สำหรับคนอายุยี่สิบกว่าๆ น่าจะเคยเห็นผลงานของ try2benice จากหนังสือ Head รวมข้อเขียนสะกิดความคิด กับ Heart รวมข้อเขียนสั่นไหวความรู้สึก ของนิ้วกลม เล่มที่มีรูปเป็นต้นไม้อยู่บนพื้นหลังสีขาว หรือคาแรกเตอร์ก้อนเมฆที่ลายเส้นน่ารักแปลกตากันมาบ้าง ถ้าโตขึ้นมาหน่อยอาจจะทันเห็นโปสเตอร์งานเพะชะคุชะ (PechaKucha) ที่ทำร่วมกับ Bioscope เมื่อปี 2006

try2benice หรือ อาท-สุรัติ โตมรศักดิ์ คือกราฟิกดีไซเนอร์ที่ไม่เคยให้คำจำกัดความตัวเอง เขาเคยเป็นทั้ง Copywriter ในเอเจนซี่โฆษณา ไปจนถึงศิลปินที่กำลังมีงานนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองเป็นครั้งที่ 3 ที่ประเทศญี่ปุ่น 

ในปีที่สภาวะเศรษฐกิจอยู่ในขั้นวิกฤต อาทเดินออกจากวงการโฆษณาหลังทำมานานเกือบ 20 ปี เพื่อมาเป็นฟรีแลนซ์ทำงานด้วยตัวเอง จนเกิดเป็น try2benice Graphic Design Studio ที่ไม่ใช่แค่สตูดิโอด้านการออกแบบ แต่เขาใช้กระบวนการคิดแบบคนทำงานโฆษณาผสมจินตนาการของคนทำงานศิลปะ เพื่อให้ได้มาซึ่งงานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านทัศนศิลป์และธุรกิจ

อาทบอกว่า ตัวเองมี 3 บทบาท คือกราฟิกดีไซเนอร์ นักวาดภาพประกอบ และศิลปิน ซึ่งไม่แน่เหมือนกันว่าในอนาคตเขาอาจจะลุกขึ้นมาทำมิวสิกวิดีโอหรือหนังสักเรื่อง

นอกเหนือจากลิสต์ผลงานมากมาย เราสนใจมุมมองในการทำงานของเขา อยากรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่หล่อหลอมเขาไม่ใช่ให้เป็นสามบทบาทข้างต้น แต่ในฐานะคนใช้ชีวิตคนหนึ่งที่มีความรักในสิ่งที่ทำ และใช้ชีวิตโดยไม่มีข้อจำกัดได้อย่างสนุกมากคนหนึ่ง

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง

01

ศิลปะ

อาทไม่ใช่คนเรียนเก่ง เรียกได้ว่าเป็นอันดับโหล่ในบรรดาพี่น้อง 5 คน เทอมแรกที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็สร้างความประทับใจให้ครูที่เคยสอนพี่สาวทั้งสองคนที่เรียนเก่งมาก ด้วยเกรด 1.5

“เรียนไม่เก่งจริงๆ และผมยอมรับนะ เหมือนผมไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ในห้องเรียน แต่ชอบวาดรูป ตั้งแต่จำความได้แม่ชวนวาดรูปมาตลอด วาดตามภาพในนิตยสารตั้งแต่เด็กๆ 

“บ้านผมเป็นสายส่งหนังสือประจำอำเภอ ผมเลยมีหนังสืออ่านทุกประเภท ตั้งแต่หนังสือมวย ไก่ชน ฟ้าเมืองไทย สกุลไทย บางกอก และที่สำคัญ มีหนังสือการ์ตูนอ่านทุกเล่ม ทำให้ได้ดูงานภาพประกอบดีๆ อย่าง ครูโต-ม.ล. จิราธร จิรประวัติ, อาจารย์เกริกบุระ ยมนาค, ใต้ถุน, คุณสุรเดช แก้วท่าไม้ หรือ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

“ผมชอบดูภาพประกอบมากจนเคยแอบฉีกไปห่อปกหนังสือหนังสือเรียนเล่มที่ปกไม่สวย ชอบดูหนังฟังเพลงเพราะเพื่อนรุ่นพี่บ้านติดกันที่สนิทมากเขาเอาเทป Pink Floyd เอา The Alan Parsons Project มาให้ผมฟังตั้งแต่ประถม และผมก็บ้าไปเลยเพราะเพลงแปลกและปกเทปก็สวยมากๆ ผมเลยชอบศิลปะแบบไม่รู้ตัว”

ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามาตั้งแต่นั้น ส่วนเรื่องการออกแบบ อาทได้อิทธิพลมาจากการที่ที่บ้านเป็นร้านขายส่ง มีของขายแทบทุกอย่าง เขาได้รับความไว้วางใจจากพ่อให้จัดวางของใส่กล่อง ทำให้รู้ว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน ฉลากสีอะไร สวยหรือไม่ เขาแวดล้อมไปด้วยงานกราฟิกดีไซน์มาตลอดผ่านแพ็กเกจจิ้ง โลโก้ ไปจนถึงการออกแบบตัวอักษร ถึงขนาดเคยตัดสติกเกอร์ให้คนงานที่บ้านไปติดมอเตอร์ไซค์ตอนเรียนประถมฯ 

“เห็นเป็นเด็กแบบนี้ผมเรียนสายวิทย์นะ ทุกวันนี้ยังสอบเคมีไม่ผ่านเลย ข้อสอบวิชาเคมีโรงเรียนผมมี 7 ชอยส์ ข้อสอบวิชาเลขต้องส่งกระดาษทด ใครจะไปสอบผ่าน! (หัวเราะ) สมัยนั้นเขาจะติวคนไปเป็นหมอหรือวิศวกร แต่ข้อดีก็คือ มันทำให้ผมรู้จักตัวเองว่านี่ไม่ใช่ ผมควรเรียนสายอื่น ผมควรจะเรียนวาดรูป มันต้องมีอะไรที่ผมอยากเรียน”

หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนกว่าครึ่งห้องเอนทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยต่างๆ เหลืออาทกับเพื่อนอีก 3 – 4 คน ที่ยังพยายามสอบเข้าคณะที่ตั้งใจ

“ที่ไหนก็ได้ แค่อยากเรียนศิลปะ”

ลองนึกภาพเด็กใส่เสื้อผ้ามือสองจตุจักร ถือเพลตวิ่งขึ้นรถเมล์ นั่นคือภาพนักเรียนศิลปะในตอนนั้น ส่วนอนาคตของคนเรียนศิลปะไม่ต้องพูดถึง น้อยคนที่จะมีเป้าหมายหลังเรียนจบว่าจะไปทำอะไรต่อ สุดท้ายเขาสอบเอนทรานซ์ครั้งที่ 2 ติดสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นไม่เห็นอนาคตจริงๆ ว่าจะทำอะไรต่อ เรียนเพราะรักอย่างเดียว ถ้าไม่ได้เรียนศิลปะ ตอนนี้อาจจะกำลังทำหนังหรือเป็นนักดนตรี คงเป็นอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะ ผมคงเป็นคนที่ถนัดในการใช้สมองซีกขวา 

“ตอนแรกผมอยากเรียนอาร์ตแบบ Pure Art เลย แต่พอไปเรียนครุศิลป์จริงๆ กลายเป็นว่าผมชอบ เพราะเขาสอนเรื่องจิตวิทยาจนถึงสานปลาตะเพียน เพราะอย่าลืมว่าเราเรียนเพื่อจะไปเป็นครูนะครับ โดยเฉพาะวิชาจิตวิทยาที่ผมเกลียดมากในตอนนั้น แต่มันกลับเป็นวิชาที่ใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับคน การคุยกับคน การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย มันคือการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ อยู่ร่วมกับโลก การเข้าใจคนอื่นด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา การอ่านใจเขา มันมีประโยชน์มากกว่าการเรียนศิลปะเฉยๆ”

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง
大好き daisuki นิทรรศการครั้งที่ 2 ในประเทศญี่ปุ่น

02

เป็ด

หลังเรียนจบ อาทสมัครงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ เริ่มตั้งแต่ไปช่วยพี่ๆ ทำ Annual Report ที่ใช้เวลาเกือบปีกว่าจะได้เห็นออกมาเป็นเล่ม หรือออกแบบโลโก้ที่ฟูมฟักกันหลายเดือนกว่าจะได้เห็นการใช้งานจริง 

“ตอนเป็นกราฟิกดีไซเนอร์เคยช่วยพี่ๆ เขาทำ Annual Report เล่มหนึ่ง ภูมิใจมาก เอาไปให้พ่อแม่ พี่สาว ดู แม่บอกว่า ‘นี่เราออกแบบตัวหนังสือเหรอ’ ก็ไม่ใช่ ‘วาดภาพประกอบเหรอ’ ก็ไม่ใช่ ‘งั้นแกทำอะไร’ เราตอบไม่ได้ ก็ออกแบบไง แต่พ่อกับแม่ไม่เข้าใจ แล้วหลังจากนั้นมีพี่คนหนึ่งชวนไปเป็นลูกมือทำงานในฝั่งโฆษณา ซึ่งงานโฆษณาจะต่างกันเลย คือทำงานวันนี้ เอาไปลงหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ คนก็เห็นแล้ว และมันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผมจับต้องได้ว่าเราทำอะไรอยู่ จนเริ่มได้รางวัลนิดๆ หน่อยๆ ให้เขาบอกญาติได้ว่าลูกคนนี้ทำมาหากินอะไร 

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง
try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง
ナイス nice นิทรรศการครั้งที่ 3 ในประเทศญี่ปุ่น

“เราเคยทำมาหมดเลย เริ่มจาก graphic designer มาเป็น art director มานานจนวันนึงอยากเรียนรู้อย่างอื่นมั่ง เราชอบเขียนหนังสือ เลยเขียนไปปึกใหญ่มาก แล้วให้พวกพี่ๆ ที่เป็น Copywirter เก่งๆ เขาอ่าน โดยบอกพี่เขาว่า ‘พี่ตอบผมมาแค่คำเดียวว่า ผมเป็น Copywriter ได้หรือไม่ได้’ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ ได้ก็ได้เลย ไม่ต้องได้มั้ง ก็ดีนะ ไม่ต้องเกรงใจกันครับ มีพี่คนนึงบอกว่า ได้ ผมก็เลยลองดู ผมเป็นคนอยากเรียนรู้ทั้งหมด ตอนเป็นนักเรียนก็เป็นเป็ด ครุศิลป์ก็เป็นเป็ด ต้องเรียนทั้งปั้น วาดรูป เพนต์สีน้ำมัน สีน้ำ ภาพพิมพ์ เรียนออกแบบ ผมเป็นเป็ด เพราะฉะนั้นผมต้องเป็นเป็ดที่โอเคที่สุด ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าวันนึงจะออกมาทำเอง เพราะวงการโฆษณายุคนั้นรุ่งเรือง และคิดว่าเราคงทำไปจนแก่แน่นอน”

อาทเป็นคนทำงานกราฟิกที่คิดถึงคนดูมาตลอด การขยับไปทำสายโฆษณาจึงค่อนข้างตอบโจทย์วิธีคิดของเขา เขาเป็นคนคิดตรง เข้าประเด็น และมองตัวเองเป็นเหมือนนักแสดงที่ต้องตีโจทย์และแสดงออกมาให้คนเข้าถึงได้ แต่ถึงวันนึงที่อาชีพที่คิดว่าจะทำไปจนแก่กลับไม่ตอบโจทย์ชีวิตเขา 

03

ความสุข

“ผมเริ่มคิดถึงความสุขเรียบง่ายของชีวิต เริ่มอยากมีความสุขด้วยตัวเอง อยากลองทำงานคนเดียว และพอดีกับตอนนั้นมันมี Wi-Fi ทำให้เราทำงานจากที่ใหนก็ได้ ส่งงานให้ลูกค้าดูได้จากทุกมุมโลก มันลงตัวกับชีวิตมาก เลยออกดีกว่า”

เกือบ 20 ปี ที่เขาทำงานในบริษัทเอเจนซี่โฆษณา และด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในปีนั้นทำให้หลายๆ อย่างไม่เหมือนเดิม และด้วยอายุความคิดที่มากขึ้น เขาหันกลับมามองความสุขของตัวเองอีกครั้ง เพื่อพบว่ามันไม่ได้เกิดจากสิ่งนี้อีกต่อไป

“สภาพเศรษฐกิจยุคหลังค่าเงินบาทลอยตัวส่งผลกระทบกระเทือนไปทุกเอเจนซี่ ชีวิตการทำงานเริ่มเครียด เริ่มไม่มีความสุข เราทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาลูกค้าไม่ให้หลุด อยู่แต่ออฟฟิศกับห้างสรรพสินค้าใกล้ออฟฟิศ กินแต่อาหารที่สั่งมาส่งในห้องประชุม ชีวิตเราน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ ที่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ที่ของเราแล้ว 

นิ้วกลม
ปกหนังสือของนิ้วกลม

“แม้เงินเดือนจะลดลงหน่อย แต่มีความสุขในชีวิตมากขึ้น เราเลือกมีความสุขดีกว่า

“รู้ไหมว่านามบัตร try2benice พิมพ์เสร็จก่อน 1 ปี ตั้งแต่เรายังไม่ลาออกจากเอเจนซี่เลย (หัวเราะ) เราให้น้าๆ พี่ๆ ในเอเจนซี่ช่วยประสานงานพิมพ์ให้ บอกว่าเป็นของเพื่อน เราวางแผนเป็นฟรีแลนซ์ไว้ล่วงหน้าเกือบ 2 ปี ก่อนออกมาจากเอเจนซี่”

เขาบอกว่า ถ้าเอาตามความเป็นจริง ตัวเองไม่ได้เก่งมากพอที่จะออกมาทำเองทุกอย่าง แต่พอมานั่งใช้สติ และถามตัวเองให้ชัด คำตอบก็คือ เขารักงานกราฟิกดีไซน์ และรู้สึกว่าในตอนนั้นยังไม่มีงานกราฟิกสไตล์ในแบบของเขา จึงน่าจะเป็นช่องว่างที่เขาจะแทรกตัวเข้ามาในวงการนี้ได้ 

