“มาหาครูชิใช่มั้ยครับ”

“ครับ”

“ให้ผมไปเรียกให้มั้ยครับ”

“รบกวนด้วยครับผม”

ผมพยักยิ้มเป็นเชิงขอบคุณความจิตใจดีของหนุ่มน้อย ก่อนที่เขาจะถลาลงจากอาคารเรียน วิ่งลัดลานขึ้นไปยังอาคารฝั่งตรงกันข้าม ครู่เดียว อาจารย์ชิ-ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ก็โผล่มายิ้มแย้มต้อนรับจากริมระเบียงชั้นสอง พลางขอให้รออีกประเดี๋ยว แล้วกลับไปสะสางภารกิจติดพัน 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ดูเหมือนว่าวันนี้ตลอดทั้งวันเขายุ่งอยู่กับการประชุมวางระบบโครงสร้าง และออกแบบหลักสูตรการศึกษาสำหรับชั้นเรียนมัธยมปลายที่กำลังใกล้จะเปิดสอนเร็วๆ นี้ ของโรงเรียนสาธิตชุมชนสมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม ซึ่งเป็นโรงเรียนสาธิตชาติพันธุ์แห่งแรกของประเทศไทย หลังจาก 7 ปีก่อนหน้า เขาใช้เวลาอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในฐานะอาจารย์ประจำสาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และยังเป็นอาจารย์ปกาเกอะญอคนแรกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกด้วย

ไม่เพียงบทบาทในแวดวงวิชาการ เพื่อนพ้องคนดนตรียังรู้จักเขาดีในนาม ชิ สุวิชาน ศิลปิน World Music ที่นำเครื่องดนตรีพื้นบ้านปกาเกอะญอ ‘เตหน่ากู’ ออกบรรเลงขับขานให้พี่น้องชาติพันธุ์ คนเมือง และคนต่างแดนทั่วเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ได้ซึมซับสุนทรียภาพผ่านจิตวิญญาณและเรื่องเล่าวิถีคนกับป่า รวมถึงเพิ่งคว้ารางวัล ‘Ostrana Price’ นักดนตรีผู้ใช้ภาษาแม่ยอดเยี่ยมจากอิตาลีมาหมาดๆ นอกจากนี้ เขายังทำงานขับเคลื่อนสังคมหลากหลาย อาทิ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ หรือริเริ่มโปรเจกต์สร้างสรรค์ข้าวแลกปลา ที่เชื่อมสะพานระหว่างชาวเลราไวย์กับชาวปกาเกอะญอในการแลกเปลี่ยนผลผลิตข้าวกับปลา เพื่อฝ่าวิกฤตขาดแคลนอาหารช่วงล็อกดาวน์ COVID-19 เมื่อปีกลาย

อาจารย์ชิกลับมาอีกครั้งพร้อมกับสวมเสื้อปกาเกอะญอสีน้ำตาลไม้สัก เขาเอ่ยชวนผมไปหามุมนั่งตรงชานกระท่อมไม้ไผ่ อาทิตย์คล้อยดวงแล้ว สายลมพัดแผ่วมาจากฟากฝั่งภูเขาเบื้องหน้า กาละและเทศะบอกได้เวลาเปิดบทสนทนา ผมจึงถามไถ่ตรงไปตรงมาถึงบทเรียนชีวิตตลอดเส้นทางของ ชิ สุวิชาน และการก้าวข้ามบทบาทศิลปิน นักเคลื่อนไหวทางสังคม สู่ตำแหน่ง ผศ.ดร.สุวิชาน ว่าเขามุ่งหวังผลอันใด ตลอดจนโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังปลุกปั้นสร้างเขตชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวชุมชนชายแดนจังหวัดตาก

น่าสนใจว่าคำตอบทั้งหมดล้วนเกี่ยวโยงกับธงที่เขาปักมันไว้ในจิตใจ ธงแห่งการเรียกร้องต้องการเปิดมุมมองโลกทัศน์ ให้คนภายนอกได้รับรู้ถึงวิถีปกาเกอะญอบนความเป็นจริง และทำลายมายาคติทางชาติพันธุ์ ซึ่งตัวเขาได้สัมผัสกับมันมาตั้งแต่เยาว์วัยในดินแดนต้นน้ำแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ‘มือเจะคี’ 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

เด็กชายชิ

‘ชิ’ แปลว่า ตัวเล็ก ตั้งขึ้นตามสถานะลูกคนเล็กของครอบครัวที่มีพ่อเป็นครูโรงเรียนประจำหมู่บ้าน แม่เป็นฝ่ายสนับสนุนทุกอย่างในครัวเรือนให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ส่วนตากับยายเปรียบเสมือนเพื่อนเล่นและเทวดา ทุกคืนก่อนเคลิ้มหลับ เป็นช่วงเวลาที่เด็กชายชิสุดแสนจะปรีดากับการท่องโลกจินตนาการจากนิทานหลากรส ฟังบทเพลงทำนองเก่า และลำนำคำธา (บทกวีของชาวปกาเกอะญอ) ที่ขับผ่านน้ำเสียงละไมของยาย จนความทรงจำน้อยๆ บรรจุเต็มด้วยเรื่องเล่ามากมาย และทำให้เขากลายเป็นเด็กที่เล่านิทานได้คล่องแคล่วก่อนอ่านเขียน 

กลางคืนอิ่มอุ่น กลางวันซุกซนตามประสา กระทั่งโตพอจะรู้รับผิดชอบ เขาจึงมีหน้าที่ช่วยแม่ออกไปตักน้ำมาเก็บไว้ใช้สอย และบทเรียนชีวิตบทแรกของเด็กน้อยก็มาจากวิถีธรรมดาสามัญเช่นนี้

“ตอนเด็กๆ ทุกเช้า ผมต้องแบกตะกร้าใส่กระบอกไม้ไผ่ไปตักน้ำจากบ่อ ระหว่างทางขาไปกระบอกไม้ไผ่บนหลังจะกระทบกันเสียงดังโกร่งกร่าง แต่พอใส่น้ำกลับมาเสียงนั้นก็หาย พ่อสอนผมว่ากระบอกไม้ไผ่ที่มีน้ำจะไม่ดัง ฉะนั้น คนมีความรู้ย่อมไม่อวดตัว” 

แม้ในวันนั้นเขายังไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูด กระนั้นเมื่ออายุครบ 6 ขวบ จึงมีโอกาสเริ่มต้นเรียนรู้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นตะลึงกว่าการเปิดประตูสู่การศึกษา คือการรับรู้ว่าตนเองมีอีกชื่อ-สกุล 

“สุวิชาน ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีชื่อนี้ตอนเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่ง ซึ่งทีแรกพ่ออยากตั้งชื่อผมว่าเด็กชายชินี่แหละ แต่ทางการไม่อนุญาตให้จดทะเบียนแจ้งเกิด เนื่องจากไม่มีความหมายในภาษาไทย พ่อเลยขอเขาช่วยหาชื่อใหม่จนมาได้ชื่อนี้แปลว่า ผู้มีความรู้ นามสกุลก็เหมือนกันจากเดิม ‘กัวะมู’ เปลี่ยนเป็น ‘พัฒนาไพรวัลย์’ หากลองสังเกตดู คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนดอยนามสกุลมักมีคำ อาทิ คีรี บรรพต พฤกษา หรือไพรวัลย์ เหล่านี้ล้วนเป็นนามสกุลที่รัฐตั้งให้ พร้อมตีตราเชิงนัยยะว่าเราเป็นคนดอย”

