ธุรกิจ : สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราชและบริบุญ (Boriboon)

ประเภทธุรกิจ : จำหน่ายหีบศพ บริการฌาปนกิจครบวงจรและกิจการเพื่อสังคม

อายุ : 65 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : พรเทพ สุริยเสนีย์ 

ทายาทรุ่นสอง : โกญจนาท สุริยเสนีย์ 

ทายาทรุ่นสาม : คณกฤษ สุริยเสนีย์

“ตอนเด็กพี่น้องเราเล่นซ่อนแอบกันในโลงศพ บางทีก็แอบในโลงเย็น”

ฟีฟ่า-คณกฤษ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นสามของสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช บอกกับเราด้วยเสียงหัวเราะในวันที่เขาเข้ามาเรียนรู้กิจการหลังความตาย มี คุณพ่อโกญจนาท สุริยเสนีย์ เป็นโค้ชเคียงข้างลูกชาย

ฟีฟ่า-คณกฤษ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นสามของสุริยาหีบศพ 2499

สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช เป็นต้นกำเนิดของธุรกิจจำหน่ายหีบศพและบริการฌาปนกิจแบบครบวงจร (One Stop Service) เจ้าแรกของประเทศไทย นับตั้งแต่การฉีดยารักษาสภาพศพ ออกแบบและตกแต่งหีบศพ จัดดอกไม้และพวงหรีด ประกอบพิธีกรรมตามประเพณี (ไทย จีน ฝรั่ง) ของชำร่วย พิธีลอยอังคาร บริการเคลื่อนย้ายศพทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้คำปรึกษาและการวางแผนฟรี! ตลอด 24 ชั่วโมง ครบจบในที่เดียว

ความเชี่ยวชาญตลอด 65 ปี มาพร้อมสโลแกน ‘มาตรฐานงานหีบศพ’ ได้รับความเชื่อมั่นและเชื่อมือให้ประดิษฐ์หีบพระบรมศพตามประเพณีในพระราชพิธีหลวง อาทิ พระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่าแม่ฟ้าหลวง), พระราชพิธีพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฯลฯ ตลอดจนบุคคลสำคัญ สมณเพศ และบุคคลหลากแวดวงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ณ วันนี้ธุรกิจจัดพิธีศพแบบครบวงจรเริ่มกลายเป็นเรื่องเอาต์ แต่ทายาทรุ่นสามกำลังพาสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช เดินก้าวล้ำหน้าอีกขั้นเหมือนตอนที่อากงของเขานำเทรนด์กิจการหีบศพเมื่อ 60 กว่าปีก่อน 

หลานชายก้าวเข้ามาในธุรกิจความตายของครอบครัวด้วยความตั้งใจทำเพื่อสังคมและคำนึงถึงการ ‘ให้’ เขาสร้างบริบุญ (Boriboon) แบรนด์ที่ช่วยเหลือสังคมและส่งต่อความรู้สึกดีของคนเป็นถึงคนตายผ่านการซื้อพวงหรีด

พวงหรีด 1 พวงเท่ากับบริจาคโลงศพ 1 โลงให้ผู้ต้องการใช้งานจริง ซึ่งโปร่งใส จริงใจ ตรวจสอบได้

เป็นเรื่องยากมากของกิจการหีบศพที่จะทำการตลาดโดยให้คนเข้าใจว่า ให้โลง ไม่เท่ากับ แช่ง แต่ความน่าสนใจของการตลาดที่หีบห่อใหม่นี้ ทำให้ฟีฟ่าสนทนากับลูกค้าได้มากถึง 4 ครั้ง และหวังครองใจระยะยาว

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากรับส่งศพ ถึงธุรกิจความตาย

เรื่องราวของศูนย์จัดจำหน่ายหีบศพแห่งแรกในประเทศไทยเริ่มจาก อากงพรเทพ สุริยเสนีย์ ขับรถตู้รับ-ส่งศพ เพราะบ้านอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลศิริราช จนเวลาผ่านอากงและช่างหัดต่อโลงศพจำหน่ายเป็นสินค้ายุคบุกเบิก จนกระทั่งกิจการรุ่งเรืองขยับขยายและครบวงจรเช่นปัจจุบัน สมัยนั้นเป็นเบอร์หนึ่งและล้ำกว่าใครเพื่อน

อากงพรเทพยังรับบทบาทเป็นซินแสและทำพิธีกรรมศพแบบจีนโดยเฉพาะด้วย 

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

ความล้ำยุคของกิจการจัดงานศพครบวงจรมีตั้งแต่การประดิษฐ์โลงเย็น ใช้รถตู้เคลื่อนย้ายศพ โดยถอดเบาะหนังออกเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับใส่โลงศพ ในขณะที่ธุรกิจประเภทเดียวกันยังใช้รถกระบะเพื่อขนย้าย โดยอากงทำการตลาดยุคเก่าก่อนด้วยการตั้งใจทำงานให้มีคุณภาพสู่การบริการที่ดี เพื่อให้คนเกิดการกระซิบต่อปากต่อปาก

คุณพ่อโกญจนย้อนความสมัยวัยเยาว์ให้ฟังว่า สมัยก่อนโลงศพเป็นโลงไม้สี่เหลี่ยมธรรมดา มีเพียงสีไม้และสีขาว ยุคนั้นตระกูลไหนใช้หีบเทพพนมถือว่าหรูหราที่สุด ต่างกับปัจจุบันที่กลายเป็นหีบมาตรฐานธรรมดา ซึ่งจักรวาลของหีบศพมีมากนับไม่ถ้วน ถามใครก็ได้แต่ร้อง ‘โอ้โห’ ถ้าแบ่งอย่างง่ายจะมีหีบไทย หีบจีน และหีบคริสต์

“เราออกแบบหีบศพเองและเปลี่ยนรูปแบบเพื่อลดความน่ากลัว ให้ดูดีขึ้น เห็นแล้วสดชื่น ในตลาดหีบศพจะใช้ไม้อัด ไม้สังเคราะห์ ในการทำหีบศพ ถ้าท็อปที่สุดของเราเป็นไม้สักทอง ส่วนวัสดุเราอิงเรื่องสิ่งแวดล้อมหน่อยหนึ่ง พยายามใช้งานตกแต่งด้วยพลาสติกให้น้อยที่สุด เน้นงานผ้าแทน ข้อดีคือเผาได้ง่ายขึ้น

