“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  • ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  • หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  • มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  • ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ชาวโคราชเรียก ผักปง 

ชาวอ่างทองเรียก ผักปอด 

ชาวสุพรรณเรียก ผักป่อง หรือ ‘ตบชวา’ 

ผักหลากชื่อ หลายถิ่นที่ จากการกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งประเทศไทย อันเป็นสาเหตุแห่งน้ำท่วมและน้ำเสียที่รัฐบาลไทยต้องใช้งบประมาณกำจัดกว่า 700 ล้านบาทต่อปี

วันนี้คอลัมน์ The Entrepreneur มีนัดพบกับ เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา ผลิตภัณฑ์กันกระแทกจากวัสดุธรรมชาติ

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ก่อนจะเป็น ‘ตบชวา’

ก่อนแบรนด์นี้จะถือกำเนิด เจจบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรืออากาศฯ แล้วมุ่งสู่สายอาชีพนักบินของสายการบินไทย ด้วยความที่โหมงานหนักมาโดยตลอด จนล้มป่วยจากอาการหูข้างในอักเสบ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีความรู้เรื่องการทำประกันชีวิต จึงต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก จุดประกายให้เข้าใจว่าการประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวนั้นไม่มั่นคงเพียงพอ จึงเริ่มหาอาชีพเสริมเรื่อยมา

เขาเริ่มจากการขายของออนไลน์ ทั้งนาฬิกาและสินค้าจากต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี

หลังอยู่ในแวดวงขายของออนไลน์ได้สักพัก สินค้าที่นำเข้ามาเพื่อขายต่อมักมาพร้อมกับวัสดุกันกระแทกที่เป็นตัวหนอน โฟม บับเบิ้ล แต่วัสดุจากพลาสติกเหล่านี้เมื่อใช้แล้วกลับไม่ถูกนำมาใช้ซ้ำ เหลือทิ้งเป็นขยะเกลื่อนห้อง ประกอบกับในช่วงปี 2018 มีข่าวเรื่องฝนตกน้ำท่วม สาเหตุหนึ่งเกิดมาจากผักตบชวาใน 6 จังหวัดของประเทศไทยที่มีจำนวนมหาศาล 

เมื่อ 2 เรื่องราวมาประกอบกัน เจจึงค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผักตบชวาในไทยนั้นสร้างมูลค่าได้มากมาย อย่างงานสาน งานถักทอที่ชาวบ้านแต่ละชุมชนทำเป็นแก้ว หมวก จาน หรือกระเป๋า แสดงถึงคุณสมบัติของตัวตบชวาที่เป็นปล้อง เหนียว และมีเส้นใยด้านใน ใช้ซึมซับได้ เกิดเป็นความคิดที่จะนำมาทำเป็นวัสดุกันกระแทก

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ
ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

 ตบชวาต้นแรก

ผักตบชวาเป็นพืชต่างถิ่นที่แพร่กระจายรวดเร็วในแม่น้ำลำคลอง ในระยะเวลาเพียง 1 เดือนผักตบชวา 1 ต้นอาจขยายพันธุ์ได้มากถึง 1,000 ต้น อีกทั้งยังเป็นพืชที่ทนทาน ขนาดว่าหากคลองนั้นเหือดแห้งจนต้นตาย เมล็ดของมันกลับมีชีวิตต่อได้อีกถึง 15 ปี 

พืชทรหดชนิดนี้เป็นหนึ่งในปัญหาที่ก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียและน้ำท่วมขังในหลายจังหวัด จนกรมเจ้าท่า กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประธาน กรุงเทพมหานคร และกรมทรัพยากรน้ำ ต้องใช้งบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปีในการกำจัด

 เปรียบเทียบกับวัสดุกันกระแทกอื่น ๆ อย่างป๊อปคอร์นหรือกาบกล้วย ที่ใช้ทดแทนวัสดุกันกระแทกพลาสติก ตบชวานั้นเป็น ‘ขยะ’ อย่างแท้จริง จนอาจเรียกได้ว่า ธุรกิจนี้คือการ ‘เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์’

“ตอนนั้นข่าวบอกว่า รัฐใช้งบกำจัดตบชวาในแม่น้ำลำคลองถึง 700 กว่าล้านบาท มหาศาลมาก แต่ถ้าไปเทียบกับอย่างอื่น เช่น พวกป๊อปคอร์น กาบกล้วย มันไม่ใช่ของที่ใช้ต่อได้ อย่างป๊อปคอร์นกินได้ก็จริง แต่ถ้าไม่กินคือเน่าเสีย หรือจริง ๆ การใช้ป๊อปคอร์นก็คือการเอาข้าวโพดที่มีมูลค่ามาทำ กาบกล้วยก็เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะเลย แต่ตบชวาคือขยะจริง ๆ นอกจากทิ้งก็ทำอะไรกับมันไม่ได้” 

