ช่วงเวลาของการแบ่งแยกดินแดน อินเดีย-ปากีสถาน ใน ค.ศ. 1947 คนอินเดียจำนวนมหาศาลต้องหาทางรอดในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการอพยพพาครอบครัวย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ตามประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย นำมาซึ่งอาชีพที่คุ้นหูคุ้นตาคนไทยกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะแขกขายถั่ว แขกขายมุ้ง แขกขายโรตี แขกเฝ้ายาม ซึ่งคนอินเดียกลุ่มนี้ มักจะเป็นกลุ่มที่มาจากทางฝั่งอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) ส่วนถ้าเป็นแขกชาวอินเดียที่พอจะมีการศึกษาสูงหน่อย ก็นิยมทำธุรกิจขายผ้า

คอลัมน์แขกมาครั้งนี้ เราพามารู้จักกับชีวิตแขกขายตั๋ว ชีวิตของเขาผ่านมาทั้งช่วงเวลาของการวิ่งหนีระเบิด มุดลงตุ่มน้ำด้วยความตื่นกลัวในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเกือบเอาตัวไม่รอด ต้องปีนกำแพงวัดซิกข์หนีพวกทหารมุสลิมในช่วงสงครามแบ่งแยกดินแดนอินเดีย-ปากีสถาน โดยครอบครัวในรุ่นพ่ออพยพเข้ามาอยู่ที่ประเทศไทย ตั้งแต่สมัยก่อนที่จะมีการแบ่งแยกดินแดนอินเดีย-ปากีสถาน แล้ว

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

อ้อ แขกขายตั๋วที่ว่านี้ ไม่ใช่ตั๋วหนังตั๋วรถไฟนะคะ แต่ สุธรรม สัจจาภิมุข (ราจ สัจเดว์) เป็นเจ้าของบริษัท SS Travel Service จำหน่ายตั๋วเครื่องบินทั่วโลก และยังเป็นอดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย รวมทั้งเป็น 1 ใน 2 อดีตเด็กน้อยจากกลุ่มยุวชนทหาร บาลัก เซน่า (Balak Sena) เพื่อการกอบกู้เอกราชอินเดีย ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นกำลังเสริมให้กับกลุ่มทหารชาติอินเดีย โดยเข้ามาตั้งแคมป์อยู่ตามประเทศต่างๆ รวมทั้งที่จังหวัดชลบุรีของประเทศไทย เพื่อรอวันกลับไปทวงคืนอิสรภาพจากอังกฤษ

 ฉันชอบความรู้สึกของการเดินเข้ามาในบรรยากาศของสำนักงานที่มีเอกสารกองพะเนินอยู่บนโต๊ะทำงาน จนแทบจะมองไม่เห็นเจ้าของโต๊ะอยู่แล้ว จะทักทายกันทีนี่ ต้องชะเง้อหน้ามองข้ามไปหลังกองกระดาษว่ามีคนอยู่ไหม 

“คุณสุธรรมจะทำยังไงต่อไปกับเอกสารเหล่านี้คะเนี่ย”

ฉันทักทายคุณสุธรรมด้วยความสงสัย เจ้าของกิจการ วัย 83 ปีได้แต่หัวเราะแห้งๆ แกหันไปก้มนับเงินค่าตั๋วโดยสารที่เพิ่งได้รับมาจากพนักงานวิ่งเอกสาร แกค่อยๆ พับเก็บธนบัตรเหล่านั้น ห่อไว้อย่างดีในกระดาษทิชชู

“COVID-19 ใครเป็นใครบ้างไม่รู้ จะเก็บอะไร ต้องระวังตัว”

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

คุณพ่อของคุณสุธรรม เรียนจบจากจังหวัดซิอัลกต (Sialkot) ซึ่งจังหวัดนี้ สมัยก่อนเป็นพื้นที่ของประเทศอินเดีย แต่วันนี้เป็นของประเทศปากีสถานไปแล้ว หลังเรียนจบมา พ่อและเพื่อนๆ ชวนกันอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย นั่งเรือเข้ามาทางชายแดนพม่า พอมาถึง พ่อก็มาเริ่มอาชีพขายผ้า ซึ่งตอนนั้น ย่านพาหุรัดยังเป็นแค่ท้องทุ่งอยู่เลย ไม่ได้มีถนนตัดผ่านเหมือนเช่นทุกวันนี้ การขายผ้าของคนอินเดียที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยในช่วงเวลานั้น เป็นการเดินทางออกไปขายตามต่างจังหวัด 

จนวันหนึ่ง พอพ่อเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ประจวบกับเริ่มมีถนนตัดผ่านเข้ามาในย่านพาหุรัด พ่อเลยมองหาลู่ทางสร้างตัวเอง ด้วยการเปิดร้านขายผ้าใกล้กับวัดซิกข์ ตัวคุณสุธรรมเป็นลูกชายคนแรกจากจำนวนพี่น้อง 8 คน น้องสาวคนที่ 4 ของคุณสุธรรมเสียชีวิตตั้งแต่แบเบาะ ในช่วงระหว่างที่แม่อุ้มหนีสงครามที่ประเทศอินเดีย

 เปิดร้านขายผ้าที่พาหุรัด มหัศจรรย์ระเบิดลงวัดซิกข์ ที่ไม่ระเบิด

“สมัยเปิดร้านขายผ้าที่พาหุรัด หน้าวัดซิกข์ พ่อใช้ด้านหน้าเป็นร้านขายผ้า ส่วนด้านหลังใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบ เรียนอยู่ที่โรงเรียนภารตวิทยาลัย กำลังจะจบประถมสี่ เป็นช่วงสงครามญี่ปุ่นพอดี โรงเรียนถูกสั่งปิดกันหมด ศูนย์กลางของระเบิดในตอนนั้นชอบอยู่ตามโรงไฟฟ้ากับโรงพยาบาลกลางเมือง 

