28 พฤศจิกายน 2562
12 K

ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งของหลายสำนักข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนเอกชนชื่อดังย่านสาทรที่อนุญาตให้เด็กนักเรียนมัธยมแต่งตัวด้วยชุดไปรเวตมาเรียนได้อาทิตย์ละ 1 วัน เสียงตอบรับเกิดขึ้นอย่างท่วมท้นทั่วประเทศทั้งชื่นชมและตำหนิ 

หากแต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเรากลับไม่ใช่ภาพของแฟชั่นจากเด็กนักเรียน แต่กลับเป็นภาพของผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อ ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ หรือ ครูทอม ที่ขโมยซีนด้วยการแต่งตัวพูดคุยกับสื่อหลายสำนักในชุดผ้าฝ้ายม่อฮ่อมผสมกับโพกหัวด้วยผ้าขาวม้าแทนที่จะเป็นชุดสูทอย่างที่เราคุ้นเคย 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

หรือแม้แต่ในวันเปิดเทอมก็เป็นครูทอมนี่แหละที่แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนมาต้อนรับนักเรียนทุกๆ คนด้วยตัวเอง ไม่แปลกใจที่แกจะเป็นคนชูประเด็นเรื่องของการไม่คิดแบบผู้ใหญ่เพื่อสื่อสารกับเด็ก และยังเน้นย้ำอีกว่าผู้ใหญ่เองก็ต้องเคารพเด็กให้เป็นด้วย สิ่งนี้แสดงออกถึงวิธีคิดทำงานแบบนอกกรอบของผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากการให้เด็กแต่งชุดไปรเวตแล้ว ครูทอมยังได้ร่วมกับทีมงานคนอื่นๆ ในโรงเรียนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนอีกหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนระบบการเลือกเรียนจากสายวิทย์-สายศิลป์ให้กลายมาเป็นระบบที่เรียกว่า Track จำลองรูปแบบการเรียนในคณะของมหาวิทยาลัยซึ่งมีทั้งวิชาสามัญผสมกับวิชาชีพเฉพาะทางมาให้เด็กได้ทดลองเรียน 

ไม่ว่าจะเป็น Track นิเทศศาสตร์-วารสารศาสตร์ ที่มีการเรียนการเขียนบทและตัดต่อภาพยนตร์เบื้องต้น Track ศิลปะการประกอบอาหาร สอนทั้งการทำอาหารและทำธุรกิจร้านอาหารเบื้องต้น รวมทั้งหมดกว่า 15 แบบ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ทดลองเรียนรู้ถึงวิชาชีพที่คิดจะเรียนในอนาคตก่อนจะไปถึงรั้วมหาวิทยาลัย 

นอกจากนี้ สำหรับคนที่รู้จักตัวเองแน่ๆ ว่าตัวเองจะเรียนต่อทางไหน ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนให้ครบทุกวิชาอย่างที่เป็นมา เช่นคนที่อยากเรียนวิศวะก็ไม่จำเป็นต้องเรียนวิชาชีวะมากเท่าแต่ก่อน ไปจนถึงการสร้างวิชาการเรียนแบบใหม่ๆ ที่แค่ฟังก็รู้สึกสนุกไปด้วยไม่ว่าจะเป็น ภาษาอังกฤษจาก Netflix การแสดงขั้นพื้นฐาน อาหารจานเดียว Young SME เป็นต้น 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ยัง…ยังไม่พอ ก็เป็นครูทอมคนนี้แหละที่สนับสนุนและผลักดันให้เกิดโครงการมุ่งสู่อวกาศ BCC Space Program ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการสร้างและส่งดาวเทียมฝีมือเด็กในโรงเรียนให้เข้าสู่ห้วงอวกาศในเร็วๆ นี้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากนี้ ล้วนมาจากวิสัยทัศน์ของครูทอมที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนแห่งนี้ให้กลายเป็นสถานที่แห่งความสุข 

สำหรับเราที่เคยผ่านการเรียนการสอนแบบเดิมๆ มานั้นก็จินตนาการไม่ออก ได้แต่คิดว่าโรงเรียนและความสุข สองสิ่งนี้เป็นสองสิ่งที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ดังเช่นน้ำและน้ำมัน แต่ถ้าใครได้มีโอกาสเดินข้างๆ ครูทอมเข้าไปในโรงเรียนแล้วได้เห็นบรรยากาศการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องที่เจือทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไปจนถึงเราเห็นคราบความคิดสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมที่ยังคงตกค้างอยู่ตามมุมต่างๆ ของโรงเรียน ไปจนถึงการที่มีเด็กวิ่งมาทักทายหยอกล้อกับแกอยู่เสมอนั้น ก็แสดงออกถึงสัญญาณที่ดีของการเป็นโรงเรียนแห่งความสุข 

ใช่ เพราะในขณะเดียวกันนี้เองก็ยังมีโรงเรียนบางแห่งที่เกณฑ์ให้เด็กทั้งโรงเรียนมาเข้าแถวตากแดดบนถนนเพื่อกราบกรานรอรับส่งท่าน ผอ. โรงเรียนขณะเดินทางอยู่เลย

แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยละเว้นหรือปรานีใคร แม้แต่ ผอ. ของโรงเรียนแห่งนี้ ด้วยเรื่องราวที่หลุดออกไปในข่าวหลายๆ สื่อนั้นทำให้ไม่มีใครรู้ว่า ผอ. ทอมจะยังคงได้สร้างสรรค์โรงเรียนแห่งความสุขนี้ต่อไปได้อีกหรือไม่ หรือจะพลิกหน้าที่กลับมาเป็นครูวิชาดนตรีแบบเดิม หรือตกงานเป็นครั้งแรกของชีวิตในวัย 50 ปี 

และพื้นที่ในหน้าเว็บแห่งนี้ก็คงไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะคุยถึงเรื่องนั้นกันหรอก แต่เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่า ว่าครูทอม ผอ. โรงเรียนที่แหกขนบทั้งหมดแห่งการบริหารสถาบันการศึกษาคนนี้ต่างเคยผ่านมาหมดแล้ว ทั้งชีวิตการเป็นนักเรียนที่เรียนไม่เก่ง ไม่มีความมั่นใจ เข้าเรียนมหา’ลัยโดยปราศจากแพสชันแรงกล้าใดๆ เป็นนายกสโมสรนิสิตตั้งแต่ตอนปี 1

