“sorry, sorry, sorry, sorry เนกา เนกา เนกา…” 

นี่คือท่อนฮุกจากเพลงเกาหลีในตำนาน ขับร้องและเต้นท่าล้างมือประกอบเพลงโดย Super Junior 

หากพิจารณามูลค่าทางการตลาด Super Junior นับเป็นบอยแบนด์ระดับท็อปที่มีส่วนสำคัญในการส่งออกวัฒนธรรมบันเทิงเกาหลีใต้ให้แผ่ขยายไปทั่วโลก พวกเขาเป็นบุคคลสำคัญของประเทศและวงการดนตรี ขนาดมีชื่อและใบหน้าปรากฏบนหนังสือเรียนระดับ ม.ต้น ของเกาหลี กระดาษข้อสอบที่จีน และหนังสือประวัติศาสตร์ชั้น ป.5 ในไทย 

ความสำเร็จด้านบนอาจมาจากแผนการอันแยบยลของกระทรวงวัฒนธรรมเกาหลี กลไกการตลาดจากค่ายเพลง และอีกหนึ่งเบื้องหลังสำคัญที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่บอยแบนด์เริ่มตั้งไข่ คือกำลังสนับสนุนและแรงใจจากเอลฟ์ทั่วโลก

เอลฟ์ – E.L.F. ที่ว่าไม่ใช่อมนุษย์ในตำนาน แต่เป็นตัวย่อจากคำภาษาอังกฤษว่า  EverLasting Friend หรือ เพื่อนกันตลอดไป เป็นนิยามที่หนุ่มๆ Super Junior ตั้งขึ้นมาและใช้เรียกแทนแฟนคลับในจักรวาลของพวกเขา 

กว่าทศวรรษผ่านมา เพื่อนกลุ่มใหญ่ที่มีเลือดสี Sapphire Blue ต่างค่อยๆ เติบโตและก้าวข้ามจากวัยรุ่นสู่การเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นในขณะที่พวกเขายังมี Super Junior เป็นศิลปินอันดับ 1 ในใจ 

วันที่ 6 พฤศจิกายน เมื่อ 15 ปีก่อน เป็นวันที่ Super Junior มีกำหนดจัดตั้งวงอย่างเป็นทางการ และวันนี้ วันที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ในมือ เป็นวันครบรอบ 15 ปี บอยแบนด์ที่มีสมาชิก 13 คนของประเทศเกาหลีใต้

คอลัมน์ The Collector จึงคิดการณ์ใหญ่ ชวนทุกท่านไปสัมผัสความผูกพันของเอลฟ์กับ Super Junior ผ่านของสะสม 15 ชิ้น ทั้งของแรร์ไอเท็มที่หาไม่ได้จากที่ไหน อาวุธคู่กายที่เอลฟ์ทุกคนต้องมี ของขวัญที่ศิลปินบินลัดฟ้ามาเคาะประตูมอบให้ถึงหน้าบ้าน หรือของสะสมขวัญใจนักบิดที่เราเองยังคาดไม่ถึงว่าจะมีคนเก็บไว้ด้วย ปังปุริเย่มาก! 

ซึ่งเจ้าของยืนยันโดยพร้อมเพรียงกันว่า เหล่านี้คือสิ่งที่บันทึกช่วงวัยและความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขา มาทำความรู้จักและติดตามความสัมพันธ์ฉันเพื่อนของ Super Junior กับเอลฟ์ผ่านของสะสมตลอด 15 ปีกันเลย

ก่อนจะเปิดกรุ แวะอัปเดตคลังคำศัพท์ผ่านพจนานุกรมฉบับติ่งตยสถานกันก่อน

น้ำเงินแซฟไฟท์ (Sapphire Blue) – สีประจำวง Super Junior

ด้อมหรือแฟนด้อม กลุ่มแฟนคลับของศิลปิน มาจากคำว่า Fanclub กับ Kingdom

ติ่ง – ชื่อเรียกกลุ่มหรือบุคคลที่ชื่นชอบศิลปิน

แฟนแคม – เป็นคลิปวิดีโอของศิลปินที่ถ่ายโดยแฟนคลับ มาจากคำว่า Fan กับ Camera

เมน – ศิลปินที่ชอบที่สุดในวง มาจากคำว่า Main 

เอลฟ์ – ชื่อเรียกแทนแฟนคลับของ Super Junior ย่อมาจาก EverLasting Friend (E.L.F.)

01 เทปคาสเซ็ตเวอร์ชันแรกที่หายากขนาดศิลปินยังต้องตามเก็บ

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

ประเดิมของสะสมชิ้นแรกจากเพื่อนเอลฟ์ที่บอกความเก่าและเก๋าได้ดีที่สุดด้วย อัลบั้มแรกเวอร์ชันเทปคาสเซ็ต ของ การ์ตูน-จินตนา​ วัฒนวรวิทย์ เจ้าของแอคเคาต์ ​tomozuki1 เธอเป็นเอลฟ์ไทยไม่กี่คนที่ได้ครอบครองเจ้าเทปคาสเซ็ตชุดนี้ ย้อนไปเมื่อ 15 ปีก่อน การ์ตูนคือเอลฟ์ยุคบุกเบิกที่ติดตามและสนับสนุน Super Junior ตั้งแต่สมาชิกยังไม่ครบ 13 คน และไม่มีแม้แต่คำว่าเอลฟ์หรือแฟนคลับเลือดสีน้ำเงินแซฟไฟต์เกิดขึ้นในหมู่มวลนักฟังเพลงตัวยงของ SJ

เหตุผลที่ Super Junior เริ่มต้นด้วยสมาชิกเพียง 12 คน เพราะค่าย SM Entertainment ตั้งใจทำบอยแบนด์วงนี้ในรูปแบบวงโปรเจกต์ มีการเดบิวต์สมาชิกใหม่สับเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่เสมอ (เป็นที่มาของการมีคำว่า ‘Junior’ ต่อท้าย) และเอลฟ์ยุคนั้นเห็นพัฒนาการและความเข้ากันได้ของสมาชิก 12 คนแรก จึงเรียกร้องให้ค่ายยุติระบบเดิม 

สุดท้ายค่ายพ่ายแพ้ ประกาศตั้ง Super Junior เป็นวงถาวร​ในวันที่​ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2006 โดยมีคยูฮยอนเข้ามาเป็นสมาชิกลำดับที่ 13 และบอยแบนด์อายุวงเพิ่งแตกหนุ่มวงนี้เป็นศิลปินไอดอลยุคสุดท้ายที่ได้ออกผลงานเวอร์ชันเทป

 จึงไม่แปลกใจที่สิ่งนี้กลายเป็นของสะสมหายากอันดับต้นๆ ขนาดอีทึก เยซอง และอึนฮยอก 3 สมาชิกของวงยังเคยอวดว่าพวกเขาก็มีเทปคาสเซ็ตเวอร์ชันแรกชุดนี้เก็บเอาไว้เหมือนกัน (ถ้าคุณมีเหมือนกัน กระซิบบอกเราที)

การ์ตูนบอกว่าเธอเฟ้นหาคาสเซ็ตชุดนี้มาจากเพื่อนเอลฟ์ชาวเกาหลี ภายในบรรจุเพลง 5 เพลง ได้แก่ So I, Keep in Touch, L.O.V.E, Belive และ Twins (Knock Out) เป็นเพลงไตเติ้ล ในราคา​ 11,000 วอน​ (ประมาณ​ 350 บาท)​ และ วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 ซึ่งเป็นวันที่ Super Junior เดบิวต์อย่างเป็นทางการเมื่อ 15 ปีก่อน

แม้จำนวนครั้งที่เปิดฟังเพลงจากเทปชุดนี้จะน้อยจนนับได้ แต่การ์ตูนว่าแค่ได้หยิบขึ้นมา ภาพความทรงจำตลอด 15 ปีที่มีคนกลุ่มนี้อยู่ในชีวิตก็เด่นชัดเสมอ

02 นิตยสารอายุ 14 ปีที่ใช้ท่องจำชื่อสมาชิก 13 คนของ Super Junior 

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

“อีทึก ฮีชอล ฮันคยอง เยซอง คังอิน ชินดง ซองมิน อึนฮยอก ทงเฮ ชีวอน รยออุค คิบอม คยูฮยอน”

นั่นเป็นวิธีการท่องจำชื่อสมาชิกวงของ กิ๊บ-จุฑารัตน์ อาจคงหาญ ซึ่งเธอต้องท่องเรียงลำดับตามนี้ห้ามสลับก่อนหลัง ไม่อย่างนั้นระบบความจำจะรวนทันที โดยวิธีการท่องของเธอเป็นการท่องเรียงลำดับตามอายุของศิลปิน เริ่มต้นจากฮยอง (พี่ใหญ่) จนถึงมักเน่ (น้องเล็ก) แอบเม้าว่าการท่องจำเป็นเสมือนวิชาพื้นฐานที่เอลฟ์เกือบทุกคนต้องทำ

ด้วยจำนวนสมาชิกหลักสิบของ Super Junior ทำให้เอลฟ์ยุคบุกเบิกต้องหาสารพัดวิธีช่วยเพิ่มทักษะการจดจำใบหน้าและชื่อเรียกของพวกเขาให้แม่นยำ ในยุคที่อินเทอร์เน็ตแรงสุดแค่ 3G ทางเลือกเดียวที่พวกเขามีคือนิตยสาร

