The Cloud x Designer of the Year

หลังการประกาศรางวัล Designer of the Year 2019 สาขา Honor Awards ตกเป็นของ สุพัตรา ศรีสุข 

หลายคนคงไม่รู้จักและไม่แม้แต่จะเคยได้ยินชื่อ อย่าว่าแต่ประชาชนคนทั่วไปเลย แม้แต่ในแวดวงนักออกแบบเองก็ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะด้วยภาระหน้าที่ คุณอ๋อย-สุพัตรา ศรีสุข เป็นเหมือนคนเบื้องหลัง เป็นคนทำงานนอกแสงไฟที่ส่องไฟไปยังบรรดานักออกแบบไทยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ให้ชาวโลกได้รู้จัก

ชีวิตคุณอ๋อยบนเส้นทางการออกแบบเริ่มต้นจากการเรียนจบสถาปัตย์ เข้ามาทำงานรับราชการกระทรวงพาณิชย์โดยที่คนรอบข้างก็ไม่รู้ว่ามาทำอะไร ในยุคที่ประเทศนี้ยังไม่รู้จักการออกแบบ การลอกเลียนแบบจึงเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทั้งผลักและทั้งดัน ไปจนถึงใช้กลยุทธ์มากมาย จนกระทั่งงานออกแบบเริ่มเป็นที่ยอมรับและเติบโตขึ้นในบ้านเมืองเรา

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

แม้คุณอ๋อยจะเกษียณราชการไปตั้งแต่ พ.ศ. 2550 แต่นอกจากความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในวงการนักออกแบบแล้ว คุณอ๋อยยังเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดงานแสดงสินค้าในประเทศที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบัน

ทั้งงาน BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งานประกวดของบรรดานักออกแบบทั้งมืออาชีพและดาวรุ่งอย่าง Talent Thai and Designers’ Room และอีกมากมายเกินกว่าจะนับได้ ภายใต้หัวโขนของผู้อำนวยการศูนย์บริการออกแบบ (Design Service Center) กรมส่งเสริมการส่งออก (ชื่อปัจจุบันคือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ)

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

และนี่คือเรื่องราวของนิสิตสถาปัตย์ ผู้ไม่เคยได้ทำงานออกแบบตามที่เรียนมา แต่กลับเป็นลมใต้ปีกที่คอยผลักดันและสนับสนุนนักออกแบบไทยมากมายให้มีที่ยืนบนเวทีโลก

สถาปนิกในกระทรวง

คุณอ๋อยเล่าให้เราฟังว่า ตัวเองเลือกเรียนสายวิทย์ แต่สนใจการแต่งกลอนและเขียนหนังสือ ตอนเอนทรานซ์จึงคิดแต่เรื่องการสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ไม่ก็คณะอักษรศาสตร์ แต่จุดพลิกผันในชีวิตเกิดขึ้นช่วงก่อนสอบ เพราะญาติที่เรียนสถาปัตย์มานั่งเขียนแบบให้เห็นอยู่ทุกวัน ทำให้คุณอ๋อยแนบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงไปเป็นตัวเลือกอันดับสาม และคุณอ๋อยก็ได้เป็นนิสิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ สมใจ

หลังจากเรียนจบคุณอ๋อยใช้เวลาหางานอยู่หลายเดือน ด้วยสภาพสังคมและการงานในสมัยนั้นไม่เอื้อ และไม่มีที่ทางให้สถาปนิกผู้หญิงเท่าไรนัก ญาติจึงฝากคุณอ๋อยให้ช่วยงานที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และนี่คือก้าวแรกในการทำงานเป็นผู้ผลักดันงานออกแบบของไทย

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“เป็นงานที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับสถาปนิกเลย คือสถาปนิกที่รับราชการจะมีตำแหน่งรองรับอยู่แค่ไม่กี่ที่ อย่างกรมประกันภัยฯ ไม่ก็กรมโยธาฯ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คน ตอนที่อยู่กรมการค้าต่างประเทศก็คอยดูแลเรื่องปริมาณการส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งก็ช่วยงานอยู่หลายเดือนจนมีตำแหน่งว่างที่กรมเศรษฐสัมพันธ์ (ปัจจุบันคือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) ที่ดูแลเรื่องของงานจัดแสดงสินค้า จึงได้เข้าไปทำที่กรมนี้

“งานแรกที่ทำคือออกแบบโลโก้ให้กรม หลังจากนั้นก็ออกแบบแบบฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวมข้อมูล และออกแบบพื้นที่จัดแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นก็จะมีที่เยอรมนี อเมริกา” คุณอ๋อยเล่าย้อนไปถึงสมัยทำงานที่แรก