นำมาสู่เป้าหมายแรกของการก่อตั้งแบรนด์ เจคาดหวังให้ตบชวากลายเป็นวัสดุทดแทนเม็ดโฟมและตัวหนอนต่าง ๆ เพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการสร้างขยะพลาสติก นอกจากนั้นยังตั้งใจกระจายรายได้สู่ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองให้พวกเขามีรายได้และเติบโตไปกับแบรนด์

“ผมอยากให้ผักตบชวากลายเป็นวัสดุทดแทนพวกเม็ดโฟม ตัวหนอนต่าง ๆ แล้วก็ช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองด้วย เพราะเราจะไม่ทำโรงงานของตัวเอง ไม่จ้างพนักงานของตัวเอง เราอยากให้ชาวบ้านทำให้ แล้วดูมาตรฐานว่าได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ปรับ แล้วขายภายใต้แบรนด์เรา”

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ชุมชนตบชวา

เส้นทางของการนำตบชวาจากริมคลองมาสู่ขั้นตอนการผลิตนั้นไม่ได้เรียบง่าย เจต้องใช้เวลานานในการสร้างความเข้าใจให้ชุมชน

“ช่วงแรก ๆ เราลงพื้นที่ไปหาเขา ถามเขาตรง ๆ ว่าอยากสร้างรายได้ไหม ถ้าอยากให้ลองมาทำอย่างนี้ไหม หรือในชุมชนที่เขาทำกระเป๋า ทำจักสานอยู่แล้วก็ช่วยแนะนำ ส่วนหนา ๆ ของตบชวาที่พี่ใช้ทำกระเป๋าไม่ได้ เอามาใช้ทำกันกระแทกของเราสิ” 

แต่นั่นไม่ง่ายเลยอย่างที่เล่า 

“การติดต่อยากมาก เพราะคนไม่เข้าใจ คิดว่าขายตรง ด้วยหน้าตาเราไม่น่าเชื่อถือมั้ง” เขาหัวเราะ “จนเราเข้าไปเรื่อย ๆ เขาเริ่มเห็นว่า ไอ้นี่เข้ามาบ่อยเว้ย ใช้เวลาอยู่นานจนมันเกิดรายได้ขึ้นจริง ๆ เขาก็เริ่มยอมรับ”

การทำงานร่วมกับชุมชนของเจเติบโตเรื่อยมา สิ่งสำคัญคือการควบคุมมาตรฐาน 

ในช่วงแรกที่ชุมชนใหม่เริ่มเข้าร่วมกับตบชวานั้น เจส่งทีมจากแบรนด์เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน และหมั่นควบคุมมาตรฐานให้สม่ำเสมอ นอกเหนือไปจากการทำความเข้าใจและดูแลมาตรฐานแล้ว ตบชวายังต้องเผชิญกับการคัดลอกสินค้า เนื่องจากเป็นภูมิปัญญาที่นำมาศึกษาต่อและผลิตเองได้

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร มันห้ามกันยาก บางทีพอเขาเห็นเราทำแล้วดีก็มีคนเอาไปทำตาม แต่เรื่องคุณภาพและมาตรฐานไม่เหมือนกันอยู่แล้ว บางทีเวลามีลูกค้าส่งมาว่าไม่เห็นกันกระแทกได้จริง เราขอดูแล้วก็ต้องอธิบายว่า อันนี้มันไม่ใช่ของเรานะ ของเราจะหน้าตาแบบนี้ มีสัญลักษณ์แบบนี้”

ตบชวาเติบโตร่วมกับชุมชน จนในปัจจุบันเริ่มมีบางชุมชนรวมกลุ่มติดต่อเข้ามาด้วยตนเอง เพื่อขอศึกษาวิธีทำวัสดุกันกระแทก หรือภาคการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา ก็สนใจเรียนรู้สินค้านี้เช่นกัน

ปัจจุบันตบชวาทำงานกับชุมชนทั้งจากจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี ชลบุรี สมุทรสาคร สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามา รวมทั้ง 2 จังหวัดล่าสุดที่กำลังเรียนรู้และเข้าร่วม คือ ปราจีนบุรีและนครปฐม ขณะที่เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ก็กำลังอยู่ในช่วงการติดต่อเช่นกัน

