุคนั้นกระแสทีวีดาวเทียมกำลังบูมในเมืองไทย ยักษ์ใหญ่ในวงการสื่อหลายแห่งเริ่มหันมารุกตลาดนี้ ครั้งนั้น GMM GRAMMY ได้มอบหมายให้ Atime Media รับผิดชอบสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งในเครือ นั่นคือ Green Channel ทางพี่ฉอดจึงคิดว่า ควรนำเรื่องราวต่าง ๆ จากรายการมาดัดแปลงทำเป็นละครสั้น ๆ ออกอากาศทุกคืนวันเสาร์ เวลา 3 ทุ่ม

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ Club Friday The Series 1 จำนวน 11 เรื่อง โดยเรื่องแรกที่นำร่อง คือ คนที่ถูกลืม ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงของคุณยะ ชายผู้ถูกภรรยาลืมตลอดเวลา

“ตอนนั้นเราไปเจอเคสของคนที่สูญเสียความทรงจำ คือน้องผู้หญิงคนหนึ่งมีก้อนเนื้อไปทับเส้นประสาทในสมอง ส่งผลให้เขาลืมเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต หนึ่งในนั้นคือ ความรัก แล้วแฟนเขาก็โทรเข้ามาบอกว่า ต้องไปรับแฟน ซึ่งเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดทุกวัน แล้วผู้หญิงก็จะถามอยู่เรื่อยว่า ใครอ่ะ มาทำไม แล้วเขาก็ต้องแนะนำตัวเองแบบนี้ทุกวัน คือเหมือนในหนังมาก แต่นี่คือชีวิตของคนจริง ๆ อีกอย่างหนึ่งคือ สมัยนั้นเรื่องราวที่เป็น Based on True Stories ในบ้านเรายังไม่ค่อยมี พอเรื่องนี้ออกไปเลยถูกพูดถึงเยอะมาก” พี่ฉอดย้อนความให้ฟัง

เรื่องราวส่วนใหญ่ใน Club Friday The Series นั้นมาจากการหยิบเอาแก่นของเรื่องราวต่าง ๆ 3 – 4 เรื่องมาผสมรวมกัน จากนั้นจึงแต่งเติมรายละเอียดต่าง ๆ ลงไปให้ละครมีสีสันขึ้น ทั้งนี้ ก่อนจะเลือกเรื่องใดมาทำนั้น ทีมงานจะขออนุญาตทุกครั้ง และหลาย ๆ ครั้งอาจปรับชื่อหรืออาชีพของตัวละคร เพื่อความปลอดภัยของเจ้าของเรื่อง

อย่างเรื่องหนึ่งที่พี่ฉอดยกขึ้นมาเล่าให้ฟังคือ เรื่องราวของคุณแอร์ ซึ่งเล่าถึงคุณแม่ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสามีของเธอ โดยต่อมาเรื่องนี้ได้ถูกนำมาสร้างใน Club Friday The Series 4 หรือ รักแท้จะแพ้ความต้องการ

“ตอนนั้นที่น้องโทรมาเล่าก็มีการตั้งประเด็นกันเยอะเหมือนกันว่า จริงเหรอ แต่ตอนหลังไม่มีใครสงสัยแล้ว เพราะมีเรื่องมหัศจรรย์พันลึกกว่าเรื่องนี้อีกเยอะ ซึ่งตอนที่เรานำมาทำเป็นซีรีส์ เป็นละคร เราก็ต้องทำให้รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น ซึ่งบางครั้งเราก็เดาเก่งเหมือนกัน เพราะตอนนั้นน้องเล่าแค่ว่าเปิดไปเจอในห้องแล้วมีปัญหากับคุณแม่ จากนั้นก็ออกจากบ้านคืนนั้นเลย ซึ่งพอเราทำเป็นซีรีส์ เราใส่ฉากอย่างแม่ตบลูกเข้าไป แต่ตอนหลังคุณแม่เขาโทรมาที่ Greenwave เพราะอยากขอโทษลูก เขาบอกว่าวันนั้นทำเยอะกว่านั้นอีก คุณแม่ตบลูกจนตกบันไดลงไปเลย”​

Club Friday The Series ถือเป็นละครที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีการสร้างต่อเนื่องมาแล้ว แถมยังมีการขยายต่อไปสร้างเป็น Club Friday Celeb’s Storys ซึ่งนำเสนอเค้าโครงความรักที่เกิดขึ้นจริงของคนในวงการบันเทิง โดยหากนับถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 มีการสร้างซีรีส์ชุดนี้มาแล้วถึง 13 ซีซั่น

