“มาหาครูชิใช่มั้ยครับ”

“ครับ”

“ให้ผมไปเรียกให้มั้ยครับ”

“รบกวนด้วยครับผม”

ผมพยักยิ้มเป็นเชิงขอบคุณความจิตใจดีของหนุ่มน้อย ก่อนที่เขาจะถลาลงจากอาคารเรียน วิ่งลัดลานขึ้นไปยังอาคารฝั่งตรงกันข้าม ครู่เดียว อาจารย์ชิ-ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ก็โผล่มายิ้มแย้มต้อนรับจากริมระเบียงชั้นสอง พลางขอให้รออีกประเดี๋ยว แล้วกลับไปสะสางภารกิจติดพัน 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ดูเหมือนว่าวันนี้ตลอดทั้งวันเขายุ่งอยู่กับการประชุมวางระบบโครงสร้าง และออกแบบหลักสูตรการศึกษาสำหรับชั้นเรียนมัธยมปลายที่กำลังใกล้จะเปิดสอนเร็วๆ นี้ ของโรงเรียนสาธิตชุมชนสมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม ซึ่งเป็นโรงเรียนสาธิตชาติพันธุ์แห่งแรกของประเทศไทย หลังจาก 7 ปีก่อนหน้า เขาใช้เวลาอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในฐานะอาจารย์ประจำสาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และยังเป็นอาจารย์ปกาเกอะญอคนแรกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกด้วย

ไม่เพียงบทบาทในแวดวงวิชาการ เพื่อนพ้องคนดนตรียังรู้จักเขาดีในนาม ชิ สุวิชาน ศิลปิน World Music ที่นำเครื่องดนตรีพื้นบ้านปกาเกอะญอ ‘เตหน่ากู’ ออกบรรเลงขับขานให้พี่น้องชาติพันธุ์ คนเมือง และคนต่างแดนทั่วเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ได้ซึมซับสุนทรียภาพผ่านจิตวิญญาณและเรื่องเล่าวิถีคนกับป่า รวมถึงเพิ่งคว้ารางวัล ‘Ostrana Price’ นักดนตรีผู้ใช้ภาษาแม่ยอดเยี่ยมจากอิตาลีมาหมาดๆ นอกจากนี้ เขายังทำงานขับเคลื่อนสังคมหลากหลาย อาทิ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ หรือริเริ่มโปรเจกต์สร้างสรรค์ข้าวแลกปลา ที่เชื่อมสะพานระหว่างชาวเลราไวย์กับชาวปกาเกอะญอในการแลกเปลี่ยนผลผลิตข้าวกับปลา เพื่อฝ่าวิกฤตขาดแคลนอาหารช่วงล็อกดาวน์ COVID-19 เมื่อปีกลาย

อาจารย์ชิกลับมาอีกครั้งพร้อมกับสวมเสื้อปกาเกอะญอสีน้ำตาลไม้สัก เขาเอ่ยชวนผมไปหามุมนั่งตรงชานกระท่อมไม้ไผ่ อาทิตย์คล้อยดวงแล้ว สายลมพัดแผ่วมาจากฟากฝั่งภูเขาเบื้องหน้า กาละและเทศะบอกได้เวลาเปิดบทสนทนา ผมจึงถามไถ่ตรงไปตรงมาถึงบทเรียนชีวิตตลอดเส้นทางของ ชิ สุวิชาน และการก้าวข้ามบทบาทศิลปิน นักเคลื่อนไหวทางสังคม สู่ตำแหน่ง ผศ.ดร.สุวิชาน ว่าเขามุ่งหวังผลอันใด ตลอดจนโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังปลุกปั้นสร้างเขตชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวชุมชนชายแดนจังหวัดตาก

น่าสนใจว่าคำตอบทั้งหมดล้วนเกี่ยวโยงกับธงที่เขาปักมันไว้ในจิตใจ ธงแห่งการเรียกร้องต้องการเปิดมุมมองโลกทัศน์ ให้คนภายนอกได้รับรู้ถึงวิถีปกาเกอะญอบนความเป็นจริง และทำลายมายาคติทางชาติพันธุ์ ซึ่งตัวเขาได้สัมผัสกับมันมาตั้งแต่เยาว์วัยในดินแดนต้นน้ำแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ‘มือเจะคี’ 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

เด็กชายชิ

‘ชิ’ แปลว่า ตัวเล็ก ตั้งขึ้นตามสถานะลูกคนเล็กของครอบครัวที่มีพ่อเป็นครูโรงเรียนประจำหมู่บ้าน แม่เป็นฝ่ายสนับสนุนทุกอย่างในครัวเรือนให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ส่วนตากับยายเปรียบเสมือนเพื่อนเล่นและเทวดา ทุกคืนก่อนเคลิ้มหลับ เป็นช่วงเวลาที่เด็กชายชิสุดแสนจะปรีดากับการท่องโลกจินตนาการจากนิทานหลากรส ฟังบทเพลงทำนองเก่า และลำนำคำธา (บทกวีของชาวปกาเกอะญอ) ที่ขับผ่านน้ำเสียงละไมของยาย จนความทรงจำน้อยๆ บรรจุเต็มด้วยเรื่องเล่ามากมาย และทำให้เขากลายเป็นเด็กที่เล่านิทานได้คล่องแคล่วก่อนอ่านเขียน 

กลางคืนอิ่มอุ่น กลางวันซุกซนตามประสา กระทั่งโตพอจะรู้รับผิดชอบ เขาจึงมีหน้าที่ช่วยแม่ออกไปตักน้ำมาเก็บไว้ใช้สอย และบทเรียนชีวิตบทแรกของเด็กน้อยก็มาจากวิถีธรรมดาสามัญเช่นนี้

“ตอนเด็กๆ ทุกเช้า ผมต้องแบกตะกร้าใส่กระบอกไม้ไผ่ไปตักน้ำจากบ่อ ระหว่างทางขาไปกระบอกไม้ไผ่บนหลังจะกระทบกันเสียงดังโกร่งกร่าง แต่พอใส่น้ำกลับมาเสียงนั้นก็หาย พ่อสอนผมว่ากระบอกไม้ไผ่ที่มีน้ำจะไม่ดัง ฉะนั้น คนมีความรู้ย่อมไม่อวดตัว” 

แม้ในวันนั้นเขายังไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูด กระนั้นเมื่ออายุครบ 6 ขวบ จึงมีโอกาสเริ่มต้นเรียนรู้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นตะลึงกว่าการเปิดประตูสู่การศึกษา คือการรับรู้ว่าตนเองมีอีกชื่อ-สกุล 

“สุวิชาน ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีชื่อนี้ตอนเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่ง ซึ่งทีแรกพ่ออยากตั้งชื่อผมว่าเด็กชายชินี่แหละ แต่ทางการไม่อนุญาตให้จดทะเบียนแจ้งเกิด เนื่องจากไม่มีความหมายในภาษาไทย พ่อเลยขอเขาช่วยหาชื่อใหม่จนมาได้ชื่อนี้แปลว่า ผู้มีความรู้ นามสกุลก็เหมือนกันจากเดิม ‘กัวะมู’ เปลี่ยนเป็น ‘พัฒนาไพรวัลย์’ หากลองสังเกตดู คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนดอยนามสกุลมักมีคำ อาทิ คีรี บรรพต พฤกษา หรือไพรวัลย์ เหล่านี้ล้วนเป็นนามสกุลที่รัฐตั้งให้ พร้อมตีตราเชิงนัยยะว่าเราเป็นคนดอย”