กิ๊บเป็นคนที่หลุดเข้าสู่โลกของเอลฟ์เพราะตกหลุมความน่ารักจากรยออุค เธอเล่าว่าตอนแรกที่เข้าวงการนี้ มีหลายทีที่คุยกับเพื่อนๆ ไม่รู้เรื่อง เพราะจำหน้ากับชื่อของคนในวงไม่ค่อยได้ แต่วันหนึ่งโชคดีที่ไปเจอนิตยสาร Sincere Mag ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2006 หน้าปกเป็นพระเอกคิมแรวอนและแถมฟรีโปสเตอร์ของอียองเอ (นางเอกเรื่อง แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง) เข้า เมื่อเปิดดูด้านในก็พบกับเรื่องราวของ Super Junior จำนวน 2 หน้าพร้อมภาพประกอบสีสันสดใส และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอแปลงตัวและหัวใจกลายเป็นเอลฟ์อย่างสมัครใจเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งคอลัมน์ Sincere Special ในนิตยสารฉบับนั้นพาเธอไปทำความรู้จักกับ Super Junior ในฐานะวง K-Pop น้องใหม่มาแรง เล่ารายละเอียดตั้งแต่พวกเขาเป็นใคร มีผลงานเป็นเพลงหรืออัลบั้มไหนมาบ้าง ที่สำคัญ มีภาพถ่ายแยกของสมาชิกแต่ละคน และกำกับใต้ภาพด้วยชื่อพร้อมคำอ่านทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยมาให้ด้วย 

นั่นจึงเป็นเหมือนสารานุกรมชั้นดีที่มาแก้อาการสับสนว่าใครเป็นใครให้แฟนคลับฝึกหัดในยุคนั้น

แม้ว่าการที่เธอต้องใช้ความพยายามจดจำใบหน้าและชื่อศิลปินจะผ่านมาแล้วกว่า 14 ปี แต่กิ๊บยังตั้งใจเก็บนิตยสารดาราเล่มนี้ต่อไป เพราะนี่คืออีกหนึ่งความทรงจำดีๆ ที่เธอมีร่วมกับศิลปินที่ผูกพันเหมือนครอบครัว 

03 เสื้อกันฝนสีน้ำเงิน ของขวัญออฟฟิเชียลแฟนคลับรุ่น 1 

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

หลังจาก SM Entertainment ประกาศให้ Super Junior เป็นวงถาวรและเคาะจำนวนสมาชิกไว้ที่ 13 คน กิจกรรมแรกสุดที่ค่ายจัดมาเอาใจแฟนๆ คือการเปิดให้ลงทะเบียนเอลฟ์รุ่นแรกของโลก นอกจากได้บัตรสมาชิกกลับมาให้ชื่นใจ กลุ่มแฟนคลับยังได้เสื้อกันฝนสีน้ำเงินมาครอบครองด้วย ซึ่งเจ้าของสองสิ่งนี้คือคนเดียวกับผู้ที่มีอัลบั้มเวอร์ชันเทปคาสเซ็ตอยู่ที่บ้าน 

เราถามการ์ตูนด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงต้องเป็นเสื้อกันฝน เธอว่าเมื่อก่อนคอนเสิร์ตมักจัดในฮอลล์กลางแจ้ง ประโยชน์แรกของมันเลยเป็นการกันฝนและลม แต่ฟังก์ชันที่สำคัญกว่าอยู่ตรงที่สีน้ำเงินของเสื้อ เพราะนี่คือสีประจำวงของ Super Junior ก่อนหน้าที่พวกเขาจะได้มีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง ในฮอลล์ที่ประกอบไปด้วยแฟนคลับมากมายจากหลายแฟนด้อม เสื้อกันฝนสีน้ำเงินจึงเป็นสัญลักษณ์ให้ศิลปินรู้ว่าแฟนคลับของพวกเขาอยู่ตรงไหนในพื้นที่กว้างใหญ่นั้น

การ์ตูนเสริมให้ฟังว่า เสื้อกันฝนตัวนี้เคยได้ใช้งานจริงที่คอนเสิร์ตในเกาหลี และนี่ยังเป็นสิ่งที่แทนความภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่ง เอลฟ์มีส่วนในการต่อสู้เพื่อให้พวกเขาทั้ง 13  คน ได้เริ่มต้นเส้นทางสายดนตรีมาด้วยกัน 

04 โฉมหน้าบัตร Super Show ครั้งที่ 1 – 8 คอนเสิร์ตใหญ่ที่ต้องจัดในไทยทุกครั้ง

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

Super Show เป็นชื่อคอนเสิร์ตของ Super Junior ที่มีขึ้นครั้งแรกมื่อ ค.ศ. 2008 และจัดต่อเนื่องมา 8 ครั้ง ซึ่งคอนเสิร์ตแต่ละครั้งพวกเขาออกทัวร์กว่า 20 เมืองรอบโลก 120 รอบการแสดง มียอดเข้าชมแต่ละครั้งสูงถึง 2 ล้านคน 

ทันทีที่ค่ายประกาศว่าคอนเสิร์ตใหญ่กำลังจะกลับมา แฟนชาวไทยก็แทบไม่ต้องลุ้นเลยว่าจะได้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่หนุ่มๆ จะบินลัดฟ้ามาหาหรือเปล่า เพราะเราไม่เคยหลุดจากโผการมาเยือนของพวกเขาเลยสักครั้ง

เหล่าเอลฟ์ลงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ถ้าย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2005 ก่อนที่ Super Junior จะดังไกลและออกทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลก งานพัทยามิวสิค เฟสติวัล ณ ประเทศไทย คือการแสดงนอกประเทศครั้งแรกของพวกเขา จึงไม่แปลกหากศิลปินจะรู้สึกผูกพันจนยกให้ที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง ส่วนเอลฟ์ไทยก็อยู่ในสถานะเพื่อนเก่าแก่ที่ต้องแวะมาหากันทุกปี นี่จึงเป็นเหตุให้เมืองไทยไม่เคยพลาดการมาเยือนของคอนเสิร์ต Super Show 

เชื่อว่าเอลฟ์ทั้งหลายต้องเคยได้เป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตนี้ บางคนอาจจะไป Super Show 1 แล้วกระโดดไป Super Show 4 หรือบางทีก็ไปซ้ำทุกรอบการแสดง แต่การจะหาคนที่ไปครบถ้วนทุกครั้งตั้งแต่ 1 – 8 ไม่ใช่งานง่าย ในโอกาสนี้ เรามีโฉมหน้าบัตรคอนเสิร์ต Super Show ทั้ง 8 ครั้งที่จัดในเมืองไทย รวบรวมไว้โดยเอลฟ์ที่อยู่ในด้อมมานานถึง 15 ปี และเธอคนนี้ยังเคยตามไปถ่ายแฟนแคมในงานพัทยามิวสิค เฟสติวัล ด้วย

เธอว่าตลอด 11 ปี คอนเสิร์ต Super Show ในไทยพัฒนาและยิ่งใหญ่ขึ้นทั้งในด้านโปรดักชันและปริมาณคนดู จนต้องเพิ่มรอบการแสดงคราวละหลายๆ รอบ และไม่ว่าจะคอนเสิร์ตครั้งไหน เธอก็สัมผัสได้ถึงความทุ่มเททั้งร้อง เต้น และตั้งใจของศิลปินที่คอยสร้างสรรค์การแสดงแปลกใหม่มาเซอร์ไพรส์แฟนๆ อยู่เสมอ 

05 แผ่นโปรเจกต์ในคอนเสิร์ต พลังสามัคคีที่เอลฟ์ต่างชาติยกให้ไทยเป็นเบอร์หนึ่ง 

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต
เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

เราถามตัวแทนเอลฟ์ว่าความประทับใจในคอนเสิร์ตของ Super Junior มีอะไรบ้าง 

ทุกคนให้คำตอบตรงกันว่า ถ้าเป็นเรื่องคอนเสิร์ต “เอลฟ์ไทย ไม่แพ้ใครเรื่องทำโปรเจกต์” 

โปรเจกต์ที่ว่าคือการที่ทุกคนในฮอลล์พร้อมใจชูกระดาษข้อความขึ้นมาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเพื่อสื่อสารไปถึงศิลปินบนเวที ซึ่งกว่าจะได้การสื่อสารที่แทนใจและพร้อมเพรียงเช่นนั้น ต้องผ่านกระบวนโหดหินตั้งแต่วางแผน ออกแบบ ประสานงานกับผู้จัด รวมถึงการนัดหมายให้คนทั้งฮอลล์ที่มีจำนวนเรือนหมื่นเข้าใจตรงกัน

แรกเริ่ม เหล่าเอลฟ์จะรวมตัวสมาชิกที่เข้าขาและมีความสามารถไว้ด้วยกัน ทำการบ้านโดยศึกษาไลน์อัปเพลงที่โชว์ทั้งหมดและเพลงไหนมาก่อนหลังจากคอนเสิร์ตที่จัดครั้งแรกในเกาหลี แล้วระดมสมองเพื่อเฟ้นหาช่วงเวลาที่เหมาะจะสื่อสาร จากนั้นคิดข้อความและอาร์ตเวิร์กบนกระดาษ โดยมีโจทย์สั้นๆ ง่ายๆ ว่า ‘ทรงพลัง’ ทั้งต่อแฟนคลับและศิลปิน

ตัวแทนเอลฟ์ไทยที่อยู่ทีมเบื้องหลังโปรเจกต์คอนเสิร์ต Super Junior เฉลยด่านบอสในการทำงานทุกครั้งให้ฟังว่า การประสานงานกับผู้จัดทั้งในประเทศไทยและเกาหลีนี่แหละยากที่สุด เพราะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทั้งเรื่องเวลาและข้อความ (มีคลังคำศัพท์ต้องห้ามในการทำโปรเจกต์อยู่ด้วย) ซึ่งทีมงานต้องเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ

มาถึงขั้นตอนสุดท้ายที่เราทำได้ดีจนเอลฟ์ต่างชาติยกให้เป็นเบอร์หนึ่ง คือความสามารถในการชูแผ่นโปรเจกต์ ไม่ว่าจะข้อความสั้น ยาว หรือเป็นสัญลักษณ์ และไม่ว่าการแบ่งโซนจะสับสนขนาดไหน แฟนเพลงในฮอลล์ก็ทำได้อย่างพร้อมเพรียงและสามัคคี ประหนึ่งมีพี่ว้ากตัวร้ายคอยยืนคุมอยู่หัวแถวราวกับขึ้นสแตนด์เชียร์ในงานกีฬาสีประจำปี 

