การทำงานกับหลายจังหวัดทำให้ The Cloud สังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่ง แต่ละจังหวัดมักมีคนขับเคลื่อนด้านต่าง ๆ หรือที่เราเรียกกันเองในกองบรรณาธิการว่า ‘พ่อเมือง-แม่เมือง’ โดยมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาอำเภอบ้านเกิดให้ดีและสนุก เป็นบุคคลที่รู้จักและรักในจังหวัดเป็นชีวิตจิตใจ 

การมาขอนแก่นครั้งนี้ก็เหมือนกัน พิเศษขึ้นตรงที่ขอนแก่นไม่ได้มีแค่คนกลุ่มที่ว่า แต่ยังมีการรวมตัวของนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 แต่มากถึง 20 บริษัท เกิดเป็นบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ที่ร่วมลงทุนพัฒนาจังหวัดโดยเริ่มจากการคมนาคมรถไฟฟ้ารางเบา จนเป็นต้นแบบ ‘ขอนแก่นโมเดล’ ที่ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

หนึ่งใน 20 รายชื่อนั้นคือ บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ภายใต้การบริหารของ คุณสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ทายาทรุ่นสองคนสุดท้องที่เข้ามารับช่วงกิจการครอบครัวที่เริ่มจากโรงสีของอากง ตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกของป๊า ก่อนต่อยอดมาให้บริการออกแบบ ผลิต ประกอบ ติดตั้งระบบวิศวกรรมตัวถัง พัฒนานวัตกรรมอีกมากมาย จนครองตลาดรถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบินในทวีปเอเชีย และอยู่คู่เมืองขอนแก่นมานานกว่า 50 ปี

ในบรรดาพี่น้อง 11 คน เขาคือคนที่เลือกสานต่อโรงงานแห่งนี้

นอกจากฝีมือการบริหารที่เก่งกาจ วิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และสไตล์การทำงานแบบลงมือทำ ชีวิตของคุณสุรเดชยังมันสุด ๆ ไม่ต่างจากออฟฟิศส่วนตัวของเขา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านของครอบครัวที่ลูกสาวทั้งสี่เติบโตมา 

ด้านหนึ่งเป็นครัวทำอาหารที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมสรรพ ตรงกลางเป็นโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ ส่วนด้านหลังมีอุปกรณ์เครื่องมือช่างแขวนไว้มากมาย ถ้าไม่อยู่ในบ้านต้องเข้าใจผิดว่าเป็นโรงรถ เขาทำเฟอร์นิเจอร์เองเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่ดัดแปลงจากอะไหล่รถอย่างโต๊ะจากล้อแม็ก หรือโคมไฟจากพวงมาลัยที่มีก้านไฟเลี้ยวเป็นสวิตช์เปิดปิด

ถ้าให้เล่าประวัติสั้น ๆ คุณสุรเดชย้ายโรงเรียน 7 ครั้ง แล้วจึงไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เข้าบริหาร ช ทวี ก่อนวิกฤต พ.ศ. 2540 ถึงพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จนเจอกับวิกฤตอีกครั้งใน พ.ศ. 2563 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เขาหันกลับมาพิจารณาธุรกิจที่มี พร้อมเตรียมตัวถูกแทรกแซงในอนาคตด้วยการเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น Nasdaq ที่สหรัฐอเมริกา วางแผนปรับเปลี่ยนบริษัทให้เป็น Tech Company ที่สนใจ 3 เรื่อง คือ การออกโทเคน KGO การทำ NFT (Non-Fungible Token) และ Metaverse พัฒนาพนักงานให้โตเท่าทันความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาเมืองขอนแก่นที่เขารักไปด้วย

ชั้นสองของออฟฟิศทำเป็นเหมืองขุดบิตคอยน์ ด้านข้างเป็นแปลงองุ่นที่ให้พนักงานช่วยกันปลูก และภาพขอนแก่นในหัวของเขา ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นแค่ฝัน

ส่วนเรื่องยาว ๆ จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณได้อ่านคำพูดเขาเองน่าจะสนุกกว่า… แถมมันกว่าด้วย

คุณเป็นผู้บริหารที่ทำแชนแนลท่องเที่ยว

ใช่ (หัวเราะ) ผมมียูทูบชื่อ ‘ถนัดจริง กินเที่ยว’ คนดูคิดว่าผมมีทีมถ่ายทำเยอะ นึกว่าไปทีเป็นกองถ่าย แต่จริง ๆ แล้วทำอยู่คนเดียวนะ ทุกครั้งที่มีเวลาจะทำคอนเทนต์บนช่องนี้ อย่างเราชอบรถก็ไปแข่งรถ ขับโกคาร์ตขึ้นภูกระดึง ทำโน่นทำนี่ อีกเรื่องคือความรู้เกี่ยวกับเมืองขอนแก่น เล่าแผนพัฒนาจังหวัดไปเลย 16 ปี 

ผมจบจากญี่ปุ่น เลยมีคอนเทนต์แปลทวิตเตอร์คนญี่ปุ่นที่บอกว่ามาจากโลกอนาคตในปี 2058 น่าจะเป็นเหมือน AI ที่วันนี้ของญี่ปุ่นล้ำหน้าไปมาก คนบอกว่าต้องเอาข้อมูลให้ AI เยอะ ๆ พอมีข้อมูลเยอะ แต่ไม่มีคำถาม ก็ไม่รู้ว่ารู้เรื่องไหน เลยต้องใส่คำถามของมนุษย์เข้าไป จะได้รู้ว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้าง คำตอบแต่ละเรื่องก็ใช้ได้นะ

หรือเรื่องโดรนผมก็ชอบ วิดีโอจากโดรนเราก็ถ่ายเอง ลูก ๆ ก็ไป

ลูก ๆ ก็ชอบเที่ยวเหมือนกันเหรอ

ลูกสาวผมก็ชอบ ไปเยอรมนี ไปฝรั่งเศส ก็พกโดรนตัวเล็ก วิดีโอแรก ๆ ไปมัลดีฟส์กับลูก แล้วผมมีลูกสาว 4 คน เขาก็จะ ‘ป๊ามุมนี้ ๆ’ ‘มุมนี้ต้องถ่ายแบบนี้’ เราก็ต้องขึ้นโดรนล็อกไว้ แล้วถือ Go Pro วิ่งตามลูก บางอันลูกก็ถ่ายให้ (หัวเราะ)

ออฟฟิศนี้เลยเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์รวบรวมสิ่งที่คุณชอบ

มันเป็นเหมือน Experiment ที่เราอยากทำอะไรก็ได้ อยากเอาจักรยานมาซ่อมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำส่วนที่เป็นห้องช็อปเอาไว้ จริง ๆ ตรงกลางนี่ต้องเป็นโต๊ะช็อป แล้วห้องทำงานผมอยู่ชั้นบน แต่มีอาจารย์มาดูฮวงจุ้ยออฟฟิศเขาให้เปลี่ยน เขาบอกดูแล้วให้เอาโต๊ะทำงานมาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้ดี ตอนนี้ห้องเดิมข้างบนเลยกลายเป็นที่สำหรับเครื่องขุดบิตคอยน์ที่กำลังทดลองอยู่

คุณสนใจเรื่องนวัตกรรม เทคโนโลยี และเครื่องยนต์ มาตั้งแต่เมื่อไหร่

เราชอบเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก ผมเรียนจบปริญญาตรีตอนปี 1992 จบจากญี่ปุ่น กลับมาก็ชวนพี่สาวกู้เงินธนาคารทำ Search Engine สมัยนั้นมีน้อย มีแค่ AltaVista ส่วน Google ยังเป็นวุ้นอยู่เลย 

ไปถึงธนาคาร เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ธนาคารไทยจะปล่อยกู้เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้ มีที่ดินค้ำประกัน เพราะฉะนั้นในปี 1992 เรื่องเทคฯ มันไกลเกินไปมาก ก็ต้องล้มเลิก

เลยเลือกทำธุรกิจโรงงานของที่บ้าน ซึ่งต่างจากพี่น้องคนอื่น

เราเรียนจบวิศวกรรมยานยนต์ สนใจเรื่องนี้อยู่แล้วก็เลยเลือกโรงงานนี่แหละ แล้วค่อย ๆ นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใส่ ทำให้โรงงานเรามีสินค้าแปลกใหม่ออกมาเยอะแยะไปหมด พอวิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ก็เจอปัญหาที่ต้องแก้มาเรื่อย ๆ 

