28 พฤศจิกายน 2562
13 K

ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งของหลายสำนักข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนเอกชนชื่อดังย่านสาทรที่อนุญาตให้เด็กนักเรียนมัธยมแต่งตัวด้วยชุดไปรเวตมาเรียนได้อาทิตย์ละ 1 วัน เสียงตอบรับเกิดขึ้นอย่างท่วมท้นทั่วประเทศทั้งชื่นชมและตำหนิ 

หากแต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเรากลับไม่ใช่ภาพของแฟชั่นจากเด็กนักเรียน แต่กลับเป็นภาพของผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อ ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ หรือ ครูทอม ที่ขโมยซีนด้วยการแต่งตัวพูดคุยกับสื่อหลายสำนักในชุดผ้าฝ้ายม่อฮ่อมผสมกับโพกหัวด้วยผ้าขาวม้าแทนที่จะเป็นชุดสูทอย่างที่เราคุ้นเคย 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

หรือแม้แต่ในวันเปิดเทอมก็เป็นครูทอมนี่แหละที่แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนมาต้อนรับนักเรียนทุกๆ คนด้วยตัวเอง ไม่แปลกใจที่แกจะเป็นคนชูประเด็นเรื่องของการไม่คิดแบบผู้ใหญ่เพื่อสื่อสารกับเด็ก และยังเน้นย้ำอีกว่าผู้ใหญ่เองก็ต้องเคารพเด็กให้เป็นด้วย สิ่งนี้แสดงออกถึงวิธีคิดทำงานแบบนอกกรอบของผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากการให้เด็กแต่งชุดไปรเวตแล้ว ครูทอมยังได้ร่วมกับทีมงานคนอื่นๆ ในโรงเรียนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบการเรียนอีกหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนระบบการเลือกเรียนจากสายวิทย์-สายศิลป์ให้กลายมาเป็นระบบที่เรียกว่า Track จำลองรูปแบบการเรียนในคณะของมหาวิทยาลัยซึ่งมีทั้งวิชาสามัญผสมกับวิชาชีพเฉพาะทางมาให้เด็กได้ทดลองเรียน 

ไม่ว่าจะเป็น Track นิเทศศาสตร์-วารสารศาสตร์ ที่มีการเรียนการเขียนบทและตัดต่อภาพยนตร์เบื้องต้น Track ศิลปะการประกอบอาหาร สอนทั้งการทำอาหารและทำธุรกิจร้านอาหารเบื้องต้น รวมทั้งหมดกว่า 15 แบบ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ทดลองเรียนรู้ถึงวิชาชีพที่คิดจะเรียนในอนาคตก่อนจะไปถึงรั้วมหาวิทยาลัย 

นอกจากนี้ สำหรับคนที่รู้จักตัวเองแน่ๆ ว่าตัวเองจะเรียนต่อทางไหน ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนให้ครบทุกวิชาอย่างที่เป็นมา เช่นคนที่อยากเรียนวิศวะก็ไม่จำเป็นต้องเรียนวิชาชีวะมากเท่าแต่ก่อน ไปจนถึงการสร้างวิชาการเรียนแบบใหม่ๆ ที่แค่ฟังก็รู้สึกสนุกไปด้วยไม่ว่าจะเป็น ภาษาอังกฤษจาก Netflix การแสดงขั้นพื้นฐาน อาหารจานเดียว Young SME เป็นต้น 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ยัง…ยังไม่พอ ก็เป็นครูทอมคนนี้แหละที่สนับสนุนและผลักดันให้เกิดโครงการมุ่งสู่อวกาศ BCC Space Program ด้วยการส่งเสริมให้เกิดการสร้างและส่งดาวเทียมฝีมือเด็กในโรงเรียนให้เข้าสู่ห้วงอวกาศในเร็วๆ นี้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากนี้ ล้วนมาจากวิสัยทัศน์ของครูทอมที่อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนแห่งนี้ให้กลายเป็นสถานที่แห่งความสุข 

สำหรับเราที่เคยผ่านการเรียนการสอนแบบเดิมๆ มานั้นก็จินตนาการไม่ออก ได้แต่คิดว่าโรงเรียนและความสุข สองสิ่งนี้เป็นสองสิ่งที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ดังเช่นน้ำและน้ำมัน แต่ถ้าใครได้มีโอกาสเดินข้างๆ ครูทอมเข้าไปในโรงเรียนแล้วได้เห็นบรรยากาศการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องที่เจือทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไปจนถึงเราเห็นคราบความคิดสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมที่ยังคงตกค้างอยู่ตามมุมต่างๆ ของโรงเรียน ไปจนถึงการที่มีเด็กวิ่งมาทักทายหยอกล้อกับแกอยู่เสมอนั้น ก็แสดงออกถึงสัญญาณที่ดีของการเป็นโรงเรียนแห่งความสุข 

ใช่ เพราะในขณะเดียวกันนี้เองก็ยังมีโรงเรียนบางแห่งที่เกณฑ์ให้เด็กทั้งโรงเรียนมาเข้าแถวตากแดดบนถนนเพื่อกราบกรานรอรับส่งท่าน ผอ. โรงเรียนขณะเดินทางอยู่เลย

แต่ก็อย่างที่ทุกคนรู้ว่าสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยละเว้นหรือปรานีใคร แม้แต่ ผอ. ของโรงเรียนแห่งนี้ ด้วยเรื่องราวที่หลุดออกไปในข่าวหลายๆ สื่อนั้นทำให้ไม่มีใครรู้ว่า ผอ. ทอมจะยังคงได้สร้างสรรค์โรงเรียนแห่งความสุขนี้ต่อไปได้อีกหรือไม่ หรือจะพลิกหน้าที่กลับมาเป็นครูวิชาดนตรีแบบเดิม หรือตกงานเป็นครั้งแรกของชีวิตในวัย 50 ปี 

และพื้นที่ในหน้าเว็บแห่งนี้ก็คงไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะคุยถึงเรื่องนั้นกันหรอก แต่เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่า ว่าครูทอม ผอ. โรงเรียนที่แหกขนบทั้งหมดแห่งการบริหารสถาบันการศึกษาคนนี้ต่างเคยผ่านมาหมดแล้ว ทั้งชีวิตการเป็นนักเรียนที่เรียนไม่เก่ง ไม่มีความมั่นใจ เข้าเรียนมหา’ลัยโดยปราศจากแพสชันแรงกล้าใดๆ เป็นนายกสโมสรนิสิตตั้งแต่ตอนปี 1

พอเรียนจบก็จับพลัดจับผลูมาเป็นครูสอนดนตรีในโรงเรียนที่ตัวเองเคยเรียน ทั้งที่ไม่เคยอยากจะเป็นครู เคยเบื่ออาชีพนี้จนเกือบจะลาออก ก่อนจะบิดมุมมองที่มีต่ออาชีพ ฉายแววความเป็นผู้นำจนได้ทุนศึกษาต่อเพื่อกลับมาบริหารโรงเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไม่น่าจะสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ได้ แน่นอน ผลงานที่ทำมาในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการนี้เป็นที่กระจ่างชัดว่าโรงเรียนแห่งนี้เลือกคนไม่ผิด และนี่คือเรื่องราวชีวิต ทัศนคติ เป้าหมาย ของผู้อำนวยการโรงเรียนที่ชื่อ ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ในสมัยที่ยังเป็นเด็กนักเรียน คุณเป็นนักเรียนแบบไหน

ผมว่าผมเป็นเด็กเรียนไม่เก่งที่ไม่มีอะไรโดดเด่น เรามองตัวเองเป็นเหมือนโนบิตะ ความภูมิใจตั้งแต่ช่วง ป.1 มามีแค่เรื่องเดียว คือความสูง ตอนเข้าแถวเราจะยืนอยู่ไม่เกินคนที่สาม เราก็แอบภูมิใจนิดๆ ว่าเราสูงกว่าคนอื่น แค่นั้นแหละ (หัวเราะ)

จากวันนั้นดูคุณอยู่ห่างไกลจากการเป็นผู้อำนวยการสถาบันทางการศึกษาชั้นนำในตอนนี้มากเลย 

เรามองตัวเองเป็นลักษณะนั้นตลอด เลยทำให้ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง พ่อแม่ก็เป็นมนุษย์ทำงานที่เช้าตื่นมาเตรียมหุงหาอาหารให้ แล้วเราก็ไปโรงเรียน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เย็น วันเสาร์พวกเขาก็ทำงานครึ่งวัน ทำให้โอกาสที่จะเจอกันมันน้อยมาก กลายเป็นว่าเราต้องรับผิดชอบตัวเองในการหาตัวเองขึ้นมา

แต่มันเกิดมีจุดเปลี่ยนสามจุดในชีวิต จุดแรกเกิดขึ้นตอน ป.5 เป็นจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ คือการสมัครนักเรียนเข้าชุมนุมดนตรี สมัยนั้นเวลาเลือกเด็กเล่นดนตรี เขาจะคัดจากความสูงด้วย ต้องร้อยห้าสิบเซนติเมตรขึ้นไป ตอนนั้นเราสูงร้อยห้าสิบสามเซนติเมตร ในห้องก็มีไม่กี่คน มันจึงกลายเป็นความภูมิใจที่ได้เข้าชมรมทั้งๆ ที่ไม่เคยเล่นดนตรีอะไรเลย 

แล้วพอดีว่าชุมนุมนี้ไม่ได้แค่สอนให้เล่นดนตรี มันมีการเซ็ตระบบ มีกรรมการดูแลน้องที่ซ้อม หากน้องไม่มาก็ต้องไปตาม มีระบบสอนน้อง ระบบการเป็นผู้นำของหัวหน้าวง มันเลยพัฒนาและฝึกวินัยให้ตัวเรา ทุกอย่างต้องเห็นภาพของการทำงานร่วมกันเป็นทีม ต้องรับฟังซึ่งกันและกัน ซึ่งเราได้จากตรงนี้เยอะ