“พาหุรัดก็เป็นศูนย์กลางที่ระเบิดชอบมาลงกัน เพราะมีโรงไฟฟ้าใหญ่ตั้งอยู่ เสียงตู้ม ตู้ม ระเบิดกันทั้งวันล่ะ 

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

“ครอบครัวเราเลยต้องย้ายไปเช่าบ้านอยู่ตรงแถวสุขุมวิทซอย 19 กันชั่วคราว แถวนั้นมีแคมป์ทหารญี่ปุ่นมาปักหลักอยู่ ช่วงนั้นพ่อไม่ได้ค้าขายเลย อย่างเวลาผมจะเดินออกจากบ้านไปเรียนพิเศษที พอได้ยินเสียงระเบิด ก็ตกอกตกใจ วิ่งลงตุ่มน้ำไปกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ไอ้ขาลงก็ลงได้ล่ะ ไอ้ขาออกนี่ล่ะ ออกไม่ได้ ตะโกนโวยวายขอความช่วยเหลือ จนคนแถวนั้นต้องหาเครื่องมือมาช่วยกันทุบตุ่ม แล้วดึงพวกเราสองคนออกมา

“เสียงระเบิดสมัยก่อนมันต่างจากสมัยนี้นะ มันไม่มาเงียบๆ แต่เสียงมันดังมาตั้งแต่ช่วงที่ถูกทิ้งลงจากต้นทาง สะเทือนเลื่อนลั่นมาเลย ครั้งหนึ่ง ทหารต่างชาติตั้งใจทิ้งระเบิดลงการไฟฟ้า แต่มันพลาดมาลงที่วัดซิกข์ ระเบิดความสูงเท่าคนเจาะเพดานดาดฟ้าวัดซิกข์ลงไปถึงชั้นล่างของตัววัด แต่กลับเป็นระเบิดด้าน คือมันไม่ระเบิด เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก บ้านที่อยู่หลังโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ตอนนั้นเสียหายกันหมดด้วยแรงสะเทือนของระเบิดนี้”

เมื่อเด็ก 9 ขวบ จากกลุ่มบาลัก เซน่า ถือจดหมายขอความช่วยเหลือไปยื่นให้กับทหารญี่ปุ่น เพื่อร่วมกอบกู้เอกราชอินเดีย

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนตายี สุภาช จันทรา โบส (Netaji Subhash Chandra Bose) นักต่อสู้และผู้นำกลุ่มอิสระเพื่อการกอบกู้เอกราชอินเดียออกเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เพื่อสร้างแคมป์ทหารชั่วคราวในการซ้อมรบให้กับทหารอินเดีย เพื่อรอวันกลับไปต่อสู้ทวงคืนอิสรภาพจากอังกฤษ ซึ่งนอกจากแคมป์ทหารแล้ว ยังมีค่ายยุวชนทหารที่เรียกว่า บาลัก เซน่า (Balak Sena) ยุวชนทหารกลุ่มนี้มีหน้าที่เป็นกำลังเสริม ส่งอาหาร ส่งน้ำ ให้กับทหารอินเดียรุ่นใหญ่ที่ตั้งแคมป์อยู่ในจังหวัดชลบุรี ตัวคุณสุธรรมเองก็เป็นสมาชิกค่ายยุวชนทหารด้วย

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย
ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

“ผู้นำเนตายีเป็นคนที่คนอินเดียนับถือกันเยอะมาก ได้รับเกียรติขนาดชื่อของท่านถูกตั้งเป็นชื่อสนามบินในเมืองโกลกาตา คือสนามบิน Netaji Subhash Chandra Bose เนตายีอยู่ในยุคสมัยเดียวกับมหาตมะ คานธี สองคนนี้มีแนวคิดเหมือนกันเรื่องการกอบกู้อิสรภาพให้อินเดีย แต่ความต่างคือคานธีมากับแนวคิดของอหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง ส่วนเนตายี เป็นประเภทตาต่อตา ฟันต่อฟัน มีความเป็นนักรบ 

“เนตายีเดินทางออกจากอินเดีย ไปตั้งแคมป์ทหารและค่ายยุวชนทหาร บาลัก เซน่า ไว้ตามประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย ทั้งที่พม่า สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย จนมาถึงที่จังหวัดชลบุรีของประเทศไทย 

“ไอเดียของเนตายี คือการฝึกให้เด็กยุวชนชาวอินเดียรู้จักความกล้าหาญ รักชาติบ้านเกิดของตัวเอง เป็นเด็กไม่ได้แปลว่าจะช่วยชาติไม่ได้ แต่จะช่วยในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง พอปิดเทอม เด็กๆ ก็จะไปอยู่กันที่ชลบุรี อาทิตย์ละ 4 – 5 วัน ไปกินอยู่กับพวกทหารรุ่นใหญ่นั่นล่ะ ช่วยงานเบ็ดเตล็ด เรียนรู้การฝึกทหารเล็กๆ น้อยๆ 

“วันหนึ่งมีการประชุมใหญ่ของพวกทหารอังกฤษ พวกนายพล คนใหญ่ๆ จากประเทศตะวันตกมากันหมดเลย ตอนนั้นเขาใช้พื้นที่แถวสภากาชาดไทยเป็นที่ประชุม 

“ที่งานนั้น เนตายีเลือกเด็กจากกลุ่มยุวชนทหารมาสองคน คือผมกับเพื่อน ให้เดินถือจดหมายลับไปส่งให้กับกองกำลังทหารอังกฤษที่ตั้งโต๊ะอยู่ตรงแถวพื้นที่การประชุมในบริเวณสวนอัมพร สิ่งที่ทหารฝั่งอินเดียบอกกับผมและเพื่อนคือ นี่เป็นงานสำคัญมากนะ จดหมายที่คุณถืออยู่นี่จะมีส่วนในการช่วยกอบกู้เอกราชอินเดียได้ 