ไม่เพียงชื่อใหม่ นามสกุลใหม่ แต่ยังมีเรื่องภาษาใหม่ที่ต้องหัดท่องจำขึ้นใจโดยเฉพาะประโยคสำคัญ “คุณครูครับ ผมขออนุญาตไปดื่มน้ำปัสสาวะครับ” ที่พานให้เขาและเพื่อนต่างเคยผ่านประสบการณ์ฉี่ราดกางเกงกันทั่ว จนภาพโรงเรียนในหัวประหนึ่งพื้นที่แห่งความทรมาน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมโปรดอย่างการร้องเพลงนมัสการพระเจ้าก็ช่วยเยียวยาให้เขามีกำลังใจอยากมาโรงเรียนทุกๆ วัน และนับแต่นั้น บทเพลงและดนตรีก็กลายมาเป็นความเชื่อและความหวัง ยิ่งในวันที่เขารู้สึกแปลกแยกหลังก้าวเท้าเข้ามาเติบโตในสังคมเมือง

ทีเล่นทีจริง

ชิเลือกคว้าโควต้าช่างไฟฟ้าตามคำแนะนำของครู แม้ขณะนั้นทั้งหมู่บ้านยังไม่มีใครรู้จักปลั๊ก สวิตซ์ หรือสายไฟ 

การต้องทำความเข้าใจสิ่งใหม่ไม่ใช่อุปสรรคการเรียนสำหรับชิ เฉกเช่นการแปลกถิ่นที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวลำพัง ทว่าท่ามกลางบรรดาเพื่อนฝูงที่พร้อมเฮไหนไปด้วยเหล่านั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงความแปลกแยกและแตกต่างจากบางท่าทีทีเล่นทีจริง นานวันยิ่งร้าวลึก สะท้าน และต้องการทางออก

“ผมรู้ว่าเพื่อนทุกคนรักผมนะ แต่บางเรื่องที่เขามองว่าแค่ล้อเล่นขำๆ พอโดนบ่อยเข้าเราก็รู้สึกเหมือนกัน เช่น ตอนไปซื้อแปรงสีฟัน เคยโดนล้อว่า ไอ้ยาง (กะเหรี่ยง ในภาษาเหนือ) นี่ใช้แปรงสีฟันแล้วโว้ย อยู่บ้านใช้ถ่านใช้ไม้ถูฟัน เดี๋ยวนี้มันก้าวหน้าแล้ว หรือตอนครูขานรายชื่อคนค้างค่าเทอมหน้าห้อง แล้วผมอยู่ในกลุ่มที่จ่ายครบ เพื่อนก็พากันหันมามอง และมีคนหนึ่งถามประมาณว่า พ่อผมต้องตัดป่าปลูกฝิ่นกี่ไร่ ถึงมีเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ผม 

“ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ จนบางคราวผมพยายามสอบถามความคิดของเพื่อน ซึ่งบางคนเขาก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ แต่พอถูกเราถามกลับบ้างว่ารู้ได้อย่างไร เคยเห็นกับตามารึยัง เขาก็ตอบว่า ไม่ แค่ฟังคนอื่นเล่ามา นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่ทำให้ผมเริ่มทบทวนว่า การเรียนช่างไฟฟ้าอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะแทนที่จะใช้ไขควงเช็กไฟแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป ผมควรหาเครื่องมืออย่างอื่นไหม ในการทำหน้าที่ของลูกหลานชนเผ่า บอกเล่าเรื่องราวอีกแง่มุมให้คนข้างนอกได้รับรู้ เพื่อไม่ให้ภาพพจน์ของคนบนดอยต้องถูกตีตราตามคำเล่าบอกต่อๆ กันมา จนเกิดเป็นมายาคติทางชาติพันธุ์”

หลังจบ ปวช. ชิตัดสินใจเบนเข็มไปเรียนต่อสายพัฒนาชุมชน ที่เขาหวังใจว่าจะนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ขณะเดียวกันก็ได้พบเจอเครื่องมือที่ตามหา และตัวเขามั่นใจว่ามีแพสชันกับมันมากที่สุด นั่นคือศิลปะดนตรี 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ศิลปินปกาเกอะญอ

“ฉันอยู่กับป่ามาตั้งแต่เกิด ถิ่นฐานบ้านเกิดฉันอยู่ตรงนี้

บรรพบุรุษฉันเคยทำกิน สายน้ำพงพีหล่อเลี้ยงชีวี

ฉันเรียกตัวเองว่าปกาเกอะญอ ซึ่งหมายความว่าฉันก็คือคน

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ… คนปกาเกอะญอก็มีหัวใจ”

‘ปกาเกอะญอก็มีหัวใจ’ คือบทเพลงแรกของชิที่ร้อยเรียงขึ้นในช่วงวัยหนุ่ม เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตและตัวตนของคนปกาเกอะญอ รวมถึงสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายอพยพคนออกจากป่า กระทั่งเมื่อเรียนจบ เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับชุมชนคนรักษ์ป่า ภายใต้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ขันแข็งทำงานปลูกฝังความเข้าใจให้คนในเมืองรู้จักวิถีวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์มากขึ้น พร้อมลุยออกผลงานเพลงอัลบั้มแรกในชื่อชุด ‘นกเขาป่า’ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาผู้ฟังและศิลปินรุ่นพี่ แต่ผลตอบรับนี้ยังไม่น่าพึงใจนักสำหรับเขา 

“ทุกครั้งที่ผมร้องเพลงมักมีเสียงสะท้อนกลับมาว่าเสียงเพราะเหมือน พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ บ้าง หรือเล่นสนุกเหมือน พงษ์เทพ กระโดนชํานาญ ซึ่งทั้งสองคนเป็นไอดอลผมนะ แต่ผมไม่ได้อยากจะเป็นเขา แล้วมันก็ไม่ใช่เป้าหมายของเราด้วย ผมแค่อยากให้คนนึกถึงปกาเกอะญอ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงชิก็ได้ แค่อยากให้พูดว่านี่คือศิลปินปกาเกอะญอ”

ชิคิดไตร่ตรองเรื่องนี้อยู่นานจนเจอคำตอบ เขาจึงหอบเอาความฝันกลับไปหาพ่อ ผู้เป็นเมล็ดพันธุ์ศิลปินพื้นบ้านเมล็ดสุดท้ายในดินแดนมือเจะคี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรี ‘เตหน่ากู’ หรือพิณปกาเกอะญอ

ว่ากันว่าการก่อเกิดเตหน่ากูมีอยู่ด้วยกัน 2 สำนวน สำนวนแรกเล่าว่า ในอดีตเตหน่ากูเป็นเครื่องมือปราบศัตรูของบรรพบุรุษ ด้วยเสียงอันพริ้งพรายของมันมีพลังสะกดศัตรูให้เคลิบเคลิ้ม เผลอไผล และแพ้พ่าย ส่วนสำนวนที่สองนั้นว่ามาจากวัสดุเหลือใช้ในไร่หมุนเวียน หลังการเผาไร่ ชาวบ้านคนหนึ่งเกิดเสียดายเศษไม้ เขาจึงเก็บมันมาแกะเกลาแล้วขึงสายกะทำเป็นเครื่องดีดไล่สัตว์ป่า แต่ผลปรากฏว่าได้เสียงหวานเลยต้องกลายร่างมาเป็นเครื่องดนตรี

