สิป อินติเมท (SYP Intimates) หรือเรียกสั้นๆ ว่า สิป (SYP)

ดีทั้งในความหมายของสิบเต็มสิบ และ Simple Yet Perfect

สิป เป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือของไทยที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำด้านใน

จากความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของ เดีย – พัทธนันท์ วรกิตติกุล และ ฌอน – สิปปภาส ติระรัตนกุล คู่รักนักโฆษณาเจ้าของแบรนด์ ผู้สะสมชุดชั้นในลูกไม้จากการเดินทางท่องเที่ยวที่ต่างๆ ก่อนตัดสินใจเรียนตัดเย็บและออกแบบชุดชั้นในอย่างจริงจังที่มหาวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบที่ดีอันดับต้นๆ ของโลก แม้จะไม่เคยจับดินสอร่างภาพมาก่อน

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่คิดจะลุกขึ้นมาทำชุดชั้นในก็ทำได้เลย ลำพังแค่ความรักความชอบที่มีต่อชุดชั้นในนั้นไม่พอ คุณต้องมีเลือดนักสู้ด้วย เพราะมีด่านทดสอบที่รอปราบเซียนอยู่มากมาย จนไม่แปลกใจว่าทำไมบ้านเรามีจำนวนแบรนด์ชุดชั้นในทางเลือกสวนทางกับความหลากหลายของผู้หญิงนัก

ตลอดการสนทนา นอกจากโจทย์ของการทำชุดชั้นในของสิปจะสนุกแล้ว เราชอบเส้นทางการเข้าไปในโลกชุดชั้นในลูกไม้ที่รักซึ่งสนุกจนอยากเข้าไปนั่งเรียนด้วย รวมถึงอยากอาสาเป็นนางแบบลองใส่จริงทันทีเดี๋ยวนั้น

นึกโกรธตัวเองที่เกือบเอาอคติหรือความเชื่อที่คนเข้าใจตามกันว่าผ้าลูกไม้ใส่แล้วคันไม่สบายตัว และไม่เหมาะกับเมืองร้อน มาตัดสินก่อนจะได้ทำความรู้จัก สิป อินติเมท

แม้จะรู้สึกเขินเล็กกับลายบางๆ ของลูกไม้ไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าใส่แล้วกลายเป็นคนที่สวยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ใครอดใจรอไม่ไหว เราอนุญาตให้หนีไปลองเสื้อชั้นในก่อนกลับมาอ่านต่อได้นะ

โจทย์ของชุดชั้นในทางเลือก เริ่มจากความสงสัยในชุดชั้นในที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือก

มากกว่า 80 % ของผู้หญิงใส่ชุดชั้นในผิดไซส์

“เคยมีลูกค้าเข้ามาบอกว่าเขาอยากลองใส่ชุดชั้นในของเราแต่เขาใส่คัพเอฟ ซึ่งเราดูรูปจากภาพโปรไฟล์แล้วยังไงก็ไม่น่าถึงคัพเอฟ จึงติดต่อเขาไปให้เขาช่วยวัดใหม่พร้อมส่งชุดชั้นในไปให้ลอง หลังจากค้นพบไซส์ที่แท้จริง เขาก็กลายเป็นแฟนคลับประจำที่มีชุดชั้นในของเราครบทุกรุ่น ทุกสี” เดียเล่าอย่างภูมิใจ

ผลของการใส่ชุดชั้นในผิดไซส์ หากเล็กเกินไปจนเนื้อปลิ้นที่ใต้รักแร้ ในระยะยาวจะทำให้เนื้อไปกองรวมกันตรงนั้นตามความเคยชินของร่างกายที่ถูกชุดชั้นในรัดเอาไว้ หรือพื้นที่ที่ควรกระชับหน้าอกไม่พอดี ช่องว่างที่เกิดจะทำให้เนื้อหน้าอกย้ายที่หรือเปลี่ยนรูปไปจนกลายเป็นทรงที่ไม่สวยกระชับ

เดียชวนเราสังเกตเสื้อผ้าสมัยสาวๆ ของแม่ว่ามักจะมีขนาดตัวที่เล็กกว่าคนรุ่นเรามากแค่ไหน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เสื้อผ้าเปลี่ยนไปตามขนาดร่างกาย สไตล์ และตัวตนของแบรนด์ แต่ไม่ว่าจะยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ชุดชั้นในก็ไม่เคยเปลี่ยน

“ชุดชั้นในที่มีในท้องตลาดเป็นชุดชั้นในโครงเล็กมาอย่างไรก็อย่างนั้น เพราะเน้นการบีบดันทรงซึ่งส่งผลที่ไม่ดีต่อร่างกายในอนาคต เนื่องจากตรงหน้าอกมีต่อมน้ำเหลืองและเส้นเลือดเล็กๆ มากมาย การใส่ชุดชั้นในทรงแคบๆ ติดต่อกันเกิน 6 ชั่วโมงจะทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นอุดตันเกิดเป็นซีสต์และมีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้าย

“คนเรามีอ้วนขึ้นและผอมลง เราจึงควรปรับชุดชั้นในให้เข้าร่างกาย” เดียสรุป

ความตั้งใจแรกของเดียคืออยากทำให้ สิป อินติเมท เป็นชุดชั้นในทางเลือก โดยส่งมอบชุดชั้นในลูกไม้คุณภาพที่ดีในราคาเท่าที่ทุกคนเคยจ่าย

ต่อมาเธออยากทำแบรนด์นี้ให้สร้างชื่อเสียงแก่ประเทศเพราะรู้ดีว่าคนไทยมีฝีมือมาก แต่การเข้ามาทำธุรกิจชุดชั้นในโดยอาศัยความรักความหลงใหลชุดชั้นในเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

การรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในชุดชั้นในแต่ละชาติ เพื่อทำแบรนด์ชุดชั้นในแห่งชาติ

ความหลงใหลในชุดชั้นในลูกไม้ของเดียเกิดขึ้นจากความชอบ หลังได้ลองใส่แล้วรู้สึกสวยขึ้นมาในทันที แล้วยังใส่สบายอย่างที่ไม่เคยพบในแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ของไทย ความสงสัยทำให้เธอเริ่มเสาะหาและสะสมชุดชั้นในจากการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้เธอรู้จักเนื้อผ้าลูกไม้และแพตเทิร์นที่สวยแปลกตาแต่ดีมากมาย

ชุดชั้นในของผู้หญิงแต่ละพื้นที่สะท้อนทัศนคติและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน

ในยุโรป มีแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ของตลาดชุดชั้นในทั้งหมด เป็นผลมาจากการเติบโตท่ามกลางศิลปะ ทำให้พวกเธอละเอียดอ่อนกับการเลือกข้าวของเครื่องใช้มาก แม้ชุดชั้นในจะมีวิวัฒนาการมากมาย จากผ้าไม่ยืดกลายมาเป็นผ้ายืด มีโครงและฟองน้ำเพิ่มระดับความมั่นใจ ผู้หญิงยุโรปก็ไม่นิยมบราที่มีฟองน้ำอยู่ดี เพราะเธอไม่ชอบสิ่งที่ดูเกินจริงไปจากธรรมชาติ

ต่างจากฝั่งอเมริกาที่มีชุดชั้นในหลากหลาย โดยเฉพาะแบบเสริมทรง ดันทรง ซึ่งตรงกับค่านิยมในสังคมที่สนใจรูปลักษณ์ภายนอก และการเรียกร้องความสนใจหรือทำให้สะดุดตา

ขณะที่ตลาดชุดชั้นในญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่การเสริมฟองน้ำ ทำให้ผู้หญิงคัพเอกลายเป็นผู้หญิงคัพอีได้ง่ายๆ และแม้ภายนอกจะแต่งการสไตล์มินิมอลแค่ไหน ชุดชั้นในของพวกเธอจะมีรายละเอียดของริบบิ้น โบ ดอกไม้ และผีเสื้อปัก โดยเฉพาะลูกไม้ต้องมีอย่างน้อย 3 สี แสดงถึงบุคลิกคนญี่ปุ่นที่ขี้เกรงใจและเก็บความรู้สึกเก่ง สำหรับตลาดจีนและฮ่องกงซึ่งใหญ่มากในเอเชียก็มีชุดชั้นในให้เลือกมากมายหลากหลายตามฐานะและความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกัน

ชาติที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ ตะวันออกกลาง ภายใต้ชุดที่ใส่ตามความเชื่อในศาสนามีความหรูหราตั้งแต่หัวจรดเท้าซ่อนอยู่ แบรนด์ชุดชั้นในราคาแพงๆ ที่เคยเห็นคนซื้อราคาสูงถึง 30,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับชุดชั้นในลูกไม้ของไทยที่มีอยู่ในตลาด มักเป็นลูกไม้คุณภาพไม่ดีมากนัก ทำให้เกิดอาการแพ้และคัน จนสร้างความเข้าใจผิดว่าชุดชั้นในลูกไม้ใส่แล้วไม่สบายตัว

ลูกไม้ที่ดีคือ ลูกไม้ที่มีความยืดหยุ่น 12 – 20 เปอร์เซ็นต์ และความยืดหยุ่นนี้เองที่ทำให้รู้สึกใส่สบาย นุ่มและไม่คัน

ถ้าคิดจะทำแบรนด์ชุดชั้นใน ก็ต้องรู้ทุกเรื่องของการออกแบบและตัดเย็บชุดชั้นใน

กว่าจะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้ทำมือ มีด่านทดสอบเดียมากมาย เริ่มตั้งแต่หาโรงเรียนสอนแพตเทิร์นชุดชั้นใน เนื่องจากเป็นชุดที่สัมผัสกับร่างกายโดยตรง วิธีการตัดเย็บจึงมีรายละเอียดที่มากกว่าเครื่องแต่งกายประเภทอื่นหลายเท่า

“ชุดชั้นในลูกไม้ 1 ชิ้นประกอบด้วยชิ้นส่วนอย่างน้อย 12 ชิ้น แต่ละส่วนมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ส่วนนี้ต้องยืดได้ขณะที่ส่วนนั้นต้องไม่ยืด” เดียเล่าด้วยตาที่เป็นประกาย ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจไปแล้วตั้งแต่รู้จำนวนชิ้นส่วน

เพราะเป็นวิชาที่ไม่มีใครเปิดสอนอย่างจริงจังแล้วในปัจจุบัน กว่าจะเจอคุณครูที่ยอมสอน เดียต้องผ่านการเรียนแพตเทิร์นเสื้อเชิ้ตทั่วไป 101 ก่อนเป็นเวลา 6 เดือน นั่นทำให้เธอเข้าใจองค์ประกอบและรายละเอียดของชุดชั้นในเร็วขึ้น

ก่อนจะกลับไปเป็นนักเรียนออกแบบเต็มเวลาของหลักสูตรการออกแบบชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำหรือ Lingerie Design ที่ University of the Art London (London College of Fashion) ประเทศอังกฤษ

“ช่วงเวลาที่เรียน เป็นช่วงเวลาที่สนุกและมีความสุขมากเหมือนได้เปิดโลกใหม่” เดียรีบตอบเมื่อเราถามถึงความรู้สึกของเธอ

เดียและเพื่อนนักเรียนทั้งห้าจากต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างประสบการณ์ ต่างเหตุผล ทุ่มเทพลังเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือวิธีคิดและออกแบบชุดชั้นในหรือชุดว่ายน้ำที่ลงมือทำเองทุกกระบวนการ

แบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่

บทเรียนแรกสุดคือ การหาแรงบันดาลใจและแปลงแรงบันดาลใจนั้นให้กลายเป็นงานออกแบบ

“การบ้านที่ต้องทำทุกวันคือลองชุดชั้นในหลังเลิกเรียนอย่างน้อย 6 แบบไม่ซ้ำกัน เพื่อเล่าสู่กันฟังหน้าชั้นเรียนในเช้าวันถัดมา เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าหน้าอกผู้หญิงมีเป็นร้อยแบบ ไม่มีใครหน้าอกเท่ากัน ยกเว้นคนทำศัลยกรรม เราจำเป็นต้องหาให้เจอว่าใส่แบบนี้แล้วสวยเพราะอะไร ไม่สวยเพราะอะไร เพื่อให้คำแนะนำถูกต้องแก่ลูกค้า และแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ออกแบบอย่างเข้าใจสรีระของผู้สวมใส่ไม่ใช่แค่สวยดีน่าใช้” เดียเล่าบรรยากาศการเรียนการสอนที่เราอยากให้มีจริงๆ ในประเทศไทย