จุดที่สองเป็นการถูกเรียกออกไปพูดหน้าชั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราไม่เคยทำเลยตั้งแต่เรียนมา เราจำได้ว่าเราพูดด้วยอาการสั่น เหงื่อแตก หน้าซีด พอพูดจบอาจารย์ก็บอกว่าเราทำได้ดีมาก เพราะคำนี้คำเดียวที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนเรา เพราะไม่เคยได้รับคำชมอะไรมาก่อน แล้วเราเก็บความรู้สึกนั้นไว้ตลอด นั่นจึงทำให้เราเกิดความมั่นใจขึ้นมาเล็กๆ เวลาที่ต้องพูด โดยเฉพาะพูดหน้าชั้น เราจะสมัครเป็นคนพูด ช่วงหลังๆ เวลามีงานนำเสนอของกลุ่มเราจะอาสาเป็นคนนำเสนอให้ กลายเป็นเรามั่นใจในตัวเองว่าเราทำได้ดี

จุดสุดท้ายคือตอนอยู่ ม.1 ในชมรมดนตรีเรามีตำแหน่งเป็นคนเล่นทรัมเป็ต แล้วในรุ่นนั้นไม่มีใครเล่นซูซาโฟน (เครื่องดนตรีขนาดใหญ่คล้ายทูบา) เพราะมันมีขนาดใหญ่มาก คนที่เล่นก็ต้องตัวใหญ่ตามไปด้วย ซึ่งการขาดคนเล่นเครื่องดนตรีชิ้นนี้มันทำให้เพลงที่วงเล่นออกมาฟังไม่เพราะ ตอนนั้นเราคิดว่าเราเองก็เล่นทรัมเป็ตเก่งพอตัวแล้ว ไม่รู้จะเล่นต่อไปทำไม เลยขอย้ายมาเล่นซูซาโฟนเอง ปรากฏว่าเพลงมันเพราะขึ้นเมื่อเราไปเล่น เราก็แอบภูมิใจของเราอยู่คนเดียวว่าเพลงมันเพราะขึ้น แค่เพราะเรายอมเล่นมันเท่านั้นเอง 

ถึงจะหนักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่มันก็สร้างความสับสนในชีวิตเหมือนกัน เพราะวิธีการเล่น วิธีการอ่านโน้ต การวางมือ มันกลับกันกับทรัมเป็ตทั้งหมด พอหัดเล่นซูซาโฟนไปสักพัก ทางโรงเรียนก็สั่งเครื่องทูบามาใหม่แทนซูซาโฟนเราก็ต้องมาหัดใหม่อีก มันทำให้เราคิดได้ว่าเราไปถึงจุดพีกสุดของดนตรีในด้านนี้ไม่ได้แน่ จุดเปลี่ยนตรงนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าการยอมเสียสละตนเองเพื่อคนอื่น ที่จริงแล้วมันไม่ใช่แค่ทำให้คนอื่นมีความสุข เราเองก็มีความสุขด้วย ต่อให้คนอื่นไม่ชื่นชมก็เถอะ ปัจจุบัน เราสอนเด็กทุกคนเสมอว่า ชีวิตคุณ คุณต้องอยู่เพื่อผู้อื่น อย่าคิดอยู่เพื่อตัวเองเป็นหลัก เพราะการอยู่เพื่อคนอื่นมันคือความสุขที่แท้จริงที่คุณจะได้รับ

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

แล้วความคิดที่จะเป็นครูมันมาจากไหน

มันเกิดจากการจับผลัดจับผลู เด็กในสมัยนั้นถูกสภาพแวดล้อมบอกว่าคุณต้องเรียนหนังสือ มิฉะนั้นคุณจะไม่มีอนาคต ภาพนี้มันถูกฝังในหัวมาตลอด พอขึ้น ม.ปลาย เราก็รู้แล้วว่าเรากระเสือกกระสนเรียนสายวิทย์ไม่ได้ เต็มที่ก็ได้แค่ศิลป์-คำนวณ ฉะนั้น ตอนเลือกแผนการเรียน ณ ช่วงเวลานั้นก็ยังไม่เกี่ยวกับเรื่องของความชอบ แต่เลือกตามความสามารถด้านการศึกษาที่เราถูกประเมิน แล้วการสอบเอนทรานซ์ในสมัยนั้นมันเลือกได้หกอันดับ พ่อแม่บอกไว้ว่าไม่ให้ไปต่างจังหวัด เพราะเขากลัวเราเสียคนและทางบ้านก็ไม่มีเงินด้วย ซึ่งถ้าเอนทรานซ์เข้ามหา’ลัยรัฐบาลไม่ได้ก็ต้องไปเรียนรามฯ สถานเดียว ซึ่งเราก็ไม่อยากเพราะรู้สึกเสียฟอร์มก็เลยมาลองวางแผนดู

ตอนนั้นเราชอบและอยากเรียนวิชาบัญชีมาก แต่พอเห็นคะแนนที่สูงมากก็เลยเปลี่ยนเป็นเศรษฐศาสตร์สองอันดับแรก สองอันดับถัดมาเราเลือกเป็นของที่ถนัดคือดนตรี ซึ่งสถานที่ที่สอนและใช้ความสามารถด้านการเล่นทูบาก็มีอยู่แค่สองที่ คือจุฬาฯ กับ ม.เกษตรศาสตร์ เลยลงสองที่นี้ ส่วนสองอันดับสุดท้ายเป็นประวัติศาตร์ โบราณคดี เพราะสมัยนั้นคนเรียนคณะพวกนี้ยังมีน้อยอยู่ ผลออกมาก็สอบติดสาขาดนตรีสากล ภาควิชาศิลปนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผมเคยอ่านเจอว่าคุณทำกิจกรรมเยอะมากในช่วงเวลานี้ของชีวิต

ภาควิชาที่เรียนทั้งรุ่นมีกันอยู่เจ็ดคน เรียนกันโคตรสนุกเลยเพราะไม่ได้มีสอบเหมือนคณะอื่นๆ แต่นอกจากการเรียนแล้วเรายังสนใจเรื่องกิจกรรมด้วย คือเคยไปฟังวิทยากรที่มาบรรยายหลายท่านพูดว่าคุณอย่าเรียนอย่างเดียว กิจกรรมสำคัญมาก มันพัฒนาอะไรหลายๆ อย่าง ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ได้ฟังกันรึเปล่า แต่สำหรับเราพอฟังแล้วก็เริ่มคิดกับตัวเองว่า เราเป็นคนเรียนไม่เก่ง เราต้องเอาสิ่งนี้มาทดแทน เลยกลายเป็นคนชอบและมีความสุขในการทำกิจกรรม และทำกิจกรรมเยอะมาก

ตอนปีหนึ่งเราไม่เคยอยู่ตึกภาควิชาเลย มาทำกิจกรรมอยู่ที่คณะตลอด แล้วยังมีไปสมัครชมรมโรตาแรคท์ที่ทำกิจกรรมบ้าบออะไรก็ได้ ขอแค่กิจกรรมนั้นพัฒนาความเป็นผู้นำของคุณ เข้าทางเราเลย เลยยิ่งได้ทำหลากหลายมาก ทำมากเสียจนเราเป็นนิสิตปีหนึ่งคนแรกที่ลงสมัครนายกสโมสรนิสิตแล้วได้รับเลือก ตอนนั้นคิดโครงการใหม่หมด ทำละครคณะ จัดการแข่งขันตอบปัญหาภาษาอังกฤษ เต็มไปหมดเลย

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ทำไมต้องทำกิจกรรมที่หลากหลายขนาดนั้นด้วย

พอเรามีความคิดว่าเราต้องอยู่เพื่อผู้อื่น มันกลายเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะนายกสโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ ถ้าแค่มาเป็นแต่ไม่ได้ทำอะไรเลยมันไม่ใช่เรา เราก็พยายามมองว่าคณะมนุษยศาสตร์ทำอะไรได้บ้าง จริงๆ มันโคตรกว้างเลยนะ มันเหมือนคณะอักษรศาสตร์บวกกับดนตรีและนิเทศศาสตร์ เราก็เห็นแล้วว่ามีกลุ่มรุ่นพี่ที่เขาทำละครคณะ ทำค่ายอาสา อย่างอื่นที่ยังไม่ได้ทำก็แง่ของภาษาศาสตร์ เราจึงจัดแข่งขันตอบปัญหาภาษาอังกฤษขึ้นมา หรือประกวดวงดนตรีสตริงคอมโบ อีกอย่างคือเราชอบความภูมิใจที่ได้ทำงานต่างๆ ขึ้นมา คนอื่นจะชื่นชมไหมเราไม่สนใจ เรารู้และภูมิใจของเราเอง

หลังจากถูกเลือกมาเป็นนายกสโมสรฯ ตอนปลายปีหนึ่ง ได้ลงมือทำกิจกรรมพวกนี้ตอนปีสอง แต่ผลการเรียนของเราออกมาไม่ดี ติดโปรสูง (Probation หรือภาคทัณฑ์ในกรณีที่เกรดต่ำกว่า 2.00 ซึ่งอาจจะโดนรีไทร์) พอจบปีสองเราก็เริ่มคิดแล้วว่ากิจกรรมพวกนี้พอจบแล้วจะเอาไปสมัครงานได้รึเปล่า เลยบอกตัวเองให้กลับคณะไปเรียนต่อ และเพลาๆ กิจกรรมลง แต่ยังคงทำกิจกรรมของสโมสรโรตาแรคท์ควบคู่ไปด้วย

ตอนนั้นเราก็เริ่มคิดถึงอนาคตการทำงานด้วย ในสมัยนั้นการเรียนดนตรีมันช่างมืดมนเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเรียนจบไปจะทำอะไรดี โดยเฉพาะความสามารถในการเล่นทูบา ก็เลยเริ่มฝึกและหัดเล่นเปียโนกับคีย์บอร์ด เพราะเราเองก็พอเล่นกีตาร์และเบสได้บ้าง เลยพยายามเล่นเครื่องดนตรีชิ้นอื่นดู จึงเล่นได้หลากหลาย อาจจะไม่เก่งมาก แต่รู้ธรรมชาติของเครื่องดนตรีหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นเส้นทางในการเป็นนักแต่งเพลง เราก็เลยทุ่มเวลาให้กับสิ่งเหล่านี้ แต่มันก็ยาก ตอนที่เรียนจบยังคิดเลยว่าอาจจะไปเล่นดนตรีตามผับ

