ดร.สุรเวช สุธีธร หรือ ดร.ป้อง เป็นผู้เชี่ยวชาญไดโนเสาร์กินพืชคอยาว หรือ ซอโรพอด เพียงคนเดียวในอาเซียน และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์ 1 ใน 4 คนของประเทศไทย

ดร.ป้อง เป็นหัวหน้าทีมที่ค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ของโลก ที่กำลังทำวิจัยใกล้เสร็จและรอตั้งชื่อ 2 สายพันธุ์ และที่ยังอยู่ในกระบวนการวิจัยอีกหลายสายพันธุ์

ดร.ป้อง เป็นทายาทของ ดร.วราวุธ สุธีธร นักบรรพชีวินวิทยามือหนึ่ง ผู้บุกเบิกเรื่องไดโนเสาร์ในประเทศไทย ดร.วราวุธ ค้นพบชิ้นส่วนไดโนเสาร์ตัวแรกของประเทศไทยที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เมื่อ พ.ศ. 2523 พอ พ.ศ. 2524 ดร.ป้อง ก็ลืมตาดูโลก

ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด

ในชีวิตในวัยเยาว์ของเขาจึงเติบโตอยู่ท่ามกลางแหล่งขุดค้น เดินตามนักวิจัยไปหากระดูกไดโนเสาร์ ยังไม่ทันเรียนจบชั้นประถม เขาก็จับปากกาลมช่วยคุณพ่อกรอกระดูกไดโนเสาร์แล้ว

ชีวิตในวัยเยาว์อีกด้านคือ การเข้าค่ายศึกษาธรรมชาติ กางเต็นท์นอนในป่าทุกปิดเทอม เพราะคุณแม่เป็นนักจัดค่าย เขาบอกว่า ประสบการณ์ในวัยเยาว์ทำให้เขาชอบเรื่องทางนิเวศวิทยาและธรรมชาติมาจนถึงวันนี้

ดร.ป้อง เป็นเด็กที่ไม่ได้ชอบไดโนเสาร์ มองมันเป็นแค่สัตว์ตัวหนึ่ง เป็นงานของพ่อ เขาเรียนปริญญาตรีด้านชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยมหิดล เพิ่งมามาสนใจเรื่องไดโนเสาร์ตอนเรียนปริญญาโทด้านบรรพชีวินวิทยาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แล้วต่อปริญญาเอกด้านเดิมที่ฝรั่งเศส

เขาเลือกศึกษาซอโรพอดเพราะไดโนเสาร์กลุ่มนี้มีเสน่ห์ มีรูปร่างที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดช่วงเวลา 150 ล้านปี และกระบวนการที่ทำให้ร่างกายอันใหญ่โตอยู่รอดได้ก็น่าค้นหา

ปัจจุบันเขาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และทำงานวิจัยอยู่ในศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา ในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน

เราขอเดินทางไปเยี่ยม ดร.ป้อง ที่ศูนย์วิจัยของเขา แล้วก็ขอติดตามไปที่แหล่งขุดค้นภูน้อย จังหวัดกาฬสินธุ์ จุดที่เขาบอกว่าน่าจะมีไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่หลายชนิดที่นี่

และนี่คือเรื่องราวของสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่เราคุยกัน

ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด

ฟอสซิลในอำพัน

ตอนนี้คุณตื่นเต้นกับข่าวการค้นพบอะไรในวงการไดโนเสาร์ที่สุด

“การเจอฟอสซิลในแหล่งอำพันที่เมียนมาเป็นสิ่งเปลี่ยนโลกอีกอย่างเลย เราก็แอบอิจฉาเพราะห่างจากแม่สอดไปไม่ถึงร้อยกิโลเมตร หวังว่าจะโผล่มาฝั่งเราบ้าง เหมือนเรื่อง จูราสสิกปาร์ก ในก้อนอำพันขนาดหนึ่งถึงสองนิ้วมีทุกอย่างจริงๆ ทั้งกะโหลกไดโนเสาร์ ปีกนก ขนนกสารพัดแบบ กิ้งก่า งู แม้กระทั่งแอมโมไนต์ (หอยงวงช้าง) เก็บสภาพไว้เหมือนมัมมี่จิ๋ว ตอนนี้งานวิจัยหลังๆ ของทีมดังๆ ในจีน เน้นไปที่อำพัน มีการตีพิมพ์ First Record ตลอดเวลา งานวิจัยล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน เจอหัวกะโหลกกิ้งก่าอายุอยู่ในช่วงร้อยล้านปี เมื่อก่อนคงรู้แค่เป็นกิ้งก่าชนิดใหม่ เดี๋ยวนี้เครื่องสแกนดีมาก เห็นเนื้อเยื่ออ่อนซึ่งน่าจะเป็นลิ้น เลยเห็นว่า กิ้งก่าตัวนี้มีลิ้นตวัดได้เหมือนพวกกิ้งก่าคาเมเลียน

“ที่นั่นเป็นตลาดอำพันขนาดใหญ่ คนแห่กันไปขุดแล้วเอามาขายที่ตลาด เป็นตลาดหลังคาสูงๆ มีอำพันกองกันท่วม ถ้าขายเป็นก้อนๆ ก็ต้องไปส่องหากันเอง หลังๆ คนเริ่มรู้แล้วก็ไปกว้านซื้อมาขัดแล้วขาย พวกหัวไดโนเสาร์หรือหัวนกนี่หลักล้านบาทเลย

“ทีมนักวิจัยของจีนส่งคนมาคุมตั้งแต่ที่เหมือง เจอก็ซื้อเลย ทำให้ทีมนักวิจัยของชาติอื่นเข้าไม่ถึง จึงมีการออกจดหมายแบนขอให้วารสารทั้งหลายไม่รับตีพิมพ์การค้นพบจากอำพันที่นี่ เขาเรียกว่าเป็น อำพันเลือด เพราะเกิดในดินแดนที่สนับสนุนให้เกิดสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

เมืองที่มีซากฟอสซิลของแมลงและดอกไม้

เมืองเหลียวหนิงในจีนก็ค้นพบฟอสซิลแปลกๆ มากมายไม่ซ้ำใครในโลก เมืองนี้พิเศษยังไง

“เหลียวหนิงก็เจ๋ง ผมเคยไปดูแล้ว ในอดีตที่นี่เคยเป็นทะเลสาบน้ำนิ่ง ช่วงภูเขาไฟปะทุเกิดเถ้าภูเขาไฟทำให้นกนอนตายตามชายหาด แล้วเถ้าภูเขาไฟก็ร่วงลงมากลบทันที สภาพเลยสมบูรณ์มาก เจอรังนกที่ยังมีไข่ เจอฟอสซิลแมลง และฟอสซิลดอกไม้กลุ่มที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุประมาณร้อยยี่สิบล้านปี เวลาไปที่แหล่งขุดค้น เขาจะแซะแผ่นหินขึ้นมาทีละแผ่น แล้วก็ลุ้นกัน เจอแต่ของเจ๋งๆ

“จีนเขาเข้มงวดมาก คุมการขุดได้หมด มีการเปิดพื้นที่ให้สัมปทานนักวิจัยต่างชาติเข้ามาได้ ทีมนักวิจัยเยอรมนีก็ไปขอสัมปทานเหมือง แต่ต้องทำวิจัยที่นี่ ห้ามเอาออกนอกประเทศ ในเมืองเลยมีพิพิธภัณฑ์ของต่างชาติหลายแห่ง”

ต้นกำเนิดอินเดียน่าโจนส์

คุณไปร่วมประชุมไดโนเสาร์โลกครั้งล่าสุดที่มองโกเลีย งานนั้นพาผู้ร่วมประชุมไปออกภาคสนามที่ไหน

“เฟลมมิ่งคลีฟส์ (Flaming Cliffs) เป็นไซต์ดัง (ตั้งชื่อโดย รอย แชปแมน แอนดรูวส์ นักขุดฟอสซิลชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้เป็นต้นกำเนิดคาแรกเตอร์อินเดียนน่า โจนส์ และค้นพบไข่ไดโนเสาร์ที่นี่) ทีมสำรวจยุคก่อนมากันเป็นคาราวานเหมือนในเรื่อง อินเดียน่า โจนส์ แล้วก็เจอฟอสซิลไทรเซราทอปส์ทั้งรังเลย ในไข่ก็มีตัวอ่อนด้วย

ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด

“เขาพาไปไซต์กลางทะเลทรายโล่งๆ มีซากไดโนเสาร์เกลื่อนเลย นี่คือแหล่งที่เจอตัวอย่างไดโนเสาร์สู้กันระหว่าง โปรโตเซราทอปส์กับเวโลซีแรปเตอร์ เป็นคู่ตำนานของโลกเลย ผมก็สงสัยว่าทำไมมองโกเลียถึงไม่ค่อยมีซอโรพอด จริงๆ แล้วพอมี แต่ซอโรพอดมีขนาดใหญ่มาก คาราวานต้องจำกัดน้ำหนัก ถ้าเก็บตัวอย่างแรปเตอร์แบบครบสมบูรณ์ทั้งตัวอาจจะเอาใส่หลังรถมาได้ แต่ถ้าเป็นซอโรพอดต้องใช้รถบรรทุกห้าคันถึงจะขนได้ตัวหนึ่ง เขาก็เลยปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้น ตอนไปเดินเจอกะโหลกโปรโตเซราทอปส์ครึ่งหัว เขาบอกว่าวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวค่อยมาเก็บ (หัวเราะ)”

งานขุดค้น

ไดโนเสาร์ตัวดังๆ ของโลกและไทยมักจะค้นพบโดยบังเอิญ ถ้าเราอยากตั้งใจออกไปหาฟอสซิลไดโนเสาร์ให้เจอต้องเริ่มยังไง

“เริ่มจากวางแผนสำรวจ ดููแผนที่ธรณี หาชั้นหินที่มีโอกาสเจอว่าอยู่แถวไหนบ้าง ขับรถตระเวนหา ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมมาประกอบ เพราะพื้นที่ที่เป็นลานหินกว้างๆ มีโอกาสเจอมากกว่า แต่ครึ่งหนึ่งพบเพราะมีคนแจ้งเข้ามา

“พอเจอไซต์ที่คาดว่าจะมีฟอสซิล เราก็เดินดูว่าเป็นแค่เศษๆ ที่โผล่ขึ้นมาหรือเปล่า ถ้ามีชิ้นที่ฝังอยู่ในชั้นหินเดิมก็มีโอกาสเจอกระดูกต่อเนื่อง เราถึงค่อยๆ ขุดเปิดพื้นที่สำรวจ ถ้าโชคดีกระดูกต่อเนื่องกันอาจจะเจอทั้งตัว

“เราต้องขุดอย่างเป็นระบบ ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม การเอาฟอสซิลออกจากชั้นหิน มันอยู่มาเป็นร้อยล้านปี บอบบางมาก ถ้าหยิบขึ้นมาเฉยๆ อาจจะแตกหักได้ เราต้องประคบประหงม คอยหยอดกาวตลอด ถ้าชิ้นใหญ่ก็ต้องเข้าเฝือก เอาปูนปลาสเตอร์หุ้มไว้แล้วล้อมกระดูกขึ้นมา”

ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด
ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด

งานในแล็บ

นักวิจัยนั่งทำอะไรกันในห้องแล็บ

“พอเอาตัวอย่างกลับมา เราจะผ่าเฝือกออก ทำความสะอาดฟอสซิลด้วยการสกัดหินออกให้เหลือแต่ตัวกระดูก ขั้นตอนนี้ใช้เวลามหาศาล ตอนขุดอาจจะใช้เวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ แต่การสกัดหินนี่ใช้เป็นเดือน ถ้าหินแข็งมากๆ บางชิ้นหลายเดือนกว่าจะเสร็จ

“ตอนเจอฟอสซิลเราต้องวาดแผนผังไว้ด้วย จะได้ช่วยประเมินว่ากระดูกแต่ละชิ้นเป็นของตัวไหน ความยากคือ เราต้องดูให้รู้ว่ากระดูกชิ้นนี้ของตัวเล็ก ชิ้นนี้ของตัวใหญ่ ถ้ากระดูกแขนมีขนาดเท่านี้ กระดููกขาจะมีขนาดเท่าไหน พยายามจับคู่กันจะได้รูู้ว่ามีกี่ตัว บางทีนักวิจัยก็อยากจะให้เจอแค่ตัวเดียวในหลุม จะได้รู้ว่าทุกชิ้นเป็นของตัวนี้ เอามาประกอบง่าย พอในหลุมหนึ่งมีห้าหกตัวนี่ยากแล้ว

“เรามีโอกาสเจอไดโนเสาร์ที่มีกระดูกทุกชิ้นอยู่ครบ เช่นที่มองโกเลีย มีไดโนเสาร์ที่อาจจะโดนพายุทรายถล่มแล้วถูกฝังทันที บ้านเรามีตัวสมบูรณ์ที่สุดอยู่ที่ภูกุ้มข้าว มีอยู่ครึ่งตัวเรียงกันไปตั้งแต่ช่วงอก ที่ภููน้อยมีตัวเล็กที่เจอเกือบทั้งตัว

“ถ้าเจอกระดูกไม่ครบ เราต้องจำลองกระดูกที่เหลือด้วยการเทียบกับพันธุ์ที่รูปทรงใกล้เคียงกันไปก่อน จนกว่าจะมีการค้นพบกระดูกชิ้นที่ยังขาด”

ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด
ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด

ความยาก

ความยากในการจำแนกฟอสซิลไดโนเสาร์ที่คนทั่วไปคิดไม่ถึงคืออะไร

“ฟอสซิลที่ภูกุ้มข้าวเกือบทั้งหมดเป็นซอโรพอด มีตัวอย่างให้ศึกษาเยอะเลย หลุมที่มีตัวอย่างเยอะขนาดนี้พบไม่มาก แต่ความเยอะนี่แหละคือปัญหา เราต้องมานั่งอยู่กับกองกระดูกเป็นพันชิ้น แยกว่าชิ้นไหนของตัวไหน ตัวใหญ่ ตัวเล็ก ตัวผู้กับตัวเมียจะต่างกันไหม แค่ชนิดเดียวกันตัวหนึ่งมีสามร้อยกว่าชิ้น ต้องหาให้ครบทุกส่วนของร่างกายก็ยากแล้ว ที่ภูกุ้มข้าวน่าจะมีสามชนิดในหลุมเดียวกัน ยิ่งยากไปอีก

“งานรุ่นคลาสสิกมากของนักวิจัยคือ นั่งแยกว่าแต่ละชิ้นเป็นกระดูกส่วนไหนของตัวไหน เหมือนของตัวที่เคยพบไหม ถ้าชิ้นนี้ไม่เคยเจอมาก่อน เช่น เราไม่เคยเจอขาหน้าของภูเวียงโกซอรัส ชิ้นนี้อาจจะเป็นขาหน้าของภูเวียงฯ ก็ได้ หรือเป็นชนิดใหม่ก็ได้ เพราะไม่มีให้เทียบ เราต้องตั้งสมมติฐานไว้ก่อน

“แล้วงานเดียวกันนี้ก็จะแอดวานซ์ขึ้นไปอีก ถ้าเอาศาสตร์อื่นๆ มาผสมผสาน ไม่ได้ดูแต่กระดูกภายนอก ทีมต่างประเทศเขาเอากระดูกตัดเป็นแผ่นสไลด์เพื่อดูลายเส้นกระดูก จะบอกได้ว่ากระดูกขาชิ้นนี้มีอายุกี่ปี เป็นของวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ หรือวัยแก่ แม้กระทั่งกระดูกบิดเบี้ยวก็มาดูว่ามันเป็นโรคหรือเปล่า งานวิจัยล่าสุดมีคนบอกว่า ไดโนเสาร์ตัวนี้ตายเพราะเป็นมะเร็ง บอกได้ถึงขั้นนั้นเลย ยุคนี้เอาเข้าซีทีสแกนแล้ว”

ความล้ำสมัยในวงการไดโนเสาร์

ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด เรารู้อะไรเกี่ยวกับไดโนเสาร์ที่ไม่เคยรู้มาก่อนบ้าง

