ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท ออกมาเคลื่อนไหวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการตรวจสอบการจัดซื้อชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) และการพาแพทย์ชนบทอาสามาช่วยปฏิบัติการกู้ภัยโควิดกรุงเทพมหานคร ตรวจเชิงรุกให้ประชาชนใน กทม. และปริมณฑล รวมถึงการลุยงานโควิดหลากหลายรูปแบบในพื้นที่อำเภอจะนะ

ก่อนหน้านั้นสักสองสามปี เขาคือผู้ที่ระดมทุนติดโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลจนประหยัดงบประมาณได้มหาศาล และกลายเป็นต้นแบบโรงพยาบาลทั่วประเทศทำตาม

ถอยไปอีก เขาคือหมอนักเคลื่อนไหว เป็นแกนนำต่อต้านโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการวางท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย โรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

ในระหว่างนั้น เขาก็เป็นขาประจำเรื่องการวิพากษ์การเมือง ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน จุดยืนของเขาคือ อยู่ฝั่งตรงข้ามอำนาจรัฐ ยืนหยัดอยู่ข้างชาวบ้าน

ย้อนประวัติเขากลับไปอีกนิด เด็กหนุ่มหัวดีจากสงขลาคนนี้ได้สอบติดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ พ.ศ. 2531

เรียนปี 3 เขาเป็นประธานชมรมค่าย สจม. -ค่ายอาสาสมัครที่เข้มข้นที่สุดของมหาวิทยาลัย

เรียนปี 4 เขาเป็นนายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ -เขาเริ่มต้นงาน ‘ก้าวใหม่’ งานรับน้องมหาวิทยาลัย พาเด็กจุฬาฯ 700 คน ขึ้นรถไฟไปสัมผัสสชีวิตชนบทที่ราชบุรี ลองทำนา ฝึกใช้แรงงาน แบบค่ายอาสา แต่คนส่วนใหญ่ไม่อินด้วย ในปีต่อมาๆ จึงเข้มข้นน้อยลง จนกลายเป็นงานรับน้องทั่วไป

เรียนปี 5 เขาเป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย-สู้กับรัฐบาลเผด็จการ

ประมาณ พ.ศ.​ 2538 เขาเรียนจบ แล้วไปเริ่มงานที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลาบ้านเกิด ในตำแหน่งผู้อำนวยการ เพราะทั้งโรงพยาบาลมีหมอ 2 คน คือเขากับเพื่อน เพื่อนไม่อยากเป็น เขาก็เลยได้ตำแหน่งนี้

พ.ศ. 2542 เขาย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา แล้วก็ทำอะไรมากมาย อย่างที่ได้เล่าไป

เขาว่า จุดร่วมของงานทั้งหมดคือ ส่งเสริมประชาธิปไตยแบบฐานราก ทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีสิทธิ์และมีเสียง

เขาเป็นหมอ แต่ดูเหมือนงานเกือบทั้งหมดที่ทำ เกินขอบข่ายงานของหมอ

เปล่า, ไม่ได้เกินเลยแต่อย่างใด นั่นแหละงานของหมอ เจ้าของฉายาหมอเอ็นจีโอสรุปงานของหมอในมุมของเขาว่า

“รักษาคน ไม่ใช่รักษาโรค”

หมอเอ็นจีโอ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ “หมอที่ดีต้องรักษาคนไข้ ไม่ใช่รักษาโรค”

ช่วงนี้คุณได้ไปราวนด์คนไข้บ้างไหม

น้อยลงมากครับ ชีวิตผมช่วงสามสี่ปีหลัง ตรวจคนไข้น้อยลงอย่างชัดเจน เพราะน้องๆ ให้อภัยแล้ว (หัวเราะ) เมื่อก่อนเราต้องอยู่เวรกลางคืน แต่ตอนนี้หมอเพิ่มขึ้นมาก ผมก็จะช่วยตรวจเฉพาะรายในวันที่หมอไม่พอ ตรวจ OPD บ้าง ไปราวนด์วอร์ดบ้าง หรือช่วยแก้ปัญหาเป็นรายๆ ไป พอไม่ได้ทำนานๆ ทักษะก็หายไปเยอะเลยครับ

ตอนนี้คุณคิดว่าตัวเองเป็นหมอ ผู้บริหารโรงพยาบาล นักรณรงค์ หรืออย่างอื่น

มีคนเรียกผมว่า หมอเอ็นจีโอ คำนี้น่าจะถูกแล้ว

นิยามของหมอเอ็นจีโอคือ

เป็นหมอที่อยู่นอกกรอบ อาจจะทำตัวเหมือนเอ็นจีโอ คือวิพากษ์รัฐ ทำงานพัฒนาที่แตกต่างจากรัฐ คนละทางกับรัฐ น่าจะประมาณนี้

ที่ผ่านมา คุณขับเคลื่อนหลายเรื่องมาก ทั้งการเมือง ค้านท่อก๊าซ ค้านนิคมอุตสาหกรรม ค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ มาจนถึงโควิด จุดร่วมกันของทุกเรื่องคืออะไร

ผมเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตยรากฐานที่ต้องฟังเสียงประชาชน จุดเด่นอย่างหนึ่งของผมคือ ผมพูดแล้วเสียงดังกว่าชาวบ้าน เพราะผมมีหมวกเป็นหมอ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผมก็มักจะทำหน้าที่สื่อสารเอาเสียงของชาวบ้านออกสู่สาธารณะ ประชาธิปไตยรากฐานคือ ให้ผู้มีอำนาจฟังเสียงชาวบ้านบ้าง เรื่องนิคมอุตสาหกรรม ท่อก๊าซ เป็นการเอาเสียงชาวบ้านสู่สังคมเมือง ปัญหาโควิด บริหารวัคซีนไม่ดี ATK ก็เอาเสียงของคนเล็กคนน้อย ชาวบ้าน เสียงในพื้นที่ให้ส่วนกลางได้ยิน

ทำไมส่วนกลางต้องฟังเสียงเล็กเสียงน้อยเหล่านี้

เพราะนี่คือประชาธิปไตยรากฐานที่สุดเลย สมัยเรียนหนังสือและช่วงที่จบมาใหม่ๆ ผมทำเรื่องประชาธิปไตยเชิงโครงสร้างเยอะ อยากได้รัฐธรรมนูญดีๆ อยากได้โครงสร้างอำนาจรัฐดีๆ สนใจเรื่องอำนาจส่วนบน แต่พอมาทำงานในพื้นที่ ฝังตัวอยู่กับชาวบ้านเยอะ วิธีคิดของผมก็เปลี่ยนไปมาก 

ผมสนใจประชาธิปไตยโครงสร้างน้อยลงมาก แต่สนใจประชาธิปไตยฐานรากแบบประชานิยมเลย ซึ่งไม่ค่อยดีนะ คือ เสียงชาวบ้านถูกเสมอ ผมอยู่ข้างชาวบ้านแบบไม่สนใจเหตุผลเท่าที่ควร ถ้าสนใจหลักเหตุผล บางทีเราก็ไม่ควรอยู่ข้างชาวบ้านนะ อย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมจะมาตั้งที่สงขลา ถ้าไม่ตั้งที่จะนะ จะตั้งตรงไหน มันก็เหมาะสม แต่ชาวบ้านไม่เอา เราก็ยืนข้างชาวบ้าน

ถ้ามองการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเป็นการต่อสู้ ฝั่งตรงข้ามของคุณคือใคร

โครงสร้างอำนาจรัฐ

ผู้นำรัฐด้วยไหม

ไม่ใช่ตัวบุคคลนะ เราสู้กับโครงสร้างอำนาจนั้น ผมไม่ได้มีปัญหากับประยุทธ์หรืออนุทินในนามบุคคล แต่เราสู้กับโครงสร้างอำนาจ ไม่ว่าใครมาเราก็ฟัด เราด่าทุกรัฐบาลที่เราคิดว่าไม่ใช่ ที่ผ่านมาแทบไม่มีนายกฯ คนไหนที่ไม่ถูกเราวิจารณ์ พูดง่ายๆ ว่าเราสู้กับโครงสร้างอำนาจที่กดทับชาวบ้านอยู่ ที่ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ที่พัฒนาแบบรวมศูนย์

การสู้แบบเปิดหน้าแลกของคุณ โดนอะไรกลับมาบ้าง

ผมพยายามระวังตัวนะ ถึงจะเปิดหน้าแลกแต่ใช้หลักเหตุผล กระแนะกระแหนบ้าง แต่ไม่หยาบคาย ที่ผมโดนบ่อยๆ คือ ตั้งกรรมการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เราก็ชี้แจงไป โดนเตือน โดนทำให้ไม่ก้าวหน้าทางราชการ อันนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะผมไม่ได้อยากก้าวหน้าอยู่แล้ว ที่นี่คือฐานที่มั่น ถ้าย้ายผมไปอยู่จังหวัดที่ใหญ่โตขึ้น ผมจะสูญเสียฐานที่มั่น อันนี้ผมจะลำบาก

หมอเอ็นจีโอ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ “หมอที่ดีต้องรักษาคนไข้ ไม่ใช่รักษาโรค”

ชาวบ้านที่ร่วมต่อสู้กับคุณ โดนลูกปืนกันบ้าง คุณเคยโดนหรือยัง

ยังไม่เคยนะ ขู่ตรงๆ ก็ยังไม่เคย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

ทำไมยี่สิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครย้ายคุณออกจากพื้นที่ได้

มีความพยายามจะย้ายผมอย่างจริงจังประมาณสามครั้ง แต่ย้ายไม่ได้ เพราะอะไรก็น่าสนใจนะ เราตัวเล็ก อยู่ในโรงพยาบาลชุมชน พื้นที่ห่างไกลพอสมควร เป็นฐานที่มั่นที่ไกลที่สุดของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ผมก็ไปจากจะนะไม่ได้ เมื่อไหร่ผมไปจากจะนะ ผมก็ไม่สามารถทำแบบที่ผมทำได้ ที่นี่คือฐานที่มั่นของผม ผมมีมวลชน มีคนที่จะพร้อมช่วยผม ใครจะย้ายผมก็เหนื่อยหน่อย บวกกับจะย้ายไปไหนล่ะ นี่ก็อยู่ไกลแล้วนะ

