จากข้อมูลของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มีผู้พิการทางการมองเห็นไม่น้อยกว่า 680,000 คน ในเมืองไทย

ในตัวเลขนี้ คนจำนวนมากยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาและทางอาชีพอย่างเต็มที่ โอกาสเข้าถึงงานศิลปะ หรือลงมือทำงานศิลปะยิ่งน้อยลงไปใหญ่

ขณะนี้มีนักเขียนพิการทางสายตากับนักเขียนบทละครเวที จับมือกันทำโครงการศิลปะการแสดงเกี่ยวกับผู้มองไม่เห็น เพื่อนำเสนอมุมมองของผู้พิการและผู้ป่วยทางจิตเวชผ่านพื้นที่ศิลปะ รวมถึงสร้างการเชื่อมโยงโลกของผู้พิการกับสังคม ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจและปรับปรุงเงื่อนไขในการอยู่ร่วมกัน

นักเขียนผู้มองไม่เห็น คือ พลอย-สโรชา กิตติสิริพันธุ์ นักเขียนและนักจิตวิทยาปรึกษาผู้ไร้ดวงตา ซึ่งเขียนบันทึกประจำวันต่อเนื่องมามากกว่า 5 ปี ตัวอักษรของเธอทรงพลังเหมือนหมัดฮุค ต่อยทีไรก็เจ็บจุกไปถึงหัวใจ หญิงสาวออกหนังสือกับสำนักพิมพ์ผีเสื้อ 2 เล่ม คือ จนกว่า | เด็กปิดตา | จะโต และ ก ไก่เดินทาง นิทานระบายสี 

ส่วนนักเขียนบทละครเวที คือ สตางค์ – ภัทรียา พัวพงศกร Travel Editor ประจำ The Cloud ที่จบการศึกษาด้านศิลปการละคร และทำงานในวงการละครเวทีโรงเล็กมาตลอด ก่อนผันตัวมาเป็นบรรณาธิการบทความท่องเที่ยวและนักจัดทริปประจำ The Cloud

ละครเวทีเรื่องนี้ชื่อ Sunny Side Up : เกือบสุข สตางค์นำงานเขียนและบทสนทนาระหว่างพลอย และ ซันนี่ -โรฬา วรกุลสันติ นักแสดงผู้ป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) มาเรียบเรียงเป็นบท และกำกับให้ทั้งคู่แสดง 

เป้าหมายของละครเรื่องนี้ไม่ได้อยากทำให้ผู้ชมรู้สึกผิดหรือเวทนาเพื่อนมนุษย์ แต่คือการสร้างงานศิลปะการแสดงที่สื่อสารเรื่องราวของผู้คนที่สังคมมองว่าไม่ใช่ ‘คนปกติ’ หรือ ‘คนทั่วไป’ อย่างจริงใจตรงไปตรงมา อย่างเพื่อนเล่าเรื่องเพื่อนที่เท่าเทียมกัน อย่างไม่เคลือบแฝงความเอ็นดูสงสาร และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา 

พิเศษไปกว่านั้น ละครเรื่องนี้ออกแบบให้ผู้พิการทางสายตาสัมผัสประสบการณ์ในโรงละครได้ ผ่านประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ เช่น การได้ยิน การดมกลิ่น และการรับรสชาติ

ข่าวดีของ Sunny Side Up : เกือบสุข คือละครเวทีเรื่องนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล Performative Arts Festival 2019 จะจัดแสดงที่ห้องสตูดิโอชั้นสี่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (ฺBACC) ซึ่งหอศิลป์กรุงเทพฯ ช่วยสนับสนุนพื้นการแสดง เนื่องจากเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Art for Disability ซึ่งทางหอศิลป์กรุงเทพฯ พยายามส่งเสริม

การแสดงจะจัดขึ้น 7 รอบภายใน 2 สัปดาห์ คือวันพฤหัสบดีที่ 12 – วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน และวันศุกร์ที่ 20 – วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 19.30 – 20.30 น. (วันอาทิตย์ เวลา 15.00 – 16.00 น.)