แล้วคุณได้เป็นนักดนตรีตามที่คิดมั้ย

ไม่ ตอนเรียนจบเราก็เคว้งอยู่ ตอนปลายปีต้องเดินทางไปเกาหลี เลยยังไม่อยากสมัครงาน กลัวจะมีปัญหา ก็เลยเปิดสอนดนตรีที่บ้าน สักพักอาจารย์ประจำชมรมดนตรีที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนก็ติดต่อให้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรี ซึ่งผมไม่เคยคิดอยากจะเป็นครูเลยนะ มันไม่เท่ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่น่าภูมิใจ (หัวเราะ) แต่ก็ลองไปทำดู อย่างแรกคือ ดีกว่าอยู่เฉยๆ อย่างที่สองคือ รู้สึกว่ามันท้าทาย ทำยังไงให้เด็กมันฟังเรา เพราะตอนที่เราเรียนครูบางคนโดนตั้งฉายาโน่นนี่นั่น พอเราเข้ามา เราบอกกับตัวเองว่าเราต้องไม่เป็นหนึ่งในนั้น

วันแรกที่เข้ามาสอนเราก็นึกย้อนไปถึงตอนที่เราเป็นเด็ก เวลาเราเจอครูเราท้าทายอะไรเขา เราเลยรู้ว่าเด็กต้องการอะไร ถ้าคุณเข้าไปสอนห้องเด็กเรียนเก่ง เขาจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงและสงสัยว่าครูเขารู้จริงรึเปล่า ตอนนั้นคิดอย่างเดียวเลยว่ากูต้องข่มมึงก่อน (หัวเราะ) เราเลยเข้ามาด้วยแนวการสอนที่ดุนิดหน่อย และใช้วิธีที่หลากหลายในการสอนให้สนุก และทำให้เขาเห็นว่าเรามาสอนได้เพราะเราเป็นของจริง พอเด็กยอมรับมันก็ง่ายขึ้น พอสอนจบพวกครูระดับหัวหน้าเขาชมเรา เขาเช็กเรตติ้งเราจากเด็กๆ เขาเห็นว่าเราทำได้ดี ควบคุมเด็กได้ และถ่ายทอดให้เด็กเข้าใจได้ ก็เลยโดนทาบทามให้มาเป็นอาจารย์ประจำเพื่อดูแลวงดุริยางค์

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

จากที่ว่าทีแรกไม่อยากเป็นครูแน่ๆ อะไรทำให้คุณตัดสินใจมาเป็นอาจารย์ประจำแบบนี้

หน้าที่ของเราคือดูแลวงดุริยางค์ ซึ่งงานนี้มันจะเป็นช่วงเย็น เพราะฉะนั้น ช่วงกลางวันเราต้องคิดเองว่าจะทำอะไร เราก็เลยเบื่อและเคว้งมาก ส่วนหนึ่งคือเราไม่ได้ชอบอาชีพครูเลย โคตรเบื่อ ไม่รัก และไม่มีความสุขกับงานที่ทำ ไม่มีกะจิตกะใจจะสอน เราเลยไม่อยากเป็นเพื่อนกับใคร เราคิดว่าเด็กเองก็รับรู้ได้เหมือนกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกเขารวมตัวมาต่อว่าเราด้วยซ้ำ

ถ้าให้มองย้อนกลับไปถึงช่วงที่เป็นนายกสโมสรนิสิตฯ เราก็เคยถูกเพื่อนๆ ที่ทำกิจกรรมด้วยกันมาต่อว่าแบบนี้แหละว่าทำงานไม่เป็น อาจจะเพราะด้วยนิสัยส่วนตัวและการทำงานที่ไม่ตรงกัน ก็เลยมาคุยกันว่าจะทำยังไง เพราะถ้าเราลาออกมันต้องเลือกตั้งกันใหม่วุ่นวาย เลยตกลงกันว่าจะให้เพื่อนอีกคนมาทำหน้าที่แทน ส่วนเราเป็นแค่ในนาม แต่ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เพราะเราก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ จนกระทั่งปลายปีเพื่อนคนนั้นมาพูดกับเราว่า เขายอมรับว่าถ้าเราไม่เป็นนายกฯ แล้วใครจะมาเป็น แค่นั้นเราก็รู้แล้วว่าเราพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ตอนแรกเราถอดใจจะลาออกไปสมัครงานที่อื่นแล้ว แต่สุดท้ายก็มีคุณครูมาพูดกับเราว่าอย่าไปเลยอยู่ช่วย BCC ด้วยกันก่อน เท่านั้นแหละ ไม่รู้ทำไมนะ เราตัดสินใจไม่ไป เราเลยไปพิสูจน์ให้เด็กพวกนี้เห็นว่าเราไม่ใช่คนแบบนั้น และทุ่มเทมากขึ้นจนกระทั่งเด็กๆ ยอมรับ

คุณแก้ปัญหาความไม่ชอบและการไม่มีความสุขกับการทำอาชีพนี้ยังไง

เรานั่งคุยกับตัวเอง ตอนนั้นเรายังไม่ได้เก่งมากเรื่องดนตรี มันก็ไม่น่าจะมีโอกาสให้เราไปได้ มันมืดมาก แล้วเราจะทำยังไง เราจะอยู่แบบทรมานกับตรงนี้ไปตลอดชีวิตเหรอ ก็เลยเปลี่ยนความคิด ถ้าเรายังต้องอยู่ที่นี่ ต้องทำยังไงให้เรามีความสุข มันเหมือนเมฆดำๆ ที่มีรู แล้วมีแสงลอดออกมา เราเลยถามตัวเองว่าอยากทำอะไร อยากทำอัลบั้มเพลงเพราะชอบแต่งเพลง แล้วจะทำได้ยังไงในเมื่อเราเป็นครูอยู่ที่นี่ ทำได้สิ แต่มันจะเป็นเพลงอะไรแค่นั้นเอง แล้วถ้าไม่ได้แต่งเพลงข้างนอกแต่คุณได้ทำเพลงอยู่ดี คุณจะเอาไหม เอา…อย่างน้อยได้ฝึกประสบการณ์

เราเลยไปคุยกับอาจารย์คนอื่นๆ เกิดเป็นโครงการรวบรวมทำเพลงรุ่นเท่าที่จะหาได้ แล้วทำเรื่องของบโรงเรียนซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดในยุคนั้นและแพงที่สุดในโรงเรียน ซึ่งผู้บริหารก็ให้ แล้วเราก็ตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อรวมเพลงรุ่น คราวนี้เลยได้ฝึกเรื่อง Music Computer จริงจังเพราะมีอุปกรณ์ครบแล้ว

เรามองว่าถ้าเราพัฒนาตรงนี้ได้ เราก็คงเหมือนเป็นนักแต่งเพลงอิสระ นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความสุขในการทำงาน แล้วมันก็ไปได้เรื่อยๆ เลยนะ ตอนนั้นช่วงกลางวันก็เริ่มได้สอนวิชาศาสนกิจด้วย เราพัฒนาการสอนของเรา โจทย์ของเราคือเด็กไม่ฟัง ตอนที่ขึ้นสอนเราเลยพยายามใช้รูปแบบการสอนแบบใหม่ๆ ที่ทำให้เด็กสนใจ ฟังได้ตลอด พอทำแบบนี้เราเริ่มสนุกกับงาน ความรู้สึกเบื่อเมื่อก่อนตอนนี้มันหายไปแล้ว เราอยากให้ถึงวันจันทร์ โคตรอยากมาทำงาน

และพอดีว่าช่วงนั้นวงการดนตรีมันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เราได้ฝึกหัดพัฒนาการทำเพลงอยู่อย่างสม่ำเสมอโดยใช้งานของโรงเรียน ซึ่งสุดท้ายโครงการรวมเพลงรุ่นมันก็ล้มเหลวไป แต่ก็มีคนมาจ้างเราให้ทำอัลบั้มเพลงของ ร.9 ผ่านทางโรงเรียน ช่วงนั้นเราเลยได้ฝึกเป็นโปรดิวเซอร์ เราต้องคุมการร้อง 

ไม่ว่าจะเป็น คุณต้อย-เศรษฐา ศิระฉายา, คุณวิยะดา โกมารกุล ณ นคร, คุณจิ๊บ-วสุ แสงสิงแก้ว หรือ คุณชรัส เฟื่องอารมย์ เราผ่านมาหมดแล้ว ซึ่งซีดีชุดนั้นขายได้สองหมื่นแผ่น โคตรภูมิใจเลย หลังจากนั้นจึงเริ่มมีคนติดต่อให้แต่งเพลงให้หลายสถาบัน ตอนนั้นคิดในใจว่าเริ่มมีช่องทางแล้ว แต่อยู่ดีๆ โรงเรียนก็เรียกไปคุยว่าจะส่งเราไปเรียนเกี่ยวกับบริหารการศึกษาที่ต่างประเทศเพื่อกลับมาบริหารโรงเรียน จบเลย! เส้นทางวงการดนตรีทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมด (หัวเราะ)

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

โรงเรียนเห็นอะไรในตัวคุณ ทำไมจึงเลือกให้คุณในฐานะอาจารย์ชมรมดนตรีไปเรียนต่อเพื่อมาบริหาร

เราเดินเข้าไปขอผู้บริหารตลอดเลยนะว่าเราอยากเรียนต่อ แต่ตอนนั้นตัวเรามันยังไม่เข้ากติกาของเขา ทีมบริหารจะดูคนที่มารับช่วงต่อการบริหารโรงเรียนอยู่ตลอด ซึ่งเรากลายเป็นหนึ่งในคนที่เขามองว่าหน่วยก้านใช้ได้ เพราะเราพยายามหากิจกรรมให้ชุมนุมดนตรีทำอยู่ตลอด ส่งวงดุริยางค์ไปบรรเลงคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก มีแม้กระทั่งตั้งวงออร์เคสตราด้วย เรารู้ตัวอยู่แล้วว่าเราเบื่อการทำอะไรเดิมๆ ซ้ำๆ และชอบทำอะไรใหม่ๆ ท้าทายอยู่ตลอด สิ่งพวกนี้มันก็คงจะไปเข้าตาทางผู้บริหารน่ะแหละ