 “ผมคิดว่ามันก็ตรงกับกระบวนการขับเคลื่อนและต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของเราในทุกวันนี้” อาจารย์ชิเปรียบเทียบมุมมองการเล่นดนตรีของเขากับสำนวนแรก “การเล่นเตหน่ากูของผมถือเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง โดยมีศัตรูคือมายาคติทางชาติพันธุ์ ผมต้องการทำลายสิ่งนี้ เพราะมันเป็นเชื้อของการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และศัตรูตัวสำคัญของโครงสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทย”

พร้อมเสริมว่าในสำนวนที่สองนั้น บ่งบอกได้ถึงวิถีการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลของคนปกาเกอะญอ “มีธาบทหนึ่งสอนว่า กินปลาให้รักษาลำห้วย กินเขียดให้ดูแลป่าและผัก จะกินกบให้ยั่งยืนอย่าไปหักกระดูกกบ จะกินปูให้ยั่งยืนอย่าไปหักกระดูกปู ผมคิดว่าเผ่าพันธุ์ที่มีวิธีคิดสอนลูกหลานแบบนี้เขาไม่มีหัวใจของการทำลายล้างหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำลายเลย เพราะการใช้ประโยชน์ในแง่หนึ่งก็หมายถึงการทำลาย เพียงแต่เราคิดว่าจะทำลายอย่างไรให้กระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด นี่คือวิธีที่เราคิด”

เตหน่ากูกลายมาเป็นเครื่องดนตรีคู่กายที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของชิ ในฐานะศิลปินปกาเกอะญอ นอกจากนี้เขายังพัฒนาฝีมือไปอีกระดับ ด้วยการดัดแปลงเตหน่ากูให้ร้องเล่นตามคีย์มาตรฐานได้ ผสมผสานอัตลักษณ์เข้ากับความเป็นสากล โดยมี รังสรรค์ ราศีดิบ และ ทอดด์ ทองดี ช่วยแบ่งปันเทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ และเปิดพื้นที่ในการเล่นดนตรีแนว World Music จนทำให้เส้นทางนักดนตรีของเขาค่อยๆ ไต่เต้าจากท้องถิ่นสู่ระดับโลก

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก
ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

เปลี่ยนเป้า

พ.ศ. 2552 เป็นปีแรกที่ชิมีโอกาสตะลอนทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกา เขาออกเทียวท่องรัฐข้ามรัฐ ตั้งแต่ เท็กซัสจรดชิคาโก ในวาระเปิดตัวอัลบั้มหิมพานต์ เซคกัน เวิลด์ (HIMMAPAN 2nd WORLD) ของ ทอดด์ ทองดี ที่มีเขาร่วมแจมเตหน่ากูอยู่สองบทเพลง 

หลังจบทัวร์ เขากลับมาชวนเพื่อนก่อตั้ง ‘มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธ์’ ทำงานขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม ป่าชุมชน และสืบสานองค์ความรู้ภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์ ก่อนได้รับทุนจากมูลนิธิ Pestalozzi Children’s Foundation ให้ไปศึกษาต่อด้านการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งปีในดินแดนแห่งขุนเขาไม่เพียงช่วยขยายมุมมองการจัดการปัญหาความขัดแย้งให้กว้างขึ้น แต่ชิยังได้พบเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์และเครือข่ายทางดนตรีมากมาย ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อให้เขามีโอกาสพาเตหน่ากูออกไปขับขานเรื่องราวในแผ่นดินเกิดอีกหลายประเทศ อาทิ อิตาลี สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย และเวียดนาม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมาผลงานอัลบั้มล่าสุด ‘Ta – ti Ta – taw’ (ต่าที ต่าเตาะ ภาษาปกาเกอะญอ หมายถึง อภิมหาธรรมชาติหรือสิ่งสูงสุดที่สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากท่วงทำนองบทเพลงพื้นบ้านที่ยายเคยร้องให้ฟังครั้งวันวาน ก็ได้รับรางวัล Ostrana Price ของอิตาลี ซึ่งมอบแด่นักดนตรีผู้ใช้ภาษาแม่ยอดเยี่ยม

คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่าเส้นทางศิลปินของชิกำลังมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ กระนั้นเขาเองกลับเลือกเบนเข็มเปลี่ยนเป้าหมายสู่เส้นทางสายใหม่โดยไม่มีใครคาดคิด

“ผมไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าผมต้องการสื่อสารและเลือกใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายมายาคติทางชาติพันธุ์ในหัวใจคน แต่ต่อมาเรารู้ว่าข้อมูลเชิงวิชาการก็สำคัญ เพราะมันเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้การสื่อสารของเรานั้นมีความแข็งแรง” อาจารย์ชิกล่าวต่อ “ผมว่าผมเป็นมนุษย์เหมือนแม่ผมนะ คือทำได้ทุกอย่าง หมายความว่าผมไม่ได้เลี้ยงชีพจากการสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ทำงานพัฒนา ทำงานต่อสู้ เขียนหนังสือ หรือเป็นศิลปินควบคู่กันไปด้วยได้”

เขาจึงโยกย้ายชีวิตสู่ชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสายวิชาการ ในตำแหน่งอาจารย์ประจำสาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ไร่หมุนเวียนมิติใหม่

“การเป็นอาจารย์มีหน้าที่หลักอยู่สี่ข้อ คือสอนหนังสือ ทำวิจัย บริการวิชาการ และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดผมพยายามใช้ฐานชุมชน ตลอดจนบูรณาการชุมชนเข้ากับเนื้อหาวิชาเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความแข็งแรงทั้งชุดความรู้ท้องถิ่นและชุดความรู้สมัยใหม่” 

“หมายความว่า เป็นกระบวนวิชาที่เน้นให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ชุมชนจริงเพื่อเรียนรู้โดยตรงด้วย” ผมวางความสงสัยลงในประโยคเสริมทับ

 “ใช่ครับ” อาจารย์ชินิ่งคิดแล้วเพิ่มเติมว่า “แต่ผมจะใช้คำว่า ‘เข้า’ ชุมชน และบอกกับนักศึกษาตลอดว่า ถ้าเราใช้ ‘ลง’ ชุมชน แสดงว่าวิธีคิดของเรากับชุมชนยังมีเรื่องของอคติอยู่ คือเราอยู่ที่สูงและลงสู่ที่ต่ำ ซึ่งนี่เป็นวาทกรรมของนักพัฒนารุ่นเจ้าคนนายคน วิธีคิดของนักปกครองรุ่นแรก แต่พวกเราเป็นคนรุ่นใหม่ ฉะนั้น วิธีการพูดการใช้คำจึงต้องสื่อถึงความเท่าเทียมกันด้วย”

นอกเหนือจากการเรียนการสอน อาจารย์ชิไม่เคยทิ้งงานภาคประชาสังคม โดยปีที่ผ่านมาเขาผุดโครงการ ‘ข้าวแลกปลา’ ที่ช่วยให้ชาวเลราไวย์กับชาวปกาเกอะญอฝ่าวิกฤตขาดแคลนอาหารช่วงล็อกดาวน์ COVID-19 ด้วยการแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างกัน 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