“ส่วนโลงเย็นเราทำมานานมากแล้วนะ เมื่อก่อนระบบเหมือนตู้แช่สเตนเลสตามร้านชำ ยุคหลังเปลี่ยนเป็นระบบแอร์ เราทำเพราะต้องการอำนวยความสะดวกให้คนต่างจังหวัด เขาอยู่ไกลและฉีดยารักษาสภาพศพได้ไม่ดี ถ้าไม่มีโลงเย็นสองวันศพก็เปลี่ยนสภาพ สิบถึงยี่สิบปีที่ผ่านมาโลงเย็นขายดีมาก” คุณพ่อเล่าด้วยเสียงสนุก

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

หลังจากส่งไม้ต่อให้ลูกชาย สุริยาหีบศพ 2499 ถูกทายาทรุ่นสองปรับภาพลักษณ์ ตราสินค้า รถตู้ต้องแปะสติกเกอร์สร้างการรับรู้ของแบรนด์ คนขับรถและคนทำพิธีกรรมต้องแต่งตัวเนี๊ยบ ผมต้องเตียน รองเท้าต้องเงา เพื่อความดูดีและสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานระดับมืออาชีพ โดยยังรักษาคุณภาพของการบริการที่ดีเช่นเดิม

“อย่างแรกปรับเรื่องคน เพราะหีบและพิธีกรรมเลียนแบบกันได้ แต่ความสามารถและประสบการณ์เลียนแบบกันไม่ได้ บุคลากรและเจ้าหน้าที่เราถือว่าเหนือกว่าที่อื่น เราบริการอย่างสมเกียรติให้กับผู้เสียชีวิต” คุณพ่อเล่า

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากชีวิต ถึงลมหายใจสุดท้าย

การทำงานกับความเชื่อและความรู้สึกของคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากแต่ชาย 3 คนที่ส่งมอบธุรกิจครอบครัวจากมือพ่อ ถึงมือลูก มีเคล็ดลับเทคนิคอยู่ตรงที่หัวใจ ใช่-พวกเขาใช้หัวใจขับเคลื่อนการทำงาน จากใจเรา ถึงใจเขา

“วิธีการทำงานด้วยใจ เราต้องคิดแทนญาติผู้เสียชีวิต การประคอง การใส่เสื้อผ้า หรือการจับศพ เราต้องทำด้วยความรู้สึกที่ดี ถึงเขาจะเป็นผู้เสียชีวิต แต่คนข้างๆ หรือญาติของเขาจะสัมผัสได้เองว่าเราให้เกียรติเขา”

“เขาต้องการอะไร เขารู้สึกอะไร ถ้าเรารู้สึกได้แบบนั้น เราจะรู้คำตอบ” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้ม

“คนที่สูญเสียเขาจะอารมณ์อ่อนไหวมาก เราดูแลความรู้สึกลูกค้าได้ดีที่สุดคือทำตามหน้าที่ของเรา บางคนไม่ต้องพูด ไม่ต้องปลอบด้วยซ้ำ เราแค่ต้องทำความเข้าใจความรู้สึกของเขาเท่านั้น” ลูกชายเล่าวิธีบริหารความรู้สึก

นั่นคือหัวใจของสุริยาหีบศพที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิต

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

น้อยคนนักจะเกิดมาพร้อมกับธุรกิจมอดม้วย ทว่าสองคนพ่อลูกเกิดและเติบโตมาพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของชีวิต นั่นยิ่งทำให้เราฉงนและอยากรู้ว่าพวกเขามอง ‘ความตาย’ แบบไหนในมุมมองของ ‘คนเป็น’

“เป็นเรื่องปกติของทุกคนนะ ไม่ใช่แค่ของเรา พอทำงานแบบนี้เราเข้าใจแล้วก็ยอมรับมันได้ง่ายขึ้น เรามองความตายเป็นเรื่องที่เราต้องชิน เราเสียใจกับมันได้นะ แต่เราจมกับมันไม่ได้” ทายาทรุ่นสามชิงตอบคำถามก่อน

“ความตายเป็นสิ่งไม่แน่นอน เราเห็นภาพคนสูญเสียเกือบทุกวัน บางวันไปรับศพเห็นเขาร้องไห้ เราใจจะขาด ทำใจไม่ได้เลยนะ เราดันชอบเปรียบเทียบกับตัวเอง ถ้าเกิดตรงนั้นเป็นคนที่เรารักคงแย่เลย แต่ที่แย่ที่สุดคือภาพที่เห็นพ่อไปรับศพลูก ภาพนี้สะเทือนใจเราที่สุด” คุณพ่อเว้นช่วงก่อนจะพูดต่อ “เราเตือนฟีฟ่าตลอด เรื่องพวกนี้ถ้าไม่เห็นเราจะไม่รู้สึกเลย ฉะนั้น การดูแลกันในระหว่างที่มีชีวิตอยู่เป็นเรื่องที่ควรทำและสำคัญที่สุด”

จากปากต่อปาก ถึงการตลาดออนไลน์

“เรารู้ตั้งแต่เด็กแล้วว่าต้องกลับมาทำ เรื่องศพ เรื่องผีเราไม่มีความกลัวเลย ซึ่งไม่ใช่ความชินด้วยนะ 

“แต่เป็นเหมือนชีวิตเราด้วยซ้ำ เพราะเราโตมากับสิ่งนี้”

ฟีฟ่า เป็นบัณฑิตหนุ่มจบหมาดจากสาขาการจัดการการท่องเที่ยวและบริการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล วัยเด็กเขามีโลงศพเป็นสนามเด็กเล่น เห็นความเป็นไปของธุรกิจหลังความตายมาตลอด 25 ปี

“ตอนเป็นเด็ก หนึ่งวันลูกค้าเดินเข้าร้านสิบคน สิบห้าคน ซึ่งเยอะมาก บางทีจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน ต้องออกจากบ้านสิบโมง แต่เที่ยงแล้วยังไม่ได้ออก เพราะแม่ต้องนั่งขายหีบ พอเราอายุสักสิบห้าเริ่มมีโทรศัพท์บ้าน คนเริ่มไม่เดินเข้าร้านแต่โทรศัพท์เข้ามาที่ร้าน โทรทั้งวันเลย พอเราเข้ามหาลัยก็เปลี่ยนมาเป็นคอมฯ ตามยุคสมัย

“สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือตัวเรา ยังขายวิธีเดิม ยังตั้งใจบริการและคาดหวังให้คนไปบอกกันเองว่าเราบริการดี ซึ่งหมดยุคให้คนอื่นไปบอกต่อแล้ว เราต้องเอาความสามารถของเราไปโชว์ให้เขาเห็น” ฟีฟ่ากำหนดจุดเริ่มต้น