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

“ตอนที่เราเดินถือจดหมายไปกับเพื่อน จะมีทหารอินเดียเดินประกบไปกับเราด้วย จนถึงจุดหนึ่งจากระยะไกลๆ ทหารอินเดียคนนั้นจะแค่ชี้ทางบอกเราว่าต้องเดินไปหาใครที่โต๊ะไหน จากนั้น ทหารอินดียเดินถอยกลับ และปล่อยให้เรากับเพื่อนเดินต่อไปเอง เพราะทหารอินเดียเองก็กลัวจะโดนทหารอังกฤษจับ แต่อย่างพวกเราเด็กๆ ทหารอังกฤษ เขาคงไม่ทำอะไรหรอก

“พอไปถึง เรายืนตะเบ๊ะให้พวกทหารอังกฤษที่มาตั้งโต๊ะอยู่ เราพูดกับทหารอังกฤษว่า แย-ฮิน (Jai-Hind) ซึ่งคำนี้เป็นคำที่ผู้นำเนตายีตั้งขึ้นมาในการเรียกร้องเอกราช มันแปลว่า ขอให้อินเดียชนะ

“ความรู้สึกในตอนนั้น เราไม่ได้รู้สึกกลัวนะ เพราะมีความเชื่อลึกๆ ว่า เราเป็นเด็ก เขาจะจับไปทำอะไรล่ะ”

เป็นคนอินเดียต้องรู้จักภาษาฮินดี กลับไปเรียนภาษาที่ประเทศรากเหง้า ในช่วงสงครามแบ่งแยกดินแดน อินเดีย-ปากีสถาน

 สำหรับคนอินเดียแล้ว เรื่องภาษาบ้านเกิดคือหัวใจในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าชาวอินเดียในประเทศไทย ถ้าจะให้ดี ควรอ่านออกเขียนได้ ทั้งภาษาฮินดี ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย 

วันหนึ่ง พ่อตัดสินใจส่งคุณสุธรรมที่เพิ่งเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 กลับไปเรียนภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษ ที่เมืองดัสกา (Daska) ประเทศอินเดีย พอไปเรียนอยู่ได้ไม่นาน ก็เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนอินเดีย-ปากีสถาน คุณสุธรรมกับเพื่อนอีก 2 คนซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อเอาชีวิตรอด ปีนหนีข้ามกำแพงวัดซิกข์ไปหลบอยู่ตามไร่อ้อย

“ที่คนอินเดียต้องส่งลูกหลานของตัวเองกลับไปเรียนภาษา เพราะกลัวว่าพอต้องติดต่อเรื่องธุรกิจการค้ากับคนอินเดียด้วยกันแล้ว จะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง เราเป็นคนอินเดีย ถ้าเราไม่รู้ภาษาบ้านเกิดของเรา ก็ถือว่าแย่แล้ว 

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

“พอไปเรียนภาษาที่อินเดีย เรียนไปได้สี่ห้าเดือนก็เกิดสงครามอินเดีย-ปากีสถาน สิ่งที่คนอินเดียทำกันในเวลานั้น คือเอาแก้วแหวนเงินทองไปซ่อนลงดินไว้ให้หมด อุ้มลูกอุ้มหลานไปซ่อนไว้ตามอาคารสูงๆ และในวัดซิกข์ เพื่อรอทหารฝั่งอินเดียมาช่วย จนพอพวกทหารฝั่งมุสลิมรู้ที่ซ่อนเท่านั้นล่ะ ก็ตามมาฆ่า

“จำได้เลย ตอนนั้นผมอยู่ในพื้นที่เขตปากีสถาน เพื่อตั้งใจข้ามฝั่งมายังอินเดีย โดยมีทหารอินเดียมาคอยดูแลผู้อพยพ ช่วงที่นั่งรถไฟมาตรงชายแดนกับพวกเพื่อนๆ เพื่อจะข้ามไปที่อินเดีย จนมาถึงสถานีอัมริตสา (Amritsar) พวกกลุ่มทหารที่อยู่บนขบวนรถไฟ ก็เกิดไปจับชาวมุสลิมที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำได้ พอจับได้เท่านั้นล่ะ ทหารอินเดียลากคนมุสลิมออกมา ฆ่าประจานตรงชานชาลาสถานีรถไฟนั่นเลย ใช้ดาบฟันคอหลุดกระเด็น 

“มันคือช่วงเวลาของการสูญเสียชีวิตท่ามกลางสงคราม ที่บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร อยู่ฝั่งไหน ตอนนั้น ผม แม่ และน้าชาย รวมทั้งชาวฮินดูและชาวซิกข์คนอื่นๆ เกือบสองร้อยคนเข้าไปซ่อนตัวในวัดซิกข์เพื่อแอบทหารฝั่งมุสลิม จนพอพวกทหารมุสลิมเข้ามาที่วัด ผมกับเพื่อนปีนกำแพงวัดหนีออกมาได้ก่อน ไปซ่อนตัวอยู่ตรงไร่อ้อยทางด้านหลังวัดทั้งคืน พอเช้ามา ย่องกลับไปดูว่าที่วัดเหลือใครอยู่บ้าง อ้าวเฮ้ย ถูกฆ่าตายหมดเกลี้ยง ศพเกลื่อน น้าชายผมก็ถูกฆ่าที่นี่ล่ะ

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

“ส่วนแม่หายไปแล้ว ตอนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า หรือหนีพวกทหารมุสลิมไปอยู่ที่ตรงไหน จนได้มารู้ทีหลังว่า มีทหารฝั่งอินเดียมาช่วยแม่กลับเข้าเดลีไปแล้ว

“น้องสาวคนที่สี่ของผมก็มาเสียเอาตอนที่แม่อุ้มหนีในช่วงสงครามครั้งนี่ล่ะ ต้องทิ้งศพลงที่แม่น้ำคงคา”