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

กว่าจะกันกระแทก

ตัวเจและเพื่อน ๆ ในทีมที่ส่วนหนึ่งจบการศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต้องใช้เวลาร่วม 3 – 4 เดือนในการวิจัยตัวตบชวากันกระแทกนี้ ผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย อาจเรียกได้ว่าเป็นความพยายามปนความบังเอิญที่ทำให้ได้ขนาด รูปแบบ ความแห้ง และคุณภาพที่เหมาะสม จนนำมาทดสอบแล้วว่ามีความสามารถในการกันกระแทกได้จริง จนปัจจุบัน ตบชวาเป็นแบรนด์เดียวในไทยที่ผ่านการทดสอบ ISTA หรือการทดสอบบรรจุภัณฑ์ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

นอกเหนือไปจากขนาดมาตรฐานที่ขายทั่วไปอย่าง 1.5 นิ้ว ตบชวากันกระแทกยังช่วยเลือกลักษณะตัวกันกระแทกให้เหมาะกับสินค้าและแบรนด์ของลูกค้าอีกด้วย 

เช่น Casa Lapin มีโจทย์ต้องการส่งชุด Gift Set ให้ลูกค้า ตบชวาได้ทำรูปแบบตัวกันกระแทกพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่าปกติ โดยปอกด้านนอกออกเพื่อให้เกิดความสวยงามมากขึ้น หรือในกรณีการแพ็กสินค้าที่ไม่มีความกังวลเรื่องการแตกหักมากนัก ตบชวาก็มีตัวกันกระแทกขนาด 1 เซนติเมตร ซึ่งนับเป็นสินค้าที่ขายดีมากของแบรนด์

“เราลองตัดหลายแบบ ถี่ ๆ ก็มี 1 เซนฯ 2 เซนฯ 3 เซนฯ มาจนถึง 1 นิ้ว 1 นิ้วครึ่ง 1 เซนฯ ก็กันกระแทกสินค้าบางประเภทได้นะ แอดมินจะถามก่อนเสมอว่าสินค้าของคุณคืออะไร เช่น ถ้าไม่ใช่แก้วก็อาจจะแนะนำ 1 เซนฯ ไม่จำเป็นต้องใช้รุ่นหนา เวลารุ่นนี้เข้ามาทีไรหมดตลอด คนชอบเพราะมันน่ารัก”

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

เปิดสูตร : เปลี่ยนตบชวาเป็นกันกระแทก 

ขั้นตอนการแปรสภาพเจ้าผักในคลองให้กลายเป็นวัสดุชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ช่วยกันกระแทกนี้เริ่มต้นจากเก็บตบชวาขึ้นมาจากริมแม่น้ำลำคลอง แล้วนำมาคัดเลือกขนาดให้ได้ความยาวที่ 40 – 80 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับชนิดหรือพันธุ์ ก่อนนำมาตัดหัวและท้าย 

ด้านท้ายของตบชวาจะมีความหนา ส่วนด้านหัวที่ติดกับใบนั้นจะเล็กกว่า

เมื่อตัดเสร็จก็แยกไว้เป็นกอง ๆ ตรวจสอบขนาดว่ามีอันไหนผอมเกินไป เล็กเกินไปเพื่อคัดทิ้ง ก่อนนำไปล้างน้ำและตัดขนาดตามที่ต้องการ โดยแต่ละชุมชนมีนวัตกรรมการตัดเป็นของตนเอง

 “ที่ชัยนาทใช้มีดพร้าหั่นเลย เป็นท่อน ๆ ส่วนที่สุพรรณฯ เขาดัดแปลงจักรเย็บผ้าที่ใช้เหยียบ ๆ เวลาดันผักตบเป็นกำเข้าไปมันก็หั่นออกมาตามที่ต้องการ”

เมื่อหั่นได้ขนาดที่ต้องการแล้วก็นำไปล้างอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ตบชวาจะมีสูตรพิเศษของแบรนด์ที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ และทำให้ตัวสินค้าออกมาตามมาตรฐาน หลังจากนั้นนำไปตากแห้ง ซึ่งกรรมวิธีนี้เกิดจากการคิดค้นและระดมความคิดร่วมกับอาจารย์และนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อหาว่าต้องทำอย่างไรให้การตากตบชวาได้คุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดเชื้อรา ไม่มีการวางไข่ของแมลง และไม่ก่อให้เกิดฝุ่น

