“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  • ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  • หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  • มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  • ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“วันนี้ไปกินอะไรเผ็ด ๆ กันไหม”

ประโยคนี้ไม่ได้มีไว้แค่เชิญชวนไปทานอาหารรสชาติจัดจ้านเท่านั้น เพราะเมื่อได้รู้จักกับร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านหนึ่งที่ความนิยมและการเติบโตก้าวกระโดด ก็ทำให้เราต้องตีความคำชักชวนข้างต้นใหม่ทุกครั้งที่มีคนกล่าวประโยคเดียวกัน

เผ็ดเผ็ด’ คือชื่อของร้านอาหารร้านนั้น

ร้านอาหารอีสานร้านเล็ก ๆ ที่มีจุดกำเนิดเล็ก ๆ ในซอย ๆ หนึ่ง จนปัจจุบันขยายสาขามาได้กว่า 6 สาขา ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี

คอลัมน์ The Entrepreneur ในวันนี้ เรามาพูดคุยกับ ต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู และ โอม-ณัฐกร จิวะรังสินี สองคู่หูแห่งอาณาจักรความเผ็ด เพื่อไขสูตรสำเร็จของการพาร้านขยับขยายกระจายความจัดจ้านจากจุดเริ่มต้นที่ซอยพหลโยธิน 8 สู่สาขาล่าสุดที่เซ็นทรัล ชิดลม

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

ขอเผ็ดเผ็ด

“ตอนแรกมีคอนเซ็ปต์ว่าจะขายอาหารอีสาน ก็เลยเสิร์ชคำว่า ‘อาหารอีสาน’ ในกูเกิล แล้วมันก็ขึ้นมาในวิกิพีเดีย เหมือนฝรั่งเขียนว่าถ้ามากินอาหารไทยแล้วอยากกินรสจัดให้สั่งว่าเผ็ด ๆ นะ ผมก็เลย เอ้อ งั้นชื่อ ‘เผ็ดเผ็ด’ ไหม”

โอมตอบด้วยน้ำเสียงขบขันเมื่อเราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามถึงที่มาของชื่อร้านที่โดดเด่นสะดุดหูนี้ ซึ่งที่มาก็น่าสนใจอย่างที่คิดไว้จริง ๆ 

‘เผ็ดเผ็ด’ เป็นร้านอาหารอีสานที่เรียกได้ว่าคออาหารรสจัดน่าจะเคยได้ยินชื่อร้านผ่านหู หรืออย่างมากคงต้องเคยไปพิสูจน์ความแซ่บกันมาแล้วไม่สาขาใดก็สาขาหนึ่ง เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างมากมายต่างพากันการันตีว่าร้านนี้เด็ดจริง แทบจะเป็นหนึ่งในด้านความ ‘เผ็ด’ สมชื่อ 

แต่ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นแรกของร้านอาหารที่เผ็ดจนกินใจลูกค้ามานักต่อนัก กลับไม่ใช่การเปิดเพื่อเป็นร้านอาหาร 

“พวกผมขายของออนไลน์กันก่อน ขายกระเป๋า ขายงานแฮนด์เมด เสร็จแล้วพอช่วง พ.ศ. 2560 ก็อยากมีหน้าร้าน เลยไปเปิดที่พหลฯ 8” โอมเริ่มเล่าถึงจุดกำเนิดของเผ็ดเผ็ดให้เราได้ค่อย ๆ นึกภาพตาม

“ทีนี้ ลูกค้าอยากให้เราทำร้านขึ้นมาเพื่อรับซ่อมกระเป๋าโดยเฉพาะ เผอิญว่าผมชอบทำอาหารอยู่แล้ว เลยทำอาหารลงในเพจร้านกระเป๋า แล้วลูกค้าเขาชอบ ให้เราลองทำ ผมเลยคิดว่าจะทำร้านอาหารแล้วก็รับซ่อมกระเป๋าด้วย แต่พอทำมาสักพัก อาหารมันพุ่งกว่า เราเลยมาจริงจังกับอาหาร” ต้อมผู้เป็นคนนครพนมโดยกำเนิด เสริมที่มาของเผ็ดเผ็ดที่ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดถึงคำที่ว่า ‘จับพลัดจับผลู’ ได้อย่างชัดเจน หากแต่ก็เป็นความจับพลัดจับผลูที่ลงตัวเหลือเกิน 

