“Hello everybody! We are T-Bone. Enjoy with us… and enjoy yourself, man!”

หากคุณเป็นแฟนเพลงของ T-Bone คงคุ้นเคยกับประโยคนี้เป็นอย่างดี เพราะเกือบทุกคอนเสิร์ต ‘แก๊ป’ นักร้องนำมักต้องเอ่ยข้อความนี้เพื่อทักทายผู้ชมเสมอ

ทันทีที่บทเพลงอย่าง เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม, แรงดึงดูด, กอด, กลิ่น, โต๋ ล่ง ตง, One Love วันรัก หรือ มาลัยยอดรัก บรรเลงขึ้น ผู้ชมต่างร้องตามได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นไหนก็ตาม

และต่อให้ไม่เคยฟังมาก่อนก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะด้วยจังหวะดนตรีที่สนุกสนาน ทำให้ใครหลายคนออกท่าออกทางแบบไม่เกรงใจใคร จนอดสงสัยไม่ได้ว่า พวกเขามีพลังพิเศษอะไรถึงดึงดูดและกระตุ้นอารมณ์ผู้คนได้มากมายเช่นนี้

ไม่เพียงแค่นั้น T-Bone ยังโด่งดังไปไกลถึงระดับนานาชาติ ได้ร้องเพลงไทยในเวทีทั่วโลกมาแล้วมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ‘Glastonbury Festival’ เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ

หากแต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า คือการที่พวกเขาลงหลักปักฐานแนวเพลงเร็กเก้-สกา ขึ้นในเมืองไทย จนกลายเป็นต้นแบบให้ศิลปินรุ่นหลังหลายวงเดินตามจนถึงปัจจุบัน

และในวาระที่ T-Bone กำลังเข้าสู่ขวบปีที่ 30 ยอดมนุษย์..คนธรรมดา ถือจังหวะดี ชักชวนสองพี่น้องแกนหลักของวง กอล์ฟ-นครินทร์ ธีระภินันท์ และ แก๊ป-เจษฎา ธีระภินันท์ มาร่วมพูดถึงเรื่องราวความฝัน ความคิด และความรักที่มีต่อวงการดนตรีที่ไม่เคยจางหายไปไหนเลย

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

01
ทางแยกที่เชื่อมต่อกัน

แม้จะเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา แต่ใครหลายคนมักพูดว่า ทั้งคู่แทบไม่มีอะไรคล้ายกันเลย

กอล์ฟและแก๊ปเกิดในครอบครัวตำรวจสันติบาล ตอนเด็ก ๆ ทั้งคู่อาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัดตลอด ช่วงแรก ๆ ก็อยู่ที่สงขลา จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่เพชรบุรี ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อมาเรียนต่อชั้นมัธยม

ความต่างที่ชัดเจนที่สุดของทั้งคู่ คงเป็นเรื่องความคิดและบุคลิกภาพ โดยเฉพาะแก๊ป ซึ่งค่อนข้างเป็นศิลปินสูงและคิดนอกกรอบอยู่ตลอดเวลา

“พี่กอล์ฟเขาเป็นคนเรียบร้อย ไม่ค่อยออกนอกลู่นอกทาง แต่ผมเป็นขบถ หนีออกจากบ้านตั้งแต่เด็กเลย” แก๊ปเอ่ยพร้อมเสียงหัวเราะ

หากสิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน คือ ‘ความหลงใหลเรื่องดนตรี’

กอล์ฟเริ่มหัดเล่นดนตรีตั้งแต่ 10 ขวบ เพราะเห็นเพื่อนข้างบ้านที่สงขลาเดินถือกีตาร์ผ่านไปมาอยู่ตลอด พอเลิกเรียนก็ฟังเขาเล่น จนกลายเป็นความประทับใจ อยากมีกีตาร์เป็นของตัวเอง ซึ่งแม่ก็สนับสนุน ยอมซื้อมาให้หัดเล่น ต่อมาเมื่อเข้ากรุงเทพฯ ก็เริ่มตั้งวงดนตรีกับเพื่อน เล่นตามกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ส่วนแก๊ปก็สนใจเพลงอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถือว่าจริงจังเท่าใดนัก จนช่วงที่ย้ายมาเมืองหลวง มาอาศัยอยู่กับน้าสาว พอดีเธอเพิ่งกลับมาจากสหรัฐอเมริกา จึงขนแผ่นเสียงดี ๆ ติดมาด้วย ทั้ง Queen, Stevie Wonder และ The Beatles แก๊ปจึงถือโอกาสลองหยิบมาเปิดฟังดูแล้วติดใจเรื่อยมา

ยิ่งเติบโตขึ้น โลกการฟังเพลงของสองพี่น้องก็ยิ่งเปิดกว้าง พวกเขาเป็นแฟนตัวยงของรายการวิทยุ อย่าง จิ๊กโก๋ยามบ่าย และ ไนท์สปอต รวมทั้งเป็นลูกค้าขาประจำของเทปก๊อปปี้ยี่ห้อดัง ‘พีค็อก’

“เราซื้อตั้งแต่สมัยเป็นรถกระบะจอดที่คลองถม ไปขนกัน เพราะสมัยก่อน หากอัลบั้มไหนไม่ได้รับความนิยมพอ ก็จะไม่ปั๊มเทปขายในเมืองไทย อย่าง Pink Floyd กว่าจะได้ฟังกัน เขาออกกันมาเกือบ 10 ปีแล้ว” แก๊ปเท้าความ

“เราซื้อตั้งแต่ม้วนละไม่กี่สิบบาท จนขยับเป็น 20 แล้วถ้าซื้อ 4 ม้วนแถมม้วนหนึ่ง” กอล์ฟว่าตาม

“เหมือนเขามีแผ่นเสียงเยอะเลยทำออกมา แล้วเขากล้าผลิตงานที่คนอื่นไม่กล้า อย่างเร็กเก้ ผมก็รู้จักจากเทป ม้วนแรกคือ The Police หรืออย่าง Bob Marley น้องสาวผมซื้ออัลบั้ม Babylon by Bus มาแล้วไม่ชอบ แต่คิดว่าพี่แก๊ปน่าจะชอบก็เลยเอามาให้” แก๊ปเล่าจุดเริ่มต้นของเขากับเพลงสไตล์จาเมกา

หลังเรียนจบชั้นมัธยมต้น สองพี่น้องก็ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่วิทยาลัยช่างศิลป โดยได้แรงบันดาลใจมาจากน้าสาวคนเดิม ซึ่งกอล์ฟสอบอยู่ 2 ครั้งถึงเข้าได้ ส่วนแก๊ปใช้เวลาถึง 4 ปีจึงสอบติด

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

ระหว่างนั้น แก๊ปตัดสินใจออกจากบ้าน ไปอยู่กับเพื่อนแถวสลัมย่านกิ่งเพชรบ้าง บุคคโลบ้าง หาเช้ากินค่ำ เคยใช้ชีวิตด้วยการซื้อขนมปังมาทาสังขยาขาย แถมยังเคยอยู่ใกล้ชิดกับยาเสพติดอีกต่างหาก แต่โชคดีที่รอดพ้นมาได้ เพราะเพื่อนที่เสพชี้หน้าบอกว่า ‘ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด’ ก่อนที่สุดท้ายจะหวนกลับมาเรียนในสถาบันตามที่ตั้งใจไว้

ชีวิตที่วิทยาลัยช่างศิลป ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสองพี่น้องเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะคนพี่ ซึ่งพบว่าความหมายที่แท้จริงของศิลปะนั้นลึกซึ้งและกว้างไกล และศิลปะแขนงที่ดึงดูดเขาได้มากกว่าก็คือ ‘ดนตรี’

