‘Suthee’ 

คือชื่อที่ แบงค์-สุธี ฤทธิ์ถาวร สไตลิสต์สัญชาติไทยผู้บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปเติบใหญ่ในนิวยอร์ก ใช้เรียกตัวเองในแวดวงแฟชั่นที่นั่น

แบงค์คืออดีตพนักงานออฟฟิศฝ่ายพีอาร์มาร์เก็ตติ้งผู้ไร้ประสบการณ์ด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ เขาพกเมล็ดพันธุ์แห่งความหลงใหลมาฟูมฟักในผืนดินมหานครแห่งแฟชั่นฟากอเมริกา เมืองซึ่ง “แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

นิวยอร์กเปิดโอกาสให้เขาได้ฝัน และเป็นสไตลิสต์ชาวไทยมากฝีมือได้จริงตามฝัน ท่ามกลางกระแสธารแห่งอุตสาหกรรมความงามระดับสากลที่ไหลเชี่ยวกราก

สุธีชัดเจนเด็ดขาดในวิถีการทำงานจนได้ร่วมงานกับสื่อแฟชั่นระดับโลกมาแล้วหลายหัว หลากประเทศ ทั้ง Design Scene, Nylon Spain, Grazia Croatia, L’Officiel Baltics, Elle Bulgaria รวมถึงหัวไทยอย่าง GQ Thailand และ Harper’s BAZAAR Thailand หลังจากถ่ายแฟชั่นแอดิทเรียลให้นิตยสารฝรั่งเศส IRK magazine และได้รับทาบทามจาก Jackie Cox ให้ไปดูแลงานสไตลิ่งให้ในช่วง Press Week ของรายการ RuPaul’s Drag Race Season 12 ก่อนรายการออกอากาศ จนถึงดีไซน์ตุ้มหูแสนเก๋ให้เขาในลุคสุดท้ายตอน Episode Finale

นอกจากฝีมือในการจัดการเสื้อผ้าอันไร้ข้อกังขา อีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจคือแนวคิดการทำงานของเขา แม้สุธีเที่ยวท่องอยู่ในวงการเครื่องแต่งกายระดับโลกที่มีเหล่าแบรนด์เนมเก่าแก่เป็นเจ้าตลาด ผูกขาดการกำหนดทิศทางและวางค่านิยมเอาไว้ แต่กลับเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นเยาว์ แบรนด์แฟชั่นหน้าใหม่อายุน้อยที่มีผลงานฉกาจฉกรรจ์เกินวัย ให้ได้มาอวดโฉมผ่านฝีมือการจัดการของเขา เอื้อโอกาสให้ได้เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน สร้างนิเวศแวดล้อมแฟชั่นให้น่าอยู่

คอลัมน์ In Design คราวนี้ จึงชวนเขามานั่งลงสนทนาทางไกล พูดคุยถึงเส้นทางชีวิต ความคิด และผลงาน ของสไตลิสต์ที่ถูกรู้จักอย่างกว้างขวางนอกประเทศไทยในชื่อ ‘Suthee’

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

01 State of Opportunity

“เราตัดสินใจไปนิวยอร์กเพราะต้องการค้นหาตัวเอง”

สุธีเล่าจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต หลังจากเกิดติดอกติดใจเมื่อได้ลองชิมลางงานสไตลิสต์ ผ่านคำแนะนำของพี่ในสายครีเอทีฟที่รู้จัก สมัยยังทำงานเป็นลูกจ้าง 

“เราอยู่กับสายธุรกิจมาจนอิ่มตัว จนรู้สึกว่าทำงานเป็นฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ในบริษัทแล้วเขาไม่ให้ค่า อยากได้ศิลปะมาอยู่ในชีวิตบ้าง เลยเก็บเงินย้ายมานิวยอร์ก ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าต้องการอะไร รู้แค่เมืองไทยอาจไม่ใช่ที่ของเรา ความเปิดกว้าง ความหลากหลาย ความไร้เพศ ไร้อายุ คือสิ่งที่นิวยอร์กให้เราได้ มันเป็นเรามากกว่า”

เขาฉายภาพนิวยอร์กในความทรงจำจากการไปเที่ยวระยะสั้นครั้งหนึ่ง ก่อนตัดสินใจกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองเดิมอีกหน ควบอาชีพนักเรียนแฟชั่นที่ FIT (Fashion Institue of Technology) นักเรียนภาษา พนักงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย 

วันหนึ่ง สุธีที่กำลังตามหาตัวตนใหม่ ได้พบกับเพื่อนช่างแต่งหน้าร่วมชาติ ผู้ชักชวนเขาไปทำงานสไตลิสต์ในการถ่ายเทสต์ ซึ่งเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นให้แบงค์ได้หัดเดินล้มลุก ลองผิดลองถูกได้อย่างไร้กฎเกณฑ์

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“เราไม่ได้เรียนแฟชั่นมา ไม่มีพื้นฐาน แต่รู้สึกว่า เชี่ย แม่งต้องลองว่ะ โอกาสมาแล้ว ตอนนั้นถ่าย พี่กิฟท์ (ปิยวรรณ จิตสำราญ) ซึ่งท้าทายมากเพราะเราใหม่หมด ไม่รู้กระบวนการทำงานเลย เลยทำลุคคร่าว ๆ ไป แล้วเดินช้อปเสื้อผ้ามา ปรากฏออกมาดี จากงานนี้ก็มีรุ่นพี่ช่างภาพคนไทยติดต่อมาบ้าง เพื่อนของเพื่อนชวนไปถ่ายบ้าง ลงอินสตาแกรมปุ๊บก็เริ่มมีคนเห็นงาน มีทางไปต่อ นี่คือจุดเริ่มต้นของจริง เพราะเราไม่มีประสบการณ์จากไทยเลย คือศูนย์”

สุธีเสริมว่า หนึ่งปัจจัยที่เปิดโอกาสให้เขาได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ ‘ความเป็นนิวยอร์ก’ เมืองแห่งโอกาสธรรมชาติของอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์แฟชั่นในนิวยอร์กที่เปิดกว้าง

“ที่นี่ หนังสือแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเป็น Vogue จะมีหัวเล็ก ๆ อย่างนิตยสารอินดี้หรือหัวออนไลน์ คอยเลือกคอนเทนต์ที่เราส่งไปให้ จนเริ่มมีคนเข้ามาหาและเป็นที่รู้จักของคนในวงการมากขึ้น

“ส่วนหนึ่งเพราะนิวยอร์กเป็นเมืองที่ให้โอกาสทุกคน เราเคยดูหนัง Sex and the City มีภาพจำของนิวยอร์กจาก Devil Wears Prada เดินถือ Starbucks เข้าออฟฟิศ ก็เป็นอย่างนั้นจริง แต่ถ้าอยู่ไทยเราไม่มีโอกาสทำตรงนี้แน่นอน เพราะวงการแฟชั่นค่อนข้างคัดสรรและจำกัด ทุกคนรู้ว่ามันยาก ยากที่จะเป็นใครสักคน เพราะถ้าคุณไม่มีต้นทุนที่ดี ยิ่งไม่ได้เรียนแฟชั่น คุณไม่มีโอกาสเข้าถึงแน่นอน แต่ที่นี่โอกาสมันเข้าถึงง่าย ความพยายามความขยันพาคนไปสู่จุดจุดอื่นได้ เหมือนสโลแกนของรัฐ ‘State of Opportunity’ นิวยอร์กให้โอกาสทุกคนจริง ๆ”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