“เยอะขึ้นมากครับ ทางจีนรู้ว่าไดโนเสาร์บางตัวสีอะไร ไดโนเสาร์พวกที่มีปีก ตรงขนยังเหลือยังเหลือเมลาโนโซม เป็นตัวเม็ดสี แต่ละเกล็ดมีรูปทรงต่างๆ พอไปส่องกล้องขยายดู ตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นเกล็ดสี่เหลี่ยมแสดงว่าเป็นสีดำ เกล็ดวงรีเป็นสีแดง ทำให้รู้ว่า นกตัวนี้สีอะไร เทคโนโลยีที่ดีขึ้นทำให้เราสแกนเห็นถึงรอยพิมพ์ เห็นโครงสร้างประสาท อันนี้เป็นปอด เป็นหัวใจ เป็นอวัยวะ จากที่เมื่อก่อนเราเห็นว่าเป็นแค่กุ้งโบราณ ตอนนี้สแกนแล้วแยกได้ว่า มีเนื้อเยื่อเป็นชั้นต่างๆ มีอวัยวะ เจออวัยวะสืบพันธุ์ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นอวัยวะสืบพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบ”

ดร.สุรเวช สุธีธร มือหนึ่งไดโนเสาร์คอยาวแห่งอาเซียนผู้ค้นพบ 2 ไดโนเสาร์สายพันธุ์ล่าสุด

นิวสปีชีส์

คุณมีส่วนร่วมในการค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่กี่ชนิดแล้ว

“สองสปีชีส์ เป็นซอโรพอดที่ภูกุ้มข้าวกับภูเป้ง ในเมืองไทยมีการค้นพบไดโนเสาร์ที่ตั้งชื่อแล้วสิบสองชนิด แต่ถ้ารวมพันธุ์ที่ยังอยูุ่ในการวิจัยด้วยน่าจะมีไม่ต่ำว่าสามสิบชนิด บางตัวเจอแค่กระดูกสันหลังชิ้นเดียว เรารู้ว่าเป็นสเต็กโกซอรัส แต่มันยังไม่เยอะพอจะตั้งเป็นชนิดใหม่ได้ ต้องไปหากระดูกเพิ่มก่อน ที่ภูน้อยก็มีอยู่สามสี่ชนิดที่เรากำลังศึกษาอยู่

“การค้นพบนิวสปีชีส์ของสัตว์ยุคปัจจุบันต้องใช้ดีเอ็นเอ แต่ไดโนเสาร์ไม่มี เลยต้องใช้วิธีเทียบกับตัวอย่างที่เคยพบ ถ้าในประเทศเราไม่เหมือนใครเลย ก็ต้องไปเทียบกับเพื่อนบ้านว่าที่จีนเหมือนไหม ลาว ญี่ปุ่น เหมือนไหม แล้วดูทุกที่ในโลก ถ้าชิ้นนี้ไม่เหมือนใครเลย ก็เป็นชนิดใหม่ อยู่กันคนละเกาะก็มีโอกาสเป็นสปีชีส์ใหม่ ช่วงเวลาห่างกันหลักพันหลักหมื่นปีก็มีโอกาสเป็นสปีชีส์ใหม่สูงมาก ในทางบรรพชีวินวิทยา ชั้นหินห่างกันคืบหนึ่ง อาจจะต่างกันแสนปีเลย โอกาสที่จะเป็นคนละชนิดมีมากกว่าจะเป็นชนิดเดียวกันอีก”

โครงกระดูกไดโนเสาร์หน้ามิวเซียม

กระดูกไดโนเสาร์หน้ามิวเซียมเป็นโมเดลที่ใครๆ ก็เปิดแคตตาล็อกสั่งซื้อมาวางหน้าบ้านได้ใช่ไหม

“เป็นโครงจำลองที่สั่งซื้อได้ มีหลายเกรด อย่างดีก็ของอเมริกา ยุโรป ทางอเมริกาเขาเจอตัวที่ครบสมบูรณ์จริงๆ เยอะ อย่าง Sue ทีเร็กซ์ที่เจอตั้งเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เขาก็ทำพิมพ์ขึ้นมา เป็น Replica (ชิ้นส่วนจำลอง) ของอเมริกาตัวหนึ่งหลักล้านบาท ตอนนี้ของจีนตัดราคาลงมาเหลือแค่หลักแสน หลักหมื่น เป็นเกรดที่เด็กดูแล้วไม่รู้ว่าต่างกันยังไง ไม่ได้ใช้เชิงวิชาการเพื่อการศึกษา พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินกับพิพิธภัณฑ์สิรินธรก็กำลังจะเริ่มทำของเราเองอยู่

“ถ้ามีเงินก็สั่งซื้อมาวางที่บ้านได้ หรือฟอสซิลจริงๆ ถ้ามีเงินก็ซื้อได้ โครงที่สมบูรณ์ทั้งตัวของอเมริกาหลักร้อยล้านบาทนะครับ ด้วยกฎหมายของบางรัฐอนุญาตให้ซื้อขายได้ ที่สิงคโปร์ก็ซื้อมาตั้งโชว์อยู่สามตัวเป็นซอโรพอดดิปโพลโดคัส

โครงกระดูกไดโนเสาร์หน้ามิวเซียม
โครงกระดูกไดโนเสาร์หน้ามิวเซียม

Replica

เราจะรู้ได้ยังไงว่า ฟอสซิลที่จัดแสดงในมิวเซียมเป็นของจริงหรือของจำลอง

“ฟอสซิลส่วนใหญ่ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกเป็น Replica เพราะถ้าเอาไปจัดแสดงแล้วนักวิจัยอาจจะเข้าถึงได้ยาก จะไปเปิดตู้ขอหมุนดูเพื่อศึกษาไม่ได้ ก็เลยมักเก็บชิ้นจริงไว้ในคลังเพื่อความปลอดภัย แล้วให้คนดูชิ้นจำลอง ยกเว้นแต่นิทรรศการพิเศษบางงานที่อาจจะโชว์ชิ้นจริง

“เขาจำลองด้วยการถอดพิมพ์แล้วหล่อขึ้นมา ทำสีให้เหมือน ญี่ปุ่นทำชิ้นจำลองสวยมาก ลงสีเหมือนมาก เพราะเขามีฝีมือด้านการทำโมเดลอยู่แล้ว Replica ส่วนใหญ่เบากว่าของจริง (ของจริงเป็นหิน Replica เป็นปูนพลาสเตอร์) แต่จะทำน้ำหนักให้เท่าของจริงก็ได้นะ วิธีแยกคือต้องทุบดู (หัวเราะ)

“เมืองไทยเก็บฟอสซิลไว้ในคลัง หลักๆ คือที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร มีตู้เซฟอย่างดี กันฟอสซิลเสียหาย แบ่งแยกตามยุค ตามชั้นหิน ตามแหล่งขุดค้น ใครอยากศึกษาก็ติดต่อมาขอชมได้ แล้วก็อยู่ในคลังของมหาวิทยาลัยที่มีทีมศึกษา คือที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามและมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ฟอสซิลสัตว์ที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์

ทำไมคนไม่ค่อยพูดถึงงานฟอสซิลของสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์

“ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อหกสิบหกล้านปีที่แล้ว ในยุคไดโนเสาร์เราก็ยังเจอปลา เจอจระเข้ เจอเต่าด้วย พวกนี้อยู่มาสามร้อยล้านปีแล้ว บางกลุ่มก็ยังมีลูกหลานมาจนถึงปัจจุบัน พวกเกล็ดทรงสี่ขนมเปียกปูนอย่างปลาและจระเข้ก็ยังหลงเหลืออยู่ รูปร่างจระเข้รุ่นนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนจากบรรพบุรุษของเขา พวกแมลงก็ยังอยู่รอด ฉลามถือเป็นสัตว์ชนิดนึงที่มีมาตั้งแต่แรกๆ เมื่อสี่ร้อยล้านปีก่อน ยังอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ จะมาสูญพันธุ์เพราะเจอเรากินหูฉลามนี่แหละ

ฟอสซิลสัตว์ที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์
ฟอสซิลสัตว์ที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์