“ตอนที่เลือกมาทางดนตรี เพื่อนหลายคนก็ตกใจ เพราะศิลปะเราก็ไปได้ดี แต่ผมรู้สึกว่าทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกันไม่ได้ อีกอย่างคือผมโชคดีที่มีครูประจำชั้นที่ดี นั่นคือ อาจารย์มณเฑียร บุญมา แกเป็นศิลปินหัวก้าวหน้ามาก เอาความเป็นไทย เอาอะไรหลายอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้เข้ามาอยู่ในงาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือแกทำให้รู้ว่า เรามีตัวเลือก มีวิธีแสดงผลงานที่หลากหลายมาก”

ช่วงนั้นกอล์ฟเริ่มเรียนดนตรีแจ๊สจริงจังกับปรมาจารย์หลายคน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์สำราญ ทองตัน หรือ อาจารย์ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ ขณะเดียวกันก็รวมตัวกับเพื่อนอย่าง เมย์-ภควัฒน์ ไววิทยะ และ เก๋-จิโรจ วรากุลนุเคราะห์ ตั้งวงดนตรีเล่นภายในวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะเล่นเพลงบลูส์และแจ๊ส ขณะที่ฝั่งน้องชายก็มีวงของตัวเองต่างหาก โดยมีมือกลองคนเดียวกันคือ หนุ่ม-พิรศุษม์ พัฒนะจินดารักษ์ เนื่องจากตอนนั้นทั้งวิทยาลัยมีแค่หนุ่มคนเดียวที่มุ่งมั่นทางสายนี้ จึงรับเหมาตีให้หมดทุกวง

หลังเรียนจบ กอล์ฟมุ่งสายดนตรีเต็มตัว โดยไปร่วมเล่นกับนักดนตรีรุ่นใหญ่ แต่ปัญหาคือ ภาพลักษณ์ที่ดูเรียบร้อยเกินไป เหมือนข้าราชการเล่นดนตรี แถมบางคนก็บอกว่าเขาเล่นดนตรีไม่รู้เรื่อง ไม่นานก็ต้องออกจากวง แต่กอล์ฟก็ไม่ท้อเพราะอยากได้ประสบการณ์ และเข้าใจดีว่าพื้นฐานความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน ไม่จำเป็นที่มือกีตาร์ทุกคนต้องเล่นเหมือนกัน กระทั่งตอนหลังจึงมาตั้งวงของตัวเอง เล่นในเกสต์เฮาส์ของเพื่อนที่ซอยงามดูพลี ด้านหลังโรงแรมมาเลเซีย

ขณะที่แก๊ปก็มีเส้นทางที่ฉีกไปอีกแนว โดยหลังเข้าวิทยาลัยช่างศิลปไปได้พักหนึ่ง เขาก็พบว่าการศึกษาในระบบไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเท่าใดนัก ด้วยคิดว่าศิลปะอยู่ในหัวใจ ต่อให้ไม่เรียนก็ทำงานได้ รวมทั้งตอนนั้นแก๊ปได้รับโอกาสจากผู้คนในแวดวงแฟชั่นให้มาช่วยออกแบบเสื้อผ้า เพราะฉะนั้น พอใกล้จะเรียนจบ เขาจึงตัดสินใจเดินไปหาอาจารย์เพื่อขอลาออก

“ตอนนั้นเหลืออีกเดือนเดียวก็จะจบแล้ว ผมก็ไปบอก อาจารย์เกริกบุระ ยมนาค ซึ่งเป็นคนเขียนภาพประกอบลงนิตยสาร ดิฉัน ว่า ผมไม่เรียนแล้ว แกก็มองหน้าแล้วบอกว่า อีกเดือนเดียวเองนะ ผมก็บอกว่า ไม่รอแล้ว จะทำงานเลย แกก็บอกว่า เออ…ไปเลย มึงไปแล้วได้ดีแน่”

จากนั้นแก๊ปทำงานประจำเป็นดีไซเนอร์ รวมถึงเริ่มต้นแบรนด์กางเกงยีนส์ของตัวเองในชื่อ ‘T-Bone’ ซึ่งได้ไอเดียมาจากชื่อของนักดนตรีเพลงบลูส์ชื่อ T-Bone Walker

ท่ามกลางเส้นทางการเติบโตที่แตกต่างกัน ไม่น่าเชื่อว่า วันหนึ่งชีวิตของทั้งคู่จะกลับมาบรรจบกัน พร้อมกับวงดนตรีใหม่ที่กอล์ฟขอยืมชื่อมาจากผลิตภัณฑ์ของน้องชายนั่นเอง

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

02
เส้นทางสู่จังหวะเร็กเก้

วงดนตรีเพลงบลูส์ของกอล์ฟที่ซอยงามดูพลีนั้นค่อนข้างประสบความสำเร็จ ฝรั่งที่มาพักในเกสต์เฮาส์ต่างชื่นชอบ เป็นเครื่องยืนยันว่า เขาร่วมเล่นดนตรีกับคนอื่นได้ โดยระหว่างนั้นมีเพื่อนฝูงมาร่วมแจมอยู่ตลอด รวมถึง แก๊ป น้องชาย ซึ่งมาร่วมร้องแบบสนุก ๆ

“มันเหมือนเรามาถูกทางแล้ว เพราะเวลาเราเล่นกับคนอื่น ข้อดีคือเราได้แชร์ความรู้สึกร่วมกัน แต่ขณะเดียวกันก็ยังได้ขัดเกลาตัวเองด้วย ยิ่งเราทำเยอะ ก็ยิ่งเห็นทิศทางชัดเจนขึ้น อย่างเรื่องหนึ่งที่ผมเช็กได้เลยคือ เวลาเราเล่นกับใคร หากเป้าหมายของเขาเป็นเรื่องทำมาหากินมากกว่าความสุขจากการกระทำ ผลจากการรวมกันจะต่างกัน อย่างเช่นวงเด็ก ๆ ที่เป็นเพื่อนกัน สังเกตดู เขาจะมีพลังมาก ต่อให้เล่นไม่ดีก็ตาม ซึ่งประสบการณ์นี้ ทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการจัดการ วิธีการเลือกบุคคลที่จะมาเล่นด้วย” กอล์ฟฉายภาพ

หลังจากนั้น กอล์ฟก็เริ่มนำวงไปออดิชันเล่นตามร้านต่าง ๆ เช่น Round Midnight Pub ตรงซอยหลังสวน และ Bluemoon แถวเกษรพลาซ่า ปรากฏว่าได้รับคัดเลือก และเมื่อทางร้านถามถึงชื่อวง กอล์ฟก็นึกถึงชื่อ T-Bone เลยตั้งเป็นชื่อขัดตาทัพไปก่อน

พอตอนหลัง แก๊ปก็เริ่มมาร่วมสนุกกับ T-Bone บ่อยขึ้น ผู้ชมเองต่างชื่นชอบสไตล์การร้องของเขา จนในที่สุดแก๊ปก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และมาเป็นนักร้องนำเต็มตัว

“ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักดนตรีเลย ตอนนั้นผมรู้สึกเบื่อกลางวัน เบื่อรถติด ตอนกลางคืนโคตรสบาย แต่ก่อนรถไม่เยอะขนาดนี้ ไปไหนก็สะดวก นั่งรถเมล์ผ่านโรงหนัง ดูเสร็จก็มาทำงาน ซ้อม กลับบ้าน ตื่นบ่าย เป็นอีกชีวิตหนึ่ง ไม่วุ่นวายกับใคร” แก๊ปย้อนความทรงจำ

การมีแก๊ปเป็นนักร้องนำส่งผลให้แนวทางของ T-Bone เปลี่ยนไปพอสมควร พวกเขาเริ่มนำเพลงเร็กเก้ อย่างผลงานของ Bob Marley มาเล่นมากขึ้น เพราะแก๊ปสนใจเพลงสไตล์นี้