พอผู้บริหารเรียกมาคุย ก็ให้โจทย์มาว่าไปที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเรียนสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและนำกลับมาใช้ได้ โดยเราต้องหาข้อมูลและทำเอกสารด้วยตัวเองทุกอย่างจนต้องหยุดพักการทำเพลงไว้ก่อน ก็พอดีที่น้องคนหนึ่งโทรมาจากอเมริกา เขาแนะนำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียน และมีสาขาด้านการศึกษาชื่อว่า Educational Leadership เราสะดุดทันที เพราะเป็นสาขาที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก และเราเองก็สนใจแนวทางการเป็นผู้นำอยู่แล้ว 

ปรากฏว่ามันลงล็อกทุกอย่างก็เลยเลือกเรียนที่นี่ ซึ่งคือมหาวิทยาลัย Bob Jones University อยู่ที่ South Carolina เป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนรู้จักในระดับหนึ่ง และเป็นมหาวิทยาลัยที่มหัศจรรย์มาก เพราะมันเป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียนและ Conservative ในเมืองนั้นแทบจะไม่มีผับหรือร้านเหล้า ทีวีเขาก็ไม่ค่อยดูกัน แล้วมันมีกฎระเบียบแปลกๆ เยอะมาก อย่างเช่นใส่กางเกงยีนส์ไปเรียนไม่ได้ รองเท้าแตะหรือกางเกงขาสั้นก็ห้ามใส่ หรือถ้าคุณจะจีบกันเนี่ยเขาโอเค คุณจะใกล้กันจนจมูกแทบจะชนกันเขาก็ไม่ว่า แต่ห้ามโดนตัวกัน เพลงเขาก็ห้ามฟังแนวสตริง ต้องฟังแนวออร์เคสตรา กฎพวกนี้ถ้าคุณฝ่าฝืนคุณจะถูกตัดคะแนน ถ้าถูกตัดคะแนนเกินสี่สิบเขาจะส่งคุณกลับประเทศ

การเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีแนวทางอนุรักษ์นิยมแบบนั้นมันสร้างการเป็นผู้บริหารที่คิดนอกกรอบได้ด้วยเหรอ

ได้ครับ (ตอบทันที) เราเป็นคนแนวแหกคอก ซึ่งพอเราเข้าไปสู่รั้วของมหา’ลัย Conservative แบบนี้ทำให้เราได้เข้าใจคำว่าคิดนอกกรอบมากขึ้น ไอ้การคิดนอกกรอบนี่มันจะทำได้ยังไงถ้าคุณไม่รู้ว่ากรอบคืออะไรบ้าง ซึ่งพอเราเข้าใจ การคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมามันก็จะไม่ได้นอกกรอบเสียจนคนอื่นรับไม่ได้ไง หลายคนไม่เข้าใจตรงนี้ สมมติคุณต้องทำวิทยานิพนธ์และต้องเป็นหัวข้อใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คุณจะได้ยินอาจารย์ที่ปรึกษาบอกทันทีว่าให้ไปอ่านของเดิมให้หมด

นักศึกษาจะไม่เข้าใจว่าการอ่านของเดิมจะสร้างของใหม่ขึ้นมาได้ยังไง นั่นเพราะเขาไม่เข้าใจรากศัพท์ของคำว่า คิดนอกกรอบ นั่นเลยทำให้ผมสนใจคำว่า Cool มีคนไปค้นคว้าความหมายของคำนี้มา ซึ่งมันหมายถึงคนที่อยู่ในกรอบ แล้วพยายามที่จะออกนอกกรอบ แต่ก็ไม่ได้แหกคอกสิ่งที่อยู่ในกรอบไปเสียหมด มันเลยเป็นคำที่แปลได้ว่าเจ๋ง เพราะถ้าแหกคอกออกไปเลยอาจทำให้บางคนรู้สึกว่ามันเกินไปและรับไม่ได้ 

ปรัชญาการศึกษาของคุณคืออะไร  

การศึกษาคือการทำให้คนเข้าใจ รู้จักตัวเรา และรู้จักสังคม ทำยังไงให้สองภาคนี้เดินอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข มันจะมีคำว่า Balance ชีวิตเข้ามา ชีวิตเราอาจจะไม่ได้ทำงานที่เรารัก แต่ไม่ได้หมายความว่าเรามีความสุขไม่ได้ ทำให้วิธีการคิดและปรัชญาเหล่านี้ถูกวางทิ้งไว้ตั้งแต่ต้น คนทั่วไปเวลาพูดถึงการศึกษาก็จะไปเน้นที่คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ทั้งที่ความรู้มีเยอะแยะมากมายในกูเกิล แต่ทำไมคุณไม่ทำให้คนในแวดวงการศึกษาหรือผู้ปกครองเข้าใจสิ่งที่เป็นพื้นฐานจริงๆ

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

หลังจากเรียนจบครูทอมกลับมาทำหน้าที่อะไร เป็นผู้บริหารเลยไหม

ตอนเรียนจบกลับมาเขาให้เรารับผิดชอบหน้าที่ของทางศาสนกิจประมาณสามสี่เดือนเพื่อรอให้สิ้นปีการศึกษา หลังจากนั้นก็ย้ายไปเป็นคนดูแลโครงการ English Program รวมถึงดูแลพวกกิจกรรมพิเศษ เช่น งานเชียร์และแปรอักษร รวมไปถึงงานกีฬาอื่นๆ แล้วก็เริ่มมาดูแลเป็นฝ่ายบริหารตั้งแต่ตอนนั้น จนมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนเมื่อสองปีที่แล้ว

การบริหารโรงเรียนของครูทอมเป็นยังไง

พอมองย้อนไปถึงตัวเองตอนเป็นครูสอนเด็กก็ทำให้ได้คิดหลายอย่าง เช่นการทำให้เด็กเจอตัวตนยิ่งเร็วยิ่งดี ซึ่งการที่เขาจะเจอตัวตนได้ เขาต้องรู้กระบวนการของการคิดให้เป็นก่อน การสร้างคำว่า ‘คิดเป็น’ ให้เด็กมันสำคัญมาก แต่โรงเรียนของเรา ณ ปัจจุบันมันยังไปไม่ถึง กลายเป็นให้เด็กไปผจญเอาเอง หลักสูตรทำให้เห็นแต่ภาพปลายทางของวิชาต่างๆ ว่าเรียนจบแล้วจะมีความรู้อะไรบ้าง แต่ไม่ได้มาพูดในลักษณะที่ว่าเด็กต้องมีความเป็นผู้นำ หรือการคิดเป็นคืออะไร

เราก็เลยต้องค่อยๆ เริ่มไป ซึ่งการได้มาอยู่ในตำแหน่ง ผอ. ก็เป็นการจับพลัดจับผลูมาอีกแล้ว เพราะผู้บริหารชุดก่อนเขาเห็นผมทำงานกิจกรรมเลยจะให้เป็นผู้จัดการ และ ดร.วัชรพงษ์ อภิญญานุรังสี ซึ่งมาจากครูสายวิชาการ ถูกวางตัวให้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการ สุดท้ายดันสลับตำแหน่งกัน กลายเป็นเราไม่ได้รับการยอมรับจากครูฝ่ายวิชาการ เพราะพวกเขาเก่งจริง กลายเป็นโจทย์ให้เราต้องพิสูจน์ตัวเอง 

เราต้องทำให้เขายอมรับให้ได้ว่าเราคือนักการศึกษารุ่นใหม่ เราจึงพยายามเอาความรู้ที่ได้มาผสมกับอ่านความรู้ใหม่ที่เกี่ยวข้องและทำในแง่ที่ผู้บริหารต้องทำ ฟังดูเหมือนง่าย แต่ทำจริงๆ ไม่ง่ายเลย (เน้นเสียง) สิ่งที่เราเปลี่ยนอย่างแรกเลยคือ วิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่ก่อนหน้านั้นยาวเหยียดแต่ไม่มีใครจำได้ 

ปีแรกที่เราเข้ามาร่วมทีมบริหาร (พ.ศ. 2550) เราจึงเปลี่ยนวิสัยทัศน์เป็น ‘โรงเรียนแห่งอนาคต’ ซึ่งสั้นลงจนใครๆ ก็จำได้ และมันเข้าใจง่ายมาก ถ้าใครจะทำโครงการอะไรใหม่ๆ ก็ไปดูเลยว่ามันสะท้อนอนาคตมั้ย จบสี่ปีมามาดูได้เลยว่าที่เราตั้งไว้ว่าจะเป็น School for the Future นี่เราเป็นได้จริงรึเปล่า เป็นจริงได้กี่เปอร์เซ็นต์

พอทุกคนเข้าใจคอนเซปต์ ทุกคนซื้อ วันรุ่งขึ้นเราคิดถึงวิสัยทัศน์ที่จะใช้ในอีกสี่ปีข้างหน้าทันที นั่นคือคำว่า ‘โรงเรียนแห่งความสุข’ นี่คือความรับผิดชอบและหน้าที่ของผู้บริหารในการหาวิสัยทัศน์ที่ท้าทายและสนุกให้องค์กร อย่างที่บอกว่าหลักการของเรา คือถ้าเราทำให้คนอื่นมีความสุขได้ เรายิ่งมีความสุขมากกว่าคนอื่น พอตั้งวิสัยทัศน์แบบนี้ คราวนี้มันไวขึ้นมาก เพราะครูทุกคนเริ่มเข้าใจหลักการ เราได้บอกเด็กๆ ไว้ว่าความสุขมันอยู่รอบๆ ตัวเรา เราจะหยิบคว้ามาเมื่อไหร่ก็ได้ และมันเป็นหน้าที่ของครูที่ต้องสอนให้พวกเขารู้จักวิธีไขว่คว้าความสุข

การเป็นสถาบันการศึกษาที่ตั้งเป้าหมายเป็นสถานที่แห่งความสุขดูเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกันรึเปล่า