“ที่สัตว์ชนิดอื่นๆ ไม่ถูกพูดถึงนักก็เพราะมันไม่น่าสนใจ พอบอกว่านี่คือจระเข้โบราณ เด็กก็จะบอกว่า เหมือนในสวนสัตว์ ปลาโบราณก็เหมือนที่เพิ่งทอดกินเมื่อเช้า เลยไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่เพราะยังเห็นในปัจจุบัน

“นักวิจัยที่ทำเรื่องสัตว์เหล่านี้เอาสารเคลือบฟันที่อยู่บนฟอสซิลไปหาค่าออกซิเจนไอโซโทป์ที่ยังหลงเหลืออยู่ เพื่อบอกว่าปลาตัวนี้อยู่ในแหล่งน้ำไหล แต่จระเข้อยู่ในแหล่งน้ำนิ่ง แปลว่าสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง ช่วงหนึ่งน้ำอาจจะไหลผ่าน มีน้ำท่วมขัง ปลาตัวนี้เลยมาติดอยู่ในแอ่ง จระเข้ตัวนี้อาศัยอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก ไม่ได้ไปไหน อาจจะทำให้เรารู้ว่าแม่น้ำยุคก่อนมีฤดูกาล มีน้ำท่วม น้ำแห้ง พวกเศษกระดูกเล็กๆ แตกๆ หักๆ ก็ยังบอกอะไรได้อีกหลายอย่างเลย”

แพนด้า ไฮยีนา อุรังอุตัง

พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินจัดแสดงกะโหลกของช้างสี่งา เมืองไทยเคยมีสัตว์ที่แปลกกว่านั้นไหม

“ในถ้ำแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ มีคนสำรวจเจอฟันไฮยีนา แพนด้า วัวกระทิง เหลือแต่ฟันไม่มีกระดููกชิ้นอื่น (ฟันคือกระดูกชิ้นที่แข็งที่สุดในร่างกายเลยอยู่นานที่สุด) เราเจอฟันเม่นด้วย เม่นอาจจะกินกระดูกชิ้นอื่นไป หรือมารวมกันตรงนี้อาจจะเพราะน้ำพัดเข้ามาในหน้าฝน หรือมีตัวอะไรลากเข้ามากิน หรืออาจจะเป็นบ้านของเม่น หรือนกเค้าเอามากินที่ปากถ้ำแล้วกระดูกพัดน้ำเข้ามา มันรวมกันอยู่ในแอ่งเล็กๆ เท่านั้นเอง

“กระดูกพวกนี้อายุสามหมื่นถึงห้าหมื่นปี เป็นช่วงเดียวกับแมมมอธ แมมมอธตัวสุดท้ายสูญพันธุ์ไปเมื่อห้าพันปีที่แล้ว กระดูกพวกนี้ทำให้เรารู้ว่า อุรังอุตัง แพนด้า และไฮยีนา เคยอยู่รวมกันในไทย ตอนนี้แพนด้าอยู่แค่ทางจีนตอนใต้ในเขตหนาว ไฮยีนาอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกา อุรังอุตังอยู่ในป่าเขตร้อนทางเกาะบอร์เนียว แสดงว่าสภาพอากาศหลายหมื่นปีก่อนอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ หรืออาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดการอพยพเหมือนในเรื่อง Ice Age พายุหิมะมา พวกสัตว์ก็อพยพเดินทางไกลไปหาพื้นที่อบอุ่น หรือเมื่อก่อนไฮยีนาอาจจะชอบป่าก็ได้ แต่พอป่าเหลือน้อยลงกลายเป็นทุ่งหญ้าเลยค่อยๆ ปรับตัว หรือที่นี่อาจจะเคยมีป่าหนาแน่น อุรังอุตังก็เลยปีนต้นไม้มาจนถึงที่นี่ได้”

จากทายาทผู้บุกเบิกวงการไดโนเสาร์ไทย สู่ผู้ค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่หลายพันธุ์

เด็กกับไดโนเสาร์

ทำไมเด็กถึงชอบไดโนเสาร์

“ไดโนเสาร์เป็นสัตว์ในจินตนาการที่มีอยู่จริงบนโลก ด้วยความที่มันตัวใหญ่ ทรงพลัง ครองโลก มีอยู่ทั้งในหนังในการ์ตูน ดูน่ารักและน่ากลัว เด็กๆ เลยชอบ ถ้าเป็นรูปปั้นสัตว์อื่นๆ ไปดูของจริงที่สวนสัตว์ก็ได้ เราใช้ไดโนเสาร์เป็นแหล่งเรียนรู้ได้ ลูกศิษย์บางคนเรียนจบไปแล้วไปเรียนต่อทางศึกษาศาสตร์ เขาเอาไดโนเสาร์ไปใส่ในเนื้อหา ช่วยให้เด็กสนใจมากขึ้น เช่น วิชาคณิตศาสตร์ การชวนกันนับไดโนเสาร์น่าสนใจกว่านับแอปเปิ้ล ช่วยทำให้การสอนมีรสชาติขึ้น”

วงการไดโนเสาร์ไทย

ตอนนี้วงการไดโนเสาร์ไทยถือว่าอยู่ตรงไหนในโลก นักวิจัยหน้าใหม่ที่เข้ามายังมีอนาคตไหม

“วงการไดโนเสาร์ไทยยังไปได้อีกไกลเลยครับ ฟอสซิลที่เราเจอเจ๋งกว่าญี่ปุ่นอีก ทั้งปริมาณและ ตัวอย่างที่เจอ ในย่านนี้อาจจะเป็นรองแค่ที่จีน มีพื้นที่ที่เรายังไม่ได้ศึกษาอีกมาก ยังทำอะไรได้อีกมากมาย ถ้าเรามีคอลเลกชันดีๆ พิพิธภัณฑ์ดีๆ จะดึงดูดคน เป็นที่เรียนรู้ให้เด็กได้อีกเยอะเลย

“พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ของไทยไม่เหมือนที่ไหนเลย มีตัวอย่างค่อนข้างเยอะและสมบูรณ์ ปัญหาที่ผมเห็นในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งคือ เวลาทำข้อมูลเกี่ยวกับฟอสซิลไม่ค่อยมีเรื่องเล่า ต้องให้คิวเรเตอร์มาคุยกับนักวิชาการมากขึ้น ส่วนใหญ่ให้จะเป็นแค่ที่ปรึกษา แก้นิดๆ หน่อยๆ ตอนท้าย การจัดแสดงหลังๆ เน้นใส่เทคโนโลยี มีทัชสกรีน มากกว่าการโชว์ของ ผมชอบพิพิธภัณฑ์ที่โชว์ของเยอะๆ บ้านเรามีคอลเลกชันเกี่ยวกับสัตว์ดีๆ เยอะมากในคลัง แต่เวลาเลือกมาโชว์ก็มักจะเล่ากว้างๆ ผมว่าเสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์คือการได้ฟังเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับตัวอย่างชิ้นนั้นๆ”

ความลับของลับ

ถ้ารู้ความลับไดโนเสาร์ได้ข้อหนึ่ง อยากรู้อะไรที่สุด

“อยากรู้ว่าตัวผู้กับตัวเมียแยกกันยังไง ถ้ามีโครงกระดูกเยอะพอ อาจจะพอบอกได้จากตัว Histology แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคาใจอยู่ก็คือ ผมขุดเจอกระดูกชิ้นหนึ่ง ผมคิดว่ามันเหมือนกระดูกจู๋ สัตว์บางกลุ่มลึงค์มีกระดูกที่เรียกว่า Penis Bone รูปทรงเหมือนกันเด๊ะ ผมคิดว่าดังแล้ว ระดับโลกแน่นอน เจอกระดูกจู๋ไดโนเสาร์ แต่พอศึกษาไปมันก็ยังก้ำกึ่ง ไม่ชัดเจนซะทีเดียว เลยยังคาใจอยู่ (หัวเราะ)”

จากทายาทผู้บุกเบิกวงการไดโนเสาร์ไทย สู่ผู้ค้นพบไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่หลายพันธุ์