ส่วนข่าวที่ไม่ดีนักของ Sunny Side Up : เกือบสุข คือแม้จะได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่ แต่ละครเรื่องนี้ยังขาดเงินทุนสนับสนุนในการสร้างสรรค์การแสดงให้เกิดขึ้นจริง ทั้งค่าใช้จ่ายในการผลิตผลงาน จัดหาอุปกรณ์การแสดง และค่าตอบแทนบุคคลทั้งหมดที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงานนี้ รวมทั้งหมด 180,000 บาท ซึ่งทีมงานหาเงินจำนวนนี้จากการขายบัตรละคร และการระดมทุน

The Cloud จึงขอช่วยส่งข่าวการระดมทุนนี้ ซึ่งเปิดรับทุนผ่านระบบ Crowdfunding หรือการระดมทุนสาธารณะหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ซื้อตั๋วไปจนถึงร่วมสนับสนุนเงิน แล้วรับผลงานงานศิลปะเป็นที่ระลึกตอบแทน

ก่อนตัดสินใจช่วยสนับสนุน ขอชวนทุกคนทำความรู้จักส่วนประกอบของละครเรื่องนี้

บทกรุบกรอบ

“ที่จริง ฉันอาจจะถูกกำหนดมาให้มีชีวิตอยู่บนโลกได้เพียงปีเดียว หรือสองปี แต่เพราะพ่อกับแม่ ญาติ และหมอ เอาดวงตาของฉันไปแลกกับชีวิต ฉันก็เลยได้ชีวิตเพิ่มจากนั้นต่อมาถึงตอนนี้ 

พอนึกไปแล้วก็รู้สึกมหัศจรรย์ ดวงตาคู่เล็กๆ ของฉันมีค่าเทียบเท่าเวลากว่ายี่สิบปี และยาวนานต่อไปอีก ไม่รู้ถึงเมื่อไร ฉันว่ามันเป็นการตัดสินใจแลกที่ใจกล้าบ้าบิ่นซะเหลือเกิน

คุ้มไหมล่ะ จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงในใจตัวเองถาม” 

นี่เป็นส่วนหนึ่งในบันทึกของพลอย สตางค์และพลอยพบกันในห้องเรียนวิชาบรรณาธิการสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แม้ผ่านประสบการณ์สัมภาษณ์คนมาหลายครั้ง เขียนบทความมาหลายหน จนพูดได้ว่าทำงานเขียนเป็นอาชีพ แต่ในบรรดานักคิดนักเขียนรุ่นเดียวกัน บุคคลที่สตางค์หวาดกลัวฝีมือที่สุดคือพลอย ไม่ใช่เพราะลีลาการเขียนฉกาจฉกรรจ์ ของแบบนั้นฝึกฝนพอไหว แต่มุมมองของเธอไม่มีใครเหมือน และเรื่องราวของเธอก็ไม่เหมือนใคร

ชีวิตเด็กหญิงหัวดี เรียนหนังสือเก่งอันดับต้นๆ ของรุ่นมาตลอดชีวิต ถูกจับโยนไปมาระหว่างความสงสารเห็นใจ ความคาดหวัง การสร้างแรงบันดาลใจ และยังคงดำเนินต่อไป

พลอยเล่าเรื่องราวของเธอผ่านตัวอักษรไปมากแล้ว สตางค์เลยอยากเล่าเรื่องพลอยผ่านการแสดง โดยให้เจ้าตัวมาเล่าให้ฟังจริงๆ

ตัวละครพร่องมันเนย

พลอยและซันนี่เป็นหญิงสาวเชื้อสายจีน อาศัยอยู่ในตึกแถว คนหนึ่งที่บ้านประกอบกิจการผลิตหมูแผ่นและหมูหยอง และอีกคนครอบครัวขายหมึกแห้งอบกรอบ พ่อบอกซันนี่ว่า กลิ่นปลาหมึกคือกลิ่นของเงิน 