หรือโครงการ ‘พลังร่วมชุมชนชายแดนไทย-เมียนมา จังหวัดตาก ในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่กำลังดำเนินงาน ชักชวนกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่และชาวชุมชนขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) ตำบลท่าสองยาง จังหวัดตาก มาร่วมมือกันออกแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการพื้นที่จิตวิญญาณ และการจัดการเศรษฐกิจสมัยใหม่บนฐานคิดของไร่หมุนเวียน เพื่อสร้างสรรค์ระบบไร่หมุนเวียนมิติใหม่ เพาะปลูกพืชหลากชนิด และจัดแบ่งหมวดหมู่ผลผลิตออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผลผลิตสำหรับบริโภค ผลผลิตสำหรับแลกเปลี่ยน และผลผลิตสำหรับจำหน่าย ซึ่งล่าสุดทางโครงการเพิ่งแลกเปลี่ยนฟักเขียวกับเครื่องเป่าลม รวมถึงเก็บเกี่ยวงาขาวจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ‘เทือกเขาเบ๊อบละตู’ ของชุมชน

“เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ คือต้องการผลักดันให้ที่นี่เป็นต้นแบบเขตชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งมีองค์ประกอบครบทั้งสามเส้า เส้าแรกคือมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่สมดุล มีสิทธิในการเข้าถึง ใช้สอย และดูแลรักษา เส้าสองคือ มีพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพื้นที่ทางวัฒนธรรม ส่วนเส้าสามคือ มีพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าหากสามเส้านี้สมดุลกัน เราก็จะสามารถตั้งหม้อหรือตั้งชีวิตอย่างยั่งยืนได้”

ปัจจุบันอาจารย์ชิย้ายกลับมาประจำอยู่ที่อำเภอแม่แจ่ม เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นรูปแบบออนไลน์ ควบตำแหน่งอาจารย์ ทุกวันนี้เขายังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วมออกแบบหลักสูตรการเรียนสำหรับชั้นเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนสาธิตชุมชนสมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม โดยหลักสูตรดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 สายน่าสนใจ ได้แก่ สายวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สอนเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์ และสายการจัดการวัฒนธรรมร่วมสมัย มีให้เลือกระหว่างไผ่ร่วมสมัยกับผ้าร่วมสมัย ซึ่งอาจารย์ชิมองว่า นักเรียนที่จบจากหลักสูตรนี้นำเอาความรู้ไปต่อยอดได้ ทั้งด้านการออกแบบแฟชั่น ด้านสถาปัตยกรรม หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

คนในไซ

“ผมค่อนข้างเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่และสร้างการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การแปลงร่างทางความคิด จากประชาชนคนเล็ก ๆ เราจะ Transform ตัวเองให้เป็นคนที่อธิบายชุดความรู้ อธิบายวิถีภูมิปัญญา และทำให้เกิดความชอบธรรมในการอยู่บนวิถีวัฒนธรรมของตัวเองได้อย่างไร ถ้าเราทำตรงนี้ได้เราจะกลายเป็นผีเสื้อที่มีอิสรภาพ ซึ่งนั่นหมายถึงการติดปีก หรือการเติมเรื่องของกระบวนการเรียนรู้” 

อาจารย์ชิเล่าว่า ในวันที่เขาถูกชักชวนให้มาเป็นอาจารย์ ถือเป็นอีกจังหวะชีวิตที่ค่อนข้างหนักใจ แต่เมื่อคิดไปถึงเด็กๆ ที่กำลังจะเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของชนเผ่า กอปรกับนิทานเรื่องนั้นที่ยายเคยเล่า เขาจึงยากปฏิเสธ 

“ยายเคยเล่านิทานให้ผมฟังว่า วันหนึ่งมีเด็กหนุ่มในหมู่บ้านลงไปตักน้ำยังแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ขณะก้มลงตักจู่ๆ กระบอกไม้ไผ่ก็ถูกกระแสน้ำพัด พลันตัวเขาก็พลัดตกตามไป สุดท้ายสายน้ำก็ได้หอบเอาร่างของเด็กหนุ่มให้เข้าไปติดอยู่ในไซ (เครื่องจักสานสำหรับดักปลา) ของยักษ์ ผมทบทวนนิทานเรื่องนี้และคิดว่าไซในชีวิตจริงของคนรุ่นใหม่อันหนึ่งคือระบบการศึกษา กระแสน้ำคือกระแสของการพัฒนาที่ถาโถมอยู่ทุกขณะ ส่วนยักษ์เปรียบเสมือนโรงงานอุตสาหกรรมและทุนนิยม มันดักรอเด็กๆ ที่พอเรียนจบปุ๊บก็จับไปป้อนบริษัท ป้อนโรงงาน โดยไม่คิดปล่อยคืนสู่หมู่บ้าน ซึ่งการจะทำให้เด็กเหล่านี้ปลอดภัยและออกจากไซของยักษ์ได้ก็คือ ต้องมีคนเข้าไปอยู่ในไซ แล้วสอนพวกเขาให้รู้จักวิธีเอาตัวรอด ฉะนั้น ผมจึงอยากเข้าไปอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยลูกหลานของเราให้กลับคืนมา”

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

Writer

คุณากร

อายุ 28 ปี เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ศาสนาไม่ระบุ ตำแหน่งงานล่าสุดผู้ช่วยนักวิจัยในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ค่ะ”

คือคำพูดติดปากที่ทำให้คนทั้งประเทศจดจำ จิตดี ศรีดี ผู้ประกาศข่าวจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ทางช่องอมรินทร์ทีวีได้เป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะเธอไม่มีอะไรจะพูดหรือไม่มีความคิดความอ่านแต่อย่างใด ในทางกลับกัน สิ่งที่คนดูประทับใจในตัวเธอคือการเป็นลูกคู่ที่ดีเยี่ยมของพิธีกรฝีปากกล้า พูดในจังหวะที่ควรพูดและทำให้รายการดูกลมกล่อมขึ้น จากไหวพริบและความอดทนของตัวเธอเองตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

จนถึงเวลาที่บทถัดไปของชีวิตเริ่มต้นขึ้น

น้อยคนที่จะรู้ว่า จิตดี ศรีดี หรือ เจี๊ยบ คนนี้ เคยทำงานเป็นพนักงานโรงแรมมาก่อนถึง 2 ปี ก่อนจะเดินตามความฝัน เริ่มต้นอาชีพผู้ประกาศข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ และค่อยๆ เติบโตจนมาเป็นพิธีกรคู่ขวัญกับ พุทธ อภิวรรณ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังขวัญใจมหาชน 

จนล่าสุดที่มีข่าว ‘จิตดีจะได้พูดแล้ว’ ทำให้แวดวงสื่อและแฟนคลับของเธอตื่นเต้นว่าเธอจะย้ายไปไหน ซึ่งจิตดีเองก็ยืนยันว่าไม่ได้ลาออกจากช่อง ยังเป็นพนักงานเหมือนเดิม เพียงแต่เธอได้รับโอกาสจากผู้บริหารอมรินทร์ทีวีให้ย้ายช่วงมาจัดรายการข่าวเช้า ‘อรุณอัมรินทร์’ แทน เป็น 1 ใน 4 ผู้ประกาศข่าวหลักร่วมกับ โจ-อรชุน รินทรวิฑูรย์, บอล-สถาปัตย์ แพทอง และ กรุ๊งกริ๊ง-รังสิมา ศฤงคารนฤมิตร ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว

จะว่าไปนี่คือการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองภายใต้เงาของพุทธด้วยซ้ำ เพราะอยู่รายการใหญ่ มีผู้ดำเนินรายการที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตาของผู้ชม ย่อมมั่นคงกว่าการเริ่มต้นใหม่เองเสมอ แม้จิตดีจะบอกกับ The Cloud ว่าเธอได้พูดมากขึ้นเป็นเท่าตัว แต่โจทย์นี้ก็ไม่ง่ายเมื่อต้องทำงานช่วงชิงเรตติ้งข่าวเช้าในวันที่กรรมกรข่าวตัวจริงอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา หวนกลับคืนหน้าจออีกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอต้องทำการบ้านอย่างหนักในการปรับตัวและพัฒนาตัวเธอเองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาเหลือให้มองสิ่งที่อยู่ข้างหลังอีกต่อไป

บทสัมภาษณ์นี้น่าจะทำให้ใครหลายคนรู้จัก เข้าใจ และรักผู้หญิงคนนี้มากขึ้น ไม่ใช่ในฐานะผู้ประกาศข่าวชื่อดัง แต่เป็นบทบาทของลูกคนหนึ่งที่มีความฝัน ผูกพันกับแม่อย่างลึกซึ้ง เด็กสาวจากสามพรานที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาเองจากศูนย์ อดีตนักจัดรายการวิทยุในวัดของชุมชนที่สอบใบผู้ประกาศผ่านเพราะมีหลวงพ่อคอยชี้แนะ 

ถ้ามองชีวิตของเธออย่างตรงไปตรงมา เรื่องราวของเธอก็คือเรื่องของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง เหมือนกับตัวผู้เขียนและผู้อ่าน ไม่ได้มีใครพิเศษไปกว่าหลักการของเหตุและผลที่มีทีมาที่ไปของมันเอง เพียงแต่เรื่องของ เจี๊ยบ จิตดี นี้ น่าจะเป็นเรื่องธรรดาที่ทำให้ใครหลายคนยิ้มได้ อิ่มใจ และเอ็นดูความเป็นเธอไม่น้อยเลย

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

เป็นอย่างไรบ้างกับการเปลี่ยนมาอ่านข่าวเช้า

ท้าทายค่ะ เพราะการแข่งขันสูงมาก เราต้องทำให้แตกต่างเพื่อให้คนดูอยู่กับเราไปตลอดสามชั่วโมงที่เรานั่งจัดข่าวเช้ากัน พอเปลี่ยนเวลาก็เปลี่ยนชีวิตไปเลยค่ะ ทั้งเวลานอน เวลาตื่น เวลากิน แม้กระทั่งเวลาขับถ่าย (หัวเราะ) เปลี่ยนหมด ทุกวันนี้ตื่นสามทุ่มครึ่งไม่เกินสี่ทุ่ม ตื่นเวลาคนเข้านอน หลังจากตื่นแล้วก็อาบน้ำแต่งตัวมาเข้าออฟฟิศไม่เกินห้าทุ่มครึ่งหรือเที่ยงคืนประมาณนี้ จะมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นรอบวันบ้าง จากนั้นก็มาคุยกันว่าข่าวของเราเก้าเบรกเราจะเล่นอะไรกันบ้าง

นอกจากเป็นผู้ประกาศข่าวแล้วก็ช่วยงานกองบรรณาธิการด้วย

ใช่คะ ต้องเลือกประเด็นข่าวและวางข่าว ตอนนี้พี่ใหญ่ในทีมคือ พี่โจ อรชุน รองลงมาก็เจี๊ยบ จะมีน้องที่เขาอยู่ข่าวเช้าเดิมคือ น้องกรุ๊งกริ๊ง รังสิมา และ บอล สถาปัตย์ ตัวเจี๊ยบมีโอกาสมาดูเบื้องหลังด้วย ซึ่งระบบการทำงานของข่าวเช้าต่างจากรายการ ทุบโต๊ะข่าว ที่เคยทำมา ทีมทำงานต่างกันก็ต้องปรับตัว ดูว่าเขาทำอย่างไรมาก่อน อะไรที่เราต้องปรับบ้างให้ทีมแข็งแรงขึ้น ตอนนี้เราจะหาจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน เป็นเรื่องของผู้จัดรายการก่อนเลยค่ะ บทบาทของเราก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูด ตอนนี้ต้องพูดเยอะขึ้น เรามีข่าวที่เราต้องรับผิดชอบและต้องนำเสนอหน้ากล้องให้ดี

แล้วจุดแข็งของคุณเจี๊ยบ จิตดี คืออะไร

เรื่องประเด็นข่าวค่ะ เรามองออกอยู่แล้ว รู้ว่าต้องเลือกข่าวแบบไหน ควรไว้เบรกไหน จัดเรียงข่าวอย่างไรค่ะ

ทุกวันนี้มีความสุขกับการทำงานหรือเปล่า

มีความสุข สนุกมากเลยนะ เรารู้สึกผ่อนคลาย และเคมีตรงกันทั้งสี่คนเลย รู้สึกแบบนั้นค่ะ โชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี น้องในทีมก็น่ารัก เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

มาวันนี้ได้พูดเยอะขึ้นแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

(หัวเราะ) เจี๊ยบได้พูดเยอะขึ้นอีกเท่าตัวเลยค่ะ เพราะว่าแต่ละเบรก จิตดีต้องได้พูดสักหนึ่งข่าว บางเบรกยาวก็อ่านสองข่าว ได้พูดเยอะขึ้น พอได้พูดเราก็พูดเลย แสดงศักยภาพเต็มที่ อยากใส่อะไรก็ใส่ในข่าว รูปแบบข่าวเช้าคือข่าวเช้าอารมณ์ดี ต้องมีความร่าเริง ต้องดูอารมณ์ข่าว เป็นตัวเองมากขึ้น ตอน ทุบโต๊ะข่าว ก็เป็นตัวเองนะคะ มีแหย่เล่น มีเถียง แต่พูดมากไม่ได้

รายการ ทุบโต๊ะข่าว เหมือนพื้นที่ปลอดภัย พอต้องออกมาจัดรายการเช้าเอง รู้สึกกดดันหรือไม่

คือเจี๊ยบต้องปรับตัวและแสดงศักยภาพให้มากยิ่งขึ้น ต้องทำให้คนดูเข้าใจง่ายที่สุด บวกกับความเป็นตัวตนของเรา เราต้องเล่าให้เข้าไปกับข่าว ทำงานสี่คนก็ไม่ได้ง่ายเลย ธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน ก็ต้องปรับ เพื่อปลุกคนดูตอนเช้า ตัวเจี๊ยบไม่เคยเป็นน้ำเต็มแก้ว เราพร้อมเรียนรู้ ทำงานเป็นทีม มันทำให้ทุกอย่างสำเร็จ ไม่ใช่โชว์คนเดียว ไม่เป็นแบบนั้นเพราะงานจะไม่เดิน บอกทุกคนหมดว่ามีอะไรบอกได้เลยนะ พร้อมปรับค่ะ