12 ปีจากวิกฤตนั้น เราพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น จนมาเจอโรคโควิด-19 ทำให้รู้ว่า นวัตกรรมต่าง ๆ ที่เราวิจัยพัฒนามากำลังเปลี่ยนไปแล้ว

กลายเป็นว่าในปี 1992 เราอยากทำอะไร เราทำไม่ได้ เพราะขาดฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง เช่น เรื่องเงินที่เราหาทุนไม่ได้

แต่วันนี้คุณทำได้

ปีนี้เราอยากทำหลายเรื่อง

2 ปีก่อน เราตัดสินใจระดมทุนในรูปแบบ SPAC (Special Purpose Acquisition Companies) เพราะกองทุนเมืองนอกพร้อมที่จะลงทุนกับนวัตกรรมใหม่ ๆ เราต้องการพาบริษัทนี้ข้ามจากการเป็นบริษัทธรรมดาไปเป็นบริษัทเทค เพราะโควิด-19 บังคับเลยว่าของที่เรามีถูกทุบทิ้งหมด ของที่ขายดีเมื่อวาน วันนี้สายการบินเขาไม่บินกันแล้ว ก็ขายไม่ได้ เงินไม่มี 

โมเดลธุรกิจที่เราวางแผนไว้ตอนนี้เลยมี 2 ส่วน หนึ่งคือของเก่าที่ทำอยู่แล้ว เช่น เราเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีมาใส่ในรถบัส หรือเรื่อง Bus Operation เราก็ทำ เรื่องยานพาหนะทางทหารก็ทำมานาน มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามาต่อเนื่องเรื่อย ๆ รถลำเลียงอาหารขึ้นเครื่องบิน (Ground Support Equipment : GSE) เราขายทั้งโลก และตอนนี้สายการบินก็ค่อย ๆ กลับมาให้บริการแล้ว ศูนย์ซ่อมรถที่เรามีทั่วประเทศก็น่าจะยังไม่โดน Disrupt เร็ว ๆ นี้ เราเลยเก็บไว้

มาส่วนที่เรากำลังเดินไป อย่างแรกคือรถ EV ที่เรากำลังทำกันอยู่ อีกตัวที่เพิ่งเซ็นสัญญาไปคือตัวราง Light Rail Transit ซึ่งผมว่าเราเข้าใจเทคโนโลยีดีพอสมควร ยังมีทำเรื่อง Blockchain ทำเรื่อง Smart City ให้ขอนแก่น นอกจากนี้ก็มีเรื่องบิตคอยน์ Fintech รถไฟฟ้าไร้คนขับ (Autonomous Car) และ Metaverse

นักลงทุนในประเทศไม่เข้าใจทิศทางที่คุณกำลังเดินไปเหรอ ถึงต้องไประดมทุนในต่างประเทศ

ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ ใจไม่กล้าเหรอ

ใจไม่ถึง?

ใช่ ๆ ใจไม่ถึง คือหยอดกับเด็กไม่พอยังเอาเปรียบเด็กอีก ลองคิดดูว่ามีเด็กรุ่นใหม่ หัวคิดดี ๆ แต่ไม่มีเงิน พอไปหาแหล่งเงินทุนก็หมดกำลังใจ ก่อนเราจะไประดมทุนผ่าน SPAC อธิบายให้ใครฟังในบ้านเรา ไม่มีใครเอาเลย เขาไม่เห็นภาพ จนวันที่เราไปซื้อบริษัท AROGO และควบรวมกับ EON Reality Inc. เพื่อทำธุรกิจ Metaverse ด้านการศึกษา ตอนนี้มีมูลค่ารวมราว ๆ 655 ล้านเหรียญฯ

คนก็ตกใจ มันมีแบบนี้ด้วยเหรอวะ เอาเงินไป 4 – 5 ล้านเหรียญฯ แล้วก็ทำกองทุนมูลค่าร้อยล้านเหรียญ แล้วก็ไปควบรวมกับอีกบริษัทหนึ่งจนมีค่าถึง 655 ล้านเหรียญฯ 

คนไทยจะปิดหู เป็นไปไม่ได้หรอก ประเทศนี้เหมือนกับ Monkey see, Monkey believe อย่างเราทำเรื่องพัฒนาเมืองขอนแก่นหรืออะไรบ้า ๆ วันแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้นะ 

แล้วจะทำให้คนเชื่อได้ยังไง

พูดไปเขาอาจจะฟังแค่ 50 – 50 สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทำให้เห็น อย่างเรื่องเมื่อกี้ก็ต้องทำให้ดูเลยว่าบริษัทมันซื้อได้จริงนะโว้ย ซื้อแล้วเดี๋ยว 9 เดือนมันเสร็จแล้วโว้ย แม่งบันทึกกำไรได้แล้วโว้ย แล้วก็กลับไปอย่างที่บอก เราถูกทุบทิ้ง แต่เรามีทางออก เราคิดตั้งนานแล้วว่าจะไปที่ใหม่ 

สิ่งที่ยากที่สุดในการบริหาร ช ทวี คืออะไร

คือเรื่องคนมั้ง โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องแสดงให้เขาเห็นทางข้างหน้าเหมือนกับเรา 

สมมติเราบอกว่าจะไปเชียงใหม่ บางคนเขาไม่เคยไปเชียงใหม่ ความท้าทายคือเราพูดให้เขาเห็นภาพเชียงใหม่ได้ไหม การสื่อสารพวกนี้จึงสำคัญ เราต้องคุยกับคน คุยกับพนักงานทั้งหลายที่จะมาช่วยระดมสมองกันว่าจะทำยังไงดี 

อีกเรื่องคือความไว้ใจ (Trust) และความเชื่อ (Believe) ที่ต้องสร้าง ขณะที่ทำให้คนในเชื่อ ก็ต้องทำให้คนนอกเชื่อด้วย 

ฟังดูเหมือนเลือกเดินทางยากมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ แต่ไม่เคยยอมแพ้เลยสักครั้ง

ตั้งแต่ตอนเรียนจบปี 1992 เรารู้ตัวว่าอยากทำอะไร แต่ไม่มีทุน เปรียบเทียบเหมือนกับอยากไปเชียงใหม่ แต่เครื่องมือไม่ครบ มันมีดินแดนเชียงใหม่ที่อยากไป ถ้าไปก็ไปได้ แต่เราไปไม่ได้เพราะไม่มีเงินเติมน้ำมัน ไม่มีใครให้เงินเติม และถ้าถีบจักรยานที่มีอยู่ก็คงไม่ถึงแน่ 

ผ่านมา 20 กว่าปี เราพบแหล่งให้ยืมเงินเติมน้ำมันใหม่ ใหญ่เบ้อเริ่ม เพราะฉะนั้นรอบนี้ไม่ต้องไปแค่เชียงใหม่แล้ว ไปดาวอังคารเลย เรามีทั้งประสบการณ์ มีโครงสร้าง มีทีมที่จะทำให้เราไปถึงตรงนั้นได้ และเมื่อไหร่ที่เราไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีใครตามทันแล้ว

ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยลืมสิ่งที่อยากทำ ก่อนหน้านี้อยากทำเทคฉิบหาย แต่พอจะเอาจริงไม่กล้าว่ะ บริษัทก็ยังต้องรันอยู่ ทำไปทำมาเป็นได้แค่งานอดิเรก 

คุณมีเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำยังไงให้พนักงานเดินไปพร้อมกันได้

เราให้ทุกคนค่อย ๆ ทำไปด้วยกัน พนักงานของเราเริ่มอบรม Upskill และ Reskill มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกคนมีกระเป๋าตังค์วอลเล็ต ทุกคนรู้เรื่อง Token เข้าใจเรื่อง Digital Currency หรือการ Stake เหรียญ สิ่งสำคัญคือ เราต้องสอนให้เขาเข้าใจในทางที่เราจะไป

หนึ่ง เราให้แต่ละแผนกขุดบิตคอยน์ เอาเครื่องที่เร็วที่สุดขุด สอง เราให้ทุกคนทำเรื่องพลังงานทดแทน และสาม เราให้เขาทำเกษตร 

เรามีที่ดินพันไร่ พันไร่ของเราจะทำการเกษตร แต่เป็นการเกษตรประณีตซึ่งแบ่งเป็น 3 ธุรกิจ เริ่มจากโซลาร์เซลล์ เราทำได้เกือบร้อยเมกะวัตต์ในพื้นที่พันไร่นี้ ร้อยเมกะวัตต์เอาไปทำอะไรได้บ้าง ถ้าเราไม่รู้ก็คงรอภาครัฐ ขายไฟได้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีเหมืองบิตคอยน์ไปด้วย ซึ่งใช้ไฟเยอะมาก พอผลิตไฟได้เองเราก็เอามาใช้ตรงนี้ มีไฟเท่าไหร่เราเอาหมด ส่วนเหมืองเราก็ไม่ได้ทำขึ้นมาให้ได้เหรียญ แต่ทำให้วันหนึ่งมีคนมา Take over เหมืองเราอีกที แล้วทีมงานเราก็ต้องมีความรู้เรื่องพืชด้วย เพราะเราเห็นว่าจากนี้ไปความมั่นคงทางอาหารคือการเกษตร มันอาจพัฒนาไปเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวได้ ซึ่งพืชที่เราเริ่มลองปลูกแล้วคือ องุ่น 

ทำไมต้ององุ่น

พนักงานก็ถามว่าเถ้าแก่จะให้เลี้ยงต้นองุ่นไปทำไมวะ (หัวเราะ) ข้าง ๆ ออฟฟิศผมมีต้นองุ่นเต็มไปหมด ต้นเล็ก ๆ ที่แต่ละคนช่วยรับผิดชอบ ผมบอกเสมอว่า ‘มึงอย่าทำตายนะ!’ 