‘เผ็ดเผ็ด พหลฯ 8’ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เผ็ดเผ็ด หลาย) เป็นสาขาแรกของตระกูลเผ็ดเผ็ดที่เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลอย่างที่ได้หยิบยกไป ด้วยความที่จุดประสงค์แรกของร้านไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบ แต่เป็นเหมือนร้านกระเป๋าที่มีอาหารเป็นตัวเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ของชื่อคาเฟ่ในที่นี้

“เรื่องอาหารคือที่บ้านทำโต๊ะจีนอยู่แล้วเลยมีพื้นฐานนิดหน่อย ก็เลยทำเมนูที่คิดว่าจะสื่อสารกับคนที่มาทานได้ง่าย ตอนนั้นไม่ได้ทำอาหารอีสานที่จริงจังมาก ถ้าเป็นช่วงที่เปิดแรก ๆ จะมีแค่ลาบกับส้มตำ นอกนั้นเป็นอาหารจานเดียว ส้มตำมีแค่ 10 ประเภทเอง ไม่ได้มีหลากหลายเหมือนทุกวันนี้” 

จากตัวเสริมในวันนั้น ใครจะเชื่อว่ากว่าจะได้มา 1 เมนู ต้องผ่านการลองสูตรกว่า 40 ครั้ง

ใครจะเชื่อว่า 1 เมนูความเผ็ด ต้องผ่านการลองระดับความเผ็ดอีกกว่า 5 ระดับเพื่อให้ได้รสชาติแต่ละระดับที่ดีที่สุด

และจากตัวเสริมในวันนั้น ใครจะเชื่อว่าปัจจุบันเผ็ดเผ็ดจะมีเมนูรวมทุกสาขากว่า 1,000 เมนู เฉลี่ยสาขาละ 200 เมนู

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

เผ็ดพริก 2 เม็ด

ใช้เวลาในการเปิดร้านสาขาแรกไปเพียงแค่ครึ่งปี กระแสความอร่อยแบบบอกต่อทำให้เผ็ดเผ็ดกลายเป็นอีกหนึ่งร้านที่ลูกค้าต้องโทรจองคิวล่วงหน้าไปโดยปริยาย

ด้วยจังหวะที่ลูกค้าเข้ามาถล่มทลาย พื้นที่ในการรอคิวอันน้อยนิด ประกอบกับการพบทำเลที่ใหม่ที่เหมาะสม ทำให้ส่วนประกอบทั้งหมดลงตัวเป็นการขยายสาขาสองเพิ่มขึ้นมาในชื่อ ‘Phed Phed Bistro’ ที่ The Circle ราชพฤกษ์ อีกหนึ่งสาขาที่ได้รับความนิยมล้นหลามไม่แพ้สาขาดั้งเดิม

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเผ็ดเผ็ด เรียกได้ว่าแม้แต่เจ้าของร้านทั้งสองคนก็ยังคาดเดาไม่ได้

ขึ้นชื่อว่าการเติบโตย่อมต้องมาพร้อมการปรับตัว จากสาขาแรกที่มีเพียงต้อม โอม และพ่อครัวอีก 2 คนในการบริหารร้านเล็ก ๆ เมื่อเข้าสู่สาขาสอง จึงต้องเริ่มจริงจังในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ตำแหน่งในบริษัทกันเลยทีเดียว

“มันยากตรงคน เพราะคนเยอะขึ้น สำหรับผม การบริหารคนยากที่สุด 

“รสชาติอาหารอาจปรับปรุงได้ตลอด แต่พอเป็นเรื่องคน เราต้องเรียนรู้ใหม่ ต้องจ้างคนมาทำ ต้องหาที่ปรึกษา” 

และร้านอาหารของพวกเขาเริ่มเข้าสู่ลู่ทางของความเป็นธุรกิจมากขึ้น 

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

เปิดตำรางานเผ็ด

“ผมคิดว่าถ้าผมไม่อยู่ ร้านต้องไปต่อได้” 

ต้อมย้ำหนักแน่น และนั่นเป็นสาเหตุที่ร้านเผ็ดเผ็ดมีสูตรอาหาร ซึ่งกำหนดการชั่งตวงวัตถุดิบอย่างชัดเจน ไม่ได้ยึดเอาตามความรู้สึก