ย้ายไปแขวนไว้ในกระทรวงก็ได้

หัวใจสำคัญคือ เราไม่ได้มีแต่ชาวบ้าน ผมทำงานกว้างขวางหลายประเด็นมาก มีคอนเนกชันกว้างขวาง

แบ็กดีว่างั้น

อนาคตอันใกล้นี้อาจจะโดนย้ายก็ได้นะ (หัวเราะ) ที่ผ่านมามีคนช่วยผมเยอะเวลาถูกสั่งย้าย ตอนผมค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาประมาณ พ.ศ. 2559 รองปลัดกระทรวงโทรมาบอกผมว่า มีคำสั่งจากแม่ทัพภาคที่สี่ให้ย้ายผม ให้ผมอยู่เฉยๆ เงียบๆ ไปก่อน เขาจะไปปรึกษากันว่าจะทำยังไง ผมก็เครียดนะ คิดว่ารอบนี้โดนแน่ เพราะเป็นยุค คสช. ด้วย ผมก็ไปปรึกษาพี่ๆ แพทย์ชนบท เขาบอกว่าสบาย อยู่เฉยๆ เดี๋ยวจัดการให้ แล้วเขาไปโพสต์เฟซบุ๊กว่า ผมจะโดนย้าย ลงไปไม่ถึงสองชั่วโมง รองปลัดกระทรวงโทรมา ไหนบอกว่าจะอยู่เฉยๆ ไง ผมก็บอกว่า ผมอยู่เฉยๆ แล้ว แต่ไม่รู้ใครเขียน

ตอนนั้นผมก็สองจิตสองใจ จะสู้ด้วยกระแสสาธารณะ หรือจะสู้แบบล็อบบี้ คือเข้าไปคุยกับผู้ใหญ่ว่าอย่าย้ายผมเลย ผมก็แค่อย่างงั้นอย่างงี้ ยังคิดไม่ตกเลย แต่พี่ๆ เขาเลือกโพสต์เฟซบุ๊กต่อสาธารณะ ช่วยกันปั่นกระแสเซฟสุภัทร ปรากฏการณ์นั้นก็เหลือเชื่อนะ พอเป็นกระแสในสื่อผมก็รอด

คุณประท้วงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 อยากให้ช่วยพูดถึงวิวัฒนาการของการประท้วงในรอบสามสิบปีที่ผ่านมาหน่อย

เมื่อก่อนเป็นยุคหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์จะออกข่าวให้ เมื่อเราทำให้เป็นปรากฏการณ์ข่าว จะยื่นหนังสือก็ต้องรวมกันให้ได้เป็นร้อยคน มีป้ายใหญ่ๆ คำคมๆ พอมีโซเชียลมีเดีย เห็นชัดเลย กระบวนการสร้างการรับรู้หรือชี้ประเด็นกับสาธารณะเปลี่ยนไป ไม่ได้เน้นกำลังคนแบบเดิม แต่เน้นการใช้ปัญญา ใช้สมอง ใช้เทคนิค ทำกิจกรรมสองสามคนก็อิมแพคได้ หรือมีแค่แถลงการณ์ใบเดียวที่มาได้จังหวะเวลา และมีเนื้อหาคมพอ ก็มีพลังได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

เทคนิคในการเขียนเฟซบุ๊กให้กลายเป็นข่าวที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงคืออะไร

หัวใจ คือ จังหวะเวลา ถ้าจังหวะไม่ได้มันจะไม่ปัง แล้วก็ต้องไม่ใช่ชิ้นเดียว ต้องมีคนมาช่วยสร้างกระแส เราต้องทำเป็นกระบวนการ เรื่อง ATK ผมเขียนเฟซบุ๊กในนามชมรมแพทย์ชนบท ในนามกลุ่มชาวบ้านที่ช่วยทำเรื่องโควิด พอเราสร้างกระแส คนอื่นก็ต้องตาม สร้างประเด็นเพิ่มหรือขยายประเด็น ให้เกิดความเคลื่อนไหวเป็นชุด ถ้าเขียนชิ้นเดียวก็จบ

อย่างผมเขียนว่า ผมไม่อยากได้กำแพงป้องกันชายหาด เพราะมันทำลายหาดทรายสีขาวสวยงาม เขียนไปก็คงหายไปกับสายลม เพราะเวลาไม่ได้ แต่เมื่อไหร่มีรูปเครื่องจักร รถแทรกเตอร์ลงชายหาด รูปนั้นจะมีความหมาย เพราะจังหวะได้ แล้วเราก็ต้องไปทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาด้วย ปรากฏการณ์จะช่วยเสริมพลัง เราใช้เครื่องมือนี้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่บอกว่า เราคิดยังไง

คุณสู้มาสามสิบปี คุณชนะศึกไหนบ้าง

ตั้งแต่สู้มา ยังไม่ชนะสักเรื่อง

หมอเอ็นจีโอ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ “หมอที่ดีต้องรักษาคนไข้ ไม่ใช่รักษาโรค”

ไม่ชนะ แล้วเคยแพ้ไหม

ไม่เคยแพ้สักเรื่องเหมือนกัน จริงๆ จะบอกว่าเราแพ้ก็ได้ แต่เราคิดว่าเราไม่แพ้นะ โรงแยกก๊าซจะนะเป็นศึกใหญ่มาก เป็นประสบการณ์แรกๆ ของผมในช่วงที่ผมอายุน้อยด้วย เพิ่งจบอายุยี่สิบปลายๆ สุดท้ายโรงแยกก๊าซก็สร้างสำเร็จ โรงไฟฟ้าจะนะที่เกิดตามมาหลังโรงแยกก๊าซสร้างเสร็จ ก็เอาก๊าซมาใช้ในโรงไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรมกำลังจะมา มันใหญ่มาก ตอนนี้ยันๆ กันอยู่ แบบไม่เห็นอนาคตว่า จะชนะได้ยังไงเหมือนกัน เราก็ไม่แพ้

เขาสร้างได้ ไม่เรียกว่าแพ้เหรอ

อันนี้น่าสนใจมาก ที่บอกไม่แพ้เพราะผมคิดสองมุมนะ มุมหนึ่ง อธิบายแบบเข้าข้างตัวเองนะ แม้โรงงานจะเกิดขึ้นได้ แต่ตัวโรงแยกก๊าซหรือโรงไฟฟ้ามันไม่ได้มาโดดๆ มันมาเป็นชุดโครงการ เราหยุดโรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้าไม่ได้ แต่เราหยุดนิคมได้

อธิบายแบบสวยๆ ได้อีกว่า เราได้ทำให้โรงงานทั้งสองแห่งกลายเป็นโรงงานที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูง เพราะชาวบ้านเฝ้าตลอดเวลาว่า จะปล่อยควันดำ ปล่อยมลพิษไหม

อีกอย่าง สิ่งที่เราทำ เราไม่ได้ค้านโรงแยกก๊าซหรือโรงไฟฟ้าเป็นชิ้นๆ แต่เรากำลังนำเสนอชุดความคิดเรื่องทิศทางการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน และเห็นหัวประชาชนแบบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงชาวบ้าน ชุดความคิดนี้ได้เผยแพร่ไปไกล และเป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จ มันคือชุดความคิดที่เคารพสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน ดูแลสิ่งแวดล้อม ฟังเสียงของนก เสียงของปลาบ้าง โลกนี้ไม่ใช่โลกของมนุษย์อย่างเดียว เราไม่ได้รู้สึกว่าแพ้ แค่ยังทำงานไม่สำเร็จเท่านั้นเอง เรายังยึดมั่นในชุดความคิดนี้อยู่ และพยายามถ่ายทอดออกมาให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่ อธิบายเข้าข้างตัวเองเกินไปไหม (หัวเราะ)

เป็นการนิยามความไม่แพ้ที่น่าสนใจ

สำคัญนะ ถ้าเราบอกว่าขบวนการเราแพ้ มันก็ห่อเหี่ยว ชาวบ้านจะสิ้นหวังต่างคนต่างอยู่ พอเราอธิบายแบบนี้ ชาวบ้านก็มีความสุข เจอโควิดก็มาสู้กับเรา แสดงว่าชุดความคิดของเขามาไกลแล้ว ไม่ได้สู้เรื่องโรงแยกก๊าซ หรือสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มีชุดความคิดเรื่องทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

โควิดครั้งนี้ คุณลุยงานหลายแนวมาก มีงานไหนบ้างที่เพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรกในชีวิต

ผมได้บริหารโรงพยาบาลในสภาวะวิกฤต ซึ่งท้าทายที่สุด เพราะมีผู้ป่วย มีโรคระบาดในอำเภอจะนะที่ผมดูแล ระบาดหนักด้วย เราจะเข้าไปควบคุมโรคยังไง ผมกับทีมก็ลงพื้นที่ไปตรวจในโรงงาน ไล่ Swab เจอก็เอามาแอดมิต อีกสัปดาห์เข้าไปใหม่ พอระบาดมาก ก็ต้องเปิดโรงพยาบาลสนามเพิ่ม ต้องเคลียร์โรงพยาบาลจากที่มีตึกโควิดสี่สิบเตียง กลายเป็นร้อยสี่สิบเตียง โรงพยาบาลเท่าเดิม ทรัพยากรเท่าเดิม เจ้าหน้าที่เท่าเดิม แต่ต้องจัดการร้อยสี่สิบเตียงให้ได้ คนไข้สูงสุดคือห้าร้อยคน เราก็ต้องไปหาโรงพยาบาลสนาม ไปคุยกับชุมชน โรงเรียน ผู้นำศาสนา ก็เปิดโรงพยาบาลสนามได้ห้าแห่ง เป็นโรงเรียนสี่แห่ง ค่ายทหารหนึ่งแห่ง