“งานของเราเป็นแบบง่ายๆ พูดกันตรงๆ แต่ต้องมีเสน่ห์ มีเรื่องของความรู้สึกเข้าไปเจือปนด้วย เราชอบงานที่ดูสบายๆ ให้รางวัลสายตาคนดู เราเลยคิดว่างานออกแบบในแนวทางนี้น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของวงการกราฟิกบ้านเราได้

“พอออกมาก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่หมู (สุภาพ หริมเทพาธิป) ที่นิตยสาร Bioscope งานช่วงแรกๆ คือ โปสเตอร์เพะชะคุชะ (Pecha Kucha) ที่ทำกับ คุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ และยังโชคดีที่ได้รู้จักกับ วิภว์ บูรพาเดชะ อดีต บ.ก. HAMBURGER ที่ลาออกมาทำนิตยสาร happening ในเวลาเดียวกันพอดี ทำให้เรามีโอกาสทำงานให้ทั้งสองนิตยสารในตอนนั้น”

Pecha Kucha
โปสเตอร์เพะชะกุชะ

Pecha Kucha คืองานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก สุรัติ โตมรศักดิ์ ในนาม try2benice มากขึ้น ถ้าเปรียบในวันนี้ เพะชะคุชะคงจะคล้ายๆ กับ TED Talks แต่ต่างกันตรงที่เป็นการนำเสนอเรื่องราวอะไรก็ได้ที่น่าสนใจ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ผ่านภาพสไลด์ 20 ภาพ ภาพละ 20 วินาที 

หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสออกแบบปกหนังสือฉบับแปลของ ฮารูกิ มูราคามิ ปกหนังสือ หิมาลัยไม่มีจริง และ Homo Finishers ของนิ้วกลม รวมถึงโปสเตอร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ประชาธิป’ไทย โดย เป็นเอก รัตนเรือง และอีกหลายๆ ผลงาน จนสไตล์ของเขาเป็นที่คุ้นเคยในวงการการออกแบบ

04

(ไม่มี) ข้อจำกัด

มาถึงตอนนี้ เขาได้เจอกับจุดสมดุลของการทำงานและชีวิตแล้วในระดับหนึ่ง ได้ทำงานที่บ้าน หรือทำงานที่ไหนบนโลกก็ได้อย่างมีความสุขตามที่คิดไว้ แล้วสุดท้ายก็จับพลัดจับผลูได้ไปแสดงงานที่ประเทศญี่ปุ่น 

“ผมเคยฝันอยากไปเรียนต่อญี่ปุ่นตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก และเราไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลย พอวันหนึ่งมีโอกาสเราก็คว้าเลย อาจเป็นเพราะว่าเราเป็นคนที่มีข้อแม้ในชีวิตน้อยมาก เราเชื่อว่าถ้าข้อแม้เยอะแล้วเราจะใช้ชีวิตไม่คุ้ม อะไรก็ตามที่มันไม่ทำให้ใครเดือดร้อน อะไรที่เราทำได้ ก็วางแผนให้ดี คิดให้รอบคอบ แล้วทำเลย

“ตอนแสดงงานครั้งแรกเรายังสื่อสารไม่ได้ แล้วการจะทำงานศิลปะชิ้นใหญ่ในญี่ปุ่นนี่เป็นเรื่องใหญ่ หรือจะหอบไปจากไทยก็ลำบากมาก เราเลยคิดว่าจะแก้ปัญหายังไงให้งานศิลปะไม่วุ่นวาย ทุกคนซื้อกลับบ้านไปได้เลย ก็เลยทำเสื้อยืด กลายเป็นนิทรรศการเสื้อยืด ปรากฏว่าขายหมด คนญี่ปุ่นชอบ เพราะงานนี้เลยทำให้ได้แสดงนิทรรศการเดี่ยวที่ญี่ปุ่นอยู่เรื่อยๆ” 

ไม่ใช่เพราะเก่งมากหรือดีที่สุด อาทย้ำกับเราแบบนั้น แต่ด้วยวิธีคิดแบบไม่มีข้อแม้และไม่ยึดติดที่ทำให้เขาผันตัวจากการกราฟิกดีไซเนอร์ที่ทำงานในวงการโฆษณากว่า 20 ปี มาเป็นศิลปินที่มีงานนิทรรศการของตัวเองได้ในบางครั้งคราว ทำให้ตอนนี้เขามีถึง 3 บทบาท คือกราฟิกดีไซเนอร์ นักวาดภาพประกอบ และศิลปิน 

“ว่ากันจริงๆ เราไม่ได้เป็นคนเก่งนะ งานดีไซน์เราก็ไม่ได้เก่งกาจ งานศิลปะเราก็ไม่ได้อื้อหืออะไรมาก แต่ว่าก็มีมาตรฐานระดับหนึ่ง เราแค่เป็นคนทำงานหนักเพื่อให้มันออกมาดีที่สุด ก่อนที่จะส่งโลโก้สักแบบให้ลูกค้าดู เราแค่ขยันมาก คิดมาก และงานของเราถ้าคนชอบก็ชอบเลย ไม่ชอบก็ไม่ชอบ แต่เราไม่เคยจำกัดตัวเอง วันหนึ่งอาจจะมีคนให้เราทำมิวสิกวิดีโอก็ได้ ถ้าเราคิดมาดีแล้วว่าทำได้ เราก็ทำ เท่านั้นเอง แล้วมันจะสนุก เราจะมีความสุขในการทำงาน”

05

ดีไซเนอร์ของโลก

การเป็นนักออกแบบที่มีโอกาสไปสัมผัสประเทศที่ใส่ดีไซน์ไปในทุกสิ่งอย่างแบบประเทศญี่ปุ่น เปลี่ยนมุมมองของเขาในหลายๆ เรื่อง มันหล่อหลอมให้เขาเข้าใจกระบวนการทางความคิดในอีกแบบหนึ่ง และส่งผลต่อกระบวนการคิดและการทำงานของเขา

“มันบันดาลใจเราทุกครั้งที่ไปเลยนะ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีดีไซน์เกือบทุกอย่าง อินทีเรียดีไซน์ในบ้าน ในห้องน้ำ ในซิงก์ ในของใช้ร้านร้อยเยน ในขนม ในบรรจุภัณฑ์ ในการนั่งรถไฟ เหมือนเราเปิดหนังสือดีไซน์ดูตลอดเวลา เราชอบ มันเปลี่ยนวิธีการทำงานเรา เราชัดเจนขึ้น และคิดรอบคอบมากขึ้น

“คนญี่ปุ่นที่มาดูงานเราก็สอนอะไรเราหลายอย่างเหมือนกัน อย่างเวลาไปแสดงงานที่เป็นตัวคาแรกเตอร์ เคยมีเด็กมาชวนคุยว่า ‘ทำไมนายทำตัวนี้เป็นสีเหลือง ผมชอบสีเหลืองนะ แต่ถ้าเป็นฟ้าจะหมายถึงอย่างนี้ใช่ไหม แล้วถ้าตัวสีแดงล่ะ…’ เขาจินตนาการไปไกลกว่าที่จะมาถามว่าเราวาดรูปนี้ทำไม เขาโตมากับวิธีคิดแบบนั้น แต่เราไม่ได้เอามาเปรียบเทียบกับคนไทย ไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร อย่างอาหารไทยกับอาหารญี่ปุ่นเราเปรียบเทียบกันไม่ได้ ต่างคนต่างมีดี เราจะไปซึมซับสิ่งที่เราขาด และเราก็จะเอาความเป็นไทยที่มีไปเติม โดยไม่ได้บอกว่าเราเป็นดีไซเนอร์ไทยหรือพยายามจะเป็นดีไซเนอร์ญี่ปุ่น เราแค่พยายามเป็นดีไซเนอร์ของโลกใบนี้”

เพราะจริงๆ งานดีไซน์ควรจะเป็นสากลอยู่แล้ว

“ใช่ เพราะมันคือการสื่อสารกับมนุษย์ ซึ่งหมายถึงทุกๆ คน ไอ้สิ่งที่เราออกแบบไม่ได้ให้คนไทยดูอย่างเดียวนี่ เราให้ฝรั่งดูด้วย ให้คนเวเนซูเอลาดูด้วย ให้คนซิมบับเวดูด้วย ถ้าคิดแบบนี้ ความคิดเปรียบเทียบจะไม่เกิดขึ้น”

โปสเตอร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ประชาธิป’ไทย กำกับโดยเป็นเอก รัตนเรือง

06

try2benice

try2benice สำหรับเขาคือความเป็นมิตร คือความรู้สึก คือการลดช่องว่างระหว่างงานดีไซน์กับคนดูให้ใกล้กันมากขึ้น เขาอยากให้คนมีอารมณ์ร่วมกับงานดีไซน์ รู้สึกถึงมันได้ จะชอบก็ได้ จะเกลียดก็ได้ เขาอยากให้กราฟิกดีไซน์เป็นส่วนหนึ่งของคนไทย

“ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราอยากจะจะลดช่องว่างระหว่างคนกับงานดีไซน์ คนกับงานออกแบบ คนกับคาแรกเตอร์ดีไซน์ คนกับกราฟิกดีไซน์ เราอยากจะลดช่องว่างตรงที่พอพูดถึงงานดีไซน์ปุ๊บแล้ว โอ้โห ดูไกลตัวเหลือเกิน เราอยากให้วันหนึ่งคุณถือถุงช้อปปิ้งก็รู้ว่า เนี่ย งานดีไซน์ คุณใช้บัตร BTS บัตร MRT นั่นแหละงานดีไซน์ อยากให้เขาวิจารณ์บัตร BTS บัตร MRT ออกมา มากกว่าจะเฉยๆ ยอมจำนน และยอมใช้ไปจะได้จบๆ”

อาทมองงานออกแบบว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและธุรกิจ การออกแบบเท่ากับการสื่อสาร ถ้าลองเข้าไปดูเพจของเขา จะพบคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการออกแบบเพื่อผลิตภัณฑ์มากมาย นั่นเป็นเพราะงานดีไซน์มีผลต่อความรู้สึกของผู้ซื้อมาก เขาอยากให้เจ้าของผลิตภัณฑ์สนใจในการออกแบบ และใส่ใจกับประสบการณ์ทุกวินาทีของผู้บริโภคเมื่อต้องใช้สินค้านั้นให้มากขึ้น อยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น มากกว่าการเอาแต่ใจตัวเอง และพูดแต่ในสิ่งที่อยากพูด โดยไม่สนใจว่าจะมีใครสนใจจะฟังหรือไม่

“เมื่อก่อนเราสนใจดีไซน์ในแง่ที่ว่ามันต้องอิมแพค เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่นั้น งานออกแบบในวันนี้ต้องดี อิมแพค และต้องขายด้วย Commercial กับ Art ต้องไปด้วยกัน และเรื่องขายนี่มันอยู่ในสัญชาตญาณของเราอยู่แล้ว เราทำโฆษณามานาน ทุกวันนี้ try2benice ทำงานกราฟิกดีไซน์ด้วยกระบวนการคิดของการทำโฆษณา และเรายังเป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าในเรื่องการสร้างแบรนด์ เรื่อง Design Strategy ลูกค้าที่มาหาเราจึงไม่ได้แค่งานออกแบบไปอย่างเดียว”

ยังจำเรื่องจิตวิทยาที่เขาเรียนตอนมหาวิทยาลัยได้ไหม แนวคิดแบบนั้นกลับมาอีกครั้งตอนทำงาน และยังจำเป็นมาตลอด สิ่งที่ try2benice สนใจมากในวันนี้ คือพฤติกรรมของผู้บริโภคและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ

“อย่างเราสนใจอะไร” เขาถาม

“เบียร์ครับ” ช่างภาพที่ไปด้วยกันตอบ

“สมมติเราพานายไปกินเบียร์ มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลแล้วนะ เป็นอารมณ์ล้วนๆ ใช่มั้ย พอพูดถึงเบียร์ น้ำลายมารอแล้วใช่เปล่า นี่คือจุดที่เราสนใจ เพราะนายจะข้ามเรื่องที่ว่าเบียร์แก้วเท่าไหร่ ตรงนี้แหละมันเป็นจุดอ่อนของคน สมมติ โห… กระเป๋าใบนี้มันสุดยอด มีลายสนูปี้ที่ฉันชอบ เราพร้อมจะจ่ายตังค์เลย เรากำลังสนใจความรู้สึกตรงนี้ หรือจุดตายตรงนี้ของมนุษย์ สนใจวินาทีแรกของการ Fall in Love ของคนที่ตัดสินใจซื้อ 

“เหมือนเรื่องตลาดคาวาอี้ที่ในเมืองไทยไม่มีใครทำ ทั้งๆ ที่คนไทยพร้อมจะจ่ายเงินให้ความน่ารักพวกนั้น ในเมื่อตลาดตรงนี้มีมูลค่ามหาศาลมาก คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น คนไทยไปเที่ยวเกาหลี โอ้โห จ่ายให้ทุกความคาวาอี้ เป็นพัน เป็นหมื่น เราพูดถึงเรื่องนี้บ่อยมาก เพราะเรากำลังสนใจตรงนี้อยู่”

เราถามเขาตรงๆ ก่อนแยกกันว่า ในฐานะคนที่ศึกษาพฤติกรรมคนในเรื่องนี้ เขายังตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านั้นเวลาไปซื้อของอยู่หรือเปล่า

“ยังเป็นอยู่ๆ จุดตายเราคือ Sneaker เพราะเราก็ต้องพยายามศึกษาจากตัวเองด้วย ถ้าเรากำลังเรียนปริญญาเอก เราคงกำลังทำธีสิสเรื่องนี้อยู่แน่ๆ เรื่องจุดอ่อนมนุษย์ เพื่อเอางานดีไซน์ไปอุดช่องโหว่ เราสนใจจิตวิทยาของการเอื้อมมือหยิบของมาจ่ายตังค์ การตกอยู่ในภวังค์ และความรู้สึกเวลาที่กลับบ้านนอนแล้วถามตัวเองว่าทำไมเราไม่ซื้อมา”