พลอยกำลังเรียนปริญญาโท และฝึกงานเป็นนักจิตวิทยาปรึกษาให้เด็กๆ ในโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ส่วนซันนี่เป็นนักแสดงอิสระที่เรียนจบจากโรงเรียนหญิงล้วนแห่งนั้น 

ทั้งคู่ไม่เคยพบกัน แต่ได้มารู้จักกันเพราะละครเรื่องนี้ เหตุผลที่ทั้งสองถูกจับคู่มาคุยกัน ไม่ใช่เพราะพวกเธอมีเชื้อสายจีน ที่บ้านทำอาหารแห้ง หรือเกี่ยวข้องกับโรงเรียนเดียวกัน

แต่เพราะพลอยเป็นนักจิตวิทยา ผู้มีสายตาพิการ และซันนี่เป็นผู้รับการบำบัดโรคไบโพลาร์มาหลายปี ทั้งคู่แบกรับภาพจำและความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้พิการทางกาย และผู้ป่วยทางใจมาตลอด ชีวิตที่ ‘เกือบสุข’ ไม่ได้ราบรื่นสวยงาม แต่ไม่ระทมขื่นขมจนหมดกำลังใจที่จะไปต่อ บทบาทที่ทั้งคู่ได้รับในเรื่องนี้ ดัดแปลงจากงานเขียนของพลอย และตัวตนของผู้หญิงทั้งสองคนจริงๆ 

ดีไซน์หอมอร่อย

เพราะเป็นละครเกี่ยวกับผู้พิการทางสายตา Sunny Side Up : เกือบสุข จึงเป็นไม่ว่าใช้ตาดูหรือไม่ ก็สนุกกับละครได้ นอกจากดีไซน์ฉาก เสื้อผ้า แสงสีในการแสดงแล้ว งานนี้ ชลิดา คุณาลัย นักออกแบบกลิ่นผู้ออกแบบกลิ่นสินค้าทั่วเอเชีย และเคยทำงานศิลปะเพื่อคนมองไม่เห็นหลายครั้ง เช่น ออกแบบสีมีกลิ่นเพื่อให้คนตาบอดทำงานทัศนศิลป์ได้ ในนาม The Nose Thailand และ Classroom Makeover เปลี่ยนห้องสมุดโรงเรียนคนตาบอดพระมหาไถ่พัทยา เป็นห้องเรียนทักษะชีวิตผ่านการดมกลิ่น เธอจะออกแบบกลิ่นสำหรับละครเรื่องนี้ เพื่อช่วยให้ทุกคนสัมผัสประสบการณ์ละคร โดยใช้จมูกร่วมด้วย

ดมแล้วก็ต้องชิมด้วย ไหนๆ บ้านนักแสดงทั้งคู่ก็ขายของอร่อย งานนี้ผู้ชมจะได้เลือกชิมหมูแผ่นหรือหมึกแผ่น นั่งดูไปเคี้ยวไป นับเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงแบบไม่ผิดกติกา เพราะนักแสดงก็จะกินด้วย!

ศิลปะเพื่อศิลปะ

หากสนใจสนับสนุนการแสดงเรื่องนี้ ทีมงานไม่ขอรับบริจาค แต่ขอให้ผู้อ่านซื้องานศิลปะแลกเปลี่ยน เพื่อให้ Sunny Side Up : เกือบสุข ได้จัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบตลอด 7 รอบ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1. ซื้อตั๋วละครเวทีใบละ 550 บาท

ผู้สนับสนุนเงิน 550 บาท จะได้รับตั๋วละครเวที Sunny Side Up : เกือบสุข 1 ใบ (เลือกรอบใดก็ได้)