“สิ่งสำคัญของการทำ Club Friday The Series คือในที่สุดแล้วเขาจะได้อะไรจากเรื่องนี้ สำหรับพี่ ความแซ่บเป็นแค่หน้าหนัง เหมือนบางทีดูคลิปโปรโมตแล้วรู้สึกแรงจัง แต่พอดูข้างในก็แรงสุดแค่นั้น เพราะสิ่งที่เราทำมันคือเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งชีวิตของคนเราก็ไม่จำเป็นต้องแซบตลอด” พี่ฉอดอธิบาย

“เวลาเลือกเรื่อง เราประชุมกันเยอะมาก คนนั้นเสนอเรื่องนี้ คนนี้เสนอเรื่องนั้น จากนั้นเราก็มาคุยกันว่า ทำไมถึงอยากทำ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจเราก็ทำหมด เพียงแต่อาจตกแต่งให้อยู่ในกรอบหน่อย เช่นล่าสุด เราเล่นเรื่องเทศกาล เพราะเห็นว่าหลายคนมักอกหักช่วงเทศกาล วาเลนไทน์บ้าง ปีใหม่บ้าง วันเกิดบ้าง เราจึงหยิบประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในช่วงวันเทศกาล” พี่อ้อยช่วยเสริม

จากผลงานอันหลากหลายนี่เองได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Club Friday ในฐานะพื้นที่สื่อกลางเรื่องความรัก และความสัมพันธ์ที่ทุกคนนำมาใช้เป็นบทเรียนชีวิตได้ไม่รู้จบ

สนทนากับ ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ แห่ง Club Friday ถึงเรื่องราวรักที่ไม่มีวันจบ เพราะเราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

04
เพราะความสัมพันธ์ของคนเรามันช่างซับซ้อน

ถึงจะออกอากาศมายาวนาน แต่ชุมชน Club Friday กลับยิ่งขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ

เชื่อหรือไม่ว่า แฟนคลับของ พี่อ้อย พี่ฉอด ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหญ่ แม้แต่นักเรียนมัธยมหลายคนก็ยังติดตาม

“ตอนไปโรงเรียน เหมือนเราดังมากเลยนะ” พี่ฉอดบอก

“แต่เขาแยกไม่ออกหรอกว่าคนไหนคือพี่อ้อย คนไหนคือพี่ฉอด เขาก็เรียกรวม ๆ ไปเลย” พี่อ้อยว่าตาม

“ยกมือถามกันใหญ่ หมดเวลาแล้วยังมาเกาะเวที ร้องไห้กันน้ำตาไหลไม่หยุดอยู่เลย” พี่ฉอดพูดต่อ

อย่างที่บอกเสมอว่า ความรักเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตมนุษย์ ทุกคนมีโอกาสเผชิญกับปัญหาได้ อย่างหลายคนไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่า วันหนึ่งจะต้องมาคุยกับ พี่อ้อย พี่ฉอด แต่พอเจอปัญหาจริง ๆ คนแรก ๆ ที่นึกถึงก็คือ ดีเจสองคนนี้นั่นเอง

“คนอยากคุยกับเราเยอะมาก ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนอยากเล่าชีวิตให้ฟัง อย่างเช่นพี่ขึ้นเครื่องบินไปอเมริกา ปรากฏว่าไม่ได้นอนทั้งคืน แอร์โฮสเตสมานั่งเกาะเก้าอี้แล้วร้องไห้ หรือไปกินข้าวที่เชียงใหม่ จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มยกเก้าอี้มานั่งด้วย แล้วเล่าเรื่องความรักของตัวเอง พอคุยสะใจแล้วก็ยกเก้าอี้กลับ นั่งกินข้าวของเขาต่อ” พี่ฉอดยกตัวอย่าง

กระทั่งเมื่อพี่ฉอดมาเปิดบริษัท CHANGE2561 จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาขยายต่อเป็นรายการออนไลน์ ชื่อว่า พี่อ้อยพี่ฉอด ตัวต่อตัว ก่อนที่ต่อมาจะย้ายมาออกอากาศที่สถานีโทรทัศน์ AMARIN TV HD โดยจุดเด่นของรายการนี้คือ ทุกคนที่มาเล่าจะนั่งหันหลัง

“คลับวิทยุอาจจะเป็นอีกฟังก์ชันหนึ่ง ต่างคนต่างไกลมองไม่เห็นกัน แต่ตัวต่อตัวเป็นอีกแบบหนึ่ง คือเราสามารถให้กำลังใจด้วยการมองหน้ากัน ถ้าไม่ติดเรื่องโควิด นี่คือเรากอดกันทุกคนเลยนะ ถือเป็นการให้กำลังใจ ส่วนการนั่งหันหลัง เพราะมันให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย ทั้งที่ความจริงแล้ว ถ้าเป็นคนสนิทต่อให้นั่งหันหลังก็จำได้ แต่บางคนที่มาเล่าเขาอยากสบายใจ ไม่ต้องเห็นหน้า ไม่ต้องเอ่ยว่าเป็นใคร แต่ขอคุย” พี่อ้อยเล่าคอนเซ็ปต์รายการ

