The Cloud x Designer of the Year

หลังการประกาศรางวัล Designer of the Year 2019 สาขา Honor Awards ตกเป็นของ สุพัตรา ศรีสุข 

หลายคนคงไม่รู้จักและไม่แม้แต่จะเคยได้ยินชื่อ อย่าว่าแต่ประชาชนคนทั่วไปเลย แม้แต่ในแวดวงนักออกแบบเองก็ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จัก ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะด้วยภาระหน้าที่ คุณอ๋อย-สุพัตรา ศรีสุข เป็นเหมือนคนเบื้องหลัง เป็นคนทำงานนอกแสงไฟที่ส่องไฟไปยังบรรดานักออกแบบไทยทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ให้ชาวโลกได้รู้จัก

ชีวิตคุณอ๋อยบนเส้นทางการออกแบบเริ่มต้นจากการเรียนจบสถาปัตย์ เข้ามาทำงานรับราชการกระทรวงพาณิชย์โดยที่คนรอบข้างก็ไม่รู้ว่ามาทำอะไร ในยุคที่ประเทศนี้ยังไม่รู้จักการออกแบบ การลอกเลียนแบบจึงเป็นคำตอบของทุกสิ่ง ทั้งผลักและทั้งดัน ไปจนถึงใช้กลยุทธ์มากมาย จนกระทั่งงานออกแบบเริ่มเป็นที่ยอมรับและเติบโตขึ้นในบ้านเมืองเรา

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

แม้คุณอ๋อยจะเกษียณราชการไปตั้งแต่ พ.ศ. 2550 แต่นอกจากความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในวงการนักออกแบบแล้ว คุณอ๋อยยังเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดงานแสดงสินค้าในประเทศที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบัน

ทั้งงาน BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งานประกวดของบรรดานักออกแบบทั้งมืออาชีพและดาวรุ่งอย่าง Talent Thai and Designers’ Room และอีกมากมายเกินกว่าจะนับได้ ภายใต้หัวโขนของผู้อำนวยการศูนย์บริการออกแบบ (Design Service Center) กรมส่งเสริมการส่งออก (ชื่อปัจจุบันคือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ)

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

และนี่คือเรื่องราวของนิสิตสถาปัตย์ ผู้ไม่เคยได้ทำงานออกแบบตามที่เรียนมา แต่กลับเป็นลมใต้ปีกที่คอยผลักดันและสนับสนุนนักออกแบบไทยมากมายให้มีที่ยืนบนเวทีโลก

สถาปนิกในกระทรวง

คุณอ๋อยเล่าให้เราฟังว่า ตัวเองเลือกเรียนสายวิทย์ แต่สนใจการแต่งกลอนและเขียนหนังสือ ตอนเอนทรานซ์จึงคิดแต่เรื่องการสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ไม่ก็คณะอักษรศาสตร์ แต่จุดพลิกผันในชีวิตเกิดขึ้นช่วงก่อนสอบ เพราะญาติที่เรียนสถาปัตย์มานั่งเขียนแบบให้เห็นอยู่ทุกวัน ทำให้คุณอ๋อยแนบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงไปเป็นตัวเลือกอันดับสาม และคุณอ๋อยก็ได้เป็นนิสิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ สมใจ

หลังจากเรียนจบคุณอ๋อยใช้เวลาหางานอยู่หลายเดือน ด้วยสภาพสังคมและการงานในสมัยนั้นไม่เอื้อ และไม่มีที่ทางให้สถาปนิกผู้หญิงเท่าไรนัก ญาติจึงฝากคุณอ๋อยให้ช่วยงานที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และนี่คือก้าวแรกในการทำงานเป็นผู้ผลักดันงานออกแบบของไทย

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“เป็นงานที่ดูไม่เกี่ยวข้องกับสถาปนิกเลย คือสถาปนิกที่รับราชการจะมีตำแหน่งรองรับอยู่แค่ไม่กี่ที่ อย่างกรมประกันภัยฯ ไม่ก็กรมโยธาฯ ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คน ตอนที่อยู่กรมการค้าต่างประเทศก็คอยดูแลเรื่องปริมาณการส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งก็ช่วยงานอยู่หลายเดือนจนมีตำแหน่งว่างที่กรมเศรษฐสัมพันธ์ (ปัจจุบันคือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) ที่ดูแลเรื่องของงานจัดแสดงสินค้า จึงได้เข้าไปทำที่กรมนี้