พาร์ตสำคัญพาร์ตหนึ่งบนวิถีสไตลิสต์ของสุธี คือประสบการณ์การไปเป็นผู้ช่วยสไตลิสต์รุ่นใหญ่ ซึ่งทำให้เขาได้เข้าใจกระบวนการการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เทคนิคการดีลกับแบรนด์ใหญ่ การหาคนมาร่วมทีมแต่ละจ๊อบ จนถึงเคล็ดลับการตีโจทย์ของรุ่นพี่ในวงการ ก่อนนำมาเลือกรับปรับใช้ให้ตรงตามวิถีแห่งตน

“เราตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่าตัวตนของเราเป็นแบบไหน เพราะเริ่มต้นจากการทำงานด้วยตัวเอง การไปเป็นผู้ช่วยจึงเป็นประสบการณ์ที่ดี ใช้โอกาสนั้นแหละ ค้นหาตัวเอง เราเชื่อว่าก่อนจะเป็นใหญ่เราต้องเป็นคนเล็กมาก่อน”

02 Suthee’ s Recipe

“แล้วแนวทางที่คุณค้นพบเป็นแบบไหน” – เราต่อบทสนทนาทันที

“ไม่รู้จะนิยามอย่างไรชัดเจน แต่นอกจากความสวยที่ใครก็สวยได้เหมือนกัน เราชอบการดึงความเท่ ดึงคาแรกเตอร์ของแบบออกมาให้มากกว่าความสวย แต่ดูแล้วรู้สึกว่าไม่พยายามมาก ถ้าชุดเยอะก็ไม่อยากให้โพสท่าเยอะ เพื่อประนีประนอมให้มันเป็นไปในทิศทางที่เราอยากได้”

ในเมืองซึ่งรวดเร็วเร่งรีบเหลือประมาณ ตลาดการค้าการแข่งขันเปิดเสรีจนน่าประหวั่นใจ สไตลิสต์ผู้พกประสบการณ์เป็นศูนย์จากไทยไปลับเหลี่ยมคมจนโตไกลกลางนิวยอร์ก พัฒนาตัวเองให้ฉับไวเท่าทันวงการผ่านทักษะพื้นฐานของมนุษย์ผ่านการตื่นมาเปิดอินสตาแกรม

“ดูงานทุกเช้า นั่งทำมู้ดบอร์ด พวกนี้เป็นแบบฝึกหัดของการทำงาน ทำบ่อย ๆ จะช่วยให้รู้ว่าแบบไหนควรหา แบบไหนควรใช้ แล้วต้องรีเสิร์ชว่ามีดีไซเนอร์หน้าใหม่คนไหนควรเข้าหา อะไรกำลังไฮป์หรือเป็นเทรนด์ จับกระแสนิยมให้ถูก ถ้าอยากไปถึงเป้าหมายก็ต้องทำการบ้าน แล้วก็ต้องออกไปข้างนอก ออกไปเจอคน ไปมิวเซียม

“ส่วนพาร์ตความคิดสร้างสรรค์ แค่ทำให้ตัวเองมีความสุขก็พอ” เขาตอบจริงจังเชิงเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ ก่อนเล่าต่อไปถึงกระบวนการทำงานของตัวเองว่า

“เช่นเดียวกับการทำงานจริง ได้โจทย์มาก็มานั่งหาแบบอ้างอิง รีเสิร์ชว่าต้องใช้แบรนด์ไหน ประมาณไหน เลือกชุดให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ บางชุดธรรมดาก็อาจหาไอเดียเติมลูกเล่นเข้าไปในช็อต

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“อย่างงานชุด ‘Coming Up Roses’ ที่ถ่ายกับ น้องญาดา (Yada Villaret) ได้ชุดมาจาก Prada ตอนเขาตอบอีเมลกลับมา เราแบบ Prada, Are you kidding me? (หัวเราะ) เพราะไม่คิดว่าจะได้ พอได้มาก็ดีใจ แต่ชุดไม่ได้เกี่ยวข้องกับดอกไม้ เราเลยเอาดอกไม้มาเป็นลูกเล่นเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ที่ต้องถ่ายกับดอกไม้ และเราจะขายเสื้อผ้าลายดอกไม้ทุกลุคไม่ได้ อาจเป็นชุดธรรมดาแล้วใส่ดอกไม้จริงมาในฉาก หรือชุดมีดอกไม้แล้ว ฉากไม่มีดอกไม้ก็ได้ หรือลองให้ชาวกองมายืนถือดอกไม้เป็นเฟรมรูป ก็ได้เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่ง ประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่หน้างานให้ดีที่สุด”

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Coming Up Roses’ จาก www.designscene.net/ 

“หรือชิ้น ‘Metamorphosis’” สไตลิสต์คนเก่งแชร์หน้าจอเปิดภาพผลงานอีกชุดประกอบพลางต่อเรื่อง

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก

“โจทย์ที่เราคุยไว้กับช่างภาพคนญี่ปุ่นคืออยากเล่นกับร่างกาย ความหุ่น ความรูปร่าง อวัยวะส่วนต่าง ๆ อยากให้สัดส่วนมันผิดไป แขนขามีเกินกว่าปกติ ไหล่สูงขึ้น ใช้ของโน่นนี่มาเล่นกับเสื้อผ้าให้ภาพมันออกมาแปลก ๆ สร้าง Texture Optical Illusion”

“นี่ก็เป็นครั้งหนึ่งที่รู้สึกว่าเริ่มเป็นตัวเรามากขึ้น” เขายิ้มกริ่มผ่านจอเมื่อเล่าถึงงานชิ้นโปรด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘Metamorphosis’ จาก sickymag.com/metamorphosis/ 

03 “ทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

“แต่ชิ้นที่ท้าทายและสนุกที่สุดคือ ‘China Town’ ที่ทำให้ Harper’s BAZAAR Thailand

สุธีเปิดผลงานที่เขาเผยว่าสนุกตื่นเต้นและอยากเล่าให้ The Cloud ฟังที่สุด

Suthee พนักงานออฟฟิศไร้ประสบการณ์แฟชั่นทำตามฝัน บินลัดฟ้ามาเป็นสไตลิสต์ดังในนิวยอร์ก
ขอบคุณภาพชุด ‘China Town’ จาก www.harpersbazaar.co.th/FASHION/NEWS/cover-january-2021-highlight 

