“มาหาครูชิใช่มั้ยครับ”

“ครับ”

“ให้ผมไปเรียกให้มั้ยครับ”

“รบกวนด้วยครับผม”

ผมพยักยิ้มเป็นเชิงขอบคุณความจิตใจดีของหนุ่มน้อย ก่อนที่เขาจะถลาลงจากอาคารเรียน วิ่งลัดลานขึ้นไปยังอาคารฝั่งตรงกันข้าม ครู่เดียว อาจารย์ชิ-ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ก็โผล่มายิ้มแย้มต้อนรับจากริมระเบียงชั้นสอง พลางขอให้รออีกประเดี๋ยว แล้วกลับไปสะสางภารกิจติดพัน 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ดูเหมือนว่าวันนี้ตลอดทั้งวันเขายุ่งอยู่กับการประชุมวางระบบโครงสร้าง และออกแบบหลักสูตรการศึกษาสำหรับชั้นเรียนมัธยมปลายที่กำลังใกล้จะเปิดสอนเร็วๆ นี้ ของโรงเรียนสาธิตชุมชนสมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม ซึ่งเป็นโรงเรียนสาธิตชาติพันธุ์แห่งแรกของประเทศไทย หลังจาก 7 ปีก่อนหน้า เขาใช้เวลาอยู่ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในฐานะอาจารย์ประจำสาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และยังเป็นอาจารย์ปกาเกอะญอคนแรกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกด้วย

ไม่เพียงบทบาทในแวดวงวิชาการ เพื่อนพ้องคนดนตรียังรู้จักเขาดีในนาม ชิ สุวิชาน ศิลปิน World Music ที่นำเครื่องดนตรีพื้นบ้านปกาเกอะญอ ‘เตหน่ากู’ ออกบรรเลงขับขานให้พี่น้องชาติพันธุ์ คนเมือง และคนต่างแดนทั่วเอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกา ได้ซึมซับสุนทรียภาพผ่านจิตวิญญาณและเรื่องเล่าวิถีคนกับป่า รวมถึงเพิ่งคว้ารางวัล ‘Ostrana Price’ นักดนตรีผู้ใช้ภาษาแม่ยอดเยี่ยมจากอิตาลีมาหมาดๆ นอกจากนี้ เขายังทำงานขับเคลื่อนสังคมหลากหลาย อาทิ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ หรือริเริ่มโปรเจกต์สร้างสรรค์ข้าวแลกปลา ที่เชื่อมสะพานระหว่างชาวเลราไวย์กับชาวปกาเกอะญอในการแลกเปลี่ยนผลผลิตข้าวกับปลา เพื่อฝ่าวิกฤตขาดแคลนอาหารช่วงล็อกดาวน์ COVID-19 เมื่อปีกลาย

อาจารย์ชิกลับมาอีกครั้งพร้อมกับสวมเสื้อปกาเกอะญอสีน้ำตาลไม้สัก เขาเอ่ยชวนผมไปหามุมนั่งตรงชานกระท่อมไม้ไผ่ อาทิตย์คล้อยดวงแล้ว สายลมพัดแผ่วมาจากฟากฝั่งภูเขาเบื้องหน้า กาละและเทศะบอกได้เวลาเปิดบทสนทนา ผมจึงถามไถ่ตรงไปตรงมาถึงบทเรียนชีวิตตลอดเส้นทางของ ชิ สุวิชาน และการก้าวข้ามบทบาทศิลปิน นักเคลื่อนไหวทางสังคม สู่ตำแหน่ง ผศ.ดร.สุวิชาน ว่าเขามุ่งหวังผลอันใด ตลอดจนโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังปลุกปั้นสร้างเขตชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวชุมชนชายแดนจังหวัดตาก

น่าสนใจว่าคำตอบทั้งหมดล้วนเกี่ยวโยงกับธงที่เขาปักมันไว้ในจิตใจ ธงแห่งการเรียกร้องต้องการเปิดมุมมองโลกทัศน์ ให้คนภายนอกได้รับรู้ถึงวิถีปกาเกอะญอบนความเป็นจริง และทำลายมายาคติทางชาติพันธุ์ ซึ่งตัวเขาได้สัมผัสกับมันมาตั้งแต่เยาว์วัยในดินแดนต้นน้ำแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ‘มือเจะคี’ 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