รูปแบบคูหามาตรฐานที่มีในตอนนั้นสร้างภาพลักษณ์อันดีต่อการนำเสนอสินค้าไม่ได้ แต่งบประมาณที่มีก็ไม่มากพอให้ลงมือออกแบบใหม่ ในวิกฤตนั้นมีโอกาสอยู่เสมอ และภาระหน้าที่ของคุณอ๋อยในครั้งนี้จึงไม่เพียงทำให้เป็นคนลุยสู้งาน แต่ยังทำให้ได้เข้าไปรื้อค้นโกดังเก็บของ หาคูหาที่ยังพอใช้ได้มาใช้งาน

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

จากสถาปนิกสู่นักออกแบบผลิตภัณฑ์

“หลังจากที่ทำงานไปสักพักหนึ่ง พี่ก็เริ่มรู้สึกว่าความรู้ที่มีมันไม่พอสำหรับการทำงานอีกแล้ว เพราะตอนได้มีโอกาสไปร่วมงานจัดแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ แม้พี่จะเรียนจบจากโรงเรียนฝรั่งมา แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ในการคุยกับคนต่างชาติ ทำให้ไม่กล้าจะสื่อสารด้วย สรุปว่าการเดินทางไปงานแสดงสินค้าต่างประเทศนั้นเราไม่ได้คุยกับใครเลย ก็เลยเกิดความคิดที่จะไปเรียนต่อขึ้นมา” 

คุณอ๋อยเล่าให้เราฟังว่า ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งในการทำงานคือ มีเจ้านายที่ดีที่เชื่อมั่นในตัวเด็กจบใหม่คนหนึ่ง และสนับสนุนให้ได้มีโอกาสลาไปเรียนต่อต่างประเทศ แม้ว่าสิ่งที่เจ้านายอยากให้เรียนจะเป็นสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ Industrial Design แทนที่จะเป็นด้านสถาปัตยกรรมตามที่เรียนมา เพราะหน่วยงานต้องการบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มากกว่า 

“ที่กรมหว่านล้อมให้ไปเรียนด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะถ้าจบโทด้านสถาปัตย์มาอีกก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้นี้ ซึ่งในยุคนั้นการเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์แทบจะเป็นวิชาที่ไม่มีคนรู้จักเลย (เน้นเสียง) หลังจากที่เรียนไปและเริ่มรู้วิธีการคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ ตอนทำวิทยานิพนธ์พี่ก็เลือกออกแบบคูหาจัดแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้า ซึ่งออกแบบหลายยูนิต ซึ่งนำมาประกอบและใช้งานแบบผสมผสานกันได้ หรือที่เรียกว่า Modular System” คุณอ๋อยเล่าย้อนถึงสมัยเรียนปริญญาโท

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room
 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

จากนักออกแบบผลิตภัณฑ์สู่ผู้ผลักดันการส่งออก

หลังจากเรียนจบใน พ.ศ. 2515 คุณอ๋อยก็เดินทางกลับมาทำงานที่ศูนย์บริการส่งออก ดูแลในส่วนงานแสดงสินค้าและพื้นที่นิทรรศการที่จัดไว้ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ทั้งข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศ และกฎระเบียบที่ควรรู้ก่อนทำการค้าขาย ซึ่งทางกรมก็เริ่มพาผู้ประกอบการไปจัดแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นการส่งเสริมการส่งออกครั้งแรกๆ ของไทย

“สินค้าชุดแรกๆ ที่เราส่งออกไปคือพวกเสื้อผ้า ของเล่น ตุ๊กตา ซึ่งหลายครั้งสินค้าที่เอาไปมันขายไม่ได้ หลายคนบอกว่าลูกค้าไม่ซื้อเพราะรสนิยมมันไม่ตรงกัน พี่ในฐานะที่มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็คิดว่านี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เริ่มออกแบบและผลิตสินค้าเองแล้ว มันควรจะต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการให้สินค้าที่ทำมีคุณภาพดีขึ้นและขายได้” คุณอ๋อยพูดถึงวันที่เริ่มเป็นคนดูแลฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ศูนย์บริการส่งออก

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

งานแรกของคุณอ๋อยคือติดต่อสำนักงานต่างประเทศของกรม เพื่อนำสินค้าที่หลากหลายประเทศส่งออกไปขายกันทั่วโลก มาจัดแสดงให้ผู้ประกอบการที่ไทยได้เห็นคู่แข่งในตลาดโลก เพราะในตอนนั้นผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเลือกใช้วิธีการลอกแบบสินค้าจากยุโรปและอเมริกา ก่อนผลิตขายในราคาถูก ด้วยผู้ประกอบการไทยในเวลานั้นยังไม่สนใจพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบ 