ไม่เพียงชื่อใหม่ นามสกุลใหม่ แต่ยังมีเรื่องภาษาใหม่ที่ต้องหัดท่องจำขึ้นใจโดยเฉพาะประโยคสำคัญ “คุณครูครับ ผมขออนุญาตไปดื่มน้ำปัสสาวะครับ” ที่พานให้เขาและเพื่อนต่างเคยผ่านประสบการณ์ฉี่ราดกางเกงกันทั่ว จนภาพโรงเรียนในหัวประหนึ่งพื้นที่แห่งความทรมาน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมโปรดอย่างการร้องเพลงนมัสการพระเจ้าก็ช่วยเยียวยาให้เขามีกำลังใจอยากมาโรงเรียนทุกๆ วัน และนับแต่นั้น บทเพลงและดนตรีก็กลายมาเป็นความเชื่อและความหวัง ยิ่งในวันที่เขารู้สึกแปลกแยกหลังก้าวเท้าเข้ามาเติบโตในสังคมเมือง

ทีเล่นทีจริง

ชิเลือกคว้าโควต้าช่างไฟฟ้าตามคำแนะนำของครู แม้ขณะนั้นทั้งหมู่บ้านยังไม่มีใครรู้จักปลั๊ก สวิตซ์ หรือสายไฟ 

การต้องทำความเข้าใจสิ่งใหม่ไม่ใช่อุปสรรคการเรียนสำหรับชิ เฉกเช่นการแปลกถิ่นที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวลำพัง ทว่าท่ามกลางบรรดาเพื่อนฝูงที่พร้อมเฮไหนไปด้วยเหล่านั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงความแปลกแยกและแตกต่างจากบางท่าทีทีเล่นทีจริง นานวันยิ่งร้าวลึก สะท้าน และต้องการทางออก

“ผมรู้ว่าเพื่อนทุกคนรักผมนะ แต่บางเรื่องที่เขามองว่าแค่ล้อเล่นขำๆ พอโดนบ่อยเข้าเราก็รู้สึกเหมือนกัน เช่น ตอนไปซื้อแปรงสีฟัน เคยโดนล้อว่า ไอ้ยาง (กะเหรี่ยง ในภาษาเหนือ) นี่ใช้แปรงสีฟันแล้วโว้ย อยู่บ้านใช้ถ่านใช้ไม้ถูฟัน เดี๋ยวนี้มันก้าวหน้าแล้ว หรือตอนครูขานรายชื่อคนค้างค่าเทอมหน้าห้อง แล้วผมอยู่ในกลุ่มที่จ่ายครบ เพื่อนก็พากันหันมามอง และมีคนหนึ่งถามประมาณว่า พ่อผมต้องตัดป่าปลูกฝิ่นกี่ไร่ ถึงมีเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ผม 

“ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ จนบางคราวผมพยายามสอบถามความคิดของเพื่อน ซึ่งบางคนเขาก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ แต่พอถูกเราถามกลับบ้างว่ารู้ได้อย่างไร เคยเห็นกับตามารึยัง เขาก็ตอบว่า ไม่ แค่ฟังคนอื่นเล่ามา นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่ทำให้ผมเริ่มทบทวนว่า การเรียนช่างไฟฟ้าอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะแทนที่จะใช้ไขควงเช็กไฟแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป ผมควรหาเครื่องมืออย่างอื่นไหม ในการทำหน้าที่ของลูกหลานชนเผ่า บอกเล่าเรื่องราวอีกแง่มุมให้คนข้างนอกได้รับรู้ เพื่อไม่ให้ภาพพจน์ของคนบนดอยต้องถูกตีตราตามคำเล่าบอกต่อๆ กันมา จนเกิดเป็นมายาคติทางชาติพันธุ์”

หลังจบ ปวช. ชิตัดสินใจเบนเข็มไปเรียนต่อสายพัฒนาชุมชน ที่เขาหวังใจว่าจะนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ขณะเดียวกันก็ได้พบเจอเครื่องมือที่ตามหา และตัวเขามั่นใจว่ามีแพสชันกับมันมากที่สุด นั่นคือศิลปะดนตรี 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ศิลปินปกาเกอะญอ

“ฉันอยู่กับป่ามาตั้งแต่เกิด ถิ่นฐานบ้านเกิดฉันอยู่ตรงนี้

บรรพบุรุษฉันเคยทำกิน สายน้ำพงพีหล่อเลี้ยงชีวี

ฉันเรียกตัวเองว่าปกาเกอะญอ ซึ่งหมายความว่าฉันก็คือคน

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ… คนปกาเกอะญอก็มีหัวใจ”

‘ปกาเกอะญอก็มีหัวใจ’ คือบทเพลงแรกของชิที่ร้อยเรียงขึ้นในช่วงวัยหนุ่ม เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตและตัวตนของคนปกาเกอะญอ รวมถึงสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายอพยพคนออกจากป่า กระทั่งเมื่อเรียนจบ เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับชุมชนคนรักษ์ป่า ภายใต้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ขันแข็งทำงานปลูกฝังความเข้าใจให้คนในเมืองรู้จักวิถีวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์มากขึ้น พร้อมลุยออกผลงานเพลงอัลบั้มแรกในชื่อชุด ‘นกเขาป่า’ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาผู้ฟังและศิลปินรุ่นพี่ แต่ผลตอบรับนี้ยังไม่น่าพึงใจนักสำหรับเขา 

“ทุกครั้งที่ผมร้องเพลงมักมีเสียงสะท้อนกลับมาว่าเสียงเพราะเหมือน พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ บ้าง หรือเล่นสนุกเหมือน พงษ์เทพ กระโดนชํานาญ ซึ่งทั้งสองคนเป็นไอดอลผมนะ แต่ผมไม่ได้อยากจะเป็นเขา แล้วมันก็ไม่ใช่เป้าหมายของเราด้วย ผมแค่อยากให้คนนึกถึงปกาเกอะญอ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงชิก็ได้ แค่อยากให้พูดว่านี่คือศิลปินปกาเกอะญอ”

ชิคิดไตร่ตรองเรื่องนี้อยู่นานจนเจอคำตอบ เขาจึงหอบเอาความฝันกลับไปหาพ่อ ผู้เป็นเมล็ดพันธุ์ศิลปินพื้นบ้านเมล็ดสุดท้ายในดินแดนมือเจะคี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรี ‘เตหน่ากู’ หรือพิณปกาเกอะญอ

ว่ากันว่าการก่อเกิดเตหน่ากูมีอยู่ด้วยกัน 2 สำนวน สำนวนแรกเล่าว่า ในอดีตเตหน่ากูเป็นเครื่องมือปราบศัตรูของบรรพบุรุษ ด้วยเสียงอันพริ้งพรายของมันมีพลังสะกดศัตรูให้เคลิบเคลิ้ม เผลอไผล และแพ้พ่าย ส่วนสำนวนที่สองนั้นว่ามาจากวัสดุเหลือใช้ในไร่หมุนเวียน หลังการเผาไร่ ชาวบ้านคนหนึ่งเกิดเสียดายเศษไม้ เขาจึงเก็บมันมาแกะเกลาแล้วขึงสายกะทำเป็นเครื่องดีดไล่สัตว์ป่า แต่ผลปรากฏว่าได้เสียงหวานเลยต้องกลายร่างมาเป็นเครื่องดนตรี