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“วันนี้เริ่มซ้อมตอน 5 ทุ่มค่ะพี่ พอดีหนูยังชินกับเวลาอังกฤษอยู่”

คำพูดข้างต้นคือประโยคที่ มิงค์-ณัชชารัตน์ วงศ์หฤทัย หรือ มิงค์ สระบุรี กล่าวกับผมขณะพูดคุยกันอย่างผ่อนคลายในช่วงถ่ายรูปหลังจบการสัมภาษณ์

หากมองชีวิตของมิงค์ในฐานะแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงอาชีพ มันคงไม่แปลกที่นักกีฬาซึ่งประสบความสำเร็จขนาดนี้ จะเคยชินกับเวลาต่างประเทศมากกว่า GMT+7 ของบ้านเรา

แต่ถ้ามองชีวิตของบุคคลตรงหน้าในฐานะผู้หญิงไทยอายุ 22 ปี ที่เลือกเดินออกจากโรงเรียนหลังจบชั้นมัธยมต้น เพื่อมาเอาดีบนเส้นทางชีวิตอีกด้าน จนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก

มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ไม่น้อยที่หญิงสาวเบื้องหน้าเราคนนี้ ก้าวไปยืนในฐานะนักกีฬาระดับโลกด้วยอายุวัยที่หลายคนพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ตอนอายุ 22 ปี ฉันทำอะไรอยู่นะ”

แต่สำหรับ มิงค์ สระบุรี เธอคือแชมป์โลกสนุกเกอร์หญิงคนแรกของเมืองไทย… แม้ในใจลึก ๆ เธออาจยังคงมองหาความสนุกในชีวิต เช่น การเล่นเกมอะไรสักอย่างที่มอบความท้าทาย และเป้าหมายเพื่อก้าวเดินต่อไปในเส้นทางที่เลือก

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เกมเดินขึ้นบันได คือคำนิยามของเกมที่เธอกำลังเล่น และภารกิจของเธอในแต่ละด้าน คือการคว้าความสำเร็จหรือเอาชนะคู่แข่งบนเวทีสนุกเกอร์ การแข่งขันที่คุณไม่มีวันรีเซฟหรือโหลดเกมเพื่อมาแก้ตัวใหม่ แพ้คือแพ้ จบคือจบ

นี่จึงเป็นความรู้สึกที่น่ามหัศจรรย์ เมื่อเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นชีวิตจริงของผู้หญิงอายุเพียง 22 ปี

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

1

“ความจริงชีวิตหนูคลุกคลีกับกีฬาสนุกเกอร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่ทำงานอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์ เมื่อเลิกเรียนหนูก็ต้องไปที่นั่น เพื่อรอคุณแม่เลิกงาน หนูเลยไปทำการบ้านหรือใช้ชีวิตช่วงเย็นกับช่วงวันหยุดที่นั่นเป็นส่วนใหญ่

“ตอนแรกหนูไม่ได้สนใจจะเล่นสนุกเกอร์ เพราะเรายังเป็นเด็ก แค่มองเห็นว่านี่คือสนุกเกอร์ จนช่วงเรียนอยู่ชั้น ป.4 เจ้าของโต๊ะที่แม่หนูทำงานอยู่ เขาเห็นว่าหนูเลิกเรียนแล้วก็มาที่นี่ทุกวัน บวกกับช่วงนั้นหนูตัวสูงกว่าคนอื่น เขาก็มองว่าหนูน่าจะเล่นสนุกเกอร์ได้ ก็เลยให้ พี่บิ๊ก สระบุรี (อรรถสิทธิ์ มหิทธิ) ที่เป็นอดีตแชมป์โลกมาสอนให้”

จุดเริ่มต้นของ มิงค์ สระบุรี บนเวทีสนุกเกอร์อาจแตกต่างจากเรื่องราวของหลายนักกีฬารุ่นเยาว์ที่เราเคยได้ยินมา เพราะก่อนหน้าที่เธอจะได้รับคำชักชวนโต๊ะสักหลาด น้องมิงค์เป็นเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่รักสนุก ชอบทำกิจกรรมโรงเรียน และซุกซนไม่ต่างจากเด็กทั่วไป

แต่เมื่อเธอตัดสินใจเริ่มหยิบจับไม้คิว และใช้สมาธิเพื่อเพ่งเล็งไปยังลูกหลากสีเบื้องหน้า นี่คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเด็กคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล แม้ในเวลานั้นเธอจะไม่เคยคิดถึงมันไปมากกว่าการเล่นเพื่อความสนุกเลยก็ตาม

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนแรกก็สนุก เพราะด้วยความเป็นเด็ก มันเหมือนกับเราได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ การเล่นสนุกเกอร์ก็เลยไม่น่าเบื่อสำหรับหนู” มิงค์ ย้อนเล่าความรู้สึกแรกที่ได้เริ่มเล่นกีฬาชนิดนี้

“คือก่อนเริ่มเล่นสนุกเกอร์หนูคุยกับคุณพ่อ พ่อแนะนำว่าลองดูสักครั้งก็ไม่เป็นไร เราเล่นได้หรือไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที แต่ขอให้ลองไปก่อน อีกอย่างคุณพ่อก็มองว่า อยากให้หนูลองเล่นเพื่อเป็นนักกีฬาจริง ๆ ด้วย

“หลังจากนั้น ชีวิตหนูเปลี่ยนไปเลยค่ะ เพราะหลังเลิกเรียนแล้วกลับมาที่โต๊ะสนุกเกอร์ หนูต้องซ้อมอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ชั่วโมง ส่วนเสาร์-อาทิตย์แทนที่เราจะได้ออกไปเล่นกับเพื่อน คุณพ่อก็จับหนูซ้อมอย่างเดียว”

แล้วมิงค์เคยรู้สึกอึดอัดบ้างไหมที่ถูกบอกให้ซ้อมหนักขนาดนั้น – ผมถามกลับ

“ความจริงหนูก็มีช่วงที่อึดอัดนะ เพราะคุณพ่อก็เป็นคนที่เล่นสนุกเกอร์พอใช้ได้ พ่อเลยจะมองรูปเกมออกเวลาหนูไปแข่งขัน เมื่อหนูแพ้หรือบางทีรู้สึกไม่ค่อยอยากจะซ้อม เพราะตัวเองยังเป็นเด็ก อยากออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนบ้าง แต่คุณพ่อจะพยายามบอกให้ซ้อมตลอด

“หนูก็คิดในใจว่า ทำไมเราไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนนะ ทำไมเราต้องมาซ้อม”

หากเป็นเด็กคนอื่นในช่วงวัยเดียวกัน พวกเขาอาจยอมแพ้และเลือกหันหลังให้กับเส้นทางสายกีฬาของตัวเองไปแล้ว แต่สำหรับมิงค์ เธอยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อเป็นนักสนุกเกอร์ต่อไป แม้ใจจะรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ

ความจริงตรงนี้ทำให้ผมสงสัยว่าอะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เธอไม่ยอมแพ้ และก้าวเดินต่อบนเส้นทางสายนี้ถึงปัจจุบัน

“หนูว่าเป็นเรื่องของครอบครัวด้วยค่ะ” มิงค์ ตอบกลับออกมาทันควัน หลังจากผมเอ่ยปากถามสิ่งที่สงสัย

“ถามว่ามีแรงผลักดันอื่นไหม หนูคิดว่าเมื่อตัวเองออกไปแข่งขันแล้วเริ่มทำได้ มันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หนูคิดว่า ตรงนี้เราสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ อีกอย่างคือ ถึงกีฬาสนุกเกอร์จะใช้เวลาการฝึกซ้อมเยอะมาก แต่ยิ่งหนูลงแข่งแล้วทำได้ดี มันยิ่งสนุกมากขึ้น หนูก็เริ่มสนุกกับมัน”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