พอเรียนจบก็จับพลัดจับผลูมาเป็นครูสอนดนตรีในโรงเรียนที่ตัวเองเคยเรียน ทั้งที่ไม่เคยอยากจะเป็นครู เคยเบื่ออาชีพนี้จนเกือบจะลาออก ก่อนจะบิดมุมมองที่มีต่ออาชีพ ฉายแววความเป็นผู้นำจนได้ทุนศึกษาต่อเพื่อกลับมาบริหารโรงเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไม่น่าจะสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ได้ แน่นอน ผลงานที่ทำมาในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการนี้เป็นที่กระจ่างชัดว่าโรงเรียนแห่งนี้เลือกคนไม่ผิด และนี่คือเรื่องราวชีวิต ทัศนคติ เป้าหมาย ของผู้อำนวยการโรงเรียนที่ชื่อ ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ในสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียน คุณเป็นนักเรียนแบบไหน

ผมว่าผมเป็นเด็กเรียนไม่เก่งที่ไม่มีอะไรโดดเด่น เรามองตัวเองเป็นเหมือนโนบิตะ ความภูมิใจตั้งแต่ช่วง ป.1 มามีแค่เรื่องเดียว คือความสูง ตอนเข้าแถวเราจะยืนอยู่ไม่เกินคนที่สาม เราก็แอบภูมิใจนิดๆ ว่าเราสูงกว่าคนอื่น แค่นั้นแหละ (หัวเราะ)

จากวันนั้นดูคุณอยู่ห่างไกลจากการเป็นผู้อำนวยการสถาบันทางการศึกษาชั้นนำในตอนนี้มากเลย 

เรามองตัวเองเป็นลักษณะนั้นตลอด เลยทำให้ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง พ่อแม่ก็เป็นมนุษย์ทำงานที่เช้าตื่นมาเตรียมหุงหาอาหารให้ แล้วเราก็ไปโรงเรียน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เย็น วันเสาร์พวกเขาก็ทำงานครึ่งวัน ทำให้โอกาสที่จะเจอกันมันน้อยมาก กลายเป็นว่าเราต้องรับผิดชอบตัวเองในการหาตัวเองขึ้นมา

แต่มันเกิดมีจุดเปลี่ยนสามจุดในชีวิต จุดแรกเกิดขึ้นตอน ป.5 เป็นจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ คือการสมัครนักเรียนเข้าชุมนุมดนตรี สมัยนั้นเวลาเลือกเด็กเล่นดนตรี เขาจะคัดจากความสูงด้วย ต้องร้อยห้าสิบเซนติเมตรขึ้นไป ตอนนั้นเราสูงร้อยห้าสิบสามเซนติเมตร ในห้องก็มีไม่กี่คน มันจึงกลายเป็นความภูมิใจที่ได้เข้าชมรมทั้งๆ ที่ไม่เคยเล่นดนตรีอะไรเลย 

แล้วพอดีว่าชุมนุมนี้ไม่ได้แค่สอนให้เล่นดนตรี มันมีการเซ็ตระบบ มีกรรมการดูแลน้องที่ซ้อม หากน้องไม่มาก็ต้องไปตาม มีระบบสอนน้อง ระบบการเป็นผู้นำของหัวหน้าวง มันเลยพัฒนาและฝึกวินัยให้ตัวเรา ทุกอย่างต้องเห็นภาพของการทำงานร่วมกันเป็นทีม ต้องรับฟังซึ่งกันและกัน ซึ่งเราได้จากตรงนี้เยอะ

จุดที่สองเป็นการถูกเรียกออกไปพูดหน้าชั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำเลยตั้งแต่เรียนมา เราจำได้ว่าเราพูดด้วยอาการสั่น เหงื่อแตก หน้าซีด พอพูดจบอาจารย์ก็บอกว่าเราทำได้ดีมาก เพราะคำนี้คำเดียวที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนเรา เพราะไม่เคยได้รับคำชมอะไรมาก่อน แล้วเราเก็บความรู้สึกนั้นไว้ตลอด นั่นจึงทำให้เราเกิดความมั่นใจขึ้นมาเล็กๆ เวลาที่ต้องพูด โดยเฉพาะพูดหน้าชั้น เราจะสมัครเป็นคนพูด ช่วงหลังๆ เวลามีงานนำเสนอของกลุ่มเราจะอาสาเป็นคนนำเสนอให้ กลายเป็นเรามั่นใจในตัวเองว่าเราทำได้ดี

จุดสุดท้ายคือตอนอยู่ ม.1 ในชมรมดนตรีเรามีตำแหน่งเป็นคนเล่นทรัมเป็ต แล้วในรุ่นนั้นไม่มีใครเล่นซูซาโฟน (เครื่องดนตรีขนาดใหญ่คล้ายทูบา) เพราะมันมีขนาดใหญ่มาก คนที่เล่นก็ต้องตัวใหญ่ตามไปด้วย ซึ่งการขาดคนเล่นเครื่องดนตรีชิ้นนี้มันทำให้เพลงที่วงเล่นออกมาฟังไม่เพราะ ตอนนั้นเราคิดว่าเราเองก็เล่นทรัมเป็ตเก่งพอตัวแล้ว ไม่รู้จะเล่นต่อไปทำไม เลยขอย้ายมาเล่นซูซาโฟนเอง ปรากฏว่าเพลงมันเพราะขึ้นเมื่อเราไปเล่น เราก็แอบภูมิใจของเราอยู่คนเดียวว่าเพลงมันเพราะขึ้น แค่เพราะเรายอมเล่นมันเท่านั้นเอง 

ถึงจะหนักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่มันก็สร้างความสับสนในชีวิตเหมือนกัน เพราะวิธีการเล่น วิธีการอ่านโน้ต การวางมือ มันกลับกันกับทรัมเป็ตทั้งหมด พอหัดเล่นซูซาโฟนไปสักพัก ทางโรงเรียนก็สั่งเครื่องทูบามาใหม่แทนซูซาโฟนเราก็ต้องมาหัดใหม่อีก มันทำให้เราคิดได้ว่าเราไปถึงจุดพีกสุดของดนตรีในด้านนี้ไม่ได้แน่ จุดเปลี่ยนตรงนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าการยอมเสียสละตนเองเพื่อคนอื่น ที่จริงแล้วมันไม่ใช่แค่ทำให้คนอื่นมีความสุข เราเองก็มีความสุขด้วย ต่อให้คนอื่นไม่ชื่นชมก็เถอะ ปัจจุบัน เราสอนเด็กทุกคนเสมอว่า ชีวิตคุณ คุณต้องอยู่เพื่อผู้อื่น อย่าคิดอยู่เพื่อตัวเองเป็นหลัก เพราะการอยู่เพื่อคนอื่นมันคือความสุขที่แท้จริงที่คุณจะได้รับ