 “ผมคิดว่ามันก็ตรงกับกระบวนการขับเคลื่อนและต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของเราในทุกวันนี้” อาจารย์ชิเปรียบเทียบมุมมองการเล่นดนตรีของเขากับสำนวนแรก “การเล่นเตหน่ากูของผมถือเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง โดยมีศัตรูคือมายาคติทางชาติพันธุ์ ผมต้องการทำลายสิ่งนี้ เพราะมันเป็นเชื้อของการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และศัตรูตัวสำคัญของโครงสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทย”

พร้อมเสริมว่าในสำนวนที่สองนั้น บ่งบอกได้ถึงวิถีการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลของคนปกาเกอะญอ “มีธาบทหนึ่งสอนว่า กินปลาให้รักษาลำห้วย กินเขียดให้ดูแลป่าและผัก จะกินกบให้ยั่งยืนอย่าไปหักกระดูกกบ จะกินปูให้ยั่งยืนอย่าไปหักกระดูกปู ผมคิดว่าเผ่าพันธุ์ที่มีวิธีคิดสอนลูกหลานแบบนี้เขาไม่มีหัวใจของการทำลายล้างหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำลายเลย เพราะการใช้ประโยชน์ในแง่หนึ่งก็หมายถึงการทำลาย เพียงแต่เราคิดว่าจะทำลายอย่างไรให้กระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด นี่คือวิธีที่เราคิด”

เตหน่ากูกลายมาเป็นเครื่องดนตรีคู่กายที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของชิ ในฐานะศิลปินปกาเกอะญอ นอกจากนี้เขายังพัฒนาฝีมือไปอีกระดับ ด้วยการดัดแปลงเตหน่ากูให้ร้องเล่นตามคีย์มาตรฐานได้ ผสมผสานอัตลักษณ์เข้ากับความเป็นสากล โดยมี รังสรรค์ ราศีดิบ และ ทอดด์ ทองดี ช่วยแบ่งปันเทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ และเปิดพื้นที่ในการเล่นดนตรีแนว World Music จนทำให้เส้นทางนักดนตรีของเขาค่อยๆ ไต่เต้าจากท้องถิ่นสู่ระดับโลก

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก
ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

เปลี่ยนเป้า

พ.ศ. 2552 เป็นปีแรกที่ชิมีโอกาสตะลอนทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกา เขาออกเทียวท่องรัฐข้ามรัฐ ตั้งแต่ เท็กซัสจรดชิคาโก ในวาระเปิดตัวอัลบั้มหิมพานต์ เซคกัน เวิลด์ (HIMMAPAN 2nd WORLD) ของ ทอดด์ ทองดี ที่มีเขาร่วมแจมเตหน่ากูอยู่สองบทเพลง 

หลังจบทัวร์ เขากลับมาชวนเพื่อนก่อตั้ง ‘มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธ์’ ทำงานขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม ป่าชุมชน และสืบสานองค์ความรู้ภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์ ก่อนได้รับทุนจากมูลนิธิ Pestalozzi Children’s Foundation ให้ไปศึกษาต่อด้านการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งปีในดินแดนแห่งขุนเขาไม่เพียงช่วยขยายมุมมองการจัดการปัญหาความขัดแย้งให้กว้างขึ้น แต่ชิยังได้พบเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์และเครือข่ายทางดนตรีมากมาย ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อให้เขามีโอกาสพาเตหน่ากูออกไปขับขานเรื่องราวในแผ่นดินเกิดอีกหลายประเทศ อาทิ อิตาลี สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย และเวียดนาม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมาผลงานอัลบั้มล่าสุด ‘Ta – ti Ta – taw’ (ต่าที ต่าเตาะ ภาษาปกาเกอะญอ หมายถึง อภิมหาธรรมชาติหรือสิ่งสูงสุดที่สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากท่วงทำนองบทเพลงพื้นบ้านที่ยายเคยร้องให้ฟังครั้งวันวาน ก็ได้รับรางวัล Ostrana Price ของอิตาลี ซึ่งมอบแด่นักดนตรีผู้ใช้ภาษาแม่ยอดเยี่ยม

คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่าเส้นทางศิลปินของชิกำลังมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ กระนั้นเขาเองกลับเลือกเบนเข็มเปลี่ยนเป้าหมายสู่เส้นทางสายใหม่โดยไม่มีใครคาดคิด

“ผมไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าผมต้องการสื่อสารและเลือกใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายมายาคติทางชาติพันธุ์ในหัวใจคน แต่ต่อมาเรารู้ว่าข้อมูลเชิงวิชาการก็สำคัญ เพราะมันเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้การสื่อสารของเรานั้นมีความแข็งแรง” อาจารย์ชิกล่าวต่อ “ผมว่าผมเป็นมนุษย์เหมือนแม่ผมนะ คือทำได้ทุกอย่าง หมายความว่าผมไม่ได้เลี้ยงชีพจากการสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ทำงานพัฒนา ทำงานต่อสู้ เขียนหนังสือ หรือเป็นศิลปินควบคู่กันไปด้วยได้”

เขาจึงโยกย้ายชีวิตสู่ชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสายวิชาการ ในตำแหน่งอาจารย์ประจำสาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ไร่หมุนเวียนมิติใหม่

“การเป็นอาจารย์มีหน้าที่หลักอยู่สี่ข้อ คือสอนหนังสือ ทำวิจัย บริการวิชาการ และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดผมพยายามใช้ฐานชุมชน ตลอดจนบูรณาการชุมชนเข้ากับเนื้อหาวิชาเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความแข็งแรงทั้งชุดความรู้ท้องถิ่นและชุดความรู้สมัยใหม่” 

“หมายความว่า เป็นกระบวนวิชาที่เน้นให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ชุมชนจริงเพื่อเรียนรู้โดยตรงด้วย” ผมวางความสงสัยลงในประโยคเสริมทับ

 “ใช่ครับ” อาจารย์ชินิ่งคิดแล้วเพิ่มเติมว่า “แต่ผมจะใช้คำว่า ‘เข้า’ ชุมชน และบอกกับนักศึกษาตลอดว่า ถ้าเราใช้ ‘ลง’ ชุมชน แสดงว่าวิธีคิดของเรากับชุมชนยังมีเรื่องของอคติอยู่ คือเราอยู่ที่สูงและลงสู่ที่ต่ำ ซึ่งนี่เป็นวาทกรรมของนักพัฒนารุ่นเจ้าคนนายคน วิธีคิดของนักปกครองรุ่นแรก แต่พวกเราเป็นคนรุ่นใหม่ ฉะนั้น วิธีการพูดการใช้คำจึงต้องสื่อถึงความเท่าเทียมกันด้วย”