“จริง ๆ แล้วครัวเราไม่ได้เทรนนานเลย สูตรทุกอย่างผมจะไขว้สูตรไว้ ทำให้คนทำงานไม่ยาก บางอย่างอาจจะเปลี่ยนแค่วัตถุดิบบางตัว แต่เอาสูตรแบบนี้ เอาสไตล์แบบนี้ เขาก็เข้าใจ” นั่นคือหลักการทำงานของเผ็ดเผ็ด ที่มาของความคิดว่า ‘หากไม่มีต้อมหรือโอม ร้านต้องยังคงไปต่อได้’

“เราจะไปทำอย่างอื่นได้ยังไง จะขยายได้ยังไงถ้าเราต้องอยู่แค่หน้าเตาตรงนี้ พอไปสาขาที่สองเลยต้องวางแผนหลายอย่าง ต้องมีคนเพิ่ม มีพนักงานเพิ่ม มีสูตร มีระบบ ให้เรียบร้อย” 

การวางระบบของเผ็ดเผ็ดไม่ได้ถูกวางแค่ในส่วนของสูตรอาหารเท่านั้น แต่ในแง่ของการบริหารจัดการบุคลากรก็มีความเป็นระบบมากขึ้นเช่นกัน

“เรามีทีมผู้จัดการที่ไว้ใจและมีระเบียบปฏิบัติงานอยู่แล้ว อย่างตื่นมาร้านเปิด แต่ละตำแหน่งต้องทำอะไรบ้าง ก็มีลิสต์อยู่แล้ว” 

มีพนักงานกว่า 170 ชีวิตจากเผ็ดเผ็ดทั้ง 6 สาขาและอีก 2 ครัวกลาง

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

“ระหว่างนั้น ก็ต้องมีทีมงานมาตรวจสอบระบบว่ามันไปได้ไหม ลูกค้าร้านเราส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ เรื่องรสชาติอาหารถ้าเพี้ยนไปนิดเดียวเขาจะรู้ทันที ถ้ามีปัญหาปุ๊บเราจะแก้ไขทันที ทุกอย่างเลยค่อนข้างสบาย เพราะทีมงานเราค่อนข้างเยอะด้วย พอทุกคนทำงานเป็นระบบก็ไปได้

“นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารฝ่ายบุคคลและพัฒนาองค์กร เขาอยู่กับเรามา 5 ปีตั้งแต่แรก ๆ ที่ทำ เขาจะรู้ว่าผมกับโอมชอบสไตล์พนักงานแบบไหน คนแบบไหนถึงจะอยู่กับเราได้ แล้วก็เป็นคนประเมินให้ว่าคนนี้ควรได้เงินเดือนประมาณไหน ปรับเงินเดือนให้เขาไหม 

ผู้จัดการแต่ละสาขาต้องรายงานผลกับผู้บริหารคนนี้เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อดูพัฒนาการของพนักงานแต่ละคน คนนี้พัฒนาถึงไหนแล้ว เตรียมของได้แล้ว ลงกระทะได้ยัง ถ้าลงกระทะได้แล้ว เราจะต้องปรับเงินเดือนให้ ถ้ามีปัญหามา เขาก็ต้องส่งทีมมาเช็กทันทีว่ามีปัญหาตรงไหน 

ต้อมและโอมมีเป้าหมายให้สาขาในทุก ๆ เดือน พร้อมงบประมาณกำหนดชัดเจน หน้าที่ของแต่ละสาขาคือหา Solution และแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นแล้วนำมาเสนอพวกเขา

ทุกวันนี้ทั้งคู่ยังไปเยี่ยมสาขาทุกสัปดาห์ วันละสาขา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ
สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

การตลาดแบบเผ็ด

แม้เผ็ดเผ็ดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่โอมและต้อมกลับไม่เคยวางแผนทำการตลาดใด ๆ หรือใช้เงินไปกับการโปรโมตร้านเลยสักบาทเดียว 