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

“นั่นคือจุดที่คิดว่าธุรกิจจะต้องเปลี่ยน” เราถามย้ำ

“ใช่ โดยด่วน” เขายืนยันพร้อมเสียงหัวเราะ “ป๊าฟังเรานะ เขาเล่าย้อนว่าตอนเริ่มมาดูแลธุรกิจ อากงไม่ค่อยฟังเขาเหมือนกัน เป็นช่วงที่ป๊าคิดว่าวิธีของอากงไม่เวิร์กแล้ว จะต้องปรับ แต่อากงคิดว่าป๊ายังไม่มีวุฒิภาวะพอเลยไม่ฟัง ตอนหลังอากงวางมือเอง แล้วมาดูแลการทำพิธีกรรมอย่างเดียว ส่วนป๊าก็เข้ามาคุมโรงงานเต็มตัว”

“บางครั้งเราก็ต้องพูดตรงๆ ว่าวิธีเดิมมันใช้ไม่ได้แล้ว เราต้องปรับตัว ยิ่งเป็นธุรกิจครอบครัว การปรับตัวให้ทันเทรนด์มันควบคู่กับการสื่อสารภายใน เราต้องสื่อสารกันเองข้างในให้เข้าใจ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับข้างนอก”

การเข้ามา ‘เปลี่ยน’ ของเดิม ทายาทรุ่นสองว่ายังไงบ้าง-เราสงสัย

“เขารอดูอย่างเดียว ไม่ห้ามเลย ป๊าบอกว่าทำพลาดก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ถ้าจะล้มก็ล้มตอนที่ป๊าอยู่ จะได้พยุงไหว ถ้าล้มตอนเขาไม่อยู่แล้ว ไม่ได้ล้มแค่เรา แต่ล้มทั้งหมดเลย” (คิดยังไงกับคำของพ่อ) “ต้องแบบนี้แหละ” 

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

การไม่ห้ามกลายเป็นข้อดีของทายาทรุ่นสามหรือเปล่า

“ดีนะ เราไม่ได้อยากให้เขาห้าม เราอยากให้เขาเอาประสบการณ์ที่มีมาเป็นคำแนะนำให้เรา”

สิ่งที่ทายาทรุ่นสามมองเห็นว่าต้องปรับคือการทำการตลาด และเปลี่ยนความเข้าใจผิดที่ว่า สุริยาหีบศพแต่ละสาขาเหมือนกัน เป็นความเข้าใจถูกว่า สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีสาขาและเจ้าของเดียวเท่านั้น

โดยมี นิธิศ บัญชากร เป็นที่ปรึกษาการวางแผนการตลาดร่วมกัน ด้วยการชวนคุณพ่อและลูกชายจับเข่าคุยและถกประเด็น เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจของครอบครัวอย่างคนรู้จริง ซึ่งทุกคนมุ่งตรงกัน ‘การตลาดออนไลน์’

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

“ผมคุยกับพ่อฟีฟ่าว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากการยอมรับตัวเองว่าเราไม่ได้เก่งที่สุด เราไม่ได้รู้ดีที่สุด หน้าที่ของผมจะเข้าไปขุดข้อดีข้อเสียของธุรกิจ แล้ววางแผนให้ธุรกิจสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด

“การทำตลาดออนไลน์ผมไม่พูดว่าเราครบวงจรหรือราคาถูกที่สุด เพราะความครบวงจรกลายเป็นพื้นฐานการตัดสินใจซื้อของลูกค้าอยู่แล้ว แต่เราจะพูดถึงการช่วยเหลือคนมากกว่า สิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือ Brand Loyalty จากคนบริจาคหีบศพ เพราะการบริจาคที่นี่เขาจะได้รับใบมรณบัตรยืนยันว่าโลงที่เขาบริจาคถูกเอาไปใช้งานจริง”

การเกิดขึ้นของการตลาดออนไลน์กำลังจะเปลี่ยนภาพจำใหม่ของสุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากสุริยาหีบศพ ถึงบริบุญ

สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีกองทุนบริจาคโลงศพ กองทุนละ 1,500 บาท ซึ่งความคิดตั้งต้นของคนรุ่นพ่อไม่ได้ตั้งกองทุนเพื่อการตลาด แต่ทำเพราะอยากช่วยเหลือ ซึ่งมีคนใจดีเข้ามาบริจาคไม่ขาดสาย บางคนมาทุก 3 เดือน 6 เดือน บ้างมาบริจาคประจำทุกเดือนก็มี เพราะมีข้อมูลตรวจสอบได้ว่าถึงมือผู้ต้องการใช้งานจริง

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

“ซึ่งสุริยาไม่รู้ตัวเลยนะว่านี่คือการเก็บฐานข้อมูลลูกค้าที่ดีมาก เราเอาข้อมูลมาต่อยอดและประยุกต์ได้ มีประโยชน์ต่อ Digital Disruption ในปัจจุบัน เราเลยหาวิธีที่จะพูดสิ่งนี้ออกมา” นิธิศเล่าข้อดีเดิมของธุรกิจ 

ฟีฟ่าเสนอว่า ถ้าอยากให้คนรับรู้ว่าสุริยาหีบศพแต่ละที่ไม่ใช่ที่เดียวกัน ต้องผลิตสินค้าหนึ่งตัวที่ร้านอื่นไม่มี ทำให้คนเกิดความต้องการ แล้วเขาจะกลับมาหาเรา ซึ่งโลงศพกระดาษเป็นสินค้าที่ชายหนุ่มหมายมั่น

“เราตั้งต้นจาก IKEA ที่ต้องต่อเฟอร์นิเจอร์เอง เลยคิดโลงศพจากกระดาษลูกฟูก แต่ไม่เวิร์ก เพราะเราลองเอาตัวเองไปอยู่ในมุมคนซื้อ โอกาสที่คนคนหนึ่งอยากจะบริจาคโลงศพกระดาษน้อยกว่าความต้องการซื้อพวงหรีด เพราะงานศพมีทุกวัน โอกาสที่คนจะใช้พวงหรีดมีเยอะมาก เราเลยเลือกพวงหรีดมาเชื่อมกับการบริจาคแทน”