นี่คือบอร์ดรวมกระดาษโปรเจกต์จากทีมเบื้องหลังงานของ Super Junior ที่มากที่สุดในประเทศไทย

06 แท่งไฟที่ทำให้ทะเลสี Sapphire Blue เกิดขึ้นได้ในรอบ 13 ปี

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

นอกจากโปรเจกต์จะเป็นกิจกรรมเล็กๆ ที่เตรียมการอย่างยิ่งใหญ่เพื่อใช้ในคอนเสิร์ตแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่เปรียบเหมือนอาวุธคู่กาย ไปอิมแพ็คคราใด เอลฟ์ต้องพกติดไปทุกครั้ง สิ่งนั้นคือ ‘แท่งไฟ’ หรือที่แฟนคลับคุ้นหูในชื่อ ‘บง’

ก่อนหน้าที่ SM Entertainment จะผลิตและจำหน่ายแท่งไฟของ Super Junior อย่างเป็นทางการ แฟนๆ สรรหาสารพัดอุปกรณ์ให้แสงสีน้ำเงินไม่ว่าจะเฉดไหน เพื่อใช้โบกประกอบเพลงระหว่างการแสดง แต่ปัญหาอยู่ตรงแสงจากแท่งไฟ Unofficial ให้สีน้ำเงินไม่ค่อยสม่ำเสมอ วัสดุที่ใช้ก็ไม่ทนทาน จึงเกิดเหตุการณ์แท่งไฟแตกหักเสียหายมากวนใจ

ทุกปัญหาเรื่องแท่งไฟหมดไป เมื่อทางค่ายประกาศผลิตและจำหน่ายสิ่งนี้หลังจากวงเดบิวต์มาแล้ว 13 ปี แท่งไฟอย่างเป็นทางการเวอร์ชันแรกได้แรงบันดาลใจจากเพลงดังที่ฟังกี่ครั้งก็ฮึกเหิมอย่าง Superman ซึ่งคอนเสิร์ต Super Show 7 เป็นครั้งแรกที่เหล่าเอลฟ์ได้โบกแท่งไฟ (แบบกะพริบได้) และสร้างทะเลสี Sapphire Blue ร่วมกันสำเร็จ เย่!

ปีต่อมา แท่งไฟของ Super Junior ก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการปรับรูปลักษณ์และขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มฟังก์ชันการควบคุมผ่าน Blutooth บอกเลยว่าคราวนี้ไม่ได้มีแค่สีน้ำเงิน เพราะสีแท่งไฟจะเปลี่ยนไปตามการควบคุมของระบบเวที แถมเปลี่ยนทีเดียวพร้อมกันทั้งฮอลล์ ดีงามสมกับการรอคอยจริงๆ

07 ป้ายไวนิลที่เก็บกลับบ้านก่อนถูกทิ้ง! เพราะไม่อยากให้โอปป้าอยู่ในถังขยะ 

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

เคยมีใครไปคอนเสิร์ตแล้วแอบคิดว่าถ้าได้ป้ายไวนิลหน้าศิลปินแผ่นใหญ่ที่ติดหน้าฮอลล์กลับบ้านคงจะเจ๋งดี 

เชื่อหรือไม่ว่ามีคนที่คิดจริง ทำจริง และแบกสิ่งนั้นกลับบ้านมาแล้ว 

เธอคนที่ว่าคือ หลิง ณิชารีย์ คือหญิงสาวผู้เป็นเอลฟ์มา 14 ปีและมีไวนิลของคอนเสิร์ต Super Show 6 ไว้ในครอบครอง เธอได้สิ่งนี้มาด้วยความบังเอิญระหว่างทางกลับบ้าน ขณะยืนรอรถเมล์ขาดระยะที่ไม่ยอมมาสักที พอดีกับสายตาของเธอที่ไวราวกับเหยี่ยวมองเห็นสตาฟกำลังปลดไวนิลเหล่านี้ลงจากเสารอบๆ ฮอลล์ พี่สตาฟใจดีถามว่ามีใครอยากได้มั้ย รู้ตัวอีกที หลิงก็แบกไวนิลขนาดกว้าง 2 เมตร ขึ้นรถเมล์และต่อด้วยเครื่องบินกลับบ้านด้วยความภูมิใจ

หลิงบอกว่า เธอเคยพยายามหาสักมุมในบ้านเพื่อติดมันไว้ดูให้ชื่นใจ แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินมาตรฐานไปนิด เธอจึงต้องจำใจม้วนเก็บป้ายใหญ่ยักษ์ไว้และหมั่นเอาออกมาทำความสะอาดไม่ให้ฝุ่นเกาะและสีซีดจาง 

เอลฟ์คนนี้บอกว่าตอนแบกไวนิลแผ่นนี้กลับบ้านก็แอบเขินอยู่หน่อยๆ แต่คิดแล้วคุ้ม 

ถ้าคราวหน้าที่ไหนมีแจกของประเภทนี้อีก เธอก็ยินดีรับมาสะสมเพิ่ม

08 ปฏิทินพร้อมลายเซ็นที่ได้มาเพราะความแรงของอินเทอร์เน็ตโรงเรียน 

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

โอกาสหนึ่งที่แฟนคลับจะได้ใกล้ชิดกับศิลปินตัวเป็นๆ คืองานแจกลายเซ็นที่มักจัดขึ้นเมื่อศิลปินได้เป็นพรีเซนเตอร์ของสินค้าแบรนด์ต่างๆ ก่อนหน้าที่จะมีการนำระบบ Top Spender ให้สิทธิ์ผู้ที่มียอดซื้อสูงสุดเข้างานก่อนใคร

Super Junior เคยอยู่ในยุคที่คัดเลือกแฟนคลับผู้โชคดีจากความไวในการลงทะเบียนเข้ามาก่อน

ย้อนไปในวัย 14 ปีของ ไผ่-พบพิรุณ อภิชาติทวีพร หญิงสาวผู้ตกหลุมรัก Super Junior จากการแนะนำของเพื่อนให้เธอทำความรู้จักกับ ดงบังชินกิ ผ่านนิตยสาร A STAR แต่ว่าแก้มป่องๆ ของหนุ่มคิมคิบอม กลับตกเธอเข้าสู่ด้อมเอลฟ์จนสำเร็จ เธอคนนี้เคยเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้ไปพบปะและรับปฏิทิน ค.ศ. 2007 พร้อมลายเซ็น คิมคิบอม อดีตสมาชิก Super Junior ผู้เป็นเมนคนแรกของเธอ ไผ่เล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้ฟังว่า ยุคนั้น บริษัท GMM Inter เป็นผู้นำเข้าของที่ระลึกของ Super Junior เช่น ปฏิทิน สมุด การ์ด โปสเตอร์ และจัดกิจกรรมพาศิลปินมาแจกลายเซ็นบนของที่ระลึกคอลเลกชันต่างๆ ซึ่งวิธีการคัดเลือกแฟนคลับที่จะเข้าร่วมคือการลงชื่อในเว็บบอร์ด เมื่อครบจำนวนระบบจะปิดทันที

เมื่อถึงวันเปิดให้มีการลงทะเบียน ไผ่ผู้เตรียมตัวมาดีก็มุ่งหน้าไปเปิดคอมพิวเตอร์และเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของโรงเรียนที่เช็กมาแล้วว่าแรงสุดในย่านนั้น และเธอก็พิสูจน์แล้วว่าความไวเป็นเรื่องของปีศาจ ด้วยการได้เป็นหนึ่งในเอลฟ์ยุคแรกๆ ที่ได้เจอศิลปินที่รักตัวเป็นๆ พร้อมรับลายเซ็นจากมือของพวกเขา

 ไผ่ในวัย  14 ปี บอกเราว่านั่นคือประสบการณ์ชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ที่เธอจะไม่มีทางลืม 

09 อัลบั้มนับร้อยที่เรียงรายในตู้บิลด์อินความสูงจรดเพดาน

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต
เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

‘อัลบั้ม’ เป็นอีกหนึ่งหนทางสนับสนุนศิลปินที่เห็นผลแบบเป็นรูปธรรม เพราะนอกจากยอดการซื้อส่วนหนึ่งจะกลายเป็นรายได้เข้ากระเป๋าพวกเขาโดยตรง จำนวนยอดขายอัลบั้มยังนับเข้าชาร์ตเพลง ยิ่งยอดสูงเท่าไหร่ ศิลปินคนนั้นก็จะได้ไต่ขึ้นสู่อันดับที่สูงขึ้น 

แม้จะทราบดีว่าฟังก์ชันการใช้งานของเจ้าแผ่นกลมๆ นี้คืออะไร แต่เชื่อว่าร้อยทั้งร้อย ไม่ค่อยมีแฟนคลับคนไหนที่ได้เปิดฟังเพลงจากสิ่งนี้ บางคนก็เก็บอัลบั้มที่ยังไม่แม้แต่แกะพลาสติกไว้ในลัง และก็มีที่จริงจังถึงขนาดสั่งทำตู้บิลด์อินในห้องนอนเพื่อเก็บอัลบั้มที่รักเอาไว้ 

ซัน-มนัสญา มะหะหมัด คือเพื่อนเอลฟ์เมนคิมฮีชอลที่ครอบครองอัลบั้มของ Super Junior เป็นเวลา 14 ปี ต้นเหตุเกิดจากเธอสงสารอัลบั้มจำนวนหลักสิบปลายๆ ที่ต้องวางเบียดเสียดอยู่ในลัง เมื่อโอกาสเหมาะได้ทำห้องนอนของตัวเอง ซันเลยบอกความในใจไปถึงอินทีเรีย ให้ออกแบบตู้บิลด์อินติดกระจกสูงจรดเพดานและฝังไฟประดับไฟสีเหลืองสลัวๆ ไว้ทุกชั้น ภายในตู้ติดผนังนี้เต็มไปด้วยอัลบั้มของ Super Junior มากมาย มีทั้งที่เธอได้มาเป็นของขวัญ เป็นรางวัล และหาซื้อมาด้วยตัวเอง 