เมื่อแห้งแล้ว เจจะนำสินค้าเหล่านั้นกลับมาคัดอีกครั้ง ส่วนใดที่ยังไม่ผ่านตามคุณภาพ จะนำไปคลุมหน้าดิน ทำเป็นปุ๋ย หรือไปรองกรงสัตว์ให้สัตว์ฟันแทะอยู่ได้ เนื่องจากตัวตบชวากันกระแทกนั้นเป็นสินค้า Food Grade จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์

ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ
ตบชวา วัสดุกันกระแทกจากวัชพืชที่ต้องใช้งบประมาณรัฐกว่า 700 ล้านบาท/ปี ในการจัดการ

ตบชวายืนต้น 

ก่อนที่ตบชวากันกระแทกจะมีลูกค้าแบรนด์ใหญ่เข้ามาอุดหนุนเป็นประจำอย่างปัจจุบัน ขั้นตอนการทำความเข้าใจและเจาะตลาดใหม่ในฐานะผลิตภัณฑ์กันกระแทกเป็นเรื่องไม่ง่าย

“ตบชวานี่ถือว่าล้มลุกคลุกคลาน ช่วงแรกเจ๊งเลย คนไม่เข้าใจ ไม่กล้าใช้ สกปรกหรือเปล่า กันกระแทกได้จริงหรือเปล่า ไม่เห็นสวยเลย เลยไม่ได้รับการตอบรับ ตอนนั้นก็ปรับตัว สร้างความเข้าใจจนเริ่มขายดีขึ้น มีเจ้าใหญ่ ๆ มาสนับสนุน มีช่วงหนึ่งที่ฟุ้งเลย แต่เจ้าใหญ่ล้ม ก็ต้องกลับมาพึ่งรายย่อย ประกอบกับเจอโควิด-19 ทำให้แย่ลงอีก เพราะคนก็รู้สึกว่าไม่ต้องใช้ดีกว่า ไม่ใส่กันกระแทกดีกว่า บางทีก็ Reuse กันกระแทกตัวเก่า ๆ ของเขาแทน”

เมื่อคนไม่เข้าใจก็ต้องพยายามทำให้เขาเข้าใจ ในเมื่อเขาไม่เชื่อมั่น ก็ต้องยินดีมอบความรู้ 

เจเริ่มทำ Online Marketing ในช่องทาง Facebook และ YouTube ทั้งคลิปทดสอบประสิทธิภาพการกันกระแทก หรือคลิปที่ทำให้คนรู้จักตบชวาและปัญหาของมันมากขึ้น นอกจากนั้น เขาพยายามสร้าง Awareness ให้แบรนด์ โดยมีนโยบายว่าให้สินค้ากับนักค้าขายออนไลน์ไปทดลองใช้ฟรี 1 – 2 กิโลกรัม 

จากแคมเปญนี้ก็มีลูกค้าบางส่วนกลับมาใช้จริงและซื้อสินค้าต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

หลังผ่านร้อนผ่านหนาวจนตบชวากลับมายืนต้นได้อีกครั้ง วันนี้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เลือกตบชวาเป็นวัสดุกันกระแทกด้วย 2 สาเหตุ 

กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องการใช้วัสดุที่ย่อยสลายยากหรือพลาสติกต่าง ๆ อันพ่วงมาด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ เมื่อส่งสินค้าด้วยตบชวา ก็เป็นภาพแทนที่ช่วยสื่อสารถึงจุดยืนการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

อีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ตบชวาเป็นประจำ เพราะต้นทุนของวัสดุกันกระแทกชนิดนี้ต่ำกว่าเม็ดโฟมหรือตัวหนอน เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้สั่งเม็ดโฟมในปริมาณมาก ต้นทุนจะมีราคาสูงกว่าการใช้ตบชวา

“เวลาสั่งเม็ดโฟมหรือตัวหนอนในปริมาณน้อย ต้นทุนเขาสูง เกือบ 100 บาทในการกันกระแทก แต่ใช้ของเราใช้แค่ 95 – 98 บาท”

เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา

เตรียมเติบใหญ่

ปัจจุบันตบชวาวางขายทั้งช่องทางออนไลน์และทางเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งเจยังวางแผนที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตไปมากกว่านี้ และมองเห็นถึงลู่ทางในการขายไปยังต่างประเทศด้วย เนื่องจากในไตรมาสนี้ บางประเทศออกกฎหมายงดใช้เม็ดโฟมหรือตัวหนอนเป็นวัสดุกันกระแทกแล้ว เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ใน พ.ศ. 2566 ก็จะมีกฎหมายลักษณะคล้ายคลึงกันออกมา