จำนวนผู้สนับสนุนที่ต้องการ : ไม่จำกัด

2. สนับสนุนแพ็กเกจที่ 1 : น้ำหอม + ตั๋วละครเวที = 1200 บาท

ผู้สนับสนุนเงิน 1,200 บาท จะได้รับตั๋วละครเวที Sunny Side Up : เกือบสุข 1 ใบ (เลือกรอบใดก็ได้) และน้ำหอมจาก Nose Story ขนาด 30 มล. 1 ขวด ที่ออกแบบโดย Florent Di Marino นักออกแบบน้ำหอมจาก International Flavors & Fragrances (IFF) หนึ่งในบริษัทออกแบบกลิ่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จำนวนผู้สนับสนุนที่ต้องการ : 30 คน

3. แพ็กเกจที่ 2 : ภาพวาดตัวคุณ + ตั๋วละครเวที = 3000 บาท

ผู้สนับสนุนเงิน 3,000 บาท จะได้รับตั๋วละครเวที Sunny Side Up : เกือบสุข 1 ใบ (เลือกรอบใดก็ได้) และภาพวาด Portrait from Your Voice ขนาด A4 ฝีมือพลอย-สโรชา กิตติสิริพันธุ์ 1 รูป

กรุณาอัดเสียงของคุณ จะอธิบายลักษณะตัวเอง หรือเล่าเรื่องราวใดๆ ก็ได้ ความยาวไม่เกิน 1 นาที ส่งมาทางอีเมล พลอยจะฟังเสียงแล้ววาดรูปตัวคุณ หรือสิ่งที่สื่อถึงตัวคุณออกมา 

จำนวนผู้สนับสนุนที่ต้องการ : 20 คน

4. สนับสนุนแพ็กเกจที่ 3 : ภาพวาดตัวคุณ + น้ำหอม + ตั๋วละครเวที 4 ใบ = 5000 บาท

ผู้สนับสนุนเงิน 5,000 บาท จะได้รับตั๋วละครเวที Sunny Side Up : เกือบสุข 4 ใบ (เลือกรอบใดก็ได้) ภาพวาด Portrait from Your Voice ขนาด A4 ฝีมือพลอย-สโรชา กิตติสิริพันธุ์ 1 รูป และน้ำหอมจาก Nose Story ขนาด 30 มล. 1 ขวด 

จำนวนผู้สนับสนุนที่ต้องการ : 10 คน

หมายเหตุ* : หากผู้สนับสนุนแพ็กเกจต่างๆ ไม่สะดวกมาชมละครในวันเล่นจริง สามารถโอนสิทธิ์การชมละครให้ผู้พิการทางสายตาได้ โดยแจ้งในใบลงทะเบียนล่วงหน้า ทีมงานจะชวนผู้พิการทางสายตาที่สนใจมาชมละครตามจำนวนที่นั่งที่มอบสิทธิ์ให้*

วิธีสนับสนุน

  1. เลือกแพ็กเกจและรอบละครที่ต้องการ 
  2. กรอกชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ อีเมล และรายการที่เลือก ที่นี่ 
  3. ทีมงานจะติดต่อกลับเพื่อยืนยันการจอง และรายละเอียดการโอนเงิน ทางอีเมล [email protected]
  4. เมื่อโอนเงินเรียบร้อยแล้ว โปรดส่งหลักฐานการชำระเงินทางอีเมล ทีมงานจะส่งของที่ระลึกไปให้ตามที่อยู่ของคุณ หากเป็นน้ำหอม จะส่งภายใน 30 วันหลังจากโอนเงิน หรือเลือกรับน้ำหอมที่หน้าโรงละครในวันชมการแสดงก็ได้ 
  5. หากเลือกรับภาพวาด จะส่งภายใน 30 วันหลังจากละครเล่นจบ (วันที่ 22 กันยายน 2562) 
  6. สำหรับตั๋วละคร โปรดแสดงอีเมลหลักฐานการโอนเงินที่หน้าห้องสตูดิโอชั้น 4 BACC แล้วรับตั๋วเข้าชมได้ทันที (หากโอนสิทธิ์ให้เพื่อนชมละครแทน โปรดอีเมลบอก [email protected] ล่วงหน้าด้วยนะ