แนวคิดเหล่านี้เราได้มาจากตอนเรียนที่อเมริกา เพราะเขาตีแผ่ให้เห็นเลยว่าระบบการศึกษาถูกเขียนขึ้นมาอ้างอิงจากรูปแบบสังคมและเศรษฐกิจในยุคนั้นๆ ยิ่งระบบการศึกษาในยุคหลังมันคือการผลิตแรงงานเพื่อป้อนเข้าไปในระบบการผลิตของโรงงาน การศึกษาต้องหล่อหลอมเด็กให้รู้ว่าเขาคืออะไร เขาอาจจะมีความสุขที่ถูกป้อนเข้าไปในระบบ แต่บางคนไม่ใช่ ต้องทำให้เขาอยู่ได้ ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ก็ต้องไม่ทำให้เขาดูเป็นตัวแปลกประหลาดในสังคม

ระบบการศึกษาที่โด่งดังมากในตอนนี้อย่างฟินแลนด์ ไม่มีการบ้าน ไม่มีการสอบ เด็กนักเรียนเขาก็เลือกสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่อัตราการฆ่าตัวตายก็ค่อนข้างสูงด้วย ซึ่งในปัจจุบันปัญหาที่เราเจอคือภาวะซึมเศร้าแพร่หลายกันมากขึ้น 

เพราะฉะนั้น โจทย์มันจะไม่ใช่เรื่องการหาความสุขได้ยังไง ถ้าคุณไม่สอนให้ลูกหลานไขว่คว้าหาความสุขตอนนี้ พวกเขาจะมีปัญหาทันทีในอนาคต ถ้าเด็กเรายังอยู่ในวงจรที่ว่าคุณต้องประสบความสำเร็จในชีวิตก่อนจึงจะมีความสุข เราจะบอกพวกเขาว่านั่นคือวิธีคิดแบบเก่า คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในชีวิตคุณก็มีความสุขได้ ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจมีเงินเยอะแล้วมีความสุขจริง ทำไมเขาถึงยังฆ่าตัวตาย ฉะนั้น โจทย์ของครู คือเราต้องสร้างให้เด็กเห็นจริงๆ ว่าความสุขไขว่คว้าได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ประสบความสำเร็จ 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข
ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

ในแง่ของผู้บริหารการศึกษาโรงเรียนที่มีอายุยาวนาน การชูแนวคิดนี้ขึ้นมามันเป็นยังไงบ้าง

ก็โดนค้านบ้าง การที่เขาไม่เห็นด้วยก็ไม่ผิด เพราะเราเข้าใจว่าทีมบริหารของโรงเรียนในตอนนั้นอยู่ในช่วงไม้ผลัดใบ แล้วเราเป็นคนรุ่นใหม่ มันก็ต้องใช้เวลาทำให้คนอื่นๆ ยอมรับ เมื่อคุณจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง คุณจะใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่าเลยไม่ได้ มันจำเป็นต้องใช้เวลา ส่วนจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับศิลปะของผู้บริหาร ซึ่งรูปแบบการบริหารในอนาคตมันจะต้องไม่ใช่ ผอ. มานั่งสั่งแล้ว แต่เป็นรูปแบบอัศวินโต๊ะกลมที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ซักและค้านกันได้หมดด้วยการค้นคว้าทำการบ้านกันมา อย่างกรณีชุดไปรเวตใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะได้ดำเนินการ แล้วพอเราเริ่มทำโครงการต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกเพื่อสร้างความสุขแบบนี้แล้ว ปัญหาในโรงเรียนมันก็ลดลงจริงๆ

หลักสูตรในฝันของครูทอมเป็นยังไง

เราหาข้อมูล Top 10 Schools in the World แล้วศึกษาข้อมูลพวกนี้ก่อนทำเป็นหลักการในการทำโรงเรียนที่เหมาะสำหรับเด็กยุคใหม่ขึ้นมา เคล็ดลับที่จะไปถึงจุดนั้นได้คือคุณต้องเข้าใจคำว่า ‘ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง’ กันจริงๆ สักที แล้วก็ดีไซน์ออกมา ห้องเรียนมันจะเป็นสี่เหลี่ยมไม่ได้

ในกรณีของ BCC ผมกำลังทำโปรแกรม แต่ยังหาคำสวยๆ มาเรียกไม่ได้ เราใช้คำว่า ‘ซักผ้าไม่ง้อแดด’ หมายความว่า สมัยก่อนปลายทางของเด็กมัธยมคือการเข้าไปสร้างตัวตนในมหาวิทยาลัย แต่ในปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องรอถึงตอนนั้น คุณก็ควรจะค้นพบตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องรอวิชาในมหาวิทยาลัย อย่างตอนนี้เราก็นำการสอน Young SME เข้ามาในโรงเรียน

 เรามีแผนที่จะทำ Thailand Research Center of Students ไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป แต่เป็นศูนย์งานวิจัยสำหรับนักเรียน เรากำลังคุยกับโรงงานไนโตรเจนเหลวเพื่อทดลองนำเอาไนโตรเจนเหลวที่ภาคครัวเรือนนิยมใช้ในการทำอาหารมาต่อยอด เรากำลังจะเป็นโรงเรียนที่มีลานสเกตน้ำแข็ง มีทีมฮอกกี้น้ำแข็ง เราก็เริ่มติดต่อกับสวิตเซอร์แลนด์เพื่อหาช่องทางทำหลักสูตรธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมให้ตรงกับเด็กมัธยม หรือแม้แต่หลักสูตรรถ Formula 1 เพื่อให้เขาค้นพบตัวเองและประสบความสำเร็จได้โดยที่ไม่ต้องง้อมหาวิทยาลัย ซึ่งคราวนี้ก็จะเป็นโจทย์ให้มหาวิทยาลัยว่าคุณจะมีแค่คณะเดิมๆ ไม่ได้ คุณต้องปรับเหมือนกัน

คุณมีหลักสูตรรถ Formula1 ด้วยเหรอ

รถแข่ง Formula 1 เขาย่อธุรกิจให้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนมานานแล้ว แค่ยังเข้ามาไม่ถึงโรงเรียนทั่วไป มีแค่โรงเรียนอินเตอร์ที่สนใจ เราก็คิดว่าน่าสนใจเพราะมันคือการให้เด็กได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ทักษะด้านการสื่อสาร และการบริหารจัดการทีมแข่ง ไปจนถึงการแข่งขันในระดับนานาชาติด้วย 

ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

นอกจากเรื่องของหลักสูตรแล้ว เรายังได้ยินว่าคุณพยายามคิดระบบครูใหม่ด้วย

ประเทศเรามีคนที่เป็นครูที่มีคุณภาพได้เยอะมาก แต่ติดขัดเรื่องของวุฒิและอายุ อย่างนักธุรกิจหรือคนทำงานที่เกษียณหรือใกล้เกษียณ คนพวกนี้ถือเป็นครูชั้นดีหมดเลย ถ้ามีคอร์สอบรมให้เขารู้หน่อยว่าในแง่ของความเป็นครูมันควรมีหลักการอะไรบ้าง ที่โรงเรียนเราเองก็เคยลองแล้ว เราลองเอานักปั่นจักรยาน Touring มาสอนเด็ก เขาสอนดีกว่าครูทั่วไปเสียอีก เพราะเขารู้จริงและมีประสบการณ์ คนพวกนี้เขาอยากเป็นครูหมด แค่ไม่มีเวทีให้เขา แต่พวกเขาสร้างแรงบันดาลใจและทำให้เด็กเห็นภาพได้

เราจะออกแบบสิ่งเหล่านี้ให้เข้ากับการเรียนยุคใหม่ อาจจะนั่งเรียนตรงไหนก็ได้ วิธีการประเมิน การบ้าน อาจยังต้องมี แต่ต้องตีความคำว่าการบ้านใหม่ ไม่มีการบ้านไม่ได้หมายความว่าจะให้แบบฝึกหัดเด็กไปทำไม่ได้ เขาจะทำไม่ทำเป็นเรื่องของเขา แต่อย่าไปหักคะแนน มันเป็นความรับผิดชอบของเขา ถ้าเขาทำคุณก็เอามาตรวจ ครูยุคใหม่เราจะใช้คำว่านั่งร้าน คือเด็กเป็นคนสร้างตึกของตัวเอง ครูทำหน้าที่เป็นนั่งร้านที่คอยพยุงไม่ให้ตึกล้มลงมา ซึ่งพวกนี้คือทฤษฎีที่มีมาตั้งนานแล้ว เราแค่เอามันมาทำให้เป็นรูปธรรม

แล้วอย่างโครงการอวกาศมันเกี่ยวพันกับเรื่องความสุขยังไง

หลายๆ โครงการที่เราทำมันเกี่ยวกับเรื่องความสุข แต่อีกหลายๆ โครงการอย่างโครงการอวกาศมันคือการพัฒนาศักยภาพของเด็ก เราเชื่อว่าเด็กไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำงานเกี่ยวกับอวกาศได้ ในเมื่อเรามั่นใจในศักยภาพของเขา ทำไมเราจึงไม่ดีไซน์หลักสูตรเพื่อสนับสนุนให้เขาได้มีโอกาส และศักยภาพของโรงเรียนมันทำได้ ถ้าคุณไม่ให้โอกาสเขาก็จะไปหาที่เมืองนอก

เราค่อนข้างมั่นใจว่าในอนาคตทุกๆ บริษัทจะมีดาวเทียมเป็นของตัวเอง ถ้าคุณผลิตเด็กออกมาก่อนเขาจะไปได้ไกลถึงระดับนานาชาติ ซึ่งโรงเรียนของเรามันชัดเจนว่าไม่ใช่องค์กรธุรกิจ เพราะฉะนั้น เงินที่ได้มาคุณก็เอาไปพัฒนาต่อยอดด้านการศึกษาต่อไปได้ เด็กก็จะยิ่งมีโอกาสได้ทำมากขึ้น โรงเรียนอาจจะไม่ได้กำไรเป็นตัวเงิน แต่สุดท้ายประเทศชาติได้กำไรแน่ 