แล้วอะไรทำให้กลายเป็นร้านอาหารที่ครองใจนักชิมทั้งขาจรและขาประจำได้มากถึงเพียงนี้

‘ปากต่อปาก’ (Word of Mouth) คงจะเป็นนิยามที่เหมาะกับการตลาดของเผ็ดเผ็ดมากที่สุด

กิน ชอบ แชร์ เป็นกระบวนการที่ลูกค้ามากมายทำมาเป็นเวลานาน วิธีนี้นอกจากจะได้กระแสของการบอกต่อเป็นวงกว้าง การบอกต่อยังเป็นรูปแบบที่ใครหลาย ๆ คนเชื่อถือ เพราะเกิดจากความจริงใจและความชื่นชอบของผู้บริโภคเองล้วน ๆ งานนี้หากจะกล่าวว่าทางร้านได้ทั้งขึ้นทั้งล่องก็คงจะไม่ผิดนัก

“ผมขายอาหารเลย ให้อาหารโปรโมตตัวมันเองว่าจะไปในทิศทางไหน อยากให้อาหารเป็นตัวพาคนเข้ามามากกว่า เราเลยไม่มีการโปรโมตเลยนอกจากไอจีกับเฟซบุ๊ก” ต้อมอธิบายสาเหตุที่ทางร้านไม่คิดจะลงทุนไปกับการทำมาร์เก็ตติ้ง และเลือกเก็บงบในส่วนนั้นไปทุ่มกับวัตถุดิบในอาหารทุกจานของทางร้านแทน

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี
สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

นอกเหนือจากเรื่องความโดดเด่นของอาหารที่ใครได้ลองก็ยากจะปฏิเสธความดีเยี่ยมของรสชาติ อีกกลวิธีหนึ่งที่ทำให้ความนิยมของเผ็ดเผ็ดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว คงหนีไม่พ้นการ ‘สร้างเอกลักษณ์ให้ร้านแต่ละสาขา’

หากลองดูร้านในเครือเผ็ดเผ็ดทั้งหมด ตั้งแต่ Phed Phed Lhay, Phed phed Cafe, Phed Phed Bistro, Phed Phed Ground, Phed Phed Hey มาจนถึงสาขาล่าสุดที่เซ็นทรัล ชิดลม อย่าง Phed Phed Pop คงเห็นได้ชัดถึงความน่าสนใจที่สะท้อนผ่านความแตกต่างของชื่อแต่ละสาขา ซึ่งมีที่มาจากโลเคชันและคอนเซ็ปต์ที่ต่างกัน 

Cafe เน้นอาหารอีสานที่คนในกรุงเทพฯ คุ้นหน้าคุ้นตา

Bistro คืออาหารที่ต้อมและโอมเคยไปชิม หรือที่แม่เคยทำที่บ้าน

Ground อาหารพื้นบ้าน 

Lhay เริ่มจากเน้นอาหารจานเดียวให้เดลิเวอรี่มารับ ก่อนจะใส่เมนูส้มตำเพิ่มเข้าไป เพราะสถานที่มีขนาดเล็ก

“มาที่ Hey มหานคร เหมือนเอาจุดเด่นของแต่ละสาขามาปรับใหม่ แล้วเหมือนกับเราคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเยอะ

“ที่เราใช้ ‘เฮ้’ ก็เหมือนกับทักทายนักท่องเที่ยว แล้วมาตัวสาขา Pop จะเป็นอาหารที่ค่อนข้างฮอตฮิตในสมัยก่อน เอามาทำใหม่”

โอมและต้อมสลับกันอธิบายคอนเซ็ปต์ของร้านแต่ละสาขาที่สอดคล้องกับชื่อที่เลือกใช้ได้เป็นอย่างดี จนเราเห็นถึงเอกลักษณ์ของทั้ง 6 สาขาอย่างชัดเจนทันทีที่ฟังจบ

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

และเมื่อคอนเซ็ปต์ของแต่ละสาขายังมีเอกลักษณ์ถึงขนาดนี้ เมนูในแต่ละสาขาจึงแตกต่างกันไปด้วย และนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เผ็ดเผ็ดเป็นที่สนใจของบรรดานักชิมไม่น้อย 

บางเมนูมีเฉพาะในบางสาขา ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อที่จะเดินทางไปชิมเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และเป็นอีกหนึ่งความสนุกของเจ้าของร้านในการครีเอตเมนูใหม่ ๆ ให้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำรอย

เป็นการทำการตลาดรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร และคงหาใครซ้ำได้ยาก ขณะเดียวกันการจัดการก็ยากกว่าที่ 6 สาขาเมนูเหมือนกันทั้งหมด แต่วิธีแก้ไขคือการทำสูตรไขว้อย่างที่ต้อมเล่าไปเมื่อครู่