7 รอบบนเวที

ละคร Sunny Side Up : เกือบสุข จะจัดแสดงจริงแน่นอนไม่ว่าจะระดมทุนได้ครบ 180,000 บาทหรือไม่ โดยผู้สนใจชมละครยังจองบัตรได้เรื่อยๆ จนถึงวันเล่น ราคาบัตรสำหรับบุคคลทั่วไป 550 บาท, นักศึกษา 350 บาท และผู้พิการ 350 บาท เข้าไปสอบถามรายละเอียดและจองบัตรได้ที่นี่ 

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

23 มิถุนายน 2564
623

6 ตุลาคม พ.ศ.​ 2519 วันวิปโยคของประวัติศาสตร์ไทย

ผู้มีอำนาจเข้าล้อมปราบขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นักศึกษาและปัญญาชนหัวก้าวหน้าต้องหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด ภายหลังจากเหตุการณ์ ทำให้บรรยากาศความเคลื่อนไหวภายในเมืองต้องเงียบเชียบ สื่อถูกปิดปาก บทเพลงที่เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นต้นทางของบทเพลงเพื่อชีวิตต่างก็หยุดบรรเลงไปพร้อมกับผู้ขับร้องที่หนีเข้าป่า ไม่ต่างกับเพื่อนปัญญาชนคนอื่นๆ

ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงนั้นเอง จู่ๆ ก็มีบทเพลงขับขานเรื่องราวของสามัญชนและสังคมดังขึ้นมาจากทิวดอยแดนเหนือ อุ๊ยคำ เพลงที่บอกเล่าเรื่องราวโศกนาฏกรรมของหญิงชราที่ลูกหลานทอดทิ้ง ณ ขณะนั้น บทเพลงแห่งสามัญชนถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้ง และทำให้หลายคนรู้จักศิลปินหนุ่มจากเชียงใหม่ นาม จรัล มโนเพ็ชร

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

กระทั่งนักศึกษาและปัญญาชนออกจากป่ากลับสู่เมือง ศิลปินคนนี้ก็ยังแต่งเพลง รางวัลแด่คนช่างฝัน เป็นกำลังใจให้พวกเขา หากเพลง คิดถึงบ้าน หลายคนรู้จักในชื่อ เดือนเพ็ญ ที่แต่งขึ้นเป็นบทกวีโดย นายผี หรือ อัศนี พลจันทร ก่อนจะถูกนำมาแปลงเป็นเพลง เพลงนี้เป็นเพลงที่ปัญญาชนในป่าใช้ขับร้องเพื่อปลอบประโลมใจตนเอง ยามออกจากป่ามา รางวัลแด่คนช่างฝัน ของจรัล ก็คือบทเพลงที่ช่วยมอบขวัญกำลังใจให้แก่พวกเขา เป็นดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทองให้กับพวกเขาสู้สู่วันใหม่ข้างหน้า และเป็นบทเพลงที่นำมาใช้ขับร้องสร้างกำลังใจให้ผู้คนทั่วไปจนถึงทุกวันนี้

จรัล มโนเพ็ชร ประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินนักร้องเป็นอย่างมาก ได้รับรางวัลต่างๆ รวมถึงได้รับการยกย่องให้เป็นราชันโฟล์กซองคำเมืองของประเทศไทย ด้วยบทเพลงจำนวนมากที่ถูกขับร้องด้วยคำเมืองหรือภาษาเหนือ ทั้งบอกเล่าสภาพสังคม วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น วัฒนธรรมของภาคเหนือ ซึ่งมีทั้งเนื้อหากินใจและพูดแทนใจสามัญชน 