ที่ให้ปลูกองุ่นเพราะเป็นพืชที่ดูแลยากมาก ๆ คนปลูกต้องอ่าน ต้องศึกษา ต้องวิเคราะห์ และเอาใจใส่มันสุด ๆ เลี้ยงให้รอดก่อน ถ้าปลูกองุ่นได้ พืชอื่นแม่งโคตรง่ายเลย

องค์ประกอบเหล่านี้จะพาบริษัทไปสู่อนาคตได้อีกไกลพอสมควร ทั้งยังเชื่อมกับเรื่อง Metaverse ที่เราทำอยู่ พอเอามารวมกันทั้งสามส่วน ทุกคนเห็นภาพชัดเจน แล้วแต่ละส่วนก็เป็นธรุกิจได้ อนาคตเราไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่มีใครมาตามเรา ธุรกิจของเราเลยครบจบในระบบนิเวศตัวเอง เพราะสิ่งที่ยากในประเทศนี้คือการพึ่งพาภาครัฐ

ซึ่งเป็นข้อจำกัดของหลาย ๆ ธุรกิจ

ถูกต้อง ภาครัฐของไทยคือ ภาคที่บอกจะส่งเสริม แต่ส่งเสริมแบบมีข้อจำกัด 

เราทำธุรกิจมาเยอะ เราคุยกับคนเยอะ คุยกับกระทรวงต่าง ๆ พอเป็นระดับนั้น คนที่ไปคุยก็ต้องเป็นเถ้าแก่ ไม่ก็ซีอีโอ มองกลับมา ถ้าให้ลูกน้องหรือลูกเราไปคุยกับรัฐมนตรีจะได้เรื่องไหม เพราะของแบบนี้มันเป็นศิลปะ มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ที่มี และแทบจะสอนกันไม่ได้เลย

เรามองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งไม่เหลือคนคุยกับภาครัฐแล้ว บริษัทเราก็ต้องปิด แล้วกระบวนการที่ต้องไปคุยเหล่านั้นมันถูกต้องแต่แรกหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราหันมาทำธุรกิจที่ยั่งยืนที่เราอยู่ได้ด้วยตัวเราเองดีกว่าไหม เป็นแผนการระยะยาวที่คิดรอบนี้แล้วอีก 40 ปีค่อยมาคิดใหม่ 

บริษัทเราซื้อเหรียญคริปโตเก็บไว้ทุกเดือน ครึ่งหนึ่งบิตคอยน์ ครึ่งหนึ่งอีเธอเรียม เก็บไปเรื่อย ๆ ในอัตราที่จะไม่เป็นภาระของบริษัท ขณะที่อีก 4 ปีข้างหน้าคนจะเริ่มรู้งี้ซื้อไว้ดีกว่า รู้งี้ไม่น่าทำคีย์หายเลย ไอ้ ‘รู้งี้’ มันจะมาในอีก 3 – 4 ปีถัดไป

ชีวิตคุณมีอะไรที่ ‘รู้งี้’ บ้างไหม

มี (นิ่งคิด) 

เฮ้ย ไม่มีว่ะ เราอยากทำอะไรก็ได้ทำทุกอย่างเลย หลายอย่างได้ลองแล้วพลาดจนเลิก ผมโชคดีที่เป็นลูกคนเล็กในพี่น้อง 11 คน แล้วที่บ้าน พ่อแม่ก็เอาใจลูกชายคนสุดท้าย เป็นคนที่ได้ไปเรียนเมืองนอก แต่กว่าจะได้ไปย้ายโรงเรียนมา 7 ที่

หลักสูตร 15 ปีรวมอนุบาล คุณย้ายโรงเรียน 7 ครั้งเลยเหรอ

เขาไม่ค่อยให้ผมเรียน (หัวเราะ) ตั้งแต่อนุบาลที่มีให้นอนกลางวัน แล้วก็ร้อนฉิบหาย อาบน้ำเสร็จให้เรานอน อยู่ดี ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงมานอนข้าง ๆ ผมไม่ไหว บอกแม่ไม่เรียนแล้ว ออก!

จากนั้นก็ไปเรียนโรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี มีคนบอกว่าถ้าอยากเป็นข้าราชการ ให้ไปเข้าวชิราวุธวิทยาลัย แต่โดนซ้ำชั้น เพราะผมทำข้อสอบไม่ได้ มันเป็นเรื่องกวางที่มองเงาในน้ำแล้วคิดว่าตัวเองสวยมาก พอเสือมาก็วิ่งหนีจนเขาไปพันกับเถาวัลย์ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งสวยงามอาจเป็นภัยกับตัวเรา ไอ้เราเป็นเด็กอีสาน เขาให้เขียน ‘กวาง’ เราไปเขียน ‘กวง’ กวงตัวหนึ่ง เลยโดนซ้ำชั้น อยู่ได้ 2 ปี แล้วแอบขึ้นรถหนีกลับขอนแก่นเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นอยู่ ป. อะไร

ป.2 เองมั้ง สมัยนั้น พ่อผมต้องไปรับรถ HINO กลับขอนแก่น แล้วทุกวันผมต้องเดินไปบ้านญาติที่เจริญผล เพื่อขึ้นรถไปโรงเรียนกับเขา วันนั้นระหว่างทางเจอรถป๊าที่กำลังจะกลับขอนแก่นพอดี เลยแอบขึ้นรถซ่อนอยู่ข้างหลัง พอถึงสระบุรีคิดว่าเขาคงไม่เลี้ยวรถกลับไปส่งแล้วเลยเคาะกระจก ป๊าตกใจ มึงมาได้ไง กูนึกว่ามึงอยู่โรงเรียน (หัวเราะ)

พอออกจากวชิรวุธก็กลับมาโดนซ้ำชั้นที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาขอนแก่น แล้วก็อีก 2 โรงเรียน จนโตหน่อยอยากเตะบอล โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเขาเตะบอลกัน เลยขอพ่อแม่ไปสอบ เขาบอกว่าจะเข้าสวนกุหลาบฯ ต้องเรียนพิเศษ ผมก็เรียน ง่ายมาก สอบได้แน่ ทีนี้พอถึงตอนสัมภาษณ์ มีคนเอากระดาษมาให้ใบหนึ่ง บอกให้ไปห้องนี้ ตอนแรกก็นึกว่าทุกคนได้เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าคนอื่นสุ่มหยิบกระดาษเอง หยิบได้เบอร์ไหน ไปห้องนั้น เราก็งงว่าทำไมเขาหยิบกันเองหมดเลย

แล้วทำยังไง

ไม่ได้! เราต้องเหมือนคนอื่น เลยทิ้งใบที่เขาให้มาแล้วไปหยิบใหม่ เดินเข้าไปสัมภาษณ์เสร็จก็ตกสัมภาษณ์เลย เพราะเสือกไม่ไปห้องนั้น ผมเลยไม่ชอบเรื่องเส้นสายแต่เด็ก สิ่งที่ทำกับขอนแก่นคือเราต้องการ Disrupt บางอย่าง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความโปร่งใส ด้วยพลังที่พวกเรามี

สุดท้ายพ่อบอกว่า ‘มึงอยากเตะบอลมากใช่ไหม’ มีที่หนึ่งมีสนามบอลเยอะ ก็พาไปเรียนที่อัสสัมชัญศรีราชา แต่มีเรื่องจนไม่ได้เรียนต่อ เลยกลับมาจบ ม.ปลาย ที่ขอนแก่น 