ซันบอกว่า ตอนแรกตั้งใจให้ตู้ที่มีอัลบั้มนี้เพื่อเป็นของประดับบ้าน แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า ตู้สูงปลายเตียงกลายเป็นสิ่งที่ชุบชูจิตใจในวันเหนื่อยล้า แถมทุกครั้งที่ได้แหงนหน้าขึ้นไปมอง ยังเหมือนได้ฉายภาพชีวิตที่มี Super Junior อยู่ด้วยกันมากว่า 14 ปีไปด้วย 

ขณะนี้ตู้บิลด์อินที่ซันใช้เก็บอัลบั้มได้ขยายพื้นที่ไปยังอีกฝากของผนังห้องนอนแล้ว และมีทีท่าว่าจะต้องขยายออกไปในส่วนอื่นๆ ของบ้าน เธอยังทิ้งท้ายความตั้งใจให้เราฟังอีกว่า ในอนาคตก็จะยังหาอัลบั้ม Super Junior มาสะสมเพิ่มและเก็บไว้ในตู้ดีๆ แบบนี้ต่อไป จะไม่มีทางกลับไปเก็บในกล่องหรือลังอย่างแน่นอน 

10 ตุ๊กตาคาแรกเตอร์ศิลปินที่จับมาใส่เสื้อผ้าและพกพาไปได้ทุกที่

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

คนนอกวงการติ่งทั้งหลายน่าจะเคยสงสัยว่าทำไมแฟนคลับบางคนถึงพกตุ๊กตาหน้าคนขนาดกะทัดรัดไว้กับตัว ขอบอกก่อนว่า นั่นเป็นน้องชนิดพิเศษที่ทำขึ้นโดยอ้างอิงจากคาแรกเตอร์และรูปร่างหน้าตาของศิลปิน อีกทั้งออกแบบมาให้เปลี่ยนเสื้อผ้าและใส่เครื่องประดับได้ จึงให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังพาศิลปินที่รักไปไหนมาไหนด้วยกันทุกที่ 

มิเชล พันไมล์ เอลฟ์ที่ถือคติ No Challenge, No Change ตามเมนคนแรกและคนเดียวอย่างชเวชีวอนมาตลอด 13 ปี คือหนึ่งในบรรดานักสะสมตุ๊กตาที่เราพามาทำความรู้จัก เธอเป็นเจ้าของตุ๊กตาศิลปิน Super Junior กว่า 60 ตัวและมีครบทุกเมมเบอร์ เธอว่าแม้เมนหลักจะมีคนเดียว แต่ตุ๊กตาน่ารักเกินห้ามใจ ก็เลยดั้นด้นไปหามาเพิ่มอยู่เสมอ

ขั้นตอนกว่าจะหาตุ๊กตามาครอบครองก็ไม่ง่าย ตุ๊กตาแต่ละตัวจัดทำโดยบ้านแฟนคลับจากต่างประเทศมากกว่าในไทย ส่วนใหญ่ผลิตจำนวนจำกัด สงครามที่มีเดิมพันเป็นตุ๊กตาจึงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง มิเชลเล่าความพยายามครั้งหนึ่งให้เราฟังว่า คราวนั้นบ้านแฟนคลับประเทศจีนผลิตตุ๊กตาและเสื้อผ้ารุ่นพิเศษที่เธออยากได้มาก มิเชลเลยลงคอร์สเรียนภาษาจีนแบบเร่งด่วนเพื่อสื่อสารกับดีลเลอร์โดยตรง สงครามนั้นจบลงด้วยการที่เธอเป็นผู้ชนะและได้ตุ๊กตาเอสเจมาครอง

ศิษย์พี่มิเชลฝากคำแนะนำมาถึงศิษย์น้องนักสะสมตุ๊กตาศิลปินทั้งหลายว่า หากอยากรักษาสภาพน้องๆ ที่รักให้ยืนยาว กรณีที่ไม่ได้หยิบมาเล่นหรือพาออกไปไหน ให้ถอดเสื้อผ้าออกจากตัวตุ๊กตาจะดีกว่า เพราะเสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นยางยืด ถ้าสวมทิ้งไว้ ตามร่างกายของน้องอาจมีรอยยางรัด หนักเข้าเสื้อผ้าสีสดหรือสีเข้มก็อาจตกใส่ผิวขาวใสของน้องได้ และอย่าลืมพาน้องไปอาบน้ำและรับแสงแดดอ่อนๆ บ้าง เท่านี้น้องของทุกคนก็จะสะอาด สดใส และอยู่กับเราไปอีกนาน 

อ้อ ภาพตุ๊กตาที่มิเชลส่งมาให้เราชม เป็นน้องๆ ส่วนหนึ่งที่เธอพาบินลัดฟ้าตามไปอยู่ไกลถึงแคนาดา และยังมีน้องอีกจำนวนหนึ่งอยู่ที่เมืองไทย เห็นมั้ย บอกแล้วว่าแค่มีตุ๊กตา ก็อุ่นใจเหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกับศิลปินด้วยทุกที่ 

11 ของขวัญ 5 ชิ้นที่ 3 ศิลปินมาเคาะประตูเซอร์ไพรส์ถึงหน้าบ้าน

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต
เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

ในชีวิตการเป็นแฟนคลับ ไม่ว่าจะอยู่ในด้อมไหน การได้ไปเจอศิลปินตัวเป็นๆ ในคอนเสิร์ตหรืออีเวนต์ก็ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษมากแล้ว แต่เอลฟ์คนต่อไปที่เราจะหยิบเรื่องของเขามาเล่าให้ฟัง เป็นคนที่ศิลปิน Super Junior บุกมาเซอร์ไพรส์และมอบของที่ระลึกให้ถึงบ้าน!

ย้อนไปในสมัย ม.1 ของ กิ๊ง-พรรณพนัช สามพี่น้อง เพื่อนเอลฟ์ที่รู้จัก Super Junior จากรูปคยูฮยอนบนไดอารี่เพื่อน เพียงแวบแรกที่สบตา เธอก็กลายเป็นเอลฟ์ฝึกหัดที่ใช้เวลาว่างท่องชื่อเมมเบอร์ และกลายเป็นขาประจำคอนเสิร์ตของศิลปินวงนี้ทั้งในไทยและเกาหลีไปแบบไม่ทันรู้ตัว

สายของวันหนึ่ง เอลฟ์สาวคนนี้ได้คอมพลีตชีวิตติ่งด้วยการได้ใกล้ชิดกับศิลปินที่รักมากกว่าการไปคอนเสิร์ตครั้งไหน เพราะอีทึก ชินดง และรยออุค 3 สมาชิกจาก Super Junior บุกมาหาเธอถึงบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมจากรายการ Home Shopping ของเกาหลีที่มาถ่ายทำในประเทศไทย กิ๊งเล่าว่าเธอยังจำทุกนาทีตั้งแต่ที่เปิดประตูบ้านมาพบกับศิลปินที่รักได้ดี แถมเธอยังมีโอกาสได้ต้อนรับพวกเขาด้วยมื้อกลางวันที่ประกอบด้วยเมนูประจำบ้าน 6 อย่าง โดยกับข้าวจานที่โอปป้าตักบ่อยสุดคือไข่เจียว

หลังทานมื้ออาหารที่เดาว่าน่าจะอิ่มท้องน้อยกว่าอิ่มใจ กิ๊งก็ชวนศิลปินทั้งสามเดินชมของสะสม Super Junior และพวกเขาก็เพิ่มเติมความประทับใจให้กิ๊งด้วยการเตรียมของขวัญมามอบให้ ทั้งกระจกลายตุ๊กตาเกาหลี ยาย้อมผม โปสเตอร์ แบนเนอร์รายการ โฟโต้บุ๊ก ซึ่งพวกเขาพร้อมใจกันหาปากกาและฝากลายเซ็นลงในของทุกชิ้นไว้เป็นที่ระลึก

กิ๊งบอกกับเราว่า เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกของคนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ไม่ว่าจะหน้ากล้องหรือหลังกล้อง พวกเขาก็ปฏิบัติต่อเธออย่างเป็นกันเอง เม้ามอยกันสนุกสนานแม้จะสื่อสารกันคนละภาษา และนับเป็นอีกหนึ่งหน้าของสมุดบันทึกความทรงจำดีๆ ในชีวิตเอลฟ์ที่เธอจะจดจำเอาไว้ไม่ลืมเลือน

12 บัตรสตาฟที่เอลฟ์เป็นคนดีไซน์ สั่งผลิต และห้อยคอในคอนเสิร์ตที่จัดเอง 

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

ใครว่าความสัมพันธ์ระหว่างแฟนคลับกับศิลปินจะมีเพียงการรอ รอ และรอให้พวกเขาเข้ามาทำการแสดงในบ้านเราเท่านั้น มีเอลฟ์คนหนึ่งที่คิดการณ์ใหญ่ จัดงานให้ศิลปินที่รักมาแสดงด้วยตัวเองเสียเลย จึงเป็นที่มาของบัตรสตาฟ All Area งาน Bangkok Korean Film Festival (BKFF) และ Korean Expo 2010 ที่ Super Junior ได้มาร่วมงานด้วย ซึ่งเจ้าของบัตรสตาฟก็คือการ์ตูน ผู้ครอบครองของสะสมลำดับ 1 3 4 5 และ 6 ที่เราเล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้ 

เธอว่าครั้งนั้นโชคดีที่ได้เป็นหนึ่งในทีมผู้จัดงานกับกระทรวงวัฒนธรรมเกาหลีในไทย เมื่อต้องหาศิลปินที่จะขึ้นเวที หนึ่งในลิสต์เลยมีรายชื่อของ Super Junior ยูนิต K.R.Y (คยูฮยอน, รยออุค และเยซอง) อยู่ด้วย ในงานนั้นเธอได้ดูแลตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ส่งไมค์ หาร้านอาหาร จนถึงพาไปนวดแผนไทย เรียกว่าใกล้ชิดและดูคอนเสิร์ตตรงบันไดขึ้นเวทีเลยทีเดียว 