ตอนนี้คุณอาจจะต้องจ้างชาวต่างชาติประกอบดาวเทียม แต่อีกไม่นานคนที่ประกอบดาวเทียมได้จะเป็นคนไทย เงินทองไม่รั่วไหล สร้างความภูมิใจ ดาวเทียมที่ขึ้นไปผงาดบนอวกาศจะเป็นฝีมือของเด็กไทย มันเป็นเรื่องของการพัฒนาการศึกษา

คุณประกอบอาชีพครูมากี่ปีแล้ว

28 ปี

ความสุขในการเป็นครูสำหรับคุณคืออะไร

การเป็นครูมันไม่ใช่แค่มีความสุขนะ แต่มันโคตรเจ๋งเลย ถ้าคุณไม่ได้มาเป็นครูคุณจะไม่มีทางรู้หรอก คุณค่ามันคงไม่ต่างจากคนที่เขารักอาชีพนักโฆษณา นักแต่งเพลง นักบัญชี หรืออาชีพอื่นๆ หรอก แต่เวลาคุณได้ยินนักเรียนมาบอกว่าขอบคุณครับ มันเยอะกว่าการที่คุณขายของแล้วคุณได้ค่าคอมมิชชัน มันเยอะกว่าเป็นล้านเท่า หรือสมมติเราเจอคนที่เป็นก้อนดิน แล้วอนาคตเขากลายเป็นเพชร เรายิ่งโคตรมีความสุข หรือเราไปเจอลูกศิษย์ของเราถูกจับหรือไปข่มขืนคนอื่นเราก็ยิ่งเจ็บปวด เราว่านี่คือความสุขของความเป็นครูที่ประเมินค่าไม่ได้

ถ้าสุดท้ายคุณไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ต่อจะเป็นยังไง

ช่วงที่มีปัญหาเราน้ำหนักลงเยอะมากเพราะความเครียด แต่มีอยู่คืนหนึ่งที่เรานั่งคิดว่าถ้าเรามีความสุขไม่ได้ เราจะไปสอนเด็กได้ยังไง มันน่าอายว่ะ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องเอาชนะความเจ็บปวดตรงนี้ด้วยความสุขให้ได้ ไม่ว่าปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นยังไง ถึงเราจะแพ้ก็ตาม เราก็จะบอกกับทุกคนว่า จริงๆ ความสุขมันอยู่รอบตัวเรา ไขว่คว้ามาให้ได้

ครูทอม ผอ. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิด รร. แห่งความสุข

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

‘พลอย’ หญิงสาวร่างกายซูบผอมแต่แววตาประกายไปด้วยความตื้นตันพูดกับเรา ขณะมองไปที่สามีที่กำลังถ่ายรูปคู่กับคอลเลกชันศิลปะอยู่ที่ระเบียง

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

น้ำตาของพลอยรื้นขึ้นและหันมายิ้ม เมื่อรู้ว่าการสัมภาษณ์ในวันนี้กำลังจะจบลง หลังจากได้ขุดความรู้สึกเบื้องลึกของตัวเองมาเล่าให้เราฟังในวันนี้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ซึ่งเรารู้ว่าสำหรับเธอไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อน พลอยไม่ได้อยู่ที่นี่ เราเดินทางมาเพื่อพบกับสามีของเธอ ต้นตอของแรงบันดาลใจครั้งใหญ่ที่ทำให้คนไม่กล้าเขียนหนังสืออย่างเราลุกขึ้นมาอาสาเขียนเรื่องนี้ หลังจากพบชื่อของเขาเป็นหนึ่งในศิลปินจาก Bangkok Illustration Fair (BKKIF) อีเวนต์ใหญ่รายปีที่รวบรวมศิลปินมาจัดแสดงผลงาน และเรื่องราวของเขาก็ทำให้เราต้องลุกไปเสิร์ชกูเกิลว่า ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก คือใครกันแน่ 

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

เขาคือเจ้าของผลงานสาวอ้วนไม่มีคอกำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใส มีร่องรอยความน่ารักปนหยอกล้อให้เห็นแล้วอมยิ้ม แต่ว่าเบื้องหลังที่เขาได้เล่าในงาน BKKIF คือการป่วยโรคไทรอยด์และหัวใจรั่วของพลอยที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง จนออกมาเป็นงานศิลปะที่ตรงกันข้ามกับเรื่องจริงเพื่อเยียวยาตนเองกับครอบครัว ที่สำคัญคือมันได้ผล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนมากมายถึงขนาดมีคนตีตั๋วเดินทางมาเพื่อขอจับมือเขาแน่น ๆ และกล่าวขอบคุณด้วยตัวเอง

ขณะที่เรากำลังทบทวนข้อมูลเหล่านี้ (ซึ่งเป็นข้อมูลเดียวที่หาได้) คุณชัชวาลย์ก็ได้เชิญเราเข้าไปนั่งพูดคุยในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยบอร์ดเกม ฟิกเกอร์โมเดล หนังสือการ์ตูน มีแบกกราวน์เป็นเพลง City Pop เปิดคลอไปตลอดการสัมภาษณ์ โดยเขาเรียกแทนตัวเองว่า ‘ชัด’ และเล่าว่าภรรยากำลังออกไปรับลูกทั้งสองคนจากโรงเรียน 

จากข้อมูลเพียงน้อยนิดในอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้จักผู้ชายคนนี้ถึงแก่นแท้มากนัก เราจึงขอเริ่มจากการย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเสียหน่อย ระหว่างรอเจ้าหญิงของเรื่องนี้กลับมา

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

นี่มันเด็กชัดๆ

ชัดโตมาในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ร่วมกับพี่น้องนับสิบคน แต่เขาจะสนิทกับพี่ชายที่ชอบศิลปะเหมือนกัน และมักจะแข่งกันวาดรูปเหมือนจากการ์ตูนเรื่องโปรดอย่าง ดราก้อนบอล หรือ เซนต์เซย์ย่า ส่วนตอนอยู่โรงเรียนก็จะวาดรูปในสมุด หาเงินได้หลายสิบบาทจากการออกแบบเกมตารางง่าย ๆ และขายการ์ดให้เพื่อน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เด็กประถมจินตนาการสูงคนหนึ่งตั้งขึ้นมาเอง

แต่ครั้งแรกที่ชัดรู้ว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ ก็คือตอนที่เล่นเกมแล้วไปเจอกับ Slime แสนน่ารัก (เขาชี้ให้ดูฟิกเกอร์ Slime ยิ้มแฉ่งที่อยู่บนชั้นวาง)

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

“ผมเล่นเกม Dragon Quest ของ อาจารย์อากิระ โทริยามะ แล้วเขาวาดมอนสเตอร์น่ารักมาก ผมเป็นคนชอบอะไรน่ารัก ตอนเด็กก็คิดเลยว่าอยากออกแบบมอนสเตอร์ อยากเป็นคนออกแบบคาแรกเตอร์ดีไซน์ แต่ยังไม่รู้หรอกนะว่าหนทางที่จะไปสู่อาชีพนี้คืออะไร

“ตอนมีคนมาถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ก็ยังตอบไม่ได้ ไม่เคยมีใครปลูกฝังเราว่าควรจะเป็นอะไร ผมว่าศิลปะมันสนุก แต่เวลาเราเรียนเราก็ไม่ค่อยได้อินกับมัน สมัยนั้นก็สงสัยว่าทำไมคลาสเรียนศิลปะถึงได้น้อยจัง ตั้งแต่เรียนมาจนจบ ม.6 คิดว่ามีไม่เกิน 5 คลาสเลยมั้ง มันน้อยมากจนไม่ได้มีเวลาให้เราอย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่เราอยากวาด จนมีอาจารย์มาบอกว่า ชอบวาดการ์ตูนก็ไปเรียนศิลปะสิ แค่นี้ก็เลยไปเรียนศิลปะ ง่าย ๆ เลย”

ด้วยความเป็นเด็กที่ยังไม่เห็นภาพอนาคต แต่รู้ว่าชอบศิลปะ ชัดจึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะศิลปกรรมศาสตร์ วัน ๆ อยู่กับน้ำมันสน สีน้ำมัน สีอะคริลิก และ Drawing แต่ว่าอยู่ไปสักพักก็เกิดคำถามจากคุณพ่อ ว่าหลังจากเรียนจบจะไปทำอะไรกิน ซึ่งเขาเองก็สงสัยเหมือนกัน

“ในสมัยนั้นมันเป็นไปได้ยากมาก มันยังไม่มี Collector แล้วก็ยังไม่มีคอมมูนิตี้งานศิลปะให้คนได้มาพบเจอกัน เดี๋ยวนี้คนอายุ 30 ต้น ๆ เขาก็เริ่มสะสมกันแล้วใช่ไหม สมัยผมมันไม่มีแบบนั้น วัน ๆ ผมก็แบกกระดาน แบกสีไปนั่งเพนต์ ปั้น ปั้น แล้วก็ปั้น ตัวเลอะเทอะ แล้วก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเลย”

การเจรจากับคุณพ่อจบลงที่มาเจอคนละครึ่งทาง ชัดย้ายมาเรียนต่อที่สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพราะว่านอกจากศิลปะแล้ว ยังได้เรียน Business ด้วย กระบวนการคิดแบบเด็ก ๆ ของเขาจึงจบลงเพียงแค่นั้น ต่อไปนี้คือหนทางของจริงที่ศิลปินทุกคนต้องตามล่าหาทางออกว่าจะสร้างเม็ดเงินจากมันได้อย่างไร 

“สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มมาเลยคือ Design for Communication และเป็น Designed for Business ในเส้นทางนี้อย่างน้อยก็รู้ว่าจะมีคนจ้างผมเพราะอะไร”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์
ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ภาพที่ไม่ชัด

ชัดสามารถวาดงานสไตล์ใดก็ได้จากการดูตัวอย่างเพียงครั้งเดียว และมีพลังเหลือล้น (เขาเรียกตัวเองในสมัยนั้นว่า ‘อีโมจังวะ’) เพราะทุกงานที่ทำต้องมาจากดินสอจริง สีจริง กระดาษจริง และต้องใส่รายละเอียดเยอะ ๆ แบบบ้าพลังลงไป