“เหตุผลที่สนใจเร็กเก้คงมาจากวิถีชีวิต เพราะการเดินทางท่องเที่ยว แสวงหา เจอผู้คน แล้วแต่ก่อนเราไม่ได้มีเพลงดี ๆ ฟัง นอกจากฝรั่งที่มาเที่ยว เขารู้ว่าเราชอบ เขาก็ให้เทปก่อนจะไป หรือทรงผมเดรดล็อกส์ มันก็มาเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ไปถัก มันเป็นของมันเอง บอกไม่ได้ แต่ไม่พยายามที่จะเป็น”

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย
30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

แม้ตอนนั้นทั้งวงจะมีแค่สองพี่น้องเท่านั้นที่ฟังเพลงเร็กเก้ แต่ข้อดีของการนําดนตรีสไตล์นี้มาเสริมก็คือ ทำให้วงเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ได้ไปเล่นตามร้านดัง ๆ อาทิ Saxophone Pub & Restaurant, Blue Jeans มีแฟนเพลงประจำคอยติดตามอยู่เสมอ

ช่วงนั้นเองที่กอล์ฟเริ่มอยากเข้าใจถึงรากเหง้าของสิ่งที่ทำมากขึ้น จึงลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านดนตรีที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปี โดยปล่อยหน้าที่ดูแลวงให้เป็นของน้องชาย

และเมื่อ พ.ศ. 2535 ก็มีจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เข้ามาหาพวกเขา เมื่อแก๊ปพบกับ จิก-ประภาส ชลศรานนท์ นักแต่งเพลงชื่อดังของยุค

เวลานั้นจิกเพิ่งลาออกจากค่าย KITA Records เพื่อมาเปิดสังกัดของตัวเอง MUSER Music & Service โดยสิ่งหนึ่งที่ค่ายน้องใหม่มองหาคือ ศิลปินที่แปลกแหวกแนวจากท้องตลาด เช่น ก่อนหน้านี้ค่ายได้นำนักโฆษณาหญิง แหม่ม-สุรัสวดี เชื้อชาติ มาร้องเพลงบลูส์ ในชื่อ Mama Blues หรือนำดีเจและรีมิกเซอร์หนุ่มจาก Smile Radio สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ มาทำโปรเจกต์ที่ชื่อ Z-MYX

T-Bone ก็เป็นหนึ่งในวงดนตรีที่จิกเล็งไว้ เพราะยุคนั้นทั้งวงการไม่มีใครที่เล่นเพลงสไตล์นี้เลย เขาจึงชักชวนนักแต่งเพลงรุ่นน้อง ตู๋-ปิติ ลิ้มเจริญ มาดู T-Bone เล่นที่ Saxophone Pub & Restaurant

พอเล่นเสร็จ ตู๋ก็เดินเข้ามาหาแก๊ปแล้วบอกว่า “จิกอยากคุยด้วย”

“พี่จิกถามว่าทำเพลงไทยไหม ชอบมากเลย คือตอนนั้นเราเล่นแต่เพลงฝรั่ง ไม่เล่นเพลงไทย เพราะร้านไม่ให้เล่น ก็คิดอยู่พักหนึ่งว่าจะเอายังไงดี ก่อนจะตอบตกลงไป”

หากแต่การทำเพลงในสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ เพราะกระบวนการผลิตทั้งหมด ค่ายจะเป็นผู้ดำเนินการเอง ตั้งแต่เนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียง ศิลปินแทบไม่ได้มีส่วนร่วมสักเท่าใดนัก อย่างในชุดแรก แก๊ปได้แต่งเองแค่เพลงเดียวคือ จากป่าแด่สืบ

หรือก่อนปรากฏตัวต่อสาธารณชน ก็ควรมีอะไรที่ดึงดูดสายตาผู้ชมได้ โดยเริ่มแรก T-Bone มีสมาชิกอยู่ 5 คน คือ แก๊ป นักร้องนำ, กอล์ฟ มือกีตาร์, หนุ่ม เพื่อนจากวิทยาลัยช่างศิลป ซึ่งเปลี่ยนจากกลองมาเล่นเพอร์คัชชัน, เจี๊ยบ-กนกศักดิ์ อิ่มสำอางค์ มือเบส และ ป๋อง-สมโภชน์ ชื่นศิริ มือกลอง ต่อมาทางค่ายจึงแนะนำ เปิ้ล-ธรรมนูญ ทัศโน มือกราฟิกหนุ่มหล่อให้มาร่วมวงอีกคนในตำแหน่งเพอร์คัชชัน

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“เปิ้ลเป็นคนดู T-Bone มาก่อน พอพี่เขาแนะนำว่าอยากให้มาอยู่ด้วย เราก็ อ้าว มึงเองเหรอ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เปิ้ลเล่นดนตรี ร้องเพลงไม่ค่อยได้ เราก็ต้องมาช่วยกันฝึก แต่ข้อดีคือเขาเป็นคนน่ารัก นิสัยโอเค ก็เลยอยู่ด้วยกันได้” แก๊ปเล่าถึงอดีตสมาชิกวง

อัลบั้ม จังหวะนี้ใจดีเข้ากระดูกดำ วางแผงเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 นับเป็นครั้งแรกของวงการเพลงไทยที่ขายความเป็นเร็กเก้อย่างจริงจัง โดยมีเพลงเด่น อาทิ สมาคมเชื้อโรคแห่งประเทศไทย, คนหน้าลิง และ เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม ซึ่งเพลงหลังนี้ ค่ายมอบหมายให้เปิ้ลเป็นคนร้อง

หากแต่ในมุมมองของกอล์ฟและแก๊ป ความเข้มข้นของเร็กเก้ในเพลงอัลบั้มนี้ถือว่าเจือจางมาก ไปได้ไม่สุดทางเมื่อเทียบกับช่วงที่เล่นในผับ แถมเวลานั้นยังต้องทำเรื่องที่ไม่อยากทำหลายเรื่อง เช่น ออกสื่อเยอะ ๆ หรือไปร่วมเล่นรายการเกมโชว์

แต่ทั้งคู่ก็เข้าใจดีว่า นี่คือสูตรสำเร็จของอุตสาหกรรมเพลงในยุคเกือบ 30 ปีก่อน ซึ่งผลที่ได้รับก็ถือว่าตามเป้าหมาย เพราะยอดขายเทปชุดนั้นสูงถึง 300,000 ม้วน และยังส่งผลให้ T-Bone กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศจนถึงวันนี้

ด้วยความรู้สึกที่ว่า ไม่มีใครเข้าใจงานเพลงของพวกเขาเท่ากับตัวเอง กลายเป็นแรงผลักดันให้ T-Bone พยายามมุ่งมั่นพัฒนาฝีมือ หาลายเซ็นที่ชัดเจนขึ้น

ผลงานชุดที่ 2 อัลบั้ม คุณนาย…สะอาด เมื่อ พ.ศ. 2537 T-Bone ย้ายมาอยู่ในสังกัด Warner Music Thailand หลังจากจิกเลิกบริษัทและขายกิจการให้ค่ายเพลงอินเตอร์ โดยมีสมาชิกใหม่อีก 2 คน คือ สาม-สุภัค ใจเพ็ชร มือคีย์บอร์ด รวมถึงเร็กเก้เด็กนามว่า ออลันโด้ มาร่วมร้องและบรรเลง ซึ่งความจริง ออลันโด้ปรากฏตัวมาตั้งแต่มิวสิกวิดีโอในอัลบั้มแรกแล้ว

ในชุดนี้วงมีโอกาสร่วมสร้างสรรค์งานมากขึ้น ทั้งการเขียนเนื้อร้องและทำนอง การเรียบเรียง รวมถึงการบันทึกเสียงแบบเล่นสดในห้องอัด เพื่อให้ได้อารมณ์และความรู้สึกร่วมกับบทเพลงมากที่สุด