เอลฟ์สาวหัวใจแกร่งคนนี้ยืนยันว่า แม้ตอนนั้นจะชื่นชอบและชื่นชมศิลปินแค่ไหน แต่เมื่ออยู่ในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เธอจึงไม่ได้แสดงอาการหวั่นไหวใดๆ ออกมา แม้หลังจบงานจะไม่ได้มีรูปสักใบที่ถ่ายคู่กับศิลปิน แต่เธอก็ใช้บัตรสตาฟที่ดีไซน์เอง​ สั่งผลิตเอง​ และห้อยคอตัวเอง​ เป็นตัวแทนความทรงจำตลอด 1 สัปดาห์นั้นแทน 

13 บัตรคอนเสิร์ตต่างประเทศที่ได้ไปเพราะตั้งใจเรียนภาษาตามเมน

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

นอกจากทักษะภาษาเกาหลีขั้นงูๆ ปลาๆ ที่เดาว่าติ่งทุกคนน่าจะคุ้นเคย มีแฟนคลับอีกจำนวนหนึ่งที่ก้าวข้ามอุปสรรคในการสนทนากับโอปป้าด้วยการลงเรียนภาษาเกาหลีแบบจริงจัง และบางคนก็ใช้เทคนิคขั้นกว่า ด้วยการเรียนภาษาอื่นๆ ตามความสนใจและผลงานส่วนใหญ่ของศิลปินที่รัก

บีม-ธัชกร ภัณฑาประเสริฐ คือตัวอย่างหนึ่งแฟนคลับที่จัดอยู่ในกลุ่มขั้นกว่านั้น เพราะเธอเริ่มต้นสนใจและหาความรู้เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นตามเยซอง ผู้เป็นเมนคนแรกและเป็นศิลปินเกาหลีที่มีผลงานเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด

ความสนใจของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียนในไทย เธอยังตั้งใจจนได้ทุนไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนถึงญี่ปุ่นตั้งแต่ตอนอยู่ ม.ปลาย และเธอยังไปคอนเสิร์ต A Nation ที่มี Super Junior ร่วมแสดงด้วย บีมเล่าย้อนความประทับใจในวันนั้นให้ฟังว่า นอกจากเป็นการดูคอนเสิร์ตที่ต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต ยังเป็นช่วงเวลาที่เธอรู้สึกภาคภูมิใจในทุกๆ ความพยายามของตัวเอง ซึ่งเบื้องหลังที่ทำให้เธอก้าวผ่านทุกอุปสรรคมาได้ คือกำลังใจจากศิลปินคนเดิมกับที่เธอรู้จักและรักมาตลอด 12 ปี 

ในตอนนี้ บีมกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยและใกล้จะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เราถามเธอว่า ถ้าโอปป้าได้มาอ่านบทความนี้ มีอะไรจะบอกพวกเขาหรือเปล่า เธอจึงฝากข้อความภาษาไทยและวานให้เราช่วยแปลว่า “졸업식에 초대합니다.” (ขอเชิญมางานรับปริญญาหนูด้วยนะคะ)

14 โคโลญจ์และแป้งเย็น 12 Plus ความมานะบากบั่นของเด็กสาววัย 14 

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

ไม่ว่าคุณจะเป็นเอลฟ์ยุคแรกหรือยุคไหน จะยังอยู่หรือจากไปจากด้อมนี้แล้ว เราขอท้าว่าทุกคนต้องเคยมีผลิตภัณฑ์ 12 Plus ที่แพ็กเกจเป็นใบหน้าศิลปิน Super Junior อยู่ในครอบครอง อาจจะหนึ่ง สอง หรือครบทุกคอลเลกชันที่มีวางจำหน่ายก็ว่ากันไป 

เช่นเดียวกับ นุ่น-ชนกนันท์ จิวริยเวชช์ อดีตเอลฟ์ที่ติดตามวงนี้เพราะติดใจฝีมือการแสดงของ ชเวชีวอน ในซีรีส์ที่ออกอากาศตอน ค.ศ. 2005 เธอว่าคอลเลกชันผลิตภัณฑ์ 12 Plus เหล่านี้คือความมานะบากบั่นในวัยเด็กที่ไม่มีทางลืม เพราะกว่าจะได้โคโลญจ์แต่ละขวด แป้งแต่ละกระป๋อง เธอต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อให้แม่จอดแวะที่ร้าน 7-Eleven หน้าโรงเรียน บางคราวร้านประจำไม่มีลายใหม่มาเติมสต็อก เธอก็ต้องขอแม่ตระเวนไปสาขาอื่นๆ เพื่อตามล่าหามาให้ครบทุกเมมเบอร์

หลักในการเก็บของของนุ่นก็ไม่ยาก ถ้าวันไหนได้เงินค่าขนมมามากก็เหมาทั้งหมด แต่ถ้าวันไหนงบน้อยต้องใช้สอยประหยัด เธอก็จะเลือกเก็บเฉพาะขวดที่มีหน้าชีวอนก่อน (ส่วนของคนอื่นก็ค่อยตามไปวันหลัง)

นุ่นว่า เธอชอบความดีใจตอนได้เจอกับลายใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งแบรนด์ก็ท้าทายสายเก็บขึ้นอีกขั้น ด้วยการทยอยออกสีและกลิ่นใหม่อยู่ตลอด เธอว่าทั้งหมดที่เก็บมาก็เพื่อชุบชูจิตใจ ไม่เคยแกะหรือแม้แต่ลองใช้เลยสักครั้ง 

ถึงตอนนี้นุ่นจะขอรักษาระยะห่าง ไม่ได้ติดตามวงที่รักหนักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่เธอก็ยังเก็บของเกี่ยวกับ Super Junior ทุกชิ้นเอาไว้อย่างดี เพราะเธอว่าหากจะต้องทิ้ง ก็เหมือนเอาวัยเด็กผูกคอซองของเธอทิ้งไปด้วย 

15 มอเตอร์ไซค์ฟีโน่รุ่นลิมิเต็ดที่ Super Junior เป็นพรีเซ็นเตอร์

เปิดกรุ 15 ของสะสมจากแฟนคลับ SJ วาระครบรอบ 15 ปีที่มี Super Junior อยู่ในชีวิต

และมาถึงของสะสมชิ้นสุดท้ายที่นอกจากมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดา 15 ชิ้น นี่ยังเป็นวัตถุล้ำค่าที่แสดงว่าครั้งหนึ่งเมืองไทยได้ถูก Super Junior ยึดครองไปทั่วทุกวงการ

รถมอเตอร์ไซค์ YAMAHA Fino คันนี้ เป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างแบรนด์ยานยนต์ยักษ์ใหญ่กับวงบอยแบนด์เกาหลี มีผลลัพธ์ออกมาเป็นรถฟีโน่รุ่นลิมิเต็ดที่ผลิตจำนวนจำกัดและจัดจำหน่ายแค่ในประเทศไทย และความพิเศษลำดับสุดท้าย คือเอลฟ์ผู้เป็นเจ้าของรถคันนี้ยังใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน!

เจ้าของรถรุ่น SUPER  FINO SUPER JUNIOR ในตำนานเล่าย้อนเหตุการณ์ใน ค.ศ. 2010 ให้ฟังว่า ตอนนั้นเธอกำลังมองหาซื้อรถมอเตอร์ไซค์สักคันอยู่พอดี จังหวะเหมาะกับศิลปินที่รักมาเป็นพรีเซนเตอร์รถรุ่นใหม่ เธอก็เลยตรงไปที่ร้านขายมอเตอร์ไซค์และสั่งจองไปแบบไม่ลังเล (ตอนนั้นที่ร้านแถมโบรชัวร์รถรุ่นนี้มาให้เยอะมาก ซึ่งเธอก็ยังเก็บทุกแผ่นไว้) 

รถมอเตอร์ไซค์รุ่นถูกใจเอลฟ์นี้มีบอดี้ดำตัดกับฟ้า กราฟิกสีคัลเลอร์ฟูล (ที่แบรนด์บอกว่าตั้งใจให้จี๊ดจ๊าดเหมือน SJ) พร้อมเพิ่มความเก๋ด้วยลายการ์ตูนคาแรกเตอร์ Super Junior ครบทั้ง 13 คน และเพิ่มความแรงให้บิดกันมันๆ ด้วยเครื่องยนต์ออโตเมติก CVT 115 ซีซี 

แม้จะผ่านมากว่า 10 ปี แต่เธอก็ยังใช้รถฟีโน่คันนี้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งบ่อยครั้ง เธอจะเปิดฟังเพลงโปรดของ Super Junior ไปด้วย เธอว่ารู้สึกเพลินเหมือนได้พาโอปป้ามาขี่รถเล่นรับลมไปด้วยกัน 

สำหรับเอลฟ์คนไหนที่อยากได้มอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ดนี้ไปครอบครอง ทางเราก็ต้องขอแสดงความเสียใจไว้ล่วงหน้า เพราะเจ้าของเขาว่าจะไม่มีทางขายแน่ๆ

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Collector

คอลเลกชันความหลงใหลของนักสะสมนานาประเภท

สุพรรณหงส์ 3 ตัวยืนเด่นบนโต๊ะทำงานของ นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ ที่เรียงรายอยู่ในห้องทำงานในสตูดิโอย่านลาดพร้าว แต่ถ้าลองเพ่งพินิจออฟฟิศของเธอดูดี ๆ จะเห็นได้ว่าหิ้งเหนือศีรษะ ชั้นวางของข้างตัว และสารพัดกล่องบนโต๊ะมุมห้อง อัดแน่นด้วยขวดน้ำหอมนับร้อย ๆ ขวด ซึ่งตัวนุชี่เองก็ไม่ได้นับจำนวนไปนานแล้วว่ามีทั้งหมดเท่าไหร่ 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ทำไมน้ำหอมถึงไม่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน แต่ไพล่มาจัดแสดงเป็นมิวเซียมน้อย ๆ ในออฟฟิศผู้กำกับภาพยนตร์