เด็กชายชิ

‘ชิ’ แปลว่า ตัวเล็ก ตั้งขึ้นตามสถานะลูกคนเล็กของครอบครัวที่มีพ่อเป็นครูโรงเรียนประจำหมู่บ้าน แม่เป็นฝ่ายสนับสนุนทุกอย่างในครัวเรือนให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ส่วนตากับยายเปรียบเสมือนเพื่อนเล่นและเทวดา ทุกคืนก่อนเคลิ้มหลับ เป็นช่วงเวลาที่เด็กชายชิสุดแสนจะปรีดากับการท่องโลกจินตนาการจากนิทานหลากรส ฟังบทเพลงทำนองเก่า และลำนำคำธา (บทกวีของชาวปกาเกอะญอ) ที่ขับผ่านน้ำเสียงละไมของยาย จนความทรงจำน้อยๆ บรรจุเต็มด้วยเรื่องเล่ามากมาย และทำให้เขากลายเป็นเด็กที่เล่านิทานได้คล่องแคล่วก่อนอ่านเขียน 

กลางคืนอิ่มอุ่น กลางวันซุกซนตามประสา กระทั่งโตพอจะรู้รับผิดชอบ เขาจึงมีหน้าที่ช่วยแม่ออกไปตักน้ำมาเก็บไว้ใช้สอย และบทเรียนชีวิตบทแรกของเด็กน้อยก็มาจากวิถีธรรมดาสามัญเช่นนี้

“ตอนเด็กๆ ทุกเช้า ผมต้องแบกตะกร้าใส่กระบอกไม้ไผ่ไปตักน้ำจากบ่อ ระหว่างทางขาไปกระบอกไม้ไผ่บนหลังจะกระทบกันเสียงดังโกร่งกร่าง แต่พอใส่น้ำกลับมาเสียงนั้นก็หาย พ่อสอนผมว่ากระบอกไม้ไผ่ที่มีน้ำจะไม่ดัง ฉะนั้น คนมีความรู้ย่อมไม่อวดตัว” 

แม้ในวันนั้นเขายังไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูด กระนั้นเมื่ออายุครบ 6 ขวบ จึงมีโอกาสเริ่มต้นเรียนรู้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นตะลึงกว่าการเปิดประตูสู่การศึกษา คือการรับรู้ว่าตนเองมีอีกชื่อ-สกุล 

“สุวิชาน ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีชื่อนี้ตอนเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่ง ซึ่งทีแรกพ่ออยากตั้งชื่อผมว่าเด็กชายชินี่แหละ แต่ทางการไม่อนุญาตให้จดทะเบียนแจ้งเกิด เนื่องจากไม่มีความหมายในภาษาไทย พ่อเลยขอเขาช่วยหาชื่อใหม่จนมาได้ชื่อนี้แปลว่า ผู้มีความรู้ นามสกุลก็เหมือนกันจากเดิม ‘กัวะมู’ เปลี่ยนเป็น ‘พัฒนาไพรวัลย์’ หากลองสังเกตดู คนชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บนดอยนามสกุลมักมีคำ อาทิ คีรี บรรพต พฤกษา หรือไพรวัลย์ เหล่านี้ล้วนเป็นนามสกุลที่รัฐตั้งให้ พร้อมตีตราเชิงนัยยะว่าเราเป็นคนดอย”

ไม่เพียงชื่อใหม่ นามสกุลใหม่ แต่ยังมีเรื่องภาษาใหม่ที่ต้องหัดท่องจำขึ้นใจโดยเฉพาะประโยคสำคัญ “คุณครูครับ ผมขออนุญาตไปดื่มน้ำปัสสาวะครับ” ที่พานให้เขาและเพื่อนต่างเคยผ่านประสบการณ์ฉี่ราดกางเกงกันทั่ว จนภาพโรงเรียนในหัวประหนึ่งพื้นที่แห่งความทรมาน อย่างไรก็ตาม กิจกรรมโปรดอย่างการร้องเพลงนมัสการพระเจ้าก็ช่วยเยียวยาให้เขามีกำลังใจอยากมาโรงเรียนทุกๆ วัน และนับแต่นั้น บทเพลงและดนตรีก็กลายมาเป็นความเชื่อและความหวัง ยิ่งในวันที่เขารู้สึกแปลกแยกหลังก้าวเท้าเข้ามาเติบโตในสังคมเมือง