ครอบครัวล้มละลาย ขี่มอเตอร์ไซค์ขายของเงินผ่อน สร้างตัว จนเกิดแขกขายตั๋ว เจ้าของบริษัทจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน

 ในช่วงชีวิตที่ครอบครัวของคุณสุธรรมตกอยู่ในสถานภาพล้มละลาย เพราะพ่อซึ่งไม่ค่อยรู้ภาษาไทย โดนหลอกให้เซ็นเอกสาร ทำเอาหมดเนื้อหมดตัว คุณสุธรรมในฐานะลูกชายคนโตที่ไม่เคยทำงานอะไรมาก่อนเลย ก็ได้เรียนรู้ชีวิตผ่านหลายอาชีพ ที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำ ทั้งหมดคือเส้นทางสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน SS Travel Service ที่เปิดกิจการมายาวนานกว่า 50 ปีแล้ว

“จากที่บ้านเคยมีรถโรลส์-รอยซ์ คันใหญ่ๆ ผมก็ต้องเปลี่ยนมาโหนรถเมล์ ตอนช่วงอายุสักสิบห้า หลังเลิกเรียน ผมต้องไปขี่มอเตอร์ไซค์ขายของเงินผ่อน รับจ้างทำเอกสาร ต่ออายุหนังสือเดินทาง แปลงสัญชาติ 

กลุ่มเศรษฐีที่มาอยู่ในประเทศไทยสมัยนั้น เขาพยายามแปลงสัญชาติเป็นไทย ผมก็เป็นคนทำให้เกือบทั้งหมดล่ะ และไปรับจ้างแบกลังผ้าในสำเพ็งด้วย ประเทศไทยยุคนั้นยังไม่มีโรงงานทอผ้า เวลาเขาสั่งผ้ากัน ต้องสั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ฉะนั้นต้องใช้แรงงานคนเยอะมากในการแบกหามลังพวกนี้ 

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

“คือทำทุกอย่างที่ขวางหน้าล่ะครับ เพราะเราเป็นพี่คนโต ต้องช่วยพ่อหาเงินมาส่งน้องเรียนหนังสือ 

“ทำไปทำมา เจ้านายเขาก็ให้มาช่วยดูแลโกดังเก็บผ้าในสำเพ็ง ทำอยู่สิบกว่าปี จากเงินเดือนหกร้อยบาท ขึ้นมาเป็นหมื่นกว่าบาท ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะนะ แต่ถ้าเทียบกับขายของเงินผ่อนแล้ว ขายของเงินผ่อนรายได้ดีกว่าเยอะ ผมก็เลยลาออกจากโกดัง จนได้มาเปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าตรงสี่แยกบ้านแขก จากนั้น จับพลัดจับผลูมาเปิดบริษัทจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน ซึ่งตอนนี้เราเป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินแอร์อินเดียแต่เพียงผู้เดียว”

2 ชั่วโมงของบทสนทนาที่เกิดขึ้น เต็มไปด้วยเรื่องราวของการเอาตัวรอดและวิ่งหนีสงคราม ประสบการณ์ชีวิตของคุณสุธรรมในบางช่วง เราไม่สามารถนำมาเขียนลงบทความได้หมด เพราะดูจะสุ่มเสี่ยงเกินไป 

คุณสุธรรมว่า สุดท้ายแล้ว การใช้ชีวิตในช่วงสงครามที่ยากที่สุด ไม่ใช่สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามแบ่งแยกดินแดนอินเดีย-ปากีสถาน แต่คือสงครามของการเอาตัวรอดในช่วง COVID-19 ที่ยังไม่มีหนทางออกชัดเจนของโลกที่กำลังป่วยนี่ล่ะ 

 “อะไรก็เถอะ ผมคิดว่าตัวเองอยู่มาถึงขนาดนี้ได้ก็บุญแล้ว”

ชีวิตหนีสงครามของแขกขายตั๋ว สุธรรม สัจจาภิมุข อดีตนายกสมาคมหอการค้าอินเดีย-ไทย

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

แขกมา

วิถีการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ และพาไปรู้จักกับมุมแปลกๆ ของคนอินเดีย

23 กุมภาพันธ์ 2564
3 K

ฉันเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าชาติที่แล้วตัวเองคงเคยเกิดเป็นแขกอินเดียมาก่อน เป็นที่มาของหนังสือเล่มแรกที่ชื่อ ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ในช่วงระหว่างการซื้อขายหนังสือ ฉันพบว่ามีคนอีกจำนวนมากมายเหลือเกินที่มีความสัมพันธ์พิเศษกับประเทศอินเดีย คือกลับไปเที่ยวซ้ำๆ อยู่นั่นล่ะ บ่นว่าเขาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไป รวมทั้งผู้หญิงคนนี้ด้วย 

แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ เดินทางไปใช้ชีวิตและเรียนเต้นกถัก นาฏศิลป์เก่าแก่ของอินเดียที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เข้าสู่ปีที่ 8 ปีแล้ว แพรว่า กถักคือเหตุผลหลักที่พาเธอไป แต่ความสัมพันธ์กับผู้คนในอินเดียจนก่อเกิดเป็นความรัก ทำให้เธอแอบเชื่อว่า ชาติที่แล้วเธอก็คงเคยเกิดเป็นคนอินเดียกับเขาเหมือนกัน

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

‘กถัก’ (Kathak) คือนาฏศิลป์ทางภาคเหนือของอินเดีย ที่ถักทอเรื่องราวของเทพทางศาสนาฮินดู และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของอินเดีย ผ่านท่าทางการเต้นที่ต้องใช้ทั้งความแข็งแรงและความอ่อนโยนของผู้เต้นในเวลาเดียวกัน สมัยเริ่มแรก ชาวฮินดูจะนิยมเต้นกถักกันตามสถานที่มงคล เช่น วัดหรือในพระราชวัง เพื่อเป็นการถวายเทพเจ้า โดยชาวฮินดูมีความเชื่อว่า การเต้นกถักนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว

องค์ประกอบหลักในการเต้นกถักคือการแสดงสีหน้า (Abhinaya) การตบเท้าที่รัวและเร็ว ลีลาการวาดมือที่มีลักษณะคล้ายกับการเต้นรำร่วมสมัย การฝึกลมหายใจ การหมุนตัว ที่ยิ่งหมุนได้จำนวนรอบมากเท่าไหร่ โดยยังสามารถควบคุมจังหวะการตบเท้าให้ประสานกับจังหวะของดนตรีได้ โดยไม่คร่อมจังหวะ ก็ยิ่งแสดงถึงความแข็งแรงและสมาธิของผู้เต้นได้มากเท่านั้น 

ในช่วงของการเต้นกถักร่วมกับการบรรเลงจังหวะจากคณะวงดนตรีสด ผู้เต้นจะเต้นสลับกับการพูดออกเสียงนับจังหวะ (Padhant) เช่น ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต โดยการออกเสียงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนับจังหวะเพื่อการเต้น แต่ยังเป็นการเปล่งเสียงเพื่อทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระแม่ธรณี เพื่อให้การแสดงที่เกิดขึ้นมีความราบรื่น 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

หนึ่งองค์ประกอบของเครื่องแต่งกายในการเต้นกถักที่ถือเป็นของสูง และยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้เต้นสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ คือกระพรวนที่พันไว้บริเวณข้อเท้าทั้งสองข้าง การใส่กระพรวนข้อเท้าจากวัสดุทองเหลืองนี้มีตั้งแต่ข้างละ 10 – 20 ลูก ไปจนข้างละ 150 ลูก หรือ 200 ลูก ก็มี ชาวฮินดูเชื่อกันว่า เสียงกระพรวนที่ดังก้องกังวานจะช่วยปัดเป่าโชคร้าย และยังเป็นการสื่อสารกับทวยเทพ ยิ่งจำนวนลูกกระพรวนมากเท่าไหร่ เสียงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งแน่น แต่นั่นหมายถึงผู้เต้นเองก็ต้องมีกำลังข้อเท้าและกำลังขาที่แข็งแรง ในการแบกรับน้ำหนักของจำนวนลูกกระพรวนเหล่านี้ไว้ด้วย

“จำนวนลูกกระพรวนที่ใส่ก็แล้วแต่กูรูจี (ครู) ค่ะ ว่าจะให้นักเรียนแต่ละคนใส่เท่าไหร่ เพราะสรีระแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ข้างละหนึ่งร้อยเก้าเขาถือว่าเป็นเลขสิริมงคล อย่างของแพร ใส่ข้างละร้อยห้าสิบบ้าง สองร้อยบ้าง “

แพรบอกฉันขณะกำลังแต่งตัวในชุดกระโปรงยาว เธอกรีดอายไลเนอร์สีดำเข้มไว้บริเวณขอบตา เส้นวาดขอบตาคบกริบที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันนึกถึงคณะนางรำในช่วงเทศกาล ตามท้องถนนของอินเดียทางภาคใต้ 

โอ้ย คิดถึงอินเดีย

เธอแปะบินดิไว้ตรงดวงตาที่ 3 บริเวณหว่างคิ้ว และทาสีแดงบนฝ่ามือฝ่าเท้าด้วยอารตะ (ดอกชบา บดเป็นสี) ซึ่งเป็นการเลียนแบบมาจากพระแม่เทพแห่งฮินดู เธอพันลูกกระพรวนไว้ที่ข้อเท้าทั้งสองข้าง เดินไปมา เสียงดังกุ๊งกิ๊ง กุ๊งกิ๊ง 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

“วันนี้แพรใส่ข้างละร้อยห้าสิบลูก เพราะช่วงหนึ่งแพรขาดวิตามินดี ทำให้กระดูกเปราะ หมอเคยบอกให้แพรหยุดเต้นกถักไปเลยนะคะ เพราะถ้าฝืนต่อไปอาจจะร้าวไปถึงส่วนอื่นได้ ช่วงนั้นแพรใส่เฝือกอ่อนอยู่ระยะหนึ่ง ใช้วิธีฉีดสปเรย์ช่วยเอา จากกระพรวนที่แต่ก่อนเคยใส่ข้างละสองร้อยลูก กูรูจีก็เลยให้ลดมาเหลือข้างละร้อยห้าสิบลูก

“สมัยลองหัดเต้นอินเดียใหม่ๆ แพรก็แยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าการเต้นอินเดียแต่ละแบบมันต่างกันยังไง”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

เธอแค่เป็นคนคนหนึ่งที่ชอบดูหนังอินเดียมาตั้งแต่เด็ก เมื่อไหร่ที่หมู่มวลตัวละครลุกขึ้นมาเต้นกัน เธอก็จะพยายามเต้นตาม โดยที่ไม่รู้เลยว่า นั่นเขาเรียกการเต้นแบบบอลลีวูด จากนั้นมา ตั้งแต่อายุ 12 ที่ไหนมีสอนเต้นบอลลีวูด เธอก็ยอมเสียเงินเสียทองไปเรียนมันทุกที่ จนวันหนึ่ง มีคนแนะนำให้เธอไปเข้ากลุ่ม Indian Women’s Club ซึ่งที่นี่จะมีชั่วโมงสอนเต้นอินเดียให้กับคนไทยที่สนใจ 

พอได้ลองเต้นอินเดียหลายรูปแบบเข้า แพรก็รู้สึกว่า เอาล่ะ ฉันมาถูกทางแล้ว เธอเลยไปลงเรียน ภารตนาฏยัม (Bharatanatyam) ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฏศิลป์อินเดียเก่าแก่ที่ Indian Council for Cultural Relations, Thailand (ICCR) จนพอเข้าอายุ 16 เธอมีโอกาสได้เรียนเต้นกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่ทำให้เธอได้รู้จักกับโลกของการเต้นกถักแบบดั้งเดิม