2

ในวัยเด็ก มิงค์ สระบุรี จะมีนักสนุกเกอร์คนหนึ่งที่เธอชอบดูมากเป็นพิเศษ และยกให้เป็นไอดอลในดวงใจที่ตัวเองอยากเดินรอยตาม เขาคือ รอนนี่ โอซัลลิแวน แชมป์โลก 7 สมัยชาวอังกฤษ ผู้เริ่มต้นคว้าแชมป์รายการแข่งขันสนุกเกอร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักสนุกเกอร์ทุกคนย่อมอยากมีเส้นทางที่ประสบความสำเร็จไม่ต่างจากต้นแบบของตน แต่เด็กหญิงจากประเทศไทยคนนี้มีจุดเริ่มต้นบนเวทีการแข่งขันในทิศทางตรงกันข้าม เพราะมิงค์ต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ในการแข่งขันรายการแรกของตน และพบว่าตัวเองยังอยู่ห่างจากความฝันที่วาดไว้อีกหลายก้าว

“ครั้งแรกก็ยอมรับเลยว่าแพ้ เพราะแข่งครั้งแรกคือตื่นเต้นมาก แทงไม่ออกเลย คือด้วยความที่หนูไม่เคยลงแข่งขันมาก่อน แถมประสบการณ์อะไรก็ไม่มี หนูเลยเล่นตามแบบที่ตัวเองซ้อมมา

“ตอนนั้นยังสนุกกับมันอยู่ เพราะหนูยังเด็ก แถมเป็นการแข่งขันครั้งแรกด้วย ความกดดันอะไรก็ยังไม่มี หนูเองเพิ่งเล่นได้ปีเดียว เหมือนคุณพ่ออยากให้หาประสบการณ์เพิ่มมากกว่า ชนะก็โอเค แพ้ถือว่าไม่เป็นไร หนูเองเลยไม่คาดหวังจะคว้าชัยชนะตั้งแต่แรก”

ผลลัพธ์ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้มากพอกับคำว่าชัยชนะ มิงค์รู้ตัวดีว่าเธอคงไม่ใช่นักสนุกเกอร์ที่ฝีมือพิเศษกว่าใคร เธอจึงยังคงตั้งใจเอาดีด้านการเรียนเหมือนเด็กคนอื่นทั่วไป กระทั่งเรียนจบชั้น ม.3 เธอกลับพลาดสอบไม่ติดเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดสระบุรี

ความผิดหวังครั้งนี้เองจึงนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต แบบที่มิงค์เองไม่เคยคิดถึงเส้นทางนี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ตอนเด็กหนูฟังคุณพ่อเยอะมากค่ะ พ่อคอยบอกเสมอว่า สนุกเกอร์มันเป็นอาชีพได้นะ คอยบอกหนูทุกวันว่ามันหารายได้ให้เราได้ คือต้องบอกว่าทางบ้านหนูไม่ใช่ครอบครัวที่มีฐานะอะไร คุณพ่อก็พูดกับหนูตรง ๆ เลยว่า ถ้าส่งเรียนก็ไม่รู้ว่าจะส่งได้ไกลถึงไหน จะส่งถึงมหาวิทยาลัยได้หรือเปล่า”

“แต่พ่อมองว่าบนเส้นทางสนุกเกอร์ ถ้าหนูไม่เลิกเล่น อย่างไรก็เล่นเป็นอาชีพได้ เหมือนคุณพ่ออยากหาอาชีพให้หนูในเวลานั้นเลย คุณพ่อจึงถามว่าอยากเรียนต่อหรือจะลองเล่นสนุกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหนูก็โอเคนะ ไหน ๆ ก็สอบไม่ติดแล้ว ลองดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย เพราะคุณพ่อบอกว่า ถ้าผ่านไปปีนึงยังไม่มีอะไรดีขึ้นก็ค่อยกลับไปเรียนต่อ”

ทำไมมิงค์ถึงกล้าตัดสินใจแบบนั้น ผมถามต่อ

“หนูมองว่าช่วงที่ก่อนจะไปเล่นเต็มตัว หนูเองก็มีการแข่งขันเข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อมองจากตรงนั้นเราก็มีแพ้บ้างชนะบ้างสลับกันไป หนูเองก็มองภาพรวมหลายอย่างว่าตัวเราไปต่อได้ไหม เราควรจะลองเล่นจริงจังไหม อีกอย่างในสังคมสนุกเกอร์เราก็มีเพื่อนบ้าง หนูเลยโอเคค่ะ”

3

หลังตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย มิงค์ออกเดินทางจากจังหวัดสระบุรี เพื่อย้ายไปฝึกซ้อมร่วมกับ ใบพัด ศรีราชา (ศิริภาพร นวนทะคำจัน) เพื่อนสนิทของเธอที่จังหวัดชลบุรี โดยมี หยิก สำโรง (พิสิษฐ์ จันทร์ศรี) คุณพ่อของใบพัดเป็นผู้ฝึกสอนให้ มิงค์จึงได้พัฒนาฝีมือของตัวเองในฐานะนักสนุกเกอร์อย่างเต็มที่ ผ่านการฝึกซ้อมถึงวันละ 9 – 10 ชั่วโมง

“หนูซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น ยกเว้นมีรายการแข่งขัน แต่พอแข่งเสร็จก็คือต้องกลับมาซ้อม ตั้งแต่ 9 – 10 โมงเช้า จนถึงราว 1 ทุ่ม

“ตอนนั้นหนูมองว่าตัวเองพัฒนาขึ้นตามวัย เพราะช่วงนั้นหนูยังคอยพัฒนาสิ่งที่ตัวเองขาด คือต้องอธิบายก่อนว่า สนุกเกอร์มีวิธีการแทงหลากหลายรูปแบบ แล้วช่วงแรกหนูไม่ใช่คนที่แทงแม่นมากค่ะ เน้นเล่นป้องกันแล้วค่อย ๆ เก็บแต้มมากกว่า แต่เมื่อย้ายไปอยู่ศรีราชา หนูถึงเริ่มได้พัฒนาเรื่องเบสิกหรือเทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น”

หลังจากคุยกันได้สักพัก ทำให้ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจผิดไปเกี่ยวกับชีวิตของเธอ เพราะเมื่อมองย้อนหลังจากปัจจุบันที่มิงค์ประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์โลกหญิงด้วยอายุเพียง 22 ปี คนส่วนใหญ่จึงน่าจะเข้าใจว่าเธอเป็น ‘เด็กเทพ’ ที่เก่งกาจเหนือใครตั้งแต่ต้น

แต่จากคำบอกเล่าของมิงค์ที่ผ่านมา ทุกอย่างชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ได้เก่งกว่าใครมาตั้งแต่แรก และต้องพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปเหมือนกับนักกีฬาคนอื่น

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” มิงค์กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ เมื่อผมถามว่าเธอคือเด็กเทพแบบที่คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่  

“หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดค่ะ เพราะกว่าเราจะใต่ไปแต่ละระดับ เราต้องก้าวมาจากข้างล่าง เพราะเราจะเก่งเลยมันก็ไม่ใช่ หนูแค่เป็นนักกีฬาคนหนึ่งที่เป็นรองคนอื่นที่ต้องผลักดันตัวเองขึ้นอยู่ระดับต้น ๆ ให้ได้”

ในช่วงเวลานั้น มิงค์ สระบุรี ถือเป็นหมายเลข 3 ของวงการสนุกเกอร์หญิงไทย โดยเธอยังเป็นรอง แอม นครปฐม (วรัตน์ฐนัน ศุภ์กฤศธเนส) นักกีฬารุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย ส่วนอีกคนคือ ใบพัด เพื่อนสนิทของเธอที่ผ่านการคว้าแชมป์รายการใหญ่มาแล้ว

หมายเลข 3 ในกีฬาอื่นอาจไม่ใช่อันดับที่แย่เกินไปนัก แต่สำหรับกีฬาสนุกเกอร์ นี่อาจเป็นลำดับที่น่าเจ็บปวดมากที่สุด เพราะโควต้านักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทยในแต่ละรายการแข่งขัน จะมอบโควต้าให้แก่มือวาง 2 อันดับแรกเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมิงค์พัฒนาตัวเองให้แซงหน้าแอมหรือใบพัดไม่ได้ เธอจะไม่มีวันก้าวสู่เวทีระดับโลกตามความฝันของตัวเองได้เลย