แล้วก็ยังมีงานวัคซีน งานคัดกรอง ATK คัดกรอง RT-PCR ทุกวัน ในโรงพยาบาลก็มีผู้ป่วยทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่อการติดโควิดอีก เป็นงานบริหารระบบจริงๆ อันนี้สนุกที่สุด และไม่เคยทำมาก่อน

หมอเอ็นจีโอ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ “หมอที่ดีต้องรักษาคนไข้ ไม่ใช่รักษาโรค”
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทกับงานเอ็นจีโอค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ สู้โควิด และตรวจสอบรัฐบาล

หลายพี้นที่มีข้อจำกัดมากมาย ทำไมคุณจัดการหลายเรื่องได้ง่ายจัง

การอยู่นานสำคัญมาก ยี่สิบปีที่ผมอยู่ทำให้ผมมีคอนเนกชัน ผมรู้จักกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกคน โรงเรียนที่เปิดเป็นโรงพยาบาลสนามสามแห่งคือ โรงเรียนที่สู้กับเราในการค้านนิคมอุตสาหกรรม เขาไม่เอานิคม พอโควิดมา ก็ไม่ต้องคุยกันเยอะ เพราะรู้ทิศรู้ทางกันอยู่แล้ว เขาก็ช่วยเต็มที่

ทีมงานก็สำคัญมาก ผมไม่ค่อยได้ช่วยน้องๆ ตรวจคนไข้เท่าไหร่นะ ในโรงพยาบาลก็เน้นบริหาร เราต้องแก้ปัญหาให้เขาได้

นับถึงวันนี้ อะไรคือบทเรียนใหญ่ที่สุดที่โควิดทิ้งไว้ให้วงการสาธารณสุขไทย

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองศิวิไลซ์ แต่ระบบสาธารณสุขไม่พร้อมรับมือกับเรื่องที่มีความเร็วสูงแบบนี้ ในขณะที่โรงพยาบาลในอำเภอเล็กๆ ต่างจังหวัดรับมือได้ดีกว่าเยอะ แม้ว่าทรัพยากรน้อยกว่า หมอน้อยกว่า ทุกอย่างน้อยกว่า แต่รับมือได้ดีกว่ากรุงเทพฯ มาก แทบไม่มีใครตายที่บ้านเลยนะ ทุกคนได้ตายที่โรงพยาบาลเป็นอย่างน้อย ตายที่บ้านคือเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่เพราะไม่มีเตียงให้เขานอน อยากตรวจ ATK ก็ได้ตรวจ เป็นกลุ่มเสี่ยงก็ได้ตรวจจริง แต่กรุงเทพฯ ต้องต่อคิวตรวจยาวมาก

ระบบสาธารณสุขของกรุงเทพฯ ไม่พร้อมจริงๆ เพราะไม่ได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไว้ เขตก็ไม่มีโรงพยาบาล กรุงเทพฯ มีห้าสิบเขต มีโรงพยาบาลสังกัด กทม. สิบเอ็ดโรง ซึ่งไม่พอ แขวงก็มี รพสต. (โรงบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ไม่ครบ ไม่มีโครงสร้างที่จะดูแลชาวบ้าน ลงไปลุยในชุมชน ไปคัดกรองโรค

บทเรียนอื่น รัฐบาลก็ไม่พร้อม องคาพยพภาครัฐก็ตอบสนองช้า ระเบียบก็แย่ อยากซื้อ ATK ยี่ห้อดีๆ ก็ซื้อไม่ได้ อยากได้วัคซีนดีๆ ก็ไม่ได้ เพราะวัคซีนดีๆ ต้องจ่ายเงินก่อนได้ของ ระเบียบและราชการไม่เอื้อในภาวะวิกฤตแบบนี้ คงต้องปฏิรูประบบราชการกันครั้งใหญ่ ถ้าเป็นไปได้

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทกับงานเอ็นจีโอค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ สู้โควิด และตรวจสอบรัฐบาล

คุณว่าหมอที่เก่งหรือไม่เก่งตัดสินจากอะไร

ถ้าเป็นแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย ก็ประเมินจากความสามารถในการตัดสินใจ ความยากของแพทย์คือการประมวลข้อมูลทั้งหมดแล้วตัดสินใจ ถ้าโรคไส้ติ่งมาชัดๆ ใครๆ ก็วินิจฉัยได้ แต่ความเจ็บป่วยที่น้อยๆ สีเทาๆ ไม่ชัด อาการไม่เหมือนในตำรา เราต้องประมวลข้อมูลที่มีภายใต้ข้อจำกัด แล้ววินิจฉัยโรคออกมาว่าเป็นอะไรกันแน่ อันนี้ยากนะ

อาจารย์บรรลุ ศิริพานิช เคยไปเยี่ยมลูกศิษย์จบใหม่ที่สระบุรี หมอรายงานว่ามีเคสนี้อยากปรึกษาอาจารย์ อาจารย์ถามว่า เจาะเลือดดูค่านี้หรือยัง ยังครับ ตรวจฉี่หรือยัง ยังครับ เอกซเรย์ยัง ยังครับ อัลตราซาวนด์ล่ะ ไม่ได้ทำครับ อาจารย์บอกว่า แล้วจะให้อั๊ววินิจฉัยยังไงวะ ไม่มีข้อมูลสักอย่าง ลูกศิษย์ก็บอกว่า ถ้าได้ทำที่อาจารย์ว่าทั้งหมด ผมก็วินิจฉัยเองได้ครับ ไม่ต้องปรึกษาอาจารย์หรอก ภายใต้ข้อจำกัดแบบนี้แหละที่จะวัดกึ๋นของแพทย์

มีทักษะอื่นอีกไหม

การพูดจากับคนไข้ก็สำคัญมากนะ ต้องสื่อสารให้คนไข้เข้าใจ ต้องเคารพความคิดของคนไข้ ซึ่งเป็นสิ่งที่หมอเรายังค่อนข้างขาด เช่น เคารพสิทธิในการเลือกวิถีทางการตายของคนไข้ หลังๆ ก็ดีขึ้นแล้วนะ แล้วก็ต้องสื่อสารให้เขาเข้าใจท่ามกลางข้อมูลที่น่าสับสน เช่น ถ้าเป็นมะเร็งน้อยๆ ก็น่ารักษา เป็นมากๆ ก็ง่าย ไม่ต้องรักษา แต่ระยะก้ำกึ่ง เราจะให้ข้อมูลกับคนไข้อย่างไรว่าจะเอาไงดี เราต้องให้ข้อมูลทั้งเชิงวิทยาศาสตร์และเชิงสังคม ต้องร่วมคิด ช่วยตั้งคำถามให้เขาได้คิดกับตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่ารักษาไปแล้วจะดีกว่าจริงไหม นี่เป็นความสามารถที่หายาก และวัดความเก่งของแพทย์ด้วย

คุณคิดว่าตัวเองเป็นหมอที่เก่งไหม

ในเชิงการรักษาโรค ดูแลคนไข้ในฐานะแพทย์ทั่วไป ผมเชื่อว่าผมโอเค เพราะผมเป็นแพทย์ทั่วไป ไม่ได้เป็นแพทย์เฉพาะทาง โรคทั่วไปดูแลได้ กระดูกหักพื้นฐานก็พอจะต่อได้ ผมผ่าตัดได้นิดหน่อย ผ่าไส้ติ่งเป็น ทำหมันเป็น ทำได้แค่นี้ ผ่าคลอดทำไม่ได้แล้ว เพราะจบมาก็แทบไม่ได้ทำ 

ตอนหนุ่มๆ เรามีหมอสองสามคน ผมดูแลคนไข้เยอะมาก นี่คือฐานสำคัญที่สุดของผมที่อยู่จะนะแล้วชาวบ้านรัก เขาไม่ได้รักผมเพราะผมอยู่ข้างๆ เขาตอนประท้วง แต่รักผมเพราะผมเป็นหมอของเขา ดูแลแม่ยาย แม่เขา ลูกเขา เมียเขา ดูแลมายาวนานเพราะผมอยู่มายี่สิบปี ผมมีปัญหาเขาก็มาช่วย

ทำไมหมอที่เก่งอย่างคุณถึงพอใจแค่การเป็นแพทย์ทั่วไป ไม่เรียนต่อเฉพาะทาง

ผมเคยอยากเรียนนะ ผมอยากเป็นศัลยแพทย์ ผมมีฝีมือด้านการผ่าตัด ผมผ่าตัดสวย มือนิ่ง ใจเย็น สายตาดี แต่พอไปอยู่สะบ้าย้อยแล้วติดใจ ติดโรงพยาบาลชุมชน ผมมีโลกสองใบที่สับสน ช่วงต้นๆ ผมอยู่ในโลกที่เป็นหมอชนบท ตอนเรียนออกค่ายเยอะ ก็อยากทำงานพัฒนาชนบท 

อีกโลก ผมเรียนเก่ง ก็อยากมีโลกวิชาการ อยากเป็นอาจารย์หมอผ่าตัดเก่งๆ ในโรงเรียนแพทย์ เป็นสองโลกที่สู้กันในช่วงต้นของชีวิต สุดท้ายโลกการเป็นแพทย์ชนบทก็ชนะ

เป็นแพทย์ชนบทดีกว่าเป็นอาจารย์ในโรงเรียนแพทย์ตรงไหน

ส่วนหนึ่งเพราะมันสนุก ไม่จำเจ ที่ผ่านมาผมขับเคลื่อนหลายประเด็น ผมไม่ได้ภักดีต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ให้ผมเคลื่อนไหวแต่โซลาร์เซลล์ทั้งชีวิต ผมทำไม่ได้ ชีวิตในโรงพยาบาลชุมชนมันไม่จำเจดี ได้ทำหลายอย่าง ได้ทำมากกว่าเป็นหมอ หลังๆ ได้ทำตัวเป็นเอ็นจีโอด้วย เป็นโลกที่ผมเคยสนุกกับมัน 