คุณอ๋อยคิดถึงการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการส่งออกเพิ่มเติม จึงตัดสินใจสมัครไปประจำการที่สำนักงานของกรมที่เยอรมนี และดูแลตลาดการส่งออกในละแวกยุโรปทั้งหมด นอกจากนี้ยังช่วยพาผู้ประกอบการไทยไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และรับผิดชอบเรื่องจัดหาคนมาออกแบบคูหาในงาน ซึ่งการประจำอยู่ที่เยอรมนีถึง 5 ปี ทำให้คุณอ๋อยได้เรียนรู้กลยุทธ์ในการส่งเสริมการส่งออก และรู้ความต้องการของผู้ซื้อหลากหลายรูปแบบ

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room
 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

“พี่พยายามคิดโครงการใหม่ๆ อยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือการเชิญฝ่ายจัดซื้อจากห้างใหญ่ทั่วทั้งยุโรปมาดูสินค้าถึงแหล่งผลิตในไทยและดำเนินการซื้อขายกัน เพราะการพาผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายแฝงสูงมาก จึงคิดมุมกลับว่า ถ้าเราพาคนซื้อมาไทยแทนล่ะจะเป็นยังไง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการจัดงานในลักษณะนี้”

จากผู้ผลักดันการส่งออกมาสู่ Design Promoter

เมื่อคุณอ๋อยหมดวาระจากกรมที่เยอรมนี ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการเสนอเรื่องเข้าไปยังคณะรัฐมนตรี เรื่องการจัดตั้งศูนย์กลางการบริการออกแบบแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งผ่านมติใน พ.ศ. 2533 

คุณอ๋อยจึงถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลศูนย์กลางการบริการออกแบบแห่งนี้ และเริ่มออกแบบศูนย์บริการออกแบบหรือ Design Service Center โดยใช้แนวทางการจัดตั้งจากการศึกษาที่ได้รับความช่วยเหลือจาก EEC-Thai Cooperation ทางยุโรป โดยกรมให้การสนับสนุนด้านบุคลากรและงบประมาณ ในศูนย์ประกอบไปด้วยห้องสมุดงานออกแบบ ส่วนจัดแสดงงานออกแบบผลิตภัณฑ์จากนักออกแบบดังๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รู้ว่างานออกแบบที่ดีมีลักษณะอย่างไร

“ความยากในการทำงานของพี่ในฐานะผู้ดูแลศูนย์ออกแบบแห่งแรกในไทยก็คือ ไม่รู้จะไปหานักออกแบบและผู้ประกอบการที่อยากทำงานด้วยกันจากที่ไหน ด้วยความที่เป็นหน่วยงานใหม่และไม่เป็นที่รู้จักมากนัก พี่เลยคิดหาวิธีรวบรวมเหล่านักออกแบบในไทยให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการได้เห็น โดยอาศัยการเชิญเหล่านักออกแบบชื่อดังจากหลายประเทศทั่วโลกมาบรรยายที่ศูนย์การออกแบบแห่งนี้ จากการไปสัมมนาในต่างประเทศ เพื่อจะเรียกบรรดานักออกแบบมารวมตัวกัน และบรรดานักออกแบบไทยที่สนใจมาฟังนักออกแบบเหล่านั้นก็เริ่มเห็นความตั้งใจจะพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบของรัฐมากขึ้น

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“ต่อมาพี่จึงเริ่มจัดการประกวดออกแบบเพื่อเฟ้นหานักออกแบบเก่งๆ เข้ามาร่วมงานกับผู้ประกอบการ เพื่อผลิตสินค้าที่ดีด้วยกระบวนการออกแบบ ผ่านการคัดเลือกจากกรรมการที่ก็เป็นนักออกแบบด้วยกัน โดยในช่วงแรกๆ นั้น ทางภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าจ้างของบรรดานักออกแบบด้วยซ้ำ เพราะผู้ประกอบการไม่เชื่อและไม่มีงบ” คุณอ๋อยเล่าถึงกลยุทธ์ในการดึงตัวนักออกแบบออกมา

คุณอ๋อยบอกเราว่า ในช่วงนั้นมีงานประกวดการออกแบบเยอะมาก และการประกวดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราได้เพียงสินค้าที่ออกแบบดี แต่กลายเป็นว่าเราได้นักออกแบบที่เก่งมากขึ้น หลายคนได้ไปแสดงงานในต่างประเทศ หลายคนได้ร่วมงานกับบริษัทต่างชาติ หลายคนกระโดดมาทำสินค้าของตัวเอง ทำให้เหล่านักออกแบบเริ่มเติบโตและเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นของวงการออกแบบในไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมีนักออกแบบแล้ว ผู้ประกอบการก็สนใจเรื่องการออกแบบ และนักออกแบบก็ได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการจนเกิดเป็นสินค้าที่ดี ถ้าไม่มีตลาด ทุกอย่างที่ทำมาก็คงจะไม่เกิดผล