นี่เป็นอีกครั้งที่แบงค์ได้ร่วมงานกับกิฟท์ ดึงคาแรกเตอร์มนต์เสน่ห์ของย่านคนจีนกลางมหานครแห่งเสรีภาพ จุกลิ่นอายแห่งทวีปเอเชียดินแดนตะวันออกไว้ในคอนเซ็ปต์ ‘Lady of China Town’ สุภาพสตรีสาวชาวมังกรที่เก๋ไก๋ทันสมัย ผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์ชาวจีนหน้าใหม่ เพื่อผลักดันความเป็นเอเชียในโลกตะวันตก ยิ่งได้ประสานพลังกับคนไทยในนิวยอร์ก ถ่ายทำทั้งภาพนิ่งและวิดีโอท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด แล้วผลตอบรับออกมาดีเกินฝัน ก็ยิ่งได้แรงบันดาลใจและพลังงานบวกให้กลับไปนอนยิ้ม

“งานชิ้นนี้ค่อนข้างอิมแพค เพราะจังหวะนั้นมีกระแส Asian Hate Crime งานเลยช่วยพูดเรื่องนี้ได้ด้วย

“แต่อย่างหนึ่งที่ชอบคือการทำงานกับดีไซเนอร์และนางแบบหน้าใหม่ อย่างคราวนี้ไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลย มีแค่เครื่องประดับจาก Vivienne Westwood เน้นใช้ของนักออกแบบชาวจีน ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่เป็นหลัก เพราะเราไม่ได้เบอร์ใหญ่ ถ้างานเขาได้เผยแพร่ เราก็มีที่แสดงฝีมือ เราโตเขาโต น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แบบนี้ดีต่อวงการมากกว่า ถ้าอยู่เมืองไทย ทุกคนคงวิ่งหา Gucci, Chanel กันหมด แล้วแบรนด์ใหญ่ ๆ เขาไม่ได้แคร์อยู่แล้ว ถ้าเราไม่ได้มีพาวเวอร์ในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าใช้ของเป็น เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเพื่อบอกสถานะเลย ของสวยคือสวย จบ”

สุธีตั้งธงในการทำงานอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ต่อต้านการใช้ของแบรนด์ใหญ่อย่างสุดโต่ง ไม่ได้แอนตี้เครื่องหมายการค้าหรูหราในกระแสทุนนิยมโลก แต่ปรับทัศนคติให้เห็นแจ้งและรู้เท่าทัน ว่าสุนทรียะอันงดงามไม่จำเป็นต้องมาจากตรายี่ห้อหรูหราเสมอไป

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

“หลายครั้งไม่ได้ใช้แบรนด์ใหญ่เลยก็มี อย่างงาน ‘Headlight Sillhouette’ ที่ทำให้ L’Officiel Baltics ใช้ของธรรมดาจากดีไซเนอร์หน้าใหม่ทั้งนั้น เอามาทำเป็นชุดดำเล่นกับรถและแสงเงา ก็ออกมาสวย บางทีแมกกาซีนก็ต้องการแบรนด์ใหญ่เพื่ออิมเมจแหละ แต่แบรนด์เนมไม่ได้เป็นตัวแทนของงานที่ดี งานที่ดีคืองานที่ดี และทุกคนควรได้รับโอกาส เราเองยังอยากได้โอกาสเลย แล้วทำไมต้องปิดกั้นโอกาสคนตัวเล็ก เพื่อให้โอกาสคนที่มีมันอยู่แล้ว”

สไตลิสต์อีกซีกโลกตั้งคำถามชวนคิด

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘Headlight Sillhouette’ จาก lofficielbaltics.com/editorials/headlight-silhouette 

04 “ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

‘No Label’

คือชื่อผลงานชุดสำคัญอีกชุดที่สุธีตั้งใจเตรียมมาเล่าอวดเราอีกชิ้น เพราะนอกจากคอนเซ็ปต์คมคายที่สุธีสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างไร้กระบวนท่า ผลงานชิ้นนี้ยังเป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าของวงการแฟชั่น และแรงกระเพื่อมต่อสังคมที่อาชีพสไตลิสต์สร้างขึ้นได้ผ่านงานออกแบบ

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘No Label’ จาก models.com/work/various-editorials-no-label-nylon-spain 

“เป็นงานที่ทำให้นิตยสาร Nylon Spain ลงเป็นออนไลน์คอนเทนต์ช่วง Pride Month ปี 2019 ตอนคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพสนุกมาก เราอยากเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศที่ไม่ต้องตะโกนว่า ‘ฉันเป็นกะเทย’ ‘ฉันเป็นทอม’ ‘ฉันเป็นดี้’ คือเป็นอะไรก็ได้ ขอแค่มีความสุขและใช้ชีวิตปกติ

“เรารู้สึกว่าการเป็นเพศอะไรไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเราจะเป็นอะไรก็เรื่องของเรา เลยตีความให้ออกมาอยู่ในรูปเสื้อผ้า ผู้หญิงใส่กางเกงหรือดูบอย ผู้ชายแต่งหน้าใส่กระโปรง ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ควรมีใครถูกตีกรอบว่าเป็นเพศนี้แล้วต้องเป็นอย่างนี้ ชุดที่ถ่ายหรือว่า Statement ทุกอย่าง จึงใช้ความนิ่ง หญิงชายใส่ชุดธรรมดาสลับกัน ไม่อยากให้เหมือนทางคอมเมอร์เชียลที่บอกว่าเกย์ต้องแต่งหน้าด้วยซ้ำ

“การทำงานที่นี่ก็เหมือนกัน มันไม่มีเพศจริง ๆ ความเก่งไม่เกี่ยวกับอายุ ทำงานดีแค่ไหนก็คือแค่นั้นเลย เป็นเรื่องที่ไม่ต้องถามแล้วว่าคนนี้เพศอะไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว และตอนนั้นอยู่นิวยอร์กมาสองปี มูฟเมนต์เรื่อง Pride Month ไม่ใช่เรื่องใหม่ จนตอนนี้ที่นี่ไปถึง Non-binary แล้ว ที่ไทยยังถามอยู่เลยว่าเป็นกะเทยหรือเปล่า”

เราจับเสียงคู่สนทนาได้อย่างแจ่มชัดว่าเขาตกหลุมรักนิวยอร์กเข้าอย่างจัง ไม่ใช่แค่ในฐานะผืนดินแห่งโอกาสและความฝัน ที่ให้ที่ทางเขาได้อบรมบ่มร่ำตัวเองจนเคี่ยวกรำแก่กล้า ประกอบสัมมาอาชีพได้อย่างเสรีด้วยไฟที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้นกล้าที่หยั่งรากลึกแข็งแรงได้ด้วยความมานะพยายามส่วนตัว แต่ราวกับว่าเขาอยากอยู่ที่นี่

“มันเป็นระบบนิเวศที่ดีมาก ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า อย่างแฟชั่นสไตลิสต์ก็มีเอเจนซี่เหมือนนางแบบ ที่นี่มีแม้กระทั่ง Mother Agency หรือคนที่ไปสเกาต์จนเจอมา ช่างภาพ ช่างหน้า ช่างผม ขณะที่ในไทยส่วนใหญ่จะมีแค่นางแบบที่มีเอเจนซี่ ที่เหลือเป็นฟรีแลนซ์ งานมันเป็นระบบที่เอื้อต่อการทำงาน เมืองมันสนับสนุนให้กล้า กล้าคุย กล้าทัก ไม่ใช่กลัวไปก่อน ที่นี่ แค่ก้าวเท้าออกจากบ้าน อะไรก็เกิดขึ้นได้”