วันนี้ได้พูดเยอะขึ้น ตั้งใจจะพูดอะไร

สิ่งที่เจี๊ยบคิดคือ อยากปั้นข่าวเช้าให้เป็นที่พึ่งของประชาชน มีเรื่องร้องทุกข์ ร้อนใจตรงไหนขอให้บอกเรา เราจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้เกิดการแก้ไข อยากสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น หรือมีบางช่วงที่เป็นมุมดีๆ ให้คนที่กำลังท้อ ได้มีความหวัง มีกำลังใจสู้ต่อ บางคนหาทางออกไม่เจอ เราอาจมีบางแง่มุมมาสอดแทรกให้พวกเขา

มองกลับไปที่จุดเริ่มต้น ทำงานสายนี้มากี่ปีแล้ว

นานมากเลยค่ะ ถ้านับตอนนี้ก็สิบสองสิบสามปีได้ พอเจี๊ยบเรียนจบ สองปีแรกเราทำงานโรงแรมก่อน จากนั้นมาทำงานเป็นผู้ประกาศอ่านข่าวต้นชั่วโมงทางวิทยุ พอต้นสังกัดที่เราอยู่เขาทำเคเบิลทีวี เรามีโอกาสได้ไปจัดรายการข่าว อ่านข่าว ทำมาโดยตลอด จากนั้นก็ลาออก แล้วอีก สี่เดือนไปทำอีกช่องหนึ่ง เป็นรายการเกี่ยวกับการเกษตรค่ะ แล้วก็ถูกชักชวนกับคุณพุทธมาทำที่อมรินทร์ทีวี ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่เจ็ดแล้ว

เห็นว่าทำด้านนี้มาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย

สมัยเป็นนักศึกษาทำงานเสียงตามสายค่ะ เป็นชมรมเลย มีรุ่นพี่ที่เขาจัดอยู่แล้ว เขาจะเฟ้นหานักศึกษาที่สนใจด้านนี้ เจี๊ยบไปสมัครและเขาเห็นแววเรา ก็พูดคุยและชักชวนกันเข้ามาทำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเลย ตอนเด็กเจี๊ยบอยากเป็นดีเจ เพราะตอนนั้นวิทยุบูมมากเลยนะ เราฟังวิทยุ EFM, Green Wave, Hot Wave คิดว่าอยากทำแบบนั้น แต่ตัวเราไม่ได้มีเส้นสายหรือจะหาเส้นจากไหนเพราะเราไม่มี ก็ค่อยๆ ไต่เต้าด้วยตัวเองจนวันหนึ่งได้มาสายนี้

โชคดีอีกอย่างที่ก่อนเรียนจบเจี๊ยบไปฝึกงานในวิทยุชุมชนในวัดสามพราน (พุทโธภาวนา) ได้จัดรายการหนึ่งชั่วโมงเต็ม เป็นรายการแนวความรู้คู่การศึกษา เอาเกร็ดข่าวมาเล่าคู่กับความรู้ในชุมชนและเปิดเพลงลุกทุ่งไปด้วย มีพระอาจารย์ท่านคอยแนะนำ ท่านให้ตำรามาและให้เจี๊ยบไปฝึกออกเสียง ร เรือ ล ลิง ฝึกสอบใบผู้ประกาศ เจี๊ยบก็เอาตำรานั้นไปฝึกเองแล้วก็ไปสอบจนผ่าน เพราะพระอาจารย์นี่ล่ะค่ะที่สอนการออกเสียง จำได้ว่าวันนั้นมีเปิดสอบแปดสิบคน แต่สอบผ่านสามคน เจี๊ยบเป็นหนึ่งในสามคนนั้นค่ะ

ผ่านมาสิบกว่าปีในวงการสื่อ คิดว่าอะไรที่ทำให้คนทำอาชีพนี้ยังอยู่ได้นาน

ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยค่ะ อะไรที่ดีอยู่แล้วเราก็คงไว้ เราต้องพัฒนาอะไรใหม่ๆ ไปด้วย อย่างเมื่อก่อนเป็นสื่อ ก็แค่วิทยุ ทีวี เดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลเต็มไปหมด เราต้องปรับตัวให้สื่อสารผ่านสิ่งเหล่านี้ ต้องทันโลกมากขึ้น ช่องทางในการฝึกฝนตัวเองก็มีมากขึ้นด้วย เราจึงต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง

คนภายนอกเห็นตอนจัดรายการ ถูกแย่งพูดตลอด จริงๆ รักกันดีกับคุณพุทธใช่ไหม

รักกันดีค่ะ สนิทสนม เป็นพี่เป็นน้องกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องตื่นตัวตลอด ไม่อยู่นิ่ง คิดสิ่งใหม่เสมอ มองประเด็นให้แตก จับจริตชาวบ้านให้ถูก จะไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาดออกไป เจออะไรผิดต้องรีบแก้เลย

เคยโดนดุไหม

โดนทุกวันค่ะ หนักสุดคือน้ำตาตกในห้องประชุมเลย เราก็ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ อันนี้เป็นตอนแรกๆ นะ เพราะเราไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้ เราไม่อยากให้คนมาสงสารเรา ก็แค่ลุกออกไป เจี๊ยบต้องทำการบ้านเยอะมาก เวลานักข่าวของเราเวลาลงพื้นที่ไปเจาะประเด็นจะส่งข้อมูลมา เราต้องอ่าน บางข่าวส่งมาเดี๋ยวนั้น เราก็ต้องประมวลผลตรงนั้นเลย

คุณพุทธเป็นอัจฉริยะตรงที่จับประเด็นได้ตรงนั้นและขยี้เก่ง ส่วนเรามีช้าบ้างไม่ทันบ้างก็ต้องปรับตัว เราต้องดูว่าคู่หูของเราต้องการอะไร เราจะเสริมตรงนั้น ตั้งแต่ทำงานกับเขามา เจี๊ยบจะโฟกัสไปที่เนื้อหาที่เราต้องการจะสื่อถึงคนดู ไม่ได้มาดูว่าฉันถูกตัดบทนะหรือถูกหักหน้า คนดูอาจจะมองแบบนั้น แต่ด้วยความที่เป็นเจี๊ยบ ก็จะ อ๋อ พี่เขาเป็นแบบนี้ ให้พี่เขาโซโล่ไป เราเสริมได้ก็เสริม ทั้งที่พี่เขาอาจจะตกหล่นบางอย่างไป เราคอยช่วยเสริม เจี๊ยบเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่ค่อยสู้รบปรบมือกับใคร พี่เขาเป็นหัวหน้าด้วย ก็ปล่อยพี่เขาเล่าไป เราไม่กล้าขัดหรือแย้ง พูดง่ายๆ ก็ไม่มีปากไม่มีเสียงนั่นล่ะค่ะ

คนชอบแซวจิตดีว่าพูดแต่คำว่า ค่ะ เคยไปอ่านคอมเมนต์พวกนั้นบ้างไหมและรู้สึกอย่างไร

ไม่เป็นไรค่ะ เขาเห็นแบบนั้นแต่อาจไม่ทราบเบื้องหลังว่าเราทำงานหนักมาก โดนคุณพุทธเคี่ยวเรื่องภาพ เสียง บท คุณพุทธเป็นคนที่ดูรายการนี้ (ทุบโต๊ะข่าว) เขาคุมทุกอย่าง เสียงต้องเอาช่วงนี้นะ ภาพต้องปล่อยแบบนี้นะ เราเป็นคนหนึ่งในทีมต้องรู้ว่าพี่เขาจะเอาอะไร เราก็คอยเสริม เป็นตัวช่วย 