ก่อนจะขอให้เดียยกตัวอย่างแบรนด์ที่ชอบมากๆ ถึงขั้นยกให้เป็นครูชุดชั้นใน

แบรนด์แรกคือ La Perla เป็นแบรนด์อิตาลี เป็น Luxury brand แพทเทิร์นและการตัดเย็บสวยมาก เป็น Handmade ผลิตที่อิตาลี ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นงานที่ทำด้วยมือทั้งหมด จากรายละเอียดการเข้ามุมเล็กๆ น้อยๆ ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมี Intimissimi แบรนด์อิตาลีที่พัฒนาแพตเทิร์นอยู่ตลอดเวลา และแบรนด์สุดท้ายคือ Else เป็นแบรนด์จากตุรกี ลายลูกไม้และการตัดต่อชิ้นส่วนของลูกไม้สวยมาก

เรียนรู้ที่จะไม่หมกหมุ่นอยู่แต่กับแบรนด์ของตัวเอง จนคนอื่นแตะต้องไม่ได้

วิชาหาแรงบันดาลใจเกิดขึ้นพร้อมๆ กับวิชาสังเคราะห์หาสไตล์ ซึ่งใช้เวลา 2 สัปดาห์ โดยที่ครูยังไม่ยอมให้จับผ้าลูกไม้สักชิ้นถ้ายังหาสไตล์ของตัวเองไม่เจอ ไม่เพียงเพื่อให้ได้คอนเซปต์ที่กำหนดแบรนด์ แต่ยังเป็นการกำหนดแกนหลักของงานออกแบบในแต่ละคอลเลกชันที่จะเกิดขึ้นตามมา

“ในห้องเรียน ครูจะให้เราออกแบบ 1 แบบ แล้ววาดซ้ำเป็น 6 รูป เพื่อแจกให้เพื่อนร่วมชั้นเติมสิ่งที่คิดว่าสวยลงไป จากนั้นให้เราเลือก 1 แบบที่เพื่อนเติมเต็มแบบของเราได้สมบูรณ์ที่สุด ทุกคนจะได้ร่วมกันทำสิ่งนี้ เป็นการเรียนการสอนที่เปลี่ยนทัศนคติเราไปเลย เพราะโดยปกติของคนทำแบรนด์จะหมกมุ่นอยู่กับแบรนด์และตัวเอง ไม่ยอมให้แตะต้องหรือแนะนำอะไรได้ วิธีการแบบนี้สอนให้เราเปิดรับ เพราะการที่เราชอบแบบแบบหนึ่งไม่ได้แปลว่าผู้บริโภคจะชอบเหมือนกันกับเรา” เดียเล่าก่อนเสริมว่า เธอและเพื่อนร่วมชั้นต้องฝึกทำสิ่งนี้ในทุกวัน

แรงบันดาลใจจากดอกไม้ในสวนสาธารณะที่เดินผ่านทุกวันระหว่างไปเรียนช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เธอคิดถึงดอกไม้ของเอเชียซึ่งมักจะเป็นดอกไม้เล็กๆ น่ารัก กลายมาเป็นคอนเซปต์ ‘ดอกไม้ของเอเชีย’ ที่เดียนำเสนอในชั้นและพัฒนาต่อ

จากนั้นลงมือเขียนแพตเทิร์นโดยคำนวนและปรับสัดส่วนผ่านหุ่นโดยละเอียด ไม่อาจคลาดเคลื่อนเกิน 0.5 เซนติเมตร แพตเทิร์นชุดชั้นในชิ้นแรกของเดียคือกางเกงในเอวสูงซึ่งสวยและใช้ได้จริง ไม่ดูโบราณ ปรับไม่ให้รัดต้นขามากเกิน

“ตอนที่เสร็จสมบูรณ์ครูบอกว่าจะรอคอยการผลิตจริง เพราะสิ่งนี้จะเป็นที่นิยมในอีก 2 ปีข้างหน้าและก็เป็นตามที่ครูพูดจริงๆ” เดียยิ้ม

บทเรียนต่อมา คือการทำความรู้จักและเลือกสรรวัตถุดิบ  

ซึ่งก่อนหน้านี้ เดียใช้เวลาอยู่ 2 ปีในการตามหาโรงงานที่ผลิตลูกไม้แต่ไม่เคยหาเจอ จนกระทั่งมาเรียนที่นี่ซึ่งรวบรวมตัวอย่างผ้า รายชื่อและช่องทางการติดต่อแบรนด์และโรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำจากทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจคือ ผ้าลูกไม้เนื้อที่เดียชอบส่วนใหญ่ผลิตโดยโรงงานในประเทศไทย ซึ่งผลิตลูกไม้ส่งออกให้แบรนด์ในยุโรปมายาวนาน

“หลังจากเลือกผ้าลูกไม้ที่ชอบได้แล้ว ครูจะให้หัดวาดลายนั้นแบบละเอียด วาดจนเหมือนลอกลาย เส้นเล็กเส้นน้อยต้องวาดให้หมด เพราะมีผลต่อคนเย็บต่อลายชุดชั้นใน” เดียเล่าไปจนถึงเรียนวิธีนำเสนอไอเดียและแบบ วิธีขายของ ช่างเป็นหลักสูตรออกแบบที่น่าเรียนที่สุดในโลก

ด่านปราบเซียนของการทำแบรนด์ คือ โรงงานและผู้ผลิตวัตถุดิบ

หลังจากผ่านด่านการออกแบบชุดชั้นในจนเริ่มเข้าที่ ก็มาถึงด่านปราบเซียนของการผลิต

การหาวัตถุดิบและโรงงานเย็บชุดชั้นในในช่วงที่โรงงานผลิตชุดชั้นในภายในประเทศปิดตัวลง เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ ย้ายฐานการผลิตแบบนี้ ไม่ใช่งานเล็กๆ เลย ซึ่งกว่าเดียจะเจอโรงงานที่ยอมผลิตในหลักพันตัว โดยแลกกับการหาและสั่งซื้อวัตถุดิบเองทั้งหมด ก็ทำให้เรานับถือเธอในใจ

“ในการผลิตเสื้อผ้าทั่วไปจะใช้แค่ผ้า กระดุม ด้าย เท่านั้นจบ แต่สำหรับชุดชั้นในนั้นมีตะขอ ห่วง ยางอย่างน้อย 4 ชนิด โครง ลูกไม้ ผ้าดาม พลาสติกที่อยู่ข้างผ้า ป้ายเหล็ก โบเล็ก ที่สนุกคือ ไม่มีที่ไหนขายของเหล่านี้ด้วยกันเลย เราต้องติดต่อเองใหม่ทั้งหมด และเป็นการติดต่อตรงกับโรงงานซึ่งกำหนดการซื้อขั้นต่ำ” เป็นเวลากว่า 7 เดือนที่เดียรวบรวมวัตถุดิบเหล่านี้อย่างครบถ้วน