“งานแรกที่ทำคือออกแบบโลโก้ให้กรม หลังจากนั้นก็ออกแบบแบบฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการรวบรวมข้อมูล และออกแบบพื้นที่จัดแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นก็จะมีที่เยอรมนี อเมริกา” คุณอ๋อยเล่าย้อนไปถึงสมัยทำงานที่แรก

รูปแบบคูหามาตรฐานที่มีในตอนนั้นสร้างภาพลักษณ์อันดีต่อการนำเสนอสินค้าไม่ได้ แต่งบประมาณที่มีก็ไม่มากพอให้ลงมือออกแบบใหม่ ในวิกฤตนั้นมีโอกาสอยู่เสมอ และภาระหน้าที่ของคุณอ๋อยในครั้งนี้จึงไม่เพียงทำให้เป็นคนลุยสู้งาน แต่ยังทำให้ได้เข้าไปรื้อค้นโกดังเก็บของ หาคูหาที่ยังพอใช้ได้มาใช้งาน

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

จากสถาปนิกสู่นักออกแบบผลิตภัณฑ์

“หลังจากที่ทำงานไปสักพักหนึ่ง พี่ก็เริ่มรู้สึกว่าความรู้ที่มีมันไม่พอสำหรับการทำงานอีกแล้ว เพราะตอนได้มีโอกาสไปร่วมงานจัดแสดงสินค้าที่ต่างประเทศ แม้พี่จะเรียนจบจากโรงเรียนฝรั่งมา แต่ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ในการคุยกับคนต่างชาติ ทำให้ไม่กล้าจะสื่อสารด้วย สรุปว่าการเดินทางไปงานแสดงสินค้าต่างประเทศนั้นเราไม่ได้คุยกับใครเลย ก็เลยเกิดความคิดที่จะไปเรียนต่อขึ้นมา” 

คุณอ๋อยเล่าให้เราฟังว่า ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งในการทำงานคือ มีเจ้านายที่ดีที่เชื่อมั่นในตัวเด็กจบใหม่คนหนึ่ง และสนับสนุนให้ได้มีโอกาสลาไปเรียนต่อต่างประเทศ แม้ว่าสิ่งที่เจ้านายอยากให้เรียนจะเป็นสาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ Industrial Design แทนที่จะเป็นด้านสถาปัตยกรรมตามที่เรียนมา เพราะหน่วยงานต้องการบุคลากรที่มีความรู้ทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์มากกว่า 

“ที่กรมหว่านล้อมให้ไปเรียนด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะถ้าจบโทด้านสถาปัตย์มาอีกก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้นี้ ซึ่งในยุคนั้นการเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์แทบจะเป็นวิชาที่ไม่มีคนรู้จักเลย (เน้นเสียง) หลังจากที่เรียนไปและเริ่มรู้วิธีการคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ ตอนทำวิทยานิพนธ์พี่ก็เลือกออกแบบคูหาจัดแสดงสินค้าในงานแสดงสินค้า ซึ่งออกแบบหลายยูนิต ซึ่งนำมาประกอบและใช้งานแบบผสมผสานกันได้ หรือที่เรียกว่า Modular System” คุณอ๋อยเล่าย้อนถึงสมัยเรียนปริญญาโท

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room
 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

จากนักออกแบบผลิตภัณฑ์สู่ผู้ผลักดันการส่งออก

หลังจากเรียนจบใน พ.ศ. 2515 คุณอ๋อยก็เดินทางกลับมาทำงานที่ศูนย์บริการส่งออก ดูแลในส่วนงานแสดงสินค้าและพื้นที่นิทรรศการที่จัดไว้ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ทั้งข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศ และกฎระเบียบที่ควรรู้ก่อนทำการค้าขาย ซึ่งทางกรมก็เริ่มพาผู้ประกอบการไปจัดแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถือเป็นการส่งเสริมการส่งออกครั้งแรกๆ ของไทย

“สินค้าชุดแรกๆ ที่เราส่งออกไปคือพวกเสื้อผ้า ของเล่น ตุ๊กตา ซึ่งหลายครั้งสินค้าที่เอาไปมันขายไม่ได้ หลายคนบอกว่าลูกค้าไม่ซื้อเพราะรสนิยมมันไม่ตรงกัน พี่ในฐานะที่มีความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็คิดว่านี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เริ่มออกแบบและผลิตสินค้าเองแล้ว มันควรจะต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการให้สินค้าที่ทำมีคุณภาพดีขึ้นและขายได้” คุณอ๋อยพูดถึงวันที่เริ่มเป็นคนดูแลฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ศูนย์บริการส่งออก