บ้างก็แฝงไปด้วยอารมณ์ขันชวนสนุก ทำให้หลายคนรู้จักกับภาษาเหนือ และบทเพลงของจรัลยังคงถูกขับร้องทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง สาวมอเตอร์ไซค์, พี่สาวครับ, บ้านบนดอย, สาวเชียงใหม่, ลูกข้าวนึ่ง, หมะเมี๊ยะ, มิดะ, ล่องแม่ปิง, ของกิ๋นคนเมือง, คนสึ่งตึง ที่หลายคงคุ้นหูและรู้จักกันดี รวมถึงบทเพลงอีกจำนวนมาก

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง
จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

นอกจากบทบาทการเป็นนักร้อง จรัลยังเป็นหนึ่งคนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปินล้านนาให้คนทั่วไปรู้จักเป็นวงกว้าง และยังมีโอกาสแสดงความสามารถทางการแสดงในภาพยนตร์กับละครจำนวนมาก รวมถึงหนึ่งในละครเวทียิ่งใหญ่เรื่องเยี่ยมที่เคยเกิดขึ้นในไทย อย่าง สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ หรือ ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า โดย ยุทธนา มุกดาสนิท ซึ่งจรัลได้รับบท ดอนกิโฆเต้ ตัวเอกของเรื่อง มี ศรัณยู วงษ์กระจ่าง รับบทเดียวกันในอีกรอบการแสดง

จากผลงานจำนวนมากมายที่กล่าวมา ทำให้ศิลปินชาวเหนือคนนี้มีภาระจากหน้าที่การงานจำนวนมาก และที่เขาต้องทำงานมากมายขนาดนี้ก็ไม่ใช่เพื่อเงินทองสำหรับตัวเขาเพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการจะรวบรวมเงินทุนเพื่อจัดตั้งให้เกิด ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปินล้านนา’ รวมถึงช่วยเหลือความเคลื่อนไหวด้านวัฒนธรรมล้านนาอีกจำนวนมาก 

จรัลรำลึก โครงการระดมทุนสร้างอนุสาวรีย์ สานฝัน ‘จรัล มโนเพ็ชร’ ราชันโฟล์กซองคำเมือง

แต่แล้วในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.​ 2544 แผ่นดินล้านนาก็ต้องสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รัก 

จรัล มโนเพ็ชร จากไปไม่มีวันหวนคืน เหลือไว้แต่คุณูปการจำนวนมากที่เคยทำไว้กับเมืองเหนือที่เขารักยิ่ง

“วันนี้ผมกำลังจะทำงานที่ค่อนข้างหนักอีกแล้ว ผมก็หวังใจว่าท่านผู้ชม ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านจะสนับสนุนให้กลุ่มที่ทำงานชมรมส่งเสริมศิลปินล้านนาได้มีโอกาสได้ดูแลให้เป็นมูลนิธิ เพื่อว่าการทำงานจะได้สืบสานมั่นคงต่อไปในภายหน้า เพราะผมเชื่อว่าวันหนึ่งผมก็ต้องจากไป ผมต้องไปอยู่แล้ว ไปวันไหนไม่รู้ และยังมีกิเลสตัณหาอยู่ในกมลสันดานเล็กน้อย คือ ยังห่วงงานตัวเองอยู่ ถ้ามีองค์กรที่มั่นคงดูแลไว้แล้ว ก็น่าจะดี…” 

จรัล มโนเพ็ชร กล่าวก่อนเข้าเพลง อุ๊ยคำ ในคอนเสิร์ต ม่านไหมใยหมอก ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2541