แปลว่ายังไม่อยากกลับไทย – เราถามสรุป

“ไม่นะ” เขาตอบตามโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แปลว่า ใช่ เขาไม่อยากกลับไทย

“ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรที่ไทย อาจรับฟรีแลนซ์ได้ ถ้ามีโอกาสมีงานเข้ามาก็พร้อม ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ถ้าให้กลับไปอยู่อันนี้ไม่มั่นใจเลย เพราะที่ไทยตลาดไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ และโอกาสน่าจะน้อยเพราะแบรนด์ไม่เยอะ แฟชั่นที่นี่มีหลายแง่มุมมาก แฟชั่นไม่ใช่ความเท่ ไม่ใช่การไปสยามสแควร์ แล้วโอกาสของวงการแฟชั่นที่ไทยก็เหมือนที่บอกทีแรก”

สุธีส่งยิ้มกรุ้มกริ่มบอกเป็นนัย

5 ผลงานที่ Suthee อยากเล่าให้ผู้อ่าน The Cloud ฟัง

01 Lady of ChinaTown

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส

ชอบมากที่สุดเลยชิ้นนี้ ตื่นมาดูทุกวันเลย รู้สึกว่ามันสร้างแรงบันดาลใจมาก แล้วเราได้ทำงานกับช่างภาพที่เราติดตามมานานตั้งแต่ช่วงแรกทำสไตลิ่ง ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาถ่ายกับเขา เพราะเราไม่กล้าออกไปหาคน ไม่กล้าคุยกับใคร แต่เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสจะมาตอนไหน

02 Elle Bulgaria Digital Cover Story Camryn Lipman

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : models.com/work/elle-bulgaria-elle-bulgaria-digital-cover-story-camryn-lipman 

งานนี้ทางบรรณาธิการของแอลล์เขาติดต่อมาผ่านช่างภาพที่สนิทกัน ชวนว่าสนใจไหม รู้สึกว่าโชคดีและเป็นโอกาสดีมากที่ได้ถ่ายลง Cover Story แม้ว่าจะเป็นแบบออนไลน์ก็ตาม แถมงานก็ออกมาน่าพอใจ

03 Utopia

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : lofficielbaltics.com/en/editorials/utopia

ชิ้นนี้ถ่ายให้ L’Officiel Baltic นางแบบคนนี้สวยมาก แต่เราไม่ได้ขายสวย เราขายเท่ ให้สิ่งที่อยากสื่อสารออกมาผ่านดวงตา แววตา แล้วชุดมันยาก คนธรรมดาใส่แล้วยากแน่นอน แต่พอเขาใส่แล้วมันออกมาเป็นอีกคาแรกเตอร์หนึ่งเลย เป็นการเล่นกับชุด สร้างให้มันดูมีอะไรขึ้นมา มีเสน่ห์​มีการเล่าเรื่อง ยากและท้าทายตรงที่ตอนแรกคุยคอนเซ็ปต์กับช่างภาพแล้วไม่เคลียร์ รู้เลยว่าต้องแก้หน้างานเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ออกมาดี

04 On the Earth

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : flanellemag.com/on-the-earth-by-shiyu-tsai-for-flanelle-magazine/ 

ชิ้นนี้ทำให้นิตยสาร Flanelle พูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ขยะพลาสติก ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา ที่ชอบเพราะเราพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าแฟชั่นมันสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้ด้วย

05 GQ Thailand

เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
เบื้องหลังชุดสวยเก๋ฝีมือ ‘Suthee’ สไตลิสต์ไทยที่จากบางกอกมาโตไกลถึงนิวยอร์ก มหานครแห่งแฟชั่น ความฝัน และโอกาส
ภาพ : www.gqthailand.com/ 

พี่เตชินทร์ (เตชินทร์ ไกรขจรกิตติ) เป็นดีไซเนอร์คนไทยที่นี่ เสื้อผ้าแบรนด์พี่เขาเป็นสูท Tailor-made เป๊ะมาก แต่เขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ดู Edgy และขายวัยรุ่นได้ง่ายขึ้น ครั้งนี้เราเลยเล่าเรื่องให้เป็นเหมือนเป็นการเปิดบทใหม่ หยิบชิ้นออริจินัลมาผสมกับดีไซน์ใหม่ จากเดิมที่ขายเสื้อผ้าผู้ชาย รวยหน่อย ผู้ใหญ่หน่อย กลับมาเป็นเสื้อผ้าลายแพตเทิร์นแปลก ๆ ชาเลนจ์ประมาณหนึ่งเหมือนกัน และงานก็ออกมาดี ภาพออกมาสวยมาก

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

16 สิงหาคม 2564
2.06 K

ปั้น-ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์ คือคนเบื้องหลังในโลกภาพยนตร์ที่เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘นักออกแบบเสียง’ มากประสบการณ์ และฝากผลงานไว้ตลอดเส้นทางการทำงานในภาพยนตร์นานกว่า 17 ปี ทั้งภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศที่หลายคนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น มะลิลา (กำกับโดย นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ) ดิว ไปด้วยกันนะ (กำกับโดย มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) ฮาวทูทิ้ง (กำกับโดย เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) หรือภาพยนตร์ระดับโลก อย่าง The Grandmaster (กำกับโดย หว่อง กา-ไว

นอกจากร่วมงานกับผู้กำกับมากฝีมือ คุณปั้นยังพาภาพยนตร์ต่างประเทศเข้าชิง The 38th Hong Kong Film Awards และคว้ารางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมมาได้จากภาพยนตร์เรื่อง Operation Redsea (กำกับโดย ดังเต ลาม (Dante Lam)) และรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 29 ใน พ.ศ. 2562 ก็คว้ารางวัลสาขาบันทึกและผสมเสียงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง แสงกระสือ (กำกับโดย โดม-สิทธิศิริ มงคลศิริ)

หากได้เจอกับณพวัฒน์ในช่วงวัยรุ่น ดนตรีเฮฟวี่เมทัลคือแนวเพลงที่เขาหลงใหล โดยมีวงโปรดคือ Metallica ตามมาด้วยขอบเขตความชอบที่ขยายไปยังวงอื่นๆ อย่าง Sigur Rós, Radiohead, Autechre คือวงที่เปิดโลกของเสียงในสายดนตรี การใช้เครื่องดนตรีเสียงสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ (Synthesizer) เครื่องมือที่สร้างเสียงได้อย่างไร้ขอบเขต จนเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจในเสียงที่มีความซับซ้อนและการออกแบบเสียงใหม่ๆ

และณพวัฒน์ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คือนักศึกษาปริญญาตรีด้านการออกแบบที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ทางเลือก เปิดทางให้รู้จักกับดินแดนแห่งศิลปะการเล่าเรื่อง หนังในกระแสและนอกกระแสหลายเรื่องอย่าง Starship Troopers, The Sweet Hereafter, The Pillow Book ไปจนถึงหนังศิลปะอย่าง The Cremaster Cycle ที่นำพาไปสู่สื่อภาพยนตร์ทั้งหนังสืออย่างฟิล์มไวรัส กิจกรรมภาพยนตร์ของฟิลม์วิจักษ์ จนถึงเทศกาลฉายหนังแห่งยุคสมัย 