ไปจนถึงการหาโรงงานผลิตโครงพิเศษ ซึ่งเธอออกแบบให้กว้างขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ให้เหมาะสมกับสรีระของคนในปัจจุบันจะทำให้รู้สึกใส่สบายขึ้น เพื่อลดการระคายเคือง รอยกดทับด้านข้างและทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือเป็นรอยแดง ซึ่งโครงที่สั่งทำพิเศษส่งผลต่อการออกแบบแพตเทิร์นของชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด

แนวคิดที่หยิบผ้าไหมไทยมาใช้แทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

นอกจากวิชาความรู้ โรงเรียนสอนออกแบบยังแนะนำให้รู้จักสุดยอดงานประจำปี ที่ๆ เป็นเหมือนดิสนีย์แลนด์แห่งวงการชุดชั้นใน

Interfilière คืองานมหกรรมที่รวมทุกเรื่องของวงการชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำ จัดขึ้นที่ปารีส มิลาน นิวยอร์ก ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ยิ่งใหญ่มาก เป็นงานงานเดียวที่กำหนดเทรนด์ชุดชั้นในในโลก ไม่เพียงรวมแบรนด์จากทั่วโลกแล้ว ในงานยังเต็มไปด้วยนางแบบชุดชั้นในเดินไปมาทั่วงาน

“ที่น่าสนใจคือเทรนด์ชุดชั้นในเมื่อก่อนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนเสื้อผ้าทั่วไป แต่ 4 – 5 ปีหลังนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ทั้งมีการพัฒนาวัตถุดิบและวัสดุใหม่ๆ ขณะที่หลายๆ ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับผ้าธรรมชาติและวัสดุรีไซเคิล ทำให้เรารู้สึกอยากหาวัสดุที่มีเอกลักษณ์ และเพิ่มตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนขึ้น เราก็กลับมามองว่าเราน่าจะมีอะไรซักอย่างที่บอกความเป็นไทย” เดียเล่าย้อนถึงที่มาของแนวคิดที่ใช้ผ้าไหมไทยแทนฟองน้ำในชุดชั้นใน

เพราะคนไทยยังไม่ชินกับการใส่บราลูกไม้โดยที่ไม่มีอะไรปิด เดียจึงนำไอเดียผ้าไหมไทยมาต่อยอดแทนฟองน้ำ เดียเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอพยายามพัฒนาให้ผ้าไหมยืดได้ แต่ด้วยโครงสร้างของเส้นใยธรรมชาติที่จะขาดเมื่อยืด จนได้รู้จักกับโรงงานที่ผลิตผ้าไหมส่งออกให้ญี่ปุ่น

“เวลาพูดคำว่าผ้าไหม คนจะติดภาพชุดไปงานแข็งๆ แต่ในความจริงแล้ว มีผ้าไหมที่นิ่มและเรียบเนียนมากๆ อยู่จริง แต่มีผลิตอยู่เพียง 2 โรงงานเท่านั้น” เดียยิ้ม

หลังจากวางจำหน่ายชุดชั้นในลูกไม้ผ้าไหมรุ่นแรกก็ทำให้แฟนๆ เรียกร้องหารุ่นสอง ซึ่งจะเป็นรุ่นที่มาพร้อมโครงที่ออกแบบพิเศษ

“เราแอบมีความฝันเล็กๆ อยากให้เคท มิดเดิลตัน ได้ใส่ชุดชั้นในลูกไม้ที่ทำจากผ้าไหมไทยของเรา เพราะเรารู้สึกว่าลูกไม้ของไทยเราดีมากๆ เลยนะ ฝีมือเราสู้งานของประเทศอื่นๆ สบายเลย” เดียเล่าความฝันด้วยตาเป็นประกาย

สิ่งที่ผู้ชายไม่เคยบอกผู้หญิงอย่างเรา

“ในมุมของผู้ชาย เราชอบชุดชั้นในลูกไม้เพราะสวยเข้ากันดีกับสรีระที่เป็นธรรมชาติ” ฌอน ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ที่เป็นทั้งพาร์ตเนอร์และคู่ชีวิต เล่าเสริมเรื่องที่ผู้ชายไม่เคยบอกเรา

เป็นธรรมชาติของผู้ชายที่ชอบดูของสวยงาม แต่เพราะเขารู้ว่าเรื่องนี้ช่างละเอียดอ่อน การเอ่ยปากชมหรือแนะนำเรื่องชุดชั้นที่สวยกับผู้หญิงอาจจะสร้างเรื่องกระทบกระทั่งโดยไม่จำเป็น

“ไม่ต่างจากเครื่องสำอาง วันไหนที่คุณแต่งหน้าสวยเราก็ชื่นชม ในบางวันที่แต่งหน้าน้อยหรือหน้าสดเราก็จะไม่ร้องทักให้เสียบรรยากาศ” ฌอนยืนยันอีกครั้งว่าผู้ชายสนใจมองแต่เลือกที่จะไม่พูด

เป้าหมายของสิปคือการเป็นชุดชั้นในลูกไม้ที่สวยช่วยเสริมความมั่นใจที่อยู่ลึกข้างในของผู้หญิง

“ลองหมุนตัวสัก 1 – 2 รอบหน้ากระจก เพื่อชื่นชมสร้างมวลบวกที่ตัวเองรู้สึกดีกับตัวเองก่อนออกจากบ้านไปเริ่มต้นวันดีๆ” เดียเล่า

“ใช่ ผู้หญิงที่มั่นใจจากด้านใน ช่วยส่งพลังบวกถึงคนรอบข้างได้จริงๆ นะ พอมั่นใจจากข้างในทุกอย่างก็จะดูดีขึ้น แค่ใส่ชุดชั้นในสวยๆ ก็ทำให้มั่นใจจากข้างในง่ายๆ ได้ทุกวัน ไม่จำเป็นต้องรอใส่ในวันพิเศษเท่านั้น” ฌอนเสริม

นอกจากเรื่องความสวยมั่นใจในตัวเอง ความน่ารักของแบรนด์ที่เรามองว่าเป็นจุดแข็ง คือการที่ชุดชั้นในของสิปมีส่วนช่วยให้สถาบันครอบครัวกลับมาสดใสแข็งแรง