“ตบเท้าแตกแค่ไหน ก็ต้องเต้นต่อไปค่ะ” แพรอธิบายสั้นๆ ถึงการเต้นกถักตามวิถีโบราณ 

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

 เริ่มแรกของชีวิตเด็กนักเรียนทุน แพรได้ทุน 5 ปี จาก ICCR เพื่อไปเรียนเต้นกถัก ที่สถาบัน Shriram Bharatiya Kala Kendra ในเมืองเดลี เวลาเรียกสถาบันเก่าแก่ที่เปิดสอนนาฏศิลป์อินเดีย คนอินเดียเขาจะไม่ใช้คำว่าสถาบันหรือโรงเรียน แต่เขาจะใช้คำเรียกว่าสำนัก และเรียกครูผู้สอนว่ากูรูจี โดยแพรเป็นนักเรียนไทยเพียงคนเดียวที่เรียนเต้นกถักอยู่ที่นั่น

“เราชอบอินเดียอยู่แล้ว พอได้ไปเรียนถึงที่นั่นมันก็เลยยิ่งอิน เพราะโดยธรรมชาติ เราเป็นคนทำอะไรเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวโดยมากของการเต้นกถักเอง มันรัวและเร็ว แต่ก็มีบ้างที่ผสมด้วยจังหวะช้าและปานกลาง เลยตอบโจทย์เรามาก ภาษาอังกฤษเราตอนนั้นห่วยแตกสุดๆ เวลาเรียนก็เลยมีปัญหาบ้าง แต่ข้อโชคดีคือเราเรียนจบวิทยาลัยนาฏศิลป์มา ซึ่งท่าทางของการเต้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มันสัมพันธ์กันหมด เราเลยพอจะมีสกิลล์ในการคัดลองท่า การรู้องศา แต่ไอ้การปาดันต์ (ออกเสียงนับจังหวะ) ตา เถย เถย ตั๊ต อา เถย เถย ตั๊ต แบบรัวๆ เร็วๆ นี่ ตอนนั้นเรายังทำไม่ได้นะคะ มันยากมาก”

ถ้าใครเคยไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ คงเข้าใจดีว่าเรื่องภาษามีความสำคัญมากขนาดไหนในชีวิตประจำวัน ยิ่งสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษของคนอินเดียด้วยแล้ว เวลาฟังเขาพูดทีนี่ ต้องใช้ทั้งพื้นฐานด้านภาษาที่เราแต่ละคนมีติดตัวมา บวกด้วยสติ เวลาไปอินเดีย ฉันเจอประจำกับเรื่องค่าโดยสารรถตุ๊กตุ๊ก ประเภทก่อนขึ้นรถบอกเรามาว่า Fifteen แต่พอถึงที่ เอ้า จะมาเนียน เก็บ Fifty 

“ในช่วงเริ่มเรียนครั้งแรก สิ่งที่ต้องฝึกคือจังหวะการตบเท้าและการปาดันต์ การตบเท้าเป็นทักษะที่ฝึกแบบไม่มีที่สิ้นสุด ฝึกไปทั้งชีวิตของการเต้น ส่วนการปาดันต์เป็นเรื่องของการหายใจ และมีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บอกเลยค่ะว่ายากมาก”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การเต้นกถักต้องใช้ทั้งสมาธิ ร่างกายที่แข็งแรง การเกร็งข้อเท้าอยู่ตลอดเวลาในจังหวะของการตบพื้น และสำหรับผู้เต้นกถักแล้ว อาการเลือดตกยางออกที่บริเวณเฝ่าเท้าถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอแน่ๆ

“ใช่ค่ะ ตบเท้ากันจนเลือดออกอยู่บ่อยๆ เลย พอเท้ามันเสียดสีกับพื้นมากๆ เข้า มันพอง ชิ้นเนื้อก็หลุด พอตบลงไปซ้ำ แผลมันก็จะใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังต้องฝืนเต้นกันต่อไป เพื่อจะได้ชิน”

แพรว่า กูรูจีของแพรเองก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดค่ะ แผลที่เท้าไม่ใช่อุปสรรคในการหยุดเต้น จนทำให้ผู้เต้นกถักหลายคนกลายเป็นคนเท้าด้านไปเสียแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เท้าแตก ผู้เต้นกถักจะรู้กันเองว่าให้ใช้วาสลีนป้ายลงไป จากนั้นเอากระดาษทิชชูหรือสำลีมาปิดไว้และใช้สก็อตช์เทปพัน บางคนก็เอาเท้าไปแช่น้ำอุ่นที่ผสมด้วยเกลือ บางคนก็ปล่อยไว้แบบนั้นล่ะ ไม่ทำอะไรเลย

 อินเดี๊ย อินเดีย ประเทศที่สก็อตช์เทปใช้ได้กับทุกสถานการณ์

ตั้งแต่เรียนเต้นกถัก จนเข้าสู่ปีที่ 8 แพรก็ยังไม่เคยเห็นใครต้องไปหาหมอจากอาการเท้าแตก เพราะผู้เต้นกถักทุกคนรู้วิธีในการรักษาตัวเอง

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า
8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

การหมุนตัวเป็นอีกทักษะที่สำคัญของผู้เต้นกถัก ความยากคือจะหมุนเป็นสิบๆ รอบยังไงไม่ให้อาเจียน ไม่ให้ล้มหน้ามืดไปเสียก่อน โดยการหมุนตัวในการเต้นกถักมี 2 แบบหลักๆ ถ้าหมุนตัวแบบไจปูร์ (Jaipur) ก็จะอย่างหนึ่ง ถ้าหมุนตัวแบบลัคเนา (Lucknow) ก็จะอีกอย่าง เพราะลัคเนาเองก็รับรูปแบบนาฏศิลป์กถักมาจากไจปูร์ ซึ่งเป็นต้นทาง โดยอาจมีการตัดหรือดัดแปลง เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มขึ้นมา