บางอย่างสิ่งที่พี่เขาคิดมันพรั่งพรู จะไปขัดเขาไม่ได้ เพราะเวลาที่เราไปขัดก็จะมีอาการ (ปัดมือ) เราต้องเรียนรู้กันและกัน จะให้ไปพูดแทรกเหรอ คนดูจะรู้สึกว่าแย่งกันพูด เราปล่อยเขาเล่าไป เราอยากเสริมอะไรถึงจังหวะเราก็เล่า บางทีไม่ทันใจ เขาก็ดึงไปเล่าเอง เป็นแบบนี้มาตลอดเจ็ดปีที่อยู่ด้วยกัน คนมองจากภายนอกเห็นแต่ว่าพี่เขาพูดอยู่คนเดียว ที่อื่นอาจจะมีการแบ่งบท แต่ที่นี่ไม่มีแบ่ง ดังนั้น คุณต้องทำการบ้าน เจี๊ยบก็รอจังหวะพี่เขาหยุดหายใจถึงได้พูด (หัวเราะลั่น)

คนมักคิดว่าพิธีกรที่พูดเยอะคือรู้เยอะและฉลาด พูดน้อยเท่ากับไม่ฉลาด เราพูดน้อยจะทำอย่างไรดี

เจี๊ยบไม่แคร์ค่ะ บางเรื่องที่ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้ทุกอย่าง เราไม่ได้ฉลาดไปทุกเรื่อง แต่เราไปหาข้อมูลให้รู้ได้ มันไม่ใช่เรื่องโชว์โง่หรืออวดฉลาด ไม่ใช่ว่าคนที่พูดเยอะจะอวดฉลาด ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย เจี๊ยบคิดแต่ว่าคนดูจะได้อะไรจากรายการของฉัน อยากให้รายการออกมาดี อยากให้คนดูรับรู้ข้อมูลที่ครบถ้วนในแบบของเรา เราไม่ได้เตรียมกันนะ เราจัดสดที่ตรงนั้นเลย เป็นธรรมชาติของพวกเราทั้งสองคน ทุกอย่างพี่พุทธคุมเองหมด

ถ้าเป็นคนอื่นมานั่งคิดว่าไม่ได้พูดเลยจะอึดอัดนะ เรามีสคริปต์ มีเรื่องในหัวนะ แต่อรรถรสในการเล่า เราต้องยอมพี่เขาจริงๆ เรายอมรับและศรัทธาในตัวพี่เขา ก็เลยแบบ เออ เชิญเลยค่ะพี่ เล่าเลย แล้วเราก็ตามเขา ดูเหมือนเราไม่ค่อยได้พูด แต่เบื้องหลังทำงานกันหนัก

กว่าจะเป็น 'จิตดี' ผู้ประกาศข่าวที่อาจพูดน้อยที่สุดในไทย และบทบาทใหม่ที่เธอขอเล่าเอง
ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

โดนแซวออกอากาศแรงๆ โกรธบ้างหรือไม่

เอาจริงๆ นะ ไม่โกรธเลย น่ารักดี คือ แรกๆ ก่อนมาที่อมรินทร์ทีวีเราทำงานข่าวดึกกับพี่เขามาสองปี พอมาเจอแซวที่นี่แรกๆ ก็โกรธ ควันออกหูเลย จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งเรื่องหมอลำที่แต่งตัวเป็นตัวตลก ทาปากเบินๆ เขียนคิ้วหนาๆ เขาบอกว่า จิตดี เหมือนเธอเลย นี่ก็เงียบ โกรธ มือสั่นเลย ฉันเป็นผู้หญิงนะ มาว่าแบบนี้ได้ยังไง ตอนนั้นเพิ่งรู้จักกัน พอพักรายการเราก็ตึงใส่เลย พออีกวันหนึ่งก็แซวอีก จบรายการเขาก็พูดคุยกับเราปกติ ยังสงสัยว่าพี่เขาไม่โกรธอะไรเลยหรอวะ งั้นเราไม่โกรธก็ได้ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นลูกเล่นของพี่เขา บางข่าวเป็นสีสัน แซวได้ก็แซว กลายเป็นคนดูชอบให้แซวด้วยซ้ำ

คิดว่าข่าวอาชญากรรมให้อะไรกับสังคม

มันไม่ใช่แค่เรื่องฆ่าแกงนะคะ บางทีก็มีเรื่องล่อลวง เป็นด้านมืดของสังคมที่บางทีคนไม่รู้เท่าทัน พอเรานำเสนอก็สะท้อนว่ามันมีคนแบบนี้นะ โหดเหี้ยมอย่างนี้นะ ทุกอย่างมันเป็นอุทธาหรณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัวหรืออะไรก็ตาม คนดูจะคิดว่าเขาจะไม่ทำตามแบบนี้ หรือเวลาเห็นคนลำบากก็จะคิดว่าเขายังอยู่ได้เลยแม้เป็นผู้ถูกกระทำ บางคดีดูเหมือนเป็นการตายธรรมดาแต่พอเราส่งนักข่าวไป คดีพลิกเพราะเป็นฆาตกรรมก็มี มีหลายคดีเลย ถือเราว่าได้ช่วยสังคม ดังนั้นข่าวอาญชากรรมก็ถือว่าให้อะไรกับสังคมเยอะเลยค่ะ

ตอนขึ้นไปรับรางวัลผู้ประกาศข่าวหญิงที่สุดแห่ง ค.ศ. 2017 วินาทีที่ยืนอยู่บนเวที คิดอะไรอยู่

มันเป็นกำลังใจในการทำงานให้กับเรา เพราะแสดงว่าเขาเห็นเรา มันไม่ใช่แค่เจี๊ยบกับพี่พุทธนะคะ แต่เป็นทั้งทีมงานเลย พวกเราช่วยสร้างกันขึ้นมา ไม่ได้โกรธเวลาคนแซวว่าพูดแต่คำว่า ‘ค่ะ’ แล้วทำไมได้รับรางวัล ใครจะรู้ว่าเราทำงานหนักมาก จิตดีทำงานเกินสิบสองชั่วโมง บางวันสิบห้าชั่วโมงก็มี เข้างานบ่ายสองก็ต้องมาดูข่าวว่ามีอะไรบ้าง พอประชุมข่าว พี่พุทธจะเคาะประเด็นเอง เจี๊ยบต้องรู้ว่าทิศทางจะไปทางไหน ต้องไปดูภาพ ทำบท คิดพาดหัวข่าว อ่านสคริปต์ พอจบรายการก็ต้องอัปคลิปรายการ ทำพาดหัวทำปกเองอีก กลับบ้านตีสามครึ่งหรือตีสี่ทุกวันเลยค่ะ งานหนักมาก ไม่ผ่านไม่ได้กลับค่ะ

มีวิธีผ่อนคลายตัวเองยังไงจากการทำงานหนักขนาดนั้น

คือพอวางมือถือหรือไม่ได้ดูทีวีก็ถือว่าได้พักแล้วล่ะค่ะ แต่เวลากลับบ้านต้องเปิดทีวีดูช่องอื่นอยู่ดี มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้วที่เราต้องเสพข่าว ดูข่าวว่าช่องอื่นเขามีคอนเทนต์อะไร เป็นแบบนั้นไปแล้ว ถ้าวันไหนไม่อยากดูข่าว ก็จะดูหนัง ดูซีรีส์ ยูทูบ เฟซบุ๊กไปเรื่อยแทน