“เราเก็บน้ำหอมไว้ที่ทำงาน เพราะว่าถ้าไว้ที่บ้าน ห้องนอนอยู่ชั้นสอง มันร้อน ที่นี่อยู่ชั้นล่าง มันเย็นกว่า แล้วก็เอาไว้ดมตอนทำงานด้วย” นักสะสมน้ำหอมวินเทจตอบตรงไปตรงมา 

นิยามของ Vintage คือของที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ในปัจจุบันคือยุคโบราณถึงปี 1970 แต่นุชี่เลือกเก็บตั้งแต่น้ำหอมอายุ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งเปลี่ยนวัตถุดิบหรือปรับปรุงกลิ่นไปจนหาแบบเดิมไม่ได้แล้ว หรือน้ำหอมที่เลิกผลิต อนุชาตระเวนสะสมน้ำหอมตามตลาดมือสอง ทั้งตลาดน้ำหอมและตลาดทั่วไปทั้งที่ญี่ปุ่น อินเดีย และยุโรป ห้างสรรพสินค้าเก่า ๆ (บางขวดได้จากห้างไนติงเกล พาหุรัด) บางทีคนก็มาขายให้ หรือส่วนมากไปประมูลจากอเมริกาทางอินเทอร์เน็ต เพราะเป็นแหล่งน้ำหอมวินเทจสำคัญ ธุรกิจน้ำหอมไหน ๆ ต้องมาเปิดในประเทศใหญ่นี้ น้ำหอมวินเทจตกค้างที่อเมริกาเยอะมาก จนเลือกซื้อได้หลากหลาย

ความอุตสาหะเสาะหาของหอมนี้มีที่มาอย่างไร ทำไมน้ำหอมวินเทจถึงน่าหลงใหลจนต้องค้นหาไปทั่วโลก มาฟังคำตอบจากอนุชา

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Blow my mind

“จุดเริ่มต้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ค่ะ เวลาไปดมน้ำหอมตามเคาน์เตอร์ เราก็สงสัยว่ากลิ่นอะไร พอเขาบอกกลิ่นหญ้าแฝก กลิ่นซีดาร์วูด กลิ่นมัสก์ กลิ่น Ambergris ดมไปก็แยกไม่ออก ของเหล่านี้จริง ๆ กลิ่นเป็นยังไงกันแน่ ก็เลยเริ่มซื้อวัตถุดิบกลิ่นเดี่ยวต่าง ๆ มาดม กลิ่นมะนาว กลิ่นมะกรูดแคริบเบียน กลิ่น Bitter Orange ต่างจากส้มอื่นยังไง เริ่มไปตามหมวดไม้ ดอกไม้ ผลไม้ต่าง ๆ พอเราเริ่มเรียนปรุงน้ำหอม ก็คิดว่าน้ำหอมวินเทจน่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่ดี กลิ่นคลาสสิกที่ได้รับการยกย่องว่ามี Composition ดียอดเยี่ยมเป็นอย่างไร เราก็เริ่มหาน้ำหอมที่ใกล้เคียงปีที่ผลิตตอนแรกมากที่สุด หาจากอีเบย์ก่อน สั่งมา 2 กลิ่นก่อน คือ Joy by Jean Patou (1930) และ Shalimar by Jacques Guerlain (1921)

“พอเขาส่งของมา เราเปิดกล่องแล้วกลิ่นมันหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ไม่เคยดมน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ที่มีกลิ่นยอดเยี่ยมเช่นนี้ มีวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ มันมีความสมบูรณ์”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

นุชี่อธิบายว่าคอมโพสิชันของกลิ่นไม่ต่างจากดนตรีที่มีเสียงเครื่องสาย เสียงเครื่องเป่า เสียงกลอง ซึ่งฟังแล้วอาจไม่ได้ชอบที่สุด แต่รับรู้ได้ว่าการสอดประสานของดนตรีซับซ้อน ยอดเยี่ยม มีคุณภาพ น้ำหอมก็เหมือนกัน ฝึกดมแล้วก็เริ่มรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

“กลิ่นชาลิมาร์มัน Blow my mind เป็นศิลปะการปรุงน้ำหอมที่ยอดเยี่ยม คุณภาพวัตถุดิบก็หาไม่ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นเราก็เริ่มซื้อน้ำหอมวินเทจเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เลอค่า เริ่มจากกลิ่นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลิ่นแนวต่าง ๆ ที่ยอดเยี่ยม หรือเป็นน้ำหอมมีชื่อ เหมือนสะสมแผ่นเสียงของนักร้อง หรือภาพวาดศิลปิน เราก็สะสมงานของนักทำน้ำหอมบางคน อย่าง Edmond Roudnistka, Jean Carles, Guy Robert เพื่อศึกษาผลงานชิ้นเอกของเขา แล้วหากลิ่นที่ใกล้เคียงต้นกำเนิดในยุคนั้นที่สุด คุณภาพดีที่สุด เราเลือกสะสม Extrait de Parfum หรือน้ำหอมประเภทที่เข้มข้นที่สุดเสมอ เพราะจะได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดมากที่สุด เพื่อจะได้รู้ว่าคุณภาพที่ดีเป็นยังไง

“หลังจากนั้นก็หยุดไม่ได้ เก็บน้ำหอมสำคัญ ๆ ทั้งหลายไว้ ซึ่งน้ำหอมก็ไม่ค่อยกลิ่นเพี้ยนนะ ถึงเสื่อมไปบ้าง น้ำหอมอายุเป็นร้อยปีก็ยังหอม บางคนเขาใช้ขี้ผึ้งอุดไว้ กลิ่นก็แทบไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่จะเปลี่ยนกลิ่นน้ำหอมคือแสงแดด อากาศ ความชื้น ความร้อน 

“Top Note เป็นกลิ่นแรกที่ไปก่อน แต่ Heart Note และ Base Note แทบไม่หายไป โดยเฉพาะ Base Note ที่ยากจะถูกทำลาย อย่างมากคือกลิ่นแปร่งในช่วง 15 นาทีแรก แต่หลังจากนั้นเมื่อกลิ่น Heart Note และ Base Note ทำงาน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญจากวัตถุดิบที่ไม่มีแล้ว ก็ยังทำให้เราศึกษาคอมโพสิชันของน้ำหอมได้อยู่ดี โดยเราจะใช้วิธีอ่านเอาว่า Top Note เป็นอย่างไร ส่วนมากก็คือกลิ่นตระกูลซิตรัส อัลดีไฮด์ กลิ่น Floral หรือ Fruity”

นุชี่แถมเกร็ดว่า Jean Carles ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่ในสถาบันการทำน้ำหอม เป็นคนสอนเรื่องพีระมิดกลิ่นโน้ตต่าง ๆ ที่ทำให้ทั้งผู้ปรุงและผู้ใช้น้ำหอมเข้าใจลักษณะน้ำหอมฝรั่งเศสที่ซับซ้อน ซึ่งตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา คอนเซ็ปต์การปรุงน้ำหอมก็เปลี่ยนไป น้ำหอมบางกลิ่นอาจเสถียรถาวร กลิ่นแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่ฉีดครั้งแรกก็มี

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ศิลปะความทรงจำ

เมื่อถามว่ากลิ่นแบบไหนที่ชอบ นุชี่ตอบอย่างมั่นใจว่าชอบกลิ่นทุกตระกูล สะสมน้ำหอมวินเทจทุกแบบ ความทรงจำกลิ่น Olfactory Memory มีพลังมากอย่างน่าทึ่ง

“กลิ่นอะไรหอมหรือเหม็นขึ้นอยู่กับความทรงจำของเรา และเป็นผัสสะที่กระตุ้นความทรงจำได้มากที่สุด เวลาได้กลิ่นหอประชุมจุฬาฯ ทีไร เราจะเห็นฉากละครที่เราทำขึ้นมาชัด เพราะเราอยู่ในนั้นเป็นเดือน ๆ ได้กลิ่นแล้วเห็นภาพก่อนเห็นหอประชุมจุฬาฯ จริงๆ ซะอีก ส่วนกลิ่นดิน Earthy Aroma คือกลิ่นแรกที่ทำให้เราสนใจว่า เราจะผลิตกลิ่นนี้ออกมาได้อย่างไร แต่พอศึกษาก็พบว่าเราเอาดินมาสกัดกลิ่นไม่ได้ แต่มีสารที่ให้กลิ่นเหมือนดินหลังฝนตกได้ เอากลิ่นไม้ กลิ่นเครื่องเทศต่าง ๆ มาผสมได้ 

“เราเก็บเพื่อศึกษากลิ่น ไม่ได้เก็บเพื่อสะสมขวด ดังนั้นกลิ่นที่ได้มาจะถูกเปิดและดมเพื่อเรียน แล้วก็ให้คำปรึกษา สอน ทำเป็นงานอดิเรกได้ งานปรุงน้ำหอมต้องเข้าใจเคมี เข้าใจวิทยาศาสตร์ด้วย ดังนั้นจึงเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่หาคนเข้าใจได้ยากเหมือนกัน ไม่เหมือนภาพวาดที่เรามองเห็นสีแต่ละสี ดนตรีที่เราได้ยินเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น พอบอกวัตถุดิบกลิ่นน้ำหอม บางมีมันยากที่จะแยกแยะ มันขึ้นอยู่กับ Olfactory Memory ถ้าเราไม่เคยดมหญ้าแฝก ดอกเจอราเนียม หรือไม้กฤษณา ก็แยกไม่ออก ไม่เข้าใจว่านี่คือกลิ่นอะไร 