“ช่วงฝึกแรก ๆ หมุนสามสี่รอบก็จะตายแล้วค่ะ คนเต้นกถักนี่ ใครยิ่งหมุนได้เยอะ เขายิ่งมองว่าเก่ง แข็งแรง เวลาฝึกหมุนตัวในห้องเรียน พอครูเขาสั่งให้เราหมุน เราก็ต้องหมุนไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะบอกให้หยุด แรกๆ ที่เริ่มเรียนก็นับรอบในใจนะคะ แต่หลังๆ เลิกนับแล้ว เมื่อไหร่ที่หมุนจนรู้สึกอยากอาเจียน จะมีเสียงกูรูจีคอยดังอยู่ในหัวเราว่า You have to push yourself! เราก็อะ โอเค แพร I have to push myself. นะ ที่ผ่านมายังไม่เคยอาเจียนนะคะ จะมีแค่เลือดกำเดาไหล ช่วงแรกที่ฝึกมีปัญหาบ้างเรื่องจังหวะการหายใจ หลังๆ พอได้ฝึกสมาธิ ฝึกลมปราณ ก็เลยหายใจถูกจังหวะ หมุนพริ้วเลยคราวนี้”

ในภาษาฮินดี Guru Shishya Parampara หมายความถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกูรูจีและศิษย์ ที่เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เรียกหากันได้ตลอด 24 ชั่วโมง แพรว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ครูเรียกไปซ้อมเต้นนอกเวลาเรียน จะดึกดื่นเที่ยงคืนแค่ไหนก็ต้องไป 

กูรูจีในวัฒนธรรมของชาวอินเดียยังเปรียบได้กับตัวแทนของพระเจ้า การทำความเคารพระหว่างศิษย์กับครู คือการที่ศิษย์ก้มลง ใช้มือแตะเท้าครู แต่ถ้าเป็นระดับครูของครูขึ้นไปอีกขั้น ศิษย์บางคนจะใช้หน้าผากลงไปแตะที่เท้าของครูผู้นั้น สิ่งที่ผู้เต้นกถักห้ามลืมเด็ดขาดในช่วงเริ่มต้นของทุกการแสดง คือการกล่าวชื่อของของกูรูจีผู้สอน เพราะถือเป็นการให้เกียรติ (ถ้าใครลืม นี่เรื่องใหญ่มาก)

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

.. My Guru ‘s name is…

“การก้มแตะเท้า มันเป็นการลดอัตตาด้วยละค่ะ เมื่อคุณเรียนกับคนคนนี้ คุณก็ต้องยอม แม้จะต้องเอาหน้าผากตัวเอง ก้มลงไปแตะที่เท้าของเขา หรืออย่างบางที ถ้ากูรูจีป่วย เราก็ต้องดูแลเขา กูรูจีของแพรเคยเป็นไทฟอยด์ แพรกับเพื่อนคนไต้หวันก็ต้องคอยดูแลเช็ดตัวให้ ตอนเช็ดตัว ด้วยความที่กูรูจีท่านนี้แกเป็นผู้ชาย แกก็มีเขินแพรกับเพื่อนบ้าง ไม่ยอมให้เช็ด เราบอกกูรูจีว่า ถ้ายูไม่อยากป่วยมากไปกว่านี้ อย่าเพิ่งมาเขินอะไรพวกเรา มันไม่ใช่เวลา ตอนนั้นกูรูจีตัวร้อนมากค่ะ สุดท้ายท่านก็ยอมให้เช็ด เพราะเห็นว่าเราเป็นนักเรียนต่างชาติ คงไม่ถือ”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ใน ค.ศ. 2019 แพรเป็นผู้หญิงไทยเพียงคนเดียวที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันการเต้นกถักในงาน Pratibha Sangeet Kala Sansthan ที่เมือง Ujjain ทางภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งมีผู้เต้นชาวอินเดียเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนั้น จำนวนหลายร้อยคน

ในช่วงก่อนขึ้นแข่งขัน แพรเกิดอาการป่วยจากไข้ไทฟอยด์ที่ติดเชื้อมาจากกูรูจี ซึ่งถ้าใครเคยผ่านประสบการณ์การป่วยในอินเดีย ก็คงเข้าใจดีว่ามันทรมานขนาดไหน 

ไหนจะความร้อนของอุณหภูมิ พลังที่ถดถอย ไหนจะเชื้อโรครอบตัวที่พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายในยามที่เรากำลังอ่อนแอ ส่วนแพร ต้องบวกเพิ่มเข้าไปด้วยความกดดันในช่วงของการเตรียมตัวขึ้นแข่งขัน แต่สุดท้าย แพรก็ติดเข้าไปอยู่ในรอบ 4 คนสุดท้ายของการแข่งขันในรอบแรก และเข้าสู่รอบที่ 2 ซึ่งเป็นรอบของการตัดสิน

“ตอนนั้นยืนอยู่ข้างเวที คิดอย่างเดียว นี่เราจะต้องเต้นจนตายที่นี่เลยไหมวะเนี่ย เพราะนอกจากไข้แล้ว ช่วงนั้น เรามีภาวะกระดูกเปราะอยู่แล้วด้วย”

แต่ก็นั่นละค่ะ จะเจ็บปวดปางตายยังไงก็ตาม พลังแห่งความอึดถึกของกูรูจีได้ถูกส่งผ่านไปยังศิษย์ ด้วยคำพูดกรอกหูที่หน้าเวทีว่า “แพร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอต้องขึ้นไปเต้น”