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

แล้วความคิดที่จะเป็นครูมันมาจากไหน

มันเกิดจากการจับผลัดจับผลู เด็กในสมัยนั้นถูกสภาพแวดล้อมบอกว่าคุณต้องเรียนหนังสือ มิฉะนั้นคุณจะไม่มีอนาคต ภาพนี้มันถูกฝังในหัวมาตลอด พอขึ้น ม.ปลาย เราก็รู้แล้วว่าเรากระเสือกกระสนเรียนสายวิทย์ไม่ได้ เต็มที่ก็ได้แค่ศิลป์-คำนวณ ฉะนั้น ตอนเลือกแผนการเรียน ณ ช่วงเวลานั้นก็ยังไม่เกี่ยวกับเรื่องของความชอบ แต่เลือกตามความสามารถด้านการศึกษาที่เราถูกประเมิน แล้วการสอบเอนทรานซ์ในสมัยนั้นมันเลือกได้หกอันดับ พ่อแม่บอกไว้ว่าไม่ให้ไปต่างจังหวัด เพราะเขากลัวเราเสียคนและทางบ้านก็ไม่มีเงินด้วย ซึ่งถ้าเอนทรานซ์เข้ามหา’ลัยรัฐบาลไม่ได้ก็ต้องไปเรียนรามฯ สถานเดียว ซึ่งเราก็ไม่อยากเพราะรู้สึกเสียฟอร์มก็เลยมาลองวางแผนดู

ตอนนั้นเราชอบและอยากเรียนวิชาบัญชีมาก แต่พอเห็นคะแนนที่สูงมากก็เลยเปลี่ยนเป็นเศรษฐศาสตร์สองอันดับแรก สองอันดับถัดมาเราเลือกเป็นของที่ถนัดคือดนตรี ซึ่งสถานที่ที่สอนและใช้ความสามารถด้านการเล่นทูบาก็มีอยู่แค่สองที่ คือจุฬาฯ กับ ม.เกษตรศาสตร์ เลยลงสองที่นี้ ส่วนสองอันดับสุดท้ายเป็นประวัติศาตร์ โบราณคดี เพราะสมัยนั้นคนเรียนคณะพวกนี้ยังมีน้อยอยู่ ผลออกมาก็สอบติดสาขาดนตรีสากล ภาควิชาศิลปนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผมเคยอ่านเจอว่าคุณทำกิจกรรมเยอะมากในช่วงเวลานี้ของชีวิต

ภาควิชาที่เรียนทั้งรุ่นมีกันอยู่เจ็ดคน เรียนกันโคตรสนุกเลยเพราะไม่ได้มีสอบเหมือนคณะอื่นๆ แต่นอกจากการเรียนแล้วเรายังสนใจเรื่องกิจกรรมด้วย คือเคยไปฟังวิทยากรที่มาบรรยายหลายท่านพูดว่าคุณอย่าเรียนอย่างเดียว กิจกรรมสำคัญมาก มันพัฒนาอะไรหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ได้ฟังกันรึเปล่า แต่สำหรับเราพอฟังแล้วก็เริ่มคิดกับตัวเองว่า เราเป็นคนเรียนไม่เก่ง เราต้องเอาสิ่งนี้มาทดแทน เลยกลายเป็นคนชอบและมีความสุขในการทำกิจกรรม และทำกิจกรรมเยอะมาก

ตอนปีหนึ่งเราไม่เคยอยู่ตึกภาควิชาเลย มาทำกิจกรรมอยู่ที่คณะตลอด แล้วยังมีไปสมัครชมรมโรตาแรคท์ที่ทำกิจกรรมบ้าบออะไรก็ได้ ขอแค่กิจกรรมนั้นพัฒนาความเป็นผู้นำของคุณ เข้าทางเราเลย เลยยิ่งได้ทำหลากหลายมาก ทำมากเสียจนเราเป็นนิสิตปีหนึ่งคนแรกที่ลงสมัครนายกสโมสรนิสิตแล้วได้รับเลือก ตอนนั้นคิดโครงการใหม่หมด ทำละครคณะ จัดการแข่งขันตอบปัญหาภาษาอังกฤษ เต็มไปหมดเลย

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ทำไมต้องทำกิจกรรมที่หลากหลายขนาดนั้นด้วย

พอเรามีความคิดว่าเราต้องอยู่เพื่อผู้อื่น มันกลายเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะนายกสโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ถ้าแค่มาเป็นแต่ไม่ได้ทำอะไรเลยมันไม่ใช่เรา เราก็พยายามมองว่าคณะมนุษยศาสตร์ทำอะไรได้บ้าง จริงๆ มันโคตรกว้างเลยนะ มันเหมือนคณะอักษรศาสตร์บวกกับดนตรีและนิเทศศาสตร์ เราก็เห็นแล้วว่ามีกลุ่มรุ่นพี่ที่เขาทำละครคณะ ทำค่ายอาสา อย่างอื่นที่ยังไม่ได้ทำก็แง่ของภาษาศาสตร์ เราจึงจัดแข่งขันตอบปัญหาภาษาอังกฤษขึ้นมา หรือประกวดวงดนตรีสตริงคอมโบ อีกอย่างคือเราชอบความภูมิใจที่ได้ทำงานต่างๆ ขึ้นมา คนอื่นจะชื่นชมไหมเราไม่สนใจ เรารู้และภูมิใจของเราเอง

หลังจากถูกเลือกมาเป็นนายกสโมสรฯ ตอนปลายปีหนึ่ง ได้ลงมือทำกิจกรรมพวกนี้ตอนปีสอง แต่ผลการเรียนของเราออกมาไม่ดี ติดโปรสูง (Probation หรือภาคทัณฑ์ในกรณีที่เกรดต่ำกว่า 2.00 ซึ่งอาจจะโดนรีไทร์) พอจบปีสองเราก็เริ่มคิดแล้วว่ากิจกรรมพวกนี้พอจบแล้วจะเอาไปสมัครงานได้รึเปล่า เลยบอกตัวเองให้กลับคณะไปเรียนต่อ และเพลาๆ กิจกรรมลง แต่ยังคงทำกิจกรรมของสโมสรโรตาแรคท์ควบคู่ไปด้วย