ทีเล่นทีจริง

ชิเลือกคว้าโควต้าช่างไฟฟ้าตามคำแนะนำของครู แม้ขณะนั้นทั้งหมู่บ้านยังไม่มีใครรู้จักปลั๊ก สวิตซ์ หรือสายไฟ 

การต้องทำความเข้าใจสิ่งใหม่ไม่ใช่อุปสรรคการเรียนสำหรับชิ เฉกเช่นการแปลกถิ่นที่ไม่ได้ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวลำพัง ทว่าท่ามกลางบรรดาเพื่อนฝูงที่พร้อมเฮไหนไปด้วยเหล่านั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงความแปลกแยกและแตกต่างจากบางท่าทีทีเล่นทีจริง นานวันยิ่งร้าวลึก สะท้าน และต้องการทางออก

“ผมรู้ว่าเพื่อนทุกคนรักผมนะ แต่บางเรื่องที่เขามองว่าแค่ล้อเล่นขำๆ พอโดนบ่อยเข้าเราก็รู้สึกเหมือนกัน เช่น ตอนไปซื้อแปรงสีฟัน เคยโดนล้อว่า ไอ้ยาง (กะเหรี่ยง ในภาษาเหนือ) นี่ใช้แปรงสีฟันแล้วโว้ย อยู่บ้านใช้ถ่านใช้ไม้ถูฟัน เดี๋ยวนี้มันก้าวหน้าแล้ว หรือตอนครูขานรายชื่อคนค้างค่าเทอมหน้าห้อง แล้วผมอยู่ในกลุ่มที่จ่ายครบ เพื่อนก็พากันหันมามอง และมีคนหนึ่งถามประมาณว่า พ่อผมต้องตัดป่าปลูกฝิ่นกี่ไร่ ถึงมีเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ผม 

“ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ จนบางคราวผมพยายามสอบถามความคิดของเพื่อน ซึ่งบางคนเขาก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ แต่พอถูกเราถามกลับบ้างว่ารู้ได้อย่างไร เคยเห็นกับตามารึยัง เขาก็ตอบว่า ไม่ แค่ฟังคนอื่นเล่ามา นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่ทำให้ผมเริ่มทบทวนว่า การเรียนช่างไฟฟ้าอาจไม่ตอบโจทย์ เพราะแทนที่จะใช้ไขควงเช็กไฟแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป ผมควรหาเครื่องมืออย่างอื่นไหม ในการทำหน้าที่ของลูกหลานชนเผ่า บอกเล่าเรื่องราวอีกแง่มุมให้คนข้างนอกได้รับรู้ เพื่อไม่ให้ภาพพจน์ของคนบนดอยต้องถูกตีตราตามคำเล่าบอกต่อๆ กันมา จนเกิดเป็นมายาคติทางชาติพันธุ์”

หลังจบ ปวช. ชิตัดสินใจเบนเข็มไปเรียนต่อสายพัฒนาชุมชน ที่เขาหวังใจว่าจะนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ขณะเดียวกันก็ได้พบเจอเครื่องมือที่ตามหา และตัวเขามั่นใจว่ามีแพสชันกับมันมากที่สุด นั่นคือศิลปะดนตรี 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ศิลปินปกาเกอะญอ

“ฉันอยู่กับป่ามาตั้งแต่เกิด ถิ่นฐานบ้านเกิดฉันอยู่ตรงนี้

บรรพบุรุษฉันเคยทำกิน สายน้ำพงพีหล่อเลี้ยงชีวี

ฉันเรียกตัวเองว่าปกาเกอะญอ ซึ่งหมายความว่าฉันก็คือคน

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ… คนปกาเกอะญอก็มีหัวใจ”