แต่ถึงอย่างนั้น ระหว่างทางก็ยังมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก เช่น ค่ายกำหนดกรอบมาให้ว่าเนื้อเพลงควรเป็นอย่างไร ซึ่งบางเพลงพวกเขาก็รู้สึกว่าโตกว่าวัยไปมาก อัลบั้มนี้จึงเป็นเสมือนการทดลองที่ยังไม่ลงตัวเท่าที่ควร แถมยอดขายก็น้อยกว่าชุดแรกอย่างเห็นได้ชัด

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

พอปลายปีเดียวกัน T-Bone ก็ออกผลงานชุดที่ 3 อัลบั้มเล็กชิ้นสด พร้อมปรับเปลี่ยนสมาชิกบางส่วน โดยออลันโด้และมือเบสกับมือกลองได้ขอลาออกไป กอล์ฟกับแก๊ปจึงชักชวนสองพี่น้องตระกูลปานพุ่ม ซาร์-วิบูลย์ กับ เล็ก-อริญชย์ ซึ่งคุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยเล่นในผับมาร่วมงานด้วย

อัลบั้มนี้ T-Bone เริ่มกลับมามีเพลงดังอีกครั้ง อาทิ แรงดึงดูด ซึ่งถูกนำไปใช้ประกอบโฆษณาขนมยี่ห้อหนึ่ง หรือ โต๋ ล่ง ตง ซึ่งแก๊ปได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงพื้นบ้านที่ชื่อ แมงตับเต่า

แต่ในมุมกลับกัน พวกเขารู้สึกเบื่อหน่ายกับระบบค่ายใหญ่ที่ไม่ให้อิสระในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ แก๊ปจึงไปช่วยเพื่อนทำค่ายเพลงที่ชื่อ Eastern Sky Records ที่ผลิตผลงานอย่างวงเหมี่ยวเอ๋อ และ Paradox อัลบั้ม Lunatic Planet

ทว่าระหว่างที่สมาชิกวงกำลังตัดสินใจกันว่าจะเดินต่อทางไหนดี เช้าวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2539 ก็เกิดข่าวใหญ่ขึ้นกับพวกเขา เพราะหลังเสร็จคอนเสิร์ตที่เพชรบูรณ์ ‘เปิ้ล มือเพอร์คัชชัน’ ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต T-Bone จึงถือโอกาสหยุดพักสักระยะ เพื่อรอเวลาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

03
สู่ตัวตนที่ชัดเจน

“…กอดกันหน่อยได้ไหม ให้ฉันได้ชื่นใจสักที…”

คงไม่ผิดหากจะบอกว่า อัลบั้มกอด เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 คือผลงานที่เป็นหลักไมล์สำคัญสะท้อนตัวตนและลายเซ็นของ T-Bone อย่างชัดเจน โดยอัลบั้มนี้ พวกเขาย้ายสังกัดมาอยู่ที่ Sony Music Entertainment (Thailand) เนื่องจากทั้งกอล์ฟและแก๊ปเริ่มทำงานประจำที่นี่ในฐานะคนเบื้องหลัง

สิ่งที่แตกต่างของอัลบั้มกอด เมื่อเทียบกับ 3 อัลบั้มก่อนคือ พวกเขาคิดและสร้างงานตามแนวทางที่อยากทำได้เต็มที่ อย่างโจทย์หนึ่งที่ทั้งกอล์ฟและแก๊ปรู้สึกมาตลอดคือ เพลงของ T-Bone เหมือนไม่มีพวก เวลาเปิดตามสถานีวิทยุก็หาเพลงเล่นต่อยาก หรือเวลาไปแสดงคอนเสิร์ตก็มักรู้สึกว่า เพลงสไตล์เร็กเก้ดึงอารมณ์คนได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงน่าจะเสริมด้วยเพลงสกา เพราะสกาคือต้นรากของเร็กเก้อีกที แต่มีจังหวะเร็วกว่าและใช้เครื่องเป่าเข้ามาช่วย ผู้ฟังน่าจะสนุกและอยากลุกขึ้นมาเต้นมากขึ้น

อีกอย่างคือช่วงนั้น Sony Music Entertainment (Thailand) กำลังจะเชิญวง Tokyo Ska Paradise Orchestra มาเปิดคอนเสิร์ตร่วมกับ T-Bone ที่ MBK Hall พวกเขาจึงต้องเร่งมือทำอัลบั้มนี้ให้ทัน ก่อนที่วงจากญี่ปุ่นจะมาถึงประเทศไทย

โดยภาคดนตรี T-Bone ได้เสริมความแข็งแกร่งของวง โดยชวน ปาเดย์ภาวัช ศิวะนันท์ อดีตสมาชิกวง Sepia มาเล่นแทนมือเบสคนเดิมที่ย้ายไปอยู่ฝรั่งเศส รวมถึงเรียบเรียงไลน์เครื่องเป่าเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้รับผิดชอบส่วนนี้ก็คือ โก้-เศกพล อุ่นสำราญ มือแซ็กโซโฟนจากวง Boy Thai และสุดท้ายคือเพิ่มเสียงประสานของนักร้องหญิง ทำให้อารมณ์ของอัลบั้มนี้ฉีกแนวไปจากเดิมมาก

ส่วนเรื่องเนื้อเพลง หลายเพลงก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นระหว่างเริ่มบันทึกเสียงนั่นเอง

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“บางครั้งก็นั่งนึกเอาเลย หรือบางทีก็มาจากคำเพราะ ๆ ที่จดไว้ คือไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวหรอก เช่น ดูข่าวแล้วรู้สึกว่าคำนี้เจ๋งดี ก็เอามาสร้างเป็นเรื่อง อีกอย่างคือผมจะไม่อ่านหนังสือก่อนเขียนเพลง เพราะเคยเห็นคนลอกงานจากหนังสือ นิยาย กวี หรือแปลงเพลงฝรั่ง ซึ่งผมไม่ทำ สิ่งที่ผมเขียนมักจะเกิดขึ้นในชั่วขณะนั้นมากกว่า เช่น มีอะไรกดดันถึงเขียนออกมาได้” แก๊ปอธิบาย

“อย่างเพลง กอด ทำเร็วมาก ผมทำเมโลดี้เสร็จประมาณ 10 นาที เพราะเราต้องเล่นกับ Tokyo Ska Paradise เลยคิดว่าควรมีเพลงอะไรที่เป็นไทย ๆ บ้าง ซึ่งตอนที่คิดยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ แก๊ปมาทำให้สมบูรณ์ขึ้น แล้วก็เขียนคำร้อง ซึ่งลงตัว ณ เวลานั้นมาก เพลงนอกจากนั้นก็คิดที่ห้องอัดหมดเลย ทั้ง คำถาม และ ภาพลวงตา ข้อดีอย่างหนึ่งของอัลบั้มนี้คือทำให้เราแข็งแรงขึ้น เพราะหลังจากอัลบั้มชุดนี้ เรารู้สึกว่าเพลงดีหมดเลย” กอล์ฟเท้าความ

กอดถือเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จที่สุดของ T-Bone ทั้งในแง่ยอดขายและคุณภาพของผลงาน มีเพลงดังหลายเพลง อาทิ กอด, กลิ่น, ดาวตก (เพ้อ), คิดถึงลมหนาว และ ทะเลและเวลา รวมทั้งยังได้มีโอกาสไปแสดงที่ญี่ปุ่น

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ การที่พวกเขาทลายกรอบความเชื่อเดิม ๆ ด้วยการนำเพลงภาษาไทยไปแสดงต่อหน้าชาวต่างชาติ และยังดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้

“ผมเลิกร้องเพลงฝรั่งนานแล้ว เพราะว่าเนื้อเพลงไม่ใช่เรื่องของเรา บางคนถามว่า พี่แก๊ปเมื่อไหร่จะร้อง Bob Marley สักที ผมก็ตอบไปว่า ร้องทำไม เขาพูดถึงเรื่องของเขา อย่างมีฝรั่งมาดู คุณพูดเรื่องอะไร ไปพูดจาเมกาทำไม แค่นี้เขาก็รู้แล้วเราก๊อปปี้เขา แต่สิ่งที่ผมเป็นมันก็แค่ทรงผม แล้วเขาถามผมว่าเป็นไลฟ์สไตล์เหรอ ไม่ใช่…กูแค่แต่งเดรดล็อกส์” แก๊ปกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