เรากลับบ้านคืนวันนั้น นึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อถุงผ้าลดโลกร้อนลายหมาที่เจอเมื่อตอนกลางวัน เหมือนเรื่องที่อาทพูดเกี่ยวกับงานดีไซน์และพฤติกรรมของคนไม่มีผิดเพี้ยน

ใช่ จุดอ่อนของเราคือ หมา

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง

นิทรรศการ ナイス nice เป็นการแสดงงานครั้งที่ 3 ในประเทศญี่ปุ่นของ try2benice รวบรวมภาพประกอบที่เปรียบเสมือนไดอารี่ที่ไม่มีตัวหนังสือ แต่เล่าเรื่องราวผ่านเป็นคาแรกเตอร์ สิ่งของ การใช้สี ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นตอนนี้ ไปดูงานของเขาได้ที่ d-labo Annex 3F Gofukucho Japan ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 กันยายน 2562

สำหรับคนอายุยี่สิบกว่าๆ น่าจะเคยเห็นผลงานของ try2benice จากหนังสือ Head รวมข้อเขียนสะกิดความคิด กับ Heart รวมข้อเขียนสั่นไหวความรู้สึก ของนิ้วกลม เล่มที่มีรูปเป็นต้นไม้อยู่บนพื้นหลังสีขาว หรือคาแรกเตอร์ก้อนเมฆที่ลายเส้นน่ารักแปลกตากันมาบ้าง ถ้าโตขึ้นมาหน่อยอาจจะทันเห็นโปสเตอร์งานเพะชะคุชะ (PechaKucha) ที่ทำร่วมกับ Bioscope เมื่อปี 2006

try2benice หรือ อาท-สุรัติ โตมรศักดิ์ คือกราฟิกดีไซเนอร์ที่ไม่เคยให้คำจำกัดความตัวเอง เขาเคยเป็นทั้ง Copywriter ในเอเจนซี่โฆษณา ไปจนถึงศิลปินที่กำลังมีงานนิทรรศการเดี่ยวของตัวเองเป็นครั้งที่ 3 ที่ประเทศญี่ปุ่น 

ในปีที่สภาวะเศรษฐกิจอยู่ในขั้นวิกฤต อาทเดินออกจากวงการโฆษณาหลังทำมานานเกือบ 20 ปี เพื่อมาเป็นฟรีแลนซ์ทำงานด้วยตัวเอง จนเกิดเป็น try2benice Graphic Design Studio ที่ไม่ใช่แค่สตูดิโอด้านการออกแบบ แต่เขาใช้กระบวนการคิดแบบคนทำงานโฆษณาผสมจินตนาการของคนทำงานศิลปะ เพื่อให้ได้มาซึ่งงานดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านทัศนศิลป์และธุรกิจ

อาทบอกว่า ตัวเองมี 3 บทบาท คือกราฟิกดีไซเนอร์ นักวาดภาพประกอบ และศิลปิน ซึ่งไม่แน่เหมือนกันว่าในอนาคตเขาอาจจะลุกขึ้นมาทำมิวสิกวิดีโอหรือหนังสักเรื่อง

นอกเหนือจากลิสต์ผลงานมากมาย เราสนใจมุมมองในการทำงานของเขา อยากรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่หล่อหลอมเขาไม่ใช่ให้เป็นสามบทบาทข้างต้น แต่ในฐานะคนใช้ชีวิตคนหนึ่งที่มีความรักในสิ่งที่ทำ และใช้ชีวิตโดยไม่มีข้อจำกัดได้อย่างสนุกมากคนหนึ่ง

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง

01

ศิลปะ

อาทไม่ใช่คนเรียนเก่ง เรียกได้ว่าเป็นอันดับโหล่ในบรรดาพี่น้อง 5 คน เทอมแรกที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ก็สร้างความประทับใจให้ครูที่เคยสอนพี่สาวทั้งสองคนที่เรียนเก่งมาก ด้วยเกรด 1.5

“เรียนไม่เก่งจริงๆ และผมยอมรับนะ เหมือนผมไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ในห้องเรียน แต่ชอบวาดรูป ตั้งแต่จำความได้แม่ชวนวาดรูปมาตลอด วาดตามภาพในนิตยสารตั้งแต่เด็กๆ 

“บ้านผมเป็นสายส่งหนังสือประจำอำเภอ ผมเลยมีหนังสืออ่านทุกประเภท ตั้งแต่หนังสือมวย ไก่ชน ฟ้าเมืองไทย สกุลไทย บางกอก และที่สำคัญ มีหนังสือการ์ตูนอ่านทุกเล่ม ทำให้ได้ดูงานภาพประกอบดีๆ อย่าง ครูโต-ม.ล. จิราธร จิรประวัติ, อาจารย์เกริกบุระ ยมนาค, ใต้ถุน, คุณสุรเดช แก้วท่าไม้ หรือ อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

“ผมชอบดูภาพประกอบมากจนเคยแอบฉีกไปห่อปกหนังสือหนังสือเรียนเล่มที่ปกไม่สวย ชอบดูหนังฟังเพลงเพราะเพื่อนรุ่นพี่บ้านติดกันที่สนิทมากเขาเอาเทป Pink Floyd เอา The Alan Parsons Project มาให้ผมฟังตั้งแต่ประถม และผมก็บ้าไปเลยเพราะเพลงแปลกและปกเทปก็สวยมากๆ ผมเลยชอบศิลปะแบบไม่รู้ตัว”

ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขามาตั้งแต่นั้น ส่วนเรื่องการออกแบบ อาทได้อิทธิพลมาจากการที่ที่บ้านเป็นร้านขายส่ง มีของขายแทบทุกอย่าง เขาได้รับความไว้วางใจจากพ่อให้จัดวางของใส่กล่อง ทำให้รู้ว่าอะไรควรอยู่ตรงไหน ฉลากสีอะไร สวยหรือไม่ เขาแวดล้อมไปด้วยงานกราฟิกดีไซน์มาตลอดผ่านแพ็กเกจจิ้ง โลโก้ ไปจนถึงการออกแบบตัวอักษร ถึงขนาดเคยตัดสติกเกอร์ให้คนงานที่บ้านไปติดมอเตอร์ไซค์ตอนเรียนประถมฯ 

“เห็นเป็นเด็กแบบนี้ผมเรียนสายวิทย์นะ ทุกวันนี้ยังสอบเคมีไม่ผ่านเลย ข้อสอบวิชาเคมีโรงเรียนผมมี 7 ชอยส์ ข้อสอบวิชาเลขต้องส่งกระดาษทด ใครจะไปสอบผ่าน! (หัวเราะ) สมัยนั้นเขาจะติวคนไปเป็นหมอหรือวิศวกร แต่ข้อดีก็คือ มันทำให้ผมรู้จักตัวเองว่านี่ไม่ใช่ ผมควรเรียนสายอื่น ผมควรจะเรียนวาดรูป มันต้องมีอะไรที่ผมอยากเรียน”

หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนกว่าครึ่งห้องเอนทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยต่างๆ เหลืออาทกับเพื่อนอีก 3 – 4 คน ที่ยังพยายามสอบเข้าคณะที่ตั้งใจ

“ที่ไหนก็ได้ แค่อยากเรียนศิลปะ”

ลองนึกภาพเด็กใส่เสื้อผ้ามือสองจตุจักร ถือเพลตวิ่งขึ้นรถเมล์ นั่นคือภาพนักเรียนศิลปะในตอนนั้น ส่วนอนาคตของคนเรียนศิลปะไม่ต้องพูดถึง น้อยคนที่จะมีเป้าหมายหลังเรียนจบว่าจะไปทำอะไรต่อ สุดท้ายเขาสอบเอนทรานซ์ครั้งที่ 2 ติดสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ตอนนั้นไม่เห็นอนาคตจริงๆ ว่าจะทำอะไรต่อ เรียนเพราะรักอย่างเดียว ถ้าไม่ได้เรียนศิลปะ ตอนนี้อาจจะกำลังทำหนังหรือเป็นนักดนตรี คงเป็นอะไรที่เกี่ยวกับศิลปะ ผมคงเป็นคนที่ถนัดในการใช้สมองซีกขวา 

“ตอนแรกผมอยากเรียนอาร์ตแบบ Pure Art เลย แต่พอไปเรียนครุศิลป์จริงๆ กลายเป็นว่าผมชอบ เพราะเขาสอนเรื่องจิตวิทยาจนถึงสานปลาตะเพียน เพราะอย่าลืมว่าเราเรียนเพื่อจะไปเป็นครูนะครับ โดยเฉพาะวิชาจิตวิทยาที่ผมเกลียดมากในตอนนั้น แต่มันกลับเป็นวิชาที่ใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับคน การคุยกับคน การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย มันคือการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ อยู่ร่วมกับโลก การเข้าใจคนอื่นด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา การอ่านใจเขา มันมีประโยชน์มากกว่าการเรียนศิลปะเฉยๆ”

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง
大好き daisuki นิทรรศการครั้งที่ 2 ในประเทศญี่ปุ่น

02

เป็ด

หลังเรียนจบ อาทสมัครงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์ เริ่มตั้งแต่ไปช่วยพี่ๆ ทำ Annual Report ที่ใช้เวลาเกือบปีกว่าจะได้เห็นออกมาเป็นเล่ม หรือออกแบบโลโก้ที่ฟูมฟักกันหลายเดือนกว่าจะได้เห็นการใช้งานจริง 

“ตอนเป็นกราฟิกดีไซเนอร์เคยช่วยพี่ๆ เขาทำ Annual Report เล่มหนึ่ง ภูมิใจมาก เอาไปให้พ่อแม่ พี่สาว ดู แม่บอกว่า ‘นี่เราออกแบบตัวหนังสือเหรอ’ ก็ไม่ใช่ ‘วาดภาพประกอบเหรอ’ ก็ไม่ใช่ ‘งั้นแกทำอะไร’ เราตอบไม่ได้ ก็ออกแบบไง แต่พ่อกับแม่ไม่เข้าใจ แล้วหลังจากนั้นมีพี่คนหนึ่งชวนไปเป็นลูกมือทำงานในฝั่งโฆษณา ซึ่งงานโฆษณาจะต่างกันเลย คือทำงานวันนี้ เอาไปลงหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ คนก็เห็นแล้ว และมันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผมจับต้องได้ว่าเราทำอะไรอยู่ จนเริ่มได้รางวัลนิดๆ หน่อยๆ ให้เขาบอกญาติได้ว่าลูกคนนี้ทำมาหากินอะไร 

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง
try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง
ナイス nice นิทรรศการครั้งที่ 3 ในประเทศญี่ปุ่น

“เราเคยทำมาหมดเลย เริ่มจาก graphic designer มาเป็น art director มานานจนวันนึงอยากเรียนรู้อย่างอื่นมั่ง เราชอบเขียนหนังสือ เลยเขียนไปปึกใหญ่มาก แล้วให้พวกพี่ๆ ที่เป็น Copywirter เก่งๆ เขาอ่าน โดยบอกพี่เขาว่า ‘พี่ตอบผมมาแค่คำเดียวว่า ผมเป็น Copywriter ได้หรือไม่ได้’ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ ได้ก็ได้เลย ไม่ต้องได้มั้ง ก็ดีนะ ไม่ต้องเกรงใจกันครับ มีพี่คนนึงบอกว่า ได้ ผมก็เลยลองดู ผมเป็นคนอยากเรียนรู้ทั้งหมด ตอนเป็นนักเรียนก็เป็นเป็ด ครุศิลป์ก็เป็นเป็ด ต้องเรียนทั้งปั้น วาดรูป เพนต์สีน้ำมัน สีน้ำ ภาพพิมพ์ เรียนออกแบบ ผมเป็นเป็ด เพราะฉะนั้นผมต้องเป็นเป็ดที่โอเคที่สุด ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าวันนึงจะออกมาทำเอง เพราะวงการโฆษณายุคนั้นรุ่งเรือง และคิดว่าเราคงทำไปจนแก่แน่นอน”

อาทเป็นคนทำงานกราฟิกที่คิดถึงคนดูมาตลอด การขยับไปทำสายโฆษณาจึงค่อนข้างตอบโจทย์วิธีคิดของเขา เขาเป็นคนคิดตรง เข้าประเด็น และมองตัวเองเป็นเหมือนนักแสดงที่ต้องตีโจทย์และแสดงออกมาให้คนเข้าถึงได้ แต่ถึงวันนึงที่อาชีพที่คิดว่าจะทำไปจนแก่กลับไม่ตอบโจทย์ชีวิตเขา 

03

ความสุข

“ผมเริ่มคิดถึงความสุขเรียบง่ายของชีวิต เริ่มอยากมีความสุขด้วยตัวเอง อยากลองทำงานคนเดียว และพอดีกับตอนนั้นมันมี Wi-Fi ทำให้เราทำงานจากที่ใหนก็ได้ ส่งงานให้ลูกค้าดูได้จากทุกมุมโลก มันลงตัวกับชีวิตมาก เลยออกดีกว่า”

เกือบ 20 ปี ที่เขาทำงานในบริษัทเอเจนซี่โฆษณา และด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในปีนั้นทำให้หลายๆ อย่างไม่เหมือนเดิม และด้วยอายุความคิดที่มากขึ้น เขาหันกลับมามองความสุขของตัวเองอีกครั้ง เพื่อพบว่ามันไม่ได้เกิดจากสิ่งนี้อีกต่อไป

“สภาพเศรษฐกิจยุคหลังค่าเงินบาทลอยตัวส่งผลกระทบกระเทือนไปทุกเอเจนซี่ ชีวิตการทำงานเริ่มเครียด เริ่มไม่มีความสุข เราทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาลูกค้าไม่ให้หลุด อยู่แต่ออฟฟิศกับห้างสรรพสินค้าใกล้ออฟฟิศ กินแต่อาหารที่สั่งมาส่งในห้องประชุม ชีวิตเราน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ ที่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ที่ของเราแล้ว 