ความน่าสนใจอีกจุดหนึ่งก็คือ จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทยนี้ก่อให้เกิดงานแสดงสินค้าในไทยเป็นครั้งแรก แม้คุณอ๋อยจะออกตัวว่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่งาน BIG+BIH (Bangkok International Gift Fair and Bangkok International Houseware Fair), TIFF (Thailand International Furniture Fair), Bangkok Gems and Jewelry Fair และอีกหลายต่อหลายงานก็ถือกำเนิดขึ้นมา และมีนักธุรกิจมากมายจากทั่วโลกมาร่วมงานเพื่อสั่งซื้อสินค้ากลับไปขายต่อยังต่างแดน

“สมัยที่กรมพาผู้ประกอบการไปแสดงสินค้าที่งานแฟร์ต่างประเทศ ด้วยเงินที่เรามีมันทำให้พาไปได้แค่ไม่กี่ราย เพราะในงานแสดงสินค้า เราไม่ได้แค่เช่าพื้นที่จัดแสดงอย่างเดียว แต่ต้องเช่าห้องประชุมสำหรับทำการซื้อขาย เช่าโกดังจัดเก็บ จ่ายค่าขนย้าย ซึ่งทั้งหมดนี้มีราคาสูงมาก 

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“พี่ก็นึกย้อนไปก่อนหน้านี้และคิดในมุมกลับว่า ถ้าอย่างนั้นเราเชิญชวนผู้ซื้อให้มาซื้อที่บ้านเราน่าจะง่ายและประหยัดกว่า เงินจำนวนเท่ากันแต่ผลักดันผู้ประกอบการได้เยอะกว่ามาก จึงเกิดเป็นงานแสดงสินค้าในไทยเป็นครั้งแรกที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ และเป็นครั้งแรกๆ ในละแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่โอเค มีคนมาพอสมควร ในช่วงที่ส่งออกดีๆ เราเคยดูแลงานแสดงสินค้าประมาณสิบสองงานในหนึ่งปี และหลายๆ งานก็ยังคงจัดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้” ผู้ก่อตั้งงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทยเล่าย้อนถึงไอเดียในการจัดงาน

ผมนั่งนึกไปถึงยุคก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ประเทศเรายังคงคล้ายจีนในช่วงก่อนหน้านี้ อาศัยค่าแรงต่ำผลิตสินค้าราคาถูกส่งออกไปแทบทุกที่บนโลก โดยไม่มีความเชื่อในการออกแบบเท่าไรนัก แล้วความเชื่อแบบไหนที่ทำให้คุณอ๋อยลงแรงผลักดันการออกแบบจนกลายมาเป็นแบบทุกวันนี้ได้กัน

“พี่เชื่อเรื่องงานออกแบบในทุกสาขา ว่ามันจะทำให้วิถีชีวิตของคนดีขึ้น สถาปนิกออกแบบบ้านก็ทำให้คนในบ้านหลังนั้นมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น สินค้าต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์มาแล้วอย่างดี ทำให้มีความสวยงาม ใช้งานได้ดี คนใช้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน

“และสิ่งที่ยากที่สุดในการทำงาน คือพี่ต้องทำให้คนอื่นๆ เชื่อในสิ่งเดียวกับพี่ด้วย” คุณอ๋อยทิ้งท้าย

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

เมื่อ 15 ปีก่อน การนำวัสดุเหลือใช้มาหมุนเวียนเป็นต้นทุนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ฟังดูเป็นประโยคที่ประหลาดไม่เข้าหู แต่ในวันนี้กลับกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังเต็มไปด้วยการพัฒนาในเชิงดีไซน์ เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย แวดล้อมไปด้วยเทรนด์ที่ทำให้คำว่าหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่นั้นมีความหมายและมีคุณค่ามากกว่าที่เคยเป็นมา

เส้นทางชีวิตในโลกแห่งการออกแบบของ ปิ่น-ศรุตา เกียรติภาคภูมิ เรียกได้ว่าเริ่มมาตั้งแต่ช่วงเวลานั้น การหยิบจับนำเศษเหล็กมาปรับ ดัด แปลง ให้เป็นผลงานศิลปะที่เคยมีคนไม่เข้าใจในคุณค่าและมาพร้อมถ้อยคำถากถาง แต่ในวันนี้ตัวผลงานเองได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า นั่นคือเส้นทางการตัดสินใจที่ดีที่สุด