ตอนนั้นเราก็เริ่มคิดถึงอนาคตการทำงานด้วย ในสมัยนั้นการเรียนดนตรีมันช่างมืดมนเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเรียนจบไปจะทำอะไรดี โดยเฉพาะความสามารถในการเล่นทูบา ก็เลยเริ่มฝึกและหัดเล่นเปียโนกับคีย์บอร์ด เพราะเราเองก็พอเล่นกีตาร์และเบสได้บ้าง เลยพยายามเล่นเครื่องดนตรีชิ้นอื่นดู จึงเล่นได้หลากหลาย อาจจะไม่เก่งมาก แต่รู้ธรรมชาติของเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นเส้นทางในการเป็นนักแต่งเพลง เราก็เลยทุ่มเวลาให้กับสิ่งเหล่านี้ แต่มันก็ยาก ตอนที่เรียนจบยังคิดเลยว่าอาจจะไปเล่นดนตรีตามผับ

แล้วคุณได้เป็นนักดนตรีตามที่คิดมั้ย

ไม่ ตอนเรียนจบเราก็เคว้งอยู่ ตอนปลายปีต้องเดินทางไปเกาหลี เลยยังไม่อยากสมัครงาน กลัวจะมีปัญหา ก็เลยเปิดสอนดนตรีที่บ้าน สักพักอาจารย์ประจำชมรมดนตรีที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนก็ติดต่อให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรี ซึ่งผมไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูเลยนะ มันไม่เท่ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่น่าภูมิใจ (หัวเราะ) แต่ก็ลองไปทำดู อย่างแรกคือ ดีกว่าอยู่เฉยๆ อย่างที่สองคือ รู้สึกว่ามันท้าทาย ทำยังไงให้เด็กมันฟังเรา เพราะตอนที่เราเรียนครูบางคนโดนตั้งฉายาโน่นนี่นั่น พอเราเข้ามา เราบอกกับตัวเองว่าเราต้องไม่เป็นหนึ่งในนั้น

วันแรกที่เข้ามาสอนเราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเป็นเด็ก เวลาเราเจอครูเราท้าทายอะไรเขา เราเลยรู้ว่าเด็กต้องการอะไร ถ้าคุณเข้าไปสอนห้องเด็กเรียนเก่ง เขาจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงและสงสัยว่าครูเขารู้จริงรึเปล่า ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่ากูต้องข่มมึงก่อน (หัวเราะ) เราเลยเข้ามาด้วยแนวการสอนที่ดุนิดหน่อย และใช้วิธีที่หลากหลายในการสอนให้สนุก และทำให้เขาเห็นว่าเรามาสอนได้เพราะเราเป็นของจริง พอเด็กยอมรับมันก็ง่ายขึ้น พอสอนจบพวกครูระดับหัวหน้าเขาชมเรา เขาเช็กเรตติ้งเราจากเด็กๆ เขาเห็นว่าเราทำได้ดี ควบคุมเด็กได้ และถ่ายทอดให้เด็กเข้าใจได้ ก็เลยโดนทาบทามให้มาเป็นอาจารย์ประจำเพื่อดูแลวงดุริยางค์

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

จากที่ว่าทีแรกไม่อยากเป็นครูแน่ๆ อะไรทำให้คุณตัดสินใจมาเป็นอาจารย์ประจำแบบนี้

หน้าที่ของเราคือดูแลวงดุริยางค์ ซึ่งงานนี้มันจะเป็นช่วงเย็น เพราะฉะนั้น ช่วงกลางวันเราต้องคิดเองว่าจะทำอะไร เราก็เลยเบื่อและเคว้งมาก ส่วนหนึ่งคือเราไม่ได้ชอบอาชีพครูเลย โคตรเบื่อ ไม่รัก และไม่มีความสุขกับงานที่ทำ ไม่มีกะจิตกะใจจะสอน เราเลยไม่อยากเป็นเพื่อนกับใคร เราคิดว่าเด็กเองก็รับรู้ได้เหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกเขารวมตัวมาต่อว่าเราด้วยซ้ำ

ถ้าให้มองย้อนกลับไปถึงช่วงที่เป็นนายกสโมสรนิสิตฯ เราก็เคยถูกเพื่อนๆ ที่ทำกิจกรรมด้วยกันมาต่อว่าแบบนี้แหละว่าทำงานไม่เป็น อาจจะเพราะด้วยนิสัยส่วนตัวและการทำงานที่ไม่ตรงกัน ก็เลยมาคุยกันว่าจะทำยังไง เพราะถ้าเราลาออกมันต้องเลือกตั้งกันใหม่วุ่นวาย เลยตกลงกันว่าจะให้เพื่อนอีกคนมาทำหน้าที่แทน ส่วนเราเป็นแค่ในนาม แต่ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เพราะเราก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ จนกระทั่งปลายปีเพื่อนคนนั้นมาพูดกับเราว่า เขายอมรับว่าถ้าเราไม่เป็นนายกฯ แล้วใครจะมาเป็น แค่นั้นเราก็รู้แล้วว่าเราพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ตอนแรกเราถอดใจจะลาออกไปสมัครงานที่อื่นแล้ว แต่สุดท้ายก็มีคุณครูมาพูดกับเราว่าอย่าไปเลยอยู่ช่วย BCC ด้วยกันก่อน เท่านั้นแหละ ไม่รู้ทำไมนะ เราตัดสินใจไม่ไป เราเลยไปพิสูจน์ให้เด็กพวกนี้เห็นว่าเราไม่ใช่คนแบบนั้น และทุ่มเทมากขึ้นจนกระทั่งเด็กๆ ยอมรับ

คุณแก้ปัญหาความไม่ชอบและการไม่มีความสุขกับการทำอาชีพนี้ยังไง

เรานั่งคุยกับตัวเอง ตอนนั้นเรายังไม่ได้เก่งมากเรื่องดนตรี มันก็ไม่น่าจะมีโอกาสให้เราไปได้ มันมืดมาก แล้วเราจะทำยังไง เราจะอยู่แบบทรมานกับตรงนี้ไปตลอดชีวิตเหรอ ก็เลยเปลี่ยนความคิด ถ้าเรายังต้องอยู่ที่นี่ ต้องทำยังไงให้เรามีความสุข มันเหมือนเมฆดำๆ ที่มีรู แล้วมีแสงลอดออกมา เราเลยถามตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากทำอัลบั้มเพลงเพราะชอบแต่งเพลง แล้วจะทำได้ยังไงในเมื่อเราเป็นครูอยู่ที่นี่ ทำได้สิ แต่มันจะเป็นเพลงอะไรแค่นั้นเอง แล้วถ้าไม่ได้แต่งเพลงข้างนอกแต่คุณได้ทำเพลงอยู่ดี คุณจะเอาไหม เอา…อย่างน้อยได้ฝึกประสบการณ์