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

บริบุญ (Boriboon) เกิดขึ้นจากหยิบข้อดีของ Brand Loyalty มารดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยจนงอกงามเป็นกิจการเพื่อสังคม ที่ชวนคนเป็นซื้อพวงหรีด 1 พวง สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช แถมโลงศพ 1 โลง ‘ให้’ คนตาย

บริบุญส่งต่อการให้ถึง 3 ต่อ 

หนึ่ง ให้โอกาสและกระจายรายได้ให้กับช่างฝีมือในชุมชน แถมวัสดุที่นำมาผลิตพวงหรีดเป็นวัสดุเหลือใช้จากโลงศพบริจาค ฟีฟ่ากระซิบว่า จากการออกงานศพมาหลายงาน เขาสังเกตว่าพวงหรีดดอกไม้สดลดลง มีพวงหรีดดอกไม้กระดาษและพวงหรีดประยุกต์ที่ประดิษฐ์จากข้าวของเครื่องใช้เพิ่มมากขึ้น นั่นแสดงว่าผู้บริโภคกำลังให้ความสำคัญสิ่งแวดล้อมและการลดขยะ แต่ต้องไม่ลืมเพิ่มลูกเล่นความสวยงามที่แปลกตาด้วย

สอง ให้บ้านหลังสุดท้าย โดยการซื้อพวงหรีด 1 พวงเท่าบริจาคโลงศพ 1 โลง ซึ่งพวงหรีดที่ซื้อจะใช้งานทันที ฝากบริบุญไว้ก่อนเมื่อถึงคราวจำเป็นค่อยยกหูโทรศัพท์ให้ส่งถึงที่ หรือบริจาคพร้อมกับโลงศพ ก็ได้เหมือนกัน

โลงศพที่บริจาคบริบุญจะส่งใบมรณบัตรของผู้เสียชีวิตให้กับผู้บริจาคทุกคน เพื่อความโปร่งใส

สาม ให้บุญกุศลและเป็นพื้นที่สบายใจให้ผู้บริจาคที่เชื่อว่าการทำบุญโลงศพเหมือนการต่ออายุ 

จากการบล็อกไลน์ ถึงการกลับมาซื้อซ้ำ

“เขาเพิ่มไลน์เราเสร็จเขาก็บล็อกเราแล้ว” 

นี่ไม่ใช่ประโยคบอกรักหลายเส้า แต่เป็นเรื่องจริงของธุรกิจความตายที่ไม่มีใครอยากกลับมาคุยเพื่อใช้บริการซ้ำสอง แต่การเกิดขึ้นของ บริบุญ ทำให้สุริยาหีบศพ 2499 พรานนก-ศิริราช มีโอกาสคุยกับลูกค้ามากถึง 4 ครั้ง

“ครั้งแรกเขาติดต่อมาซื้อ ครั้งต่อไปเราติดต่อเขาเพื่อทำพิธี ครั้งที่สามเป็นการส่งพวงหรีดและครั้งสุดท้ายเป็นการส่งใบมรณบัตรจากโลงที่เขาบริจาค ถ้าเรามีโอกาสติดต่อลูกค้าเยอะ แสดงว่ามีโอกาสที่เขาจะ Loyalty เราเยอะขึ้นด้วย” ฟีฟ่าเล่า ก่อนนิธิศเสริมต่อ “มันเป็นการทำตลาดแบบใหม่ ต่างกับการซื้อโฆษณาเฟซบุ๊กที่ลูกค้าเห็นครั้งเดียว แต่บริบุญทำให้อย่างน้อยลูกค้าต้องนึกถึงเราอีกครั้งหนึ่ง เป็นความยากของแบรนด์หีบศพเลยนะ”

“การทำบริบุญเราไม่ได้ทำมาเพื่อขายพวงหรีดให้ได้กำไรเยอะ แต่จุดประสงค์เพื่อให้คนรู้จักสุริยามากขึ้น เราถึงต้องรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อในวันที่เขาเสียใจที่สุดเขาจะกลับมาหาเรา” ฟีฟ่าเฉลยใจความสำคัญ

หัวใจของ Brand Loyalty คือการรักษาสัมพันธไมตรี ที่ได้ของแถมเป็นการเข้าไปอยู่ในใจลูกค้า

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

จากพ่อ ถึงลูกชาย

คุณพ่อเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวก็ตอนอายุราว 25 ปี ซึ่งพอดีกันกับอายุของฟีฟ่า

“เราว่าลูกคงซึบซับจากเราส่วนหนึ่งเหมือนที่เราซึบซับจากคุณพ่อ เราก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบนะ สำหรับเรามันเป็นอาชีพที่มีเรื่องให้เรียนรู้อยู่ตลอด” คุณพ่อสะท้อนความพยายามในวันที่อายุคราวเดียวกับฟีฟ่า

เราถามลูกชายว่าคุณพ่อถ่ายทอดวิชาทายาทให้อย่างไรบ้าง 

“ป๊าให้ทำสองอย่าง อย่างแรกให้ทำความเข้าใจกับความคุ้นเคย อย่างที่สองคือข้างนอกกับข้างใน ข้างนอกหมายถึงเวลาออกงานหรือเจอลูกค้า เราต้องสังเกต เป็นสกิลล์ตอนเรียนการโรงแรม ตาต้องละเอียด สังเกตทุกอย่าง ดูความเรียบร้อยว่าใครต้องการอะไร เช่น กำลังสวดศพ เราเห็นคนกำลังเศร้าต้องเดินเอาทิชชูกับน้ำไปให้

“ส่วนข้างในต้องใช้ความเข้าใจ อย่างขั้นตอนทำโลงศพ เลือกไม้ ทำสี บุภายใน และต้องรู้จักคนงานของเราด้วย นิสัยและลักษณะการทำงานเป็นแบบไหน เพื่อจะแบ่งงานให้ถูกกับคน บางอย่างที่เราไม่รู้ก็ต้องถามหัวหน้างานที่อยู่มายี่สิบสามสิบปี เขามีข้อมูลเยอะ ถ้าเราไม่ออกงานหรือไม่ถาม เราจะไม่มีวันรู้เลย” ฟีฟ่าเผยเคล็ดลับ

สุริยาหีบศพ : 65 ปีของธุรกิจบริหารความรู้สึกคนเป็น สู่การให้บ้านหลังสุดท้ายกับคนตาย