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

งานแรกของคุณอ๋อยคือติดต่อสำนักงานต่างประเทศของกรม เพื่อนำสินค้าที่หลากหลายประเทศส่งออกไปขายกันทั่วโลก มาจัดแสดงให้ผู้ประกอบการที่ไทยได้เห็นคู่แข่งในตลาดโลก เพราะในตอนนั้นผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเลือกใช้วิธีการลอกแบบสินค้าจากยุโรปและอเมริกา ก่อนผลิตขายในราคาถูก ด้วยผู้ประกอบการไทยในเวลานั้นยังไม่สนใจพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบ 

คุณอ๋อยคิดถึงการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการส่งออกเพิ่มเติม จึงตัดสินใจสมัครไปประจำการที่สำนักงานของกรมที่เยอรมนี และดูแลตลาดการส่งออกในละแวกยุโรปทั้งหมด นอกจากนี้ยังช่วยพาผู้ประกอบการไทยไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า และรับผิดชอบเรื่องจัดหาคนมาออกแบบคูหาในงาน ซึ่งการประจำอยู่ที่เยอรมนีถึง 5 ปี ทำให้คุณอ๋อยได้เรียนรู้กลยุทธ์ในการส่งเสริมการส่งออก และรู้ความต้องการของผู้ซื้อหลากหลายรูปแบบ

 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room
 BIG+BIH หรืองานสินค้าตกแต่งบ้าน TIFF งานแสดงเฟอร์นิเจอร์อันดับต้นๆ ของไทย Bangkok Gems and Jewelry Fair งานค้าส่งสินค้าเครื่องประดับ งาน Talent Thai and Designers' Room

“พี่พยายามคิดโครงการใหม่ๆ อยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือการเชิญฝ่ายจัดซื้อจากห้างใหญ่ทั่วทั้งยุโรปมาดูสินค้าถึงแหล่งผลิตในไทยและดำเนินการซื้อขายกัน เพราะการพาผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงสินค้าต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายแฝงสูงมาก จึงคิดมุมกลับว่า ถ้าเราพาคนซื้อมาไทยแทนล่ะจะเป็นยังไง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ทำให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการจัดงานในลักษณะนี้”

จากผู้ผลักดันการส่งออกมาสู่ Design Promoter

เมื่อคุณอ๋อยหมดวาระจากกรมที่เยอรมนี ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการเสนอเรื่องเข้าไปยังคณะรัฐมนตรี เรื่องการจัดตั้งศูนย์กลางการบริการออกแบบแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งผ่านมติใน พ.ศ. 2533 

คุณอ๋อยจึงถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลศูนย์กลางการบริการออกแบบแห่งนี้ และเริ่มออกแบบศูนย์บริการออกแบบหรือ Design Service Center โดยใช้แนวทางการจัดตั้งจากการศึกษาที่ได้รับความช่วยเหลือจาก EEC-Thai Cooperation ทางยุโรป โดยกรมให้การสนับสนุนด้านบุคลากรและงบประมาณ ในศูนย์ประกอบไปด้วยห้องสมุดงานออกแบบ ส่วนจัดแสดงงานออกแบบผลิตภัณฑ์จากนักออกแบบดังๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รู้ว่างานออกแบบที่ดีมีลักษณะอย่างไร

“ความยากในการทำงานของพี่ในฐานะผู้ดูแลศูนย์ออกแบบแห่งแรกในไทยก็คือ ไม่รู้จะไปหานักออกแบบและผู้ประกอบการที่อยากทำงานด้วยกันจากที่ไหน ด้วยความที่เป็นหน่วยงานใหม่และไม่เป็นที่รู้จักมากนัก พี่เลยคิดหาวิธีรวบรวมเหล่านักออกแบบในไทยให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการได้เห็น โดยอาศัยการเชิญเหล่านักออกแบบชื่อดังจากหลายประเทศทั่วโลกมาบรรยายที่ศูนย์การออกแบบแห่งนี้ จากการไปสัมมนาในต่างประเทศ เพื่อจะเรียกบรรดานักออกแบบมารวมตัวกัน และบรรดานักออกแบบไทยที่สนใจมาฟังนักออกแบบเหล่านั้นก็เริ่มเห็นความตั้งใจจะพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบของรัฐมากขึ้น