นิ้วกลม
ปกหนังสือของนิ้วกลม

“แม้เงินเดือนจะลดลงหน่อย แต่มีความสุขในชีวิตมากขึ้น เราเลือกมีความสุขดีกว่า

“รู้ไหมว่านามบัตร try2benice พิมพ์เสร็จก่อน 1 ปี ตั้งแต่เรายังไม่ลาออกจากเอเจนซี่เลย (หัวเราะ) เราให้น้าๆ พี่ๆ ในเอเจนซี่ช่วยประสานงานพิมพ์ให้ บอกว่าเป็นของเพื่อน เราวางแผนเป็นฟรีแลนซ์ไว้ล่วงหน้าเกือบ 2 ปี ก่อนออกมาจากเอเจนซี่”

เขาบอกว่า ถ้าเอาตามความเป็นจริง ตัวเองไม่ได้เก่งมากพอที่จะออกมาทำเองทุกอย่าง แต่พอมานั่งใช้สติ และถามตัวเองให้ชัด คำตอบก็คือ เขารักงานกราฟิกดีไซน์ และรู้สึกว่าในตอนนั้นยังไม่มีงานกราฟิกสไตล์ในแบบของเขา จึงน่าจะเป็นช่องว่างที่เขาจะแทรกตัวเข้ามาในวงการนี้ได้ 

“งานของเราเป็นแบบง่ายๆ พูดกันตรงๆ แต่ต้องมีเสน่ห์ มีเรื่องของความรู้สึกเข้าไปเจือปนด้วย เราชอบงานที่ดูสบายๆ ให้รางวัลสายตาคนดู เราเลยคิดว่างานออกแบบในแนวทางนี้น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของวงการกราฟิกบ้านเราได้

“พอออกมาก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับพี่หมู (สุภาพ หริมเทพาธิป) ที่นิตยสาร Bioscope งานช่วงแรกๆ คือ โปสเตอร์เพะชะคุชะ (Pecha Kucha) ที่ทำกับ คุณธิดา ผลิตผลการพิมพ์ และยังโชคดีที่ได้รู้จักกับ วิภว์ บูรพาเดชะ อดีต บ.ก. HAMBURGER ที่ลาออกมาทำนิตยสาร happening ในเวลาเดียวกันพอดี ทำให้เรามีโอกาสทำงานให้ทั้งสองนิตยสารในตอนนั้น”

Pecha Kucha
โปสเตอร์เพะชะกุชะ

Pecha Kucha คืองานที่ทำให้คนเริ่มรู้จัก สุรัติ โตมรศักดิ์ ในนาม try2benice มากขึ้น ถ้าเปรียบในวันนี้ เพะชะคุชะคงจะคล้ายๆ กับ TED Talks แต่ต่างกันตรงที่เป็นการนำเสนอเรื่องราวอะไรก็ได้ที่น่าสนใจ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ผ่านภาพสไลด์ 20 ภาพ ภาพละ 20 วินาที 

หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสออกแบบปกหนังสือฉบับแปลของ ฮารูกิ มูราคามิ ปกหนังสือ หิมาลัยไม่มีจริง และ Homo Finishers ของนิ้วกลม รวมถึงโปสเตอร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ประชาธิป’ไทย โดย เป็นเอก รัตนเรือง และอีกหลายๆ ผลงาน จนสไตล์ของเขาเป็นที่คุ้นเคยในวงการการออกแบบ

04

(ไม่มี) ข้อจำกัด

มาถึงตอนนี้ เขาได้เจอกับจุดสมดุลของการทำงานและชีวิตแล้วในระดับหนึ่ง ได้ทำงานที่บ้าน หรือทำงานที่ไหนบนโลกก็ได้อย่างมีความสุขตามที่คิดไว้ แล้วสุดท้ายก็จับพลัดจับผลูได้ไปแสดงงานที่ประเทศญี่ปุ่น 

“ผมเคยฝันอยากไปเรียนต่อญี่ปุ่นตั้งแต่เรียนจบใหม่ๆ แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก และเราไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลย พอวันหนึ่งมีโอกาสเราก็คว้าเลย อาจเป็นเพราะว่าเราเป็นคนที่มีข้อแม้ในชีวิตน้อยมาก เราเชื่อว่าถ้าข้อแม้เยอะแล้วเราจะใช้ชีวิตไม่คุ้ม อะไรก็ตามที่มันไม่ทำให้ใครเดือดร้อน อะไรที่เราทำได้ ก็วางแผนให้ดี คิดให้รอบคอบ แล้วทำเลย

“ตอนแสดงงานครั้งแรกเรายังสื่อสารไม่ได้ แล้วการจะทำงานศิลปะชิ้นใหญ่ในญี่ปุ่นนี่เป็นเรื่องใหญ่ หรือจะหอบไปจากไทยก็ลำบากมาก เราเลยคิดว่าจะแก้ปัญหายังไงให้งานศิลปะไม่วุ่นวาย ทุกคนซื้อกลับบ้านไปได้เลย ก็เลยทำเสื้อยืด กลายเป็นนิทรรศการเสื้อยืด ปรากฏว่าขายหมด คนญี่ปุ่นชอบ เพราะงานนี้เลยทำให้ได้แสดงนิทรรศการเดี่ยวที่ญี่ปุ่นอยู่เรื่อยๆ” 

ไม่ใช่เพราะเก่งมากหรือดีที่สุด อาทย้ำกับเราแบบนั้น แต่ด้วยวิธีคิดแบบไม่มีข้อแม้และไม่ยึดติดที่ทำให้เขาผันตัวจากการกราฟิกดีไซเนอร์ที่ทำงานในวงการโฆษณากว่า 20 ปี มาเป็นศิลปินที่มีงานนิทรรศการของตัวเองได้ในบางครั้งคราว ทำให้ตอนนี้เขามีถึง 3 บทบาท คือกราฟิกดีไซเนอร์ นักวาดภาพประกอบ และศิลปิน 

“ว่ากันจริงๆ เราไม่ได้เป็นคนเก่งนะ งานดีไซน์เราก็ไม่ได้เก่งกาจ งานศิลปะเราก็ไม่ได้อื้อหืออะไรมาก แต่ว่าก็มีมาตรฐานระดับหนึ่ง เราแค่เป็นคนทำงานหนักเพื่อให้มันออกมาดีที่สุด ก่อนที่จะส่งโลโก้สักแบบให้ลูกค้าดู เราแค่ขยันมาก คิดมาก และงานของเราถ้าคนชอบก็ชอบเลย ไม่ชอบก็ไม่ชอบ แต่เราไม่เคยจำกัดตัวเอง วันหนึ่งอาจจะมีคนให้เราทำมิวสิกวิดีโอก็ได้ ถ้าเราคิดมาดีแล้วว่าทำได้ เราก็ทำ เท่านั้นเอง แล้วมันจะสนุก เราจะมีความสุขในการทำงาน”

05

ดีไซเนอร์ของโลก

การเป็นนักออกแบบที่มีโอกาสไปสัมผัสประเทศที่ใส่ดีไซน์ไปในทุกสิ่งอย่างแบบประเทศญี่ปุ่น เปลี่ยนมุมมองของเขาในหลายๆ เรื่อง มันหล่อหลอมให้เขาเข้าใจกระบวนการทางความคิดในอีกแบบหนึ่ง และส่งผลต่อกระบวนการคิดและการทำงานของเขา

“มันบันดาลใจเราทุกครั้งที่ไปเลยนะ ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีดีไซน์เกือบทุกอย่าง อินทีเรียดีไซน์ในบ้าน ในห้องน้ำ ในซิงก์ ในของใช้ร้านร้อยเยน ในขนม ในบรรจุภัณฑ์ ในการนั่งรถไฟ เหมือนเราเปิดหนังสือดีไซน์ดูตลอดเวลา เราชอบ มันเปลี่ยนวิธีการทำงานเรา เราชัดเจนขึ้น และคิดรอบคอบมากขึ้น

“คนญี่ปุ่นที่มาดูงานเราก็สอนอะไรเราหลายอย่างเหมือนกัน อย่างเวลาไปแสดงงานที่เป็นตัวคาแรกเตอร์ เคยมีเด็กมาชวนคุยว่า ‘ทำไมนายทำตัวนี้เป็นสีเหลือง ผมชอบสีเหลืองนะ แต่ถ้าเป็นฟ้าจะหมายถึงอย่างนี้ใช่ไหม แล้วถ้าตัวสีแดงล่ะ…’ เขาจินตนาการไปไกลกว่าที่จะมาถามว่าเราวาดรูปนี้ทำไม เขาโตมากับวิธีคิดแบบนั้น แต่เราไม่ได้เอามาเปรียบเทียบกับคนไทย ไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร อย่างอาหารไทยกับอาหารญี่ปุ่นเราเปรียบเทียบกันไม่ได้ ต่างคนต่างมีดี เราจะไปซึมซับสิ่งที่เราขาด และเราก็จะเอาความเป็นไทยที่มีไปเติม โดยไม่ได้บอกว่าเราเป็นดีไซเนอร์ไทยหรือพยายามจะเป็นดีไซเนอร์ญี่ปุ่น เราแค่พยายามเป็นดีไซเนอร์ของโลกใบนี้”

เพราะจริงๆ งานดีไซน์ควรจะเป็นสากลอยู่แล้ว

“ใช่ เพราะมันคือการสื่อสารกับมนุษย์ ซึ่งหมายถึงทุกๆ คน ไอ้สิ่งที่เราออกแบบไม่ได้ให้คนไทยดูอย่างเดียวนี่ เราให้ฝรั่งดูด้วย ให้คนเวเนซูเอลาดูด้วย ให้คนซิมบับเวดูด้วย ถ้าคิดแบบนี้ ความคิดเปรียบเทียบจะไม่เกิดขึ้น”

โปสเตอร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ประชาธิป’ไทย กำกับโดยเป็นเอก รัตนเรือง

06

try2benice

try2benice สำหรับเขาคือความเป็นมิตร คือความรู้สึก คือการลดช่องว่างระหว่างงานดีไซน์กับคนดูให้ใกล้กันมากขึ้น เขาอยากให้คนมีอารมณ์ร่วมกับงานดีไซน์ รู้สึกถึงมันได้ จะชอบก็ได้ จะเกลียดก็ได้ เขาอยากให้กราฟิกดีไซน์เป็นส่วนหนึ่งของคนไทย

“ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราอยากจะจะลดช่องว่างระหว่างคนกับงานดีไซน์ คนกับงานออกแบบ คนกับคาแรกเตอร์ดีไซน์ คนกับกราฟิกดีไซน์ เราอยากจะลดช่องว่างตรงที่พอพูดถึงงานดีไซน์ปุ๊บแล้ว โอ้โห ดูไกลตัวเหลือเกิน เราอยากให้วันหนึ่งคุณถือถุงช้อปปิ้งก็รู้ว่า เนี่ย งานดีไซน์ คุณใช้บัตร BTS บัตร MRT นั่นแหละงานดีไซน์ อยากให้เขาวิจารณ์บัตร BTS บัตร MRT ออกมา มากกว่าจะเฉยๆ ยอมจำนน และยอมใช้ไปจะได้จบๆ”

อาทมองงานออกแบบว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและธุรกิจ การออกแบบเท่ากับการสื่อสาร ถ้าลองเข้าไปดูเพจของเขา จะพบคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการออกแบบเพื่อผลิตภัณฑ์มากมาย นั่นเป็นเพราะงานดีไซน์มีผลต่อความรู้สึกของผู้ซื้อมาก เขาอยากให้เจ้าของผลิตภัณฑ์สนใจในการออกแบบ และใส่ใจกับประสบการณ์ทุกวินาทีของผู้บริโภคเมื่อต้องใช้สินค้านั้นให้มากขึ้น อยากให้เอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น มากกว่าการเอาแต่ใจตัวเอง และพูดแต่ในสิ่งที่อยากพูด โดยไม่สนใจว่าจะมีใครสนใจจะฟังหรือไม่

“เมื่อก่อนเราสนใจดีไซน์ในแง่ที่ว่ามันต้องอิมแพค เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่นั้น งานออกแบบในวันนี้ต้องดี อิมแพค และต้องขายด้วย Commercial กับ Art ต้องไปด้วยกัน และเรื่องขายนี่มันอยู่ในสัญชาตญาณของเราอยู่แล้ว เราทำโฆษณามานาน ทุกวันนี้ try2benice ทำงานกราฟิกดีไซน์ด้วยกระบวนการคิดของการทำโฆษณา และเรายังเป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าในเรื่องการสร้างแบรนด์ เรื่อง Design Strategy ลูกค้าที่มาหาเราจึงไม่ได้แค่งานออกแบบไปอย่างเดียว”

ยังจำเรื่องจิตวิทยาที่เขาเรียนตอนมหาวิทยาลัยได้ไหม แนวคิดแบบนั้นกลับมาอีกครั้งตอนทำงาน และยังจำเป็นมาตลอด สิ่งที่ try2benice สนใจมากในวันนี้ คือพฤติกรรมของผู้บริโภคและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ

“อย่างเราสนใจอะไร” เขาถาม

“เบียร์ครับ” ช่างภาพที่ไปด้วยกันตอบ

“สมมติเราพานายไปกินเบียร์ มันไม่ใช่เรื่องของเหตุผลแล้วนะ เป็นอารมณ์ล้วนๆ ใช่มั้ย พอพูดถึงเบียร์ น้ำลายมารอแล้วใช่เปล่า นี่คือจุดที่เราสนใจ เพราะนายจะข้ามเรื่องที่ว่าเบียร์แก้วเท่าไหร่ ตรงนี้แหละมันเป็นจุดอ่อนของคน สมมติ โห… กระเป๋าใบนี้มันสุดยอด มีลายสนูปี้ที่ฉันชอบ เราพร้อมจะจ่ายตังค์เลย เรากำลังสนใจความรู้สึกตรงนี้ หรือจุดตายตรงนี้ของมนุษย์ สนใจวินาทีแรกของการ Fall in Love ของคนที่ตัดสินใจซื้อ 