แต่ล่าสุดเขาก็เรียกไปรับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นนะ ครูบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขาลืมกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

การเป็นคนคิดต่างในยุคนั้นเป็นยังไง

บางทีคนเขาจะคิดว่าเราเป็นพวกต่อต้าน

ผมชอบเด็กสมัยนี้ ลูกผมมาถามว่า ‘ป๊า ขอไปประท้วงกับเขาได้ไหม’ ผมบอก ไปเลยลูก แต่ระวังตัวดี ๆ ไม่ต้องลงถนน ให้อยู่ตรงสกายวอร์ก แต่ถ้าจะลงไปให้อยู่บนเวทีนะ อย่าอยู่บนถนน

เราเห็นประวัติศาสตร์การเมืองมาหมดแล้ว ตอนเหตุการณ์เดือนตุลา พ่อผมพาไป นักศึกษาบอกเราชนะแล้ว เชิญพี่ ๆ ไปเลือกตั้ง ปรากฏนักการเมืองที่รับช่วงต่อก็ไปแย่อีก บางงานที่ผมทำเลยเขียนเองทำเอง ส่งโครงการไปให้รัฐบาล เขาถามว่าเอาใครมาทำ เอาเรานี่แหละ หรือจังหวัดถามว่าแล้วตำแหน่งนี้ใครนั่ง 

เราเอง

คนก็สงสัยว่าทำไมทำเองชงเอง เรามองว่าถ้าขึ้นไปแล้วแย่ เราลงเอง ดีกว่าที่เอาใครขึ้นไปทำแล้วคุมไม่ได้ คนที่มีอำนาจในมือแล้วเปลี่ยนไปก็เห็นมาเยอะแล้ว นั่นคือปัญหาของประเทศนี้

ลองคิดดูว่าเด็ก ๆ ที่ประท้วง สมมติได้ค่าขนมเดือนละหมื่นกว่าบาท ถ้าพ่อแม่รวย ๆ ให้เดือนละ 3 หมื่น แต่อยู่ดี ๆ ไปเจอกระเป๋าใบหนึ่งมีเงิน 17 ล้าน มันคนละเรื่องเลยนะ 

ประเทศนี้มีปัญหาทั้งระบบ เอาคนดีมาปกครองก็อยู่ไม่ไหว ผมเกลียดเรื่องแบบนี้เลยเป็นคนมีอะไรต้องทำเอง และไม่เคยไปขอใคร ถ้าจะขอก็ขอเพื่อจังหวัด ธุรกิจที่พยายามทำเลยต้องไปของมันเองได้ ไม่ต้องยุ่งกับการเมือง

ถ้ามีคนเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นไหม

เป็นไปก็ไม่มีประโยชน์ วันหนึ่งที่ประชาชนกับราชการเชื่อมต่อกันโดยตรงได้ก็ไม่ต้องมีตัวแทน เพราะตัวแทนที่ส่งไปสุดท้ายก็บิดเบี้ยว ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ ถ้าวันหนึ่งที่ประชาชนออกเสียงเองได้ บางตำแหน่งหรือบางหน่วยงานอาจไม่มีบทบาทอีกต่อไป จริงอยู่ที่ระดับนิติบัญญัติต้องมี ข้าราชการทำงานต้องมี แต่ระดับบริหารอาจไม่จำเป็นแล้ว ในขอนแก่นน่าจะอีก 4 ปีถึงได้เห็นสิ่งนี้

ผูกพันอะไรกับขอนแก่นถึงทุ่มเท่กับการพัฒนาเมืองขนาดนี้

ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ผมแม่งจะอยากกลับขอนแก่น 

กลับขอนแก่นดีกว่า สนุกกว่า เราอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก เราขี่จักรยาน เราเดินเที่ยว บางอย่างที่เคยเห็นแต่เด็ก ถ้าออกแรงหน่อยแล้วทำให้มันดี ให้มันสวยขึ้น จะดีไหม พอมันดีขึ้น ทั้งเมืองและคนก็ดีขึ้นไปด้วย

เราเป็นพ่อค้า พ่อค้าต้องการลูกค้า ถ้าช่วยให้คนที่เงินน้อยรวยขึ้นอีก ให้เขาพ้นเส้นความยากจน ลูกค้าก็เยอะขึ้น 

การบริหารประเทศนี้วันนี้เป็นแบบเลี้ยงไข้ เหมือนกลัวเขารวย อย่ารวย แล้วก็อย่าตาย ฝรั่งบอกทำธุรกิจแล้วต้องคืนสังคม เกิดเป็นโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบที่ถ่ายรูปก็ถือว่าทำแล้ว แต่วันนี้สิ่งที่เรากำลังทำคือตรงกันข้าม เรารวมธุรกิจในขอนแก่น 20 เจ้า เกิดเป็นกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมือง ทำ CSR ขนาดใหญ่เพื่อสร้างเศรษฐกิจในจังหวัด แล้วเดี๋ยวธุรกิจของพวกเราจะดีขึ้นเอง

มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่การแจกเงินเหมือนที่เห็นบ่อย ๆ 

มันคือการแจกโอกาสให้คนตัวเล็ก ๆ มากกว่า เวลาข้าราชการไปแจกเงิน ชาวบ้านที่ได้รับอาจรู้สึกยกย่องเขา แต่ถามว่าเงินนั้นเงินใคร ก็เงินภาษีของพวกเราเอง พอเป็นโอกาส เขาจะภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เขายืนบนขาของตัวเองได้

การที่เอกชนลุกขึ้นมาทำเรื่องการพัฒนาเมืองและสังคม มีข้อดี-ข้อเสียต่างจากรัฐทำอย่างไร

เรามีความคล่องตัวมากกว่า ถ้ารัฐบาลทำก็จะเป็นขั้นตอนแบบหนึ่ง แต่ละหน่วยงานเริ่มเขียนภารกิจว่าจะทำอะไร เพราะอย่างนั้นมันจึงไม่มีการบูรณาการ เนื่องจากระเบียบเขียนเอาไว้หมดแล้ว 1 -10 ทำแค่นี้ปลอดภัย ถ้าทำขาดโดน ทำเกินก็โดน ส่วนประชาชนจะเป็นยังไงช่างมัน

สิ่งที่เราทำอยู่คือการบูรณาการโดยมีเป้าหมาย คือ แก้จน ลดความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภารกิจเราเลยมีหลากหลาย เป็นคนละแบบกับภาครัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทิ้งข้าราชการนะ

อย่างขอนแก่น สมมติหน่วยงานหนึ่งบอกจะทำ 1 – 10 เราก็ติดต่อไปส่วนกลางที่กรุงเทพฯ บอกกระทรวงให้ไปบอกหน่วยงานนี้หน่อยว่า ให้ทำเรื่อง 11 กับ 12 ด้วย พอหน่วยงานนั้นเห็นกระดาษ 11, 12 ก็เห็นว่าดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยเอกชนด้วยเลย

ขอนแก่นอยากเป็นแบบเมืองไหน

ผมว่าจริง ๆ แล้วไม่มี เราเคยไปดูพอร์ตแลนด์ แต่ก็ไม่ใช่ ขอนแก่นเลยเป็นโมเดลที่เราพยายามทำให้แมตช์กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีปัญหา เราจึงทำให้ยั่งยืนและเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐส่วนกลาง ภาครัฐ และภาคเอกชน 

ในขอนแก่นมีโอกาสอะไรที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นบ้าง

เยอะแยะเลย เราไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอนแก่นเป็นเมืองแห่งโอกาส โอกาสที่ว่าอาจจะหมายถึงการทำธุรกิจ ทำการค้า หรือย้ายออฟฟิศมาอยู่ที่ดีกันดีกว่า

เรามีศูนย์วิจัย มี Infrastructure ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านดิจิทัล ด้านคมนาคมขนส่ง เรามี Sea, Land, Air ครบ มีท่าเรือบกที่เชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินของเราก็อันดับต้น ๆ โรงพยาบาลก็ดี จะแพงถูกมีหมด 

ต่อไปมนุษย์จะเริ่มตัดสินใจเรื่องความครบความพร้อม เพราะฉะนั้นแต่ละเมืองจะต้องรู้ว่าตัวเอง Need อะไร Want อะไร ไม่ใช่จังหวัดข้าง ๆ มี เราอยากได้บ้าง ถามกลับว่าจะเอาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกันแต่อยากได้ นั่นคือเมืองที่ไม่คิด แต่เมืองนี้คิด 

คุณวาดภาพขอนแก่นไว้สวยงาม เคยมีคนบอกไหมว่าสิ่งที่คิดอาจเป็นได้แค่ฝัน

มี (หัวเราะ) ผมเคยให้สัมภาษณ์กับนักข่าวคนหนึ่ง พอพูดจบ เขาอุทานเลยว่า ‘ฝัน’ แต่ผมโคตรชอบคำนี้เลย มนุษย์แม่งต้องมีฝัน แล้วก็ตั้งใจทำฝันนั้น ทำไปทำมาผ่านมา 6 ปี ขอนแก่นเริ่มเข้าใกล้สิ่งที่เราฝันไว้ วันนี้ก็ยังคิดว่ามันจะเป็นไปได้อยู่

Questions answered by CEO of Cho Thavee Plc.