สำหรับทั้งคู่แล้ว ทุกวันนี้แม้ปัญหาความรักจะเหมือนเดิม แต่รูปแบบของความสัมพันธ์กลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสภาพสังคมและเทคโนโลยีที่ผันแปรไป

“ความรักมันเคลื่อนตัวไปตามสังคม อย่างเมื่อก่อนกว่าจะพูดได้ว่า เป็นชายรักชายนั้นอึกอักอยู่ตั้งนาน แต่วันนี้เราคุยได้อย่างสบายใจ แล้วพี่ก็ไม่เคยสนใจด้วยว่า น้องเป็นเพศอะไร ทุกเพศมีสิทธิที่จะมีความรัก เจ็บได้ ร้องไห้เป็นทุกคน หรือเมื่อก่อนเราอาจเขินอายกับการแย่งแฟนคนอื่น แต่วันนี้อาจเป็นเรื่องธรรมดา ‘เขามีแฟน หนูก็มีแฟน แล้วเราก็มารักกัน เราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใครสักหน่อย’ หรือล่าสุด เราพบว่าคนเล่นแอปฯ หาคู่เยอะมาก ๆ  รักกันโดยไม่เจอหน้ากัน มีเต็มไปหมดเลย แล้วเขาก็เชื่อด้วยนะว่ามีแฟนได้ โดยไม่ต้องเจอหน้ากัน” พี่ฉอดอธิบาย

“อย่างวาเลนไทน์ปีหนึ่ง เรารู้สึกว่ามีคนอกหักเต็มไปหมดเลย เราก็อยากได้สายคนที่มีความสุขบ้าง ก็มีน้องคนหนึ่งโทรเข้ามา น้ำเสียงสดใส บอกว่ามีแฟนมา 2 ปีแล้ว แล้วรักของเราบริสุทธิ์มาก ไม่เคยผูกมัดกันเลย เราก็เลยถามว่ายังไงนะคะ อ๋อ…ยังไม่เคยพบกันเลย คุยกันผ่านโซเชียล คือมองมุมหนึ่ง แอปฯ หาคู่ทำให้คนที่อยู่กันไกล ๆ ได้มีโอกาสมาเจอกัน โลกเหวี่ยงเข้ามาง่ายขึ้นก็จริง แต่ขณะเดียวกัน วิจารณญาณเราก็ต้องแข็งแรงขึ้นเหมือนกันด้วย เพราะสำหรับบางคนคุณอาจจะกำลังหาคู่ชีวิตอยู่ แต่ขณะที่อีกฝ่ายอาจคิดแค่ว่าอยากหาคู่นอนก็ได้” พี่อ้อยช่วยเสริมต่อ

เพื่อตามโลกให้ทัน พี่อ้อย พี่ฉอด จึงต้องพยายามอัปเดตความรู้หรือสถานการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ โชคดีมากที่ทุกวันนี้มีผู้คนจำนวนมากส่งข้อความมาปรึกษาผ่านเพจพี่อ้อยพี่ฉอด ตัวต่อตัว ไม่ขาดสาย ซึ่งช่วยเปิดโลกกว้างให้ทั้งคู่อย่างมหาศาล และมีส่วนสำคัญทำให้ พี่อ้อย พี่ฉอด ไม่เคยอิ่มตัวจากการทำรายการ และยังรู้สึกท้าทายกับภารกิจนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

หากจะว่าไปแล้ว 16 ปีของ Club Friday ถือเป็นเวลาที่ยาวนานมาก สำหรับ พี่อ้อย พี่ฉอด แล้ว พวกเธอไม่เคยวางอนาคตให้รายการนี้ สิ่งเดียวที่คิดเสมอคือ อยากขอบคุณทุกบทเรียน ทุกความไว้วางใจที่มีให้กันเสมอมา และภูมิใจทุกครั้งที่ได้ยินว่า คำพูดสั้น ๆ ที่พวกเธอมอบให้นั้นช่วยพลิกชีวิตของใครหลายคน บางคนเกือบฆ่าตัวตาย บางคนอับจนกับปัญหาไม่รู้จะเดินหน้าอย่างไร แต่เพราะ Club Friday ทำให้พวกเขามีพลังและพร้อมลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง 

และนี่คือความสุขที่แท้จริงในฐานะนักจัดรายการธรรมดา ๆ 2 คนที่ตั้งใจส่งต่อสิ่งดี ๆ ไปยังผู้ฟังทุกคนตลอดไป

สนทนากับ ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ แห่ง Club Friday ถึงเรื่องราวรักที่ไม่มีวันจบ เพราะเราต่างเป็นพระเอกนางเอกในเรื่องของตัวเอง

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load