ในวาระครบรอบ 20 ปี การจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่รักศิลปินคนนี้จึงคิดจะทำอะไรบางอย่างขึ้นเพื่อเชิดชูและสานต่อความฝันของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของล้านนาในนาม ‘จรัลรำลึก’ นำโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ความฝันของอ้ายจรัลมีอยู่ไม่กี่เรื่อง อย่างแรก อ้ายจรัลเป็นคนที่อยากทำหอศิลป์สล่าเลาเลือง ซึ่งแปลว่าศิลปินที่งดงามอลังการ เพื่อบันทึกการทำงานทั้งหมดของศิลปินภาคเหนือไว้ ปัจจุบันความฝันนี้ของอ้ายสำเร็จแล้วเมื่อต้นปี และตั้งอยู่ที่จังหวัดลำพูน อีกความฝันของอ้ายจรัลก็คือ การฟื้นผืนแผ่นดินนี้ให้งดงามด้วยศิลปวัฒนธรรมที่มีอยู่ในอดีต ซึ่งเราต้องการสานฝันอันนี้ของอ้าย” อาจารย์ธเนศวร์ เริ่มเล่าที่มาของโครงการจรัลรำลึกที่เขาจัดทำขึ้นกับเพื่อนฝูง

“เนื่องจากใกล้จะครบวาระยี่สิบปีที่อ้ายจรัลจากไป ลูกสาวบอกกับผมว่า ถ้ารุ่นพ่อไม่ทำอะไร จะไม่มีใครทำอีกแล้วนะ ปัจจุบันลูกสาวของผมอายุสามสิบสอง เขาได้ยินผมพูดเรื่องอ้ายจรัลมาตั้งแต่เล็กๆ แต่คนที่โตมากับเขาไม่มีใครพูดถึงเลย ลูกสาวผมกลายเป็นคนอธิบายเรื่องของอ้ายจรัลให้คนในรุ่นของเขาฟัง เขาเลยรู้สึกว่าเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว คนรุ่นผมต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง ให้กับศิลปินที่สร้างความดีไว้กับเมืองเหนือจำนวนมากในวาระนี้

“ตอน พ.ศ. 2520 ผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนนั้นผมกับเพื่อนกำลังประชุมกันเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่บ้านของผมในนิวยอร์ก มีแต่คนหัวก้าวหน้าที่อยู่ที่นั้นมารวมกัน แล้วก็มีคนหนึ่งหยิบเทปของอ้ายจรัลมาเปิด ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะเป็นเพลงที่ร้องด้วยภาษาคำเมือง ผมเองก็เป็นคนที่ชอบฟังเพลง ชอบแต่งเพลง ผมเคยมีความคิดที่อยากจะลองแต่งเพลงภาษาคำเมืองขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้สักที พอได้ยินบทเพลงของอ้ายจรัลในวันนั้น จึงทำให้ผมทึ่งและชื่นชมในศิลปินคนนี้ โดยติดตามผลงานเขาตลอด กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

“ทีนี้การมีโอกาสได้ไปต่างประเทศ ทำให้ผมได้เห็นไอเดียดีๆ อะไรเท่ๆ จากที่นู่นเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ประเทศจีน ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีรูปปั้นของนักเขียนนวนิยายชื่อดังของโลกอยู่ นั่นก็คือ มิเกล์ เด เซร์บันเตส ซาเบดฺร้า (Miguel de Cervantes Saavedra) ผู้ประพันธ์เรื่อง ดอนกิโฆเต้แห่งลามันซ่า ซึ่งผมทราบมาว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงชื่นชมนักเขียนคนนี้อย่างมาก เมื่อไหร่ที่พระองค์ท่านมีโอกาสไปประเทศจีน ก็จะต้องหาโอกาสไปวางดอกไม้หน้ารูปปั้นนี้ให้ได้ เรื่องราวนี้ทำให้ผมประทับใจอย่างมาก และวันนี้ นี่คือเรื่องราวของศิลปินที่โด่งดังมากที่สุดและเป็นคนแรกของเชียงใหม่ แม้ว่าตัวของอ้ายจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีคนเขียนถึงอยู่ ผมอาจจะเขียนถึงเยอะกว่าคนอื่นหน่อย” 