เราเลยไปคุยกับอาจารย์คนอื่นๆ เกิดเป็นโครงการรวบรวมทำเพลงรุ่นเท่าที่จะหาได้ แล้วทำเรื่องของบโรงเรียนซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดในยุคนั้นและแพงที่สุดในโรงเรียน ซึ่งผู้บริหารก็ให้ แล้วเราก็ตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อรวมเพลงรุ่น คราวนี้เลยได้ฝึกเรื่อง Music Computer จริงจังเพราะมีอุปกรณ์ครบแล้ว

เรามองว่าถ้าเราพัฒนาตรงนี้ได้ เราก็คงเหมือนเป็นนักแต่งเพลงอิสระ นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสุขในการทำงาน แล้วมันก็ไปได้เรื่อยๆ เลยนะ ตอนนั้นช่วงกลางวันก็เริ่มได้สอนวิชาศาสนกิจด้วย เราพัฒนาการสอนของเรา โจทย์ของเราคือเด็กไม่ฟัง ตอนที่ขึ้นสอนเราเลยพยายามใช้รูปแบบการสอนแบบใหม่ๆ ที่ทำให้เด็กสนใจ ฟังได้ตลอด พอทำแบบนี้เราเริ่มสนุกกับงาน ความรู้สึกเบื่อเมื่อก่อนตอนนี้มันหายไปแล้ว เราอยากให้ถึงวันจันทร์ โคตรอยากมาทำงาน

และพอดีว่าช่วงนั้นวงการดนตรีมันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เราได้ฝึกหัดพัฒนาการทำเพลงอยู่อย่างสม่ำเสมอโดยใช้งานของโรงเรียน ซึ่งสุดท้ายโครงการรวมเพลงรุ่นมันก็ล้มเหลวไป แต่ก็มีคนมาจ้างเราให้ทำอัลบั้มเพลงของ ร.9 ผ่านทางโรงเรียน ช่วงนั้นเราเลยได้ฝึกเป็นโปรดิวเซอร์ เราต้องคุมการร้อง 

ไม่ว่าจะเป็น คุณต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา, คุณวิยะดา โกมารกุล ณ นคร, คุณจิ๊บ-วสุ แสงสิงแก้ว หรือ คุณชรัส เฟื่องอารมย์ เราผ่านมาหมดแล้ว ซึ่งซีดีชุดนั้นขายได้สองหมื่นแผ่น โคตรภูมิใจเลย หลังจากนั้นจึงเริ่มมีคนติดต่อให้แต่งเพลงให้หลายสถาบัน ตอนนั้นคิดในใจว่าเริ่มมีช่องทางแล้ว แต่อยู่ดีๆ โรงเรียนก็เรียกไปคุยว่าจะส่งเราไปเรียนเกี่ยวกับบริหารการศึกษาที่ต่างประเทศเพื่อกลับมาบริหารโรงเรียน จบเลย! เส้นทางวงการดนตรีทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมด (หัวเราะ)

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

โรงเรียนเห็นอะไรในตัวคุณ ทำไมจึงเลือกให้คุณในฐานะอาจารย์ชมรมดนตรีไปเรียนต่อเพื่อมาบริหาร

เราเดินเข้าไปขอผู้บริหารตลอดเลยนะว่าเราอยากเรียนต่อ แต่ตอนนั้นตัวเรามันยังไม่เข้ากติกาของเขา ทีมบริหารจะดูคนที่มารับช่วงต่อการบริหารโรงเรียนอยู่ตลอด ซึ่งเรากลายเป็นหนึ่งในคนที่เขามองว่าหน่วยก้านใช้ได้ เพราะเราพยายามหากิจกรรมให้ชุมนุมดนตรีทำอยู่ตลอด ส่งวงดุริยางค์ไปบรรเลงคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก มีแม้กระทั่งตั้งวงออร์เคสตราด้วย เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเบื่อการทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ และชอบทำอะไรใหม่ๆ ท้าทายอยู่ตลอด สิ่งพวกนี้มันก็คงจะไปเข้าตาทางผู้บริหารน่ะแหละ

พอผู้บริหารเรียกมาคุย ก็ให้โจทย์มาว่าไปที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเรียนสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและนำกลับมาใช้ได้ โดยเราต้องหาข้อมูลและทำเอกสารด้วยตัวเองทุกอย่างจนต้องหยุดพักการทำเพลงไว้ก่อน ก็พอดีที่น้องคนหนึ่งโทรมาจากอเมริกา เขาแนะนำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียน และมีสาขาด้านการศึกษาชื่อว่า Educational Leadership เราสะดุดทันที เพราะเป็นสาขาที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก และเราเองก็สนใจแนวทางการเป็นผู้นำอยู่แล้ว 

ปรากฏว่ามันลงล็อกทุกอย่างก็เลยเลือกเรียนที่นี่ ซึ่งคือมหาวิทยาลัย Bob Jones University อยู่ที่ South Carolina เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนรู้จักในระดับหนึ่ง และเป็นมหาวิทยาลัยที่มหัศจรรย์มาก เพราะมันเป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียนและ Conservative ในเมืองนั้นแทบจะไม่มีผับหรือร้านเหล้า ทีวีเขาก็ไม่ค่อยดูกัน แล้วมันมีกฎระเบียบแปลกๆ เยอะมาก อย่างเช่นใส่กางเกงยีนส์ไปเรียนไม่ได้ รองเท้าแตะหรือกางเกงขาสั้นก็ห้ามใส่ หรือถ้าคุณจะจีบกันเนี่ยเขาโอเค คุณจะใกล้กันจนจมูกแทบจะชนกันเขาก็ไม่ว่า แต่ห้ามโดนตัวกัน เพลงเขาก็ห้ามฟังแนวสตริง ต้องฟังแนวออร์เคสตรา กฎพวกนี้ถ้าคุณฝ่าฝืนคุณจะถูกตัดคะแนน ถ้าถูกตัดคะแนนเกินสี่สิบเขาจะส่งคุณกลับประเทศ

การเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยมแบบนั้นมันสร้างการเป็นผู้บริหารที่คิดนอกกรอบได้ด้วยเหรอ