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“ต่อมาพี่จึงเริ่มจัดการประกวดออกแบบเพื่อเฟ้นหานักออกแบบเก่งๆ เข้ามาร่วมงานกับผู้ประกอบการ เพื่อผลิตสินค้าที่ดีด้วยกระบวนการออกแบบ ผ่านการคัดเลือกจากกรรมการที่ก็เป็นนักออกแบบด้วยกัน โดยในช่วงแรกๆ นั้น ทางภาครัฐช่วยสนับสนุนค่าจ้างของบรรดานักออกแบบด้วยซ้ำ เพราะผู้ประกอบการไม่เชื่อและไม่มีงบ” คุณอ๋อยเล่าถึงกลยุทธ์ในการดึงตัวนักออกแบบออกมา

คุณอ๋อยบอกเราว่า ในช่วงนั้นมีงานประกวดการออกแบบเยอะมาก และการประกวดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราได้เพียงสินค้าที่ออกแบบดี แต่กลายเป็นว่าเราได้นักออกแบบที่เก่งมากขึ้น หลายคนได้ไปแสดงงานในต่างประเทศ หลายคนได้ร่วมงานกับบริษัทต่างชาติ หลายคนกระโดดมาทำสินค้าของตัวเอง ทำให้เหล่านักออกแบบเริ่มเติบโตและเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นของวงการออกแบบในไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อมีนักออกแบบแล้ว ผู้ประกอบการก็สนใจเรื่องการออกแบบ และนักออกแบบก็ได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการจนเกิดเป็นสินค้าที่ดี ถ้าไม่มีตลาด ทุกอย่างที่ทำมาก็คงจะไม่เกิดผล

ความน่าสนใจอีกจุดหนึ่งก็คือ จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทยนี้ก่อให้เกิดงานแสดงสินค้าในไทยเป็นครั้งแรก แม้คุณอ๋อยจะออกตัวว่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่งาน BIG+BIH (Bangkok International Gift Fair and Bangkok International Houseware Fair), TIFF (Thailand International Furniture Fair), Bangkok Gems and Jewelry Fair และอีกหลายต่อหลายงานก็ถือกำเนิดขึ้นมา และมีนักธุรกิจมากมายจากทั่วโลกมาร่วมงานเพื่อสั่งซื้อสินค้ากลับไปขายต่อยังต่างแดน

“สมัยที่กรมพาผู้ประกอบการไปแสดงสินค้าที่งานแฟร์ต่างประเทศ ด้วยเงินที่เรามีมันทำให้พาไปได้แค่ไม่กี่ราย เพราะในงานแสดงสินค้า เราไม่ได้แค่เช่าพื้นที่จัดแสดงอย่างเดียว แต่ต้องเช่าห้องประชุมสำหรับทำการซื้อขาย เช่าโกดังจัดเก็บ จ่ายค่าขนย้าย ซึ่งทั้งหมดนี้มีราคาสูงมาก 

สุพัตรา ศรีสุข ผู้ไม่เคยออกแบบ แต่เป็นผู้ริเริ่มงานแสดงสินค้า จุดเริ่มต้นของวงการออกแบบไทย

“พี่ก็นึกย้อนไปก่อนหน้านี้และคิดในมุมกลับว่า ถ้าอย่างนั้นเราเชิญชวนผู้ซื้อให้มาซื้อที่บ้านเราน่าจะง่ายและประหยัดกว่า เงินจำนวนเท่ากันแต่ผลักดันผู้ประกอบการได้เยอะกว่ามาก จึงเกิดเป็นงานแสดงสินค้าในไทยเป็นครั้งแรกที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ และเป็นครั้งแรกๆ ในละแวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่โอเค มีคนมาพอสมควร ในช่วงที่ส่งออกดีๆ เราเคยดูแลงานแสดงสินค้าประมาณสิบสองงานในหนึ่งปี และหลายๆ งานก็ยังคงจัดต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้” ผู้ก่อตั้งงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทยเล่าย้อนถึงไอเดียในการจัดงาน