มือใหม่เล่าให้ฟังถึงพิธีกรรมอย่างจีนที่ต้องติดกรอบรูปบรรพบุรษบนผนัง เขาต้องวัดระยะห่างด้วยตลับเมตรดำแดง (ตลับเมตรฮวงจุ้ย) ความยากคือต้องวัดให้ระยะห่างตรงกับสีแดงทั้งหมด เพราะมีความหมายมงคล ซึ่งตรงกันข้ามกับสีดำ งานนั้นฟีฟ่ายืนเล็งและยืนวัดอยู่ 2 ชั่วโมงถ้วนกว่าจะได้ความหมายตามลูกค้าต้องการ

เมื่อถามถึงความคาดหวังของคนเป็นพ่อที่มีต่อลูกชาย – ‘ความไม่คาดหวัง’ คือคำตอบ

“ป๊าบอกว่าเราไม่ต้องทำให้ดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ แค่รักษามันไว้ก็พอ แต่เราก็ไมได้อยากแค่ให้มันไม่เจ๊ง”

เป้าหมายของทายาทรุ่นสามของธุรกิจหลังความตายคืออะไร เราถามทันที

เขานิ่งคิดครู่ใหญ่ ก่อนจะมอบความท้าทายให้ตัวเอง 

“เป้าหมายของเราคือทำให้มันยั่งยืน” 

คำตอบของลูกชายทำให้ใบหน้าของคนเป็นพ่อและธุรกิจแห่งความโศกแต้มด้วยรอยยิ้ม

ฟีฟ่า-คณกฤษ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นสามของสุริยาหีบศพ 2499

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : พรพรรณเบเกอรี่

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตขนมปัง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2503

อายุ : 62 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต

ทายาทรุ่นสอง : ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต Chapter 9

ณ ถนนเอกชัย เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดสมุทรสาคร ชุมชนเก่าแก่ ย่านการค้า และเขตอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ โรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ ‘พรพรรณเบเกอรี่’ โรงงานขนมปังที่มีอายุกว่า 62 ปี

ก่อตั้งโดย คุณพ่อชัยยุทธ ตรีเสน่ห์จิต จากความคิดที่ว่า ธุรกิจโรงงานขนมในยุคนั้นมีคู่แข่งน้อยและเป็นที่ต้องการสูง จึงเก็บหอมรอมริบและนำเงินทั้งหมดมาเปิดโรงงานผลิตขนมปัง เริ่มต้นครั้งแรกที่ตลาดพลูเมื่อ พ.ศ. 2503 ก่อนจะย้ายมาที่ซอยเอกชัย 48 เมื่อ พ.ศ. 2510

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

ลูกค้าของพรพรรณเบเกอรี่โดยมากเป็นธุรกิจที่ใช้ขนมปังเป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านขายไอศกรีม ร้านขายขนมปังปิ้ง สืบเนื่องธุรกิจมาเรื่อย ๆ จนกระทั่ง เอ๋-ธัญญนันทน์ ตรีเสน่ห์จิต ลูกสาวคนสุดท้อง เข้ามาต่อยอดพรพรรณเบเกอรี่ จากที่ส่งออกขายแค่ตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด จากชื่อของพรพรรณเบเกอรี่ที่อาจจะไม่ค่อยถึงหูผู้บริโภค มาเป็น ‘Chapter 9’ ธุรกิจคาเฟ่ขนมปังของคนรุ่นใหม่ พัฒนาสูตรหลากหลาย และตั้งใจสร้างแบรนด์เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

ปัจจุบัน ด้านหน้าซอยเอกชัย 48 จะเห็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เบเกอรี่ของพรพรรณและโรงงานอยู่ด้านหลัง ถัดมาอีกหน่อยจะเจอร้านคาเฟ่ที่ตกแต่งด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาล ด้านหลังมีอาคารสีขาวเป็นแบกกราวนด์ ให้ความรู้สึกเหมือนขนมปังสดใหม่ในถุงกระดาษ เช่นเดียวกับ Winning Product ของร้านคือ ‘โชกุปัง’

ฉันมีโอกาสได้มานั่งคุยกับเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังถึงความสำเร็จของ Chapter 9 ซึ่งเธอบอกว่า 

“การเป็นทายาทรุ่นสองของเอ๋มันไม่ง่ายเลย”

ทุกอย่างมีจังหวะของมัน 

เอ๋มีพี่น้องทั้งหมดรวมตัวเองด้วยเป็น 9 คน เธอเป็นคนสุดท้อง แน่นอนว่าการเป็นทายาทรุ่นสอง ทั้งที่เป็นน้องเล็กสุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ก่อนหน้านี้เอ๋ทำงานเอเจนซี่โฆษณา แต่ด้วยอายุงานที่มากขึ้นจึงอิ่มตัว เธอจึงหาความท้าทายโดยเริ่มเรียนทำขนมในช่วงเสาร์อาทิตย์ เพราะคิดว่าถ้าวันหนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนี้จริง ๆ ก็อยากจะลองดูสักตั้ง

เอ๋ตัดสินใจลางาน 3 เดือน เพื่อไปทำงานเป็นผู้ช่วยเชฟที่ Le Cordon Bleu ก่อนจะกลับมาทบทวนและตัดสินใจคุยกับที่บ้านว่าจะออกมาทำธุรกิจนี้เต็มตัว

หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจกงสีของที่บ้านทีละนิด เพราะรู้ดีว่าธุรกิจโรงงานขนมปังนี้ยังไม่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคของคนรุ่นใหม่ จึงได้ไอเดียทำร้านคาเฟ่ Chapter 9 ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ควบคู่กับงานวงการโฆษณา เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภค ใกล้ชิดลูกค้า และเพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจที่มากกว่าเดิม

ช่วงแรก Chapter 9 ไม่มีเรื่องขนมปังเข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก เพราะเน้นขายเค้กเป็นส่วนใหญ่ตามที่เอ๋ได้ไปเรียนมา

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“ตอนนั้นเราแทบไม่ได้สนใจเรื่องขนมปังเลย พอใกล้ตัวมาก ๆ เราเลยมองข้าม” แต่เชฟ จัสติน ตัน สามีชาวสิงคโปร์ เห็นข้อได้เปรียบจากธุรกิจโรงงานขนมปังของที่บ้าน และเป็นจังหวะเดียวกับที่เอ๋เริ่มรู้สึกอ่อนล้ากับงานประจำ ซึ่งทำให้ทุ่มเทกับ Chapter 9 ได้ไม่มากพอ จึงตัดสินใจใช้ต้นทุนของสิ่งที่ได้จากพรพรรณเบเกอรี่มาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง

ทีแรกเอ๋และจัสตินตั้งใจจะเข้าไปทำโดยใช้ฐานการผลิตเดิมของพรพรรณ และแตกสายผลิตภัณฑ์ สินค้าออกไปเพื่อจัด Mass Market แบบกว้าง เพิ่มมาตรฐานสินค้าเพื่อไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ใส่ใจและให้คุณค่าในรายละเอียดของสินค้า เช่น กลุ่มที่ให้มูลค่ากับสินค้าโฮมเมด เป็นต้น

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว

สำหรับพรพรรณ เอ๋และจัสตินเป็นเหมือนน้องใหม่ในธุรกิจกงสี ด้วยความที่เป็นมือใหม่ จึงทำให้เสียงของพวกเขาเบากว่า

การเปลี่ยนแปลงระบบในธุรกิจกงสีไม่ใช่เรื่องง่าย เธอยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้อง ต่างกันกับการทำงานในออฟฟิศโดยสิ้นเชิง

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

“มันมีแรงต้านบางอย่างระหว่างเรา ครอบครัว และพนักงาน”

เธอเคยโดนพนักงานนินทาลับหลังจนเสียกำลังใจไปก้อนใหญ่

“ให้สัมภาษณ์แบบไม่โลกสวย ตอนแรกเราไม่อยากเข้ามา เพราะกลัวจะมีเรื่องอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ด้วยความที่เป็นครอบครัวเดียวกัน การพูดจาบางครั้งอาจทำร้ายความรู้สึกส่วนตัวกันได้ การปรับเปลี่ยนจึงกลายเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งปัญหาแบบนี้ไม่มีในการทำงานระบบออฟฟิศ เราไม่มีพันธะอะไรกัน ต่างคนต่างทำงาน มีปัญหาก็มาเคลียร์กันให้จบ แล้วทำงานต่อ”

น้องคนสุดท้องจึงตัดสินใจแยกฐานการผลิตทั้งหมดออกมาจากพรพรรณ เพื่อทำร้าน Chapter 9 เต็มตัว และปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนที่บ้านแทน

โอกาสครั้งใหม่

จนกระทั่งโรงงานผลิตแป้งของพรพรรณ ที่ผลิตแป้งส่งตั้งแต่สมัยคุณพ่อติดต่อมาว่า มีแป้งสูตรใหม่มาให้ลองทำ เป็นแป้งที่ทางโรงงานโม่ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการส่งออก ทำให้เนื้อสัมผัสของตัวขนมปัง Chapter 9 แตกต่างจากขนมปังของที่อื่น จึงเกิดเป็นไอเดียกลยุทธ์ ‘Winning Product’ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าเห็นตัวขนมปังของร้านแล้วเชื่อมโยงกับ Chapter 9 ได้ทันที

เอ๋บอกว่า “ทุกอย่างเป็นจังหวะ แป้งสูตรพิเศษนี้ จากที่เขาตั้งใจจะโม่เพื่อส่งออก ก็ส่งออกไม่ได้เพราะโควิด-19 ต่อมาพอประเทศเปิด สามีที่เป็นเชฟมิชลินที่สิงคโปร์ก็เข้ามาช่วยพัฒนาสูตรขนมปัง มันเป็นจังหวะ ๆ ไปหมด” นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคอนเนกชันในการพูดคุยติดต่อกับโรงงานผลิตแป้ง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจาก เจ้ตึ๋ง-สุวรรณี ตรีเสน่ห์จิต พี่สาวคนโตที่พนักงานในพรพรรณต่างเรียกกันว่า ‘เจ้ใหญ่’ ปัจจุบันเจ้ตึ๋งดูแลพรพรรณเบเกอรี่และยังให้คำแนะนำเรื่องการผลิตขนมปังในรูปแบบ Production Scale

ด้วยความที่เอ๋เคยทำบริษัทเอเจนซี่มาก่อน จึงมีทักษะในการโฆษณาสินค้าและสื่อสารออกไปให้ถึงผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีคอนเนกชันกับสื่อและคนรุ่นใหม่มากมาย ซึ่งพร้อมจะเข้ามาช่วยและสนับสนุน Chapter 9 กันอย่างเต็มที่

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

Action Speaks Louder than Words

กลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ Chapter 9 นอกจากหา Winning Product แล้ว ยังมีการคิดสูตรขนมปังให้หลากหลาย ทำให้ขนมปังมีรสชาติที่น่าสนใจเกือบ 20 รสชาติ ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังที่ Co-campaign กับ Hoegaarden ไอเดียนี้ได้มาตอนช่วงโควิด-19 ร้านนั่งดื่มหลาย ๆ แห่งเปิดทำการไม่ได้ จึงทดลองกับทีมทำรสเบียร์ถั่วพริกเกลือ ทาง Hoegaarden มาเห็น จึงมีการคอลแลบกันเกิดขึ้น

ยังมีการนำเอาระบบ KPI เข้ามาช่วยจัดระเบียบในการทำงานมากขึ้น แต่ด้วยความเป็นธุรกิจกงสี ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก “คนรุ่นเก่าจะไม่ค่อยเข้าใจกับ KPI ที่ไม่ใช่ตัวเลข” เอ๋กล่าว

เพราะสิ่งที่คนยุคเก่ามองเห็นหลัก ๆ คือกำไร ขาดทุน ทำให้ทุกคนที่บ้านตั้งคำถามมากมายระหว่างที่เธอกำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบที่มีมานานของธุรกิจกงสี

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

แต่คงเป็นเพราะทายาทรุ่นสองคนนี้มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร เธอมองเห็นว่าสักวันธุรกิจจะถึงทางตัน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ฉะนั้น จึงต้องสร้างบรรยากาศภายในร้าน ระบบการทำงานที่มีระเบียบมากขึ้น และการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีต่อคนกินมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น “เพราะเรารู้สึกว่าของกินดี ๆ หาซื้อที่ไหนก็ได้ แต่การบริการที่ดี ๆ ต้องฝึกฝน”

เอ๋เป็นคนที่เชื่อว่า Action Speaks Louder than Words เธอพยายามทำในสิ่งที่เชื่อ ทำให้เกิดผลลัพธ์ดี ๆ ขึ้น แล้วส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้พรพรรณต่อไป ทำให้ทุกวันนี้พรพรรณเบเกอรี่เองก็มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงระบบบางอย่างมากขึ้นเช่นเดียวกัน เอ๋เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจว่า ในวันที่ทุกสายตาจับจ้องเธอด้วยความสงสัยในสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ในวันนี้มันกลับกัน สายตาของทุกคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมที่จะสนับสนุน Chapter 9 ต่อไป