ตอนออกค่ายเราก็มีความสุขกับชีวิตแบบนี้ ได้ฟังอภิปราย เสวนา มีความคิดเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องการแพทย์เท่านั้น ผมชอบไปเข้าวงเสวนามาก มันทำให้เรามีความคิดกว้างขวางหลากหลาย นั่นเป็นพื้นฐานให้ผมทำได้หลายประเด็น

คุณไม่ได้เรียนต่อเฉพาะทาง เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเล็กๆ มายี่สิบปี ถ้ามองจากสายตาคนนอก ดูจะไม่ก้าวหน้าขึ้นสักเท่าไหร่ คุณวางแผนความก้าวหน้าทางวิชาชีพของตัวเองเอาไว้แบบไหน

ผมได้ไปเรียนเมืองนอกเชียวนะ อั๊ยยะ ไปเรียนสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิตที่เบลเยียมปีนึง รุ่น ค.ศ. 2011 ตอนนี้เพื่อนๆ ประเทศอื่นที่เรียนด้วยกันบางคนเกือบจะเป็นรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวงกันแล้ว เวลาอัปเดตกัน ผมก็อยู่ที่เดิม ถามว่าผมก้าวหน้าไหม ผมก็ก้าวหน้านะ แต่ผมไม่ได้คิดเรื่องความก้าวหน้าทางราชการไว้เลย ที่นี่คือพื้นที่ปลอดภัย เป็นฐานที่มั่นของผม ให้เงินเดือนผม ทำให้ผมมีความมั่นคงในชีวิต ทำให้ผมได้ได้ทำเรื่องอื่นที่อยากทำ

ถ้าคุณไม่สนใจความก้าวหน้าในทางราชการ คุณสนใจความก้าวหน้าแบบไหน

ผมมีเสรีภาพในการแปลงความคิดมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม อันนี้สำคัญมาก แทนที่เราจะเป็นนักวิชาการเอาแต่เสนอให้เพื่อนทำ การที่เราเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผมแปลงความคิดเป็นรูปธรรมได้ด้วยเงิน ด้วยทรัพยากร ด้วยกำลังพลที่มี ช่วงโควิดผมคิดว่าเราน่าจะทำ Community Isolation นะ เราก็ทำได้เป็นแห่งแรกๆ ของประเทศเลย

ตอนสูู้กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน คนก็กระแนะกระแหนว่า ค้านโรงไฟฟ้าแล้วโรงพยาบาลไม่ใช้ไฟเหรอ งั้นทำไงดีวะ ก็ติดโซลาร์เซลล์ให้ดูก็แล้วกัน แปลงความคิดของเราเป็นรูปธรรมปฏิบัติให้ผู้คนเห็น ผมว่านั่นแหละคือความก้าวหน้า มันคือความสนุกของชีวิต ทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิต และสนุกในประเด็นที่ทำ

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทกับงานเอ็นจีโอค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ สู้โควิด และตรวจสอบรัฐบาล
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทกับงานเอ็นจีโอค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ สู้โควิด และตรวจสอบรัฐบาล

ชมรมแพทย์ชนบทของคุณคืออะไร

เป็นการรวมตัวของก๊วนหมอเอ็นจีโอที่มีฐานคิดใกล้ๆ กัน เป็นชุดความคิดที่แตกต่างจากกระทรวงสาธารณสุขเจ้านายของพวกเรา ชุดความคิดของเราคือ โปรชนบท โปรชาวบ้าน โปรการกระจายทรัพยากรไม่ให้เหลื่อมล้ำ โรงพยาบาลผมไม่ได้สร้างตึกมายี่สิบปีแล้ว งบประมาณก็ลงนะ แต่ลงโรงพยาบาลใหญ่ๆ ลงไม่ถึงบ้านนอก น้ำไหลไปไม่ถึง ไอติมแท่งถูกดูด กว่าจะถึงเราก็เกือบหมดแท่งแล้ว พวกเรารู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ฐานคิดเดียวกับชาวบ้านที่โดนกระทำจากอำนาจรัฐ

แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องปล่อยให้มันไปตามกาลเวลา เพราะน้องรุ่นใหม่ หมอรุ่นใหม่ เขาไม่รู้สึกเหมือนรุ่นเรา ชุดความคิดเขาก็ทำงานทางสังคมนะ แต่วิธีคิดวิธีทำงานไม่เหมือนกัน พวกเราเป็นรุ่นที่ยอมแบกองค์กร ทั้งที่รู้ว่า องค์กรที่แบกอยู่บางทีก็เป็นสิ่งปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ที่สมควรรื้อทิ้งได้แล้ว แต่คนรุุ่นใหม่มีจุดแข็งคือ เขาไม่แบกองค์กร ปรับเปลี่ยนรวดเร็ว พร้อมรวม พร้อมยุบ พร้อมเลิก แล้วก็มารวมกันใหม่ ยุบๆ เลิกๆ รวมๆ ก็เป็นจุดแข็งอีกแบบ อนาคตชมรมแพทย์ชนบทก็คงหายไปแล้ว

เวลานักศึกษาแพทย์จากในเมืองมาเรียนที่นี่ คุณสอนอะไรให้พวกเขา

ผมพาลงพื้นที่ไปเห็นของจริง ไม่ต้องสอนมาก ผมก็เรียนรู้จากการเห็นของจริงนะ ผมให้ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) พาไปบ้านหลังสุดท้ายที่ไกลที่สุด จนที่สุด บ้านที่มีคนป่วยนอน ให้เขาไปคุย ให้เรียนรู้จากการสัมผัสความจริง แล้วก็มาสรุปกันว่าเห็นอะไร สิ่งที่เห็นไม่ใช่มิติทางการแพทย์ แต่เป็นมิติทางสังคม มิติอื่นๆ ได้เห็นว่าสิทธิแรงงานมีน้อยเหลือเกิน ไม่ใช่เห็นแต่โรค

ทำไมนักศึกษาแพทย์ต้องเห็นสิ่งพวกนี้

เพราะหมอที่ดีต้องรักษาคน ไม่ใช่รักษาโรค เขาต้องเห็นชีวิตผู้คน แล้วเขาจะเป็นหมอที่ดี ชาวบ้านจะรักเขา เขาจะอยู่ชนบทได้ด้วยนะ ถ้าเขารักษาแต่โรค อยู่ชนบทได้ไม่นานก็จะไปอยู่ในเมือง เพราะในเมืองเน้นรักษาโรค ปวดกระเพาะก็รักษากระเพาะ แต่ที่นี่เราซักไปซักมา อ้าว ที่บ้านยังมีคุณยายอีกคนไม่มีข้าวกิน เป็นอัมพาตไปไหนไม่ได้ แล้วจะช่วยยังไงดีให้เขามีชีวิตที่ดีกว่านี้ เรารักษามากกว่าโรค

ถ้าแนะนำนักศึกษาแพทย์ยุคนี้ได้หนึ่งอย่าง อยากบอกอะไร

ผมเป็นอย่างนี้เพราะผมออกค่าย ผมเรียนนอกห้องเรียนเยอะ เรียนรู้เองจากสิ่งที่เราอยากเรียน นักศึกษาแพทย์เดี๋ยวนี้เรียนหนักเกินไป เรียนวิชาการมากเกินไป ไม่ได้เรียนวิชาสังคม วิชาชีวิตจริง ไม่ได้เรียนความจริงจากโลกมนุษย์เลย เรียนแต่ตำรา จะบอกให้อาจารย์สอนน้อยๆ คงยาก น้องๆ ต้องหาเวลาจัดการตัวเอง เรียนน้อยๆ หน่อย แล้วออกไปสัมผัสความจริงในโลกเยอะๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องชนบทนะ ไปคุยกับคนอาชีพอื่นก็ได้ จะทำให้เขาเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น เป็นหมอที่สมบูรณ์ขึ้น พูดง่ายแต่ทำไม่ได้นะ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเดี๋ยวนี้นักศึกษาแพทย์ต้องสแกนหัวแม่มือตอนเข้าเรียนแล้ว แย่แล้วนะโลกมนุษย์เนี่ย

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทกับงานเอ็นจีโอค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ สู้โควิด และตรวจสอบรัฐบาล
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทกับงานเอ็นจีโอค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ สู้โควิด และตรวจสอบรัฐบาล

ถ้าพรุ่งนี้มีการเปลี่ยนแปลง ครม. แล้วคุณได้รับตำแหน่ง รมต.สาธารณสุข คุณจะทำอะไรเป็นอย่างแรก

เคยมีคนถามผมว่า ถ้าผมเป็นนายกฯ ผมจะทำอะไร ผมจะเซ็นยกเลิกโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ พอเซ็นเสร็จผมก็ลาออก อืม ผมจะทำอะไรอย่างแรก เชื่อเถอะ ผมทำอะไรไม่ได้หรอก ระบบราชการเราแข็งตัวมาก ทำอะไรได้ยากมาก อาจารย์ผู้ใหญ่ของเราได้เป็นรัฐมนตรีสองปี สามปี ก็ทำอะไรไม่ได้สักคน ผมไม่คิดว่าผมจะทำอะไรได้นะ อาจจะได้แค่นโยบายเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้เลย อยู่ตรงนั้นทำอะไรไม่ได้หรอก เซ็นยกเลิกนิคมอุตสาหกรรมจะนะยังทำไม่ได้เลย

อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเปลี่ยนแปลงที่สุดในวงการสาธารณสุขไทย

ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจรัฐมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ทำไมการสร้างอ่างเก็บน้ำที่สงขลา ต้องไปตัดสินใจที่กรมชลประทานที่กรุงเทพฯ ทำไมตัดถนนสักเส้นต้องตัดสินใจที่กระทรวงคมนาคม ทำไมโรงพยาบาลจะนะจะสร้างตึกสักหลัง ต้องไปตัดสินที่รัฐสภาว่าจะได้งบปีไหน แล้วไม่ได้งบสักที

สิ่งที่ควรทำเลยคือ เลิกโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาค ให้เหลือแต่ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ส่วนท้องถิ่นจะอยู่ยังไงไม่รู้ ต้องมานั่งคิดกัน แล้วอำนาจส่วนกลางให้มันเหลือนิดเดียว โยกงบประมาณทั้งหมดมาไว้ที่ท้องถิ่น จะเละเทะก็มาเละเทะกันตรงนี้ แล้วค่อยๆ สร้างฐานท้องถิ่นใหม่ 

แต่ที่ผมพูดทำไม่ได้หรอก มันขัดรัฐธรรมนูญ เราอาจจะไม่ต้องเป็นรัฐเดี่ยว เป็นมลรัฐก็ได้นะ มลรัฐอันดามันก็มีกฎกติกาของตัวเองที่ไม่เหมือนมลรัฐอ่าวไทย อย่างบริบทสามจังหวัดซึ่งเป็นมุสลิมแปดสิบ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ เขาก็ควรจะมีกฎหมาย มีวิธีการต่างๆ เฉพาะของเขา ตอนนี้ผมโปรการกระจายอำนาจสุดขั้วมาก

ที่คุณนิยามตัวเองว่าเป็นหมอเอ็นจีโอ คุณคิดว่ามีสัดส่วนหมอกี่เปอร์เซ็นต์ เอ็นจีโอกี่เปอร์เซ็นต์

ผมว่าห้าสิบห้าสิบนะ ผมยังเป็นหมอเยอะอยู่ (หัวเราะ) แล้วก็เป็นเอ็นจีโอด้วย

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์ชนบทกับงานเอ็นจีโอค้านโรงไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ สู้โควิด และตรวจสอบรัฐบาล

ภาพ : www.facebook.com/supathasuwannakit

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“Cloud of Thoughts แปลว่าอะไรครับ”

เรานิ่งไปชั่วขณะ เพราะไม่เคยนึกถึงคำแปลภาษาไทยมาก่อน

“ใช่วิมานความคิดหรือเปล่า”

ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เรียงร้อยคำไทยออกมาเป็นคำตอบอันสละสลวย

“ใช่เลยค่ะ ครูสลาใช้ภาษาได้ไพเราะมาก” เราเอ่ยจากใจโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ สลา คุณวุฒิ หรือ ครูสลา นักแต่งเพลงแนวลูกทุ่งและศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง) ประจำ พ.ศ. 2564 ยิ้มกว้างด้วยความเขิน

“อาจจะเพราะครูไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เวลามีคนชมเลยรู้สึกเขินตลอด” เขาพูดเสียงเบาพร้อมยิ้มอย่างถ่อมตัว ขณะที่เรามองไปยังชั้นวางของที่มีรางวัลเรียงรายกว่า 30 รางวัล ทั้งพระพิฆเนศทองพระราชทาน, คมชัดลึก อวอร์ด, มหานคร อวอร์ดส และรางวัลอื่น ๆ จากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน

แม้รางวัลบางส่วนจะไม่ได้สลักชื่อครูสลา แต่ก็เป็นชื่อเพื่อนพ้องหรือลูกศิษย์ที่เขาสนับสนุน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ทั้งหมดคือเครื่องการันตีความสามารถในการประพันธ์เกือบ 1,000 บทเพลง ที่ส่งลูกศิษย์ให้กลายเป็นศิลปินชื่อดังมาหลายต่อหลายคน

“ตอนนี้ครูไม่ได้แต่งเพลงเพื่อตัวเอง คิดแค่ว่าเพลงของครูช่วยลูกศิษย์ได้แล้วหรือยัง เพราะปัจจุบันเพลงคือการดูแลชีวิตคนอื่น”

แต่กว่าความตั้งใจและความฝันจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาเป็นเพียงศิลปินลูกทุ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางครู พร้อมหัวใจที่อยากแต่งเพลงให้เก่ง โดยใช้การแต่งกลอนแปด ร่วมกับความไม่รู้ด้านดนตรีเข้าช่วย จนในที่สุดก็กลายเป็น สลา คุณวุฒิ เวอร์ชันปัจจุบัน

“จริง ๆ เคยเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว แต่คิดว่ายังไม่เคยเล่าลึกเท่านี้”

เราฟังเรื่องราวของชายผู้มาพร้อมหมวกมิกิและผ้าขาวม้าพันคอคู่ใจ ราวกับนั่งดูหนังกลางแปลงหนึ่งเรื่อง แต่เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้นจนถึงตัวตน ความฝัน และการต่อสู้ผ่านบทเพลงของชาวอีสาน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

จากหนังสือ ถึงอนาคต

พ.ศ. 2505 ณ วัดแห่งหนึ่งในบ้านนาหมอม้า จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) บุญหลาย คุณวุฒิ และชาวบ้านกำลังนั่งชมหนังกลางแปลงจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง สิงห์สลาตัน แต่ระหว่างนั้นมีคนมาตามให้เขากลับบ้านไปหา ก้าน คุณวุฒิ ภรรยาที่เจ็บท้องคลอด

เมื่อหมอตำแยอุ้มเด็กชายตัวโตมาหาพ่อ เขานึกถึงพระเอกหนังกลางแปลงที่ทั้งขาวและหล่อ บุญหลายจึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘สลาตัน’ โดยคืนนั้นมีเด็กชายเกิด 2 คน และชื่อนี้ทั้งคู่

“พอไปแจ้งเกิดกับกำนันซึ่งอยู่อีกหมู่บ้าน ท่านก็ตัดคำว่า ‘ตัน’ ออก โดยบอกว่า สลาตัน คือลมพายุ เด็กจะดื้อ ครูและเพื่อนเลยเป็น 2 สลาในหมู่บ้านเดียวกัน

“อีกปัญหาที่เจอคือ คนชอบอ่านชื่อเป็น สะ-ล่า มากกว่า สะ-หลา พอตอนมัธยม ครูใหญ่บอกว่าอ่านยาก ให้เปลี่ยน แต่พ่อไม่ให้เปลี่ยน เพราะเป็นชื่อพระเอกหนัง คิดว่าถ้าคืนนั้นเป็นหนังฝรั่ง อาจจะได้ชื่อฝรั่งแทน (หัวเราะ)”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ลูกชายคนที่ 4 เติบโตท่ามกลางชีวิตชนบทที่ความสุขและการทำงานเป็นของคู่กัน เมื่อเลิกเรียน เขาเดินหากบ เขียด ขุดปู และวิ่งไล่จับตั๊กแตนตามท้องนา กิจกรรมเหล่านี้เป็นทั้งความสนุกและการหาเสบียงมาเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าเล่ามากไปกว่านั้น เขาชอบเล่นฟุตบอลที่ลานวัดและอ่านหนังสือด้วย

“เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนตอน ป.5 ตอนประถมต้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเรียนเก่ง ไม่อยากไปโรงเรียน ครอบครัวของครูระหกระเหินในช่วงต้น เพราะพ่อแม่มีลูก 6 คน ครูเป็นคนที่ 4 ที่ได้เกิดในบ้านนาหมอม้า ตอนนั้นคุณปู่โดนฟ้องล้มละลาย ที่นาโดนยึด พ่อจึงพาครอบครัวไปอยู่ป่าดงภูจำปา ซึ่งห่างไป 14 – 15 กิโล ถือว่าไกลในสมัยนั้น

“มีน้องอีก 2 คน พี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองต้องเดินทางไปเรียนอีกหมู่บ้าน พอถึงคราวของเรา ด้วยความที่พ่อเคยเสียใจกับการที่เขาไม่เรียนหนังสือ เพราะปู่เป็นคนฐานะดี ส่งลูกเรียนถึงอุบลราชธานี สมัยพ่อใครจบ ม.8 ก็ได้เป็นครูแล้ว แต่พ่อเรียนไม่จบ เขาเลยฝังใจว่าเมื่อถึงคราวลูก เขาต้องส่งลูกเรียน”

เมื่อถึงเวลา บุญหลายพาครอบครัวกลับมาที่บ้านนาหมอม้าอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เด็กชายสลาติดพ่อแม่และพี่สาวมาก ในวันที่พี่สาวตำครกกระเดื่องอยู่ใต้ถุนบ้าน น้องชายกลับวิ่งร้องไห้สวนทางเสียงระฆังของโรงเรียนมากอดเธอ ชีวิตเป็นอย่างนั้นจนเข้า ป.3

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวของเขาไม่ได้ฉุดรั้งความหัวดีที่ฉายแววโดดเด่น เมื่อสอบได้ลำดับที่ 3 – 4 จาก 50 คน และขึ้นเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ซึ่งเป็นห้องของเด็กเรียนอ่อน

“ความเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ทำให้เราเหมือนเป็นคนเก่ง จึงเริ่มอ่านหนังสือ มีวันหนึ่งครูวางหนังสือของ นิมิตร ภูมิถาวร เรื่อง มือที่เปื้อนชอล์ก ไว้ นั่นคือเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้อ่าน เพราะเคยอ่านในหนังสือพิมพ์มาก่อน สมัยนั้นจะมีเรื่องสั้นบางเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ลง ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ มี อาจารย์เตรียม ชาชุมพร วาดภาพประกอบ พอเห็นครูมี ก็ขโมยมาอ่านเวลาครูไม่อยู่ สนุกมาก