สนทนากับ ‘กอล์ฟ-แก๊ป’ สองพี่น้อง T-Bone เร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย ที่ยังสนุกกับการสร้างสรรค์เพลงร่วมสมัยตลอดเวลา
30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

หลังโปรเจกต์กอดผ่านไปได้ด้วยดี พวกเขาก็มีงานใหม่ตามมาทันที เป็นมินิอัลบั้มชื่อ เบาหวาน โดยนำเพลงจากอัลบั้มกอด มาทำใหม่ในรูปแบบอะคูสติก อย่างไรก็ตาม ทั้งกอล์ฟและแก๊ปเริ่มรู้สึกอึดอัดกับระบบและการจัดการบางอย่างของบริษัท จึงตัดสินใจขอลาออก และรวบรวมสมัครพรรคพวกมาร่วมกันสร้างสรรค์งานเพลงตามแบบฉบับของตัวเอง

Hualampong Riddim ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2542 โดยมี 2 กำลังหลักคือ กอล์ฟ กับ โหน่ง-วิชญ วัฒนศัพท์ อดีตสมาชิกวงละอองฟอง ซึ่งเข้ามาเป็นมือคีย์บอร์ดคนใหม่ของ T-Bone

จุดเด่นของค่ายเพลงเล็ก ๆ นี้ คือการบันทึกเสียงสด ซึ่งแม้จะมีข้อผิดพลาดหรือไม่สมบูรณ์ แต่ก็เต็มไปด้วยพลังและความเป็นตัวตน โดยงานที่ออกมาก็มีตั้งแต่สายเร็กเก้-สกา อย่าง Skalaxy หรือ ส้ม-อมรา ศิริพงษ์ ศิลปินสกาหญิงคนแรกของเมืองไทย สายเพลงป๊อปอย่าง About Pop หรือเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง The Photo Sticker Machine

“โหน่งเป็นคนที่เก่งมาก เขามีซาวนด์ที่เป็นของเขา ซึ่งสิ่งที่เขามีนั้น ผมไม่มี ส่วนที่ผมมี เขาก็ไม่มี มันเลยเกิดการผสมผสานกัน เป็นซาวนด์อีกแบบ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ค่ายนี้เป็นเหมือนอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของดนตรีไทย ซึ่งช่วยให้วงการดนตรีพัฒนาขึ้น” กอล์ฟย้อนถึงตำนานค่ายเพลงในยุคอินดี้เฟื่องฟู

เช่นเดียวกับแก๊ป ซึ่งเริ่มหันมาบุกเบิกเพลงอีกแนวที่เรียกว่า ‘ดั๊บ’ (Dub) ในนามของ Ga-Pi

เพลงดั๊บมีรากฐานมาจากเร็กเก้อีกที โดยเสน่ห์ของดนตรีประเภทนี้เกิดจากขั้นตอนการมิกซ์เพลง โดยใช้เอฟเฟกต์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจเข้าไป ทำให้เกิดเสียงที่แตกต่างและมีเอกลักษณ์ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมเสียงจะมีอุปกรณ์มิกเซอร์ เป็นสื่อกลางในการนำเสนอ ซึ่งนอกจากผลงานของตัวเองแล้ว แก๊ปยังอยู่เบื้องหลังวงดนตรีรุ่นน้องหลายวง เช่น Srirajah Rockers

“ผมสนใจดั๊บเนื่องจากต้องเรียนรู้เรื่องการมิกซ์เร็กเก้เอง เพราะในประเทศนี้ไม่มีใครทำให้ผมได้ แต่ผมทำแนวอื่นไม่เป็นนะ เก่งแต่แนวนี้ ผมจะสร้างตัวเองให้เป็น Dub Master เพื่อจะได้เป็นแนวทางและมาตรฐานต่อไป เหมือนเวลาเราอยากได้ซาวนด์แบบนี้ คุณก็ต้องไปหาโปรดิวเซอร์คนนี้ ไม่ใช่ใครก็ได้ เพราะผมเชื่อว่าโปรดิวเซอร์คนหนึ่งอาจจะทำเพลงได้ทุกแนว แต่ไม่มีใครเก่งทุกแนว” แก๊ปอธิบาย

แต่ถึงจะมีภารกิจอื่นให้ทำมากมาย ทั้งคู่ก็ไม่เคยทิ้ง T-Bone โดยยังคงเดินสายเล่นสดตามผับบาร์ต่าง ๆ อยู่ตลอด รวมถึงหาทางพัฒนาผลงานให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

หนึ่งในนั้นคือการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน นอกจากโหน่งแล้วก็ยังมี เป้-ณัฐพล เฟื่องอักษร มือแซ็กโซโฟน ต่อมาเมื่อเป้ลาออก ก็ได้ อ้น-พิสุทธิ์ ประทีปะเสน มาแทน เช่นเดียวกับมือเบส หลังปาเดย์ย้ายไปร่วมงานกับวงฟองน้ำ แก๊ปก็ชวน นอ-นรเทพ มาแสง มือเบสวง Pause มารับหน้าที่แทน แล้วยังมี ปุ๊ก-ธนบูรณ์ เทพบุตร มาเล่นเทิร์นเทเบิล

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

ในยุคของ Hualampong Riddim เป็นช่วงที่ T-Bone เคลื่อนไหวค่อนข้างมาก ตั้งแต่อัลบั้ม Live ซึ่งบันทึกเสียงจากคอนเสิร์ตที่ร้าน Sidewalk Cafe ถนนข้าวสาร ด้วยความตั้งใจที่อยากให้ผู้ฟังได้เห็นดนตรีของวงในยุคปัจจุบัน คอนเสิร์ต FaT Live ครั้งที่ 2 มนต์รักเพลงสกา ณ อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก และอัลบั้มเต็มชุดที่ 5 Enjoy Yourself รวมถึงยังมีผลงานร่วมกับศิลปินสาว Palmy อีกด้วย ทำให้แนวเพลงแบบ T-Bone เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

หากแต่บุคคลที่ทั้งคู่ยกให้เป็นผู้มีส่วนในการผลักดันวงมากที่สุด ก็คือ เต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม

“เต็ดให้โอกาสเราเยอะมากเลย ทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในซีนต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยเขาทำวิทยุ Hotwave ทำ FaT Radio จัดคอนเสิร์ตใหญ่ให้ แม้งานดนตรีดั๊บครั้งแรกของประเทศ ก็เกิดขึ้นในงาน Big Mountain Music Festival ซึ่งถ้าเต็ดไม่สนับสนุนตั้งแต่วันนั้น ไม่มีทางที่จะเกิดเวทีเร็กเก้ที่เป็นตัวของตัวเองได้ เหมือนตอนนี้เรามีฮิปฮอปไทยที่แข็งแรง เราก็มีเร็กเก้ไทยที่แข็งแรงเช่นกัน” แก๊ปเล่าให้ฟัง

“อย่างตอนพวกผมไปเทศกาลดนตรีที่อังกฤษ 2 ครั้ง เขาก็ไปกับเราด้วย ผมว่าเขามีวิสัยทัศน์ที่มองเห็นอะไรเหล่านี้ ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเป็นนักฟังเพลง ซึ่งตรงนี้คือสุดยอดเลย” กอล์ฟช่วยเสริม

และนอกจากการเป็นต้นแบบในประเทศแล้ว ในช่วงนี้เองที่ T-Bone กลายเป็นวงดนตรีที่มีชื่อเสียงไปไกลถึงเมืองนอก โดยมีโอกาสได้ไปแสดงตามเทศกาลต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ Glastonbury Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของอังกฤษ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548