ผมนั่งนึกไปถึงยุคก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ประเทศเรายังคงคล้ายจีนในช่วงก่อนหน้านี้ อาศัยค่าแรงต่ำผลิตสินค้าราคาถูกส่งออกไปแทบทุกที่บนโลก โดยไม่มีความเชื่อในการออกแบบเท่าไรนัก แล้วความเชื่อแบบไหนที่ทำให้คุณอ๋อยลงแรงผลักดันการออกแบบจนกลายมาเป็นแบบทุกวันนี้ได้กัน

“พี่เชื่อเรื่องงานออกแบบในทุกสาขา ว่ามันจะทำให้วิถีชีวิตของคนดีขึ้น สถาปนิกออกแบบบ้านก็ทำให้คนในบ้านหลังนั้นมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น สินค้าต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์มาแล้วอย่างดี ทำให้มีความสวยงาม ใช้งานได้ดี คนใช้ก็มีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน

“และสิ่งที่ยากที่สุดในการทำงาน คือพี่ต้องทำให้คนอื่นๆ เชื่อในสิ่งเดียวกับพี่ด้วย” คุณอ๋อยทิ้งท้าย

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

The Cloud X  Designer of the Year

สุรชัย พุฒิกุลางกูร เป็นคนไทยอีกคนที่เป็นอันดับหนึ่งของโลก

เขาเป็น illustrator หรือผู้สร้างภาพประกอบงานโฆษณา ผู้เป็นอันดับหนึ่งของโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร ARCHIVE 4 ปีติด

ถ้ามองในแง่การประกวด การได้รางวัลระดับ Gold เปรียบคล้ายๆ การสอบได้เกรด A ส่วนรางวัลกรังด์ปรีซ์คือการได้คะแนนท็อปในวิชานั้นๆ เขากวาดรางวัลกรังด์ปรีซ์ในเวทีใหญ่ของโลกมาแล้วเกือบครบ ขาดไปแค่เวทีเดียว เพราะเขาทำงานให้กับเอเจนซี่จากทุกทวีปทั่วโลก บนโลกใบนี้ไม่น่ามีใครได้รางวัลกรังด์ปรีซ์มากเท่านี้อีกแล้ว

สุรชัย พุฒิกุลางกูร
สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก

คำว่า illustrator ในวงการโฆษณาส่วนใหญ่หมายถึง นักวาดภาพ หรือนักรีทัช แต่สุรชัยเป็น illustrator ในความหมายล่าสุด คือผู้สร้างภาพทั้งหมดขึ้นจากคอมพิวเตอร์ หรือ Computer-generated imagery (CGI) ซึ่งเป็นการทำลายทุกข้อจำกัดในการรีทัชภาพ เพราะเขาสามารถสร้างภาพอะไรขึ้นก็ได้ และมันเหมือนจริงเสียจนเราคิดว่า มันคือภาพถ่าย

ล่าสุด สุรชัยเป็นเจ้าของรางวัล Honor Awards 2017 สาขา Illustration Design จากงาน Designer of the Year นั่นทำให้เรานัดพบเขาในวันนี้ที่สำนักงานของเขาซึ่งอยู่บนชั้นเพนต์เฮาส์ของตึกสูงกลางเมือง

ออฟฟิศที่น่าจะมีถ้วยรางวัลกรังด์ปรีซ์มากที่สุดในโลก

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก

สุรชัยเรียนจบจากสาขาจิตรกรรม คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาชอบและถนัดการวาดภาพแบบ Superrealistic หรือภาพที่เหมือนจริงจนดูไม่รู้ว่าเป็นภาพวาด เขาทำสิ่งนี้ได้ดีมาก แต่เขาไม่อยากเป็นศิลปิน

“ผมถามตัวเองตอนเรียนว่า เราชอบวาดรูป แต่ถ้าไม่อยากเป็นศิลปิน เราจะมีชีวิตอยู่ยังไง เราก็ต้องไปหาร่างทรงซึ่งมีสิ่งที่เราต้องการครบ ก็คืองานโฆษณา ผมชอบความคิดสร้างสรรค์ ชอบการแข่งขัน การทำงานในวงการโฆษณาทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ด้วยความกดดันจากลูกค้า ผมว่ามันสนุกกว่าการกดดันจากตัวเอง ผมอาจจะไม่ใช่ศิลปิน คุณจะเรียกผมว่าอะไรผมไม่สน แต่ผมมีความสุข ผมรักในสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ แค่นี้ก็พอแล้ว” สุรชัยย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วงการโฆษณา