ทว่าเส้นทางสู่การขายให้ต่างประเทศนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่ต้องศึกษา ทั้งกฎการส่งสินค้าประเภทพืชระหว่างประเทศ หรือความคุ้มค่าในการขนส่งผ่านตู้คอนเทนเนอร์เรือ

การเติบโตเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นด้วยแรงของธุรกิจนี้เพียงลำพัง หากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนในด้านทุนการวิจัย โรงงาน หรือช่วยพัฒนาให้สินค้านี้กลายเป็นสินค้าส่งออกของไทย ตบชวาจะสร้างเม็ดเงินและคุณประโยชน์ในแง่สิ่งแวดล้อมต่อประเทศไทยมากมาย

“ภาครัฐมีนโยบายในการกำจัดผักตบชวาอยู่ประมาณ 700 กว่าล้านต่อปีใน 6 – 7 จังหวัด ถ้าหยิบยกงบตรงนั้นมาช่วยในการตัด การตาก มาช่วยทำโรงอบ เพราะตอนนี้เรายังทำไม่ทันเนื่องจากไม่มีโรงอบ ถ้ามีก็จะตัดได้มากขึ้น ทุกวันนี้การกำจัดผักตบช้าลงเพราะเราไม่มีที่ตาก ถ้าได้งบประมาณตรงนี้มา ให้เราเป็นตัวกลางในการประสานก็ได้”

ปัจจุบันตบชวาเข้าร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) เพื่อพัฒนาโครงการตบชวาเพื่อกำจัดตบชวาในชุมชน นำร่องด้วยพื้นที่เขตคลองสามวา ที่ทางแบรนด์ได้เข้าไปให้ความรู้กับชาวบ้านถึงวิธีเก็บ การแปรผักตบให้กลายเป็นวัสดุกันกระแทกจนกลายเป็นรายได้เข้าชุมชน

“เราอยากโตร่วมไปกับภาครัฐและกฎหมายที่จะเกิดขึ้น อยากได้รับการตอบรับจากภาคเอกชน ตลาด E-Commerce ต่าง ๆ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งใน 100 เปอร์เซ็นต์ เราอยากเข้าไปเป็น 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ แค่นี้ก็กำจัดผักตบในประเทศไปได้เยอะแล้ว”

เกือบ 5 ปีที่ผ่านมากับแบรนด์ตบชวาบนเส้นทางที่มีทั้งสุขและทุกข์ เขาเห็นตบชวาเสมือนลูกที่ค่อย ๆ เติบโต นับแต่วันแรกที่ยังไม่มีชื่อ ไม่มีโลโก้ มาจนวันที่คนเริ่มรู้จัก เริ่มนำไปใช้ มีคนเห็นถึงประโยชน์ของโมเดลธุรกิจนี้ ได้กลายเป็นสิ่งทดแทนวัสดุกันกระแทกและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้ไม่ได้ก่อให้เห็นผลเชิงรูปธรรมที่ชัดเจนนัก หรือแม้จะไม่ได้ทำกำไรอู้ฟู่ แต่ก็เป็นความสุขตลอดครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

“ขอบคุณที่รักษ์โลกไปกับเรา ขอบคุณที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และช่วยกำจัดขยะริมแม่น้ำลำคลอง ลดโอกาสที่จะทำให้น้ำท่วม ถึงมันจะเป็รแค่ส่วนหนึ่ง แต่ต่อไปถ้าแบรนด์หรือลูกค้าต่าง ๆ มาใช้ตบชวากันกระแทก ตบชวาก็อาจจะหมดไปจากคลอง ลดโอกาสน้ำท่วม น้ำเสีย ประหยัดงบของภาครัฐให้เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก”

เจ-วศการ ทัพศาสตร์ กัปตันหนุ่มเจ้าของแบรนด์ตบชวา

Lessons Learned

  • สร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ แม้จะเกิดการลอกเลียนแบบหรือคัดลอกเท่าใด สินค้าของแบรนด์ก็ยังครองใจผู้บริโภค
  • สร้างวงจรให้กับสินค้า นอกเหนือไปจากการขายสินค้าอย่างเดียวแล้ว ตบชวาเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับธุรกิจในการเลือกวัสดุกันกระแทกและการขายของออนไลน์
  • หยิบจับปัญหาใกล้ตัวและมุ่งศึกษาจนรู้ถึงแก่น เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้กลายเป็นธุรกิจได้

Writer

ปณิตา พิชิตหฤทัย

นักเรียนสื่อผู้ชอบเล่าเรื่องแถวบ้าน ความฝันสูงสุดคือการเป็นเพื่อนกับแมวสามสีทุกตัวบนโลก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load