จุดเริ่มต้นมาจากการที่ T-Bone มักได้รับเชิญให้ไปแสดงตามเกาะต่าง ๆ และช่วงคืนคริสต์มาส พ.ศ. 2547 ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ พวกเขาไปเล่นดนตรีอยู่ที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ พอดีในงานนั้นมีนักท่องเที่ยวคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ BBC อยากระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงเสนอไปยังสถานีขอจัดกิจกรรมแล้วนำ T-Bone มาร่วมเล่นด้วย ซึ่งสไตล์การเล่นของวงก็ไปเข้าตาผู้จัดเทศกาลดนตรีพอดี จึงเชิญให้มาร่วมแสดงด้วย นับเป็นวงไทยวงแรกที่ได้รับโอกาสใหญ่เช่นนี้

“มันเหมือนชิงโชคเลยนะ ลองนึกภาพเวลาที่ดนตรีมีคนประมาณแสนกว่าคนอยู่ในที่เดียวกัน มีเวทีตั้งไม่รู้กี่สิบเวที” กอล์ฟเปิดฉาก

“เราไม่ได้เล่นเวทีหลักนะ ก่อนจะไปเวทีหลักจะมีเต็นท์ เหมือนเต็นท์ละครสัตว์ แล้ววงต่าง ๆ ก็จะไปเล่นอยู่ในนั้น ซึ่งกว่าจะถึงเวทีใหญ่โคตรนานเลย” แก๊ปเล่าต่อ

“ถ้าคนชอบเขาจะหยุด แต่ถ้าไม่ชอบก็จะเดินไปเต็นท์อื่น ซึ่งเราโชคดีมากที่คนหยุด เพราะวงก่อนหน้าเราเป็นแร็ปแอฟริกัน ไม่มีคนเลย แล้วเวลาเล่นเทศกาลใหญ่ ๆ เขาไม่ได้ซาวนด์เช็กนะ ตั้งปั๊บเล่นเลย แต่ฝรั่งที่นั่นทำงานโปรมาก ทุกอย่างที่เราส่งให้ไป เขาทำตามนั้นเลย ไม่มีบิด เล่นมา 2 ครั้ง ทุกอย่างโอเค ต่อให้ดึกแค่ไหนก็เอาอยู่” กอล์ฟช่วยเสริม

“แล้วตอนนั้นเราเล่นเพลงไทยหมด ไม่มีฝรั่งเลย แต่ทุกคนก็ชอบ” แก๊ปทิ้งท้าย

จากนั้นพวกเขาก็ได้ไปร่วมงานนานาชาติอีกหลายหน เช่น WOMAD Festival ที่สิงคโปร์ เมื่อ พ.ศ. 2549 ก่อนกลับไปเล่นที่ Glastonbury Festival อีกครั้งในปีถัดมา

แต่ถึงได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนประเทศ ทว่าด้วยความที่เป็นวงเล็ก ๆ การเดินทางแต่ละครั้งจึงยากลำบากมาก แต่พวกเขาก็ไม่เคยท้อ จนกระทั่งพาวงดนตรีไทยไปหยัดยืนบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“เราไปเมืองนอกทุกครั้งเป็นหน้าตาประเทศนะ แต่การสนับสนุน ผมทำเองหมด ซึ่งเหนื่อยมาก ต้องไปขอนั่นขอนี่ บางทีก็สงสัยว่าทำไมต้องไปขอด้วย เหมือนถอยกลับไปสัก 50 ปี ซึ่งที่พูดนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาที่เราประสบด้วยตัวเองเท่านั้น แม้แต่คนรุ่นนี้ก็เหมือนกัน จริง ๆ เราควรมีกองทุนที่ช่วยเหลือเขา หากเป็นโปรเจกต์ที่ดีก็ดันไปเลย เป็นการคิดแบบระยะยาว” กอล์ฟผู้พี่อธิบาย

ขณะที่แก๊ปยกตัวอย่างงาน WOMAD Festival ซึ่งเป็นเทศกาลเวิลด์มิวสิก เขาได้พบกับวงหญิงล้วนวงหนึ่งจากเกาหลีใต้ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความสามารถ

“เขาเล่นกลองโบราณกัน ตอนที่เจอมีกลองเต็มไปหมดเลย 50 กว่าใบ เราก็ถามว่ามายังไง รัฐบาลจัดเครื่องบินมาให้ลำหนึ่ง ขนกลองกับสมาชิกเกือบ 40 คน แล้ววงนี้พลังงานดีมาก คนกรี๊ดสลบ นี่เป็นตัวอย่างว่าเขาให้คุณค่ากับศิลปะ คนทำงานก็มีอาชีพได้ ทั้งที่เขามาหลังเราอีก

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“ปัจจุบันนี้เรามีคนทำศิลปะเก่าแบบร่วมสมัยเต็มไปหมด เราควรไปสนับสนุนเขา เพราะเขาไม่ได้ทำลายศิลปะ แต่แค่คิดไปข้างหน้า เพื่อให้มันอยู่ได้ยาวขึ้น เหมือนดนตรีเร็กเก้ ทุกวันนี้ที่จาเมกาไม่มีใครเล่นแล้ว คนที่เราชอบตายหมดแล้ว ให้ผมไป ผมไม่ไปหรอก แต่สิ่งที่ยังอยู่คือจังหวะเร็กเก้ ซึ่งกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั้งในยุโรป ในเอเชีย ที่ญี่ปุ่นหรือไทย ผมก็เล่นอยู่หลายงาน ซึ่งตรงนี้สะท้อนว่าเราสามารถทำได้ หากได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่”

อย่างไรก็ตาม แม้จะร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีอย่างต่อเนื่อง แต่ในแง่ธุรกิจแล้วเป็นอีกเรื่อง เนื่องจากในยุคนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่เติบโต การทำดนตรีต้องพึ่งพาการผลิตเทป ซีดี และการใช้สื่อวิทยุโทรทัศน์เป็นหลัก ซึ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุน ทั้งค่าพิมพ์ปก ค่าปั๊มแผ่น แถมยังต้องเผชิญกับแผ่น MP3 ที่ครองเมืองอีกต่างหาก ส่งผลให้กอล์ฟเป็นหนี้ก้อนโต สุดท้ายกอล์ฟจึงตัดสินใจวางมือ และส่งต่อค่าย Hualampong Riddim ให้โหน่งดูแลเต็มตัวแทน

“เป็นความผิดของผมเองที่ทำไม่เป็น เราเอาคนที่มีความตั้งใจมาทำด้วยกันแล้วมันล้มเหลว ผมก็ต้องรับผิดชอบ แต่ในมุมของดนตรี ผมรู้สึกดี ไม่เคยผิดหวังหรือเสียดายเลย เพราะถ้าลองไปเปิดเพลงหัวลำโพงยุคนั้น ก็จะพบว่ามันก็เป็นของมันแบบนี้ ซึ่งผมประทับใจมาก” กอล์ฟสรุป

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

04
วงดนตรีที่ไม่มีวันตาย

เกือบ 3 ทศวรรษบนถนนดนตรี T-Bone ถือเป็นผู้บุกเบิกเร็กเก้-สกาของเมืองไทย เปิดโลกการฟังที่แตกต่างให้แก่วงการดนตรี และยังมีอิทธิพลต่อศิลปินรุ่นใหม่อีกมากมาย จนหลายคนยกให้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ พวกเขาไม่เคยหยุดสร้างสรรค์และพัฒนาตัวเองเลย