“มีพี่ที่ออฟฟิศเก่าท่านหนึ่งเขาไม่เคยลงรูปสามีในโซเชียลฯ มาก่อนเลยนะ จนเมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์นับจากวันที่อุดหนุนชุดชั้นในไป ก็ลงรูปไปเที่ยวหัวหินกับสามี พร้อมกับบอกว่าสามีชมว่าสวย” เดียเล่าผลตอบรับที่เราฟังแล้วยิ้มตาม

แม้จะเป็นแบรนด์ชุดชั้นในลูกไม้น้องใหม่ แต่สิป อินติเมท ตั้งใจจะออกแบบใหม่ๆ ทุก 2 เดือน เพราะลูกค้าเริ่มถามหาแบบใหม่ๆ หลังจากที่เพิ่งซื้อไปไม่นาน และลูกค้าส่วนใหญ่ของแบรนด์เป็นลูกค้าประจำที่ซื้อทุกแบบทุกสีที่มี

นอกจากช่องทางจำหน่ายในออนไลน์แล้ว ยังตามไปลองและสัมผัสผ้าลูกไม้คุณภาพดีก่อนตัดสินใจได้ที่ร้าน The Wonder Room สยามเซ็นเตอร์ และที่ร้าน Pomelo ทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“Everyday is special with beautiful lingerie.” เพราะชุดชั้นในสวยๆ ทำให้ทุกวันเป็นวันพิเศษ – สิป อินติเมท

SYP INTIMATES
www.sypintimates.com
Instagram :   @sypintimates
Lesson Learnt

สิ่งที่เดียย้ำเสมอตลอดการสนทนาคือ ความรู้จริงในสิ่งที่ทำ ต้องไม่ใช่แค่อยาก แต่ต้องรอบคอบ รู้วิธีคำนวณต้นทุน รู้หลักการเบื้องต้นของการทำธุรกิจ ศึกษาสิ่งที่ควรรู้ในการทำธุรกิจนั้นๆ ให้ครบแล้วค่อยตัดสินใจ บางทีความชอบของเราอาจจะอยู่แค่ซื้อสะสมก็โอเค ไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจ

ขณะที่ฌอนเสริมว่า ในการทำธุรกิจเราจำเป็นต้องรู้และเตือนตัวเองเสมอว่า จุดประสงค์ในวันที่เริ่มต้นทำสิ่งนี้คืออะไร กลุ่มเป้าหมายเราคือใคร เรากำลังทำอะไรอยู่ และเพื่ออะไร

 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ใครไป 7-Eleven บ่อย ๆ แล้วชอบเลือกซื้อสินค้าในตู้เย็นที่เต็มไปด้วยอาหาร Ready to Eat น่าจะเคยหยิบข้าวโพดฝัก V Farm ในบรรจุภัณฑ์สีเขียวสดลงตะกร้า อุ่นทานร้อน ๆ แกะซองออกมาพบว่าหวาน หอม อร่อย เหมือนแกะเปลือกกินสด ๆ จากต้นแบบไม่ต้องลุ้น

เริ่มต้นจากข้าวโพด แตกลายสินค้าจากพืชชนิดเดียวกันเป็นหลายอย่าง ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น ๆ ที่ส่งตรงจากฟาร์มในรูปแบบพร้อมทานอย่างแห้วหรือมันหวานญี่ปุ่น และล่าสุดปีที่ผ่านมา มีอาหารพร้อมทานกลุ่ม Plant-based ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก

ธุรกิจนี้ก่อตั้งในปี 2014 ภายใต้ชื่อบริษัท V Foods Thailand โดย คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไอเดียตั้งต้นคือการทำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จนได้ไปอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ซึ่งตีพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยคอร์เนล บทความเล่าถึงคุณประโยชน์ของข้าวโพดต้มสุกที่ยังไม่รู้ทั่วในวงกว้าง แม้ว่าจะเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

“แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กินเพื่อรสชาติอร่อย เป็นอาหารทานเล่นทั่วไป ไม่ได้ทานในเชิงคุณประโยชน์แบบ Functional Benefits”

V Farm ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้าจากวัตถุดิบทางการเกษตร ได้ทำงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ พร้อมรางวัลในมือมากมาย อาทิ 7-Eleven Innovation Awards และ 7-Eleven Thai SMEs Sustainability Awards จากซีพี ออลล์, Innovative House Awards ประเภทผู้ประกอบการดีเด่น จากสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเมื่อปีที่ผ่านมาก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในด้านเศรษฐกิจประเภทวิสาหกิจขนาดกลาง National Innovation Awards จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

พี-อนรรฆ โกษะโยธินเริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อในแผนกการตลาดเมื่อหลายปีก่อน และจะมารับหน้าที่เล่าเรื่องการเดินทางของแบรนด์นี้ให้เราฟัง

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

01

ธุรกิจข้าวโพดของ V Farm มีจุดเริ่มต้นอยู่ 2 เรื่อง คือผลิตภัณฑ์มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายและตลาดในเมืองไทยคนรู้จักข้าวโพดอยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารการให้ความรู้นั้นง่ายกว่า

ตอนเริ่มต้นธุรกิจบริษัทยังไม่มีโรงงานผลิตของตัวเอง จึงต้องสร้างเครือข่ายกับโรงงานที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเกษตรกรที่ได้คุณภาพมาเป็นคู่ค้า 

ด้วยความที่สินค้ามี Low Shelf Life หรืออายุในการเก็บรักษาระยะสั้น โมเดลธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับการกระจายสินค้าเป็นที่สุด คำตอบคือการจำหน่ายใน 7-Eleven ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทุกหัวเมือง แถมยังเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งพีบอกว่า

“หัวใจของสินค้าเราคือ Fresh from farm to you ถ้าไม่ใช้โมเดลนี้ เราไม่มีทางกระจายสินค้าทั่วประเทศได้ทุกวัน”

กระบวนการผลิตของข้าวโพด V Farm เริ่มตั้งแต่ช่วงตี 4 เกษตรกรจะออกไปไร่เพื่อตัดข้าวโพด ที่ต้องไปแต่เช้ามืดเพราะแดดกลางวันทำให้ผลผลิตเสียง่ายขึ้น พวกเขาใช้เวลาราว ๆ 8 ชั่วโมงในการเก็บเกี่ยว ก่อนจะนำมาเข้ากระบวนการทำความสะอาด ปอกเปลือก แบ่งตามสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง

นั่นแปลว่าภายใน 12 ชั่วโมง ผลผลิตจะอยู่ในแพ็กเกจพร้อมส่ง และกระจายไปยัง 7-Eleven นับหมื่นสาขา