งานโฆษณาของเขาอาจไม่ได้รับการยอมรับเท่างานไฟน์อาร์ต แต่ก็มีบางสิ่งที่สำคัญกว่านั้น

“คนส่วนใหญ่มักมองงานต่างๆ ว่ามีลำดับชั้น ผมเชื่อว่าทุกพีระมิดมียอดของมัน ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ คุณต้องไปอยู่บนยอดพีระมิดของคุณให้ได้ ถึงแม้ว่าพีระมิดของผมอาจจะเล็กกว่าคนอื่น ต่ำชั้นกว่าคนอื่น ผมก็ไม่สนใจ” ชายผู้ยืนอยู่บนยอดพีระมิดกล่าว

บางคนอาจคิดว่าเขาโชคดีที่วางมือจากการสร้างภาพแบบ Superrealistic ด้วยพู่กัน มาใช้เมาส์ก่อนคนอื่น แต่นั่นอาจจะไม่ใช่โชค

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก

“ผมสนใจวิวัฒนาการของเครื่องมือที่ศิลปินใช้ มันเริ่มจากฝุ่น สีน้ำมัน สีอะคริลิก พู่กันลม จนมาถึงเครื่องมือใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ ถ้าเครื่องมือเปลี่ยน เราก็ต้องตามโลกให้ทัน ผมยังสนใจสิ่งเดิมนะ คือ Superrealistic เพียงแต่เปลี่ยนเครื่องมือเท่านั้นเอง ถ้าใช้เครื่องมือถูกต้อง ย่อมทำให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” สุรชัยเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาหัดใช้คอมพิวเตอร์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนตอนเรียนที่ญี่ปุ่น

สุรชัยเปิดบริษัท Illusion เมื่อปี 2001 ด้วยความตั้งใจจะทำงาน CGI แต่ช่วงแรกต้องเริ่มจากงานรีทัชก่อน กว่าทุกอย่างจะเป็นใจให้เขาได้ทำงาน CGI เต็มตัวก็ปี 2011 กับงาน Heaven and Hell ของกระเป๋า Samsonite ถือเป็นการแจ้งเกิดการเป็นคนทำ CGI ได้งดงาม เพราะเป็นงานนี้ได้รับรางวัลมากที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์โฆษณาโลก

“งานโฆษณาเป็นงานประกวดไอเดีย ภาพที่ใช้เล่าไอเดียมักเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าเราทำภาพที่ไม่เคยมีอยู่จริงมาก่อนให้เหมือนจริงได้ งานจะมีพลังมาก” ผู้ก่อตั้งบริษัท Illusion เล่าความพิเศษของงาน CGI สำหรับโฆษณา

“ถ้าคุณเป็นศิลปิน คุณวาดภาพสิ่งที่อยู่ในหัวคุณออกมา แต่งานของผมคือการวาดภาพที่อยู่ในหัวของครีเอทีฟ คนที่มาจ้างเราเขามีภาพอยู่ในหัวของเขาอยู่แล้ว เราต้องมองเข้าไปในหัวเขาว่า ภาพนั้นคืออะไร แล้วทำออกมาให้ตรง เหมือนซื้อหวย แต่ต้องถูกทุกงวด” สุรชัยหัวเราะเสียงดัง

“แล้วก็ต้องทำให้เกินกว่าสิ่งที่เขาคาดหวัง นี่คือความสนุกของงานของผม”

เขาเล่าต่อว่า งานสร้างภาพของเขาไม่ใช่แค่ทำให้เหมือน แต่ต้องออกแบบทุกอย่าง ต้องลดทอนความเหมือนจริงบางอย่างลง ต้องเพิ่มความเหมือนจริงบางอย่างขึ้น เพื่อทำให้ไอเดียโดดเด่น และยังมีความงาม

จุดเด่นข้อหนึ่งที่ครีเอทีฟชั้นยอดของโลกชื่นชมงานของสุรชัยมากก็คือ งานของเขาละเอียดมาก อย่างที่ไม่มีใครเขาทำขนาดนี้

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก

“ผมเรียกว่า ทฤษฎีความสุขระดับตารางนิ้ว เป็นการทำงานในระดับ super close-up ที่ซูมเข้าไป 4 เท่า ก็ยังเห็นรายละเอียด ผมเชื่อว่าถ้าซูมเข้าไปขนาดนั้นแล้วยังเหมือนจริง เวลาที่เราถอยออกมามองมันก็จะยิ่งเหมือนจริง ถ้าอยากให้งานมีพลัง ก็ต้องใส่ความสุขในการทำงานลงไป สิ่งที่คนเห็นจะไม่ใช่แค่ความเหมือนจริง แต่เป็นความตะลึงในรายละเอียด” สุรชัยเว้นจังหวะลับมีดโกน