จนทำให้เขาตัดสินใจยื่นพอร์ตที่บรรจุความสนใจในโลกของภาพยนตร์ไปเรียนต่อที่ Vancouver Film School ปรากฏว่าการตอบรับจากมหาวิทยาลัยกลับกลายเป็นข้อเสนอทุนการศึกษาด้าน Sound Design โดยเฉพาะ นับเป็นโอกาสสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนแรกของเส้นทางอาชีพปัจจุบัน

สุ้มเสียงตลอด 17 ปีของ ‘ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์’ นักออกแบบเสียงในหนังไทยและเทศ

เริ่มจากคำถามสำคัญก่อนเลยว่า ทำไมเสียงที่อยู่ในภาพยนตร์ถึงต้องได้รับการออกแบบ

ที่จริงแล้วคนรู้จักใช้เสียงเพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับตัวเองมายาวนานกว่าสื่อหนังจะเกิดขึ้น เสียงเองไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ว่าถูกใช้เพื่อเป้าหมายอะไรบางอย่าง 

ถ้าย้อนกลับมาใกล้ตัว ตอนเหตุการณ์ 6 ตุลา ทำไมถึงเกิดขึ้นมาได้ เพราะว่าวิทยุยานเกราะ หรือคลื่นวิทยุของทหารที่มีนักเขียนชื่อดัง มีคนเข้าไปพูด ซึ่งเหตุการณ์นี้มันเลวร้ายตรงที่ว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการพูดถึงนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกวันๆ ว่าซ่องสุมกำลัง ซ่องสุมอาวุธ นำไปสู่การปราบปรามเด็กในมหาวิทยาลัย แปลว่านี่คือ Power of Narrative ที่ใช้โน้มน้าวคน ตัวอย่างนี้เป็นเชิงสังคมที่ใช้เสียงเพื่อเป้าหมายอะไรบางอย่างที่เลวร้าย

ที่เสียงในหนังต้องออกแบบ ก็เพื่อตอบให้ถูกโจทย์ คือเราต้องเข้าใจว่าสื่อภาพยนตร์มันผ่านเวลามานานพอสมควร เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่สื่อที่ไร้เดียงสาอีกต่อไป ไม่ใช่ว่าเห็นภาพม้าแล้วต้องได้ยินเสียงม้า อย่างเสียงจิ้งหรีดตอนกลางคืนในฉากแบบนี้ เสียงจิ้งหรีดปกติมันจังหวะเร็วไป เราต้องการกลางคืนที่มีจังหวะช้ากว่าปกติ เราต้องใส่เสียงจิ้งหรีดที่ไม่ได้ถี่หรือว่าเร่งเร้าความรู้สึก ในฐานะนักออกแบบเสียงก็ต้องใช้เทคนิคที่เหมาะสมมารองรับ ถ้าในหนังเราหยิบจับเสียงโดยความไร้เดียงสาเข้าไปใส่ มันเล่าไม่ตรงตามเป้าหมาย เสียงที่ขาดการพิจารณาอาจทำให้ความหมายหรือสาระของฉากนั้นๆ ในภาพยนตร์เปลี่ยนได้

เสียงหลายๆ อย่างเชื่อมโยงกับประสบการณ์ส่วนตัว เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมคน ยิ่งเราอยู่ในโลกที่คนหลายๆ คนไม่ได้เชื่อมโยงต่อกัน มีแบกกราวนด์ต่างๆ กัน เพราะฉะนั้น เราต้องระแวดระวังในการออกแบบเสียงให้มากที่สุด เพื่อไม่ผิดเป้าหมาย

ตำแหน่งเสียงในการทำเบื้องหลังภาพยนตร์ นักออกแบบเสียง (Sound Designer) ต่างกับวิศวกรเสียง (Sound Engineer) ยังไงบ้าง

ต่างกันตรงที่วิศวกรเสียงต้องเข้าใจเรื่องฟิสิกส์ ต้องเข้าใจเรื่องอะคูสติกส์ เรื่องไฟฟ้า ตลอดจนการคำนวณต่างๆ ถึงจะเป็นวิศวกรเสียงที่สมบูรณ์แบบได้ ส่วนคนออกแบบเสียงต้องเข้าใจในมุมของการเล่าเรื่อง ช่วยเสริมการเล่าเรื่องอีกชั้นหนึ่ง ในมุมบรรยากาศ ต้องทำให้เกิดความสมจริงที่มันไม่สมจริง ในลักษณะ Cinematic Sound ซึ่งในเชิงเทคนิค ในเชิงวิทยาศาสตร์หรือเครื่องมือก็ขาดไม่ได้เช่นกัน เพราะถ้าคิดจะเล่าเรื่องแล้ว ก็ต้องหาเครื่องมือที่ถูกต้องมาช่วยให้รองรับภาพยนตร์ทั้งเรื่องให้ได้

สุ้มเสียงตลอด 17 ปีของ ‘ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์’ นักออกแบบเสียงในหนังไทยและเทศ
สุ้มเสียงตลอด 17 ปีของ ‘ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์’ นักออกแบบเสียงในหนังไทยและเทศ

องค์ประกอบหลักในหน้าที่การออกแบบเสียงในหนังมีอะไรบ้าง

ประกอบด้วยสามส่วน คือ เสียงพูดหรือไดอะล็อก เสียงเอฟเฟกต์ และเพลงประกอบ 

เริ่มจากไดอะล็อกก็คือบทสนทนาที่เล่าเรื่องโดยตรง เข้าใจง่าย ต่อมาคือเสียงเอฟเฟกต์ ประกอบไปด้วยส่วนแยกย่อยอีกมากมาย เช่น เสียงพื้นหลัง เสียงรูมโทน เสียงแอมเบียนซ์ (Ambience) หรือว่าเสียงบรรยากาศ (Atmosphere) และสุดท้ายคือเพลงประกอบ มีผู้ประพันธ์เพลง (Composer) เป็นคนรับผิดชอบ เพลงทำหน้าที่ส่งเสริมหรือชี้นำในเรื่องของอารมณ์ ทั้งสามองค์ประกอบรวมกันขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ซาวนด์แทร็ก’ หนังทั้งเรื่อง

คนออกแบบเสียงรับผิดชอบเสียงเอฟเฟกต์ อย่างเสียงบรรยากาศ (BG หรือ Background) จะบอกว่าเราอยู่ฉากไหน ทำหน้าที่บอกขอบเขตพื้นที่ บอกเวลากี่โมง เช้าหรือกลางคืน ห้องแคบหรือกว้าง หรือเสียงโฟลี่ย์ (Foley) ทำหน้าที่ส่งเสริมความสมจริงในภาพยนตร์ คนเดินบนพื้นหญ้า พื้นดิน หรือพื้นที่มีทรายใต้เท้า มีเสียงเอฟเฟกต์ทั่วไป เช่น เสียงเปิดประตูบ้าน ประตูรถ เสียงแก้ว ทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขที่ทำให้โลกของภาพยนตร์สมบูรณ์ขึ้น