เรียกได้ว่าต้องอาศัย Know-how ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร และการกระจายสินค้าที่จะตอบโจทย์ธุรกิจนี้

“ตั้งแต่ตัดออกมาจากต้น ผู้บริโภคสามารถกินได้เลยในวันเดียวกัน สินค้าของเราจึงสด ใหม่ อร่อย สินค้าที่ส่ง 7-Eleven จะผ่านกระบวนการพาสเจอไรซ์ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนนม นมยูเอชทีในกล่องกับนมพาสเจอไรซ์ที่ต้องแช่ตู้เย็น เวลาดื่มจะรู้สึกว่ารสชาติแตกต่างกัน ของเราก็เป็นแบบนั้น”

ข้อดีของการพาสเจอไรซ์คือคงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้มากที่สุด ขณะที่ข้อเสียคือ Shelf Life ต่ำกว่ามาก สินค้าส่วนใหญ่มีอายุแค่ 7 วัน บางอย่างโชคดีหน่อยก็ 12 วัน และจำเป็นต้องอยู่ในตู้เย็น 

“ข้อจำกัดคือเราไปขายที่อื่นไม่ได้ เช่น ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้า เพราะสินค้าที่ห้างต้องมี Shelf Life นานหน่อย เพราะคนเดินห้างช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น Business Model สินค้านี้มันเหมาะกับ 7-Eleven ซึ่งพอจะไปขายที่อื่น เราก็ต้องพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่”

การเป็นคู่ค้ากับร้านสะดวกซื้อเจ้าเดียวก็กลายเป็นอีกข้อจำกัดในด้านแบรนดิ้ง เพราะลูกค้าจำแบรนด์ไม่ได้ รู้จักแต่ ‘ข้าวโพดเซเว่น’

พีและทีมจึงผลัดกันสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมถึงรีแบรนดิ้งครั้งใหญ่ พัฒนาเว็บไซต์ ปรับแพ็กเกจจิ้ง และเปลี่ยนจากที่เคยใช้ชื่อเฉพาะสำหรับอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น V Corn กับข้าวโพด และ V Farm กับฟาร์มโปรดักต์อื่น ๆ มาอยู่ภายใต้ร่มเดียวกันในชื่อ V Farm ทั้งหมด

02

ข้าวโพดไม่ใช่ของใหม่ในตลาดและหาซื้อได้ทั่วไป แต่ V Farm เล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีใครเคยตอบรับ

“มันเป็นจุด Unmet Needs เราพัฒนาจากข้าวโพดที่ซื้อได้ทั่วไป มาเป็นข้าวโพดสายพันธุ์พิเศษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินข้าวโพดที่อร่อย สะอาดกว่า สดกว่า เราให้ความสำคัญกับกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การวิจัยข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ และวิธีปลูก ไปจนถึงกระบวนการผลิตแบบพาสเจอไรซ์

“เรามอบความแน่นอนให้ผู้บริโภค ด้วยแหล่งที่มาคุณภาพ ผลผลิตได้มาตรฐาน ไม่ต้องลุ้นขนาดฝักว่าจะเล็กหรือใหญ่ ครั้งนี้จะเท่ากับที่ซื้อครั้งก่อนไหม หวานเหมือนกันทุกฝัก และมีขายตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องกลัวว่าวันนี้แม่ค้าจะมาหรือไม่มา” พีหัวเราะ

“เราเลยไม่เคยเปรียบเทียบว่าของเราดีกว่า แต่มีจุดยืนอยากทำให้คนเห็นประโยชน์จากข้าวโพด มากกว่ากินแค่เพราะอร่อย และพยายามสื่อสารเรื่องข้อดีของมันมาตั้งแต่วันแรก”

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

03

โปรดักต์หลักของ V Farm คือข้าวโพดสายพันธุ์ Golden Sweet Corn ซึ่งวิจัยมาแล้วว่าปลูกได้ดี ได้ผลสม่ำเสมอ และเป็นสินค้ากินง่ายที่คนคุ้นเคยกันดี แต่หากลองดูรายการสินค้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าของแบรนด์นี้ทั้งสนุกและตอบโจทย์ ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

ปี 2014 ข้าวโพดหวานพร้อมทานแบบฝัก เมล็ดข้าวโพดคลุกเนยแบบถ้วย

ปี 2015 ข้าวโพดหวานแบบฟักตัด 3 ท่อน น้ำนมข้าวโพด

ปี 2016 เมล็ดข้าวโพดปิ้งน้ำกะทิแบบถ้วย

ปี 2017 เมล็ดข้าวโพดพร้อมทานแบบถ้วย

ปี 2018 ชุดรวมนึ่งหรือ Healthy Mix ประกอบด้วยข้าวโพด มันม่วง ฟักทอง นึ่ง

ปี 2019 ข้าวโพดข้าวเหนียวม่วงแบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล) ข้าวโพดฝักรสซอสต๊อด (ทำงานร่วมกับTODD Sauce) น้ำฟักทอง 

ปี 2020 ส้มตำข้าวโพดสูตรตำมั่ว (ทำงานร่วมกับTUMMOUR) น้ำนมข้าวโพดสูตรเพิ่มเนื้อ น้ำนมข้าวโพดสูตรน้ำตาลน้อยกว่า มันหวานญี่ปุ่นนึ่ง ลูกเดือยอบกรอบ

ปี 2021 อาหารพร้อมทานที่ทำจากพืชในซีรีส์ Plant-based Bites Classic Thai Taste แห้วนึ่งพร้อมทาน ข้าวโพดเทียนทิพย์แบบฝัก (สินค้าตามฤดูกาล)

พีเล่าให้ฟังว่า ขณะที่สินค้าบางอย่างคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง เช่น ชุดรวมนึ่งตั้งแต่ยุคที่คลีนฟู้ดยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นของว่างที่อิ่มท้องและมีสารอาหารเพียงพอ หาซื้อง่าย กินได้เร็ว หรือน้ำนมข้าวโพดที่แต่ก่อนไม่มีเมล็ดข้าวโพด แต่จากการสอบถามพบว่าคนรุ่นใหม่ชอบกิน ก็เลยใส่เพิ่มเข้าไป เป็นต้น