“นิมิตร ภูมิถาวร ถ่ายทอดเรื่องราวบ้านนอกสุโขทัยได้ตรงใจเด็กบ้านนอกอุบลฯ เหมือนตัวเราได้โลดแล่นอยู่ในเรื่องที่เขาเขียน หลังจากนั้นก็อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อ่านเรื่อง เด็กที่ครูไม่ต้องการ ถ้าให้แนะนำหนังสืออีกก็ ไผ่แดง ของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือหนังสือของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ประภาส ชลศรานนท์ ทุกเล่ม”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ความชอบอ่านหนังสือทำให้เด็กชายผู้นี้พยายามเข้าไปอ่านการ์ตูนเล่มละบาท ขายหัวเราะ และ หนูจ๋า ในบ้านพักครูพร้อมเพื่อน เขาติดหนังสือหนักจนบางครั้งพ่อแม่ต้องตามกลับบ้าน เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนแนวมาอ่าน ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ โดยมีคอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ เป็นแรงบันดาลใจให้ส่งเรื่องสั้นไปตีพิมพ์ แม้จะไม่สำเร็จ ครูสลาก็ยังฝันต่อจนถึงทุกวันนี้

“ฝัน 2 อย่างที่ชัดเจนมากคือ รับราชการครูให้เร็วที่สุด เพราะครอบครัวลำบาก แม่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่เราเรียนมัธยมต้น แม่ไปหาผือที่หนองเพื่อนำมาทอเสื่อ แต่เท้าบวมขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ พ่อเดาว่าน่าจะไปเหยียบหนามในหนอง ตามความเชื่อเลยเอาเท้าไปลนไฟเพื่อเอาหนามออก แต่ความจริงแม่เป็นเบาหวาน เท้าเปื่อยไปแล้ว นอนโรงพยาบาลเกือบ 3 เดือน ระยะทางไปโรงพยาบาลอุบลฯ ไกลเป็นร้อยกิโล ลำบากมาก

“เลยคิดแค่ว่า ต้องได้สวัสดิการให้เร็วที่สุด พ่อแม่ฝากความหวังไว้กับเราและพี่สาวคนที่ 3 เพราะเรียนเก่ง พอได้เป็นครู เราก็จะทำตามความฝันแบบ นิมิตร ภูมิถาวร คือเป็นนักเขียน”

ฟังเขาเล่ามาตั้งแต่ต้น เรามองเห็นความรักและความห่วงใยที่มีต่อครอบครัวจากชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า

หลังจบ ม.3 การเข้าเรียนวิทยาลัยครูอุบลราชธานียังไม่ใช่เรื่องง่าย นักเรียนจากแต่ละตำบลต้องแข่งขันกันเพื่อโควตาครู 1 – 2 ตำแหน่งตามขนาดของพื้นที่ แต่เขาก็ทำสำเร็จ จนได้เข้าเรียนสมใจ นั่นคือเส้นทางของการฝ่าฟันที่ลุล่วงด้วยความพยายาม

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

การเดินทางของภาษาสวรรค์

“พอเข้าเรียนก็ตั้งใจมาก เรามีจุดอ่อนเรื่องการทำอาหารและกลัวการเข้าโรงอาหาร ตอนพักเข้าใจว่าที่เพื่อนไปกันเยอะ คงจะเสียเงินเยอะ ก็เลยไม่ไป ซื้อข้าวเหนียวปิ้งหน้าห้องสมุด แล้วก็อ่านหนังสือ เรียนอยู่ 2 ปีทำอย่างนั้นเกือบทุกวัน ห้องสมุดคือโลกของครู หลัง ฟ้าเมืองไทย กลายเป็น ฟ้าเมืองทอง ก็ยังตามอ่าน มหา’ลัย เหมืองแร่

เขาบอกว่า ทุกวันนี้ได้ซื้อหนังสือก็มีความสุข นั่นคงเป็นสาเหตุให้ตู้อีกใบในห้องเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยาย วรรณกรรม จิตวิทยา ธุรกิจ ภาษา ไปจนถึงธรรมะและเทคโนโลยี

“มีความคิดพื้นฐานว่าเราไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่ขอบคุณตัวเอง แต่มีเรื่องที่เสียดายคือไม่ได้ฝึกกีตาร์ในวันที่ควรจะฝึก ตอนมัธยมต้นเพื่อนเริ่มเล่นกัน เรามีความคิดค่อนข้างรุนแรงเรื่องการต่อต้านตะวันตก ไม่ใช่ของบ้านเราไม่ฝึก แต่ตอนนั้นไปจับแล้วมันก็บ่คือ (มันไม่ใช่) ถ้าสู้ก็คงได้ แต่วันนั้นไม่สู้”

ปัจจุบัน นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่เล่าว่า ตนยังคงเล่นดนตรีไม่เป็นสักชิ้น และยังปรบมือไม่ถูกจังหวะ

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

เราถามเขาว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแต่งเพลงหรือไม่ เขาตอบว่าหนังสือบังเอิญเข้ามาเสริมได้ถูกเวลา โดยนำสิ่งที่เขาสั่งสมไว้สำหรับความฝันของการเป็นนักเขียนมาใช้กับเรื่องใหม่ที่พบเจอ

“ฝึกเขียนเยอะมาก เคยได้ลงใน ฟ้าเมืองไทย คอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ 1 เรื่อง ฟ้าเมืองทอง อีกเรื่อง และกลอนลง สกุลไทย 1 ครั้ง แต่หนังสือหายตอนย้ายบ้านพักครูบ่อย ๆ เราอยากเขียนจนเอาไปแปะบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพราะไม่มีที่นำเสนอ แล้วไปเฝ้าดูว่าเพื่อนจะอ่านไหม ก็ไม่มีคนอ่าน เขาอาจจะไม่อยากเสียเวลา หรือมันอาจจะไม่ดี (หัวเราะ) แต่พอเขียนกลอนหยอกเพื่อน หรือเขียนเพลงให้เพื่อนจีบสาว เพื่อนกลับชอบ เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักกลอน เขียนเป็นแค่กลอนแปด แต่มันกลับกลายมาเป็นการแต่งเพลงในที่สุด”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

สิ่งหนึ่งที่ชายคนนี้รักและเคารพมาตลอดคือ ‘ภาษา’ ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทย ในการสร้างงานทุกมิติจะต้องเคารพการออกเสียง ไม่ทำให้ภาษาแปร่งออกไป ไม่ใช้ภาษาสนองความสะใจ และใช้ภาษาในฐานะศิลปะ

ความผูกพันด้านภาษาที่เป็นรากฐานส่งเสริมการประพันธ์ เริ่มจากเพลงลูกทุ่งและหมอลำที่อยู่ในฉากชีวิตมาตั้งแต่กำเนิด เขาจึงหลงรักบทเพลงแห่งท้องทุ่งนาหมดหัวใจ

“เราไม่ได้ประทับใจแค่เรื่องราวในเพลง แต่ชอบเพราะมันเป็นเพลงประกอบชีวิต ทุกวันนี้เวลาฟัง ฝนเดือนหก ของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เราไม่เข้าใจความหมายของหนุ่มในเพลงว่ากำลังคิดถึงสาว เพราะเราคิดถึงวันที่ไปวางเบ็ดกับพี่ชาย เวลาอยู่บนหลังควายรอแม่ถอนกล้า แล้วริ้นยุงมันกัด เรามองดูแม่เตะกล้า ไม่เกี่ยวกับเพลงเลย แต่ฟังแล้วเห็นภาพแบบนั้น”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ถึงจะชอบ แต่ก็ไม่คิดว่าต้องเขียนเพลง ความรู้สึกนี้เพิ่งแนบมาตอนหยอกล้อกับพี่ชาย

สมัยนั้นมีศิลปินตาบอดคนหนึ่งนามว่า บุญมา เขาสีซอประดิษฐ์ที่ทำมาจากปี๊บฮอลล์ เดินไปตามหมู่บ้านเยี่ยงวณิพก ซึ่งความพิเศษของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้องคือ การด้นกลอนสด

“ทุกครั้งที่เจอ เขาด้นกลอนสดจนเราทึ่ง ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นคนจำเสียงแม่น บอกเวลาถูกทั้งที่ตาบอดตั้งแต่ตอน 8 – 9 ขวบ เพราะไปปีนต้นไม้ แล้วขี้ปลวกหล่นเข้าตา รักษาไม่ถูกวิธี พี่ชายของครูอยากแต่งเพลงให้ได้เหมือนศิลปินบุญมา พี่จึงเริ่มก่อนโดยการแปลงเพลงดัง เช่น ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำ ๆ พี่ชายจะเอาทำนองมา แต่เปลี่ยนเนื้อเป็น ย่างเข้าเดือนเจ็ดไปใส่เบ็ดกับน้องชาย”

ในขณะที่พี่ชายแปลงเพลงไปร้องอวดเพื่อนอย่างสนุกสนาน ได้เสียงตอบรับอย่างดีจากคนในหมู่บ้าน ความฝันของน้องชายจึงได้จุดประกายขึ้น กระนั้น เขาก็ยังเขียนกลอนไม่เป็น ผิดกับพี่ชายที่เขียนเข้าขั้นเก่ง เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง ม.2 ครูวิชาภาษาไทยให้เขียนลำนำประกอบเพลงลูกทุ่ง นั่นจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของนักแต่งเพลงชื่อดัง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

รางวัลแด่นักเรียนกลอน

เมื่อได้อาวุธชิ้นที่ 1 มาอยู่ในมือ ว่าที่นักแต่งเพลงก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่เดินตามรอยพี่ชาย เขาคิดเพลงและทำนองเองทั้งหมด จนเริ่มแต่งเพลงตอน ม.2 และเขียนเพลงอย่างเต็มที่ตอนเรียน ป.กศ.สูง (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง) สาขาวิทยาศาสตร์