ได้ครับ (ตอบทันที) เราเป็นคนแนวแหกคอก ซึ่งพอเราเข้าไปสู่รั้วของมหา’ลัย Conservative แบบนี้ทำให้เราได้เข้าใจคำว่าคิดนอกกรอบมากขึ้น ไอ้การคิดนอกกรอบนี่มันจะทำได้ยังไงถ้าคุณไม่รู้ว่ากรอบคืออะไรบ้าง ซึ่งพอเราเข้าใจ การคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมามันก็จะไม่ได้นอกกรอบเสียจนคนอื่นรับไม่ได้ไง หลายคนไม่เข้าใจตรงนี้ สมมติคุณต้องทำวิทยานิพนธ์และต้องเป็นหัวข้อใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณจะได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาบอกทันทีว่าให้ไปอ่านของเดิมให้หมด

นักศึกษาจะไม่เข้าใจว่าการอ่านของเดิมจะสร้างของใหม่ขึ้นมาได้ยังไง นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจรากศัพท์ของคำว่า คิดนอกกรอบ นั่นเลยทำให้ผมสนใจคำว่า Cool มีคนไปค้นคว้าความหมายของคำนี้มา ซึ่งมันหมายถึงคนที่อยู่ในกรอบ แล้วพยายามที่จะออกนอกกรอบ แต่ก็ไม่ได้แหกคอกสิ่งที่อยู่ในกรอบไปเสียหมด มันเลยเป็นคำที่แปลได้ว่าเจ๋ง เพราะถ้าแหกคอกออกไปเลยอาจทำให้บางคนรู้สึกว่ามันเกินไปและรับไม่ได้ 

ปรัชญาการศึกษาของคุณคืออะไร  

การศึกษาคือการทำให้คนเข้าใจ รู้จักตัวเรา และรู้จักสังคม ทำยังไงให้สองภาคนี้เดินอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มันจะมีคำว่า Balance ชีวิตเข้ามา ชีวิตเราอาจจะไม่ได้ทำงานที่เรารัก แต่ไม่ได้หมายความว่าเรามีความสุขไม่ได้ ทำให้วิธีการคิดและปรัชญาเหล่านี้ถูกวางทิ้งไว้ตั้งแต่ต้น คนทั่วไปเวลาพูดถึงการศึกษาก็จะไปเน้นที่คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ทั้งที่ความรู้มีเยอะแยะมากมายในกูเกิล แต่ทำไมคุณไม่ทำให้คนในแวดวงการศึกษาหรือผู้ปกครองเข้าใจสิ่งที่เป็นพื้นฐานจริงๆ

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

หลังจากเรียนจบครูทอมกลับมาทำหน้าที่อะไร เป็นผู้บริหารเลยไหม

ตอนเรียนจบกลับมาเขาให้เรารับผิดชอบหน้าที่ของทางศาสนกิจประมาณสามสี่เดือนเพื่อรอให้สิ้นปีการศึกษา หลังจากนั้นก็ย้ายไปเป็นคนดูแลโครงการ English Program รวมถึงดูแลพวกกิจกรรมพิเศษ เช่น งานเชียร์และแปรอักษร รวมไปถึงงานกีฬาอื่นๆ แล้วก็เริ่มมาดูแลเป็นฝ่ายบริหารตั้งแต่ตอนนั้น จนมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเมื่อสองปีที่แล้ว

การบริหารโรงเรียนของครูทอมเป็นยังไง

พอมองย้อนไปถึงตัวเองตอนเป็นครูสอนเด็กก็ทำให้ได้คิดหลายอย่าง เช่นการทำให้เด็กเจอตัวตนยิ่งเร็วยิ่งดี ซึ่งการที่เขาจะเจอตัวตนได้ เขาต้องรู้กระบวนการของการคิดให้เป็นก่อน การสร้างคำว่า ‘คิดเป็น’ ให้เด็กมันสำคัญมาก แต่โรงเรียนของเรา ณ ปัจจุบันมันยังไปไม่ถึง กลายเป็นให้เด็กไปผจญเอาเอง หลักสูตรทำให้เห็นแต่ภาพปลายทางของวิชาต่างๆ ว่าเรียนจบแล้วจะมีความรู้อะไรบ้าง แต่ไม่ได้มาพูดในลักษณะที่ว่าเด็กต้องมีความเป็นผู้นำ หรือการคิดเป็นคืออะไร

เราก็เลยต้องค่อยๆ เริ่มไป ซึ่งการได้มาอยู่ในตำแหน่ง ผอ. ก็เป็นการจับพลัดจับผลูมาอีกแล้ว เพราะผู้บริหารชุดก่อนเขาเห็นผมทำงานกิจกรรมเลยจะให้เป็นผู้จัดการ และ ดร.วัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี ซึ่งมาจากครูสายวิชาการ ถูกวางตัวให้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สุดท้ายดันสลับตำแหน่งกัน กลายเป็นเราไม่ได้รับการยอมรับจากครูฝ่ายวิชาการ เพราะพวกเขาเก่งจริง กลายเป็นโจทย์ให้เราต้องพิสูจน์ตัวเอง 

เราต้องทำให้เขายอมรับให้ได้ว่าเราคือนักการศึกษารุ่นใหม่ เราจึงพยายามเอาความรู้ที่ได้มาผสมกับอ่านความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องและทำในแง่ที่ผู้บริหารต้องทำ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย (เน้นเสียง) สิ่งที่เราเปลี่ยนอย่างแรกเลยคือ วิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่ก่อนหน้านั้นยาวเหยียดแต่ไม่มีใครจำได้ 

ปีแรกที่เราเข้ามาร่วมทีมบริหาร (พ.ศ. 2550) เราจึงเปลี่ยนวิสัยทัศน์เป็น ‘โรงเรียนแห่งอนาคต’ ซึ่งสั้นลงจนใครๆ ก็จำได้ และมันเข้าใจง่ายมาก ถ้าใครจะทำโครงการอะไรใหม่ๆ ก็ไปดูเลยว่ามันสะท้อนอนาคตมั้ย จบสี่ปีมามาดูได้เลยว่าที่เราตั้งไว้ว่าจะเป็น School for the Future นี่เราเป็นได้จริงรึเปล่า เป็นจริงได้กี่เปอร์เซ็นต์

พอทุกคนเข้าใจคอนเซปต์ ทุกคนซื้อ วันรุ่งขึ้นเราคิดถึงวิสัยทัศน์ที่จะใช้ในอีกสี่ปีข้างหน้าทันที นั่นคือคำว่า ‘โรงเรียนแห่งความสุข’ นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ของผู้บริหารในการหาวิสัยทัศน์ที่ท้าทายและสนุกให้องค์กร อย่างที่บอกว่าหลักการของเรา คือถ้าเราทำให้คนอื่นมีความสุขได้ เรายิ่งมีความสุขมากกว่าคนอื่น พอตั้งวิสัยทัศน์แบบนี้ คราวนี้มันไวขึ้นมาก เพราะครูทุกคนเริ่มเข้าใจหลักการ เราได้บอกเด็กๆ ไว้ว่าความสุขมันอยู่รอบๆ ตัวเรา เราจะหยิบคว้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ และมันเป็นหน้าที่ของครูที่ต้องสอนให้พวกเขารู้จักวิธีไขว่คว้าความสุข