01 ร้านอาหารที่กินบ่อยที่สุดในขอนแก่น…

ไข่กระทะมินเทียน อาหารญี่ปุ่นก็ Hayashi ถ้าอิตาเลียนจะเป็น Pomodoro 

02 ร้านกาแฟเจ้าประจำ…

Trinity Cafe’ กับ Cafe de’ Forest

03 นวัตกรรมที่เจ๋งที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา…

Blockchain

04 โปรเจกต์พัฒนาเมืองที่ท้าทายที่สุด…

ระบบรางที่ขอนแก่น

05 เรื่องที่ได้เรียนรู้ล่าสุด…

องุ่นปลูกยาก!

06 หนังสือที่อยากแนะนำต่อ…

เศรษฐศาสตร์ความจน อ่านแล้วทำให้เห็นเลยว่าวิธีแก้จนของโลกนี้แม่งผิดมา 20 – 30 ปี สิ่งที่เราทำกับขอนแก่นตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด พออ่านเล่มนี้เลยรู้ว่า มาถูกทางแล้ว

07 ถ้าได้เขียนหนังสือจะเขียนเรื่อง…

เรื่องขอนแก่นโมเดล

08 แนวทางการทำธุรกิจที่เรียนรู้จากป๊า…

ป๊าบอกว่า หิวยังไงก็ต้องอมไม้จิ้มฟันไว้ให้คนคิดว่า เรากินข้าวมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กิน แปลว่าเราต้องถ่อมตัวและมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไปเรื่อย ๆ

09 รถที่ ช ทวี อยากผลิตแต่ยังไม่ได้ผลิต…

กำลังจะทำ Autonomous ไร้คนขับ กำลังจะทดลองขับแล้วด้วย 

10 คุณเป็นพ่อที่…

ตามใจลูกหมดเลย แล้วก็ค่อย ๆ สอน สอนได้ถึง ป.5 ป.6 สอนแบบตามใจ ก่อนนอนจะเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่นิทานไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดง นิทานคือเรื่องของอนาคตของเรา เราเล่าฝันให้ลูกฟัง แล้วมันก็เข้าไปอยู่ในตัวลูกเราหมด เพราะฉะนั้น โครงสร้างของลูกถูกต้องแล้ว ส่วนการตัดสินใจก็แล้วแต่บุญแต่กรรม แล้ววันหนึ่งเรื่องที่เคยฟังจะสะกิดใจเขา บางทีเขาจำได้เป็นฉาก เรายังงง ๆ ว่านี่โม้ถึงตอนไหนแล้ววะ ลูกมันจำได้ (หัวเราะ)

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

แบรนด์ Uniqlo เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 11 ปีก่อน โดยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับความนิยมทันทีจากลูกค้าชาวไทยใหม่ ๆ รวมถึงแฟนของแบรนด์ที่เคยอุดหนุนทุกครั้งเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น

อาจเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าไม่กี่แบรนด์ในโลก ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงอยากสร้างสรรค์เสื้อผ้าดี ๆ แต่มองไปไกลถึงชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สวมใส่ 

ยูนิโคล่จึงไม่ได้นิยามตัวเองเป็น Workwear, Sportswear หรืออื่น ๆ แต่ให้คำจำกัดความว่า LifeWear ซึ่งแปลว่า 

“เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบให้ผู้สวมใส่ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น เสื้อผ้าที่เรียบง่าย คุณภาพสูง มีความสวยงามในทุกรายละเอียด เหมาะกับการใช้งาน โดยคำนึงถึงความต้องการในชีวิตประจำวัน และมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง”

Hiroyuki Matsumoto เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 4 เดือนก่อน เพื่อรับตำแหน่ง Chief Operation Officer ประจำยูนิโคล่ ประเทศไทย ประจวบเหมาะในปีที่แบรนด์วางแผนจะสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง 

เพราะรู้ดีว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยรวมสร้างขยะและใช้ทรัพยากรที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาล 

การผลิตยีนส์ 1 ตัวต้องใช้น้ำถึง 8,000 แกลลอน ซึ่งคือปริมาณน้ำที่มนุษย์ดื่มได้ถึง 7 ปี 

ในแต่ละปีมีการผลิตเสื้อผ้าใหม่แสนล้านชิ้น และมีขยะที่ต้องฝังกลบถึง 21 พันล้านตัน 

ตลอดกว่า 20 ปี ยูนิโคล่ในฐานะผู้จำหน่ายเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลก จึงตั้งใจพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อผลิตเสื้อผ้าที่มีความยั่งยืน โดยคำนึงตั้งแต่การหาแหล่งวัตถุดิบที่น่าเชื่อถือ กระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การออกแบบที่คงทน เรียบง่าย และใช้ได้เป็นเวลานาน การขายและกิจกรรมหลังการขายที่คิดแบบ Circular Economy บริการรับคืนเสื้อผ้าเก่า ส่วนหนึ่งทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการ อีกส่วนนำกลับไปรีไซเคิลที่โรงงานเพื่อผลิตอีกครั้ง 

บริษัทนี้ไม่มียูนิฟอร์ม มีเพียงนโยบายให้พนักงานใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ เพราะเชื่อว่าทุกคนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่

วันนี้คุณมัตสึโมโตะมาในชุดทางการ เขาใส่ Ultra Light Jacket ทับเสื้อเชิ้ตแบบไม่ต้องรีด คู่กับกางเกง Ultra Light Pants สีเดียวกัน 

เขาเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์มานานก่อนจะเข้าทำงานที่นี่ ซึ่งที่นี่ได้ปรับมุมมองและพฤติกรรมในการใส่เสื้อผ้า และทำให้มั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนแปลงโลกได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ในยุคหนึ่ง ยูนิโคล่สื่อสารเรื่องเสื้อผ้าสำหรับทุกคน​ (Made for all) อีกยุคหนึ่ง พูดเรื่อง LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต มาปีนี้ แบรนด์นำเสนอคำว่า The Power of Clothing อะไรคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของคุณ

คำว่า LifeWear แปลได้หลายความหมาย เสื้อผ้าของเราออกแบบมาสำหรับทุกคน ทั้งสวมใส่สบาย มีดีไซน์เรียบง่าย เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคนจริง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามพิสูจน์เรื่องนี้อย่างมาก แต่มาถึงวันนี้ เสื้อผ้าสำหรับเราไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่มอีกต่อไป เรามองมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ดังนั้นเสื้อผ้าก็ควรจะเป็นตัวแทนของความตั้งใจ ความคิด และอุดมการณ์ต่าง ๆ ของผู้สวมใส่ด้วยเช่นกัน นั่นคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของผม

พลังของเสื้อผ้าเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนแรก ยกตัวอย่างเช่น เรามีไอเท็มอย่าง DRY-EX ที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล พัฒนาออกมาเป็นเสื้อที่ใส่สบาย ดีไซน์สวย เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใช้งาน และสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น 

คุณใช้ตัวการ์ตูนโดราเอมอนเป็นแอมบาสเดอร์ และเปลี่ยนสีโลโก้จากสีแดงเป็นสีเขียวในการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนด้วย

คาแรกเตอร์โดราเอมอนถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น เป็นที่รักของคนทั่วโลกมายาวนาน เช่นเดียวกันกับยูนิโคล่ โดราเอมอนจึงเป็นเหมือนนักเดินทางจากอนาคต ผู้จะมาช่วยเปลี่ยนโลกให้ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ส่วนสีเขียวเป็นตัวแทนของสิ่งแวดล้อม ของการรักษาธรรมชาติ มันง่ายต่อความเข้าใจและง่ายต่อการสื่อสาร ไม่ว่าจะกับลูกค้าหรือพนักงานของเราเอง 