จากโจทย์ภาพยนตร์ 1 เรื่อง ขั้นตอนการออกแบบเสียงเริ่มจากจุดไหน

เราจะดูหนังทั้งเรื่องให้เข้าใจ Storyline ก่อน แล้วก็ดู Mood & Tone ของหนัง สไตล์หนัง ก่อนลงสู่รายละเอียดว่าแต่ละช่วงเวลากำลังเล่าอะไร และต้องการเสียงประมาณไหน ที่สำคัญคือคุยกับผู้กำกับให้มากที่สุด แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับเสียง และแบ่งงานให้กับทีมตามลำดับ

อย่างตอนนี้ทำซีรีส์เรื่องหนึ่งอยู่ เป็นเรื่องราวการต่อยมวย ภาพในยกแรกเป็นแค่การหยั่งเชิง เราก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่เสียงให้มันตู้มต้ามมาก ยกสองอยากให้เพลงนำ เพราะอารมณ์ภายในของตัวละครเริ่มออกมาแล้ว และค่อยใช้เอฟเฟกต์เป็นตัวเล่าเรื่อง ตรงนี้ผู้กำกับอยากให้คนดูสนุกกับการต่อสู้ที่รุนแรง ตัวอย่างนี้เป็นสิ่งที่ผู้กำกับเข้าใจว่าจะเล่าอะไร คิดและวางแผนมาเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว ทำให้เราทำงานตามโจทย์ได้ง่าย

ฟังเสียงในภาพยนตร์ไทยและเทศตลอด 17 ปี ของ ‘ปั้น-ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์’ นักออกแบบเสียงมือรางวัล ผู้สร้างความจริงให้โลกเสมือนจริง

ถ้างั้นในโลกของภาพยนตร์ นักออกแบบเสียงมีฐานะเป็นเครื่องมือช่วยเล่าเรื่องใช่ไหม แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเสียงที่ใส่เข้าไปนั้นเป็นสิ่งที่ใช่หรือไม่ใช่สำหรับแต่ละเรื่องราว

ผู้กำกับเป็นคนที่เข้าใจหนังมากสุด ส่วนเราคือคนนำเสนอไอเดียเรื่องเสียงให้ผู้กำกับ แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะซื้อหรือไม่ซื้อ ต้องมาคุยกันว่า ทิศทางที่เสนอไปตรงกับสิ่งที่เขาต้องการจะเล่าหรือเปล่า 

อย่างภาพยนตร์เรื่อง ฮาวทูทิ้ง ตอนแรกมีการคุยว่า ถ่ายในโลเคชันเมืองเก่า เราก็มองว่าอยากเล่าบรรยากาศเมืองแถวนั้น ต้องมีเสียงรถเวสป้าเก่าๆ ต้องมีความวุ่นวายโกลาหลของเมืองเก่า แต่ผู้กำกับมองว่ามันอาจสร้างความวุ่นวายให้กับการสื่อสาร อันนี้เราก็ต้องลดระดับสิ่งที่นำเสนอไป

คือเราต้องเข้าใจ ต้องแปล ‘ก้อนนั้น’ ของผู้กำกับออกมาให้ได้ด้วย ต้องไม่ยึดไอเดียของเราเป็นตัวนำ เพราะว่ายังไงภาพยนตร์ก็เป็นสิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อสาร เสียงของเราเป็นส่วนที่รองรับกับตัวเรื่อง ในฉากนั้นๆ

ความยากของการแปลความรู้สึกที่มันเป็นนามธรรมมากๆ อย่างเสียง ให้กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจได้อยู่ตรงไหน

คือความพอดีของคำว่า Cinematic Sense ที่เกิดขึ้นจากการทดลอง การปรับระดับจุดตรงกลางระหว่างความ Realistic กับไม่ Realistic หาสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แล้วแปลออกมาให้เป็นเสียงในหนัง

ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่อง Hurts like hell ที่กำลังถ่ายทำอยู่ในตอนนี้ มีฉากที่ตัวละครเป็นนักมวยวัยเด็กต่อยซ้อมกับโค้ช โค้ชจะกดดันขึ้นเรื่อยๆ เสียงต่อยก็ต้องหนักขึ้นและมีพลังมากขึ้นตาม ทีนี้เสียงตุบตับๆ จริงๆ ตอนต่อยที่อัดมาจากโลเคชันมันบาง แต่มันจริงเพราะมีเสียงอากาศตรงนั้น แต่เสียงที่ต้องการคือน้ำหนักของเสียงหรือย่านเสียง ที่บอกความหนักแน่นความโกรธขึ้นเรื่อยๆ การเพิ่มเนื้อเสียงเอฟเฟกต์เข้าไปเพื่อเพิ่มความสมจริงจากสิ่งที่เป็นของจริงอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ความรู้สึกของ Realistic ยังอยู่ พร้อมกันกับความรู้สึกของ Cinematic ด้วย น้ำหนักของเสียงทั้งสองอย่างจะช่วยถ่ายทอดอารมณ์ที่กดดัน นอกจากตัวละครที่ต่อยแรงขึ้น

เราชอบพูดเล่นๆ ว่าหนึ่งนาทีในหนังกับหนึ่งนาทีในโลกเนี่ยมันต่างกันมากเลย หนึ่งนาทีในหนัง คนทำใช้เวลาเป็นวันๆ เลย 

การออกแบบเสียงสำหรับแนวภาพยนตร์ที่ต่างกันอย่างหนังผีหรือหนังดราม่า เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

หนังผีไทยส่วนใหญ่เน้นเรื่องการสร้างบรรยากาศเพื่อโจมตีคนดู อย่างตอนที่ทำให้เรื่อง เหงา ใน สี่แพร่ง ดราฟต์แรกๆ มีเพลงเยอะมาก จนเราคุยกับผู้กำกับว่ามันไม่เหงาเลย เพลงนำทางไปหมด ผีจะโผล่ก็มีเพลงไล่ระดับ เพื่อบอกว่าอะไรบางอย่างจะเกิดขึ้น เราเลยขอตัดเพลงบางคิวออก เพื่อไม่ทำให้คนดูรู้สึกตัวว่ากำลังจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘ตุ้งแช่’

ส่วนซีนที่ประสบความสำเร็จมากๆ คือฉากที่ตัวละครแลกรูปในมือถือกัน ผู้หญิงบอกว่าเดี๋ยวเธอส่งรูปมาให้ฉันนะ เดี๋ยวฉันส่งให้เธอก่อน ผู้ชายก็ส่งกลับมาเป็นรูปผู้หญิงอันเดิม ผู้หญิงบอกอย่าโกงสิ ทำไมเธอส่งรูปตัวเองมา แล้วผู้ชายก็บอก ดูดีๆ สิฉันอยู่ข้างหลังเธอไง คือตอนนั้นมันมีเพลง เราก็ขอเอาออกเลย 

พอถึงไดอะล็อกนี้ เราดรอปเสียงแอมเบียนซ์หายหมด เกิดเป็นสุญญากาศขึ้นมา พอเวลาคนดูในโรงหนัง อยู่ดีๆ มันเงียบ คนก็ตกใจ ตอนฉายรอบสื่อมวลชน พอถึงฉากนี้มีคนกรี๊ดออกมา เลยเป็นการโจมตีคนดูที่ไม่ต้องโครมคราม แต่สร้างประสบการณ์ที่ผิดเพี้ยน โดยคนดูไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นมากกว่า