นอกเหนือจากการเรียนการสอน อาจารย์ชิไม่เคยทิ้งงานภาคประชาสังคม โดยปีที่ผ่านมาเขาผุดโครงการ ‘ข้าวแลกปลา’ ที่ช่วยให้ชาวเลราไวย์กับชาวปกาเกอะญอฝ่าวิกฤตขาดแคลนอาหารช่วงล็อกดาวน์ COVID-19 ด้วยการแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างกัน 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

หรือโครงการ ‘พลังร่วมชุมชนชายแดนไทย-เมียนมา จังหวัดตาก ในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่กำลังดำเนินงาน ชักชวนกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่และชาวชุมชนขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) ตำบลท่าสองยาง จังหวัดตาก มาร่วมมือกันออกแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการพื้นที่จิตวิญญาณ และการจัดการเศรษฐกิจสมัยใหม่บนฐานคิดของไร่หมุนเวียน เพื่อสร้างสรรค์ระบบไร่หมุนเวียนมิติใหม่ เพาะปลูกพืชหลากชนิด และจัดแบ่งหมวดหมู่ผลผลิตออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผลผลิตสำหรับบริโภค ผลผลิตสำหรับแลกเปลี่ยน และผลผลิตสำหรับจำหน่าย ซึ่งล่าสุดทางโครงการเพิ่งแลกเปลี่ยนฟักเขียวกับเครื่องเป่าลม รวมถึงเก็บเกี่ยวงาขาวจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ‘เทือกเขาเบ๊อบละตู’ ของชุมชน

“เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ คือต้องการผลักดันให้ที่นี่เป็นต้นแบบเขตชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งมีองค์ประกอบครบทั้งสามเส้า เส้าแรกคือมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่สมดุล มีสิทธิในการเข้าถึง ใช้สอย และดูแลรักษา เส้าสองคือ มีพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพื้นที่ทางวัฒนธรรม ส่วนเส้าสามคือ มีพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าหากสามเส้านี้สมดุลกัน เราก็จะสามารถตั้งหม้อหรือตั้งชีวิตอย่างยั่งยืนได้”

ปัจจุบันอาจารย์ชิย้ายกลับมาประจำอยู่ที่อำเภอแม่แจ่ม เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นรูปแบบออนไลน์ ควบตำแหน่งอาจารย์ ทุกวันนี้เขายังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วมออกแบบหลักสูตรการเรียนสำหรับชั้นเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนสาธิตชุมชนสมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม โดยหลักสูตรดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 สายน่าสนใจ ได้แก่ สายวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สอนเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์ และสายการจัดการวัฒนธรรมร่วมสมัย มีให้เลือกระหว่างไผ่ร่วมสมัยกับผ้าร่วมสมัย ซึ่งอาจารย์ชิมองว่า นักเรียนที่จบจากหลักสูตรนี้นำเอาความรู้ไปต่อยอดได้ ทั้งด้านการออกแบบแฟชั่น ด้านสถาปัตยกรรม หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

คนในไซ

“ผมค่อนข้างเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่และสร้างการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การแปลงร่างทางความคิด จากประชาชนคนเล็ก ๆ เราจะ Transform ตัวเองให้เป็นคนที่อธิบายชุดความรู้ อธิบายวิถีภูมิปัญญา และทำให้เกิดความชอบธรรมในการอยู่บนวิถีวัฒนธรรมของตัวเองได้อย่างไร ถ้าเราทำตรงนี้ได้เราจะกลายเป็นผีเสื้อที่มีอิสรภาพ ซึ่งนั่นหมายถึงการติดปีก หรือการเติมเรื่องของกระบวนการเรียนรู้” 

อาจารย์ชิเล่าว่า ในวันที่เขาถูกชักชวนให้มาเป็นอาจารย์ ถือเป็นอีกจังหวะชีวิตที่ค่อนข้างหนักใจ แต่เมื่อคิดไปถึงเด็กๆ ที่กำลังจะเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของชนเผ่า กอปรกับนิทานเรื่องนั้นที่ยายเคยเล่า เขาจึงยากปฏิเสธ 

“ยายเคยเล่านิทานให้ผมฟังว่า วันหนึ่งมีเด็กหนุ่มในหมู่บ้านลงไปตักน้ำยังแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ขณะก้มลงตักจู่ๆ กระบอกไม้ไผ่ก็ถูกกระแสน้ำพัด พลันตัวเขาก็พลัดตกตามไป สุดท้ายสายน้ำก็ได้หอบเอาร่างของเด็กหนุ่มให้เข้าไปติดอยู่ในไซ (เครื่องจักสานสำหรับดักปลา) ของยักษ์ ผมทบทวนนิทานเรื่องนี้และคิดว่าไซในชีวิตจริงของคนรุ่นใหม่อันหนึ่งคือระบบการศึกษา กระแสน้ำคือกระแสของการพัฒนาที่ถาโถมอยู่ทุกขณะ ส่วนยักษ์เปรียบเสมือนโรงงานอุตสาหกรรมและทุนนิยม มันดักรอเด็กๆ ที่พอเรียนจบปุ๊บก็จับไปป้อนบริษัท ป้อนโรงงาน โดยไม่คิดปล่อยคืนสู่หมู่บ้าน ซึ่งการจะทำให้เด็กเหล่านี้ปลอดภัยและออกจากไซของยักษ์ได้ก็คือ ต้องมีคนเข้าไปอยู่ในไซ แล้วสอนพวกเขาให้รู้จักวิธีเอาตัวรอด ฉะนั้น ผมจึงอยากเข้าไปอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยลูกหลานของเราให้กลับคืนมา”

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ครั้นสิ้นสุดบทสนทนาอันยาวนานกับ เกม-สิทธิโชค ศรีโช บนโต๊ะกินข้าวที่ลานตาไปด้วยอาหารที่เขาออกแบบมาเพื่อเราโดยเฉพาะ เราคิดอยู่นานว่าจะนิยามตัวชาวขอนแก่นรายนี้ว่าอย่างไรให้ครอบคลุมตัวตนและสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด

เขาเคยเป็นนักศึกษานิเทศศิลป์ที่หลงใหลใน Cookbook มากกว่าตำราออกแบบ

เคยเป็นเด็กจบใหม่ที่พกช้อนทองเหลืองติดตัว เพราะฝันอยากเป็นนักชิมมืออาชีพ

เคยเป็นบรรณาธิการด้านอาหารของนิตยสาร Health & Cuisine อันเลื่องชื่อในวันวาน

เคยเป็นคนเขียนสคริปต์รายการอาหารที่มีคนดูแตะหลักแสนเพียงชั่วข้ามคืน

เคยเป็นนักออกแบบอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของน้อง ๆ เด็กนักเรียน

และกำลังเป็นยูทูบเบอร์ที่นำเสนอเรื่องราวของอาหารอีสานเมนูต่าง ๆ อย่างเจาะลึก ถึงขั้นพาไปชมแหล่งผลิตวัตถุดิบในแต่ละจาน

เชิญคุณผู้อ่านกลั้นน้ำลายไว้อย่าให้สอ แล้วไปอ่านเรื่องราวชีวิตที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นของอร่อยของ ‘กูรูอาหาร’ แห่งเมืองดอกคูนกันเถอะ