“เรียกได้ว่าตอนนั้นอีโมมาก ๆ จะค่อนข้างแอนตี้พวก Digital Painting เลย งานมันต้องใช้ดินสอ มันต้องใช้มือสิวะ คิดแบบนั้น แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังตามหาตัวเอง ผลงานเลยมีหลายสไตล์มาก คือให้ทำแนวไหนผมทำได้หมดเลย แต่ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นยังไง”

ชัดเปิดผลงานที่วาดด้วยดินสอให้เราดู รายละเอียดยิบย่อยที่ต้องเพ่งมองถึงจะเห็นทำให้เราทึ่ง นอกจากสงสัยว่าเหลาดินสอหมดไปกี่แท่ง ยังสงสัยว่างานเหล่านี้จะเล่าอะไร ชัดบอกว่าตัวเขาตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าศิลปะจะสะท้อนอะไร แต่ถ้าวันนี้มองย้อนกลับไปก็จะพบว่างานมันสะท้อนตัวตน ความคิด บุคลิก ของตัวศิลปินในช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ชัดเจนมาก อย่างเช่นการวาดทุกอย่าง การใช้สีได้ทุกเฉด บอกได้ว่าเขาในวัย 20 ต้นๆ ยังเห็นตัวตนไม่ชัดเจนนัก 

อย่างไรก็ตาม ฝีมือโดดเด่นชนิดหาตัวจับยาก ทำให้ผลงานทีสิสคาแรกเตอร์ดีไซน์ของเขา ซึ่งเป็นชุดแรกในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ไปเตะตาจนอาจารย์ชักชวนไปทำงานด้วย รวมถึงแตะหัวใจของพลอยซึ่งเป็นรุ่นน้องโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ตอนเรียน กระทั่งจดทะเบียนสมรสและอยู่เป็นคู่ชีวิตด้วยกันมาตั้งแต่วันนั้น

พลอยกลับมาถึงพอดีพร้อมกับพยานรักตัวจ้อยอีก 2 คน ที่ย้ำเตือนว่าเรื่องราวเหล่านั้นผ่านมาเป็นเวลานานแล้ว เสียงเด็ก ๆ ตะโกนโห่ร้องอย่างตื่นเต้นเมื่อพบว่ามีแขกมาที่บ้าน ชัดต้องหยุดการพูดคุยกับเราไปสักพักเพื่อช่วยพลอยปรามลูก ๆ เป็นภาพน่าเอ็นดูจนอดถามไปไม่ได้ว่า “แต่งงานกันมากี่ปีแล้วคะ”

“เราแต่งงานกันมากี่ปีแล้วนะคุณ” ชัดตะโกนถามพลอยที่อยู่ในครัว “20 แล้วไหม”

“ไม่ถึง!” พลอยชะโงกหน้ามาตอบ “แต่ถ้านับตั้งแต่อยู่ด้วยกันก็ 20 ปีมาแล้วแหละ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

หลังเรียนจบ ชัดเข้าไปทำงานในบริษัทตามคำชวน โดยไม่รู้มาก่อนว่าที่นั่นทำงานเกี่ยวกับ Production ภาพเคลื่อนไหว เด็กนิเทศศิลป์ผู้บ้าคลั่งคนนี้เลยวางดินสอแล้วมาจับเม้าส์หัดทำ After Effect กับ Final Cut Pro แบบงง ๆ เหมือนคนหลงทางเข้าไป

“ผมอยู่ที่นั่นตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นจนกลายเป็นผู้กำกับ ช่วงนั้นเลิกวาดรูปไปเลย แทบไม่ได้แตะ วัน ๆ เอาแต่ทำหนังส่งประกวด คุยกับลูกค้า วนอยู่แบบนี้ ไม่รู้หลงไปได้ยังไง”

“หลงไปนานแค่ไหนคะ”

“15 ปี”

โอเค นั่นดูเป็นการหลงทางที่ค่อนข้างไกล (แถมลึกด้วยแหละ) 

ภาพในตอนนั้นคงยังไม่ชัดเท่าไหร่ว่าเขากลับมาเป็นศิลปินได้ยังไง ซึ่งเรากำลังจะเล่าส่วนที่สำคัญที่สุดในบทความนี้ต่อด้านล่าง

ความชัดเจน

เราพบว่าผู้ชายคนนี้เลิกวาดรูปมาแล้ว 15 ปี เคยทำงานมาแล้ว 4 ที่ เคยเป็นผู้กำกับ เป็น Art Director และปัจจุบันเป็น Producer กับ Creative ทำหนังและโฆษณามาแล้วมากมาย ประสบการณ์ทั้งหมดยืนยันว่า เขาเป็นตัวเจ๋งของวงการนี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งนั่นดูห่างไกลจากการเป็นศิลปินมากกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรก

แต่ทุกอย่างที่กำลังไหลไปตามเวลา กลับสะดุดลงในตอนเขาทำงานช่วงปีที่ 7

เมื่อลูกคนแรกลืมตาดูโลก

“สิ่งแรกที่ผมทำตอนผมมีลูกคือ ลาออกจากบริษัท”

นั่นฟังดูบ้าบิ่นมากพอสมควร ในขณะที่หลายคนตั้งเป้าถึงความมั่นคงในชีวิตและเงินทองเมื่อกำลังจะมีลูก แต่เขากลับทำสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยการลาออก ชัดเห็นอะไรที่ ‘ชัดเจน’ กว่านั้น เมื่อการเป็นพ่อคนทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า เขาจะต้องสอนเด็ก ๆ เหล่านี้ และเขาดีพอจะสอนหรือยัง

“ผมเป็นคนที่ทำเพื่อบริษัทมาก จนบางครั้งมันไม่ได้ถูกต้องในความคิดของผม ผมทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบนัก พอมีลูก ความคิดแรกก็คือ เราอยากบอกลูกได้เต็มปากว่า ลูกสามารถใช้ชีวิตอย่างที่ลูกเชื่อ แล้วถ้าหากว่าผมยังทำไม่ได้ ผมจะบอกเขาได้ยังไงว่าชีวิตเป็นของลูกนะ”

ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้วาด ‘สาวอ้วนไร้คอ’ จากภรรยาที่ป่วยหัวใจรั่วกับไทรอยด์

ชัดมองเห็นปัญหาหลาย ๆ อย่างในวงการ Production ทั้งราคาค่าแรงที่ต่ำลงสวนทางกับประสบการณ์ และวงการที่เสื่อมถอย เขาจึงไม่ทนกับสิ่งนี้อีกต่อไป เขาลาออกมาเพื่อตั้งบริษัทของตัวเองที่มีนโยบายค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล อะไรที่ไม่เมกเซ้นหรือทำร้ายคนทำงานก็จะไม่ทำเลย ถึงแม้ลูกค้าจะหายไปเป็นโหล จาก 30 เจ้า เหลือเพียง 2 เจ้า

เป็นก้าวเดินที่ขมขื่นแต่ไม่ฝืนใจ ชัดมีความสุขกับการได้เลือกเส้นทางใหม่ได้ไม่นาน ก็เกิดสถานการณ์โควิด จนทำให้งาน Production ทุกอย่างหยุดชะงัก ออกกองไม่ได้ งานหายวับไปกับตา และเขาก็ต้องกลับมาอยู่บ้านโดยไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อ

“ทำไมไม่วาดรูปล่ะ” นั่นคือคำถามของพลอย 

ชัดตอบไปว่าไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เมื่อมันห่างหายมานานมากแล้ว ถ้าหากกลับไปเป็นศิลปินก็ยังไม่รู้จะขายให้ใคร วาดจะให้ใครดู และอีกอย่างเขาคิดว่าสไตล์ของเขาไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้ว แต่ภรรยาก็ยังยืนยันที่จะให้เขาวาดรูป พร้อมกับเผยความในใจที่ไม่เคยบอกตั้งแต่แรกว่า

“รู้ไหม ฉันชอบเธอเพราะว่าเธอวาดรูปเก่งมาก เธอเป็นคนที่เท่และมีพรสวรรค์มากเลยนะ”

เพียงประโยคนั้นเอ่ยออกมา ดวงไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาคงไม่รู้ว่าทุกสิ่งจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะการกลับมาจับปากกาในครั้งนี้ 

ชัดได้มีเวลาตกตะกอนสิ่งที่เจอมาทั้งชีวิตและทำโปรเจกต์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำ จนเริ่มมีผู้ติดตามผลงานมากขึ้น เขาได้เข้าร่วม BKKIF ในปี 2021 ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดีเพราะเสียงเชียร์จากภรรยาที่คอยให้กำลังใจ

จนกระทั่งวันที่พลอยล้มลง

ต้นปี 2022 พลอยเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย มือสั่น หัวใจเต้นแรง เหนื่อยหอบ และน้ำหนักของเธอก็ลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกเธอไม่ได้ไปหาหมอเพราะคิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน และที่สำคัญคือไม่มีคนดูแลลูก ๆ จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม เธอเข้า ICU พร้อมกับหัวใจที่เต้นถึง 150 ครั้งต่อนาที จนคุณหมอบอกว่า รู้ไหมว่าคุณอาจตายได้เลยนะ

พลอยตรวจพบโรคเกรฟ (Graves’ Disease) ชื่อเรียกภาษาไทยคือ คอพอกตาโปนหรือไทรอยด์เป็นพิษ และเจอโรค WPW Syndrome (Wolff-Parkinson-White Syndrome) เมื่อเธอเป็นพร้อมกันทั้ง 2 โรค ก็ส่งผลให้มีรูรั่วในหัวใจเพิ่มขึ้นมากถึง 4 – 5 รูจากอาการน้ำท่วมปอด อาการนั้นรุนแรงจนเธอยืนไม่ได้ ไม่มีแรงแม้กระทั่งเปิดขวดน้ำ และที่แย่ที่สุดคือเธออุ้มลูกไม่ได้

นอกจากสุขภายกายแล้ว สุขภาพจิตของพลอยก็ย่ำแย่ตามไปด้วย เธอเริ่มรู้สึกเป็นตัวถ่วงและอยากให้สามีออกไปทำงาน หาแรงบันดาลใจวาดรูป แทนที่จะต้องมาตัวติดอยู่กับเธอ ชัดรู้ดีกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ และคิดหาวิธีที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนผ่านสถานการณ์นี้ไป จนวันหนึ่งอยู่ ๆ ประโยคที่พลอยเคยพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า เธอก็วาดทุกอย่าง ยกเว้นฉัน

ศิลปินหนุ่มดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ถ้าหากผมวาดคุณ คุณก็ไม่ต้องไล่ผมไปหาแรงบันดาลใจวาดรูป เอาล่ะ งาน BKKIF ปีนี้ผมจะวาดคุณนี่แหละ คุณจะเป็น Reference ที่ผมจะได้เจอทุกวัน มองทุกวัน คุยทุกวัน เพราะผมมีแต่คุณนี่ไง มันชัดเจนแล้ว”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ

คืนหนึ่ง ชัดเรียกพลอยเข้าไปดูอะไรบ้างอย่าง

“นี่ฉันอ้วนขนาดนี้เลยหรอ!”