การเป็นสถาบันการศึกษาที่ตั้งเป้าหมายเป็นสถานที่แห่งความสุขดูเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกันรึเปล่า

แนวคิดเหล่านี้เราได้มาจากตอนเรียนที่อเมริกา เพราะเขาตีแผ่ให้เห็นเลยว่าระบบการศึกษาถูกเขียนขึ้นมาอ้างอิงจากรูปแบบสังคมและเศรษฐกิจในยุคนั้นๆ ยิ่งระบบการศึกษาในยุคหลังมันคือการผลิตแรงงานเพื่อป้อนเข้าไปในระบบการผลิตของโรงงาน การศึกษาต้องหล่อหลอมเด็กให้รู้ว่าเขาคืออะไร เขาอาจจะมีความสุขที่ถูกป้อนเข้าไปในระบบ แต่บางคนไม่ใช่ ต้องทำให้เขาอยู่ได้ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ก็ต้องไม่ทำให้เขาดูเป็นตัวแปลกประหลาดในสังคม

ระบบการศึกษาที่โด่งดังมากในตอนนี้อย่างฟินแลนด์ ไม่มีการบ้าน ไม่มีการสอบ เด็กนักเรียนเขาก็เลือกสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายก็ค่อนข้างสูงด้วย ซึ่งในปัจจุบันปัญหาที่เราเจอคือภาวะซึมเศร้าแพร่หลายกันมากขึ้น 

เพราะฉะนั้น โจทย์มันจะไม่ใช่เรื่องการหาความสุขได้ยังไง ถ้าคุณไม่สอนให้ลูกหลานไขว่คว้าหาความสุขตอนนี้ พวกเขาจะมีปัญหาทันทีในอนาคต ถ้าเด็กเรายังอยู่ในวงจรที่ว่าคุณต้องประสบความสำเร็จในชีวิตก่อนจึงจะมีความสุข เราจะบอกพวกเขาว่านั่นคือวิธีคิดแบบเก่า คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในชีวิตคุณก็มีความสุขได้ ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจมีเงินเยอะแล้วมีความสุขจริง ทำไมเขาถึงยังฆ่าตัวตาย ฉะนั้น โจทย์ของครู คือเราต้องสร้างให้เด็กเห็นจริงๆ ว่าความสุขไขว่คว้าได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ประสบความสำเร็จ 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข
ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ในแง่ของผู้บริหารการศึกษาโรงเรียนที่มีอายุยาวนาน การชูแนวคิดนี้ขึ้นมามันเป็นยังไงบ้าง

ก็โดนค้านบ้าง การที่เขาไม่เห็นด้วยก็ไม่ผิด เพราะเราเข้าใจว่าทีมบริหารของโรงเรียนในตอนนั้นอยู่ในช่วงไม้ผลัดใบ แล้วเราเป็นคนรุ่นใหม่ มันก็ต้องใช้เวลาทำให้คนอื่นๆ ยอมรับ เมื่อคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง คุณจะใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่าเลยไม่ได้ มันจำเป็นต้องใช้เวลา ส่วนจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับศิลปะของผู้บริหาร ซึ่งรูปแบบการบริหารในอนาคตมันจะต้องไม่ใช่ ผอ. มานั่งสั่งแล้ว แต่เป็นรูปแบบอัศวินโต๊ะกลมที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ซักและค้านกันได้หมดด้วยการค้นคว้าทำการบ้านกันมา อย่างกรณีชุดไปรเวตใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะได้ดำเนินการ แล้วพอเราเริ่มทำโครงการต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกเพื่อสร้างความสุขแบบนี้แล้ว ปัญหาในโรงเรียนมันก็ลดลงจริงๆ

หลักสูตรในฝันของครูทอมเป็นยังไง

เราหาข้อมูล Top 10 Schools in the World แล้วศึกษาข้อมูลพวกนี้ก่อนทำเป็นหลักการในการทำโรงเรียนที่เหมาะสำหรับเด็กยุคใหม่ขึ้นมา เคล็ดลับที่จะไปถึงจุดนั้นได้คือคุณต้องเข้าใจคำว่า ‘ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง’ กันจริงๆ สักที แล้วก็ดีไซน์ออกมา ห้องเรียนมันจะเป็นสี่เหลี่ยมไม่ได้

ในกรณีของ BCC ผมกำลังทำโปรแกรม แต่ยังหาคำสวยๆ มาเรียกไม่ได้ เราใช้คำว่า ‘ซักผ้าไม่ง้อแดด’ หมายความว่า สมัยก่อนปลายทางของเด็กมัธยมคือการเข้าไปสร้างตัวตนในมหาวิทยาลัย แต่ในปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องรอถึงตอนนั้น คุณก็ควรจะค้นพบตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องรอวิชาในมหาวิทยาลัย อย่างตอนนี้เราก็นำการสอน Young SME เข้ามาในโรงเรียน

 เรามีแผนที่จะทำ Thailand Research Center of Students ไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป แต่เป็นศูนย์งานวิจัยสำหรับนักเรียน เรากำลังคุยกับโรงงานไนโตรเจนเหลวเพื่อทดลองนำเอาไนโตรเจนเหลวที่ภาคครัวเรือนนิยมใช้ในการทำอาหารมาต่อยอด เรากำลังจะเป็นโรงเรียนที่มีลานสเกตน้ำแข็ง มีทีมฮอกกี้น้ำแข็ง เราก็เริ่มติดต่อกับสวิตเซอร์แลนด์เพื่อหาช่องทางทำหลักสูตรธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมให้ตรงกับเด็กมัธยม หรือแม้แต่หลักสูตรรถ Formula 1 เพื่อให้เขาค้นพบตัวเองและประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องง้อมหาวิทยาลัย ซึ่งคราวนี้ก็จะเป็นโจทย์ให้มหาวิทยาลัยว่าคุณจะมีแค่คณะเดิมๆ ไม่ได้ คุณต้องปรับเหมือนกัน