หากได้คุยกับศรุตาเมื่อสักสิบปีก่อนหน้านี้ เราจะสัมผัสได้ถึงความเป็นนักออกแบบที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง ช่วงวัยรุ่นที่ทำงานให้สวยที่สุดและดีที่สุด แต่ในวันนี้ เจ้าของรางวัล Designer of the Year 2021 สาขา Product Design เธอก้าวไปไกลมากกว่าขอบเขตรอบตัวเอง ด้วยการเป็นนักออกแบบที่คิดถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งลูกค้า คนในโรงงาน ช่างเชื่อมทั้ง In house และ Outsource ผู้ผลิตทุกฝ่าย อย่างที่เธอมักจะย้ำอยู่เสมอว่า 

“ไม่มีเขา… ไม่มีเรา”

ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ PiN ผู้เชื่อว่าเมื่อมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น จึงทำให้เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง

มองเห็นคน-มองเห็นคุณค่า

“เราอยากกระจายรายได้ และช่วยเพิ่มศักยภาพความสามารถของช่างเชื่อมเหล็กให้ไปไกลมากกว่าที่เขาจะเป็นช่างเชื่อมทั่วไป”

สิ่งที่เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนและเป็นจุดตัด ทำให้ศรุตาแตกต่างจากนักออกแบบทั่วไป คือการที่เธอเป็นทายาทรุ่นสองของห้างหุ้นส่วนจำกัด โชติอนันต์โลหะกิจ โรงงานเหล็กผู้รับผลิตลูกล้อ บานเลื่อน กุญแจ บานสวิง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ การเติบโตพร้อมกับโลกธุรกิจจาก PiN Metal Art ทำให้ศรุตานึกถึงปัจจัยอื่นนอกเหนือไปจากแนวคิดในการออกแบบของตนเอง

“ต้องอย่าลืมว่าเราโตขึ้นมาได้ หรือเราประสบความสำเร็จ ในระดับที่เราพอใจตรงนี้ได้ ไม่ใช่เพราะเราคนเดียว มันมีส่วนเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพัน ทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้ต่างหาก”

ยิ่งเวลาผ่าน มุมมองในการดำเนินงานและการทำธุรกิจของศรุตาก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย การทำงานต่อเนื่องและพัฒนาฝีมือของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เธอเริ่มขยับเป้าหมายจากการ ‘ขายได้’ และ ‘ประสบความสำเร็จ’ สู่การกลับมาทบทวนและพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ภายใต้โจทย์ที่ว่า ‘คนงานในโรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือยัง’

คำถามนี้นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนมุมมองการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง

“เรากลับมามองเห็นว่า แล้วคนงานของเรามีชีวิตที่ดีขึ้นไหม ชุบชีวิตเศษเหล็กแล้ว คนที่ร่วมอยู่กับเราตั้งแต่ต้นจนจบ เขามีอาชีพ มีการดำรงอยู่ มีครอบครัวที่ดีหรือเปล่า ปิ่นกลับมามองเห็นคนที่อยู่ในเครือข่ายในชีวิตของปิ่นมากขึ้น มองเห็นคุณค่าของความเป็นคนมากขึ้น”

จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตนี้ ทำให้เข็มของความเป็นศิลปินสร้างผลงานศิลปะเริ่มเบนมาสู่โลกฝั่งการออกแบบมากขึ้น โดยเธอเชื่อว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของคนงานในรูปแบบของตัวเองนั้นเป็นไปได้

“เราลดดีกรีของความเป็นศิลปินลง แล้วก็มาเป็นศิลปะประยุกต์มากขึ้น แต่แก่นของปิ่นก็มาจากความรู้สึก การบ่มเพาะของความเป็นศิลปินนี่แหละที่เป็นจุดกำเนิดจริงๆ มาจากศิลปะซึ่งคลี่คลายให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น”

ตลอดการสัมภาษณ์ ศรุตามักจะพูดถึงพร้อมทั้งชื่นชมคนที่เป็นเบื้องหลังและเป็นแรงสนับสนุนเธออยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ‘ป๊า’ สมาชิกคนสำคัญในครอบครัวที่เป็นเหมือนหน้าด่านการผลิตในโรงงาน ผู้เป็นต้นทางของวัตถุดิบเศษเหล็กให้เธอรับไม้ต่อมาสร้างสรรค์ หรือวงของ ‘คนงาน’ ตลอดจนช่างผู้ผลิตภายนอก ศรุตาเลือกดูแลทุกคนอย่างดี ประเมินอย่างรอบด้านว่าค่าจ้างนั้นสอดรับกับค่าครองชีพหรือไม่ โดยสิ่งที่เป็นกำลังใจตอบแทนกลับมาก็เป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการได้เห็นเหล่าช่างยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูป และภูมิใจว่านี่คือผลงานของพวกเขา