“ถึงแม้ว่า Chapter 9 จะไม่ได้ทำทุกอย่างจากพรพรรณ แต่ทุกครั้งที่มีคนสนใจ เราจะพูดถึงพรพรรณเสมอว่า นี่คือรากฐานของเรา ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สืบทอดธุรกิจพรพรรณโดยตรง แต่เรารับช่วงต่อมรดกของครอบครัว โดยใช้ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากครอบครัวมาต่อยอด”

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค

จรรยาบรรณของคนทำธุรกิจ Food and Beverage

เอ๋ คือ เจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังคนนี้เป็นคนที่เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยความชอบ

เธอเล่าว่า “โดยธรรมชาติ ปลายทางของการทำธุรกิจคือเงิน เพราะไม่มีใครอิ่มท้องจากความภูมิใจหรอก ไม่มีใครสามารถซื้อบ้านซื้อรถได้จากความชื่นใจ ในระหว่างทาง นอกจากสถานการณ์รอบตัวที่เราต้องต่อสู้แล้ว เราเองต้องคุยกับตัวเองตลอดเวลา ให้ลดทอนบางอย่าง ตัดอีโก้ออกไป แล้วบาลานซ์ความเป็นมนุษย์กับธุรกิจให้ได้”

ในความหมายของเธอคือ การมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจของตัวเองและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“การทำธุรกิจจากความชอบของตัวเอง ต้องคำนึงเสมอว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้ชอบเหมือนเราเสมอไป คุณจะต้องไม่หิวโหยจนถึงขั้นหยิบยื่นอะไรก็ได้ให้คนกิน”

ทุกวันนี้พิษจากเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางเจ้าลดคุณภาพสินค้าลง เพื่อขายให้กับผู้บริโภคในราคาเดิม

“อย่าให้เศรษฐกิจบีบเราไปจนถึงขั้นนั้นเลย เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวงจรที่ผู้ประกอบการหวังกำไรฟู่ฟ่า ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการบริโภคของกินดี ๆ แต่กลับหาไม่ได้เลย ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ากลัวนะ”

ปัจจุบัน การทำธุรกิจ Food and Beverage ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเงินหรือความอดทนอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทพรพรรณเบเกอรี่ ผู้ต่อยอดธุรกิจถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราไม่มีความกลัว ความกลัวเราเป็นศูนย์ ถ้าในเชิงธุรกิจบอกว่าเดือนหน้า Chapter 9 ต้องปิดตัว เราก็พร้อมปิด อย่างไรก็ตาม เรามีแบ็กอัปในใจไว้ตลอดเวลา”

นี่คือสิ่งที่เอ๋ ทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ พูดออกมาด้วยความหนักแน่น เธอคิดและวางแผนไว้เสมอ เพราะเชื่อว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ทำได้คือการหาหนทางแก้ไขสำรองไว้ เผื่อวันที่เจอกับวิกฤตจะได้ปรับตัวทัน

‘การโตแนวข้าง’ คือสิ่งที่เอ๋ตั้งใจจะทำ เธอไม่ได้คาดหวังว่า Chapter 9 จะต้องเป็นธุรกิจที่กราฟพุ่งขึ้นไปด้านบน แต่สุดท้ายก็ตกลงเพราะตามเทรนด์ไม่ทัน ดังนั้น การเติบโตในแนวข้าง เช่น การแตกแบรนด์ หรือออกสินค้าตัวใหม่ไปเรื่อย ๆ น่าจะเป็นทางออกของธุรกิจ SMEs หรือพวกสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

การตัดสินใจครั้งสำคัญ

Chapter 9 จะครบรอบ 1 ปีเดือนกรกฎาคมนี้ ถ้านับช่วงก่อนหน้าที่จะเริ่มทำ ‘โชกุปัง’ ด้วยก็ประมาณ 3 – 4 ปี ในช่วงนั้นเอ๋ยังคงทำงานเอเจนซี่ควบคู่ไปกับร้านอยู่ เธอใช้ชีวิตตลอด 7 วันโดยไม่ได้พัก

“ช่วง 3 – 4 ปีนั้น เราใช้ชีวิตแบบนี้จนเหมือนกึ่ง ๆ ทรมานตัวเอง กึ่ง ๆ พิสูจน์ตัวเอง ถ้าจะทำแบบนี้ เราต้องลองใช้ชีวิตอยู่กับมันดูว่าทำได้หรือเปล่า จนกระทั่งเราตัดสินใจออกจากงานมารีโนเวตร้านใหม่จนจะครบรอบ 1 ปีแล้ว เรารู้สึกว่า 3 ปีของร้านเก่ากับ 1 ปีของร้านใหม่ จังหวะของธุรกิจมันต่างกันโดยสิ้นเชิง”

Chapter 9 เปิดตัวในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังดุเดือด ในขณะที่พวกเรากำลังหวาดกลัวกับสถานการณ์ตรงหน้า ยังมีกลุ่มคนที่มองเห็นโอกาสและกล้าที่จะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ จนทำให้เกิดเป็น Chapter 9 มาจนถึงทุกวันนี้ และก็เป็นวิกฤตโควิด-19 อีกเช่นกันที่ทำให้เธอรู้ว่าในโลกธุรกิจไม่มีอะไรแน่นอน

“การเป็นธุรกิจรุ่นสองที่อยู่ภายใต้อุตสาหกรรม F&B แทบจะเอามรดกตกทอดมาทำต่อไม่ได้เลย”

ผู้ประกอบการหลายเจ้าน่าจะรู้กันดีว่าเทรนด์หมุนเร็วแค่ไหน

“เราอยากเป็นตัวกำหนดเทรนด์ ไม่ใช่ให้เทรนด์กำหนดเรา แต่สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการกำหนดมันนั่นแหละ”

ฉะนั้น สิ่งที่ทำได้คือการยอมรับ ยึดติดให้น้อยลง และพร้อมที่จะทิ้งแบรนด์ได้ทุกเมื่อ

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทำให้ต้องคิดแผนสำรองไว้ในหัวเสมอ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการทำกำไรในเชิงธุรกิจกับการผลิตสิ่งที่ดีให้กับผู้บริโภคให้ได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