สินค้าบางอย่างก็ตอบโจทย์ธุรกิจไปด้วยในเวลาเดียวกัน อย่างสายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดทั้งหลายที่นอกจากถูกใจคนกิน ยังใช้ประโยชน์จากข้าวโพดได้ทุกส่วน ฝักที่ได้เกรดเอนำไปขายทั้งฝัก ส่วนฝักที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานแทนที่จะเสียเปล่า ก็มาคิดต่อว่ามีวิธีไหนที่แก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ยังเสิร์ฟได้เหมือนเดิม ทั้งกินง่ายขึ้น เลยนำมาตัดเป็น 3 ท่อน รวมถึงน้ำนมข้าวโพดและข้าวโพดคลุกเนยที่เสิร์ฟในถ้วย เพื่อให้มีส่วนที่เหลือจากการผลิตให้น้อยที่สุด

เขาคิดไปถึงขั้นที่นำซังข้าวโพดที่เหลือทิ้งจากการรูดเมล็ดทำน้ำนม ต่อยอดเป็นถ่านฟืนออกมาขาย และวันหนึ่งถ้าเราเห็นผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่ทอจากไหมข้าวโพดก็ไม่ต้องแปลกใจ

สินค้า Collaboration อย่างข้าวโพดกับซอสต๊อดและส้มตำข้าวโพดก็มีที่มาที่ไปน่าสนใจมาก ข้าวโพดกับซอสต๊อดเกิดจากที่แบรนด์มองหาความสดใหม่จากเทรนด์ชอบกินเผ็ด ออกมาเป็นข้าวโพดเสียบไม้คลุกซอสทานง่าย

ส่วนส้มตำข้าวโพดได้ร้านตำมั่วเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ พัฒนาซอสส้มตำในแพ็กเกจจิ้งเป็นถ้วย แยกวัตถุดิบเครื่องปรุงทุกอย่าง เขย่าให้เข้ากันและกินได้เลย

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ V Farm แบ่งออกเป็น3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สินค้าจากข้าวโพด สินค้าจากฟาร์มอย่างแห้ว มันหวานญี่ปุ่น มันม่วง หรือฟักฟอง และสินค้ากลุ่มอาหาร Plant-based พร้อมทานที่ทำจากพืช

V Farm เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าสดจากไร่ทุกวันทั่วไทย

Plant-based Food เกิดจากการที่บริษัทไปร่วมลงทุนในบริษัท Foodtech Startup เจ้าของผลิตภัณฑ์เนื้อที่ทำจากพืช More Meat และนำมาต่อยอดเป็นอาหารพร้อมทานที่ทำจากพืช V Farm Plant-based Bites รสชาติไทย ๆ เช่น ลาบทอด ต้มยำทอด และทอดมันข้าวโพดเนื้อปู โดยใช้โปรตีนจากพืชที่ทำจากถั่วเหลืองและเห็ดแครง ซึ่งเป็นโปรตีนจากพืชที่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และยังเป็นการไปส่งเสริมเกษตรกรที่ จ.สงขลา ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของ V Farm เพราะเป็นโปรดักต์ที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมยังสะดวก

“ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรายกให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ยุคก่อนเวลาหากลุ่มเป้าหมาย ก็มักจะยึด Demographicต่าง ๆ เพศอะไร อายุเท่าไหร่ มีรายได้ต่อเดือนแค่ไหน ทาร์เก็ตของเราในวันนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า Urban Healthy Lifestyle หรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในหัวเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุบลฯ หรือภูเก็ต คนในหัวเมืองจะมีวิถีใกล้เคียงกัน คนทำงานใช้ชีวิตเร่งรีบ ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง 

“สินค้าของเราไปทาง Mass อยู่แล้ว แต่ต้องอยู่ในราคาที่จับต้องได้ ทาร์เก็ตอีกกลุ่มอย่างคนที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วงหลังมานี้ จนตอนนี้มีแบบที่เรียกว่า Flexitarian ซึ่งมาจาก Flexible กับ Vegetarian คนเหล่านี้จะยืดหยุ่นมากกว่า ทานผักมากกว่าเนื้อ ซึ่งนอกจากดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มาจากการผลิตเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย

“เราไม่ได้บังคับให้ทุกคนเปลี่ยนมากินผัก แต่เราทำอะไรที่คนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันสะอาด ได้คุณประโยชน์ครบถ้วน ใครกินก็เป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเขา”

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

04

สายผลิตภัณฑ์ข้าวโพดยังขายอยู่ที่เดียวที่ 7-Eleven เพราะมีข้อจำกัดเครื่องการกระจายสินค้าเพื่อคงความสดใหม่ ส่วน Farm Product ที่พัฒนาให้เก็บรักษาได้นานขึ้น และ Plant-based Food ซึ่งมีอายุยืนกว่า เริ่มกระจายไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและบนร้านค้าออนไลน์ และส่งออกไปต่างประเทศเช่นอังกฤษและฮ่องกงในปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดฝักตัด 3 ท่อนจำนวนหมื่นกว่าแพ็ก แห้วพร้อมทานจำนวนหมื่นกว่าแพ็ค และข้าวโพดถ้วยคลุกเนยจำนวนเกือบ 2 หมื่นแพ็ก ถูกกระจายไปทั่วประเทศในทุก ๆ วัน

ด้วยยอดการผลิตที่สูงและสม่ำเสมอในทุกวัน V Farm จึงต้องการคนร่วมอุดมการณ์ในการทำธุรกิจนี้ให้ยั่งยืน โดยบริษัทได้เข้าไปส่งเสริมครือข่ายเกษตรกรที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และขยายไปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและอีสานกว่า 1,000 ครัวเรือนต่อปี

“ถ้าเกษตรกรปลูกข้าว 10 ไร่ จะได้สูงสุด 2 รอบต่อปี และมีผลกำไร 80,000 บาท แต่ถ้าปลูกข้าวโพดจะได้ 2 – 3 รอบ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 210,000 บาทต่อปี

“เครือข่ายเกษตรกรทุกรายจะได้ทำข้อตกลง Contract Farming เราจะเข้าไปให้ความรู้ ให้ Know-how ในการปลูก เข้าไปช่วยพัฒนาให้ฟาร์มทันสมัยมากขึ้นเป็น Smart Farming เราใช้โดรนในการเพาะปลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงมีการรับประกันราคาให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ ส่งเสริมการจ้างงาน”

พียังบอกว่า ในเร็ว ๆ นี้ V Farm จะเริ่มทำฟาร์มทดลองของตัวเองที่โคราช เพื่อทดลองปลูกพืชสายพันธุ์ใหม่ ๆ แก้ปัญหาที่พบมาตลอด คือการันตีเรื่องจำนวนหรือคุณภาพของผลผลิตตามฤดูกาลไม่ได้ เพราะสินค้าตามฤดูกาลมีจำนวนไม่มาก พอปลูกได้ไม่มากแถมยังเป็นของใหม่ เกษตรกรก็ไม่กล้าเสี่ยง 