“ตอนนั้นแต่ละคนก็มองต่างกันไป บางคนก็มองว่าหนูไม่ได้ห่างจากสองคนมาก ส่วนบางคนก็บอกว่าหนูต้องพัฒนาอีกเยอะถึงจะไล่ทัน ซึ่งมันเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้หนูพยายามพัฒนาตัวเอง และสร้างผลงานเพื่อจะก้าวไปอยู่ตรงนั้น เพราะหนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองนำใครแล้ว รู้สึกแค่ว่าเรายังต้องพัฒนาต่อไป”

“เมื่อหนูย้ายกลับมาอยู่กับ โค้ชโหน่ง สระบุรี เขาก็แนะนำหนูตลอดว่า ตอนนี้เราอยู่อันดับ 3 นะ ถ้าอยากสร้างรายได้ให้มากกว่านี้ เราต้องติดหนึ่งในสองเท่านั้น เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นไปยืนเป็นตัวหลักให้ได้ มันก็เป็นแรงผลักดันของหนูในการแข่งขันหรือการฝึกซ้อมแต่ละครั้ง บอกกับตัวเองว่า เราต้องทำให้ได้”

มิงค์เล่าให้ฟังว่าเธอมองชีวิตของตัวเองเหมือนกับเกมที่ต้องปลดล็อกแต่ละด่าน เพื่อก้าวสู่ระดับต่อไปในชีวิตนักกีฬาสนุกเกอร์ โดยบอสด่านแรกที่เธอต้องเอาชนะให้ได้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก ใบพัด ศรีราชา เพื่อนสนิทของตัวเองที่มิงค์ไม่เคยเอาชนะได้เลย

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

เหมือนฟ้าลิขิตให้ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากันบนเวทีสำคัญ มิงค์และใบพัดโคจรมาพบกันในรอบชิงชนะเลิศศึกแชมป์เยาวชนโลกหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นครั้งที่สองในปี 2016 หลังทั้งคู่เจอกันมาแล้วในปีก่อนหน้า แต่คราวนี้ผลลัพธ์กลับจบในทิศทางที่แตกต่างออกไป เพราะกลายเป็นมิงค์ที่คว้าชัยชนะ กำจัดบอสด่านแรกที่เธอไม่เคยเอาชนะในชีวิตนักสนุกเกอร์ได้สำเร็จ

“หลังจากคว้าแชมป์ครั้งนั้น หนูรู้สึกเหมือนปลดล็อกตัวเองเลยค่ะ เพราะมันเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกในต่างประเทศ และยังเป็นการชนะเพื่อนของตัวเองที่เคยแพ้มาตลอด หนูยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ถึงทุกวันนี้ คือมันดีใจมาก หลังจากจบเกมหนูเลยรีบโทรหาคุณแม่แล้วก็ร้องไห้เลย บอกกับแม่ว่าหนูทำได้แล้วนะ คุณแม่ก็ร้องไห้ หนูก็เลยร้องไห้ตาม” มิงค์หัวเราะ

“เมื่อมองย้อนกลับไป จะบอกว่าการคว้าแชมป์ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของหนูก็ได้ เหมือนว่าพอเราได้แชมป์หรือชนะใครสักคนที่เรารอคอยมานาน มันเหมือนกับการปลดล็อกไปทีละขั้น เพราะทุกครั้งที่หนูได้แชมป์ หนูจะคิดว่าฝีมือเราพัฒนามาระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราแพ้ คือเรายืนอยู่ที่เดิม

“เหมือนเราเล่นเกมก้าวขึ้นบันได สมมติว่าก้าวมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว การจะก้าวไปขั้นที่ 4 มันยากมาก ๆ แต่เมื่อหนูชนะคนนี้ได้หรือคว้าแชมป์ได้ มันผลักเราให้ก้าวไปสู่ขั้นที่ 4 ได้ง่ายกว่า และเมื่อหนูก้าวสู่ขั้นต่อไป เหมือนมีสิ่งใหม่ที่หนูต้องปลดล็อกให้ได้ต่อไป”

4

มิงค์ สระบุรี เอาชนะเกมอีกหลายด่านที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนักสนุกเกอร์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันแชมป์โลกเยาวชนหญิง 3 สมัย การลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย หรือการก้าวไปแข่งขันในรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ (สนุกเกอร์นอกอังกฤษ นับเป็นรายการสมัครเล่น) ซึ่งมีผู้หญิงไทยเพียงไม่กี่คนที่ก้าวถึงจุดนี้

แต่ถึงจะประสบความสำเร็จมากมายแค่ไหน มิงค์บอกเล่าว่าเธอไม่เคยมองตัวเองเก่งเหนือกว่าใคร เพราะในมุมมองที่เห็น นักสนุกเกอร์แต่ละคนต่างมีความสามารถที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งสำคัญคือ คุณจะแสดงฝีมือที่มีอยู่ในตัวออกมาได้มากแค่ไหน ภายใต้สถานการณ์ที่แสนกดดันในการแข่งขัน

“ความสำเร็จที่เข้ามาตอนนั้น มันเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราพัฒนาตัวเองจากเด็กที่เล่นไม่เป็น ค่อยพัฒนาต่อไปทีละขั้นจนมาถึงตรงนี้ แต่หนูไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก เพราะสนุกเกอร์คือกีฬาที่เป็นการแข่งขันวันเดียว เกมหนึ่งเกมไม่สามารถวัดได้หรอกว่า หนูเก่งที่สุด

“อาจจะเป็นแค่วันนั้นมันเป็นวันของเรา หรือทุกอย่างเป็นใจให้เราหมดเลย สำหรับหนูคือทุกคนมีฝีมือใกล้เคียงกันหมด แต่มันอยู่ที่ว่าตอนนั้นใครเอาศักยภาพออกมาได้มากที่สุด”

มิงค์ สระบุรี เด็กสาวที่ออกจากโรงเรียนมาเป็นนักสนุกเกอร์ แล้วได้แชมป์โลกตอนอายุ 22 ปี

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่น่าประหลาด ผู้เข้าแข่งขันอาจไม่เสียเหงื่อสักหยดตลอดทั้งเกม แถมยังแทบจะไม่ต้องออกแรงอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่ในทางกลับกัน สนุกเกอร์อาจเป็นกีฬาที่ใช้สมาธิและความเข้มแข็งของจิตใจมากกว่ากีฬาไหน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นักกีฬาอายุน้อยอย่างมิงค์จะรับมือกับความกดดันหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเดินทางไปแข่งขันยังรายการอาชีพที่ประเทศอังกฤษ แม้ว่าเธอจะอายุไม่ถึง 20 ปี

“ช่วงแรกรู้สึกเลยว่าเราฝีมือห่างกับนักกีฬาต่างประเทศ ทั้งด้วยเรื่องของประสบการณ์และการจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตอนนั้นหนูยังเป็นหน้าใหม่ เรายังไม่เคยชินกับอะไรแบบนั้น แต่พอได้แข่งสัก 2 – 3 ปี หนูเริ่มรู้แล้วว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไรกับความรู้สึกหรือความตื่นเต้นที่เข้ามา เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ผลการแข่งขันออกมาดีที่สุด

“ความจริงถ้าพูดตรง ๆ ว่า ความตื่นเต้นหายไปเลยไหม มันไม่หายไปแน่นอน เพราะมันยากที่จะบอกกับตัวเองว่า เราไม่ตื่นเต้น เราไม่กดดัน เพราะทุกครั้งที่หนูเข้ารอบชิงชนะเลิศ หนูคาดหวังแชมป์อยู่แล้ว

“แต่เมื่อตัวเองคาดหวังกับบางจังหวะมากเกินไป เช่น แทงช็อตนี้แล้วหนูจะได้แชมป์ มันคือความกดดันมาก ๆ ณ เวลานั้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ คือใจเราจะเต้นแรงมาก ๆ แล้วก็จะหลุดโฟกัส เพราะมัวแต่ไปคิดว่าเราจะได้แชมป์แล้ว แต่เราลืมโฟกัสลูกเดียวข้างหน้าที่ควรจะแทงมันให้ลง