ถ้าเป็นหนังดราม่า เราว่ามันเป็นการสร้างอารมณ์ หรือทำให้คนดูจดจ่อกับช่วงเวลานั้นๆ การออกแบบเสียงเลยเป็นเรื่องของการเน้นบทสนทนาให้ฟังง่าย ฟังเข้าใจ อย่างเรื่อง มะลิลา ผู้กำกับอยากได้ความรู้สึกของเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัว เสียงต้นไม้ใบหญ้าเคลื่อนไหว ฉากที่ตัวละคร โอ (อนุชิต สพันธุ์พงษ์) กับ เวียร์ (ศุกลวัฒน์ คณารส) คุยกันใต้ต้นไม้ใหญ่ เรารู้สึกว่าต้องทำให้พวกเขาเหมือนถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้เล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ ขยับไปตามลม จนโมเมนต์พิเศษนั้นคนดูรู้สึกร่วมได้

นักออกแบบเสียงต้องมีคลังเสียงของตัวเองไหม

ควร เราพยายามทำให้ทุกคนที่ทำงานออกไปอัดเสียงด้วยตัวเอง ส่งคนออกไปอัดตามโลเคชันต่างๆ ในหนังไว้เป็นไลบรารี่ เพราะแต่ละโลเคชันมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้กับหนัง ตอนนี้การใช้คลังเสียงหรือไลบรารี่จะมีการดัดแปลง เพิ่มเลเยอร์ให้มีมิติตอบรับกับภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ 

ไลบรารี่ที่อัดเองจะทำให้คนทำงานมีความทรงจำอยู่กับเสียงที่ไปอัด มีประสบการณ์กับสถานที่หรือบริบทของเสียงนั้นๆ เป็นเหมือนสมุดสเก็ตช์สำหรับจดบันทึกว่าเรามีเสียงแบบนี้อยู่ วันหนึ่งไปเจอหนังที่ต้องการเสียงแบบนี้ ก็จะกลับไปหาในไลบรารี่เราได้ 

ผู้เขียน-หนังที่ณพวัฒน์ได้ทำส่วนมากเป็นหนังฮ่องกง จึงต้องมีทีมงานไปอัดเสียงตามพื้นที่ต่างๆ ฮ่องกงเองเป็นเกาะที่มีตึกสูง เสียงก็จะมีลักษณะเฉพาะเป็นเมืองที่อยู่ในกล่อง

ส่วนชีวิตปกติหรือการดูหนังทั่วไป หูเราจะไวต่อเสียง หรือสังเกตเสียงมากกว่าคนทั่วไปไหม

ถ้าเป็นยุคแรกๆ ที่เริ่มทำงานจะบ้ามากเลย (หัวเราะ) ยิ่งถ้าดูที่บ้านจะซื้อพวกแบบลำโพงที่มีเซอราวนด์ เอาหูไปจ่อ ดึงมาใกล้ๆ อยากรู้ว่ามันใส่อะไรในเซอราวนด์ ถ้าในมุมเล่าเรื่องก็ยังรับรู้อยู่ แต่ถ้าในส่วนเสียง มันจะมีความสงสัยใคร่รู้ในแง่กระบวนการทำเยอะ

ในยุคนี้ง่ายตรงที่ว่ามีสตรีมมิ่ง ทำให้เราย้อนดูได้หลายๆ รอบ อย่างยุคก่อน พอดูหนังเสร็จจะเข้าอีกรอบก็เปลืองตังค์ แต่ก็ต้องยอมถ้าอยากฟังอีก แล้วข้อมูลหรือความรู้ในการทำเสียงไม่มีเหมือนปัจจุบัน ไม่มีใครมานั่งถ่ายทอดวิธีการทำ ต้องกลับไปนั่งนึกถึงแล้วก็พยายามคิดถึงกระบวนการขึ้นมาอีกให้ได้ ใช้เวลาในการทดลองค่อนข้างเยอะ พอเป็นยุคนี้ มันเปิดเสิร์ชในยูทูบ ก็มีคนทำให้ดูเลย ซึ่งเราว่ามันก็ดีไปอีกแบบ

นักออกแบบเสียงจำเป็นต้องมีลายเซ็น มีเอกลักษณ์ของตัวเองหรือเปล่า 

ในมุมมองเราไม่จำเป็น เพราะเราอยู่ในฐานะผู้ซัพพอร์ตภาพยนตร์มากกว่า คนส่วนใหญ่ที่อยากเข้ามาทำงานออกแบบเสียง มีอารมณ์ที่คิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน มีสปอตไลต์ส่องแสงมาหาคนทำ เป็นเหมือน Frontman แต่เราว่ามันต้องตัดไปเลยว่า เราไม่ได้เป็นศิลปินที่เล่นดนตรีบนเวทีอีกต่อไปแล้ว

มันเป็นงานให้บริการเชิงสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้น จึงเป็นการคิดที่เพิ่มระดับขั้นมากขึ้นไปอีกว่า สิ่งที่เราคิดเหมาะสมกับสิ่งที่หนังหรือผู้กำกับต้องการเล่าหรือยัง เราควรไปเสริมลายเซ็นผู้กำกับให้ชัดขึ้นมากกว่า 

ฟังเสียงในภาพยนตร์ไทยและเทศตลอด 17 ปี ของ ‘ปั้น-ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์’ นักออกแบบเสียงมือรางวัล ผู้สร้างความจริงให้โลกเสมือนจริง

ในฐานะนักออกแบบเสียง เราวัดความพอดีหรือความสำเร็จของตัวเองที่ตรงไหน เพราะเสียงเป็นสิ่งที่คนมองไม่เห็น รู้สึกได้อย่างเดียว

เราว่าความสำเร็จที่เรารู้สึกแฮปปี้ที่สุดคือวันจบงาน ลูกค้าโอเคและรู้สึกแฮปปี้ มั่นใจว่าผลงานนำเสนอต่อสายตาสาธารณะได้

 ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราและทีมภูมิใจ แล้วก็อีกอย่างคือ ผู้กำกับกลับมาทำงานกับเราอีก อันนี้คือสิ่งที่เรารู้สึกว่ามีการเห็นคุณค่า ให้เกียรติกันและกัน ในการทำงาน เรารู้สึกว่าเป็นมูลค่าที่ได้จากการทำกับลูกค้า หรือว่าผู้กำกับที่ทำกันมายาวนาน มันสะท้อนกันนะ ระหว่างคนทำงานที่เชื่อมั่นกัน แล้วความไว้ใจที่ว่ามันก็พัฒนาไปสู่ความเป็นมิตร เป็นเพื่อนเป็นพี่น้องในการทำงานต่อๆ ไป มันมีคุณค่าสำหรับเรา

ถ้ามีคนรุ่นใหม่เดินมาบอกว่าอยากเป็นนักออกแบบเสียง คำแนะนำหรือสิ่งที่เขาควรรู้คืออะไร