พลอยอุทานกับรูปหญิงสาวตัวอ้วนจ้ำม่ำ ใส่ชุดว่ายน้ำ อวดแขนขาใหญ่ ๆ และไม่มีคอ กำลังอาบน้ำใต้ฝักบัวในชุดแดงสีสดใส 

“มันก็ต้องอ้วนแบบนี้แหละ! จะได้หมายความว่าคุณหายป่วยแล้วไง”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผลงาน Collection : Chubby Era ถือกำเนิดขึ้น มันเป็นวันธรรมดา ๆ หลังกลับมาจากกิจกรรมว่ายน้ำเล่นของครอบครัว ชัดลงมือวาดรูปภรรยาของเขา และหลังจากนั้น Chubby Era ก็ถ่ายถอดเรื่องราวของสาวอ้วนไร้คอ กำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างน่ารักและมีความสุขออกมาเรื่อย ๆ โดยเรียกเสียงหัวเราะของพลอยได้ในทุกครั้งที่เขาเปิดภาพให้เธอดู 

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ชัดใช้ Space ในผลงานมากขึ้นเริ่ม มีตำแหน่งจัดวางที่ชัดเจนมากขึ้น มีที่ให้สีได้เฉิดฉายมากขึ้นใน Collection เขาค้นพบความเรียบง่ายเหล่านี้จากตอนมีลูก ว่าแท้จริงแล้วชีวิตมันโคตรจะธรรมดา 

“งานของผมโดนนำเสนอออกมาในแบบที่เรียบมาก ๆ มีคนมาดูแล้วบอกว่า งานของคุณเหมือนงานของคนที่โตแล้ว เมื่อก่อนที่งานผมดีเทลเยอะมาก ๆ ตอนนี้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะชีวิตมีอะไรให้ต้องทำเยอะแยะ เอาง่าย ๆ ถ้าลูกร้องไห้อยากอ่านหนังสือ ผมก็ต้องไปอ่านหนังสือ จะมามัวนั่งผสมสีอะคริลิกทิ้งไว้ แล้วกลับมาผสมไม่ได้สีเดิมก็ไม่ได้ไง ยิ่งพอมาเป็นคอลเลกชันนี้ ผมยิ่งเข้าใจตัวเองมากขึ้น”

สาเหตุที่ Chubby era ต้องอ้วน ก็เพราะเขาหวังว่าภรรยาจะกลับมากินอิ่ม นอนหลับ สุขภาพแข็งแรง ซึ่งหมายความว่ายารักษาจะได้ผล และการที่ไม่มีคอ นั่นหมายถึงอยากให้โรคไทรอยด์นี้หายไป และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องราวธรรมดา นั่นคือความปรารถนาสูงสุดที่เขาอยากเห็น

ทั่งคู่ได้นั่งพูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น พลอยเป็นคนเลือกสี ชัดเป็นคนวาด พลอยเป็นต้นเรื่อง ชัดเป็นคนเล่า น้ำหนักของเธอเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ เรี่ยวแรงเริ่มกลับมา และหัวเราะบ่อยขึ้น ศิลปะได้เชื่อมโยงทั้งคู่เข้าด้วยกัน 

“ผมอยากให้ภรรยาแฮปปี้ แข็งแรง และมีความสุข มันสำคัญมากเพราะเราต้องคอยเลี้ยงอารมณ์เขา ต้องคอยอยู่กับเขาตลอดเวลา เรื่องทรวดทรงผอม ๆ สวย ๆ พอมาเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ผมมองว่าสิ่งนี้ไม่ได้สำคัญเลย ผมเป็นสามีที่อยากให้ภรรยาของตัวเองอ้วนขึ้น เพราะนั่นหมายถึงเขาจะกลับมาแข็งแรง
“บางรูปเขาก็ถามว่า นี่ฉันต้องขาใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ ผมก็บอกว่าให้มันอ้วนแบบนี้เลย กระโดดลงไปในน้ำ น้ำหมดบ่อเลย วาดเขาเป็นโมนาลิซ่าบ้าง วีนัสบ้าง ผมตั้งใจบอกเขาว่า คุณเป็น Reference ของผมเลยนะ สิ่งสำคัญคือคุณต้องอยู่นะ ถ้าหากว่าไม่มีคุณอยู่ ผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไง”

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

หลังจากผลงานชุดนี้ได้ไปแสดงที่ BKKIF 2022 เรื่องราวของทั่งคู่ก็ถูกเล่าออกไป และคงไม่ใช่แค่เราที่อยากมาพบพวกเขาและดูผลงานชุดนี้ด้วยตาตัวเองชัด ๆ คนอีกมากมายก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน

“ในงานวันสุดท้าย มีคนมายืนจับมือ ตัวแข็งมองหน้าผม บอกว่าขอบคุณมากพี่! ผมก็ตกใจ เขาเล่าว่า น้องผมเป็นผู้ป่วยติดเตียงและได้อ่านเรื่องของพี่ เขาบอกว่าเขาไหวแล้ว ขอบคุณมากนะพี่ ผมตั้งใจจะมาที่นี่เพื่อบอกแค่นี้ 

“มันมีความหมายกับผมมาก คนดูงานของเราแล้วต้องได้อะไรกลับไป แค่นี้ก็เป็นงานศิลปะอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ผมคิดเสมอว่าศิลปินทำงานให้ตายยังไงมันก็เสร็จแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ คือมีคนมาดู ขอบคุณที่ทำให้งานของผมสมบูรณ์ ทำให้ผมกลับมารู้สึกเชื่อมั่นอีกครั้ง ว่าเราสร้างงานไปแล้วมันให้อะไรกับผู้คน ทำให้ผมกลับมาศรัทธาต่อศิลปะ

“ตอนนี้ชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นแล้ว บอกลูกได้แล้วว่าปะป๊าเป็นศิลปิน ลูกอยากเป็นอะไรก็เป็นได้นะ อยากทำอะไรแบบที่เชื่อก็ทำนะ มันไม่เป็นไรหรอก”

ชัดกล่าวพร้อมกับมองลูก ๆ ทั้งสองคนที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ห่าง 

และเราเชื่อว่า เขาสามารถทำอย่างนั้นอย่างที่พูดมาจริง ๆ

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022
ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

เรากับพลอยยืนมองชัชวาลย์ถ่ายรูปกับตากล้องอยู่ที่ระเบียงหลังการสัมภาษณ์อันยาวนานจบลง เราถามความรู้สึกถึงเรื่องที่ได้ฟังในวันนี้

“มันทำให้เรามีกำลังใจอยากกลับมาแข็งแรง จากตอนนั้นที่ยืนแทบไม่ได้เลย กลับมีแรงฮึดให้ครอบครัว เราเห็นเขาวาดรูปกำลังไปด้วยดี เลยอยากกลับมาแข็งแรงตามรูปที่เขาวาด 

“เรารู้มาตลอดว่าเขาชอบวาดรูป ทุกครั้งที่เห็นเขาวาดเราจะมีความสุข เพราะเขาจะสุขภาพจิตดีแตกต่างจากงานตอนทำงาน การวาดรูปทำให้เห็นรอยยิ้มเขาเยอะมากกว่า เราดีใจมากที่เห็นเขากลับมาวาดอีกครั้ง”

แววตาของเธอดูทั้งภูมิใจและอ่อนไหวในเวลาเดียวกันขณะมองไปที่สามี เธอบอกว่าเธอจะร้องไห้ง่ายกว่าปกติสักหน่อยเพราะโรคไทรอยด์ ซึ่งเราเข้าใจว่าถึงจะไม่ได้ป่วย แต่ถ้าได้ฟังคำพูดเหล่านั้น เราเองก็คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน

เราถามว่าแล้วจริง ๆ พลอยรู้สึกยังไงกับ Chubby Era เธอเงียบไปชั่วครู่

“เราไม่เคยรู้ความหมายทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดพวกนี้มาก่อน ว่าทำไมถึงไม่มีคอ ทำไมถึงอ้วน จนมารู้ในงาน BKKIF นี่แหละ ครั้งแรกที่ได้ยินก็น้ำตาซึมเลย”

เราเห็นหยาดน้ำตาเล็ก ๆ ที่หางตาของเธอ

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

สุดท้ายแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องราวของศิลปะบำบัดผู้ป่วย 

ไม่ใช่เรื่องราวของศิลปินที่หลงทางไปเป็นผู้กำกับ

แต่เป็นเรื่องราวความรักระหว่าง ชัชวาลย์ และ พลอยไพรำ 

ที่มีเราและนักอ่านทั้งหลายเป็นพยาน

ชีวิตของ ชัชวาลย์ กลีบลำเจียก ศิลปินผู้โอบกอดครอบครัวด้วยศิลปะ Collection : Chubby Era จากงาน BKKIF 2022

ติดตามผลงานได้ที่ Instagram : chatotsad

Writer

วรัมพร ศิริสวัสดิ์

Creative Video ที่จบภาพยนตร์ แต่อยากเขียนหนังสือ เป็นมือใหม่หัดวาด เก่งศาสตร์ฝันกลางวันและมีดวงจันทร์เป็นรอยสักกับนามปากกา

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load