“การยกระดับจิตใจของคนที่ทำงานร่วมกัน ก็เป็นสิ่งที่ควรที่จะต้องทำ” เธอเน้นเสียง

“เราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างให้มันดีขึ้น ปิ่นอยากส่งสารไปให้คนได้รู้ว่า ชีวิตคนทุกคนมีคุณค่า แม้เศษเหล็กมันยังมีความงาม มีคุณค่าได้ ชีวิตคนทุกคนก็ต้องทำให้มันมีคุณค่าได้” 

ศรุตาย้ำอย่างมากถึงการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต นอกเหนือจากเรื่องของคนในโรงงานแล้ว ยังมีเรื่องของผู้คน (People) และโลก (Planet) การเลือกใช้ของเสียนำกลับมาเป็นต้นทุนการผลิตใหม่ ในทางหนึ่งคือช่วยลดการสร้างผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมกับโลกใบนี้อีกด้วย 

ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ PiN ผู้เชื่อว่าเมื่อมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น จึงทำให้เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง

สมดุลตัวตน-ส่งเสริมพื้นที่

“งานของเราจะต้องไปส่งเสริมพื้นที่นั้น ไม่ใช่ว่างานจะต้องเด่นกว่าพื้นที่นั้น งานเราต้องเป็นแค่ส่วนที่ส่งเสริมพื้นที่ให้มันเกิดความงาม ให้สเปซนั้นมีความรู้สึกเพิ่มเติมมากขึ้น ต้องให้คุณค่าทั้งกับตัวตนและให้คุณค่ากับพื้นที่ด้วยเช่นกัน”

หนึ่งในข้อสงสัยที่เราอยากรู้ ว่าในฐานะคนที่เป็นนักออกแบบก็ได้ เป็นศิลปินก็ได้ จะมีมุมมองที่สมดุลในลายเซ็นของตัวเอง ไปพร้อมกับรับมือกับโจทย์ที่เป็นไปตามความต้องการจากลูกค้าอย่างไร

ศรุตาเล่าว่า กระบวนการออกแบบนั้นมี 2 แนวทาง

แนวทางแรกคือ การเริ่มงานจากวัสดุเป็นปัจจัยหลัก ซึ่งเป็นแนวทางในช่วงเริ่ม 1 – 3 ปีแรกของการทำแบรนด์ PiN (พิน) ตลอดกระบวนการจึงว่าด้วยเรื่องการค้นหาศักยภาพของวัสดุที่มี ว่าขยายหรือต่อยอดเป็นผลงานลักษณะไหนได้บ้าง จะพับ จะต่อ จะเชื่อม ให้เป็นรูปร่าง-รูปทรงอย่างไร เมื่อได้คำตอบ วัสดุจะถูกนำมาผสมกับไอเดียที่ได้มาจากวิถีชีวิตของผู้สร้างสรรค์ องค์ประกอบของความเป็นไทย ทั้งสถาปัตยกรรม ลายผ้า รายละเอียดต่างๆ จะเชื่อมโยง ผสมให้กลมกล่อม และสื่อสารออกมาผ่านลวดลายบนวัสดุเศษเหล็ก

แนวทางที่สองคือ การได้รับโจทย์มาจากเจ้าของโปรเจกต์ต่างๆ กระบวนการทำงานจึงต้องนำความรู้สึกของลูกค้าเป็นตัวตั้ง และปรับจูนเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าหากันคนละครึ่งทาง นำสัดส่วนสองฝั่งมารวมกันให้เป็นหนึ่ง

“แนวทางนี้เหมือนว่าเราต้องค้นพบตัวตนก่อน แต่ตัวตนนั้นมันต้องถูกมลายหายไปด้วย เพื่อให้ผลงานที่เกิดขึ้นเข้ากับคนอื่นได้” นักออกแบบเจ้าของแบรนด์อธิบาย

หนึ่งในโปรเจกต์ที่ศรุตาจดจำเป็นความภูมิใจคือ ผลงานโคมไฟแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่จำนวนหลายชุด ที่โซน The Veranda ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม

ความท้าทายมาพร้อมกับเงื่อนไข 1 เดือนในการผลิต ช่วงเวลาบีบคั้นแต่ต้องถ่ายทอดภาพไอเดียในหัวในออกมาเป็นผลงานศิลปะติดตั้งขนาดใหญ่ เธอจำเป็นต้องดึงศักยภาพของโรงงานออกมาใช้อย่างเต็มที่ รวมกำลังพลคนงานให้มาช่วยสร้างแต่ละชิ้นส่วนให้สำเร็จด้วยความรวดเร็ว 

ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ PiN ผู้เชื่อว่าเมื่อมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่น จึงทำให้เห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง

“เป็นงานที่ต้องยืดหยุ่นมาก ที่สำคัญคือ อย่ามีตัวตนเยอะเกินไป จนลืมว่าผลงานของเราอยู่กับใคร บริบทไหน ต้องเรียนรู้จะปรับเปลี่ยนโดยไว เพื่อให้ทุกอย่างไหลลื่นได้มากที่สุด”

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับระบบการคิดของศรุตาคือ เรื่องของแรงบันดาลใจ หลายครั้งหลายคราวที่เธอเคยออกสื่อสัมภาษณ์หรือไปบรรยายให้กับองค์กรต่างๆ เชื่อหรือไม่ว่าศรุตาไม่เคยพูดถึงที่มาของแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่ถ้อยคำที่เธอพูดเสมอเหมือนกับเป็นปรัชญาในการออกแบบ คือเรื่องของวิถีชีวิตมากกว่า

“งานที่ปิ่นทำหรือสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นวิถีชีวิต การเกิดและโต แล้วมันบ่มเพาะให้ออกมาเป็นการสร้างงาน วิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตของคน นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ได้

“มันคือวิถีชีวิตของปิ่น สิ่งที่ปิ่นเห็น ทั้งรูปทรง ฟอร์ม และความรู้สึกที่ปิ่นไปจับ ต้องตาแล้วก็มาประทับในใจ ปิ่นก็นำความประทับในใจนั้นออกมาเป็นผลงาน”

ธรรมดา-ธรรมะ 

“ปิ่นนำสิ่งที่ไม่มีชีวิตแล้วกลับมาทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาใหม่ เป็นการกลับชาติมาเกิดของเหล็ก ของวัตถุดิบ ทำให้มีคุณค่า มีความงาม มีชีวิตใหม่” 

ประโยคนี้อ่านแล้วดูเหมือนซ่อนเรื่องการกลับมาเกิดใหม่ ความเชื่อในเชิงศาสนาเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนระบบการคิดและแก่นของชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องของธรรมะ ที่เป็นความสนใจส่วนตัวของศรุตามาอย่างยาวนาน

“เวลาเจอวิกฤตในชีวิต คนส่วนใหญ่จะชอบเข้าหาธรรมะ แล้วไปมองเห็นอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าช่วยเยียวยาให้ชีวิตดีขึ้น งานของปิ่นเป็นเศษเหล็ก แต่ทำให้เกิดความงามเป็นผลงานใหม่ คิดว่าคนที่มามองเห็นน่าจะมีกำลังใจ ฉุกคิดให้เห็นคุณค่า และสร้างพลังใจในชีวิตของเขาได้ด้วย”

ไม่ใช่แค่เพียงงานเชิงพาณิชย์เท่านั้น โปรเจกต์ส่วนตัวที่ศรุตาทุ่มเทและเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจก็คือ งานออกแบบโคมไฟแชนเดอร์เลียสำหรับวัดป่าวิเวกธรรมชาน์ อุบลราชธานี ติดตั้งภายในเจดีย์ที่มีผู้ออกแบบคือ อาจารย์สมชาย จงแสง มาพร้อมกับข้อจำกัดอันแสนท้าทายคือเรื่องงบประมาณ ทำให้ศรุตาต้องลองทำผ้าป่าสามัคคีเป็นครั้งแรกในชีวิต

ศรุตา เกียรติภาคภูมิ แห่ง PiN ผู้ชุบคุณค่าเศษเหล็กไปพร้อมกับชีวิตผู้คนรอบข้าง
ศรุตา เกียรติภาคภูมิ แห่ง PiN ผู้ชุบคุณค่าเศษเหล็กไปพร้อมกับชีวิตผู้คนรอบข้าง

“อันนี้คือความประทับใจที่ทำโคมไฟชิ้นใหญ่ แล้วก็ทุกคนร่วมบุญกันมา เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ณ วันนั้น” เธอเล่าแววตาเปล่งประกาย

นอกเหนือจากเรื่องธรรมะ ยังมีเรื่องสำคัญที่สุดอย่างการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางหลักทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต ตั้งแต่เรื่องการรู้ตัวประมาณตน มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน รวมถึงเงื่อนไขความรู้และคุณธรรม ที่เธอเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ใช้ได้จริงกับทุกอย่างในชีวิต 

“การกลับไปรู้แหล่งกำเนิด สิ่งที่ทำให้คุณเกิดมาเป็นคุณคืออะไร กลับไปค้นหาให้เจอ กลับไปดูรากกำเนิดสิ่งที่ทำให้เกิดมา อะไรคือจุดเชื่อมโยงทำให้เราเป็นเราทุกวันนี้