“เหมือนเรื่องตลาดคาวาอี้ที่ในเมืองไทยไม่มีใครทำ ทั้งๆ ที่คนไทยพร้อมจะจ่ายเงินให้ความน่ารักพวกนั้น ในเมื่อตลาดตรงนี้มีมูลค่ามหาศาลมาก คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น คนไทยไปเที่ยวเกาหลี โอ้โห จ่ายให้ทุกความคาวาอี้ เป็นพัน เป็นหมื่น เราพูดถึงเรื่องนี้บ่อยมาก เพราะเรากำลังสนใจตรงนี้อยู่”

เราถามเขาตรงๆ ก่อนแยกกันว่า ในฐานะคนที่ศึกษาพฤติกรรมคนในเรื่องนี้ เขายังตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านั้นเวลาไปซื้อของอยู่หรือเปล่า

“ยังเป็นอยู่ๆ จุดตายเราคือ Sneaker เพราะเราก็ต้องพยายามศึกษาจากตัวเองด้วย ถ้าเรากำลังเรียนปริญญาเอก เราคงกำลังทำธีสิสเรื่องนี้อยู่แน่ๆ เรื่องจุดอ่อนมนุษย์ เพื่อเอางานดีไซน์ไปอุดช่องโหว่ เราสนใจจิตวิทยาของการเอื้อมมือหยิบของมาจ่ายตังค์ การตกอยู่ในภวังค์ และความรู้สึกเวลาที่กลับบ้านนอนแล้วถามตัวเองว่าทำไมเราไม่ซื้อมา”

เรากลับบ้านคืนวันนั้น นึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อถุงผ้าลดโลกร้อนลายหมาที่เจอเมื่อตอนกลางวัน เหมือนเรื่องที่อาทพูดเกี่ยวกับงานดีไซน์และพฤติกรรมของคนไม่มีผิดเพี้ยน

ใช่ จุดอ่อนของเราคือ หมา

try2benice กราฟิกดีไซเนอร์หนุ่มไทยผู้อยากและลองเป็นศิลปินจนได้จัดนิทรรศการในญี่ปุ่นถึง 3 ครั้ง

นิทรรศการ ナイス nice เป็นการแสดงงานครั้งที่ 3 ในประเทศญี่ปุ่นของ try2benice รวบรวมภาพประกอบที่เปรียบเสมือนไดอารี่ที่ไม่มีตัวหนังสือ แต่เล่าเรื่องราวผ่านเป็นคาแรกเตอร์ สิ่งของ การใช้สี ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นตอนนี้ ไปดูงานของเขาได้ที่ d-labo Annex 3F Gofukucho Japan ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 กันยายน 2562

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ภาพเขียนการ์ตูนลายเส้นสนุกสนาน สีสันหวานแหววสะดุดตา ประกายกลิตเตอร์วะแวววะวับ คาแรกเตอร์กึ่งคนกึ่งสัตว์ชวนให้คิดถึงแอนิเมชันเรื่องโปรดในวัยเยาว์ เนื้อหนังมังสาเป็นขนฟูนุ่มน่าสัมผัส ขัดแย้งกับเนื้อหาเสียดสีนานาประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่ปัญหาธรรมชาติไปจนถึงการเมือง

ประติมากรรมรูปหล่อน้องเหมียวเพศเมียนั่งกอดเข่า ส่งสายตาละห้อยหาปนโศก หว่างขามีแม่กุญแจไซส์โตล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่างรัดกุม ถัดออกมาไม่ไกลคือลูกกุญแจ ถึงดูผิวเผินน่ารัก แต่เบื้องหลังทุกมุมโค้งเว้าล้วนแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ การกดขี่ทางเพศ และความทรมานของอิสตรีทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

นี่คือฝีไม้ลายมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ผ่านหูผ่านตาเราตลอดเวลา

ยุรี เกนสาคู

เรารู้จักเธออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อคราวไปชมผลงาน ‘Atmosfear : บรรยากาศมาคุ’ ที่ 100 Tonson Gallery ภาพจิตรกรสาวร่างเล็กยืนตวัดฝีแปรง ประจงลากเส้นต่อจุดบนผนังสูงเกือบเป็น 2 เท่าอย่างทะมัดทะแมงประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่นั้นมา สิงสาราสัตว์นับสิบรายล้อมผนังทั้ง 4 ด้าน แม้ดูตลกขบขัน แต่ล้วนเดินทางออกมาจากก้นบึ้งแห่งความกลัวของผู้วาดมันขึ้นมาทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง
ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

จนเมื่องาน BAB 2020 ปีที่ผ่านมา เธอจัดแสดงภาพเขียนมาสเตอร์พีซ ‘Bleu Blanc Rouge’ ในตึก The PARQ หลังกลับมาจากฝรั่งเศสในฐานะศิลปินพำนัก (Artist Residency) แถมจับมือกับคริสตัลในโปรเจกต์ Crystal x Yuree ออกแบบฉลากขวดน้ำสุดเก๋ มีทั้งเต่าทะเลนักดำน้ำ พะยูนคู่หูแม่ลูก วาฬยักษ์ใจดี และนางเงือกชุบแป้งทอด

ล่าสุด เราได้คุยกับเธอสั้นๆ ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 จึงถือโอกาสชวนเธอมานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เกี่ยวกับตัวตนและผลงาน ย้อนรอยเบื้องหลังคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่เธอชุบชีวิตขึ้นบนผืนผ้าใบ มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ ถุงผ้า เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม ไปจนถึงประติมากรรมรูปหล่อสุดคิวต์ ฉบับยุรี เกนสาคู

01

Put the Right Girl to the Right Place

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงยุรี แววตาเป็นประกายของเธอจับจ้องดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนตามบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยความชอบ ทั้งถุงขนม ของเล่นกระจุกกระจิก หนังการ์ตูน ค่อยๆ ซึมและซับเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีก็ต้องใจราวกับต้องมนตร์นะจังงังเรียบร้อยแล้ว

แต่พอได้เห็นพี่ชายนักเรียนช่างศิลป์ต้องฝึกทักษะการวาดพื้นฐาน กลับมองว่าหมดสนุกและไม่ใช่แนวทางที่ตนสนใจ เพราะไม่เหมือนกับการขีดเส้นตามจินตนาการเป็นตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างเจ้าตัวถนัด

“แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ” ศิลปินหญิงกล่าวถ่อมตัวตามประสาคนมากฝีมือ

หลังอกหักจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ยุรีบ่ายหน้าสู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานที่ซึ่งเปิดประตูบานกว้างอ้าออกต้อนรับเหล่ามนุษย์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

“โชคดีตรงได้เรียนที่ที่เหมาะกับเรา จำได้ครั้งหนึ่งตอนฝึกวาดสีน้ำมัน เราก็จัดสโตรกหนักๆ เป็นภาพพื้นผิวอะไรสักอย่างแปะบนแบกกราวนด์แบนเรียบ แทนที่จะทำอากาศให้ฟุ้งหน่อย ไม่มีเอกภาพเลย ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ตำหนิอะไรเลยสักคำ บางครั้งวาดลดทอนแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แนวหลีกหนีความเป็นจริง กลับได้คะแนนดีด้วยซ้ำ เพราะความคิดและสไตล์เรามีค่ามากกว่าแค่ความเหมือนจริง”

ยุรีพาตัวเองเข้าไปอยู่ถูกที่ถูกทาง เหมือนนักกีฬาดาวรุ่งได้โค้ชมากฝีมือมาช่วยเทรน บ่มเพาะจนสุกงอมพร้อมทาน สบกับโอกาสพิเศษที่ได้รับ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะเต็มตัวของเธออย่างเป็นทางการ

“ตอนเรียนไม่เคยมั่นใจว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ช่วงนั้นพ่อผู้เป็นรายได้เดียวของครอบครัวเพิ่งเสีย ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปทางนี้ต่อดีไหม เผอิญหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยทำโครงการร่วมกับพื้นที่สองสามแห่ง เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยว มาสร้างและขายผลงานของตัวเอง ปรากฏว่าเราได้รับคัดเลือก ทำให้มีแกลเลอรี่เข้ามาติดต่อและขายผลงานได้เกือบหมด จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางนี้ต่อไป”

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

เจ้าตัวแอบกระซิบว่าถ้างานครั้งนั้นแป้ก ก็คงหักเลี้ยวไปสายออกแบบเพื่อการค้าอย่างเดียว ปิดตายลงกลอนประตูศิลปินไฟน์อาร์ต ไม่ได้เขียนภาพโชว์ตามแกลเลอรี่หรืองานต่างๆ อย่างที่เห็นทุกวันนี้ควบคู่กันไปด้วย

02

แกงโฮะ

กลเม็ดเด็ดพรายของยุรี เกนสาคู คือการหยิบคว้าเรื่องราวนอกกรอบหลากหลาย ตั้งแต่ตำนานปกรณัม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมในก้นบึ้งแห่งตัวตนของเธอ ทั้งความกลัวและความสนใจต่อประเด็นต่างๆ ในสังคม กลั่นกรองออกมาเป็นทั้งผลงานพาณิชยศิลป์และวิจิตรศิลป์

“นอกจากโจทย์ใหญ่ซึ่งครอบไว้ ก็พยายามสำรวจตัวเองว่าขณะนั้นสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอยู่บ้าง พอได้ไอเดียคร่าวๆ ก็พยายามแตกแขนงความคิดให้เหนือคาด อย่างงาน Nagabi Transferry ในเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่กระบี่ เราสนใจเรื่องตำนาน จึงเอานิทานพื้นบ้านเรื่องการเกิดเกาะของภาคใต้มาเป็นธีม มียักษ์ นาค เขานางนอน เป็นเนื้อหาในการวาดภาพลงบนเรือและทำประติมากรรม

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“หรือชิ้น The Prophecy of 24 March 2019 จัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่ ช่วงนั้นเริ่มสนใจเรื่องการเมืองเพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการยึดอำนาจ เลยโยงเอาคำทำนายอนาคตเรื่องนารีขี่ม้าขาว มาผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนซึ่งปรากฏบนปฏิทินแบบฉีก วาดขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนคนบนหลังม้าจากชายเป็นหญิงแทน” เธอเล่ารายละเอียดการออกแบบอย่างฉะฉาน

ความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ยุรีเลือกเฟ้นวัตถุดิบแปลกตามายำรวมกันได้อย่างแซ่บนัว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นตอ จะพบว่าไอเดียสนุกๆ ของเธอก่อกำเนิดขึ้นจากนิสัยขี้เบื่อหน่ายสไตล์ศิลปิน อยากทำให้ตัวเองอยู่กับงานได้จนตลอดรอดฝั่ง เพราะงานบางชิ้นก็กินเวลาถึงค่อนปีกว่าจะสำเร็จ

“คือพี่เป็นคนไม่ชอบแก้งาน” นักออกแบบตรงข้ามเราเปลี่ยนประเด็นพลางหัวเราะ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“พอรับบรีฟมาแล้วมีไอเดีย จะรีบปรึกษาลูกค้าทันทีว่าถ้าทำแบบนี้โอเคไหม อีกอย่างคือต้องทำรีเสิร์ชให้แม่นมาก ต้องทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง อย่างตอนทำกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนให้ โลตัส (Lotus’s) ก็ศึกษาละเอียด สัตว์ชนิดไหนได้รับผลกระทบจากขยะอย่างไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความหมายเสมอ

“จะวาดหรือออกแบบอะไรก็ต้องให้ชัวร์ประมาณหนึ่ง ไม่ให้โดนด่าว่าไม่มีความรู้ สมัยก่อนไม่กล้า เพราะรู้สึกว่ายังอ่านไม่มาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ถ้าถึงจุดที่พร้อมพูดเพราะมั่นใจในข้อมูลก็ทำเลย เพราะหากกลัวจนขึ้นสมอง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี อย่างนั้นไม่ต้องไปเป็นนักวิชาการก่อนแล้วค่อยมาเป็นจิตรกรหรอ” โทนเสียงสดใสเจือหัวเราะในลำคอ กลบเนื้อหาเสียดสีระหว่างบรรทัดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต่างอะไรกับผลงานของเธอ

เพราะผสานสารพัดเรื่องราวเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม คุมประเด็นได้เฉียบคม ผลงานของยุรีจึงเป็นเหมือนแกงโฮะแห่งเรื่องราว ที่แม่ครัวประจำหม้อนั้นมากฝีมือและประสบการณ์ รู้จักวัตถุดิบอย่างถ่องแท้ ปรุงเป็นอาหารรสเลิศจนกินได้ไม่มีเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็อ้วนพีด้วยความเอิบอิ่มใจในผลงาน

03

Sugar Coating

ตัวการ์ตูนหลุดจากโลกความจริง สีสันฉูดฉาดเด่นชัดถนัดตา สถานที่และเวลาพร่าเลือนราวกับอยู่ในเทพนิยาย แต่สอดแฝงเรื่องราวหนักแน่นเข้มข้นอย่างชาญฉลาด คือสไตล์จากปลายพู่กันของศิลปินลูกครึ่งคนนี้

“แบบปัจจุบัน เริ่มก่อตัวตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเบื่อโลก ชอบวาดอะไรไม่เหมือนจริง เพื่อหลีกหนีสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เน้นสัตว์เพราะมันน่ารัก อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจากรสนิยม เราชอบความสนุกสนาน ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่บนโลกนี้โดยไม่ประสาทแดกไปก่อน เลยแปรสิ่งไม่ดีให้สวยงาม ลดทอนความโหดร้ายนองเลือดลง โดยยังคงความไม่ดีเอาไว้ เหมือนกับแอบด่าคนด้วยคำพูดเพราะๆ (หัวเราะ) เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมันง่ายขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหยิบประเด็นดาร์กๆ มาเคลือบน้ำตาล นำเสนอในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมทาน หลายครั้งมีส่วนช่วยลับคมให้สารัตถะ ซึ่งงานศิลปะหรืองานดีไซน์จะกระซิบบอกแก่ผู้ชมเป็นนัยๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่ารูปแบบเช่นนี้จะไปลดทอนเบียดบังเนื้อหาแท้จริงของงานหรือเปล่า