“มีคนเรียนเอกเดียวกัน 50 คน แต่เรียนไปเรียนมา สอบติดมหาวิทยาลัยจนเหลือ 17 คน ทุกบ่ายวันพฤหัสจะมีตัวแทนแต่ละวิชาเอกส่งกิจกรรมไปแสดงบนเวทีนักศึกษา นั่นทำให้เรารวมตัวกับเพื่อนตั้งวงดนตรีขึ้น ตอนนั้นมีกระแสของ สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา คาราวาน, จรัล มโนเพ็ชร, วงรอยัลสไปรท์ส และ วงชาตรี เราก็รวมตัวกีต้าร์ 2 ตัว เมโลเดียน 1 ตัว แต่พอไปเอาเพลงดังมาแกะ เราดันเล่นไม่เก่งพอที่จะแกะเพลงจากแผ่นเสียง”

ชายผู้มีพรสวรรค์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการอาสาแต่งเพลงให้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงที่มีเพลงใหม่ทั้งหมด เขาหยิบยกเนื้อหามาจากในรั้วสถาบัน แต่งเป็นเพลงรักแบบบ้าน ๆ จีบสาวต่างเอก

ความโด่งดังข้ามผ่านไปถึงวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี พวกเขาได้รับคำเชิญไปแสดงถึงที่ แต่น่าเสียดายว่าสมาชิกวงดันเรียนจบกันเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ครูสลาแต่งเพลงได้กว่า 10 เพลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง สาวชาวหอ ที่ได้นำไปให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ บันทึกเสียง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

“ตอนนั้นเพื่อนจะแยกกันไปบรรจุ เราให้เพื่อนร้องใส่เทปคาสเซ็ตต์ 16 – 17 เพลง พอรุ่งเพชรและ ชาย เมืองสิงห์ ไปโชว์ที่ทุ่งศรีเมือง เลยพากันบุกหลังเวที ห่อเทปไปพร้อมเนื้อเพลง ต่อมาครูรุ่งเพชรบอกว่าที่อัดมาเสียงไม่ชัด เราจึงส่งไปใหม่ตามที่อยู่ จากนั้นก็เงียบหายไปประมาณ 6 – 7 เดือน แต่สุดท้ายเพลง สาวชาวหอ ก็ถูกเลือก เราได้ใจเลยเปลี่ยนจากฝันที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาสู่นักเขียนเพลง”

พ.ศ. 2525 ณ โรงเรียนบ้านไร่ขี โรงเรียนแรกที่ครูได้บรรจุ เขาจำได้ว่า ครูเซียง พี่ชายที่สนิทกันขี่มอเตอร์ไซค์มาหาขณะซักผ้า พร้อมตะโกนอย่างดีใจว่า “สลาได้ลงหนังสือพิมพ์!”

แม้น้ำในหมู่บ้านจะหายาก แต่ความดีใจก็ทำให้เขาเลิกซักผ้า แล้วคว้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ขึ้นมาอ่าน

“ตอนนั้นได้ลงเหมือนคอลัมน์ซุบซิบ น่าจะเป็นของ ยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งเขากำลังโปรโมตเพลง เราตื่นเต้นมาก เพราะเป็นข่าวเขียนว่า รุ่งเพชร แหลมสิงห์ จะกลับมาอีกครั้ง ได้นักแต่งเพลงชื่อดังจากอุบลฯ ชื่อ สลา คุณวุฒิ เพลง สาวชาวหอ

จากนั้นคนดังแห่งอุบลฯ ก็นั่งรอฟังเพลงหน้าวิทยุทรานซิสเตอร์ด้วยใจจดจ่อ พร้อมกันนั้น รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ส่งแผ่นเสียงมาให้ แม้จะไม่มีเครื่องเปิด แต่ชายหนุ่มก็เก็บไว้บนหัวเตียง จนหลายเดือนผ่านไปค่อยได้ยินตามวิทยุ

ความสำเร็จขั้นแรกในวันนั้นทำให้เขาตะบี้ตะบันแต่งเพลงส่ง ทั้งให้ ลพ บุรีรัตน์ ตามที่อยู่ในนิตยสาร ราชาเสียงทอง และฝันไกลที่สุดคือการเขียนเพลงให้ สายัณห์ สัญญา แต่ก็ไร้วี่แววตอบกลับ

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“เขียนได้เยอะและเร็วมาก เพราะเราไม่มีความรู้ในการเขียน คิดอะไรก็เขียน บางวันได้ 2 – 3 เพลง ยืมเทปคาสเซ็ตต์ของเพื่อนอัดปากเปล่า เขียนเนื้อด้วยมือ เพราะพิมพ์ดีดไม่เป็น เฉลี่ยแล้วส่งเพลงเดือนละ 1 ชุด ประมาณ 12 เพลง จากที่คิดว่าเราได้อัดแผ่นเสียงแล้ว ส่งไปไหนคนก็คงรับ แต่มันไม่ใช่เลย”

หลังจากนั้นชีวิตก็ได้รู้จักกับวงคนโคก ซึ่งเป็นวงดนตรีของชาวครู เขาจึงรวมตัวกับเพื่อนตั้งวงเทียนก้อมขึ้น ครั้งนี้เขาแต่งเพลงเองอีกครั้ง พร้อมตระเวนเล่นฟรี กระทั่งได้พบกับ ทวี กาญจนพิมล สมาชิกสภาจังหวัดอำนาจเจริญ และได้รับเงินทุนมา 20,000 บาท ใน พ.ศ. 2528

ครูสลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาหา วิทยา กีฬา ซึ่งพาไปอัดเสียงที่ห้องบันทึกเสียงไพบูลย์สตูดิโอในย่านบางโพ ที่เดียวกับ พรศักดิ์ ส่องแสง มาอัดเพลง หนุ่มนานครพนม ระหว่างอัดเพลงไป เจ้าหน้าที่ก็รื้อมิกเซอร์ 8 แชนแนลเพื่อเปลี่ยนเป็น 16 แชนแนลไปด้วย ฟังดูทุลักทุเล แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยนำเทปคาสเซ็ตต์แบ่งกับเพื่อนไปขาย

“ตอนนั้นขายยากหน่อย ส่วนตอนนี้ต่อให้เพลงที่แต่งมีคนรู้จัก แต่ความรู้สึกที่ได้ฟังก็ยังเหมือนเดิม ครูไม่เคยประมาทเพลง และไม่เคยประมาทคนฟัง พวกเขาคือกรรมการที่ดีที่สุด

“บางคนบอกว่า ครูมีจินตนาการที่ดีในการแต่งเพลง แต่ตัวเราไม่เคยคิดถึงจุดนี้ คิดแค่ว่าเพลงของเราช่วยเด็กได้หรือยัง เขาแปลงความดังเป็นทรัพย์สินเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือยัง ถ้าดังก็ขอบคุณ ถ้าไม่ดังก็สู้ต่อ

“สำหรับรางวัลที่ได้มา มันคือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นและให้เรา เราไม่มีหน้าที่ไม่รับ เราไม่มีหน้าที่อยากได้ ถ้าเขาให้ เราก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ วันที่ได้ข่าวเรื่องศิลปินแห่งชาติก็น้ำตาไหล ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นอะไรเลย นึกถึงพ่อแม่พี่น้องที่วันนี้เราได้รับการมองเห็น” ครูสลาพูดถึงเป้าหมายในการแต่งเพลง ณ ปัจจุบัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
สมุดจดไอเดียและเนื้อเพลงของครูสลา 1 เล่ม สำหรับนักร้อง 1 คน

การต่อสู้ในดินแดนแห่งท่วงทำนอง เพื่อชีวิตและความฝัน

ความสนใจและความอยากลงมือทำแปรเปลี่ยนเป็นการดูแลชีวิต ตั้งแต่เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของ ค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่สอนเขาว่าเพลงมีส่วนสำคัญในการดูแลชีวิตของคนที่สู้เพื่อฝัน

หากใครนึกไม่ออกว่าครูสลาเคยแต่งเพลงให้กับนักร้องคนใดบ้าง เราขอยกตัวอย่างเพลงโปรดและเพลงดังที่ชื่นชอบให้ฟังอย่าง กระทงหลงทาง ร้องโดย ไชยา มิตรชัย, จดหมายผิดซอง ร้องโดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ยาใจคนจน ร้องโดย ไมค์ ภิรมย์พร, ปริญญาใจ ร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์, ต้องมีสักวัน ร้องโดย ก๊อท จักรพันธ์, ดอกหญ้าในป่าปูน ร้องโดย ต่าย อรทัย และ ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ร้องโดย ตั๊กแตน ชลดา นอกจากนี้ยังมีนักร้องอีกหลายคนทั้ง ไผ่ พงศธร, ไหมไทย หัวใจศิลป์ รวมไปถึง มนต์แคน แก่นคูน

“แต่ละคนกว่าจะพาตัวเองมาถึงแกรมมี่หรือที่ที่ครูอยู่ได้ เขาทุลักทุเล วันนี้เราเห็นเวทีประกวด เรารู้เลยว่าเขาลำบากกันมากแค่ไหน กว่าจะมายืนบนเวทีต้องเก็บเงิน 3 เดือน ต้องไปรับจ้างตัดอ้อย ปลูกมัน หรือแม่ต้องไปยืมเงินมาให้ ครูจึงพูดกับตัวเองว่า พอเรามั่นคงแล้ว การทำงานให้ใครสักคนอาจเป็นครั้งหนึ่งของเรา แต่ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นเพียงครั้งเดียวของเขา”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

นอกจากแต่งเพลงเพื่อเลี้ยงชีวิตของลูกศิษย์และคนรอบกาย ครูสลายังเชื่อว่า เพลงรับใช้ผู้ฟังด้วยการเล่าเรื่องแทนคนที่เล่าไม่เป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ มากกว่าเป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลง แต่เป็นคนเล่าเรื่องผ่านท่วงทำนอง โดยมีภาษาและศิลปะการประพันธ์เป็นเครื่องมือ

“สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งเพลงคือความรู้สึกจริง องค์ประกอบอื่นเรียนและฝึกได้ หัวใจของการเล่าเรื่องคือการทำให้คนรู้สึกจริงกับเรื่องที่เล่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนฟัง และต้องสื่อสารผ่านภาษา จังหวะ ถ้อยคำที่อยู่ในกรอบของศิลปะ”