“สิ่งที่เราใส่ลงไปในงานไม่ใช่รายละเอียด แต่มันคือความรักในสิ่งที่ทำ นี่แหละ คุณค่าของงานออกแบบ”

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนตลอดเวลา ผู้ชายวัย 50 คนนี้ต้องตามเทคโนโลยีตลอดเวลาเช่นนั้น

“มันเป็นลักษณะเฉพาะของผมอยู่แล้ว ผมชอบการแข่งขัน ชอบการค้นคว้า คนอาจจะมองว่าคนอายุห้าสิบกว่าคงเรียนรู้อะไรใหม่ยาก แต่ผมไม่ได้มองว่ายาก ผมแค่เรียนรู้เครื่องมือใหม่เท่านั้นเอง เรื่องที่ผมทำเป็นเรื่องเดิม ถ้าเราสนุกกับมัน มันจะไม่ยากเลย”

สิ่งที่สุรชัยกำลังสนุกในตอนนี้ไม่ได้มีแค่การทำภาพนิ่งให้เหมือนจริงเท่านั้น แต่เขากำลังสนใจการออกแบบโลกเสมือนจริง หรือ Virtual Reality (VR)

“สิ่งที่ผมสนใจคือ Superrealistic ผมเชื่อว่าศิลปินทุกยุคทุกสมัยพยายามถ่ายทอดสิ่งที่เหมือนจริงมากๆ เพื่อทำให้คนเชื่อว่าเป็นของจริง เพียงแต่จะเกิดกับคอนเทนต์แบบไหนเท่านั้นเอง ต่อไป VR จะเป็นศูนย์รวมความรู้ด้านเหมือนจริงทั้งหมด จะทำให้คนเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราไม่รู้ว่ามันคือความจริงหรือความฝัน สภาวะแบบนี้แหละที่ผมสนใจ”

สุรชัยยอมรับว่าเขาคงไม่ได้เริ่มทำงาน VR ในเร็วๆ นี้ แต่เขาจะไปถึงสิ่งนั้นแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก

Rules of Design

1. Study

เมื่อได้โจทย์มาเราต้องทำความเข้าใจโจทย์ ทำความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดที่เราจะสร้าง เราต้องศึกษาทำความรู้จัก ทำความเข้าใจให้เยอะ

2. Beauty

ภาพประกอบงานโฆษณาต้องมีความงาม มันคือเสน่ห์ที่จะดึงดูดคน เราไม่ได้ทำสารคดี เราต้องใช้ความรู้ทางศิลปะมาทำให้ภาพงาม ไม่ใช่มีแต่ความถูกต้อง ถึงจะเป็น Superrealistic ก็มีความงามแบบของมัน

3. Idea

หน้าที่หลักของเราคือ ทำไอเดียหลักให้โดดเด่น เข้าใจได้ชัดเจน ภาพต้องไม่สวยเกินไอเดีย เราต้องรักษาสมดุลระหว่างความถูกต้อง ความงาม และไอเดีย

4. Masterpiece

งานชิ้นนั้นต้องมีชีวิตอยู่ยาวนาน ถึงพรินต์แอดจะมีอายุใช้งานอยู่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่สำหรับผมมันต้องคงอยู่ เป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ ให้คนรุ่นต่อไปที่อยากทำงานแนวนี้ สิ่งที่จะต่อชีวิตมันได้ก็คือ เราต้องใส่ใจลงไปในงาน

My Favorite Works

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
งาน: Heaven and Hell
สินค้า / บริการ: Samsonite
เอเจนซี่: JWT China
ปี: 2011

“ผมไม่ได้เลือกงานชิ้นนี้เพราะแค่ประสบความสำเร็จ แต่มันยังบอกว่าเราเป็น CGI 100 เปอร์เซนต์ ตอนแรกครีเอทีฟบรีฟว่าอยากให้ผู้ชายในรูปเป็นคนจริง แต่ผมบอกว่าถ้ามีคนผมไม่ทำ ผมจะทำ CGI ทั้งหมด นี่เป็นงานที่ผมมั่นใจว่าจะทำให้เห็นว่าเราสามารถมาทางนี้ได้”