“แล้วไม่ใช่แค่ขึ้นไปเต้นนะคะ กูรูจีบอกว่า เธอต้องขึ้นไปเต้นให้แรงกว่ารอบแรกด้วย แพรนึกในใจ Oh My God จะให้แรงกว่าเก่าอีกเหรอ แรงก็มีแค่นี้ล่ะ” (แพรหัวเราะอย่างเมามัน)

ด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ ตายเป็นตายว่างั้นเถอะ เพราะถึงจะต้องตายที่นี่ ก็ถือว่าตายในชุดสวยๆ เนอะ แพรขึ้นไปเต้นต่อเนื่อง 10 นาทีในรอบตัดสิน ทั้งหมุนตัว ตบเท้า ออกเสียงนับจังหวะ ในที่สุด เธอได้รางวัลที่ 4 จากการแข่งขันในครั้งนั้น ซึ่งไม่ได้ตัดสินแค่เพียงลีลาในการเต้น แต่ผู้แข่งขันจะต้องตอบคำถามเพื่อทดสอบภูมิความรู้ในเรื่องนาฏศิลป์อินดียด้วย

“หลังรับรางวัล เราก็นั่งโทรมๆ อยู่ตรงนั้นละค่ะ คือรู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรอีกแล้ว”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ถามแพรว่า เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้เต้นกถักชาวอินเดียที่อยู่รอบตัวไหม เพราะคนอินเดียกับศาสตร์การเต้นนี่มันอยู่ในสายเลือด แต่สำหรับแพร มันแทบจะเป็นการเริ่มต้นนับศูนย์ใหม่

“ไม่มีใครเต้นเป็นมาตั้งแต่เกิดหรอกค่ะ อย่างถ้าให้คนอินเดียมารำไทย เขาก็คงทำไม่ได้เหมือนกัน แพรคิดว่า ไหนๆ เราก็พาตัวเองมาเรียนถึงประเทศต้นตำหรับแล้ว เราก็ต้องไปให้ถึงที่สุด ฝึกตบเท้าในช่วงแรกๆ แพรตบไม่ดัง แพรก็ต้องฝึกตบให้มากกว่าคนอื่น ภาษาอังกฤษเราไม่ดี ก็ต้องฝึกพูดมันไปเรื่อยๆ พูดผิดพูดถูกก็ต้องพูด หรืออย่างการออกเสียงนับจังหวะนี่ แพรใช้เวลาฝึกสามปีนะคะกว่าจะทำได้ เรามาเจอเทคนิคว่า ที่คนอินเดียเขาออกเสียงนับกันได้เร็วๆ เพราะเวลาออกเสียง เขาเอาลิ้นออกมาแตะที่ฟัน ขณะที่เวลาพูดปกติในชีวิตประจำวัน เราจะเคยชินกับการเก็บลิ้นไว้ข้างใน”

8 ปีในอินเดียของ แพร-อิงครัตน์ ศิวเมธีวิทย์ นักเต้นกถัก นาฏศิลป์โบราณถวายเทพเจ้า

ปัจจุบัน แพรเรียนเต้นกถักเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแล้ว เธอเรียนอยู่ที่ 2 สำนัก ทั้งที่ Shiram Bharatiya Kara Kendra ในระดับผู้เชี่ยวชาญการเต้นกถัก (Specialisation) และที่สำนัก Prayag Sangeet Samiti ในระดับปริญญาตรี เธอมีความตั้งใจว่า วันหนึ่งจะนำความรู้ที่ได้มาประกอบวิชาชีพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเต้นกถัก โดยเธอก็ตอบไม่ได้ว่าเมื่อเรียนจบแล้ว เธอจะกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยแบบถาวรหรือเปล่า เพราะสำหรับเธอ อินเดียเป็นเหมือนบ้านไปเสียแล้ว เธออยากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น

“กถักคือเหตุผลที่พาเรามาอินเดีย แต่อินเดียคือโรงเรียนในโลกกว้างที่สอนให้เราได้เห็นคุณค่าในสิ่งต่างๆ รอบตัว โดยเฉพาะคุณค่าของการได้มีข้าวกิน อินเดียสอนให้เราไม่สนใจเสียงตัดสินตามบรรทัดฐานของสังคม อยู่ที่นั่น เราจะใส่เสื้อซ้ำกันอาทิตย์ละสามสี่ครั้งก็ไม่มีใครว่า จนพอกลับมาทำที่เมืองไทยเท่านั้นล่ะ เดี๋ยวก็เจอทักแล้ว อ้าว แพร ไม่มีเสื้อใส่เหรอไง ไอ้ตัวเราเองก็ไม่เคยได้ทันคิดหรอก ว่าตัวไหนใส่ซ้ำหรือไม่ซ้ำ ตัวไหนใส่บ่อยหรือไม่บ่อย หรือเวลาเห็นคนอาบน้ำในคลองดำๆ ตามข้างทางรถไฟที่อินเดีย เราจะรู้สึกขอบคุณชีวิตตัวเองมากเลยว่า เท่าที่เรามีอยู่ทุกวันนี้มันก็ดีมากแล้ว รอยยิ้มของพวกเขาเหมือนกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนให้เราเห็นความสุขจากสิ่งที่อยู่รอบตัวมากขึ้น”

อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านจำนวนหนึ่งก็คงมีความผูกพันกับประเทศอินเดียอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และบางคนอาจถึงขั้นรู้สึกเหมือนกับฉันและแพรว่า 

ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก

ขอบคุณสถานที่ถ่ายภาพ The Factory of Inspiration

Writer & Photographer

พัทริกา ลิปตพัลลภ

นักเขียนและนักเดินทาง เจ้าของหนังสือชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก ที่ชาตินี้ยังคงใช้เวลาเดินทางไปกลับอินเดียอยู่บ่อยๆ จนเป็นเหมือนบ้านที่สอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load