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ไม่คิดว่าลดทอน แค่เป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอมากกว่า” เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงถ้อยที

“งานตรงไปตรงมาไม่ค่อยสนุก บางคนอาจชอบเพราะมีพลัง แต่ผลงานย่อมสะท้อนผู้สร้าง เราไม่ใช่คนบู๊ก้าวร้าว เกลียดใครก็ด่า อยากนำเสนอแบบ Soft Power มากกว่า จึงพยายามประนีประนอม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่าเราต้องการอะไร และจัดแสดงเป็นสาธารณะหรือใช้เพื่อการค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้ารุนแรงสุดโต่งก็อาจจะไม่มีที่ทาง”

ฉะนั้น การเล่นแร่แปรธาตุ พลิกเอาความหมายแท้จริงซ้อนลึกลงไปข้างใน ไม่ใช่การแสดงทักษะอันฉกาจอย่างคนอวดดี แต่เป็นกุศโลบายอันสุขุมคัมภีร์ที่เปิดโอกาสให้งานเดินทางอย่างสาธารณะ เข้าสู่ห้วงกระแสความนึกคิดของคนหมู่มากได้ตามประสาเครื่องมืออันมี Soft Power ดั่งเจ้าตัวว่าต่างหาก

04

“ของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ”

หากไม่นับเอกลักษณ์ซึ่งถูกจริตตรงใจเราอย่างเต็มเปา อีกเหตุผลที่ต้องปรี่ไปชมผลงานเธอด้วยตาเนื้อทุกคราว คือบรรดารายละเอียดสนุกๆ ที่กล้องถ่ายภาพเล่าต่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราอยากให้คนมาดูว่าของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ ถ้ามาดูจะเห็นพื้นผิวของการคอลลาจ ใช้ประกาย กลิตเตอร์ ขน ผ้า มาผสมให้งานสนุกขึ้น

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“อย่างชิ้น เรื่อสำเภาหัวแดง (Red Beak Junk Ship) ล่าสุดที่ล้ง 1919 เราเชื่อมโยงกับสถานที่ การค้า ความเชื่อของคนจีนเกี่ยวกับการเดินเรือ หยิบเอาผ้าแพรซึ่งเคยซื้อเก็บไว้ตอนไปเมืองจีน และสั่งผ้ากระสอบใหม่เพื่อมาใช้ในงาน ด้านล่างของภาพก็มีเรือสำเภาจีน ใช้เสริมฮวงจุ้ยมาตั้งคู่กัน ช่วยสื่อถึงการค้าขาย พอมีสิ่งพวกนี้งานจะน่าตื่นเต้นขึ้น”

ถ้าบอกว่างานของยุรีในยุคนี้มันหยดแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้ามันยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะเธอเล่นสนุกกับภาพลายเส้นตัวเองได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ตั้งแต่ทำปกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอในโปรเจกต์ Pry&May-T ไปจนถึงแอนิเมชัน ‘วิฬาร์ทวาทศ’ บนผนังถ้ำในนิทรรศการ ‘สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ’ ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี

“โปรเจกต์ Pry&May-T พี่เม (เมธี น้อยจินดา แห่งวงโมเดิร์นด็อก) ชวนไปทำ เป็นครั้งแรกสำหรับแอนิเมชันเลย เราตีความจากอารมณ์เพลง เพราะเนื้อร้องเหมือนบทกวีมาก ลายเส้นทุกอย่างมาจากเราทั้งหมด แต่การทำให้ขยับมีทีมงานหลังบ้านเอาไปทำต่อ ยุรีพึ่งพาคนทำกราฟิกค่อนข้างเยอะเพราะเราไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าอะไรได้หรือไม่ได้

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ส่วนที่ถ้ำจอมพล อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ชวนไปดูไซต์ว่าทำอะไรได้บ้าง ท่านมัดมือมัดขาเราด้วยการห้ามวาดภาพ ยุรีเลยทำงานคาแรกเตอร์ เป็นแอนิเมชันเรื่อง นางสิบสอง แทนเพราะเข้ากับโลเคชันและมีดนตรี ที่ยุรีและพี่เมเล่นประกอบเรื่อง อย่างเพลง Can’t Take My Eyes off You เล่นคู่ไปกับฉากที่นางสิบสองไม่มีลูกตา ยกเว้นนางเภา แม่ของพระรถเสน ที่เหลือตาอยู่ข้างเดียว” นักออกแบบหญิงถ่ายทอดประสบการณ์โปรเจกต์นั้นอย่างสนุกสนาน

นางเงือกชุบแป้งทอดบนเครื่องซักผ้าบุเบี้ยว แมวเหมียวนั่งกอดเขาโดยใส่กางเกงในเหล็กล็อกเอาไว้ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ใครหลายคนหยุดชะงักจนต้องเหลียวหลังกลับมามอง ยังยืนยันได้ด้วยว่ายุรีไม่ได้เป็นเซียนแค่บนผืนกระดาษผ้าใบเท่านั้น

“เราเริ่มต้นจากภาพวาดก่อนแล้วค่อยมาหัดทำประติมากรรมทีหลัง เพราะชอบให้มีงานหลายแบบจัดแสดงพร้อมกัน เพื่อให้ภาพรวมมีมิติและพลังมากขึ้น ชิ้นแรกคือ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste แล้วก็หัวเรือ Nagabi Transferry ทำเป็นนาค ตามมาด้วยสาวน้อยแม่กุญแจ (Lady Key) และล่าสุดคือ Broken Victoria ประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะปีกหักสภาพสะบักสะบอม เราทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาพ Bleu Blanc Rouge และภาพ Louis XVI ในงาน BAB 2020

“ประติมากรรมมีเรื่องให้คำนึงเยอะมาก หลักๆ คือทุน แพงกว่าจิตรกรรมเยอะ ไหนจะที่เก็บอีก แล้วเราไม่ได้มาสายนี้ จะทำขายก็กลัวขายไม่ได้”

ยุรีมองว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายประเภทควบคู่ไปกับการทำงานดีไซน์ คือหนึ่งในกระบวนการเติบโต (ส่วนตัว) ของเธอ เพราะชีวิตมีหลากหลายด้าน ศิลปะแต่ละประเภท งานดีไซน์แต่ละชนิด มีวิถีทางในการดำเนินไปสู่ผู้เสพแตกต่างกัน แนวทางสนุกเร้าใจเช่นนี้ จึงคอยเติมแรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเธอลุกโชนขึ้นอยู่ทุกวี่วัน และเปิดประตูแห่งโอกาสให้กางกว้าง 

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
05

ศิลปินพำนัก

นิทรรศการ The Adventure of Momotaro Girl จัดแสดงที่ Yokohama Museum of Art เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 2007

ภาพ Bleu Blanc Rouge ในงาน BAB 2020 ผลงานจากเมืองลา โรแชล (La Rochelle) ประเทศฝรั่งเศส

งานทั้งคู่นี้ นอกจากเป็นผลิตผลที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ยังการันตีฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ได้ครบจบในตัว

เทคนิคหนึ่งที่เราได้จากการฟังเธอเล่า คือการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสถานที่และโจทย์ที่ได้รับ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ตอนไปญี่ปุ่น ก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าเรามีอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไหม ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบไม่นาน ยังหน่อมแน้มอยู่เลย ไปอยู่ต่างแดนคนเดียวก็เหงา พอดีพักอยู่ตึกชื่อ ‘โตโฮ’ เลยใช้เป็นชื่อเล่นของผลงานว่า ‘โฮโต’ หมายถึง ร้องไห้หนักมาก แล้วพอไปเดินตามร้านฮาร์ดแวร์ เจอบล็อกแก้วรูปทรงคล้ายตึกนี้ เลยซื้อมาใช้ ทำงานไซส์จิ๋วในนั้น มีคนนั่ง เปิดทีวี จำลองเหมือนเป็นตัวเรา

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ฝรั่งเศสครั้งล่าสุด พอทำการบ้านจริงๆ พบว่ามีเรื่องราวเชื่อมโยงเยอะมาก การ์ตูน Barbapapa ช่อง 11 ที่เคยดูตอนเด็ก วรรณกรรมเรื่อง สามทหารเสือ ที่เราเคยไปวาดปกให้ แถมมีฉากหนึ่งเกิดในเมืองลา โรแชล ที่เราไปพอดี รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง กุหลาบแวร์ซาย” เธออธิบายถึงวิธีการทำงานรูปแบบเฉพาะตัว

และโอกาสได้ไปท่องโลกกว้างในฐานะศิลปินพำนัก รวมถึงการสร้างและจัดแสดงงานในเมืองนอกเมืองนามานักต่อนัก ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ นี้เอง คือส่วนผสมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานเชิงพาณิชยศิลป์ของยุรีให้แพรวพราวขึ้น

“การทำงานด้านคอมเมอร์เชียลไม่ใช่การเล่าเรื่องของตัวเอง เราเลยต้องพยายามคิดเชื่อมโยงกับโจทย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจงานและค้นคว้าข้อมูลมาบิดเล่นได้สนุกกว่าเดิม เราว่าศิลปะทำให้คนเรามีอะไรอย่างอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทำมาหากิน แต่งานดีไซน์สวยๆ ลวดลายตามสมุด หนังสือ กระเป๋า ขวดน้ำ คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสุนทรียะประจำวันที่หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าสำคัญ” ศิลปินยืนยัน ก่อนย้ำว่าการทำงานกับคนอื่นสนุกมาก และถ้าเขาไม่มาชวน ก็คงไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แบบนี้

06

แฝดคนละฝา

ยุรีผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการศิลปะและวงการออกแบบ จึงต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งมีมูลค่าทางสุนทรียะสูงให้เหมาะเหม็งกับประเภทงานทั้ง 2 แขนง ที่เรียกว่าเป็นแฝดคนละฝากัน

“เราไม่ได้มองว่าอะไรมีค่ามากกว่าอะไร” เธอรีบออกตัวทันควัน คำพูดเดินทางไวไม่แพ้ความคิด

“เพราะสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน คนละโจทย์เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องจูนตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปให้ได้เท่านั้น อย่าหลงทาง ยุรีจะไม่เอาบางอย่างในจิตรกรรมไปแปะลงตามบรรจุภัณฑ์สิ่งของ เพราะธรรมชาติของจิตรกรรมมันอยู่ได้แค่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษเท่านั้น ไปอยู่บนกล่องขนมก็ไม่เหมาะ”

“งานคอมเมอร์เชียลสนุกตรงได้เล่าเรื่องคนอื่นด้วยวิธีการของเรา แต่มักมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ห้ามการเมือง ห้ามเลือดสาด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการวาดเรื่องความโหดร้ายของโชคชะตาปนอยู่อย่างไรให้น่ารัก เช่น การวาดคนแก่ คนพิการ มันต้องปรับโหมดและปรับตัวตามลูกค้าเยอะเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มาจากสายกราฟิก”

แต่หลายคนมักไม่ยอมปรับตัวตามใคร ให้อารมณ์ศิลปินนำทาง การยอมโอนอ่อนผ่อนปรนและลดสัดส่วนตัวตนที่ปรุงแต่งในงานอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสูญเสียตัวตนบ้างไหม-เราข้องใจ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ก็ต้องยอมเสียไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ นิสัยของเราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว ขอจบงานแบบยังรักกันดีกว่า อย่างเคสโทรศัพท์มือถือ เราต้องลดทอนรายละเอียดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่ต้องวาดเยอะๆ ให้เต็ม กลายเป็นเหลือแค่ตัวเดียว นั่นแปลว่าเรายิ่งต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากขึ้นไปอีก ความจริงไม่ได้แย่เลยนะ” คู่สนทนาเบรกอารมณ์ได้ทันจังหวะ

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกรับงานอย่างไร คือคำถามสุดท้ายจากเรา

“ความน่าสนใจของงานเป็นหลัก ไม่ฝืนใจเรามาก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตังค์เลยก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สนุกเท่าไหร่แต่ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อและโอกาสเวลาเหมาะกันก็ได้ จ๊อบไหนรู้สึกแย่ที่ต้องทำก็ไม่รับ อย่างไปวาดแบบส่วนตัวมีคนเห็นไม่กี่คน แล้วมาโขกสับกดราคาเราอีก ก็ขอปฏิเสธ แต่งานเอาต์ดอร์ที่มีความหมายต่อคนส่วนมาก เราได้สื่อสารอะไรด้วย เงินนิดเดียวก็ทำให้ได้” ยุรีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานสุดจ๊าบของยุรี เกนสาคู ที่ไม่ได้มีดีแค่สีสันน่ารัก แต่ยังแฝงความหมายนัยยะเอาไว้ได้อย่างแยบยล 

Hot Pot Sweet Dream (2014)

Moscow International Biennale for Young Artist

ทำในงาน Moscow International Biennale for Young Artists เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพ เวลาบีบมาก ทำแค่สิบเจ็ดวันเอง ชิ้นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในเชิงตัวงานที่ได้รู้จักรัสเซียมากขึ้นนะ แต่สำคัญในเชิงประสบการณ์และความท้าทายด้วย

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 – 2017)

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 - 2017)

Painting Installation นี้เป็นเหมือนการห่อหุ้มผู้ชมด้วยภาพจิตรกรรม ชอบเพราะมีพลังมากๆ เหมือนสร้างโลกเล็กๆ ไว้แล้วให้ผู้ชมก็เข้าไปอยู่ข้างในได้เลย

Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

น้องเงือกเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ทำในเชิงเทคนิค ท้าทายเพราะเรายังใหม่มาก ยิ่งเล่นกับรายละเอียด เช่น ตรงสีชมพูเคลือบมุกสีม่วง ตรงสีเหลืองเคลือบมุกสีส้ม ใช้ฝาเครื่องซักผ้าจริง ส่วนเชิงเนื้อหา การทำประติมากรรมโดดๆ ออกมาตัวเดียว แปลว่ามันต้องเล่าเรื่องจบภายในตัวเอง เราเลยต้องคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก

Nagabi Transferry (2018)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

การได้รับโจทย์เป็นจังหวัดกระบี่ทำให้เราต้องรีเสิร์ชเยอะ ทั้งยังเป็นงาน Size-specific มากๆ การวาดจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเวลาไปอยู่ในเซ็ตแล้วจะเป็นอย่างไร แถมมีประติมากรรมหัวเรือด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วโคตรภูมิใจ เพราะมันเป็นเหมือนเรือประจำเทศกาล จบงานแล้วเขาก็ยังใช้ขนส่งคนได้จริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

BLEU BLANC ROUGE (2020)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

สำคัญในเชิงประสบการณ์ แม้วิธีการทำงานคือการหาความเกี่ยวข้องระหว่างเรากับสถานที่ แต่สุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจตัวเองนั่นแหละ เนื้อหาค่อนข้างหนักทำให้เราต้องอ่านเยอะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก พอเอามาใส่ขนต่อที่ไทยยิ่งชอบมากขึ้นเพราะดูไม่แบน ถือว่าเป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง

ภาพผลงานบางส่วน : ยุรี เกนสาคู

ภาพเขียนการ์ตูนลายเส้นสนุกสนาน สีสันหวานแหววสะดุดตา ประกายกลิตเตอร์วะแวววะวับ คาแรกเตอร์กึ่งคนกึ่งสัตว์ชวนให้คิดถึงแอนิเมชันเรื่องโปรดในวัยเยาว์ เนื้อหนังมังสาเป็นขนฟูนุ่มน่าสัมผัส ขัดแย้งกับเนื้อหาเสียดสีนานาประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่ปัญหาธรรมชาติไปจนถึงการเมือง

ประติมากรรมรูปหล่อน้องเหมียวเพศเมียนั่งกอดเข่า ส่งสายตาละห้อยหาปนโศก หว่างขามีแม่กุญแจไซส์โตล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่างรัดกุม ถัดออกมาไม่ไกลคือลูกกุญแจ ถึงดูผิวเผินน่ารัก แต่เบื้องหลังทุกมุมโค้งเว้าล้วนแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ การกดขี่ทางเพศ และความทรมานของอิสตรีทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

นี่คือฝีไม้ลายมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ผ่านหูผ่านตาเราตลอดเวลา

ยุรี เกนสาคู

เรารู้จักเธออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อคราวไปชมผลงาน ‘Atmosfear : บรรยากาศมาคุ’ ที่ 100 Tonson Gallery ภาพจิตรกรสาวร่างเล็กยืนตวัดฝีแปรง ประจงลากเส้นต่อจุดบนผนังสูงเกือบเป็น 2 เท่าอย่างทะมัดทะแมงประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่นั้นมา สิงสาราสัตว์นับสิบรายล้อมผนังทั้ง 4 ด้าน แม้ดูตลกขบขัน แต่ล้วนเดินทางออกมาจากก้นบึ้งแห่งความกลัวของผู้วาดมันขึ้นมาทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง
ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

จนเมื่องาน BAB 2020 ปีที่ผ่านมา เธอจัดแสดงภาพเขียนมาสเตอร์พีซ ‘Bleu Blanc Rouge’ ในตึก The PARQ หลังกลับมาจากฝรั่งเศสในฐานะศิลปินพำนัก (Artist Residency) แถมจับมือกับคริสตัลในโปรเจกต์ Crystal x Yuree ออกแบบฉลากขวดน้ำสุดเก๋ มีทั้งเต่าทะเลนักดำน้ำ พะยูนคู่หูแม่ลูก วาฬยักษ์ใจดี และนางเงือกชุบแป้งทอด

ล่าสุด เราได้คุยกับเธอสั้นๆ ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 จึงถือโอกาสชวนเธอมานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เกี่ยวกับตัวตนและผลงาน ย้อนรอยเบื้องหลังคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่เธอชุบชีวิตขึ้นบนผืนผ้าใบ มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ ถุงผ้า เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม ไปจนถึงประติมากรรมรูปหล่อสุดคิวต์ ฉบับยุรี เกนสาคู

01

Put the Right Girl to the Right Place

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงยุรี แววตาเป็นประกายของเธอจับจ้องดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนตามบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยความชอบ ทั้งถุงขนม ของเล่นกระจุกกระจิก หนังการ์ตูน ค่อยๆ ซึมและซับเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีก็ต้องใจราวกับต้องมนตร์นะจังงังเรียบร้อยแล้ว

แต่พอได้เห็นพี่ชายนักเรียนช่างศิลป์ต้องฝึกทักษะการวาดพื้นฐาน กลับมองว่าหมดสนุกและไม่ใช่แนวทางที่ตนสนใจ เพราะไม่เหมือนกับการขีดเส้นตามจินตนาการเป็นตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างเจ้าตัวถนัด

“แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ” ศิลปินหญิงกล่าวถ่อมตัวตามประสาคนมากฝีมือ

หลังอกหักจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ยุรีบ่ายหน้าสู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานที่ซึ่งเปิดประตูบานกว้างอ้าออกต้อนรับเหล่ามนุษย์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

“โชคดีตรงได้เรียนที่ที่เหมาะกับเรา จำได้ครั้งหนึ่งตอนฝึกวาดสีน้ำมัน เราก็จัดสโตรกหนักๆ เป็นภาพพื้นผิวอะไรสักอย่างแปะบนแบกกราวนด์แบนเรียบ แทนที่จะทำอากาศให้ฟุ้งหน่อย ไม่มีเอกภาพเลย ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ตำหนิอะไรเลยสักคำ บางครั้งวาดลดทอนแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แนวหลีกหนีความเป็นจริง กลับได้คะแนนดีด้วยซ้ำ เพราะความคิดและสไตล์เรามีค่ามากกว่าแค่ความเหมือนจริง”

ยุรีพาตัวเองเข้าไปอยู่ถูกที่ถูกทาง เหมือนนักกีฬาดาวรุ่งได้โค้ชมากฝีมือมาช่วยเทรน บ่มเพาะจนสุกงอมพร้อมทาน สบกับโอกาสพิเศษที่ได้รับ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะเต็มตัวของเธออย่างเป็นทางการ

“ตอนเรียนไม่เคยมั่นใจว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ช่วงนั้นพ่อผู้เป็นรายได้เดียวของครอบครัวเพิ่งเสีย ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปทางนี้ต่อดีไหม เผอิญหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยทำโครงการร่วมกับพื้นที่สองสามแห่ง เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยว มาสร้างและขายผลงานของตัวเอง ปรากฏว่าเราได้รับคัดเลือก ทำให้มีแกลเลอรี่เข้ามาติดต่อและขายผลงานได้เกือบหมด จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางนี้ต่อไป”

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

เจ้าตัวแอบกระซิบว่าถ้างานครั้งนั้นแป้ก ก็คงหักเลี้ยวไปสายออกแบบเพื่อการค้าอย่างเดียว ปิดตายลงกลอนประตูศิลปินไฟน์อาร์ต ไม่ได้เขียนภาพโชว์ตามแกลเลอรี่หรืองานต่างๆ อย่างที่เห็นทุกวันนี้ควบคู่กันไปด้วย

02

แกงโฮะ

กลเม็ดเด็ดพรายของยุรี เกนสาคู คือการหยิบคว้าเรื่องราวนอกกรอบหลากหลาย ตั้งแต่ตำนานปกรณัม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมในก้นบึ้งแห่งตัวตนของเธอ ทั้งความกลัวและความสนใจต่อประเด็นต่างๆ ในสังคม กลั่นกรองออกมาเป็นทั้งผลงานพาณิชยศิลป์และวิจิตรศิลป์

“นอกจากโจทย์ใหญ่ซึ่งครอบไว้ ก็พยายามสำรวจตัวเองว่าขณะนั้นสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอยู่บ้าง พอได้ไอเดียคร่าวๆ ก็พยายามแตกแขนงความคิดให้เหนือคาด อย่างงาน Nagabi Transferry ในเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่กระบี่ เราสนใจเรื่องตำนาน จึงเอานิทานพื้นบ้านเรื่องการเกิดเกาะของภาคใต้มาเป็นธีม มียักษ์ นาค เขานางนอน เป็นเนื้อหาในการวาดภาพลงบนเรือและทำประติมากรรม

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“หรือชิ้น The Prophecy of 24 March 2019 จัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่ ช่วงนั้นเริ่มสนใจเรื่องการเมืองเพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการยึดอำนาจ เลยโยงเอาคำทำนายอนาคตเรื่องนารีขี่ม้าขาว มาผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนซึ่งปรากฏบนปฏิทินแบบฉีก วาดขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนคนบนหลังม้าจากชายเป็นหญิงแทน” เธอเล่ารายละเอียดการออกแบบอย่างฉะฉาน

ความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ยุรีเลือกเฟ้นวัตถุดิบแปลกตามายำรวมกันได้อย่างแซ่บนัว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นตอ จะพบว่าไอเดียสนุกๆ ของเธอก่อกำเนิดขึ้นจากนิสัยขี้เบื่อหน่ายสไตล์ศิลปิน อยากทำให้ตัวเองอยู่กับงานได้จนตลอดรอดฝั่ง เพราะงานบางชิ้นก็กินเวลาถึงค่อนปีกว่าจะสำเร็จ

“คือพี่เป็นคนไม่ชอบแก้งาน” นักออกแบบตรงข้ามเราเปลี่ยนประเด็นพลางหัวเราะ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“พอรับบรีฟมาแล้วมีไอเดีย จะรีบปรึกษาลูกค้าทันทีว่าถ้าทำแบบนี้โอเคไหม อีกอย่างคือต้องทำรีเสิร์ชให้แม่นมาก ต้องทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง อย่างตอนทำกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนให้ โลตัส (Lotus’s) ก็ศึกษาละเอียด สัตว์ชนิดไหนได้รับผลกระทบจากขยะอย่างไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความหมายเสมอ

“จะวาดหรือออกแบบอะไรก็ต้องให้ชัวร์ประมาณหนึ่ง ไม่ให้โดนด่าว่าไม่มีความรู้ สมัยก่อนไม่กล้า เพราะรู้สึกว่ายังอ่านไม่มาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ถ้าถึงจุดที่พร้อมพูดเพราะมั่นใจในข้อมูลก็ทำเลย เพราะหากกลัวจนขึ้นสมอง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี อย่างนั้นไม่ต้องไปเป็นนักวิชาการก่อนแล้วค่อยมาเป็นจิตรกรหรอ” โทนเสียงสดใสเจือหัวเราะในลำคอ กลบเนื้อหาเสียดสีระหว่างบรรทัดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต่างอะไรกับผลงานของเธอ

เพราะผสานสารพัดเรื่องราวเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม คุมประเด็นได้เฉียบคม ผลงานของยุรีจึงเป็นเหมือนแกงโฮะแห่งเรื่องราว ที่แม่ครัวประจำหม้อนั้นมากฝีมือและประสบการณ์ รู้จักวัตถุดิบอย่างถ่องแท้ ปรุงเป็นอาหารรสเลิศจนกินได้ไม่มีเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็อ้วนพีด้วยความเอิบอิ่มใจในผลงาน

03

Sugar Coating

ตัวการ์ตูนหลุดจากโลกความจริง สีสันฉูดฉาดเด่นชัดถนัดตา สถานที่และเวลาพร่าเลือนราวกับอยู่ในเทพนิยาย แต่สอดแฝงเรื่องราวหนักแน่นเข้มข้นอย่างชาญฉลาด คือสไตล์จากปลายพู่กันของศิลปินลูกครึ่งคนนี้

“แบบปัจจุบัน เริ่มก่อตัวตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเบื่อโลก ชอบวาดอะไรไม่เหมือนจริง เพื่อหลีกหนีสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เน้นสัตว์เพราะมันน่ารัก อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจากรสนิยม เราชอบความสนุกสนาน ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่บนโลกนี้โดยไม่ประสาทแดกไปก่อน เลยแปรสิ่งไม่ดีให้สวยงาม ลดทอนความโหดร้ายนองเลือดลง โดยยังคงความไม่ดีเอาไว้ เหมือนกับแอบด่าคนด้วยคำพูดเพราะๆ (หัวเราะ) เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมันง่ายขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหยิบประเด็นดาร์กๆ มาเคลือบน้ำตาล นำเสนอในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมทาน หลายครั้งมีส่วนช่วยลับคมให้สารัตถะ ซึ่งงานศิลปะหรืองานดีไซน์จะกระซิบบอกแก่ผู้ชมเป็นนัยๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่ารูปแบบเช่นนี้จะไปลดทอนเบียดบังเนื้อหาแท้จริงของงานหรือเปล่า

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ไม่คิดว่าลดทอน แค่เป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอมากกว่า” เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงถ้อยที

“งานตรงไปตรงมาไม่ค่อยสนุก บางคนอาจชอบเพราะมีพลัง แต่ผลงานย่อมสะท้อนผู้สร้าง เราไม่ใช่คนบู๊ก้าวร้าว เกลียดใครก็ด่า อยากนำเสนอแบบ Soft Power มากกว่า จึงพยายามประนีประนอม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่าเราต้องการอะไร และจัดแสดงเป็นสาธารณะหรือใช้เพื่อการค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้ารุนแรงสุดโต่งก็อาจจะไม่มีที่ทาง”

ฉะนั้น การเล่นแร่แปรธาตุ พลิกเอาความหมายแท้จริงซ้อนลึกลงไปข้างใน ไม่ใช่การแสดงทักษะอันฉกาจอย่างคนอวดดี แต่เป็นกุศโลบายอันสุขุมคัมภีร์ที่เปิดโอกาสให้งานเดินทางอย่างสาธารณะ เข้าสู่ห้วงกระแสความนึกคิดของคนหมู่มากได้ตามประสาเครื่องมืออันมี Soft Power ดั่งเจ้าตัวว่าต่างหาก