แล้วเคยมีลูกค้าบ่นกรุบไหมคะ – เราถามติดตลก เพราะตัวเองก็เคยอยากกินเมนูที่มีในสาขาไกลบ้าน

“บ่น” ต้อมหัวเราะ “แต่เราอยากให้เขาได้ประสบการณ์”

มากกว่าความเผ็ด

แน่นอนว่ารสชาติเป็นจุดเด่นของร้านอาหารอีสานร้านนี้ไปแล้ว แต่กว่าจะมาถึงจุดที่รสชาติเป็นจุดขายสำคัญของร้านได้ มีบางสิ่งที่เป็นเคล็ด (แต่ไม่) ลับของทางร้านเช่นกัน

“เราทำวัตถุดิบเองทุกอย่าง กะปิ น้ำปลา เราสั่งให้เขาทำให้โดยเฉพาะ ไส้กรอกอีสาน แหนม เราก็ทำเอง ต้องมาขูดหนังหมูเอง ซอยเอง เข้าเครื่องไม่ได้”

ต้อมอธิบายเคล็ดลับข้อหนึ่งของรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

“ปลาร้าเผ็ดเผ็ดต้องไม่คาว เพราะผมไม่กินปลาร้าคาวเลย กะปิเอามาจาก 5 ที่ ซึ่งสั่งทำโดยเฉพาะ มาจากภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก มีทั้งกะปิที่ทำจากปลาน้ำจืด กุ้งฝอย หรือกะปิใต้ทำจากเคย ทำจากกุ้งใหญ่ เอามาผสมกัน กะปิบางอันเค็ม บางอันมีรสหวาน” 

นั่นคือความใส่ใจในวัตถุดิบอย่างล้นเหลือ จึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดอาหารของเผ็ดเผ็ดจึงมีรสชาติถูกปากใครหลายคนถึงขนาดนี้

เหตุผลของการที่เผ็ดเผ็ดเลือกทำวัตถุดิบต่าง ๆ เองเป็นหลัก แม้แต่ในปัจจุบันที่มีร้านถึง 6 สาขา และมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งปริมาณที่ผลิตได้อย่างจำกัด ไม่ครอบคลุมร้านทุกสาขา หรือกำไรที่อาจจะน้อยกว่าการซื้อวัตถุดิบจากที่อื่น ๆ เจ้าของร้านทั้งสองก็ผลัดกันตอบอย่างชัดเจนตามเดิม

“คิดว่าเป็นเสน่ห์ ถ้าซื้อมาขายร้านอื่นก็ทำได้ แต่บางอย่างไม่ได้ถูกใจเรา 

“จริง ๆ อาจจะเพราะว่าเราทำเองมาแต่ต้น พอเริ่มขยาย เราก็อยากทำเองในทุกขั้นตอน เหมือนความเสมอต้นเสมอปลาย ไหน ๆ เราทำเองแต่ต้นแล้ว ขยายไปเรื่อย ๆ ก็อยากทำเองไปเรื่อย ๆ” 

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

ก้าวต่อไปแบบเผ็ดเผ็ด

“สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ” ต้อมสรุปหัวใจสำคัญข้อเดียวในการทำธุรกิจแบบเผ็ดเผ็ด

“เราเคยทำอะไรเอง เราก็ยังทำอย่างนั้นอยู่ ถึงแม้ว่าจะขายได้ยอดเยอะมาก แต่เราก็ไม่ได้จ้างคนมาผลิตปลาร้าให้ เรายังหมักเอง ต้มเอง เคี่ยวเอง สำหรับผมความสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญ”

ความแน่วแน่ในน้ำเสียงทำให้เราเข้าใจเลยว่า ทำไมเผ็ดเผ็ดจึงคงมาตรฐานของรสชาติ และกินใจลูกค้ามากหน้าหลายตาได้ยาวนานถึงเพียงนี้

ต้อมและโอมยอมรับกับเราตามตรงว่า เมื่อนึกย้อนไปถึงร้านสาขาแรก ก็ไม่คิดว่าธุรกิจจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้