‘ปกาเกอะญอก็มีหัวใจ’ คือบทเพลงแรกของชิที่ร้อยเรียงขึ้นในช่วงวัยหนุ่ม เพื่อถ่ายทอดวิถีชีวิตและตัวตนของคนปกาเกอะญอ รวมถึงสะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายอพยพคนออกจากป่า กระทั่งเมื่อเรียนจบ เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับชุมชนคนรักษ์ป่า ภายใต้มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ขันแข็งทำงานปลูกฝังความเข้าใจให้คนในเมืองรู้จักวิถีวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์มากขึ้น พร้อมลุยออกผลงานเพลงอัลบั้มแรกในชื่อชุด ‘นกเขาป่า’ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากบรรดาผู้ฟังและศิลปินรุ่นพี่ แต่ผลตอบรับนี้ยังไม่น่าพึงใจนักสำหรับเขา 

“ทุกครั้งที่ผมร้องเพลงมักมีเสียงสะท้อนกลับมาว่าเสียงเพราะเหมือน พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ บ้าง หรือเล่นสนุกเหมือน พงษ์เทพ กระโดนชํานาญ ซึ่งทั้งสองคนเป็นไอดอลผมนะ แต่ผมไม่ได้อยากจะเป็นเขา แล้วมันก็ไม่ใช่เป้าหมายของเราด้วย ผมแค่อยากให้คนนึกถึงปกาเกอะญอ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงชิก็ได้ แค่อยากให้พูดว่านี่คือศิลปินปกาเกอะญอ”

ชิคิดไตร่ตรองเรื่องนี้อยู่นานจนเจอคำตอบ เขาจึงหอบเอาความฝันกลับไปหาพ่อ ผู้เป็นเมล็ดพันธุ์ศิลปินพื้นบ้านเมล็ดสุดท้ายในดินแดนมือเจะคี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์เรียนรู้การเล่นเครื่องดนตรี ‘เตหน่ากู’ หรือพิณปกาเกอะญอ

ว่ากันว่าการก่อเกิดเตหน่ากูมีอยู่ด้วยกัน 2 สำนวน สำนวนแรกเล่าว่า ในอดีตเตหน่ากูเป็นเครื่องมือปราบศัตรูของบรรพบุรุษ ด้วยเสียงอันพริ้งพรายของมันมีพลังสะกดศัตรูให้เคลิบเคลิ้ม เผลอไผล และแพ้พ่าย ส่วนสำนวนที่สองนั้นว่ามาจากวัสดุเหลือใช้ในไร่หมุนเวียน หลังการเผาไร่ ชาวบ้านคนหนึ่งเกิดเสียดายเศษไม้ เขาจึงเก็บมันมาแกะเกลาแล้วขึงสายกะทำเป็นเครื่องดีดไล่สัตว์ป่า แต่ผลปรากฏว่าได้เสียงหวานเลยต้องกลายร่างมาเป็นเครื่องดนตรี

 “ผมคิดว่ามันก็ตรงกับกระบวนการขับเคลื่อนและต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของเราในทุกวันนี้” อาจารย์ชิเปรียบเทียบมุมมองการเล่นดนตรีของเขากับสำนวนแรก “การเล่นเตหน่ากูของผมถือเป็นการต่อสู้อย่างหนึ่ง โดยมีศัตรูคือมายาคติทางชาติพันธุ์ ผมต้องการทำลายสิ่งนี้ เพราะมันเป็นเชื้อของการเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และศัตรูตัวสำคัญของโครงสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทย”

พร้อมเสริมว่าในสำนวนที่สองนั้น บ่งบอกได้ถึงวิถีการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลของคนปกาเกอะญอ “มีธาบทหนึ่งสอนว่า กินปลาให้รักษาลำห้วย กินเขียดให้ดูแลป่าและผัก จะกินกบให้ยั่งยืนอย่าไปหักกระดูกกบ จะกินปูให้ยั่งยืนอย่าไปหักกระดูกปู ผมคิดว่าเผ่าพันธุ์ที่มีวิธีคิดสอนลูกหลานแบบนี้เขาไม่มีหัวใจของการทำลายล้างหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำลายเลย เพราะการใช้ประโยชน์ในแง่หนึ่งก็หมายถึงการทำลาย เพียงแต่เราคิดว่าจะทำลายอย่างไรให้กระทบต่อธรรมชาติน้อยที่สุด นี่คือวิธีที่เราคิด”