เราจึงเลือกใช้โดราเอมอนและโลโก้สีเขียวในการสื่อสารประเด็นความยั่งยืน เพราะอยากให้มองเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย

‘เสื้อผ้าที่จะทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น’ คือความตั้งใจตั้งแต่วันแรกของยูนิโคล่ ผ่านมาเกือบ 50 ปี นิยามของชีวิตที่ดีกว่าเปลี่ยนไปบ้างไหม

ผมว่ามันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ถ้าพูดถึงชีวิตที่ดีขึ้น มันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ความหมายของ ‘ความสบาย’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปอีกนะ บางคนชอบวิ่งออกกำลังกาย อาจต้องการเสื้อที่มีฟังก์ชันระบายเหงื่อ แห้งไว อีกคนอยู่ชนบท ชอบทำสวน ปลูกต้นไม้ อยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ ก็มองหาเสื้อที่จะปกป้องผิวเขาจากแสงยูวี เพื่อให้ชีวิตนั้นง่ายและดียิ่งขึ้น

วิถีชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก แต่ผมพูดได้เลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้ามีความต้องการพื้นฐานจากเสื้อผ้าไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือทำอาชีพอะไร เช่น ทุกคนต้องการเสื้อผ้าที่คุณภาพคุ้มราคา หรือในบางวัฒนธรรมคนนิยมใส่เสื้อทับ ในประเทศที่ร้อนอย่างประเทศไทย เราต้องมีไอเท็มหน้าร้อนขายทุกฤดู และถ้าสังเกตดี ๆ ร้านในไทยจะสีสันสดใสกว่าประเทศอื่น ๆ 

เพราะคนไทยชอบสีสัน

ใช่ครับ (ยิ้ม) คนไทยชอบสีหลากหลาย เหมือนคุณมีสีมงคลที่ต้องใส่ในแต่ละวันด้วยใช่ไหม นั่นก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเหมือนกัน 

คนไทยชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น ชอบติดตามเทรนด์ใหม่ ๆ ในฐานะร้านเสื้อผ้า เราพยายามอย่างมากเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ในร้านก็เลยโชว์เสื้อสีสดใสเยอะหน่อย ต่างจากร้านในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นชอบสีโมโนโทน สีเรียบ ๆ ชอบดีไซน์ทรงปล่อย ๆ หลวม ๆ ชอบลายขวาง 

ลูกค้าชาวไทยยังชอบคอลเลกชันใหม่ ๆ เวลามีอะไรใหม่ ๆ ออกมาจะได้รับความสนใจมาก โดยเฉพาะการคอลแลบกับดีไซเนอร์แบรนด์อื่น ๆ สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด คือการหาความต้องการของแต่ละประเทศที่ธุรกิจเราไปอยู่ แล้วตอบสนองความต้องการนั้นในแบบของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ก่อนที่จะเข้าทำงานที่นี่ คุณเป็นแฟนคลับยูนิโคล่อยู่แล้วไหม

ใช่เลย ผมเป็นแฟนแบรนด์นี้อยู่แล้ว ตอนเริ่มทำงานที่นี่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่อย่างหนึ่ง ตอนทำงานที่อื่น ผมใส่เสื้อผ้าแบรนด์อะไรก็ได้ ที่นี่แม้จะไม่ได้มียูนิฟอร์มตายตัว แต่เราเลือกที่จะใส่เสื้อผ้าของยูนิโคล่มาทำงาน

วันนี้ก็ใส่ทั้งตัวนะ (ชี้ให้ดูสูทสีดำที่ใส่อยู่) หลายคนอาจคิดว่าเรามีแค่เสื้อผ้าลำลอง แต่จริง ๆ เรามีชุดทางการด้วย ตัวที่ใส่อยู่คือ แจ็กเก็ต เสื้อเชิ้ต แล้วก็กางเกงสแล็ก

เชื่อไหมว่าหลังจากเข้าทำงานที่นี่ ตู้เสื้อผ้าผมลดขนาดเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อก่อน แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ผมเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดได้ในกระเป๋าเดินทางใบเดียว

จะเป็นไปได้ยังไง

ไม่ได้อวยนะ (หัวเราะ) เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานมาก ผ่านไปสองสามปีก็ยังใส่ได้ดี ดีไซน์ก็เรียบง่าย คุณอาจจะมีเสื้อแบบเดียวกันแต่หลายสี ไว้ใส่สับเปลี่ยนไปแต่ละโอกาสในแต่ละวัน จากที่เคยต้องมีเสื้อผ้าหลาย ๆ แบบในตู้ ก็เหลือแค่ชิ้นเบสิก ถ้าคิดจากมุมมองเรื่องความยั่งยืน นี่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เหมือนกัน อย่างน้อยก็กับตู้เสื้อผ้าของผม

ยูนิโคล่ทำเรื่องความยั่งยืนมากว่า 20 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแหล่งที่มาวัตถุดิบในการผลิต กระบวนการผลิตเอง สินค้า ไปจนถึงชีวิตของเสื้อผ้าหลังการขาย แต่คนกลับไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้ ทำไมแบรนด์ถึงตัดสินใจออกมาสื่อสารเรื่องนี้ในปีนี้

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราจัดงานแถลงข่าวหรือเชิญสื่อมวลชนมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ปีนี้ลูกค้าจะได้กลับมาใช้ชีวิตหลังโควิด-19 หลังจากที่คนส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนกันไปแล้ว ผมว่าผู้คนกำลังจะเริ่มใช้ชีวิตอีกครั้ง สนุกกับการเดินทางอีกครั้ง นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเล่าเรื่องความยั่งยืนของแบรนด์ให้ทุกคนฟัง

2 ปีที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจยั่งยืนยิ่งขึ้น อย่างเดือนหน้าเราจะมีจัดประกวดแผนธุรกิจร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในงาน Chula Expo 2022 โดยธีมในปีนี้เป็นเรื่องความยั่งยืน เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้คนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วย

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเปลี่ยนไปแค่ไหนในช่วงโควิด-19 

เปลี่ยนไปเยอะ

เพราะคนทำงานที่บ้านด้วยหรือเปล่า

นั่นก็ด้วย ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปเยอะ คนนิยมใส่ชุดลำลองอยู่บ้าน ที่เราเรียกกันว่า Loungewear ไม่ค่อยได้ใส่สูท อย่าว่าแต่สูทเลย เสื้อเชิ้ตก็แทบจะไม่ได้ใส่ (หัวเราะ) 

แต่ขณะที่คนชอบทำงาน Work from Home พวกเขาก็ยังตั้งตารอที่จะออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน และยังสนุกกับชีวิตนอกบ้านอยู่ เราพยายามตอบความต้องการตรงนั้น แต่จะทำยังไงให้มันยั่งยืนล่ะ เพราะถ้าพูดถึง Fast Fashion มันหมายถึงการผลิตเร็วในจำนวนมาก ๆ เพื่อสนองความต้องการที่เปลี่ยนตลอดเวลา 

คุณคิดว่าเสื้อผ้าจะเปลี่ยนโลกได้จริง ๆ เหรอ

ไม่ใช่แค่คิด แต่ผมเชื่ออย่างนั้น 

เราเปลี่ยนโลกได้ เราเปลี่ยนวงการเสื้อผ้าได้ และเราจะไม่หยุดพัฒนา แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องการกำลังจากหลายทาง ในเรื่องความยั่งยืน ยูนิโคล่ยังถือเป็นคนตัวเล็ก เราต้องการแรงสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ ๆ ในเมืองไทยที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก่อน เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้า เราเชี่ยวชาญด้านการผลิตเสื้อผ้าที่ดี ขายเสื้อผ้าที่ดี เลยต้องมีพันธมิตรที่ถนัดคนละด้านมาร่วมอุดมการณ์ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่มีความสนใจและเป้าหมายที่ดีร่วมกัน

ผมเชื่อว่า เราทำอะไรมากกว่าการดำเนินงานปกติที่เราทำอยู่แล้วได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ความยั่งยืนของยูนิโคล่แบ่งได้เป็น 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ผู้คน โลก และคอมมูนิตี้ ธุรกิจวางแผนว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง

เราให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา สนับสนุนโรงเรียนต่าง ๆ และพยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของคนไทยดีขึ้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานก็เป็นอีกหนึ่งโฟกัสของธุรกิจ

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ แม้เราไม่ได้มีการผลิตอยู่ในประเทศไทย แต่เราก็ส่งฟีดแบ็กลูกค้าคนไทยไปให้โกลบอลเพื่อพัฒนาเป็นประจำ เรายังร่วมมือกับ UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วย