ชีวิตนี้มีเรืองให้กังวลหรือเปล่า

เคยกังวล กลัวตกงานค่ะ เครียด

ระดับจิตดีเนี่ยนะกลัวตกงาน

ใช่ค่ะ มันมีความกดดัน ความเครียด อย่างเคยโดนพี่พุทธตวาดว่า “ทำไม่ได้ก็ลาออกไป” เราก็เครียด คิดว่าเราตกงานคงแย่ เพราะเรามีภาระข้างหลัง มันเป็นเรื่องที่ฝังในใจว่าเราต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นเราจะตกงาน (หัวเราะ) มันเป็นแบบนั้นจริงๆ เจี๊ยบเป็นหัวหน้าครอบครัว ดูแลแม่ เป็นลูกคนเดียว แต่ไม่เอาแต่ใจนะคะ เป็นคนมีเหตุผลพอสมควร ไม่ได้งี่เง่านะ

(ผู้เขียน : การสนทนาระหว่าง The Cloud และจิตดีเป็นไปอย่างลื่นไหล เธอตอบคำถามอย่างสดใสและมั่นใจในตัวเอง จนเมื่อถึงคำถามง่ายๆ ข้อถัดไปนี้ ท่าทีของผู้ประกาศข่าวคนเก่งก็เปลี่ยนไป นิ่งอยู่ชั่วครู่ และสิ่งที่ตามมาก็ทำให้ทีมงานประหลาดใจอยู่ไม่น้อย)

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

ความฝันของจิตดีคืออะไร

เจี๊ยบหรอคะ เจี๊ยบอยากมี คือ… (นิ่งสักพักและเริ่มน้ำตาคลอ) มัน มันพูดไม่ออกค่ะ นี่ไม่ได้จะดราม่านะ (จากนั้นเธอร้องไห้และทีมงานก็หยิบทิชชูส่งให้เธอซับน้ำตาที่ไม่มีทีท่าจะหยุดไหลง่ายๆ)

คำถามเรื่องความฝัน ความฝันของเจี๊ยบไม่มีอะไรเลยค่ะ มีแต่หน้าของแม่ลอยมาเลย (สะอื้น) อยากให้แม่มีความสุข ทุกวันนี้มีความสุขนะคะ แต่ไม่รู้สิ อยากให้แม่สบาย อยากจะมีบ้านอยู่ด้วยกัน เพราะตอนนี้เจี๊ยบมีบ้านของเจี๊ยบ ส่วนแม่ก็จะอยู่ที่ของเขา ซึ่งเขาผูกพัน เป็นที่ทำงานแม่เขา แต่วันหนึ่งแม่ต้องเกษียณ หยุดทำงาน เราอยากดูแลเขา แม่อายุห้าสิบเก้าย่างหกสิบแล้วค่ะ ในหัวคิดแต่ว่าอยากมีบ้านอยู่ด้วยกัน มีเรา แฟน แม่ และอาจจะมีลูกตัวน้อย อยากมีแบบนี้ (ร้องไห้) คือเราก็คุยกันทุกวันแหละค่ะ แต่ไม่รู้จะบอกยังไงดี

คุณแม่ได้ดูรายการหรือเปล่าและพูดว่าอย่างไรบ้าง

ดูค่ะ แม่จะคอยบอกว่าพูดให้ชัดๆ นะลูก จะคอยสอนตลอด เวลาเราเครียดจากที่ทำงาน บ่นให้แม่ฟัง แม่ก็จะบอกว่าไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องเก็บมาคิด ตั้งใจทำหน้าที่ของเรา เขาเป็นคนที่รับฟังเรา คือแม่เลี้ยงเจี๊ยบมา พอสิบขวบคุณพ่อเสีย แม่เลี้ยงดูเรามาด้วยเงินเดือนที่น้อยมาก แต่เจี๊ยบโชคดีอย่างที่ชีวิตนี้มีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์มาโดยตลอด 

อย่างเจี๊ยบเกิดและโตมาจากสวนสามพราน พ่อแม่ทำงานในนั้น แม่เจี๊ยบทำงานเป็นแม่บ้านของตระกูลในสวนสามพรานนี่ล่ะค่ะ เราเป็นลูกแม่บ้าน ลูกหลานของพวกเขาก็เป็นเจ้านายของเราด้วย ถือว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดและเติบโตมาในที่ที่ดี เพราะสวนสามพรานเลี้ยงดูพนักงานดีมาก อบอุ่นเป็นครอบครัว ข้าวหม้อแกงหม้อ เลี้ยงให้อิ่มเลย เราเกิดและโตในนั้น แม่ทำงานในนั้น ไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตลำบากเลยเรื่องการกินการนอน แต่ด้วยความที่เราไม่มีสมบัติอะไร แม่ก็หาเช้ากินค่ำ ใช้เงินเดือนชนเดือน พอเจี๊ยบเรียนจบก็ต้องสร้างของเจี๊ยบเอง (สะอื้น) และนี่คือสิ่งที่เจี๊ยบสร้าง (ร้องไห้)

พอทำงานมีรายได้แล้ว ช้อปปิ้งเก่งหรือเปล่า

อู๊ย เหมือนเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง เป็นค่ะ ช้อปพวกเสื้อผ้าเยอะที่สุด พอวันหนึ่งเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เรารู้สึกว่าต้องประหยัดนะ รู้จักใช้ เพราะเคยแบบ (สะอื้น) ไม่เหลือเงินในบัญชี ต้องไปยืมเพื่อนฝูงก็มี มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราต้องใช้เงิน มีครั้งหนึ่งแม่ต้องผ่าสะโพก เราต้องเอาเงินเก็บมาใช้หมด ยังไงเราก็ต้องให้แม่ ดูแลแม่น่ะค่ะ เจี๊ยบเต็มใจอยู่แล้ว พอเราผ่านเหตุการณ์มาหลายๆ อย่าง ทำให้คิดได้ว่า เราต้องประหยัด ทุกอย่างเจี๊ยบสร้างเอง ถ้าวันหนึ่งไม่มีก็คือไม่มีเลย เจี๊ยบต้องเป็นหลักให้แม่ มีบางวันที่ใช้เงินเดือนชนเดือน เราต้องอยู่ให้ได้ ยังโชคดีที่ในแต่ละช่วงชีวิตที่ทำให้เราได้เจอกับโอกาสที่ดีในทุกๆ เรื่อง

วันข้างหน้า ถ้าเป็นแม่คนบ้าง จะสอนอะไรลูก

แม่ของเจี๊ยบสอนให้เป็นคนดี เป็นเด็กดี ให้คิดดีค่ะ ถ้ามีลูกเจี๊ยบก็จะสอนให้เขารู้จักการใช้ชีวิตที่ดี ให้มีสติ เพราะแม่ก็บอกกับเจี๊ยบแบบนั้น ให้เป็นเด็กดี พูดจาดีๆ นะ เราซึมซับสิ่งดีๆ จากสิ่งแวดล้อมในสวนสามพรานไปด้วย เวลาเจออะไรไม่ดีในชีวิตก็จะมาระบายกับแม่ ระบายกับเพื่อน แล้วก็ผ่านมันมาได้

ชีวิตบนทางเดินขรุขระของ ‘จิตดี ศรีดี’ ผู้ประกาศข่าวที่อาจจะพูดน้อยที่สุดในประเทศไทย กับบทบาทใหม่ในรายการข่าวเช้า

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load