เตหน่ากูกลายมาเป็นเครื่องดนตรีคู่กายที่ทำให้หลายคนเริ่มรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของชิ ในฐานะศิลปินปกาเกอะญอ นอกจากนี้เขายังพัฒนาฝีมือไปอีกระดับ ด้วยการดัดแปลงเตหน่ากูให้ร้องเล่นตามคีย์มาตรฐานได้ ผสมผสานอัตลักษณ์เข้ากับความเป็นสากล โดยมี รังสรรค์ ราศีดิบ และ ทอดด์ ทองดี ช่วยแบ่งปันเทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ และเปิดพื้นที่ในการเล่นดนตรีแนว World Music จนทำให้เส้นทางนักดนตรีของเขาค่อยๆ ไต่เต้าจากท้องถิ่นสู่ระดับโลก

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก
ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

เปลี่ยนเป้า

พ.ศ. 2552 เป็นปีแรกที่ชิมีโอกาสตะลอนทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกา เขาออกเทียวท่องรัฐข้ามรัฐ ตั้งแต่ เท็กซัสจรดชิคาโก ในวาระเปิดตัวอัลบั้มหิมพานต์ เซคกัน เวิลด์ (HIMMAPAN 2nd WORLD) ของ ทอดด์ ทองดี ที่มีเขาร่วมแจมเตหน่ากูอยู่สองบทเพลง 

หลังจบทัวร์ เขากลับมาชวนเพื่อนก่อตั้ง ‘มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธ์’ ทำงานขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม ป่าชุมชน และสืบสานองค์ความรู้ภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์ ก่อนได้รับทุนจากมูลนิธิ Pestalozzi Children’s Foundation ให้ไปศึกษาต่อด้านการจัดการความขัดแย้งอย่างสันติที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งปีในดินแดนแห่งขุนเขาไม่เพียงช่วยขยายมุมมองการจัดการปัญหาความขัดแย้งให้กว้างขึ้น แต่ชิยังได้พบเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์และเครือข่ายทางดนตรีมากมาย ที่เป็นสะพานเชื่อมต่อให้เขามีโอกาสพาเตหน่ากูออกไปขับขานเรื่องราวในแผ่นดินเกิดอีกหลายประเทศ อาทิ อิตาลี สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อินเดีย และเวียดนาม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมาผลงานอัลบั้มล่าสุด ‘Ta – ti Ta – taw’ (ต่าที ต่าเตาะ ภาษาปกาเกอะญอ หมายถึง อภิมหาธรรมชาติหรือสิ่งสูงสุดที่สถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากท่วงทำนองบทเพลงพื้นบ้านที่ยายเคยร้องให้ฟังครั้งวันวาน ก็ได้รับรางวัล Ostrana Price ของอิตาลี ซึ่งมอบแด่นักดนตรีผู้ใช้ภาษาแม่ยอดเยี่ยม

คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่าเส้นทางศิลปินของชิกำลังมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ กระนั้นเขาเองกลับเลือกเบนเข็มเปลี่ยนเป้าหมายสู่เส้นทางสายใหม่โดยไม่มีใครคาดคิด

“ผมไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าผมต้องการสื่อสารและเลือกใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายมายาคติทางชาติพันธุ์ในหัวใจคน แต่ต่อมาเรารู้ว่าข้อมูลเชิงวิชาการก็สำคัญ เพราะมันเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้การสื่อสารของเรานั้นมีความแข็งแรง” อาจารย์ชิกล่าวต่อ “ผมว่าผมเป็นมนุษย์เหมือนแม่ผมนะ คือทำได้ทุกอย่าง หมายความว่าผมไม่ได้เลี้ยงชีพจากการสอนหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ทำงานพัฒนา ทำงานต่อสู้ เขียนหนังสือ หรือเป็นศิลปินควบคู่กันไปด้วยได้”