เพราะเราไม่ได้มีร้านไปตั้งในทุกจังหวัด การทำโปรเจกต์ที่ร้านเพื่อสนับสนุนลูกค้าเลยยังไม่ครอบคลุม แต่เราก็ทำผ่านพาร์ตเนอร์ด้านต่าง ๆ และตั้งใจจะเปิดสาขาให้มากขึ้น

ตอนนี้มีทั้งหมดกี่สาขา

ตอนนี้มี 56 สาขาครับ

ปีนี้จะเปิดสาขาใหม่ไหม

น่าจะนะครับ (ยิ้ม) อาจจะบอกตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้ 

เราพยายามฟังเสียงจากพนักงานและลูกค้า หลายครั้งมักมีลูกค้ามาถามว่า เมื่อไหร่จะไปเปิดสาขาที่จังหวัดเขา 

นอกจากจะได้บริการลูกค้า ยังสร้างงานให้พื้นที่นั่นด้วย

ใช่ครับ พนักงานเราเองก็มาจากหลายที่ทั่วประเทศ เขาเสนอให้ไปเปิดเมืองนั้นเมืองนี้ ถ้าที่ไหนมีศักยภาพ เราก็พร้อมที่จะพิจารณาต่อ

ในฐานะซีโอโอของบริษัท คุณสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเข้าใจเรื่องความยั่งยืนยังไง

การสื่อสารเป็นคีย์สำคัญ เรามีพนักงานที่สำนักงานใหญ่และอีกมากมายหน้าร้าน แต่ละคนยุ่งกับการให้บริการลูกค้าและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ในร้านยูนิโคล่ ลูกค้าคือราชา ขณะเดียวกันเราก็ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในทุกวันคืออะไร เราทำให้บริษัทยั่งยืนขึ้นได้ยังไง และจะมีส่วนช่วยประเทศไทยในทางไหนบ้าง

ยูนิโคล่เป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่เราอยากเป็นแบรนด์ของคนไทยด้วย พนักงานระดับผู้จัดการส่วนใหญ่ของเราก็เป็นคนไทย คงจะดีไม่น้อยถ้าวันหนึ่งลูกค้ามองว่าเราเป็นแบรนด์ไทย เพราะเราไม่ได้แค่เข้ามาทำธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันคุณค่าบางอย่าง 

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

เล่าการเดินทางของเสื้อผ้ายูนิโคล่ตั้งแต่เป็นวัสดุจนถึงหลังการขายให้ฟังได้ไหม

อย่างการผลิตยีนส์ขึ้นมาหนึ่งตัวมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่หาเส้นใยคอตตอน โดยเลือกซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพและให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน รวมถึงตั้งใจจะลดการใช้น้ำและสารเคมี 

หลังจากได้แหล่งเส้นใยที่ดีแล้วก็นำมาผลิตในโรงงานคู่ค้า เพราะเราไม่มีโรงงานของตัวเอง แต่ทำงานร่วมกับโรงงานพาร์ตเนอร์ โดยส่งคนเข้าไปอบรม สอนให้เขาทำงานตามมาตรฐาน แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาการผลิตไปด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของแรงงานเป็นอย่างมาก

ถัดมาคือการออกแบบ จะออกแบบยังไงให้ออกมาเป็น LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต

อย่างวันนี้แจ็กเก็ตที่ผมใส่มา มองเผิน ๆ เหมือนสูททั่วไป แต่เบากว่า ใส่ได้หลายโอกาสมากกว่า ผมอาจจะพูดเป็นข้อ ๆ ไม่ได้ แต่นี่คือตัวอย่างของความพยายามในการสร้างเสื้อผ้าที่ยั่งยืนของเรา ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Supply Chain หรือบริการหลังจากขาย อย่าง RE:Uniqlo ที่ให้ลูกค้านำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค วันหนึ่งเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แน่ ๆ

วันนี้ ลูกค้าอาจยังไม่รู้ว่าข้างหลังเราทำอะไรบ้าง แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าเขาซื้อเสื้อผ้าของเราไป ก็เป็นการสนับสนุนความยั่งยืนต่อคน โลก และคอมมูนิตี้

ปีที่ผ่านมานอกจากโควิด-19 ยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในโลก ทั้งสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก คุณมองว่าธุรกิจระดับโลกใหญ่ ๆ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมหรือรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ไหม

แน่นอนครับ อย่างกรณียูเครนกับรัสเซีย เราอาจจะช่วยไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็พยายามทำให้มากที่สุด เพราะในประเทศเหล่านั้นก็มีประชาชนเหมือน ๆ กับเราอยู่ เราจึงพยายามเปิดร้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะตัดสินใจปิดร้านในรัสเซียชั่วคราวก็ตาม

หรือเมื่อหลายปีก่อน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เราก็พยายามเปิดร้านในบริเวณนั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านเครื่องนุ่งห่ม ถ้าเราช่วยเขาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก็จะไม่ลังเลเลย นั่นคือปรัชญาและดีเอ็นเอของยูนิโคล่เลยครับ

ส่วนเรื่อง Climate Change ที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เราแก้ปัญหาโดยตรงไม่ได้หรอก แต่เราทำผ่านการดำเนินธุรกิจที่มี ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในกระบวนการผลิต หาพลังงานทางเลือกมาใช้ ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะเดินไปทางไหนใน 10 ปีข้างหน้า

ผมว่าอุตสาหกรรมนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามองอีก 50 ปี อาจจะค่อย ๆ ลดลง เพราะประชากรโลกน้อยลงทุกวัน แต่ถ้าใน 10 ปี ผมว่ายังโตได้อีก นั่นแปลว่าจะมีเสื้อผ้ามากมายและมีขยะจากเสื้อผ้าอีกมหาศาล เราต้องหาทางลดขยะตรงนั้น หนึ่ง โดยการผลิตเสื้อผ้าที่ทนทาน ใช้ได้ในระยะยาว ลดการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราในระยะยาว

ถ้าภาคธุรกิจไม่ขยับตัวตามเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภค ก็อาจจะต้องปิดตัวลงในที่สุด

ก่อนหน้านี้คนอาจจะพูดกันว่า ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่สนใจเรื่องนี้ แต่โควิด-19 ทำให้เห็นว่าเขาตระหนักถึงสิ่งนี้มากขึ้น อย่างในประเทศไทยเอง ผมว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีความยั่งยืนมากกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคขยับแล้ว เราในฐานะธุรกิจต้องขยับตาม ความยั่งยืนเลยไม่ใช่แค่เรื่องของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

ถ้าไปพูดเรื่องนี้กับนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาอาจบอกว่า การหยุดผลิตคือวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับธุรกิจรีเทลอย่างยูนิโคล่ คุณบาลานซ์ระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจและความยั่งยืนยังไง

ผมเห็นด้วยว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการเลิกผลิต ขณะเดียวกันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทุกคนจะใช้ชีวิตโดยไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยได้จริง ๆ หรือเปล่า บางคนอาจจะได้นะ แต่บางคนเขายังเอ็นจอยกับการแต่งตัวอยู่ เขาไม่สามารถใส่เสื้อเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เพราะมันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของชีวิต เราจึงต้องบาลานซ์ระหว่างความสนุกนั้นกับความยั่งยืน

ในหนึ่งปี อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสร้างขยะจำนวนมากจากกระบวนการผลิตแต่ละครั้ง ใช้น้ำจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เราพยายามพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตของเรา ยกตัวอย่างเช่น กางเกงยีนส์ยูนิโคล่ที่ลดการใช้น้ำในการผลิตได้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เรายังพยายามใช้วัสดุรีไซเคิลและหาวิธีการอื่น ๆ กับสินค้าอื่น ๆ ที่จะสร้างผลกระทบน้อยที่สุด 

ถ้าคุณไปดูตามท้องตลาด จะเห็นเสื้อผ้าตามเทรนด์มากมายที่จะกลายเป็นขยะในอนาคต แต่ถ้าลองไปร้านของเรา จะเห็นเลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเสื้อผ้าเบสิกที่มีขายตลอด เราตั้งใจให้เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานและยั่งยืน แบบที่ลูกค้าจะใช้งานได้เป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้จำนวนการบริโภคลดลงไปอีก