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

คนบ้านไผ่

“บ้านไผ่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีของกินอร่อยครับ คนจากหลาย ๆ อำเภอเข้ามาที่บ้านไผ่ก็เพื่อมาหาซื้อของกิน” เกมให้คำจำกัดความบ้านเกิดของตนเอง

“ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองมา 44 กิโลเมตร เป็นจุดความเจริญจุดแรก ๆ ของจังหวัดขอนแก่น เพราะมีรถไฟจากภาคกลางเชื่อมความเจริญมาถึง สมัยก่อนบ้านไผ่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เมื่อรถไฟผ่านก็เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนเข้ามา เช่น คนจีน คนโคราช บ้านไผ่จึงค่อย ๆ พัฒนาจากกิ่งอำเภอเป็นอำเภอในที่สุด”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
เมนู Amuse Bouche นี้มีชื่อว่า ‘มาตุ้ม มาโฮม’ แปลว่า การมารวมตัวกัน เกิดจากการนำอาหารของชาวจีน เวียดนาม และโคราช ในบ้านไผ่ มาจัดรวมไว้ในเชี่ยนหมากอีสาน

ความเจริญของอำเภอบ้านไผ่ที่เกมลืมตาดูโลก พิสูจน์ได้จากการมีโรงหนังถึง 3 แห่งในอำเภอเดียว มีห้างสรรพสินค้าซึ่งภายในมีลานสเก็ต และยังมีเหลาหรือภัตตาคารจีนหลายแห่ง

“ร้านอาหารร้านไหนที่คนเขาว่ามันอร่อยและพอจะพาไปได้ ยาย ตา หรือพ่อแม่ก็จะพาเราไปกิน ส่วนใหญ่ก็เป็นเหลาจีน เราได้กินผัดโป๊ยเซียน หอยจ๊อ กระเพาะปลา ไม่ก็ข้าวผัด นอกจากอาหารจีน ก็ยังมีร้านไอศกรีมโฮมเมดที่คนจีนมาทำ มีร้านขายเค้กของคนจีนสมัยก่อนที่บีบหน้าเป็นรูปกุหลาบ มีรอยัลไอซิ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจ อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ชีวิต คือครั้งแรกที่ได้กินข้าวผัดอเมริกันในร้านที่ขายอาหารแนวฝรั่ง กลับมาแล้วอาเจียนเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้กินข้าวที่เอาไปผัดกับเนย

“อาหารเฉพาะตัวของบ้านไผ่ก็มีเยอะนะครับ มีคำกล่าวว่า “ใครมาบ้านไผ่แล้วไม่กินกุนเชียงก็เหมือนยังไม่มาบ้านไผ่” สมัยเด็ก ๆ เราเรียกมันว่า ‘หมูหวาน’ แล้วพอมาเจอหมูหวานในกรุงเทพฯ ก็งงว่าทำไมมันไม่เหมือนหมูหวานที่บ้านเรา หรืออย่างกวยจั๊บบ้านไผ่ก็จะเป็นกวยจั๊บเส้นใหญ่ ไม่เหมือนของอุบลฯ ที่เป็นเส้นเล็ก เจอเพื่อนสมัยเรียนมหาลัยเป็นคนอุบลฯ ก็เถียงกันเป็นบ้าเป็นหลังเลยว่า กวยจั๊บของจริงมันต้องเป็นเส้นใหญ่หรือเส้นเล็ก แล้วยังมีผัดไทยใส่ซอสเย็นตาโฟ ใส่หมู ใส่เต้าเจี้ยว วิธีการปรุงคล้าย ๆ หมี่โคราช เพราะคนขายย้ายมาจากโคราช เราเรียกมันว่าผัดไทยสีชมพู ถ้าเป็นคนภาคกลางคงไม่เรียกสิ่งนี้ว่าผัดไทย (ยิ้ม)”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย
ผัดไทยสีชมพูประจำอำเภอบ้านไผ่ พหุลักษณ์ประจำอำเภอ

ครอบ-ครัว

ไม่เพียงเกิดมาในท้องถิ่นที่ลือชาด้านของกินเท่านั้น ครอบครัวของเกมยังให้ความสำคัญกับอาหารและการกินอย่างยิ่งยวด นำโดยญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นเสมือนประมุขของบ้านอย่างคุณยาย

ยายของเกมเคยเป็นแม่ค้าขายกับข้าว บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่สมาชิกนับสิบชีวิต ความเป็นผู้อาวุโสประจำครอบครัวประกอบกับอาชีพดั้งเดิม ส่งผลให้ยายใส่ใจเรื่องปากท้องของคนในบ้านเป็นพิเศษ

“สมัยก่อนครอบครัวเราจะอยู่รวมกันเป็นบ้านใหญ่ กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นตลอดในแต่ละวันคือการทำอาหาร พวกพี่ ๆ ผู้หญิงเขาถูกยายกวดขันให้ต้องเข้าครัว ไปหัดทำกับข้าวตามค่านิยมคนไทยสมัยก่อน ส่วนเราเขาก็ปล่อยให้วิ่งเล่น เราก็ชอบวิ่งเข้าไปเล่นในครัว เพราะเราไม่ได้ถูกกดดันเหมือนพวกพี่สาว ห้องครัวที่บ้านเลยเป็นพื้นที่สนุกของเรา (หัวเราะ)

“ยายเป็นคนจ่ายตลาดวันละหลายรอบ จ่ายตลาดเช้าแล้วยังจ่ายตลาดเย็นด้วย เวลากลับมาทำอาหาร ยายจะตั้งอาหารเป็นสำรับ ภาษาอีสานเรียกว่า ‘พา’ ในพาข้าวที่บ้านจะมีอาหารหลากหลาย เขาต้องทำอาหารเลี้ยงให้เพียงพอกับคนทั้งหมด เราเลยไปช่วยยายหิ้วของที่ตลาดบ้าง เลยทำให้เราได้ใกล้ชิดอาหาร”

เปลี่ยนจากวิ่งเล่นมายืนหน้าเตา

“เราเริ่มทำอาหารครั้งแรกแบบสนุก ๆ ตอนอยู่อนุบาล อาหารหลักที่บ้านเรากินกันคือส้มตำ ความที่บ้านมีคนอยู่เยอะมาก ยายก็จะเตรียมเครื่องไว้เลย ใครอยากกินก็ตำเอาเอง นั่นคือการทดลองทำอาหารครั้งแรก” เกมย้อนระลึกถึงครั้งแรกในชีวิตที่พลิกบทบาทจาก ‘ผู้กิน’ มาเป็น ‘ผู้ทำ’

จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เขาเรียนชั้นประถม เมื่อพ่อกับแม่เลือกย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ของยายมาสร้างบ้านของครอบครัวตัวเอง และเลือกปลูกฝังวิชางานบ้านงานเรือนให้ลูกชายลูกสาวอย่างเท่าเทียมกัน

“แม่เรามีแรงกดดันในตอนเด็ก คือเขาเป็นลูกสาวคนโตและเป็นคนไทยที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน เขาเลยมีความคิดว่าเกิดเป็นคนไม่ว่าเพศไหน ถ้ากินเป็นก็ต้องทำเป็น ถ้าใช้เสื้อผ้าได้ คุณก็ต้องซักเสื้อผ้าได้”