“กลิ่นเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากไม่แพ้ศิลปะอื่น ๆ และเป็นเรื่องน่าค้นหา ถึงจะยาก แต่มันน่าทำความรู้จัก เสียดายที่ในเมืองไทย น้ำอบน้ำปรุงมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำ ไม่ใช่แอลกอฮออล์ อายุของน้ำหอมอยู่ได้ไม่นานเท่า การศึกษากลิ่นน้ำหอมไทยจากตัวอย่างจริงในอดีตจึงทำได้ยาก ทั้งที่น่าสนใจและน่านำมาพัฒนาได้อยู่”

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง
กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

เสน่ห์วินเทจ

“ยิ่งอายุมากขึ้น จะชอบกลิ่นหลากหลายมากขึ้น สมัยก่อนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นสังเคราะห์ แต่เดี๋ยวนี้ก็เห็นคุณค่ามันมากขึ้น สิ่งที่เราสนใจควบคู่กับน้ำหอม คือแต่ละกลิ่นสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร สะท้อนความนิยมหรืออะไรในสังคมยุคนั้น”

เธอขยายความรู้ประวัติศาสตร์น้ำหอมให้ฟังว่า น้ำหอมตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มใช้วัตถุดิบสังเคราะห์ และเป็นต้นกำเนิด Modern Perfumery น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันกุหลาบ เป็นน้ำหอมออร์แกนิกที่มีกลิ่นซับซ้อนตามธรรมชาติ กลิ่นไม่ชัดเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ แต่ใช้เป็นวัตถุดิบให้เกิดความกลมกลืน นุ่มนวล หรือความลึกมากขึ้น 

เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก ทั้งพื้นที่เกษตร เวลา แรงงาน และทรัพยากรต่าง ๆ ผู้ผลิตและผู้บริโภคส่วนใหญ่รับต้นทุนไม่ไหว ปัจจุบันโครงกระดูกของน้ำหอมส่วนใหญ่จึงเป็นกลิ่นสังเคราะห์ซึ่งอยู่ได้นาน และปรับใช้เฉดต่าง ๆ ได้ดั่งใจ 

ขณะที่น้ำหอมยุคเก่าที่ผลิตจำนวนน้อย ผู้บริโภคจำนวนไม่มาก ไม่ได้แพร่หลายอย่างปัจจุบัน การทำน้ำหอมไม่มีการประนีประนอมคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้จึงดีกว่าโดยธรรมชาติ ไม่มีข้อจำกัดแบบยุคนี้ 

“ไม่ได้หมายความว่าน้ำหอมสังเคราะห์ไม่มีคุณภาพ เหมือนดนตรี เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างซินธิไซเซอร์ก็มีคุณค่าแบบของมัน ไม่ได้แปลว่าไวโอลินดีกว่าเสมอไป มันใช้งานต่างกันมากกว่า เราเองก็เป็นทั้งคนใช้น้ำหอมและคนปรุงน้ำหอมเองด้วย เลยเห็นคุณค่าของวัตถุดิบทุกอย่างไม่ว่าถูกหรือแพง หาง่ายหรือหายาก มันมีหน้าที่ที่ต่างกันออกไป

“อีกเหตุผลที่เราชอบน้ำหอมวินเทจมาก เพราะมันมีความซับซ้อนสูง มีสเตทเมนต์ของผู้ทำ มีคาแรกเตอร์จัด คนที่ใช้น้ำหอมก็ต้องมีคาแรกเตอร์แบบนี้ บางกลิ่นก้ำกึ่งว่าจะหอมหรือเหม็นกันแน่ แนวทางมันสุดโต่งชัดเจน แต่ยุคปัจจุบันน้ำหอมเป็นสิ่งที่คนใช้กันทั่วไป จะทำกลิ่นแปลก ๆ ยาก ๆ มีสเตทเมนต์มาก ๆ บางทีก็ไม่ตอบโจทย์ตลาด แบรนด์ใหญ่ ๆ ก็ต้องทำกลิ่นที่คนส่วนใหญ่จะชอบได้ กลิ่นอ่อนหวาน กลิ่นเย้ายวน แต่ความตื่นเต้นหวือหวาน้อยกว่าสมัยก่อน ยกเว้นพวกแบรนด์ Niche ที่กลิ่นแปลกพิสดาร ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าน้ำหอมยุคนี้ส่วนผสมน้อยลง เข้าใจง่ายมากขึ้นกว่ายุคก่อน”

จากน้ำหอมกลิ่นแรกที่ใช้คือ CHANEL Allure Homme (1999) นุชี่ขึ้นไทม์แมชชีนแห่งกลิ่น ศึกษาย้อนดมลึกขึ้นไปเรื่อย ๆ 

“Allure Homme เป็นกลิ่นแนว Oriental ของผู้ชาย โดยมากน้ำหอมผู้ชายในยุค 90 ไม่ได้มีตัวเลือกเยอะมาก เป็นกลิ่น Fougère หรือที่คนไทยเรียกว่ากลิ่นสปอร์ต กลิ่นมอส กลิ่นที่ให้ความรู้สึกสะอาด เย็น ความเป็นผู้ชาย เราไม่ชอบ อยากได้กลิ่นที่มีความหวาน กลิ่นนี้เปิดด้วยซิตรัส มีวานิลลา เป็นกลิ่นที่ซับซ้อน หวาน ๆ แรด ๆ น่ะ”

เธอเริ่มผจญภัยเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาเจอน้ำหอมวินเทจแล้วใช้มายาว ๆ นุชี่เลือกใช้น้ำหอมโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นกลิ่นของผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ส่วนมากเลือกน้ำหอมผู้หญิงเพราะมีความลุ่มลึกซับซ้อนมากกว่า ขณะที่น้ำหอมผู้ชายจะเน้นความคลาสสิก 

หอมกลิ่นไทม์ไลน์

นุชี่หยิบน้ำหอมมาบรรจงวางเรียงทีละขวด ไล่ตามขวบปีที่พวกมันถูกรังสรรค์ขึ้นในแต่ละทศวรรษ บางกลิ่นมาจากปีนั้น ๆ และบางกลิ่นก็ซื้อในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่ออกจำหน่ายไม่นาน ความรู้จักความรักคลั่งไคล้น้ำหอมของเธอลอยอ้อยอิ่งอยู่บนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์น้ำหอม

อย่าแปลกใจที่มีสัดส่วนแบรนด์ Guerlain อยู่ในคอลเลกชันมากเป็นพิเศษ เพราะเธอมองว่าแบรนด์นี้สร้างตำนานสุดยอดน้ำหอมในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายกลิ่น

ดึกดำบรรพ์ – 1910

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

Fougère Royale by Houbigant (1882) ซึ่งนุชี่บอกว่าเป็นกลิ่นแรกของ Modern Perfume เนื่องจากใช้กลิ่นสังเคราะห์ ขวดนี้ได้จากมุมไบ ประเทศอินเดีย 

นอกจากนี้ยังมี Jicky by Aimé Guerlain (1889) ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำหอมยูนิเซ็กซ์แรกในประวัติศาสตร์ 

Idéal by Houbigant (1900), Après L’Ondée by Jacques Guerlain (1906), Pompeia by L.t. Piver (1907),

Narcisse Noir by Caron (1911), Chypre by Coty (1917) และ Émeraude by Coty (1921) 

หมวดนี้เรียกได้ว่า Ancient เพราะหลายขวดอายุนับร้อยปีแล้ว 

1920 ยุค Art Deco

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ในยุคสาว ๆ แฟลปเปอร์เฉิดฉาย ศิลปะ Art Deco รุ่งเรือง น้ำหอมแห่งยุคนี้คือ Chanel N°5 ที่ยังเป็นตำนานขายดีตลอดกาลจนถึงปัจจุบัน ชาแนลเป็นห้องเสื้อแรกที่ผลิตน้ำหอม ขวดใหญ่นุชี่ได้จากญี่ปุ่น ส่วนขวดเล็กเก่ากว่ามาก ดูได้จากฉลากและจุกฝาแก้ว ซึ่งแตกต่างจากยุคหลัง ๆ นอกจากนี้ยังมี Mitsouko by Jaques Guerlain (1919), Tabac Blond by Caron (1919), Shalimar by Jacques Guerlain (1921) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้กลิ่นวินเทจของเธอ และ Bellodgia by Caron (1927)

1930 ยุค The Great Depression

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

น้ำหอมที่โด่งดังที่สุดคือ Joy by Jean Patou (1930) เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงนี้ ของชุบชูใจสีชมพู Shocking Pink และกลิ่นดอกไม้หรูหราเป็นสิ่งปลอบประโลมใจชั้นยอด นอกจากนี้ยังมี Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933), Fleur de Rocaille by Caron (1934) และ Shocking (1937) กับ Sleeping (1940) by Schiaparelli ที่ขวดอลังการพิสดารพันลึกตามเอกลักษณ์ของห้องเสื้อที่เปิดในยุค 30 และหายไปนานก่อนกลับมาเปิดใหม่ในปัจจุบัน

1940 ยุคสงครามโลก

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคนี้เริ่มมีนักทำน้ำหอมหญิงอย่าง Germaine Cellier รุ่นบุกเบิก ผู้ออกแบบน้ำหอมให้แบรนด์ต่าง ๆ ทั้ง Bandit by Robert Piguet (1944) และ Vent Vert by Pierre Balmain (1947) นอกจากนี้ยังมี Femme by Marcel Rochas (1948) ทรวดทรงขวดโค้งเว้า ขับเน้นความเฟมินีนตามสมัยนิยม แบบ Mae West ดาราหนังชื่อดัง และ Ma Griffe by Carven (1946)

1950 ยุคกระโปรงบาน 

กรุน้ำหอมวินเทจของ นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผกก. ที่มีมิวเซียมน้ำหอมย่อม ๆ ของตัวเอง

ยุคหลังสงคราม กระโปรง New Look ฮิตไปทั่ว น้ำหอมกลับไปมีความเป็นหญิงจ๋า ๆ แต่คงคงามสง่างาม อิทธิพลของทศวรรษที่แล้วยังมีอยู่ ทั้ง Miss Dior by Christian Dior (1947) และขวดสำคัญรูปนก L’Air du Temps by Nina Ricci (1948) ที่สื่อถึงสันติภาพ