คุณมีหลักสูตรรถ Formula1 ด้วยเหรอ

รถแข่ง Formula 1 เขาย่อธุรกิจให้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนมานานแล้ว แค่ยังเข้ามาไม่ถึงโรงเรียนทั่วไป มีแค่โรงเรียนอินเตอร์ที่สนใจ เราก็คิดว่าน่าสนใจเพราะมันคือการให้เด็กได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ทักษะด้านการสื่อสาร และการบริหารจัดการทีมแข่ง ไปจนถึงการแข่งขันในระดับนานาชาติด้วย 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

นอกจากเรื่องของหลักสูตรแล้ว เรายังได้ยินว่าคุณพยายามคิดระบบครูใหม่ด้วย

ประเทศเรามีคนที่เป็นครูที่มีคุณภาพได้เยอะมาก แต่ติดขัดเรื่องของวุฒิและอายุ อย่างนักธุรกิจหรือคนทำงานที่เกษียณหรือใกล้เกษียณ คนพวกนี้ถือเป็นครูชั้นดีหมดเลย ถ้ามีคอร์สอบรมให้เขารู้หน่อยว่าในแง่ของความเป็นครูมันควรมีหลักการอะไรบ้าง ที่โรงเรียนเราเองก็เคยลองแล้ว เราลองเอานักปั่นจักรยาน Touring มาสอนเด็ก เขาสอนดีกว่าครูทั่วไปเสียอีก เพราะเขารู้จริงและมีประสบการณ์ คนพวกนี้เขาอยากเป็นครูหมด แค่ไม่มีเวทีให้เขา แต่พวกเขาสร้างแรงบันดาลใจและทำให้เด็กเห็นภาพได้

เราจะออกแบบสิ่งเหล่านี้ให้เข้ากับการเรียนยุคใหม่ อาจจะนั่งเรียนตรงไหนก็ได้ วิธีการประเมิน การบ้าน อาจยังต้องมี แต่ต้องตีความคำว่าการบ้านใหม่ ไม่มีการบ้านไม่ได้หมายความว่าจะให้แบบฝึกหัดเด็กไปทำไม่ได้ เขาจะทำไม่ทำเป็นเรื่องของเขา แต่อย่าไปหักคะแนน มันเป็นความรับผิดชอบของเขา ถ้าเขาทำคุณก็เอามาตรวจ ครูยุคใหม่เราจะใช้คำว่านั่งร้าน คือเด็กเป็นคนสร้างตึกของตัวเอง ครูทำหน้าที่เป็นนั่งร้านที่คอยพยุงไม่ให้ตึกล้มลงมา ซึ่งพวกนี้คือทฤษฎีที่มีมาตั้งนานแล้ว เราแค่เอามันมาทำให้เป็นรูปธรรม

แล้วอย่างโครงการอวกาศมันเกี่ยวพันกับเรื่องความสุขยังไง

หลายๆ โครงการที่เราทำมันเกี่ยวกับเรื่องความสุข แต่อีกหลายๆ โครงการอย่างโครงการอวกาศมันคือการพัฒนาศักยภาพของเด็ก เราเชื่อว่าเด็กไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานเกี่ยวกับอวกาศได้ ในเมื่อเรามั่นใจในศักยภาพของเขา ทำไมเราจึงไม่ดีไซน์หลักสูตรเพื่อสนับสนุนให้เขาได้มีโอกาส และศักยภาพของโรงเรียนมันทำได้ ถ้าคุณไม่ให้โอกาสเขาก็จะไปหาที่เมืองนอก

เราค่อนข้างมั่นใจว่าในอนาคตทุกๆ บริษัทจะมีดาวเทียมเป็นของตัวเอง ถ้าคุณผลิตเด็กออกมาก่อนเขาจะไปได้ไกลถึงระดับนานาชาติ ซึ่งโรงเรียนของเรามันชัดเจนว่าไม่ใช่องค์กรธุรกิจ เพราะฉะนั้น เงินที่ได้มาคุณก็เอาไปพัฒนาต่อยอดด้านการศึกษาต่อไปได้ เด็กก็จะยิ่งมีโอกาสได้ทำมากขึ้น โรงเรียนอาจจะไม่ได้กำไรเป็นตัวเงิน แต่สุดท้ายประเทศชาติได้กำไรแน่ 

ตอนนี้คุณอาจจะต้องจ้างชาวต่างชาติประกอบดาวเทียม แต่อีกไม่นานคนที่ประกอบดาวเทียมได้จะเป็นคนไทย เงินทองไม่รั่วไหล สร้างความภูมิใจ ดาวเทียมที่ขึ้นไปผงาดบนอวกาศจะเป็นฝีมือของเด็กไทย มันเป็นเรื่องของการพัฒนาการศึกษา

คุณประกอบอาชีพครูมากี่ปีแล้ว

28 ปี

ความสุขในการเป็นครูสำหรับคุณคืออะไร

การเป็นครูมันไม่ใช่แค่มีความสุขนะ แต่มันโคตรเจ๋งเลย ถ้าคุณไม่ได้มาเป็นครูคุณจะไม่มีทางรู้หรอก คุณค่ามันคงไม่ต่างจากคนที่เขารักอาชีพนักโฆษณา นักแต่งเพลง นักบัญชี หรืออาชีพอื่นๆ หรอก แต่เวลาคุณได้ยินนักเรียนมาบอกว่าขอบคุณครับ มันเยอะกว่าการที่คุณขายของแล้วคุณได้ค่าคอมมิชชัน มันเยอะกว่าเป็นล้านเท่า หรือสมมติเราเจอคนที่เป็นก้อนดิน แล้วอนาคตเขากลายเป็นเพชร เรายิ่งโคตรมีความสุข หรือเราไปเจอลูกศิษย์ของเราถูกจับหรือไปข่มขืนคนอื่นเราก็ยิ่งเจ็บปวด เราว่านี่คือความสุขของความเป็นครูที่ประเมินค่าไม่ได้

ถ้าสุดท้ายคุณไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ต่อจะเป็นยังไง

ช่วงที่มีปัญหาเราน้ำหนักลงเยอะมากเพราะความเครียด แต่มีอยู่คืนหนึ่งที่เรานั่งคิดว่าถ้าเรามีความสุขไม่ได้ เราจะไปสอนเด็กได้ยังไง มันน่าอายว่ะ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเอาชนะความเจ็บปวดตรงนี้ด้วยความสุขให้ได้ ไม่ว่าปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นยังไง ถึงเราจะแพ้ก็ตาม เราก็จะบอกกับทุกคนว่า จริงๆ ความสุขมันอยู่รอบตัวเรา ไขว่คว้ามาให้ได้

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load