ต้องปรับวิธีคิดให้ได้ก่อนเลยว่า งานนี้มันเป็นงานครีเอทีฟเซอร์วิส แล้วก็ต้องเตรียมใจว่า เวลาเริ่มงานคือต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะทำงานแบบไหลลื่นได้ในทีเดียว กระบวนการทำงานจริงมีหลายหน่วย ในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ทำเสียงคนเดียวไปเรื่อยๆ ได้ ต้องผ่านการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง

งานจริงมันมีความพินาศเสียหายหลากหลายรูปแบบ อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่ Tutorial ในอินเทอร์เน็ตไม่ได้สอน คุณต้องเตรียมใจเลยว่า ไม่มีทางเป็นมนุษย์ออฟฟิศแบบเข้าเก้าโมงเช้า ออกสี่โมงเย็นได้ ก็ต้องกลับไปถามว่า คุณพร้อมที่จะให้เวลาตัวเองกี่ปี ในการที่คุณจะบอกว่าคุณทำงานด้านนี้จริงๆ

มันเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กรุ่นใหม่ต้องอดทนน่ะ ให้เวลากับตัวเองเพื่อเข้าใจกระบวนการ หรือว่าเห็นภาพใหญ่ของงานประเภทนี้ เข้าใจว่าคนที่เขาทำอยู่ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นชั่วเวลาแป๊บเดียว แต่ว่ามันมีกระบวนการบางอย่าง ภาพยนตร์ถูกผลิตด้วยจำนวนคนที่มีประสบการณ์มากกว่าหนึ่งคน เราในฐานะเด็กใหม่ที่เข้ามา คุณต้องเชื่อว่างานภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง เราเป็นแค่ส่วนเสี้ยวในจักรวาลของหนังเรื่องนี้ จังหวะ และโอกาสมันจะไม่ได้มาแค่ตอนที่คุณพร้อม แต่เป็นตอนที่คนที่ทำงานกับคุณ ลูกค้าคุณไว้ใจคุณ

จากการทำงานมาเป็นสิบปี ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนอะไรบ้าง

สอนการแปลข้อมูลจากผู้กำกับด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าประสบการณ์ ความรู้หรือเทคโนโลยีย่นย่อเวลาให้เราเก่งขึ้นจริง แต่การเข้าใจในฐานะคนทำเสียง เราต้องสะสมประสบการณ์มากพอ 

ในวันนี้บางคนอาจคิดว่าทำไมไม่มีนักออกแบบเสียงคนใหม่ๆ ให้รู้จัก คนทำงานออกแบบเสียงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อาจเป็นเพราะสื่อไม่ได้มองเรื่องเสียงสำคัญมากนัก จริงๆ เรื่องการเก็บข้อมูลหรือให้คุณค่าคนทำงานเราก็ยังน้อย เวลามีงานประกาศรางวัล จะเห็นว่าคนทำงานเบื้องหลังไม่ได้กล่าวอะไรนอกจากขึ้นไปรับรางวัลแล้วก็รีบๆ ลงกันมา ซึ่งตรงนี้ต่างกับเวทีรับรางวัลต่างประเทศ ที่ให้โอกาสคนทำงานพูดอะไรก็ได้เลย อยากขอบคุณใคร อยากแสดงความรู้สึกอะไรได้เต็มที่ 

ส่วนตัวคิดว่าถ้าอยากเห็นวงการภาพยนตร์ไปข้างหน้า เราต้องไม่ให้คุณค่าแต่นักแสดง งานส่วนอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องเอามาเชิดชูกัน ต้องให้เกียรติ ให้คุณค่าที่เสมอภาคกัน

ฟังเสียงในภาพยนตร์ไทยและเทศตลอด 17 ปี ของ ‘ปั้น-ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์’ นักออกแบบเสียงมือรางวัล ผู้สร้างความจริงให้โลกเสมือนจริง

เสียงและเพลง 5 รายการที่มีผลกับชีวิตของณพวัฒน์

01 Sigur Ros – Svefn-g-englar 

ตอนนั้นอายุยี่สิบห้า กำลังทำวงแนวอัลเทอเนทีฟกับเพื่อน เจอมิวสิกวิดีโอตัวนี้ มันทรงพลังมากนะ เป็นก้อนอารมณ์ที่เศร้าแต่สวยงาม เป็นเสียงกีตาร์ยืดยาดแต่มีพลังมาก

02 Autechre – Ipacial Section

วง Autechre เป็นวงดูโออิเล็กทรอนิกส์จากอังกฤษ ที่เราตั้งตารอว่าจะทำอัลบั้มออกมาเป็นยังไง เพลงทำให้เราโฟกัสที่เสียงมาก คาดเดาไม่ได้ว่าคนทำเพลงกำลังทำอะไร ต่างจากโครงสร้างเพลงที่เราคุ้นเคยไปไกล

03 คลิปเสียงแม่น้ำแควใหญ่ที่ไปอัดกับลูก 

ปกติเมื่อก่อนไปคนเดียว ไปอัดเพื่อมาใช้ทำงาน หลังๆ จะอัดเพราะเก็บไว้เป็นไลบรารี่ของตัวเอง วันนั้นเราไปหาแม่ที่เมืองกาญจน์ ไปกันทั้งบ้านกับลูกและภรรยา ตอนเช้าเขื่อนปิด น้ำลงจนเกือบแห้ง เดินข้ามฟากได้ เราเลยชวนภรรยาพาลูกสองคนไปเดินเล่นแล้วก็อัดเสียงเล่นกัน ในเสียงที่อัดมันจะมีเสียงลูกแว่วๆ อยู่ไกลๆ ตลอด ก็เป็นความทรงจำที่ดี

04 เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา

เป็นสกอร์ที่ชอบมาก ประพันธ์โดย คุณชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล เมื่อก่อนชอบเสียงเครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ เสียงแตกๆ ลั่นๆ ตอนนี้อายุเยอะแล้ว ไม่ค่อยฟังเพลงกีตาร์แตกๆ แผดๆ เท่าไหร่ จะหันมาฟังเสียงจากเครื่องดนตรีที่หนาและให้ความรู้สึกอุ่นมากขึ้นอย่างพวกเครื่องสายต่างๆ

05 กาญจนบุรีด็อก

จริงๆ เสียงนี้มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตนะ แต่ได้ยินทีไรก็ขำ คือไปบ้านแม่ที่กาญจนบุรีบ่อย เป็นไร่ มีต้นไม้เยอะ หมาเยอะ ไปทีไรก็อัดเสียงที่ไร่ จนน้องๆ ในออฟฟิศชอบแซว เพราะเสียงที่อัดมันจะติดเสียงหมาที่แม่เลี้ยงไว้ แล้วเจ้าหมาพวกนี้ก็กลายเป็นเสียงหมาที่ใช้บ่อยๆ ในหนังหลายเรื่อง ที่ออฟฟิศเลยเรียกกันจนชินว่า ‘กาญจนบุรีด็อก’ 

Writer

กมลกานต์ โกศลกาญจน์

นักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องงานออกแบบ สังคม และวัฒนธรรม ชื่นชอบการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะอยากเรียนรู้ในความแตกต่างที่หลากหลายของโลกใบนี้

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load