“ผมมีความคิดเสมอว่า ทำให้สนุกไปเรื่อย ๆ ไม่เคยคิดว่าต้องมี 10 สาขา” ต้อมตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน 

“ไม่คิดว่าจะโตเร็วด้วย มันเหมือนเป็นเรื่องจังหวะ อย่าที่ขยายไป The Circle ราชพฤกษ์ ตอนนั้นต้องซ่อมครัว เลยหาที่เปิดใหม่ พอหาที่ใหม่เป็น Ground ลูกค้าติด เลยต้องเปิดอันนั้นไปเลย” โอมเสริมด้วยความขบขันที่ไม่ได้แสดงผ่านแค่น้ำเสียง แต่ยังแสดงผ่านคำตอบที่ทำให้เราทึ่งอีกครั้งกับจังหวะที่พอดิบพอดีเหลือเกิน

ตลอด 6 ปีกับ 6 สาขาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จากร้านสแตนด์อโลนเริ่มขึ้นสู่ตึกมหานคร และล่าสุดกับการเข้าสู่ห้างใจกลางเมืองอย่างเซ็นทรัล ชิดลม ในชื่อ Phed Phed Pop ที่ดูทันสมัยมากขึ้นไปอีก 

สาขานี้มาในรูปแบบร้านในฟู้ดคอร์ต ไม่ต้องมีคนหน้าร้าน มีแค่คนครัว แต่ก็ใช่ว่าการบริการจะหายไป เพราะแม้จะไม่ได้มีพนักงานเสิร์ฟมากเท่าร้านสาขาอื่น ๆ แต่การบริการยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เผ็ดเผ็ดให้ความสำคัญ

“เราอาจจะไม่ได้มีคนเสิร์ฟ แต่เรายังมีคนรับออเดอร์ มีคนคอยบริการลูกค้า อย่างส้มตำมีหลายความเผ็ด บางคนจะลดเค็ม ก็ยังต้องถามเขาให้ละเอียด มันจะเหมือนร้านฟู้ดคอร์ททั่วไปไม่ได้ ต้องมีคนจดออเดอร์โดยเฉพาะ หรืออย่างพนักงานผมต้องมาเสิร์ฟเอง เพราะลูกค้าบางคนบอกเลยว่าไม่สะดวกมารับ อาหารเรามันมีหลายอย่าง ไม่ใช่จานเดียว เราก็ช่วยเสิร์ฟให้เขา”

บทสนทนาที่โต๊ะอาหารหน้าร้าน Phed Phed Pop ดำเนินมาจนเข้าช่วงที่ดูเหมาะสมกับท้องที่เริ่มร้องหามื้อบ่าย เราจึงได้ฝากคำถามทิ้งท้ายถึงเป้าหมายในอนาคตของเผ็ดเผ็ดที่ดูจะเติบโตไปได้อีกไกล

“ถ้าฝั่งที่เป็นร้านตามห้าง เราก็คงจะเพิ่มสาขาไปกับเซ็นทรัล เป็น Phed Phed Pop ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าสแตนด์อโลนอาจจะยังพักไว้ก่อน อยากมองธุรกิจอื่นไว้ด้วย” ต้อมตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่ก็ทำให้เราเชื่อได้ง่าย ๆ เลยว่า ภายใต้การนำทางของเจ้าของธุรกิจทั้งสอง เราจะได้เห็นทั้งการเติบโตของเผ็ดเผ็ดและธุรกิจในเครืออีกมากมายตามมาแน่นอน

ว่าแล้วคงต้องทักไปถามเพื่อน ๆ สักหน่อยว่า “วันนี้ไปกินอะไรเผ็ด ๆ กันไหม”

เผ็ดเผ็ดที่เป็นร้าน และอาหารก็เผ็ดด้วยนั่นแหละ

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

Lessons Learned

  • ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ปล่อย ต้องมั่นใจว่ามันไปได้ถึงจะทำ
  • การทำในสิ่งที่ตัวเองรักและเชื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ
  • ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ
  • ให้ใจกับผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา แล้วผลงานของเราจะซื้อใจลูกค้าได้เอง
  • การลองผิดลองถูกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และการเติบโตของธุรกิจต้องมาพร้อมการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น
  • ทำในสิ่งที่เราสบายใจ ไม่ต้องทำตามแบบใคร แล้วเราจะทำมันได้ยืนยาว

Writer

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load