ทีมที่ดี

ลูกสาวคนสุดท้องของธุรกิจโรงงานขนมปังพรพรรณเบเกอรี่ ให้คำนิยามของธุรกิจนี้ว่าเป็น ‘โรงเรียนปฏิบัติจริง’ เพราะเป็นที่ที่ทำให้เธอพูดได้อย่างเต็มปากว่า โลกของการทำธุรกิจไม่ได้สวยงามตามฝันเสมอไป ต้องมีล้มลุกคลุกคลานกันไปบ้าง ไหนจะเรื่องการรับช่วงต่อของธุรกิจกงสีที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก

แต่สิ่งที่ทำให้เอ๋ยังคงทำต่อ คือทีมของเธอ

“เราโชคดีที่มีทีมที่ดี” เธอกล่าวอย่างภูมิใจเมื่อเอ่ยถึงพนักงานทุกคนใน Chapter 9 การรับคนเข้ามาหมายถึงการรับสมาชิกที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน เอ๋เชื่อมั่นในคนมาก และแอบภูมิใจทุกครั้งที่เห็นน้อง ๆ หรือคนในทีมก้าวหน้าไปอีกขั้น

พรพรรณเน้นที่ Mass Market คือ การผลิตต้องรวดเร็วและทำได้ในปริมาณมาก ต่างกับ Chapter 9 ที่ให้ความสำคัญกับความประณีตในแต่ละขั้นตอน รวมไปถึงเทคนิคพิเศษที่ช่วยยืดอายุขนมปังโดยไม่ใช้สารเสริมหรือสารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยดึงรสชาติของตัวขนมปังออกมาให้ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

ทั้งสองมีกระบวนการผลิตพื้นฐานที่เหมือนกัน แต่เทคนิคพิเศษและวัตถุดิบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้กระนั้น พนักงานจากพรพรรณก็เรียนรู้และทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

จึงเกิดเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ของเอ๋และจัสติน ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและความรู้ให้กับพนักงานได้

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

“เราทำให้คนคนหนึ่งที่เขาอยู่ในอาชีพนี้มาเป็นหลัก 20 – 30 ปี ได้เข้าใจในงานที่เขาทำอยู่จริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าใจหรอกว่าดูยังไง กลูเตน ไขมันคืออะไร แต่วันนี้เขาเข้าใจแล้ว พอเข้าใจ เขาก็เริ่มสนุกกับมัน เริ่มทำโน่นทำนี่เองได้ และต่อยอดได้”

ในช่วงแรก เธอไปขอพนักงานจากพรพรรณเข้ามาช่วยที่ร้าน

“เราคุยกันว่า ถ้าจะรับพนักงานใหม่ ทำไมถึงไม่ใช้คนที่ Know How อยู่แล้วล่ะ”

แต่เพราะเป็นน้องใหม่ขององค์กร จึงยังไม่มีใครเชื่อใจที่จะมาทำงานกับ Chapter 9 ยกเว้นแต่พนักงานจากประเทศลาวคนหนึ่งชื่อ น้อย

น้อยทำงานที่พรพรรณเบเกอรี่มาตั้งแต่สมัยที่เอ๋ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย เขาเล็งเห็นโอกาสความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังแห่งนี้

เพราะมีประสบการณ์มามากกว่า 20 ปี การทำขนมปังของน้อยจึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญที่จัสตินและเอ๋สอนน้อยคือความเข้าใจในวัตถุดิบ เหตุและผลของกระบวนการ รวมไปถึงขั้นตอนต่าง ๆ จนทุกวันนี้ น้อยสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ได้ ทั้งในส่วนของ Chapter 9 เองและพรพรรณเบเกอรี่

การเรียนรู้แบบหมุนเวียนเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จากเอ๋และจัสตินสู่น้อย น้องพนักงาน Chapter 9 ส่งต่อไปถึงพนักงานจากพรพรรณเบเกอรี่ ทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำกันมากขึ้น และสร้างสรรค์งานกันได้สนุกยิ่งขึ้น

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค
Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

บทเรียนของลูกคนที่ 9

“ถ้าในอนาคต Chapter 9 ต้องปิดตัวลง เราก็เชื่อว่าคนของเราที่มีสกิลล์ขนาดนี้ จะช่วยให้เราไปต่อในธุรกิจอื่น ๆ ได้”

นอกจากเป็นทีมที่มีคุณภาพแล้ว เอ๋และจัสตินก็มักถามคนในทีมเสมอถึงเรื่องความฝัน เพื่อช่วยผลักดันให้แต่ละคนไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะดึงเด็กคนหนึ่งให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะเขาเก่ง เราอยากให้เขาเก่งขึ้น เหมือนกับตัวเรา เราเองยังไม่อยากจะอยู่ร้านทุกวันเลย” เธอหัวเราะ “พอเซ็ตทุกอย่างในร้านให้พร้อม เรากับจัสตินก็แยกย้ายไปทำตามความฝัน เรายังคงคิดถึงงานเอเจนซี่อยู่ ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนเปิดเป็นเอเจนซี่เล็ก ๆ ชื่อ ‘Second Nature’ ที่มีทั้งเรื่องขนมและงานโฆษณา เราชอบการสื่อสาร เพียงแต่อันหนึ่งเป็นการสื่อสารผ่านขนม และอีกอันคือการสื่อสารผ่านชิ้นงาน”

สุดท้ายแล้วความแน่นอนคือความไม่แน่นอน “เราไม่เชื่อในอิฐ หิน ปูน ทราย ฉะนั้น ในอีก 5 ปีข้างหน้าเราจะเอา Chapter 9 ลงออนไลน์ให้หมด การโตในแนวข้างของ Chapter 9 จะหลากหลายขึ้น คุณภาพจะดียิ่งขึ้น และคนจะหาเราเจอได้ทุกที่ทุกเวลา”

ความกล้าหาญและพลังบวกที่ได้รับจากเจ้าของร้านคาเฟ่ขนมปังตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ทำให้ฉันมองภาพของธุรกิจนี้กว้างขึ้นไปอีกขั้น วิสัยทัศน์ของเอ๋เป็นเหมือนลูกศรที่พร้อมจะพุ่งไปข้างหน้า เพื่อไล่ตามความฝันของตนเอง และนำทางให้ทีมไปพร้อม ๆ กัน รอยยิ้มที่มีให้กับพนักงานและลูกค้าที่แวะเวียนไปมา ยังคงอบอุ่นและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีอยู่เสมอ

Chapter 9 คาเฟ่ขนมปังของทายาทรุ่นสองพรพรรณเบเกอรี่ ที่สร้างระบบ ทำแบรนดิ้ง และต่อยอดสิ่งที่มีให้ถึงมือผู้บริโภค

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load