ด้วยความคิดนั้น ลูกชายอย่างเกมจึงถูกสั่งสอนให้ฝึกทำกับข้าวด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ในช่วงแรกแม่ซึ่งเป็นครูก็สอนทำเมนูง่าย ๆ ให้ อย่างไข่ดาว ไข่เจียว หรือ ‘หมูเค็ม’ ตามคำเรียกของคนบ้านไผ่ ซึ่งหมายถึงหมูรวนซีอิ๊วดำ เหยาะน้ำตาลกับซอสหรือน้ำปลาสักเล็กน้อย

แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความรักที่เด็กน้อยคนหนึ่งมีต่อชีวิตการทำครัว เมื่อขึ้นชั้น ป.3 เกมเริ่มทำกับข้าวด้วยตัวเองคล่องแล้ว ไม่ว่าของชอบส่วนตัวอย่างขนมจีนน้ำยาลาว อาหารจานหลักในบ้านอย่างผัดผัก หรืออาหารงานบุญที่บ้านยายทำทุกเทศกาลอย่างแกงเห็ด ล้วนผ่านปลายตะหลิวของเกมมาทั้งสิ้น

“แม่มีทักษะการสอนที่ดีเพราะเป็นครู เราก็แทบไม่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการทำอาหาร ภายใต้การสอนแม่จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ” เขายกความดีความชอบให้คุณแม่ซึ่งเป็นครูสอนทำอาหารคนแรกในชีวิต

เลขวัยที่เพิ่มพูนขึ้นยังแปรเปลี่ยนความสนุกไปในทิศทางใหม่ จากห้องครัวที่เคยเป็นพื้นที่สนุกเพราะได้เข้าไปเล่นซน เกมกลับมีความสุขกับพื้นที่นี้เมื่อได้ยืนนิ่ง ๆ ปรุงอาหารอยู่หน้าเตาไฟ และได้พักผ่อนหย่อนใจด้วยการชมรายการสอนทำอาหารผ่านหน้าจอโทรทัศน์

“จุดที่ทำให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของการกินเลยก็คือตอนเป็นเด็ก เราจะถือปากกากับกระดาษจดสูตรอาหารตามรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ แล้วด้วยทักษะการเลกเชอร์ของเด็ก เราก็จดไม่ทัน หรือบางอย่างจดทันแต่มาทำตามแล้วทำไม่ได้ เราก็เลยจะจินตนาการว่าคนที่มาให้สูตรมันหวงสูตร ก็เลยบอกกับตัวเองว่าถ้าเรามีโอกาสเป็นคนบอกสูตรนะ เราจะบอกสูตรให้หมดเลย ไม่หวงอะไรทั้งสิ้น”

แล้วอีกหลายปีต่อมา ความตั้งใจนั้นก็กลายเป็นจริง

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

เข้ากรุง

พอถึงวัยเข้าเรียนอุดมศึกษา หนุ่มบ้านไผ่อย่างเกมเลือกศึกษาต่อด้านออกแบบนิเทศศิลป์จาก ม.ดังในบ้านเกิดอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเขาได้แอบกระซิบกับเราว่า ในเวลาที่เพื่อน ๆ ง่วนอ่านหนังสือออกแบบศิลปะ เขาชอบจะดอดไปอ่านตำราอาหารมากกว่า

เกมร่ำเรียนการออกแบบจนจบ แล้วเลือกเปิดร้านเหล้าพร้อมกับทำกับแกล้มขายเพื่อสะสมทุนรอน ตอนหลังร้านเหล้าแห่งนั้นได้ปิดตัวลงไป บัณฑิตหนุ่มจากอีสานจึงตบเท้าเข้าเมืองกรุงเพื่อหาอาชีพที่เหมาะกับตัวเขา ซึ่งก็ได้งานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าแห่งหนึ่ง ทว่าชีวิตในสายงานออกแบบกราฟิกของเกมก็มาถึงจุดจบในเวลาอันสั้น เขาทำงานที่นั่นได้ไม่ถึงปี ที่ทำงานก็ปิดตัวลง ในจังหวะชีวิตที่เขารู้ตัวเองว่าอยากเป็นนักเขียนแนวอาหาร   

“นิตยสารอาหารตอนนั้นมีอยู่ 3 – 4 เล่ม มี แม่บ้าน, ครัว, Gourmet & Cuisine แล้วก็ Health & Cuisine พอได้อ่านนิตยสารพวกนี้แล้วก็ชอบนะ อย่าง Health & Cuisine เขาจะชอบพูดถึงอาหารบางอย่างที่เป็นอาหารฟิวชัน นำวัตถุดิบที่เป็นต่างชาติมาผสมผสานกับความเป็นไทย มีสอนทำอาหารต่างชาติและอาหารไทยง่าย ๆ เพื่อสุขภาพ เรารู้สึกว่ายังเข้าไม่ถึง แต่อยากรู้จักมันให้มากขึ้น”

ช่วงนั้น Health & Cuisine ยังไม่เปิดรับคนใหม่ แต่สำนักพิมพ์อมรินทร์ผู้พิมพ์นิตยสารฉบับนั้นได้เปิดตัวนิตยสารแนวแม่และเด็กชื่อ Real Parenting และกำลังเปิดรับสมัครกองบรรณาธิการอยู่พอดี

“รีบไปสมัครที่นั่นเลย ถึงไม่ได้อยากทำงานกับนิตยสารนี้ แต่ก็อยากเข้าไปก่อนเพื่อที่จะหาช่องทางย้ายไปสังกัด Health & Cuisine ที่อยู่ในสำนักพิมพ์เดียวกัน กรรมการที่สัมภาษณ์ท่านก็ชมว่าพูดเก่งดีนะ แต่ทั้งหมดที่พูดมาไม่เห็นเกี่ยวกับแม่และเด็กเลยนี่ เลยถามเราว่ามีเล่มไหนอยากทำเป็นพิเศษมั้ย พอรู้ว่า Health & Cuisine เขาก็ว่างานยังไม่ว่าง ให้ไปอยู่นิตยสาร สุดสัปดาห์ พร้อมกับโอกาสทดลองงาน 1 เดือน”

สิทธิโชค ศรีโช กูรูอาหารชาวบ้านไผ่ ผู้ผันตัวจากนักออกแบบกราฟิกเป็นนักออกแบบความอร่อย

บรรณาธิการนิตยสาร

ช่วง 1 เดือนที่ทำงานอยู่กับนิตยสาร สุดสัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่เกมเครียดมาก เพราะ…

“วิถีชีวิตเราไม่ใช่คนสุดสัปดาห์ ที่พอเลิกงานเขาจะต้องไปอัปเดตเทรนด์ ไปสยาม ดูหนัง ฟังเพลง เราไม่ใช่ เราอยากเลิกงานแล้วกลับบ้านทำขนม กินอาหาร เพราะนั่นคือตัวเรา”

แต่ด้วยความตั้งใจที่เกมแสดงออกมาให้ทุกคนเห็น ประจวบเหมาะกับมีคนลาออกจากนิตยสารในดวงใจพอดี เกมจึงได้รับโอกาสทองที่เขาตั้งตาคอยมาตลอด คือการได้ร่วมงานกับนิตยสาร Health & Cuisine

“ตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมาก นี่มันเป็นงานในฝันของเรา” เกมยิ้มบอกด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย “สมัยก่อนเราจะพกช้อนส้อมทองเหลือง ตอนทำงานกราฟิกอยู่โรงงานก็จะไม่กินอาหารจากช้อนส้อมโรงงานเลย เพราะใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักชิม ก็เลยจะกินด้วยช้อนส้อมนี้ ตอนจะสัมภาษณ์เข้า Health & Cuisine เราก็เอาช้อนส้อมทองเหลืองไปโชว์ว่าเรามีช้อนทองเหลืองส่วนตัว เราชอบทำและชอบชิมอาหารมาก”

ทำงานอยู่ที่นี่ได้สักระยะ บรรณาธิการที่สัมภาษณ์เกมเมื่อตอนรับเข้าทำงานก็จำได้ว่าเขามีช้อนส้อมนักชิมอยู่ติดตัว เมื่อมีการเปิดคอลัมน์ชิมอาหารแนวใหม่ เขาจึงได้รับเลือกให้ดูแลบทความส่วนนี้

“ที่จริงตอนนั้นมีคอลัมน์ชิมที่เป็นคอลัมน์ใหญ่อยู่แล้ว เป็นแนวชิมอาหารแล้วประเมินว่าร้านนี้ได้หรือไม่ได้ ทำงานเหมือนมิชลินสตาร์ แต่เขาเปิดคอลัมน์เล็กให้เรา เป็นเนื้อหาประเภท 10 ร้านผัดไทยเจ้าดังที่ไม่ควรพลาด แล้วต้องมีข้อมูลประกอบว่าผัดไทยคืออะไร มีที่มาที่ไปแบบไหน ก็ต้องไปหาข้อมูล มันทำให้เราได้ศึกษาองค์ความรู้ของอาหารนั้น ๆ เกิดเป็นความเชี่ยวชาญมากขึ้น ก็เลยเป็นทักษะที่ติดตัวมา”

นักออกแบบอาหาร

เกมทำงานอยู่ที่ Health & Cuisine ได้ 2 ปีเศษ ๆ นิตยสารแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตัวเขาย้ายไปอยู่แผนกเอเจนซี่ทำหนังสือในเครืออมรินทร์ได้ครึ่งปี อมรินทร์ก็ทำธุรกิจเสริมเป็นรายการโทรทัศน์ของ Health & Cuisine และตัวเขาได้รับข้อเสนอให้เป็นผู้ลองคิดสูตรมานำเสนอผ่านรายการ

“ยุคสมัยนั้นยังไม่มีช่องอมรินทร์ทีวีอย่างทุกวันนี้ มีแต่ช่อง 3, 5, 7, 9 ซึ่งบังเอิญว่ารายการของ Health & Cuisine ได้รับแอร์ไทม์ (เวลาออกอากาศ)

“ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะออกมาแล้ว แต่เราก็ยังเป็นคนของ Health & Cuisine โดยสายเลือด เขาก็เลยชวนเราไปทำงานว่าเป็นฟู้ดสไตลิสต์มั้ย เขียนสคริปต์ เป็นครีเอทีฟมั้ย เราก็เลยได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงการทีวีที่เกี่ยวกับอาหาร แต่ตรงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องคิดสูตรอาหารเองเพื่อที่จะนำมาถ่ายทำลงรายการ เราต้องเป็นคนเขียนสคริปต์เอง และต้องดีลร้านต่าง ๆ ตอนนั้นลูกค้าเป็นซอส Kikkoman เราต้องกินอาหารญี่ปุ่นแทบทั่วสุขุมวิท เป็นกำไรที่เราได้จากงานนี้”

บทบาทการเป็นนักออกแบบสูตรอาหารของเกมจึงเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
อาหารจานหลัก ‘คันได้กินซี้นต่อน อย่าลืมแจ่วแพรวผัก’ อ่อมซี้นหมูสามชั้น ใส่บักบวบ (บวบ) และบักอึ (ฟักทอง) ทานคู่กับข้าวเหนียวนึ่ง 
‘กะแล่มบักม่วงสุก กับ ขนมไข่เหี้ยเพียพระยา’ ขนมหวานที่ทำจากขนมไข่เหี้ย กะแล่ม (ไอศกรีม) ซอสมะม่วงแก้วขมิ้นดิบผสมไวน์ขาว ถั่วเขียวเลาะเปือกคั่วสุก วัตถุดิบเหล่านี้สะท้อนความเป็นอีสานและอำเภอบ้านไผ่ได้เป็นอย่างดี
สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต
‘ยิ้ม เป้ย เป้ย’ เป็นภาษาอีสานแปลว่า ‘ยิ้มหวาน’ เกมตั้งชื่อเมนูนี้ให้กับมาการิตาสีชมพู ผสมจากน้ำคั้นลูกหม่อนสุก โซดา วอดก้า และน้ำมะนาวอินทรีย์ผสมใบกัญชาหางกระรอกภูพาน ตรา Happy Lemon จากวิสาหกิจชุมชนบ้านโสกจาน ขอบแก้วเคลือบด้วยเกลือบ่อกฐิน จากแหล่งทำเกลือสินเธาว์ของอำเภอบ้านไผ่

คลิปสอนทำอาหาร

เกมทำงานโทรทัศน์อยู่ได้ประมาณ 3 ปี บรรณาธิการนิตยสารแผนกอาหารคนเดิมก็โบกมือลาต้นสังกัดไปอยู่ที่อื่น เกมจึงได้กลับมาทำงานนิตยสารใหม่ในฐานะบรรณาธิการอาหาร

เขากล่าวถึงช่วงเวลานั้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่าทั้งสนุกทั้งเหนื่อย เพราะต้องอ่านต้นฉบับของลูกน้องที่ออฟฟิศ ตรวจสอบคุณภาพ พิสูจน์อักษร ควบคู่กับทำคอลัมน์ของตนเองไปด้วย

“สิ่งหนึ่งที่แม็กกาซีนเล่มนี้มี แล้วเล่มอื่นอาจจะไม่มี คือสูตรอาหารทุกสูตรไม่ว่าจะมาจากคิดค้นขึ้นเอง หรือมาจากคนอื่น ต้องผ่านการทดลองทั้งหมด

“เวลาใครรู้ว่าเราทำงานอยู่นิตยสาร เขาก็เลยจะคาดหวังว่าเราต้องทำอาหารเป็นและทำได้ดีทุกอย่าง คำถามที่คนรู้จักมาถามเราก็เช่นว่า ผัดหมี่กระเฉดยังไงไม่ให้เส้นขาด? เจียวไข่ยังไงไม่ให้ไข่เจียวยุบ? ผัดวุ้นเส้นยังไงไม่ให้เส้นมันกอดกัน? เราเลยคิดว่านี่คือปัญหาของคนทำอาหาร ในคลิปวิดีโอสอนทำอาหารสมัยนั้นก็มีแต่สอนว่าทำยังไง ไม่ได้สอนวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ พอได้สมมติฐานปุ๊บ เราก็เลยลองทำคลิปเลย”

นั่นคือที่มาของคลิปสอนทำอาหารชื่อ ‘เคล็ดไม่ลับแค่คุณไม่รู้’ ที่ตัวเขาและเหล่าทีมงานช่วยกันถ่ายทำและตัดต่อด้วยกล้องมือถือทั้งหมด