เขาจึงโยกย้ายชีวิตสู่ชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเริ่มต้นเส้นทางสายวิชาการ ในตำแหน่งอาจารย์ประจำสาขาการจัดการภูมิวัฒนธรรม วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

ไร่หมุนเวียนมิติใหม่

“การเป็นอาจารย์มีหน้าที่หลักอยู่สี่ข้อ คือสอนหนังสือ ทำวิจัย บริการวิชาการ และทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งทั้งหมดผมพยายามใช้ฐานชุมชน ตลอดจนบูรณาการชุมชนเข้ากับเนื้อหาวิชาเรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีความแข็งแรงทั้งชุดความรู้ท้องถิ่นและชุดความรู้สมัยใหม่” 

“หมายความว่า เป็นกระบวนวิชาที่เน้นให้นักศึกษาได้ลงพื้นที่ชุมชนจริงเพื่อเรียนรู้โดยตรงด้วย” ผมวางความสงสัยลงในประโยคเสริมทับ

 “ใช่ครับ” อาจารย์ชินิ่งคิดแล้วเพิ่มเติมว่า “แต่ผมจะใช้คำว่า ‘เข้า’ ชุมชน และบอกกับนักศึกษาตลอดว่า ถ้าเราใช้ ‘ลง’ ชุมชน แสดงว่าวิธีคิดของเรากับชุมชนยังมีเรื่องของอคติอยู่ คือเราอยู่ที่สูงและลงสู่ที่ต่ำ ซึ่งนี่เป็นวาทกรรมของนักพัฒนารุ่นเจ้าคนนายคน วิธีคิดของนักปกครองรุ่นแรก แต่พวกเราเป็นคนรุ่นใหม่ ฉะนั้น วิธีการพูดการใช้คำจึงต้องสื่อถึงความเท่าเทียมกันด้วย”

นอกเหนือจากการเรียนการสอน อาจารย์ชิไม่เคยทิ้งงานภาคประชาสังคม โดยปีที่ผ่านมาเขาผุดโครงการ ‘ข้าวแลกปลา’ ที่ช่วยให้ชาวเลราไวย์กับชาวปกาเกอะญอฝ่าวิกฤตขาดแคลนอาหารช่วงล็อกดาวน์ COVID-19 ด้วยการแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างกัน 

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

หรือโครงการ ‘พลังร่วมชุมชนชายแดนไทย-เมียนมา จังหวัดตาก ในการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่กำลังดำเนินงาน ชักชวนกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่และชาวชุมชนขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) ตำบลท่าสองยาง จังหวัดตาก มาร่วมมือกันออกแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการพื้นที่จิตวิญญาณ และการจัดการเศรษฐกิจสมัยใหม่บนฐานคิดของไร่หมุนเวียน เพื่อสร้างสรรค์ระบบไร่หมุนเวียนมิติใหม่ เพาะปลูกพืชหลากชนิด และจัดแบ่งหมวดหมู่ผลผลิตออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผลผลิตสำหรับบริโภค ผลผลิตสำหรับแลกเปลี่ยน และผลผลิตสำหรับจำหน่าย ซึ่งล่าสุดทางโครงการเพิ่งแลกเปลี่ยนฟักเขียวกับเครื่องเป่าลม รวมถึงเก็บเกี่ยวงาขาวจำหน่ายภายใต้แบรนด์ ‘เทือกเขาเบ๊อบละตู’ ของชุมชน

“เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ คือต้องการผลักดันให้ที่นี่เป็นต้นแบบเขตชุมชนวัฒนธรรมพิเศษ ซึ่งมีองค์ประกอบครบทั้งสามเส้า เส้าแรกคือมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่สมดุล มีสิทธิในการเข้าถึง ใช้สอย และดูแลรักษา เส้าสองคือ มีพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพื้นที่ทางวัฒนธรรม ส่วนเส้าสามคือ มีพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมคิดว่าหากสามเส้านี้สมดุลกัน เราก็จะสามารถตั้งหม้อหรือตั้งชีวิตอย่างยั่งยืนได้”