“L’Air du Temps คือกลิ่นที่แม่เราใช้ เป็นกลิ่น Floral ที่ดมแล้วนึกตอนที่แม่จะไปเมืองนอก ได้กลิ่นนี้ทีไรจะเห็นภาพแม่ใส่สูทสีน้ำตาล ผูกผ้าพันคอ เตรียมจะไปเมืองนอก จำความรู้สึกได้ว่าเราจะไม่ได้เจอแม่แล้ว ทั้งเสียใจแล้วก็กลัว”

ตัวอย่างสำคัญในยุคนี้ยังมี Youth-Dew by Estée Lauder (1953) และ Diorissimo by Christian Dior (1956) ที่ออกแบบโดย Edmond Roudnistka

1960 ยุคบุปผาชน

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

ยุคนี้แม้แฟชั่นจะเปลี่ยนไป แต่คาแรกเตอร์หญิงหวาน ๆ สง่างามยังคงมีอยู่ในน้ำหอม ทั้ง Madame Rochas by Rochas (1960), Bal à Versailles by Jean Desprez (1962), Chant d’Aromes by Jean-Paul Guerlain (1962), Chamade by Jean-Paul Guerlain (1969) 

1970 ยุคปลดแอก

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

นุชี่นิยามน้ำหอมยุคนี้ว่า “หญิงใส่สูท มั่นใจ Cold-heart Business Women” กลิ่นต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไปจากยุคหกศูนย์ จากความสง่างามไปเป็นความมั่นใจ และอิสระเสรีมากขึ้น ทั้ง Ô de Lancôme by Lancôme (1969) ที่มีความหวาน แต่ไม่ได้หวานจ๋า ไปจนถึงความก๋ากั่นแบบ Rive Gauche by Yves Saint Laurent (1969) ที่สะท้อนความเฟมินิสต์เต็มขั้น น้ำหอมผู้หญิงต่าง ๆ แสดงความมั่นใจของหญิงยุคใหม่ ทั้ง Chanel N°19 by Chanel (1970) และ Amazone by Hermès (1974)

จุดสังเกตน้ำหอมยุคเก่าคือหัวสเปรย์ ถ้าเป็นจุกสแปลชคือของเก่าแท้ และถ้าเป็นหัวสเปรย์อัดแก๊สก็เป็นของเก่าเช่นกัน เพราะใส่สาร CFC ทำลายชั้นบรรยากาศ เดี๋ยวนี้กฎหมายห้ามจึงเลิกใช้แล้ว

1980 ยุค Big Perfume

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“ยุคนี้น้ำหอม Flamboyant ใส่แล้วฟุ้งกระจายกระจุย หอมไปสามบ้านแปดบ้าน ระเบิดเถิดเทิง” 

ทศวรรษนี้นักสะสมน้ำหอมเลือกตัวหลักแห่งยุคมา 3 ตัว 

Opium by Yves Saint Laurent (1977) “เปิดมาแล้วเปรี้ยวมาก โอ๊ย เว่อร์มาก” 

Poison by Dior (1985) “กลิ่นเหมือนดอกไม้ผสมแอปเปิ้ลเน่า ๆ เหมือนขยะเปียก แต่หอมนะ” 

และ Obsession by Calvin Klein (1985) กลิ่น Amber Spicy ของผู้หญิงที่มีแท็กไลน์โด่งดังว่า Between love and madness lies Obsession

1990 ยุคสะอาดสังเคราะห์

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

แม้ Cool Water by Davidoff (1988) ผลิตก่อน แต่นุชี่มองว่านี่คือกลิ่นที่เป็นนิยามของยุค 90 เป็นกลิ่นแรก ๆ ที่เป็นกลิ่นแนว Aquatic ของน้ำหอมผู้ชาย ยุคนี้น้ำหอมผู้ชายเน้นกลิ่นเหมือนเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ ให้ความรู้สึกสะอาด 

“ภาพ Interior Design ยุคนี้คือความโมเดิร์น ขาว ๆ คลีน ๆ กริบ เอาอะไรรก ๆ ไปวางคือเสียเลย น้ำหอมยุคนี้เลยสะท้อนออกมาเช่นกัน หลายกลิ่นไม่ใส่วัตถุดิบธรรมชาติอะไรเลย เพราะธรรมชาติจะตุ ๆ หน่อย กลิ่นต่าง ๆ น่ะโคตรไม่ธรรมชาติเลยคุณ”

นุชี่ฉีดตัวอย่างให้ลองดม ทั้ง Trésor by Lancôme (1990) CK one by Calvin Klein (1994) และ Pleasures by Estée Lauder (1995) กลิ่นดอกไม้ขาวจั๊วะที่สะอาดเนี้ยบ ไม่มีกลิ่นอับ กลิ่นสาบตามธรรมชาติ ซึ่งยุคนั้นถือว่าทันสมัย 

นอกจากนี้ยังมี Angel by Mugler (1992) น้ำหอมขวดรูปดาวที่ดังถึงยุค 2000 เป็นกลิ่นที่ช็อกฮือฮาทั้งวงการ อาจหาญด้วยความหวานเหมือนขนมหวาน ซึ่งต่างจากน้ำหอมเดิม ๆ ที่ไม่มีกลิ่นแบบอาหาร ตามมาด้วยกลิ่นหวานน้ำตาลคาราเมลอีกหลายกลิ่น กลายเป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ในยุคใหม่ เมื่อย้อนกลับไปดมกลิ่นตระกูลเดียวกันอย่าง Shalimar by Jacques Guerlain (1921) จะเห็นการเดินทางของกลิ่นน้ำหอมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน 

5 กลิ่นน้ำหอมสำคัญของ อนุชา บุญยวรรธนะ

Joy by Jean Patou (1930)

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นกลิ่น Floral ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติเยอะมาก ทั้งกุหลาบ มะลิ และดอกไม้อื่น ๆ แพงมาก และเป็นกลิ่นที่ได้รับการโหวตว่าเป็นน้ำหอมแห่งศตวรรษ ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1929 กลิ่นนี้คือกลิ่นที่ปลอบประโลมลูกค้าชนชั้นสูงที่เสียทรัพย์สินมหาศาล ดมแล้วนึกถึงยุคที่ดีงาม ร่ำรวย ทุกวันนี้การออกแบบกลิ่นปัจจุบันก็พยายามสร้างสัดส่วนให้ใกล้เคียงเดิม”

Shalimar by Jacques Guerlain (1921) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“เป็นน้ำหอมกลิ่น Oriental ที่หวานแบบโบราณ รุ่มรวย มีการใช้วานิลลาเยอะมาก แต่ตัดด้วยกลิ่นเครื่องหนัง”

L’heure bleue by Jacques Guerlain (1912) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

“มันเป็นน้ำหอมที่สร้างก่อนช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สภาวะตอนนั้นคนวิตกกังวล ลังเล ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต น้ำหอมนี้เลยสร้างมาเพื่อพูดถึงความรู้สึก In Between ระหว่างความรุ่งโรจน์ในอดีตและความไม่มั่นใจต่ออนาคต เป็นกลิ่นแนว Floral-Oriental มีดอกไม้ในยุคนั้นและความหวาน เป็นกลิ่นที่อาจดมแล้วเชยนะ แต่มันมีเอกลักษณ์มาก ไม่เหมือนใคร อาจจะสื่อถึงปารีสในช่วงเวลานั้น

“เราหยิบทั้งชื่อและคอนเซ็ปต์ของน้ำหอม มาเป็นแรงบันดาลใจของหนังเรื่อง อนธการ หรือ The Blue Hour (2015) ที่พูดเรื่องกึ่ง ๆ ความดีงามกับความชั่ว เรื่องของเด็กที่อยากฆ่าพ่อแม่ตัวเอง มีลักษณะกึ่งจริงกึ่งฝัน

Vol de Nuit by Jacques Guerlain (1933) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

กลิ่นเขียว ๆ ชวนให้นึกถึงป่ารกชัฏ และมีความซับซ้อนในตัว ตัวขวดเป็นรูปใบพัด สื่อถึงชื่อ Vol de Nuit (Night Flight) เป็นแรงบันดาลใจให้นุชี่ทำหนังเรื่อง มะลิลา หรือ Malila: The Farewell Flower (2017) ซึ่งตัวน้ำหอมเอง ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกทีหนึ่ง Jacques Guerlain อุทิศน้ำหอมกลิ่นนี้ให้หญิงที่กล้าผจญภัย อย่างนักบินหญิง Hélène Boucher ที่มีที่หยัดยืนในโลกของผู้ชาย แต่ก็ไม่เสียตัวตนความเป็นผู้หญิงไป 

“กลิ่นมันดาร์ก ๆ หน่อย ทำให้เราคิดออกว่าองค์ประกอบภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เรายังขาดอะไร ควรใส่อะไรลงไป แต่ไม่ใช่ดมแล้วออกมาเป็นหนังเลยนะคะ น้ำหอมมันเป็นนามธรรมมาก ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่าดูหนังเราแล้วก็รู้สึกถึงกลิ่นได้เหมือนกันนะ”

Opium by Yves Saint Laurent (1977) 

เยี่ยมสตูดิโอของ ผกก.ภาพยนตร์ นุชชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้มีน้ำหอมเป็นแรงบันดาลใจ และสะสมน้ำหอมเก่าแก่ระดับร้อยปี

เราชอบความเว่อร์ องค์ประกอบดี เป็นกลิ่นที่ชอบมากเลยเก็บมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วย ขวดที่ใหญ่ที่สุดเป็นขวดสำหรับตั้งโชว์นะคะ ไม่มีน้ำหอมอยู่ในนั้น เอามาถือเป็นกระเป๋าเล่น ๆ เฉย ๆ ค่ะ” (หัวเราะ) 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load