“แน่นอนว่ามันก็มีช่วงเวลาที่หนูเฟลมาก ๆ คิดกับตัวเองตลอดว่า เราแพ้ได้ยังไง ทำไมเราแทงออกมาแล้วผลการแข่งขันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมสิ่งที่เราซ้อมมาเราทำไมได้ คือตอนหนูไปแข่งรายการอาชีพผู้หญิงใหม่ ๆ หนูซ้อมหนักมาก ซึ่งในการฝึกซ้อมหนูเล่นดีมาก แต่พอเข้าไปอยู่ในการแข่งขัน หนูกลับสร้างผลการแข่งขันไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ มันทำให้หนูคิดว่า สิ่งที่เราทำมันถูกอยู่หรือเปล่า”

แล้วกลับมาจากความผิดหวังตรงนั้นได้อย่างไร ผมถามต่อ

“มีช่วงหนึ่งที่หนูเข้าไปคุยกับนักจิตวิทยา และลองเริ่มนั่งสมาธิ หนูเลยลองคิดกับตัวเองเสมอว่า เราทำอะไรอยู่ พยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ถ้าพูดโดยทั่วไปก็เหมือนอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ควรจะทำ แน่นอนว่ามีบางครั้งที่เราหลุดไป แต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่าทำอย่างไรให้กลับมาได้เร็วที่สุด

“หลังจากนั้น ทุกครั้งหนูเริ่มคิดกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงแพ้ หนูจะพยายามบอกตัวเองว่า เกมที่เราแพ้ไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราต้องทำเกมหน้าให้ดีกว่านี้ หนูแก้ไขด้วยการพยายามใหม่ เริ่มคิดใหม่ เราก็จะมามองเรื่องของเกมว่าเราพลาดอะไร อาจจะเพราะสมาธิไม่พอ หรือการตัดสินใจไม่ถูกต้อง เราอาจมีความผิดพลาดเยอะเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น หนูก็เลือกมามองตรงนี้ พยายามแก้ไขสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เอาอะไรที่เราผิดพลาดไปแก้ไขต่อไป

“แต่แมตช์ที่แพ้หนูไม่ได้ลืมนะคะ มันยังอยู่ข้างในตลอดเวลา จนถึงทุกวันนี้ เกมที่แพ้หนูก็ยังคงจำได้อยู่ มันเป็นบทเรียนที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น”

5

มิงค์ สระบุรี ไม่เคยลืมความพ่ายแพ้ที่เคยผ่านมาในชีวิต เช่นเดียวกับที่เธอยังคงจดจำทุกชัยชนะสำคัญได้ดี เมื่อผมเอ่ยปากถามถึงเรื่องราวและความรู้สึกในวันที่เธอคว้าแชมป์โลกหญิง มิงค์ไม่ลังเลที่จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะความรู้สึกที่เธอสัมผัสว่า โชคชะตา มีบทบาทสำคัญในการเขียนประวัติศาสตร์ครั้งนี้

“ตอนนั้นหนูตามเขา 5 – 3 เฟรม คิดในใจว่าคงแพ้ไปแล้ว เพราะว่าใครถึง 6 เฟรมก่อนก็ชนะ แถมเขา (เวนดี้ แจนส์) ก็เล่นดีมาก ๆ เลยคิดไปว่าเราคงแพ้แล้ว

“โชคดีที่หนูพยายามดึงตัวเองกลับมา คือไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องกลับมาชนะ แต่คิดแค่ว่า ลูกนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด เกมนี้หนูจะทำออกมาให้ดีที่สุด คิดเป็นเกมต่อเกม ลูกต่อลูก ช็อตต่อช็อต แค่พยายามเก็บแต้มให้ได้เยอะที่สุดในเกมที่เหลือหลังจากนี้”

จากที่เคยตามหลัง 5 – 3 เฟรม เพียงพริบตาเดียว มิงค์ไล่ต้อนคู่แข่งขันจากประเทศเบลเยียมจนเสมอกันที่ 5 – 5 เฟรม เท่ากับว่าใครคว้าชัยชนะในเฟรมสุดท้ายได้ก็จะครองแชมป์โลกทันที

การแข่งขันดำเนินไปอย่างสูสี ต่างคนต่างมีโอกาสปิดเกมได้ และดูเหมือนจะเป็น เวนดี้ แจนส์ ที่คว้าโอกาสนั้นได้ก่อน แต่เหมือนกับที่มิงค์เล่าให้ฟังว่าโชคชะตาคงเลือกให้เธอเป็นผู้ชนะ เวนดี้กลับพลาดวางลูกดำไว้ให้มิงค์จัดการปิดงานอย่างง่ายดาย (ในกีฬาสนุกเกอร์ ลูกดำต้องแทงเป็นลูกสุดท้ายของเกม) ในสายตาของคนทั่วโลก นี่คือลูกที่ง่ายแสนง่ายแบบที่มองอย่างไรมิงค์คงไม่พลาด

แต่ในการพูดคุยกันครั้งนี้ เราถึงได้รู้ว่าตลอดอาชีพนักสนุกเกอร์ของ มิงค์ สระบุรี นี่คือจังหวะที่ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

“ถ้าใครได้ดูเกมนั้น คงรู้ว่ามันตื่นเต้นมาก ๆ ตอนลูกสุดท้ายที่เขาแทงลูกดำมาจ่อให้หนู มันเป็นลูกที่ตื่นเต้นที่สุดเท่าที่หนูเคยจำได้ในชีวิต ทั้งที่ถ้าเป็นลูกแบบนี้ในตอนซ้อม คือหนูแทง 100 ครั้ง ต้องลง 100 ครั้ง มันง่ายมาก ใครเห็นก็บอกว่าไม่ยาก แทงยังไงก็ลง

“แต่ว่า ณ ตอนนั้น แค่หนูเดินออกไปข้างหน้า หัวใจมันเต้นจนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก คือตอนนั้นมันยากมากจริง ๆ”

มิงค์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าหายใจเข้าลึก ๆ ควบคุมความตื่นเต้นให้มากที่สุด แล้วแทงออกไปเหมือนที่เคยซ้อมมา… อีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น หญิงสาวจากประเทศไทยกลายเป็นแชมป์โลกหญิงคนใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์

6

ในช่วงท้ายของการสนทนา มิงค์เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายอีกมากมายในอนาคตที่เธออยากก้าวไปให้ถึง ทั้งการคว้าตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกในประเภทผู้เล่นหญิง การเอาชนะผู้เล่นอาชีพชายให้มากที่สุด รวมไปถึงการผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์โลกอาชีพชาย ซึ่งเธอบอกว่าเป็นเป้าหมายที่อาจจะยากเกินไปแม้แต่จะคิดฝัน แต่ในใจก็อยากก้าวไปให้ถึง

ด้วยความสงสัย ผมจึงถามเธอกลับไปว่า หากชีวิตตอนนี้ของเธอเป็นเกมก้าวขึ้นบันไดแบบที่เคยเล่าให้ฟัง คิดว่าชีวิตตอนนี้ของ มิงค์ สระบุรี อยู่ที่ขั้นไหน จากบรรดาบันไดทั้ง 10 ขั้นที่เกมกำหนดไว้ให้

“หนูว่าตัวเองคงก้าวผ่านมามากกว่า 5 ขั้น แต่ว่าเราก็ต้องเดินต่อไปเรื่อย ๆ ถึงต่อให้วันหนึ่งหนูก้าวถึงขั้นที่ 10 แล้ว หนูอาจจะสร้างขั้นที่ 11 และ 12 ขึ้นมาเองก็ได้

“คือมันไม่เชิงว่าเราจะไม่มีวันยืนอยู่บนจุดสูงสุด แต่ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด มันเหมือนเป็นการหยุดตัวเองไว้ เพราะเมื่อไหร่ที่เราเลือกหยุดแค่ขั้นที่ 10 และไม่เลือกที่จะก้าวสู่ขั้นต่อไป สักวันก็จะมีคนที่เดินตามหลังแล้วก้าวผ่านเราไปยังขั้นที่ 11 หรือ 12 อยู่ดี”

Writer

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

คนรักหนังที่เหนื่อยกับชีวิตกองถ่ายมากเกินไป เลยเปลี่ยนใจมาทำงานเป็นนักเขียน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load