สมมติคุณซื้อยีนส์ 2 ตัวในปีนี้ และหวังว่าหนึ่งในสองตัวนั้นจะเป็นของยูนิโคล่ (หัวเราะ) คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม เราพยายามอย่างมากในการพัฒนาการดำเนินงานต่าง ๆ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมลูกค้าด้วย

ความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนของยูนิโคล่สำหรับคุณคืออะไร

คือการที่ได้เห็นลูกค้าใช้เสื้อผ้าของเราไปนาน ๆ ด้วยความทนทานและดีไซน์เรียบง่ายไม่ตกยุค สิ่งนี้สำเร็จในญี่ปุ่นแล้วนะ พ่อแม่หลายคนส่งต่อเสื้อผ้าของเราให้ลูก ๆ ลูกสาวบางคนใช้ชุดที่คุณแม่เคยใส่ บางกลุ่มก็เอาสินค้าที่เขาไม่ชอบสไตล์หรือไซส์ไม่พอดีแล้วไปขายในตลาดมือสอง ที่ญี่ปุ่นมีตลาดออนไลน์ที่ชื่อว่า Mercari ถ้าลองเข้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีเสื้อผ้าแบรนด์เราเยอะมาก ผมได้ยินมาว่ามีมากกว่าครึ่ง เลยคิดว่านี่ก็เป็นก้าวสำคัญเรื่องความยั่งยืนอีกเช่นกัน 

อะไรจะทำให้แบรนด์ยูนิโคล่อยู่ไปได้ถึง 100 ปี

สำหรับผมคือการมีคนที่ดี เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าที่มี ‘คน’ เป็นคนสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น และผมไม่ได้พูดแค่พนักงานยูนิโคล่อย่างเดียว แต่รวมไปถึงคู่ค้าทางธุรกิจอื่น ๆ เราทำคนเดียวไม่ได้หรอกครับ ถ้าเรามีคนดี ๆ มีพาร์ตเนอร์ดี ๆ ลูกค้าดี ๆ ที่จะสนับสนุนธุรกิจของเรา ธุรกิจก็จะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ 

เรามีแนวคิดของเรา ลูกค้าก็มีแนวคิดของเขา การสื่อสารให้เขาเข้าใจในเจตนารมณ์ของแบรนด์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เรากำลังทำอะไร เราจะเดินไปทางไหน 

100 ปีเท่ากับหลายเจเนอเรชัน เราจึงหมั่นพัฒนาสินค้าและบริการให้เท่าทันลูกค้า เพื่อซัพพอร์ตการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยของเขา

ยูนิโคล่คือบริษัทระดับนานาชาติ เราลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก แต่จริง ๆ แล้ว ธุรกิจของเรานั้นง่ายนิดเดียว เราขายเสื้อผ้า และเราก็ตั้งใจขายเสื้อผ้า แค่นั้นเอง ถ้าเราโฟกัสกับสิ่งนี้ ไม่หยุดพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การดำเนินงาน สินค้า หรือบริการ ด้วยการสนับสนุนของพนักงาน พาร์ตเนอร์ และลูกค้าที่น่ารัก ไม่ว่ายังไงเราต้องเดินทางไปสู่ปีที่ 100 ได้แน่นอน

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

Questions answered by COO of Uniqlo Thailand

01 ไอเท็มยูนิโคล่ที่ชอบที่สุดคือ…

Super Non-iron Shirt เปลี่ยนชีวิตผมเลย  ผมอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด อยู่นี่ผมไม่มีเตารีดนะ เสื้อรุ่นนี้เลยมีประโยชน์มาก แค่ซักและแขวนตากไว้ อีกวันก็ใส่ได้ ที่ใส่มา 95 เปอร์เซ็นต์คือเรียบกริบ ไม่ต้องรีดเลย

02 ไอเท็มยูนิโคล่ที่มีมากที่สุดคือ…

น่าจะเป็นเสื้อกีฬา เพราะผมเล่นเทนนิส

03 ความประทับใจแรกในวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยคือ…

คนไทยชอบพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ ซึ่งผมชอบมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ ผมเคยใช้ชีวิตที่ตุรกีพักหนึ่ง ที่นั่นก็มีวลีคล้าย ๆ กัน ความหมายประมาณว่า ถ้าคุณทำสิ่งหนึ่งในพรุ่งนี้ได้ ทำไมวันนี้ไม่สนุกกับชีวิตก่อนล่ะ

คนไทยยังยิ้มเก่งและใจดีอีกด้วย ที่ญี่ปุ่นมีหนังสือเล่มหนึ่งอธิบายรอยยิ้มของคนไทยว่ามี 12 ประเภท คุณต้องแยกแยะให้ออกว่ายิ้มแบบไหนหมายถึงอะไร (หัวเราะ)

04 วิชาที่ชอบที่สุดตอนเรียนที่ MIT Sloan คือ…

นานมากแล้วนะ (หัวเราะ) ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นวิชา Diversity Management อาจารย์สอนเกี่ยวกับการบริหารคนในบริษัทโกลบอลใหญ่ๆ เช่น โตโยต้าที่มีผู้บริหารจากหลายประเทศ ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเรื่องการสื่อสารและการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม

04 ถ้าได้รับเลือกให้พูดบนเวที TED Talk คุณจะพูดเรื่อง…

ผมอยากพูดเรื่องความยั่งยืนผ่านประสบการณ์จริงของตัวเอง อยากเล่าเรื่องอิมแพคที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเสื้อผ้า ตอนอยู่ญี่ปุ่น ตู้เสื้อผ้าผมเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่เก็บมานาน จนภรรยาถามบ่อย ๆ ว่าทำไมยังเก็บบางชิ้นอยู่ทั้งที่ไม่ได้ใช้เลย พอเริ่มทำงานที่นี่ ผมอยู่ได้ด้วยเสื้อผ้าชิ้นสำคัญ ๆ อย่างเสื้อยืดกับแจ็กเก็ต ซึ่งผมมีไว้หลายสีเลยแหละ

05 ร้านที่ไปบ่อยในสามย่าน…

Wawee Coffee ผมชอบที่เขาใช้เมล็ดกาแฟของไทย ผลิตในไทย วันไหนที่เข้าออฟฟิศก็จะซื้อกาแฟร้านนี้

06 นักเทนนิสในดวงใจคือ…

Roger Federer ไม่ใช่เพราะเขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่นะ แต่เพราะสไตล์การเล่นเทนนิสของเขาเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งมีเป้าหมาย ไม่เสียเปล่า สมูท ผมตีแบ็กแฮนด์มือเดียวเหมือนกัน ก็เลยชอบดูวิดีโอที่เขาเล่น แล้วพยายามเลียนแบบวิธีการ แต่ก็ยังอีกไกลครับ (หัวเราะ)

07 คำพูดติดปากของคุณคือ…

ก้าวเล็ก ๆ ทุก ๆ วันก็เปลี่ยนชีวิตคุณได้ ผมคิดว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งชีวิต ทั้งการงาน แต่อย่าลืมสนุกกับวันนี้ อย่ากังวลเรื่องพรุ่งนี้ให้มาก จงอยู่กับปัจจุบัน

การที่ผมเจอคุณในวันนี้อาจเป็นโอกาสเดียวเลยก็ได้นะ ดังนั้นผมจึงเอ็นจอยบทสนทนากับคุณวันนี้

08 ไอเท็มล่าสุดที่ซื้อจากร้านยูนิโคล่…

เสื้อ UV Protection Parka ผมซื้อช่วงสงกรานต์เพราะอากาศร้อนมาก และไม่ชอบทาครีมกันแดดตอนไปเล่นเทนนิส เพราะมันเหนียวเหนอะหนะ ล่าสุดใส่ไปเล่น ผิวคล้ำเฉพาะมือ คนก็ทักว่าไปทำอะไรมา เอาเป็นว่าผมทดลองใช้เสื้อนี้แล้ว มันเวิร์กครับ

09 คุณซื้อ UV Protection Parka สีอะไรมา…

สีกรมท่าครับ ผมยังใจไม่ถึงพอที่จะซื้อสีเหลืองหรือสีแดง (หัวเราะ)

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ยูนิโคล่ ประเทศไทย ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับสมัคร CHULA EXPO 2022′ Case Competition ในหัวข้อเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs Goal) และมองหาผู้เข้าสมัครเป็นทีมนิสิตนักศึกษา 1 – 5 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีทั่วประเทศ
ดูรายละเอียดในการสมัครและการเข้าแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3KGgAPH สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 พ.ค. 2565 (23.59 น.)
Facebook: Chula Expo

Instagram: chulaexpo2022

E-mail : [email protected]

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load