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
งาน: Pig  and Lamb
สินค้า / บริการ: Sunlight
เอเจนซี่: Lowe Thailand
ปี: 2013

“งานชิ้นนี้ทำให้เรามั่นใจในทางที่เราเดินมากขึ้น การทำ CGI ยากที่สุดตรงการทำสิ่งมีชีวิต โจทย์นี้มันท้าทายเรา มันเป็นโอกาสที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นกว่าเดิม และพาเราไปไกลกว่าเดิม งานนี้ประสบความสำเร็จมากในแง่รางวัล”

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
งาน: Tiger / Shark / Rhino
สินค้า / บริการ: WWF
เอเจนซี่: Leo Burnett, Australia
ปี: 2014

“สิ่งที่อยู่ในใจผมก็คือ กลัวว่าวันหนึ่งจะมีคนจ้างให้เราทำสิ่งที่เราทำไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมพยายามศึกษาและพัฒนาทีมให้ทำได้มากกว่าสิ่งที่เราทำได้ พอเราทำสัตว์ได้ ก็มีคนจ้างให้เราทำภาพคน ครีเอทีฟจากออสเตรเลียบอกว่ามีไอเดียแบบนี้ ให้ผมทำคนเป็นเหมือนซอมบี้ก็ได้จะได้ง่ายหน่อย พอทำไปเร่ิมเหมือนคน เขาก็พยายามผลักเราให้งานไปไกลกว่านั้น นี่คือข้อดีของวงการโฆษณา ถ้าเราชอบแล้วแต่เขายังไม่ชอบ แปลว่าเขาเห็นในสิ่งที่เราไม่เห็น เราต้องเรียนรู้มากขึ้น งานนี้คือมาสเตอร์พีซในมุมของผม เพราะเราได้พัฒนาทักษะไปถึงจุดที่เราไม่เคยไปถึง แล้วก็เติมเต็มความคาดหวังของลูกค้าด้วย”

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
งาน: UK / Germany / Holland / Italy / Scotland / Sweden
สินค้า / บริการ: 28 Too Many
เอเจนซี่: Ogilvy & Mather UK
ปี: 2015

“โอกิลวี่บรีฟว่า เขาต้องการให้เราทำงานระดับโกลด์คานส์ เขาคาดหวังงานขนาดนั้น เขาส่งเลย์เอาต์มาให้ดู เป็นภาพที่เขาถ่ายธงที่เย็บมาแล้วรีทัช เลย์เอาต์ใกล้เคียงกันกับตอนเสร็จแล้วมาก สิ่งที่ต่างไปคือ เขาไม่สามารถทำภาพให้ดูแล้วรู้สึกได้ พอโคลสอัพเข้าไปดูธง จะเห็นว่ารีทัชแล้วลายผ้าไม่ไปด้วยกัน รอยยับย่นก็ควบคุมไม่ได้ แต่พอเราปั้นขึ้นมาจะให้ย่นตรงไหนก็ได้ รอยขาด รอยเก่า คราบเลือด ใส่ในจุดที่ต้องการได้หมด โจทย์นี้ไม่ยากในแง่ทักษะ แต่ยากตรงการตีความว่า ทำยังไงถึงน่ากลัว แต่ไม่มากไป และมีความงามน่าดึงดูด”

สุรชัย พุฒิกุลางกูร illustrator โฆษณาอันดับหนึ่งของโลก
งาน: Into HBO
สินค้า / บริการ: HBO
เอเจนซี่: Droga5, New York, USA
ปี: 2016

“งานนี้ไม่มีอะไรมาก แต่บอกถึงความสุขระดับตารางนิ้วได้ชัดเจนที่สุด โจทย์คือทำบิลบอร์ดที่มองไกลๆ เหมือนภาพซ่าๆ ในช่วงอินโทรของ HBO แต่ซูมเข้าไปดูจะเห็นรายละเอียดที่เป็นตัว White Walker จากเรื่อง Game of Thrones เราแบ่งภาพออกเป็น 49 ช่อง แล้วทำทีละช่อง แต่ละช่องแตกต่างกันหมด ตัวละครในภาพมีไม่กี่ตัว แต่เราก็ทำให้มันมีท่าและมุมที่ต่างกันเล็กน้อย ค่อยๆ วางใส่เข้าไป เป็นงานที่ละเอียดมาก”

Save

Save

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load