04

“ของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ”

หากไม่นับเอกลักษณ์ซึ่งถูกจริตตรงใจเราอย่างเต็มเปา อีกเหตุผลที่ต้องปรี่ไปชมผลงานเธอด้วยตาเนื้อทุกคราว คือบรรดารายละเอียดสนุกๆ ที่กล้องถ่ายภาพเล่าต่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราอยากให้คนมาดูว่าของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ ถ้ามาดูจะเห็นพื้นผิวของการคอลลาจ ใช้ประกาย กลิตเตอร์ ขน ผ้า มาผสมให้งานสนุกขึ้น

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“อย่างชิ้น เรื่อสำเภาหัวแดง (Red Beak Junk Ship) ล่าสุดที่ล้ง 1919 เราเชื่อมโยงกับสถานที่ การค้า ความเชื่อของคนจีนเกี่ยวกับการเดินเรือ หยิบเอาผ้าแพรซึ่งเคยซื้อเก็บไว้ตอนไปเมืองจีน และสั่งผ้ากระสอบใหม่เพื่อมาใช้ในงาน ด้านล่างของภาพก็มีเรือสำเภาจีน ใช้เสริมฮวงจุ้ยมาตั้งคู่กัน ช่วยสื่อถึงการค้าขาย พอมีสิ่งพวกนี้งานจะน่าตื่นเต้นขึ้น”

ถ้าบอกว่างานของยุรีในยุคนี้มันหยดแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้ามันยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะเธอเล่นสนุกกับภาพลายเส้นตัวเองได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ตั้งแต่ทำปกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอในโปรเจกต์ Pry&May-T ไปจนถึงแอนิเมชัน ‘วิฬาร์ทวาทศ’ บนผนังถ้ำในนิทรรศการ ‘สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ’ ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี

“โปรเจกต์ Pry&May-T พี่เม (เมธี น้อยจินดา แห่งวงโมเดิร์นด็อก) ชวนไปทำ เป็นครั้งแรกสำหรับแอนิเมชันเลย เราตีความจากอารมณ์เพลง เพราะเนื้อร้องเหมือนบทกวีมาก ลายเส้นทุกอย่างมาจากเราทั้งหมด แต่การทำให้ขยับมีทีมงานหลังบ้านเอาไปทำต่อ ยุรีพึ่งพาคนทำกราฟิกค่อนข้างเยอะเพราะเราไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าอะไรได้หรือไม่ได้

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ส่วนที่ถ้ำจอมพล อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ชวนไปดูไซต์ว่าทำอะไรได้บ้าง ท่านมัดมือมัดขาเราด้วยการห้ามวาดภาพ ยุรีเลยทำงานคาแรกเตอร์ เป็นแอนิเมชันเรื่อง นางสิบสอง แทนเพราะเข้ากับโลเคชันและมีดนตรี ที่ยุรีและพี่เมเล่นประกอบเรื่อง อย่างเพลง Can’t Take My Eyes off You เล่นคู่ไปกับฉากที่นางสิบสองไม่มีลูกตา ยกเว้นนางเภา แม่ของพระรถเสน ที่เหลือตาอยู่ข้างเดียว” นักออกแบบหญิงถ่ายทอดประสบการณ์โปรเจกต์นั้นอย่างสนุกสนาน

นางเงือกชุบแป้งทอดบนเครื่องซักผ้าบุเบี้ยว แมวเหมียวนั่งกอดเขาโดยใส่กางเกงในเหล็กล็อกเอาไว้ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ใครหลายคนหยุดชะงักจนต้องเหลียวหลังกลับมามอง ยังยืนยันได้ด้วยว่ายุรีไม่ได้เป็นเซียนแค่บนผืนกระดาษผ้าใบเท่านั้น

“เราเริ่มต้นจากภาพวาดก่อนแล้วค่อยมาหัดทำประติมากรรมทีหลัง เพราะชอบให้มีงานหลายแบบจัดแสดงพร้อมกัน เพื่อให้ภาพรวมมีมิติและพลังมากขึ้น ชิ้นแรกคือ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste แล้วก็หัวเรือ Nagabi Transferry ทำเป็นนาค ตามมาด้วยสาวน้อยแม่กุญแจ (Lady Key) และล่าสุดคือ Broken Victoria ประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะปีกหักสภาพสะบักสะบอม เราทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาพ Bleu Blanc Rouge และภาพ Louis XVI ในงาน BAB 2020

“ประติมากรรมมีเรื่องให้คำนึงเยอะมาก หลักๆ คือทุน แพงกว่าจิตรกรรมเยอะ ไหนจะที่เก็บอีก แล้วเราไม่ได้มาสายนี้ จะทำขายก็กลัวขายไม่ได้”

ยุรีมองว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายประเภทควบคู่ไปกับการทำงานดีไซน์ คือหนึ่งในกระบวนการเติบโต (ส่วนตัว) ของเธอ เพราะชีวิตมีหลากหลายด้าน ศิลปะแต่ละประเภท งานดีไซน์แต่ละชนิด มีวิถีทางในการดำเนินไปสู่ผู้เสพแตกต่างกัน แนวทางสนุกเร้าใจเช่นนี้ จึงคอยเติมแรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเธอลุกโชนขึ้นอยู่ทุกวี่วัน และเปิดประตูแห่งโอกาสให้กางกว้าง 

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
05

ศิลปินพำนัก

นิทรรศการ The Adventure of Momotaro Girl จัดแสดงที่ Yokohama Museum of Art เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 2007

ภาพ Bleu Blanc Rouge ในงาน BAB 2020 ผลงานจากเมืองลา โรแชล (La Rochelle) ประเทศฝรั่งเศส

งานทั้งคู่นี้ นอกจากเป็นผลิตผลที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ยังการันตีฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ได้ครบจบในตัว

เทคนิคหนึ่งที่เราได้จากการฟังเธอเล่า คือการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสถานที่และโจทย์ที่ได้รับ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ตอนไปญี่ปุ่น ก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าเรามีอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไหม ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบไม่นาน ยังหน่อมแน้มอยู่เลย ไปอยู่ต่างแดนคนเดียวก็เหงา พอดีพักอยู่ตึกชื่อ ‘โตโฮ’ เลยใช้เป็นชื่อเล่นของผลงานว่า ‘โฮโต’ หมายถึง ร้องไห้หนักมาก แล้วพอไปเดินตามร้านฮาร์ดแวร์ เจอบล็อกแก้วรูปทรงคล้ายตึกนี้ เลยซื้อมาใช้ ทำงานไซส์จิ๋วในนั้น มีคนนั่ง เปิดทีวี จำลองเหมือนเป็นตัวเรา

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ฝรั่งเศสครั้งล่าสุด พอทำการบ้านจริงๆ พบว่ามีเรื่องราวเชื่อมโยงเยอะมาก การ์ตูน Barbapapa ช่อง 11 ที่เคยดูตอนเด็ก วรรณกรรมเรื่อง สามทหารเสือ ที่เราเคยไปวาดปกให้ แถมมีฉากหนึ่งเกิดในเมืองลา โรแชล ที่เราไปพอดี รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง กุหลาบแวร์ซาย” เธออธิบายถึงวิธีการทำงานรูปแบบเฉพาะตัว

และโอกาสได้ไปท่องโลกกว้างในฐานะศิลปินพำนัก รวมถึงการสร้างและจัดแสดงงานในเมืองนอกเมืองนามานักต่อนัก ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ นี้เอง คือส่วนผสมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานเชิงพาณิชยศิลป์ของยุรีให้แพรวพราวขึ้น

“การทำงานด้านคอมเมอร์เชียลไม่ใช่การเล่าเรื่องของตัวเอง เราเลยต้องพยายามคิดเชื่อมโยงกับโจทย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจงานและค้นคว้าข้อมูลมาบิดเล่นได้สนุกกว่าเดิม เราว่าศิลปะทำให้คนเรามีอะไรอย่างอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทำมาหากิน แต่งานดีไซน์สวยๆ ลวดลายตามสมุด หนังสือ กระเป๋า ขวดน้ำ คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสุนทรียะประจำวันที่หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าสำคัญ” ศิลปินยืนยัน ก่อนย้ำว่าการทำงานกับคนอื่นสนุกมาก และถ้าเขาไม่มาชวน ก็คงไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แบบนี้

06

แฝดคนละฝา

ยุรีผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการศิลปะและวงการออกแบบ จึงต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งมีมูลค่าทางสุนทรียะสูงให้เหมาะเหม็งกับประเภทงานทั้ง 2 แขนง ที่เรียกว่าเป็นแฝดคนละฝากัน

“เราไม่ได้มองว่าอะไรมีค่ามากกว่าอะไร” เธอรีบออกตัวทันควัน คำพูดเดินทางไวไม่แพ้ความคิด

“เพราะสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน คนละโจทย์เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องจูนตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปให้ได้เท่านั้น อย่าหลงทาง ยุรีจะไม่เอาบางอย่างในจิตรกรรมไปแปะลงตามบรรจุภัณฑ์สิ่งของ เพราะธรรมชาติของจิตรกรรมมันอยู่ได้แค่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษเท่านั้น ไปอยู่บนกล่องขนมก็ไม่เหมาะ”

“งานคอมเมอร์เชียลสนุกตรงได้เล่าเรื่องคนอื่นด้วยวิธีการของเรา แต่มักมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ห้ามการเมือง ห้ามเลือดสาด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการวาดเรื่องความโหดร้ายของโชคชะตาปนอยู่อย่างไรให้น่ารัก เช่น การวาดคนแก่ คนพิการ มันต้องปรับโหมดและปรับตัวตามลูกค้าเยอะเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มาจากสายกราฟิก”

แต่หลายคนมักไม่ยอมปรับตัวตามใคร ให้อารมณ์ศิลปินนำทาง การยอมโอนอ่อนผ่อนปรนและลดสัดส่วนตัวตนที่ปรุงแต่งในงานอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสูญเสียตัวตนบ้างไหม-เราข้องใจ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ก็ต้องยอมเสียไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ นิสัยของเราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว ขอจบงานแบบยังรักกันดีกว่า อย่างเคสโทรศัพท์มือถือ เราต้องลดทอนรายละเอียดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่ต้องวาดเยอะๆ ให้เต็ม กลายเป็นเหลือแค่ตัวเดียว นั่นแปลว่าเรายิ่งต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากขึ้นไปอีก ความจริงไม่ได้แย่เลยนะ” คู่สนทนาเบรกอารมณ์ได้ทันจังหวะ

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกรับงานอย่างไร คือคำถามสุดท้ายจากเรา

“ความน่าสนใจของงานเป็นหลัก ไม่ฝืนใจเรามาก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตังค์เลยก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สนุกเท่าไหร่แต่ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อและโอกาสเวลาเหมาะกันก็ได้ จ๊อบไหนรู้สึกแย่ที่ต้องทำก็ไม่รับ อย่างไปวาดแบบส่วนตัวมีคนเห็นไม่กี่คน แล้วมาโขกสับกดราคาเราอีก ก็ขอปฏิเสธ แต่งานเอาต์ดอร์ที่มีความหมายต่อคนส่วนมาก เราได้สื่อสารอะไรด้วย เงินนิดเดียวก็ทำให้ได้” ยุรีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานสุดจ๊าบของยุรี เกนสาคู ที่ไม่ได้มีดีแค่สีสันน่ารัก แต่ยังแฝงความหมายนัยยะเอาไว้ได้อย่างแยบยล 

Hot Pot Sweet Dream (2014)

Moscow International Biennale for Young Artist

ทำในงาน Moscow International Biennale for Young Artists เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพ เวลาบีบมาก ทำแค่สิบเจ็ดวันเอง ชิ้นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในเชิงตัวงานที่ได้รู้จักรัสเซียมากขึ้นนะ แต่สำคัญในเชิงประสบการณ์และความท้าทายด้วย

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 – 2017)

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 - 2017)

Painting Installation นี้เป็นเหมือนการห่อหุ้มผู้ชมด้วยภาพจิตรกรรม ชอบเพราะมีพลังมากๆ เหมือนสร้างโลกเล็กๆ ไว้แล้วให้ผู้ชมก็เข้าไปอยู่ข้างในได้เลย

Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

น้องเงือกเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ทำในเชิงเทคนิค ท้าทายเพราะเรายังใหม่มาก ยิ่งเล่นกับรายละเอียด เช่น ตรงสีชมพูเคลือบมุกสีม่วง ตรงสีเหลืองเคลือบมุกสีส้ม ใช้ฝาเครื่องซักผ้าจริง ส่วนเชิงเนื้อหา การทำประติมากรรมโดดๆ ออกมาตัวเดียว แปลว่ามันต้องเล่าเรื่องจบภายในตัวเอง เราเลยต้องคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก

Nagabi Transferry (2018)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

การได้รับโจทย์เป็นจังหวัดกระบี่ทำให้เราต้องรีเสิร์ชเยอะ ทั้งยังเป็นงาน Size-specific มากๆ การวาดจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเวลาไปอยู่ในเซ็ตแล้วจะเป็นอย่างไร แถมมีประติมากรรมหัวเรือด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วโคตรภูมิใจ เพราะมันเป็นเหมือนเรือประจำเทศกาล จบงานแล้วเขาก็ยังใช้ขนส่งคนได้จริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

BLEU BLANC ROUGE (2020)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

สำคัญในเชิงประสบการณ์ แม้วิธีการทำงานคือการหาความเกี่ยวข้องระหว่างเรากับสถานที่ แต่สุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจตัวเองนั่นแหละ เนื้อหาค่อนข้างหนักทำให้เราต้องอ่านเยอะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก พอเอามาใส่ขนต่อที่ไทยยิ่งชอบมากขึ้นเพราะดูไม่แบน ถือว่าเป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง

ภาพผลงานบางส่วน : ยุรี เกนสาคู

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load