อย่างอัลบั้มเต็มชุดที่ 6 Bone In Da House เมื่อ พ.ศ. 2555 พวกเขาได้ชักชวนคนรุ่นใหม่หลายคนเข้ามาร่วมทีม ทั้ง ซันนี่-ณัฐพล มานิกัมปิลไล มือเบส, กุ๊ก-ธีรัช เลาห์วีระพานิช มือบาริโทนแซ็กโซโฟนและอัลโต้แซ็กโซโฟน, ฤษฎ-สฤษฎ ตันเป็นสุข มือทรัมเป็ต และสมาชิกหญิงคนเดียว จ๋า-ชญาณี มหาศรี เล่นคีย์บอร์ด รวมทั้งได้นักดนตรีชั้นนำชาวอังกฤษ Mike Pelanconi ซึ่งทำวงเร็กเก้-สกา ในชื่อ Prince Fatty มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ ตลอดจนมีศิลปินระดับโลก อย่าง Dennis Alcapone และ Horseman มาร่วมแจมอีกด้วย

สำหรับพวกเขาแล้ว อัลบั้มนี้คือความลงตัวและความสมบูรณ์แบบ เปิดเทียบกับเพลงเร็กเก้-สกา ระดับสากลได้อย่างไม่อายใคร แม้ว่ายอดขายอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าก็ตาม

“ผมว่ามันไปอีกสเต็ปหนึ่งของวงการเร็กเก้เมืองไทย ผมเพิ่งกลับมาฟังเมื่อไม่กี่วันก่อน เพื่อจะแกะเพลง เพลงหนึ่ง ฝรั่งมิกซ์มาให้สิบยี่สิบเทคเลยนะ เขาส่งมาให้ผมฟัง โอ้โห ดีว่ะ แต่มันเพิ่งมาฮิตเอง คืออัลบั้มนี้อาจจะมาเร็วไปนิดหนึ่ง แต่ผมว่าเป็นอัลบั้มที่ดีมาก และสิ่งที่แก๊ปเขียน ทั้งคอนเซ็ปต์ วิธีคิด วิธีการมันแจ๋วมาก เป็นตัวเขามาก แล้วเรารวบรวมอะไรที่มีความเป็นไทยไว้เยอะเลย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกภูมิใจ” พี่ใหญ่ของวงเล่าความรู้สึก

“อย่างล่าสุด Prince Fatty เพิ่งมาบอกผมว่า ตอนนี้มึงมีชื่อเสียงที่เม็กซิโกมากเลยนะ เขากรี๊ดมึงมากเลย ไม่รู้เป็นไปได้ยังไง” แก๊ปเล่าเสริม

“อาจเพราะเมื่อ 2 ปีก่อน มีสกาวงหนึ่งเป็นท็อปของโลกเลย ชื่อ The Slackers จัดไลฟ์ช่วงโควิด-19 แล้วผู้จัดการก็ติดต่อเข้ามา บอกว่าในเอเชียมีคนแนะนำ T-Bone เราก็เลยได้เล่น หลังจากนั้นก็มีพวกเม็กซิกันส่งอีเมลเข้ามา อยากเชิญไปทำอัลบั้ม ผมก็เลยไปเช็ก ปรากฏว่าเขารู้จักเราเยอะเหมือนกัน” กอล์ฟสรุป

หากจะว่าไปแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้งานของ T-Bone ไม่เคยล้าสมัย คงเป็นเพราะช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาคลุกคลีกับคนรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกอล์ฟ ซึ่งแบ่งเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนกีตาร์แจ๊สอยู่ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“ผมมีสิ่งที่ผมอยากจะให้คนได้เรียนเยอะ เอาตรง ๆ นะ ผมว่าสิ่งที่ผมเป็น ทั้งเรื่องกีตาร์หรือวิธีคิด วิธีเล่น ไม่มีใครเหมือนผม เพราะสมัยก่อนทุกคนมักบอกว่า ผมเล่นกีตาร์ไม่รู้เรื่อง บางคนถึงขั้นบอกเลยว่าดนตรีที่ผมเล่น มันหยาบ แต่ผมก็คิดในใจว่าอีกสักสิบยี่สิบปี คนจะพูดต่างกัน

“ช่วง 10 กว่าปีนี้ ผมโตมากับเด็กมหาวิทยาลัย แทบไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันเลย สิ่งหนึ่งที่ผมไกด์เขาคือ อย่าเล่นกีตาร์อย่างเดียว แต่ควรทำเพลงแล้วหัดนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวเองออกมาด้วย เพราะการได้ทำงานของตัวเอง เราจะมีความคิด อย่างตอนหลังผมเลยไปเล่นกับเด็กผมนี้ เล่นแจ๊ส เล่น Experimental ไม่มีเงินผมก็เล่นหมด เพราะอยากไปยืนกับเขา แล้วไกด์เขา ฟังเขา มันเหมือนต่อชีวิตผม และทำให้เราสามารถทำงานที่อยู่ร่วมกับเด็กได้”

ส่วนแก๊ป แม้ไม่ได้สอนหนังสือ แต่ก็ใกล้ชิดกับศิลปินรุ่นน้องหลายคน เขามีส่วนช่วยทำเพลง ดูแลการผลิต เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับวงอย่าง Rootsman Creation, Fyah Burning, Pinn Ball รวมถึงได้ร่วมมิกซ์เพลงให้กับ The Skints วงเร็กเก้ชื่อดังจากเกาะอังกฤษด้วย

สิ่งหนึ่งที่แก๊ปสัมผัสได้คือ คนรุ่นใหม่มีความสามารถและความมุ่งมั่นสูง หลายคนทำผลงานได้ดีกว่าเขาเองเสียอีก อาจเพราะปัจจุบันมีองค์ความรู้และตัวอย่างมากมายให้เข้าถึง ไม่เหมือนสมัยที่ T-Bone เริ่มต้นซึ่งมีวัตถุดิบจำกัดมาก แต่ในทางกลับกัน คนรุ่นใหม่ก็มีจุดอ่อนเรื่องประสบการณ์ ความอดทน และการแสวงหาแรงบันดาลใจที่น้อยกว่า ซึ่งเขาแนะนำและต่อยอดตรงนี้ได้ เพื่อให้เกิดผลงานที่ดีขึ้น

“ผมเคยเป็นคนที่ไม่ฟังคนอื่น เพราะมั่นใจในตัวเอง มึงต้องฟังกูเพราะกูผ่านมาก่อน แต่พอเปลี่ยนความคิด ฟังน้อง ๆ เราก็จะเห็นและเข้าใจเขามากขึ้น ซึ่งบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วย เราก็อธิบาย แต่จะไม่ไปเปลี่ยนตัวตน ให้เขาเป็นเหมือนเดิม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากให้งานนี้ยาวขึ้น ตัดคำนี้ออก เชื่อพี่ คำนี้อาจจะทำให้อายุของเพลงสั้นลง แต่เขาอาจจะไม่ทำก็ได้ ซึ่งการที่เราฟังเขาก่อน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเอง เราไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเหมือนเขาหรอก เพราะถึงยังไงเราก็พูดกันไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว ผมไม่ทันเด็ก แต่เราต้องเข้าใจว่าเขาตั้งใจจะสื่อสารอะไร”

ด้วยแนวคิดแบบนี้เอง ทำให้ T-Bone กลายเป็นวงดนตรีที่ไม่เคยตกยุคเลย ยืนยันได้จากกลุ่มแฟนเพลงที่แวะเวียนไปชมคอนเสิร์ตล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ บางคนอายุน้อยกว่าวงเป็น 10 ปี แต่ทุกคนก็ยังคงสนุกและร่วมแบ่งปันอารมณ์และพลังงานระหว่างกันได้อย่างลงตัว

แต่ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง นอกจากการสร้างงานแล้ว อีกความท้าทายที่ต้องรับมือให้ได้คือ เทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าไม่เคยหยุด เพราะถึงเทคโนโลยีจะช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แต่อีกมุมก็ทำให้คุณค่าบางอย่างของงานศิลปะหายไปเช่นกัน

30 ปี ‘T-Bone’ จากแบรนด์กางเกงยีนส์สู่ตำนานเร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย

“เรื่องหนึ่งที่ผมเคยพูดไป 2 – 3 ครั้งแล้วคือ ตอนเด็ก ๆ เราเคยลากเสื่อไปดูลิเก ดูหนังตะลุงตามวัด พอถึงยุคหนึ่งที่มีเทปวิดีโอ ตลกก็ลงม้วน ลิเกก็ลงม้วน คราวนี้ไม่มีคนเดินออกไปดูแล้ว รอเทปอย่างเดียว เทคโนโลยีเริ่มฆ่าลิเก ฆ่าหนังตะลุง จนถึงวันนี้เสียงเพลงลอยอยู่ในอากาศ แล้วผมจะทำเพลงอะไรขาย ทำแล้วคุณจะเปิดกับอะไร เพราะตอนนี้รถไม่มีที่เสียบเทป บางคันไม่มีที่เสียบซีดี ทุกคนใช้บลูทูธ แสดงว่าศิลปะดนตรีมันเป็นเรื่องฟรีแล้ว อย่างล่าสุด ผมทำดาวน์โหลดเพลงดั๊บ ไปเช็กดูไม่มีใครซื้อด้วยนะ ขนาด 10 กว่าบาท เพราะทุกคนสตรีมมิ่งกันหมดแล้ว ผมไปดูว่ามีประเทศไหนฟังเพลงเราบ้าง เต็มไปหมดเลย แต่มีซื้อแค่ 2 – 3 คน มันชัดเจนว่าเราขายอะไรไม่ได้” แก๊ปชี้ภาพ

เพราะเหตุนี้ สิ่งที่ T-Bone พยายามรักษาไว้เสมอคือ เสน่ห์ของการแสดงสด เนื่องจากเป็นสิ่งที่ซื้อหาไม่ได้ ต้องสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น

“มันเป็นเรื่องของโมเมนต์ที่ทุกคนอยู่ด้วยกัน แล้วเรามาแชร์พลังและสปิริตที่มีอยู่ ต่อให้คุณไปกด YouTube หรืออะไรก็ตามก็ไม่เหมือนคุณไปอยู่ตรงนั้นเอง ทั้งความรู้สึก การปรบมือพร้อมกัน มันสื่อสารกันหมด ซึ่งสิ่งนี้ทำยากและเลียนแบบไม่ได้ อีกอย่างคือ เราอิมโพรไวซ์ตลอด เราไม่เคยฟิกซ์ ทุกครั้งที่เราเล่นแล้วมันสนุก เพราะเราชาเลนจ์ตัวเองอยู่เสมอ” กอล์ฟอธิบายบ้าง

อย่างเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 พวกเขาก็เพิ่งทดลองทำอะไรใหม่ ๆ นั่นคือนำเพลงของ T-Bone มาทำในอีกรสชาติหนึ่ง เพื่อแสดงในคอนเสิร์ต Golf Gap T-Bone ไม่ใส่ถุง Arootstic Session

“ส่วนตัวผมชอบอะคูสติก พอเหลือแค่เรา 2 คน แล้วพบว่ามันทำอะไรได้เยอะมาก เหมือนเราแก้ผ้าเพลงตัวเอง ไม่เหลืออะไรเลย เป็นอะไรที่ท้าทายมาก ไม่มีเทคโนโลยีเลย คือฟังง่าย แต่ในความง่ายก็มีความซับซ้อน แล้วเสียงของแก๊ปก็เพราะมาก เข้ากันไปหมด เลยกลายเป็นเรื่องดี” กอล์ฟอธิบาย

“อีกอย่างคือ ในสถานการณ์ที่การโชว์คอนเสิร์ตทำได้ไม่เต็มที่ ก็เหมือนบังคับให้เราต้องทำอะไรสักอย่าง ผมเลยคิดโปรเจกต์ Arootstic ขึ้นมา แล้วมีศิลปินอย่าง Srirajah Rockers, Rootsman Creation กับ T-Bone มาทำงานอะคูสติกวงละเพลงสองเพลง เพื่อที่เราจะไปเล่นที่ไหนก็ได้” แก๊ปช่วยเสริม

สนทนากับ ‘กอล์ฟ-แก๊ป’ สองพี่น้อง T-Bone เร็กเก้-สกาวงแรกของเมืองไทย ที่ยังสนุกกับการสร้างสรรค์เพลงร่วมสมัยตลอดเวลา

เช่นเดียวกับการทำงานเพลงในอัลบั้มถัดไป พวกเขาตั้งใจจะหันมาให้ความสำคัญกับการแชร์พลัง แชร์มุมมอง แชร์ความคิดมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงการคัดเลือกสมาชิกที่จะมาร่วมเล่นด้วย ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่ขอยิ้มเก่ง และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

ปัจจุบัน T-Bone มีสมาชิก 9 คน คือ แก๊ป ร้องนำและเล่นกีตาร์, กอล์ฟ เล่นกีตาร์, หนุ่ม เล่นเพอร์คัชชัน, กุ๊ก เล่นบาริโทนแซ็กโซโฟนและอัลโต้แซ็กโซโฟน, ฤษฎ เล่นทรัมเป็ต, จ๋า เล่นคีย์บอร์ด แล้วยังมีสมาชิกใหม่อีก 3 คน ประกอบด้วย รุ่ง-รุ่งธรรม ธรรมการ มือทรอมโบน, หนึ่ง-ปฏิรูป สุภัทรดิลกกุล มือกลอง และ โย-ภาคี นาวี มือเบส

“ตอนนี้เราไม่ได้สนใจความเก่งมาก แต่ต้องการความเข้าใจซึ่งกันและกัน และทีมเวิร์กที่ดี รู้จุดอ่อนจุดแข็ง โยนกันไป โยนกันมา แล้วโตไปด้วยกัน ผมว่านี่เพอร์เฟกต์สุด” กอล์ฟย้ำความเชื่อ

เพราะในมุมมองของใครหลายคน T-Bone อาจเป็นผู้บุกเบิก เป็นผู้มาก่อนกาล เป็นตำนาน หรือเป็นอะไรก็ตาม แต่สำหรับสองพี่น้องแล้ว วงดนตรีเล็ก ๆ นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

“มันไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่คือชีวิต เคยมีคนถามผมว่าเป็นนักดนตรี แก่แล้วจะทำอะไร ผมก็ตอบไปว่า สิ่งแรกเลยคือต้องไม่คิดแบบนี้ แต่ต้องคิดว่า สิ่งที่ทำมาทั้งชีวิตนี้ก็ทำต่อไปสิ คือต้องแก่แบบมีคุณภาพ และไหน ๆ มันจะตายแล้วก็ควรไปให้สุดเลย ให้จบแบบดีที่สุด ไม่ใช่แบบแย่ที่สุด คือให้ตายอย่างพีคที่สุด ตายแบบมีความสุข” กอล์ฟเล่าเป้าหมายของตัวเอง

“ผมมีไอดอลนะ ผมอยากจะเป็น Lee Perry (ศิลปินเพลงเร็กเก้-สกา ชาวจาเมกา) แล้วตอนตาย ก็อยากตายแบบเขา คือหลับแล้วตายเลย แต่เขาก็อยู่มาถึง 70 กว่านะ โดยระหว่างนั้นก็ดั๊บมาเรื่อย นี่แหละคือสิ่งที่ผมจะเป็น” แก๊ปกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

และทั้งหมดนี้คือ เรื่องราวของสุดยอดวงดนตรีเร็กเก้-สกา ที่ยังคงยืนหยัดคู่วงการเพลงไทยมาอย่างยาวนาน โดยยังคงความตั้งใจจะสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ สู่ผู้ฟังไม่เปลี่ยนแปลง

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจาก T-Bone
ขอบคุณ ร้านแผ่นเสียง recoroom ณ โครงการ GalileOasis ที่เอื้อเฟื้อสถานที่สัมภาษณ์

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load