“เราเคยมีข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงวางขาย เราเคยมีข้าวโพดเทียนของอีสานด้วย แต่ก็ทำได้ไม่นานเพราะมันจัดการยาก”

ฟาร์มทดลองจะช่วยให้มีสินค้าใหม่ ๆ สนุก ๆ มากขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรในเครือข่าย สร้างความมั่นใจ เพิ่มโอกาสในการทำเกษตรของเขา และมาพัฒนาต่อยอดให้เป็นฟาร์มประจำแบรนด์ไปได้ด้วย ในทางกลับกัน อาจช่วยดึงดูดให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับช่วงต่อฟาร์มครอบครัว แล้วพัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและสินค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

05

ในสมัยผู้เป็นพ่อตั้งใจสร้างแบรนด์อาหารที่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค มายุคของลูกชาย เขามอง V Farm ไกลไปกว่านั้น

ไม่ใช่ธุรกิจอาหาร แต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิต

“ผมว่าพอเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ก็ทำให้ภาพลักษณ์เห็นชัดกว่า เข้าถึงได้ง่ายกว่า มากกว่าที่จะบอกว่า ฉันเป็นแบรนด์อาหาร ฉันเป็นแบรนด์เสื้อผ้า ถ้าสังเกตแบรนด์ใหญ่ ๆ ในปัจจุบันต่างขยับมาแตะเรื่องไลฟ์สไตล์หมดแล้ว ซึ่งจริง ๆ หัวใจสำคัญเราไม่เคยเปลี่ยน เราให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตคนมาตั้งแต่วันแรก โดยเริ่มจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

ถ้าลองไล่ดูการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียของแบรนด์ จะเห็นเลยว่า V Farm พยายามสื่อสารเรื่องไลฟ์สไตล์มาโดยตลอด เช่น คอนเทนต์เกี่ยวกับเมนูใหม่ ๆ ที่ทำจากข้าวโพด หรือคำอธิบายถึงประโยชน์ของผลิตผลแต่ละชนิดที่มีต่อร่างกาย

แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ V Farm เลยไม่ใช่แค่สินค้าที่สรรค์สร้างออกมา แต่คือเป้าหมาย คือชีวิต คือหัวใจของลูกค้า อนาคตของธุรกิจนี้จึงไร้ข้อจำกัด พวกเขาอาจจะร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้า ออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง หรือทำโปรเจกต์สนุก ๆ กับศิลปินสักคน

06

การขยายตัวของธุรกิจทำให้มีพนักงานเจเนอเรชันใหม่เข้ามาร่วมทีม เรื่องการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรที่มีคนหลายรุ่น 

“เราต้องทำให้ทีมรักกัน ให้เขารู้สึกต่อกันเหมือนเป็นพี่น้อง ไม่ใช่คนนี้แก่ คนนี้เด็ก” พีเล่าพลางเปิดรูปกิจกรรมมากมายที่ยืนยันว่าในทีมมีคนทุกวัย ไม่ว่าจะเวิร์กชอป Team Building หรือทริปทั้งในและต่างประเทศ

กิจกรรมหนึ่งที่ฟังแล้วชอบมากคือV Farm Running Club แบ่งทีมวิ่งเก็บระยะทาง เมื่อถึงเวลาที่กำหนดจะเอาระยะทางมารวมกัน แล้วคำนวณเป็นระยะทางของสถานที่ที่บริษัทจะพาไปเที่ยว

แล้วปีนั้นได้ไปเที่ยวไหน – เราอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ 

เขาหัวเราะแล้วตอบว่า เกาหลีใต้

V Farm อาหารพร้อมทานสดจากฟาร์ม เจ้าของข้าวโพดใน 7-Eleven ที่มีระบบกระจายสินค้าทุกวันทั่วประเทศ

07

ครั้งก่อนที่คุยกันเร็ว ๆ พีบอกว่าอยากเห็น V Farm เติบโตไปเป็น Global Thai Brand ซึ่งหมายถึงแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพระดับโลก มาวันนี้เขาบอกว่านั่นไม่ใช่วิสัยทัศน์หลัก แต่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้

“เราอยากให้แบรนด์อยู่ไปได้กับทุกยุคสมัย จะด้วยวิธีการผลิต วิธีการเลือกสรร หรือวิธีการแนะนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ท้ายที่สุดในแต่ละวัน ถ้าเป็น Global Thai Brand ได้จริง ๆ ก็คงเป็นผลพลอยได้ที่ดีมาก แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

เขาแอบเล่าให้ฟังถึงโปรดักต์ใหม่จากวิสัยทัศน์ที่เขาอยากให้ V Farm เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนก่อนสิ่งใด และจะนำไปขายที่งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX 2022  ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคมนี้

“ทีมงานวิจัยที่อเมริกาบอกว่า อีกไม่กี่ปีคนจะมองหาสินค้า Plant-based ที่มีกระบวนการผลิตและแปรรูปน้อยกว่า หรือที่เรียกว่า Low Processed Food และหันมาบริโภคสินค้าในรูปแบบ Whole Food มากขึ้น 

“ปีนี้ เราเลยจะออกสินค้า Plant-based ในรูปแบบใหม่ ที่ใช้พืชและผักในรูปแบบจากธรรมชาติจริง ๆ ทั้งหมด แต่ยังอร่อยและกินง่าย ตัวแรกคือ Buffalo Cauliflower Wings เหมือนปีกไก่ทอดคลุกซอส แต่เป็นดอกกะหล่ำทั้งหัวแทน อีกตัวคือ Mushroom Nuggets ที่ทำจากเห็ดออร์แกนิคทั้งชิ้น ซึ่งจะเป็น Plant-based Food เวอร์ชันใหม่ ที่ทานง่ายและจะช่วยให้คนหันมาทานพืชผักมากขึ้นมากขึ้น”

แม้มีโมเดลธุรกิจ แนวคิดตั้งต้น สินค้าที่ผลิตออกมา และรางวัลที่น่าภูมิใจกันทั้งบริษัทอย่าง SMEs Sustainability Awards อยู่เต็มสองมือ พียังพูดไม่ได้เต็มปากว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่รับปากเอาไว้ว่าจะมีวันนั้น

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load