“คลิปแรกของพวกเราเป็นเรื่องแกงเขียวหวาน ทำแกงเขียวหวานยังไงให้มะเขือยังเขียว ปล่อยออกไปครั้งแรกมีคนมาดู 35,000 คน ช็อกมาก เพราะคิดว่าคนดูแค่ 200 คนก็ดีมากแล้วนะ

“พอคลิปที่ 2 เจียวไข่ยังไงให้ไข่เจียวยังไม่ยุบ คลิปนั้นภายในข้ามคืนก็มีคนมาดูเป็นแสน ผ่านไปไม่ถึงเดือนก็ขยับขึ้นเป็น 3 แสน 5 แสน เรารู้ว่าอันนี้คือสิ่งที่ใช่ กลายเป็นว่าทำคลิปออกมา ยอดจะเป็นแสน บ้างก็ 8 หมื่น บางทีก็สะสมกันไปถึงเป็นล้าน”

อย่างไรก็ดี ความสุขในการทำคลิปสอนทำอาหารที่เล่าถึงวิธีแก้ปัญหาที่คนครัวทุกคนต้องเจอก็อยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนิตยสารอันเป็นที่รักยิ่งของเกมต้องปิดตัวลง

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

กลับบ้านไผ่

“ที่จริงเราเป็นคนที่ออฟฟิศไม่ยอมให้ออก อยากให้ไปต่อในฝ่ายออนไลน์ แม้ว่านิตยสารจะเลิกผลิตไปแล้ว แต่เพราะนิตยสารเป็นสิ่งที่ตัวเรารักมาก พอมันไม่อยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ก็เลยไปไหว้งาม ๆ ขอออกจากงานมาพร้อมกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ”

น้ำเสียงของเกมเหมือนคนปลงตกได้ เมื่อเขาเล่าให้เราฟังถึงสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้านที่อำเภอบ้านไผ่

15 ปีในกรุงเทพฯ สอนหลักสูตรชีวิตให้กับเกมมากมายไม่แพ้สูตรอาหารที่เขาค้นคิดในช่วงนั้น ทันทีที่ออกจากงานนิตยสาร เกมมุ่งมั่นอยากหันมาฝึกงานเกษตรเพื่อให้เข้าถึงต้นรากของสายพานอาหาร

“เราได้ไปยืนอยู่ในหลายจุดของอาหารแล้ว แต่ยังไม่เคยไปถึงต้นน้ำของอาหารเลย” ความคิดนี้ดลใจให้กูรูอาหารชาวอำเภอบ้านไผ่ไปหัดเรียนทำนาที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรตินานถึง 6 เดือน เพาะผัก ปลูกข้าว เลี้ยงเป็ด ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวนาบนผืนนา 1 ไร่ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดไว้ให้ ก่อนจะลงเอยด้วยการปลูกพืชผักสวนครัวรอบตัวบ้าน เพื่อความคล่องตัวและประหยัดต้นทุนทางการผลิต

“ภาษาอีสานเรียกว่า ‘บืน’ ให้นึกถึงปลาที่พยายามกระเสือกกระสนตัวมันเองขึ้นมาบนพื้น” เขาอุปมาตัวเองด้วยศัพท์ภาษาที่ราบสูง “ตัวเราก็ต้องบืนเหมือนกัน พยายามที่จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เราเลือกมาอยู่ด้วยตัวเองให้ได้”  

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วที่อดีตบรรณาธิการอาหารได้หวนคืนถิ่น แม้จะเคยต้อง ‘บืน’ ตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แต่วันนี้เขากลับได้พบความสุขใหม่ในถิ่นเก่า เริ่มจากการทำอาหารง่าย ๆ จากวัตถุดิบที่เพาะปลูกรอบรั้วบ้านตัวเองไว้ส่งขายเลี้ยงชีพ

เขายังคงรับเขียนบทความอาหารหรือเนื้อหาต่าง ๆ ที่ตนเองชื่นชอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการกลับบ้านคราวนี้ช่วยให้เขาได้ทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นขอนแก่นในตัวเอง ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม จนเป็นผู้รู้เรื่องขอนแก่นที่คนทั่วไปให้การยอมรับ และเคยได้เขียนเล่าข้อมูลความเป็นมาของจังหวัดในห้องขอนแก่น 500 ปี ในพิพิธภัณฑ์กรมธนารักษ์มาแล้ว

ความรู้ด้านการออกแบบของเขายังได้รับการนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่จังหวัดขอนแก่น อาทิ การที่เขาได้รับเลือกเป็นผู้จัดการโครงการ Lunch and Learn Project ซึ่ง TCDC ขอนแก่น จัดขึ้นเพื่อออกแบบอาหารกลางวันที่ทั้งถูกปากและถูกหลักโภชนาการ แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนเทศบาลบ้านโนนชัย เป็นโครงการที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก

และเขายังเริ่มต้นใหม่กับการทำคลิปสอนทำอาหารในยูทูบ ในช่อง SRI Cooking Channel ซึ่งไม่เพียงทำคอนเทนต์สอนเคล็ดลับวิธีการปรุง หากยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ และพาชมของดีในจังหวัดขอนแก่น ด้วยการเล่าเรื่องที่สนุกสนาน มากสีสัน เปี่ยมแปล้ด้วยสาระ

“ความเป็นอีสานถูกเผยแพร่เยอะขึ้นก็จริง แต่ว่ามันยังไม่พอ ดังนั้นนอกจากเรามีความรู้ความสามารถแล้ว เรายังมีพื้นที่สื่อ ก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราในการบอกเล่าเรื่องราวของอีสานออกไป” ชายหนุ่มที่พวกเราตั้งสมญาแก่เขาว่า ‘กูรูอาหารแห่งบ้านไผ่’ เปิดเผยเป้าหมายในการทำสื่อวิดีโอของเขา

“สิ่งที่เราทำเป็นประจำคือให้กำลังใจผู้ประกอบการ เพราะเวลาเราไปกินก็ชอบพูดคุย ด้วยสันดานคนเป็นสื่อก็ชอบเจ๊าะแจ๊ะพูดคุย แล้วพอเราเริ่มสนิทก็จะได้รู้ข้อมูลเบื้องลึก โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวในอีสาน คนทำธุรกิจ ต้องเผชิญอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น กับดักความยากจน ก็จะให้กำลังใจเสมอ ด้วยความที่เรามีทักษะทางอาหาร บางอย่างที่เราแนะนำกับเขาได้ว่าทำแบบนี้แล้วมันจะดีขึ้น เราก็จะให้คำแนะนำเขาเลย

“เรามองว่ามันจะทำให้คนที่ทำอาหารอีสานเองก็อยู่ได้ แล้วเขาก็จะพัฒนาตัวชิ้นงานของเขาให้ดีขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จักอาหารอีสาน เราก็จะใช้พื้นที่สื่อของเราทำให้เขารู้จักนี่แหละครับ”

สนทนากับหนุ่มขอนแก่นผู้หลงใหลในงานครัวมาตั้งแต่เกิด ถึงความหลังที่มีของกินเป็นแรงบันดาลใจในทุกก้าวย่างของชีวิต

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load