เราถามเขาว่าได้ใส่ตัวตนลงไปในบทเพลงที่แต่งบ้างไหม เขาส่ายหน้าพร้อมบอกว่า ลายเซ็นไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการสร้างงาน เว้นแต่คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือลายเซ็นของเขา

“เพลงของครูอาจไม่โดดเด่นเรื่องจังหวะหรือทำนอง ดนตรีของครูคือดนตรีในใจ เพราะเล่นไม่เป็น ครูฝึกตัวเองผ่านการเล่าเรื่อง ดังนั้น เพลงจะมาในกรอบของกลอนแปด 4 บท หรือไม่เกิน 3 บท เล่าเรื่องจบ ฟังแล้วเห็นภาพ”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบทเพลงของครูสลาคือ ‘เสน่ห์ของอีสาน’ ที่อัดแน่นอยู่ในเนื้อหาและอารมณ์

“ภาษาอีสานหรือคำลาวมีความงดงาม แผ่นดินลุ่มแม่น้ำโขงคือแผ่นดินแห่งท่วงทำนอง Land of Melody อันนี้ครูเรียกเองนะ มันมีทำนองลำเต้ย ลำเดิน ลำผญา ถ้าข้ามไปฝั่งลาวก็มีขับเชียงขวาง ขับพวน ขับโสม เต็มแผ่นดิน ถ้าเอาความงามของภาษาและทำนองมาใส่ร่วมกันมันจะเป็นเสน่ห์”

ราวกับได้เข้าคลาสเลกเชอร์เรื่องดนตรี เขาเล่าต่อว่า ในบทเพลงมีวิถีการต่อสู้ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่ม ครูสลาเข้าวงการโดยการชักชวนของวิทยาและน้องชายอย่าง ปัญญา คุณวุฒิ ซึ่งมาเป็นนักจัดรายการวิทยุในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นถ้าเป็นเอฟเอ็มเขาไม่ให้เปิดหมอลำ ไม่ให้พูดภาษาถิ่น คนที่พูดหรือเปิดต้องไปที่วิทยุยานเกราะ ครูชอบ พี่เบิร์ด ธงไชย กับ อัสนี-วสันต์ เขาไม่มีลิมิตเรื่องเพลง แต่อยากให้ศิลปะทุกแขนงได้รับสิทธิ์เท่ากัน เราคิดว่าถ้าเอาคำอีสานมาอยู่ในเพลงให้เยอะขึ้น คงจะสร้างการยอมรับได้บ้าง

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนแรก แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนร่วมที่อยากสร้างงานเพลงลูกทุ่งที่มีภาษาถิ่น ด้วย เหตุผลคืออยากให้เพลงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่สื่อโดยไม่มีกำแพง คนบ้านครูอายที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใครในวันที่เข้ามากรุงเทพฯ ลูกหลานที่มาทำงาน พอผ่านโคราชก็เริ่มไม่พูดภาษาถิ่น บางวันไปกินข้าว น้องที่เป็นเด็กเสิร์ฟไม่พูดภาษาถิ่นต่อหน้าเรา แต่ไปพูดหน้าห้องน้ำ

“คนที่เป็นฮีโร่เรื่องนี้คือ จรัล มโนเพ็ชร เพราะท่านเอาภาษาเหนืออยู่ในเพลงตั้งแต่เราเป็นนักศึกษา ทำให้พื้นที่สื่อยอมรับ นอกจากนี้ ยังทำให้คนบ้านเรากล้าบอกว่าเราเป็นใคร มีความสุขกับการใช้ชีวิต ครูใช้ภาษาถิ่นเยอะมาก โดยเฉพาะลูกศิษย์อย่าง แดง จิตกร, แมน มณีวรรณ, ต่าย อรทัย และ ศิริพร อำไพพงษ์ ทุกคนคืออัศวินในการสู้เพื่อวัฒนธรรมนี้

“จังหวะของสังคมก็มีส่วน ครูขอบคุณลูกทุ่งเอฟเอ็มและพี่ชาย วิทยา ศุภพรโอภาส ตลอดเวลา เขาทำให้ลูกทุ่งเข้าไปอยู่ในเอฟเอ็ม พอมาถึงวันนี้ ความกล้าและการสร้างงานทำลายกำแพงเหล่านั้น ทำให้ทุกบทเพลงเสมอภาคมากขึ้น”

แม้เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจความจริงจังด้านภาษาของครูสลา แต่ทุกคนที่เกิดทันย่อมรู้ว่ามีการต่อสู้ในโลกดนตรีมาก่อน เมื่อชนะแล้วจึงต้องยืนยันจุดยืน เมื่อพบกับความเท่าเทียม ยิ่งต้องทำให้แสงนั้นเฉิดฉาย เช่นเดียวกับละคร นายฮ้อยทมิฬ ซึ่งพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ผิดกับละครอื่นที่เคยมีในยุคนั้น นี่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรบที่สู้เพื่อให้คนอีสานภูมิใจในตัวเอง โดยครูสลาได้รับเกียรติให้แต่งเพลงประกอบละครเรื่องแรกในชีวิต

“จนถึงตอนนี้และต่อไป เพลงลูกทุ่งจะไม่มีวันหมดยุค เพราะลูกทุ่งคือคนไทย เป็นเพลงของเราทุกคน”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

ปัจจุบัน ครูสลาเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เด็กรุ่นใหม่มีความพร้อมในการแต่งเพลง มีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่ในโรงเรียน หากมีเรื่องเล่ามาประกอบยิ่งกลายเป็นบุคลากรคุณภาพ

“คุณภาพคนพร้อมแล้ว หากประเทศมียานที่ดีพอจะส่งความเก่งของเด็กเราไปนานาชาติเหมือนเกาหลี หรือประเทศอื่น ก็รอตรงนั้นอยู่”

ความฝันในวัย 60 ของเขาไม่มีอะไรมาก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และแฟนคลับมามากพอ ก็ถึงเวลาส่งต่อความช่วยเหลือให้คนอื่น เพราะนั่นคือสัญญาที่ครูมีต่อลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า

“มันคือความฝันที่อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ในวันที่มีแรงพอ ตอนนี้ถึงวัยส่งเสริม นอกจากเขียนเพลงเพื่อลูกศิษย์ ครูก็มีที่นาอยู่ที่อุบลฯ หากสร้างอาคารที่เก็บความเป็นเราเอาไว้ในนั้น สำหรับคนที่อยากศึกษาชีวิตของครูสลา หรืออยากศึกษาการเขียนเพลงของเรา ก็ไปที่นั่นได้ เผื่อเรื่องราวของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคน”

บทเรียนชีวิตที่ก้าวมาเกินครึ่งศตวรรษสอนให้เขาไม่ยอมแพ้และเดินหน้าทำตามความฝัน ขณะเดียวกัน บทเรียนของความเป็นครูก็สอนให้เขามีความสุขเมื่อเห็นความสุขของผู้อื่น และรู้จักรักลูกคนอื่นให้เหมือนรักลูกตัวเอง

“ถึงจะลาออกจากราชการมานาน แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ และจะอยู่ต่อไปจนหมดลมหายใจ”

เรื่องราวของเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แม้บทสนทนาจะถึงเวลาต้องจบ หลังจากที่เราขอตัวกลับบ้าน ยังมีอีกหลายชีวิตแวะเวียนมาที่ ห้องอัดซำบายใจ เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ซึ่งเจ้าของสถานที่ยินดีต้อนรับนักล่าฝันทุกคน พร้อมสนับสนุนเท่าที่มีกำลัง โดยก่อตั้ง ค่ายซองเดอ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ใช่ แต่ยังไม่ชนะในเวทีต่าง ๆ เพราะสำหรับครูสลาตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการแบ่งปัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

(ช่วงพิเศษ หลังตู้ครูสลา)

ระหว่างครูสลาเปลี่ยนบทบาทเป็นนายแบบ เราถามเขาว่าเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“หมวกได้มาโดยบังเอิญ ถ่ายรายการ ชิงช้าสวรรค์ คอนเทสต์ ตอนนั้นมาจากอุบลฯ และมาช้ากว่าเพื่อน ครูเทียม-ชุติเดช ทองอยู่ เลยเอาหมวกให้ใส่ เพราะผมกระเซิงมาก ปรากฏว่าเขาบอกดูดีก็เลยใส่เรื่อยมา

“ผ้าขาวม้า ตอนเรียน ป.กศ.สูง แม่ทอให้ ปกติชาวนาอีสานพอว่างจากงาน หน้าฝนก็ทอเสื่อ หน้าหนาวก็ทอผ้า ทุกบ้านจะมีใต้ถุนสูงและกี่ทอผ้า แม่ก็ทอแล้วแบ่งให้ลูกชายทุกคน ตอนที่เรียน ป.กศ.สูง ปีแรก แม่มีแรงทำ ก็แจกให้คนละผืน พี่ชาย ครู และน้อง เป็นผ้าที่สวยมาก แล้วพอแม่บอกว่าจะให้ เราก็พยายามฝึกใช้ คล้องไปคล้องมา ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ แต่เสียดายว่าผืนที่แม่ทอให้หายไปแล้ว

“เสื้อหม้อห้อม เสื้อผ้าฝ้าย พ่อเคยไปปั่นสามล้อที่นครพนมแล้วชอบเสื้อหม้อห้อมที่ปักเรณูนคร เราก็ใส่มาตลอดตั้งแต่นั้นเหมือนกัน”

เขายิ้มให้กล้องต่ออย่างไม่เขินอาย เราจึงปิดท้ายด้วยการเสนอให้เขาทำแบรนด์ผ้าขาวม้า เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะใครจะเป็นพรีเซนเตอร์ที่ดีไปกว่าคนที่ใช้ผ้าขาวม้าทุกวันเช่นเขา!

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load