ปัจจุบันอาจารย์ชิย้ายกลับมาประจำอยู่ที่อำเภอแม่แจ่ม เนื่องจากทางมหาวิทยาลัยมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นรูปแบบออนไลน์ ควบตำแหน่งอาจารย์ ทุกวันนี้เขายังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาร่วมออกแบบหลักสูตรการเรียนสำหรับชั้นเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนสาธิตชุมชนสมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม โดยหลักสูตรดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 สายน่าสนใจ ได้แก่ สายวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สอนเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์ และสายการจัดการวัฒนธรรมร่วมสมัย มีให้เลือกระหว่างไผ่ร่วมสมัยกับผ้าร่วมสมัย ซึ่งอาจารย์ชิมองว่า นักเรียนที่จบจากหลักสูตรนี้นำเอาความรู้ไปต่อยอดได้ ทั้งด้านการออกแบบแฟชั่น ด้านสถาปัตยกรรม หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังมีอะไรติดไม้ติดมือกลับไปใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

คนในไซ

“ผมค่อนข้างเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่และสร้างการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การแปลงร่างทางความคิด จากประชาชนคนเล็ก ๆ เราจะ Transform ตัวเองให้เป็นคนที่อธิบายชุดความรู้ อธิบายวิถีภูมิปัญญา และทำให้เกิดความชอบธรรมในการอยู่บนวิถีวัฒนธรรมของตัวเองได้อย่างไร ถ้าเราทำตรงนี้ได้เราจะกลายเป็นผีเสื้อที่มีอิสรภาพ ซึ่งนั่นหมายถึงการติดปีก หรือการเติมเรื่องของกระบวนการเรียนรู้” 

อาจารย์ชิเล่าว่า ในวันที่เขาถูกชักชวนให้มาเป็นอาจารย์ ถือเป็นอีกจังหวะชีวิตที่ค่อนข้างหนักใจ แต่เมื่อคิดไปถึงเด็กๆ ที่กำลังจะเติบโตขึ้นเป็นอนาคตของชนเผ่า กอปรกับนิทานเรื่องนั้นที่ยายเคยเล่า เขาจึงยากปฏิเสธ 

“ยายเคยเล่านิทานให้ผมฟังว่า วันหนึ่งมีเด็กหนุ่มในหมู่บ้านลงไปตักน้ำยังแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ขณะก้มลงตักจู่ๆ กระบอกไม้ไผ่ก็ถูกกระแสน้ำพัด พลันตัวเขาก็พลัดตกตามไป สุดท้ายสายน้ำก็ได้หอบเอาร่างของเด็กหนุ่มให้เข้าไปติดอยู่ในไซ (เครื่องจักสานสำหรับดักปลา) ของยักษ์ ผมทบทวนนิทานเรื่องนี้และคิดว่าไซในชีวิตจริงของคนรุ่นใหม่อันหนึ่งคือระบบการศึกษา กระแสน้ำคือกระแสของการพัฒนาที่ถาโถมอยู่ทุกขณะ ส่วนยักษ์เปรียบเสมือนโรงงานอุตสาหกรรมและทุนนิยม มันดักรอเด็กๆ ที่พอเรียนจบปุ๊บก็จับไปป้อนบริษัท ป้อนโรงงาน โดยไม่คิดปล่อยคืนสู่หมู่บ้าน ซึ่งการจะทำให้เด็กเหล่านี้ปลอดภัยและออกจากไซของยักษ์ได้ก็คือ ต้องมีคนเข้าไปอยู่ในไซ แล้วสอนพวกเขาให้รู้จักวิธีเอาตัวรอด ฉะนั้น ผมจึงอยากเข้าไปอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยลูกหลานของเราให้กลับคืนมา”

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อ.ปกาเกอะญอ ศิลปินเตหน่ากูที่พาดนตรีท้องถิ่นไปทั่วโลก

Writer

Avatar

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
150

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writer

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load