“กลับไปรู้ตัวประมาณตน รู้ว่าอะไรเราทำได้ อะไรเราทำไม่ได้ แล้วเราทำอะไรได้ดีหรือเราทำอะไรไม่ได้เลย เราใช้เวลาที่มีไปกับสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า เราอย่าไปเสียเวลากับสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้เลย” 

ในวันนี้เศษเหล็กของศรุตาไม่ได้เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบเท่านั้น แต่มีฐานะเป็นตัวแทนของการมองเห็นคุณค่าและสิ่งที่ช่วยยกระดับจิตใจให้กับคนทำงานที่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ท่ามกลางกระแสในช่วงเวลาที่เป็นยุคแห่งการบริโภคอย่างมีสติ และการรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ มากกว่าที่เคย

อย่างที่เธอทิ้งท้ายไว้ว่า ในท้ายที่สุดแล้วนั้น 

“ปิ่นมองเห็นคุณค่าชีวิตของคนอื่นก่อน มันจึงทำให้ปิ่นเห็นคุณค่าชีวิตตัวเอง”

ศรุตา เกียรติภาคภูมิ แห่ง PiN ผู้ชุบคุณค่าเศษเหล็กไปพร้อมกับชีวิตผู้คนรอบข้าง

5 คำแนะนำจากนักออกแบบผลิตภัณฑ์สู่ดีไซเนอร์รุ่นใหม่

01 อย่าหยุดทำ 

อย่าเก็บเสียงวิพากษ์เชิงลบมากระทบใจเรา เพราะจะบั่นทอนกำลังใจที่จะทำงานต่อ ปิ่นคิดว่าหากเรารู้สึกโกรธ ก็ควรเปลี่ยนความโกรธหรือความคิดด้านลบของคนอื่นที่มันกระทบใจเราให้เป็นความเมตตา เพราะความโกรธ ความโมโหจะทำให้เราไม่มีสมองโปร่งใส ไม่มีปัญญา 

02 อย่าคิดว่าใครเป็นศัตรูกัน

ยุคนี้เป็นยุคแห่งการเกื้อกูล อย่าคิดว่าฉันเก่งกว่าเธอ เธอเก่งกว่าฉัน ทุกคนมีแนวทางในชีวิตของตนเอง แล้วทุกคนก็มีเงื่อนไขในชีวิตของตนเองเช่นกัน ปิ่นเชื่อว่าทุกคนมีความดีในตนเอง แล้วก็เชื่อว่าการเกื้อกูลกันเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะจรรโลงวิกฤตที่มันเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

03 อดทน

ความอดทนคือสิ่งสำคัญในชีวิตการเป็นดีไซเนอร์ เพราะเห็นดีไซเนอร์หลายคนที่เก่งมาก อยากให้ไปต่อ ทำต่อ แต่บางทีเขาหายไปเลย เขาอาจจะมีเงื่อนไขในชีวิตอย่างอื่น แต่บางทีปิ่นเชื่อว่า ถ้าเขาไปต่อได้ ปิ่นอยากให้เขาทำให้ได้ เพราะว่าบางทีไฟมันจุดแล้วมันต้องไปต่อ ไม่อยากให้เขาทิ้งสิ่งที่มีอยู่

04 อย่าลืมรากเหง้าที่เราเป็น

อันนี้คือสิ่งสำคัญ บางทีเราหลงไปกับความสำเร็จของคนอื่น มองเห็นว่าคนนี้เก่งจัง คนนี้ทำได้ยังไง เราเห็นแต่ปลายทาง เราไม่รู้เลยว่าระหว่างทางกว่าที่คนจะไปถึงจุดนั้นได้ บาดเจ็บล้มตายมาเท่าไร การที่มีรากแล้วเราไม่ลืมราก จะทำให้เรายืนได้อย่างแข็งแรง

05 รู้ตัวตนเพื่อลดตัวตน

เป็นสิ่งสำคัญ แต่มีตัวตนไม่ใช่ว่ามีอัตตาสูง โดยที่เราไม่รู้ว่าต้องไปอยู่กับใคร เหมือนงานของปิ่นเอง ก่อนหน้านี้มันมีอัตตาสูง แต่สุดท้ายแล้วเราต้องอยู่กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตัวนักออกแบบเองหรือผลงานก็ตาม

Writer

Avatar

กมลกานต์ โกศลกาญจน์

นักเขียนอิสระที่สนใจเรื่องงานออกแบบ สังคม และวัฒนธรรม ชื่นชอบการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะอยากเรียนรู้ในความแตกต่างที่หลากหลายของโลกใบนี้

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load