อาจารย์ธเนศวร์หัวเราะสนุกหลังแซวตนเอง ก่อนเล่าต่อด้วยความเพลิดเพลิน “ยังคงมีคนฟังเพลงของอ้าย ชื่นชมผลงานของอ้ายอยู่ และปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังไม่มีใครแทนอ้ายได้ ผมเลยรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อระลึกถึงและชื่นชมผลงานของแก ส่งต่อให้กับคนรุ่นถัดไป ผมจึงมีความคิดว่า นี่คือเวลาเหมาะสมแล้วที่เราจะมีรูปปั้นของ จรัล มโนเพ็ชร ตั้งในที่สาธารณะให้ผู้คนได้มาชื่นชมและเรียนรู้แรงบันดาลใจจากอ้าย”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

โครงการจรัลรำลึกเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 และประกาศให้คนทั่วไปรับทราบถึงแนวคิดการสร้างรูปปั้น จรัล มโนเพ็ชร บนเพจเฟซบุ๊กชื่อเดียวกับโครงการ เพื่อขอระดมทุนสนับสนุนสำหรับการสร้างอนุสาวรีย์

“อ้ายจรัลเป็นศิลปินที่บอกเล่าเรื่องราวของสามัญชนผ่านบทเพลงจำนวนมาก เพราะอ้ายมีใจให้กับมวลชนผู้ยากไร้ มีใจให้กับท้องถิ่น ไม่ว่ากี่เพลงต่อกี่เพลงที่ออกมาก็ล้วนเป็นอย่างนี้ตลอด เราเลยตั้งใจกันว่าจะให้การสร้างอนุสาวรีย์ของอ้ายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมใจของสามัญชนที่รักอ้ายจรัล ซึ่งเราต้องใช้เงินในการทำให้สำเร็จทั้งสิ้นประมาณสี่แสนกว่าบาท แต่ทางโครงการจรัลรำลึกของเราตัดสินใจจะตั้งเป้ายอดระดมทุนไว้ที่ห้าแสนบาท 

“นอกจากค่าทำรูปปั้น เราตั้งใจช่วยสานฝันที่อ้ายอยากช่วยเหลือและส่งเสริมศิลปินล้านนา โดยเงินที่เหลือจากการทำรูปปั้น เราตั้งใจแบ่งออกเป็นสองส่วน หนึ่ง สำหรับจัดทำเป็นรางวัลจรัล มโนเพ็ชร มอบให้กับศิลปินที่โดดเด่นเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมทุกๆ ปี สอง เราจะทำกองทุนจรัล มโนเพ็ชร เพื่อมอบทุนให้แก่เด็กที่สนใจด้านศิลปะวัฒนธรรม แต่มีฐานะยากจน ให้มีโอกาสเล่าเรียนในสิ่งที่เขาสนใจ เราตั้งกฎไว้ว่าจะรายงานยอดระดมทุนทุกสัปดาห์บนเพจ จะไม่มีการถอนแม้แต่บาทเดียว เพราะถือว่านี่เป็นเงินที่พี่น้องบริจาคมาเพื่อทำรูปปั้นอ้ายจรัลเท่านั้น”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

ภารกิจการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้กับศิลปินล้านนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้น

ในแต่ละสัปดาห์หลังจากประกาศการระดมทุนเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ผู้คนทั่วไปรับทราบ ทางทีมจรัลรำลึกจะมีการจัดงานเสวนาไลฟ์ผ่านทางเพจจรัลรำลึก โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง อันยา โพธิวัฒน์ ภรรยาของจรัล มาพูดคุยกันในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับจรัล จำนวนทั้งหมด 18 หัวข้อเสวนา อาทิ มรดกของจรัล มโนเพ็ชร ต่อล้านนาและสังคมไทย ผู้คนหลากหลายในเพลงจรัล ลมหายใจเชียงใหม่กับเพลงอ้ายจรัล เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจก็กลับไปตามชมได้ที่เพจจรัลรำลึก หรืออ่านจากหนังสือ กึ๊ดเติงหาอ้ายจรัล ซึ่งรายได้จากการซื้อหนังสือจะถูกนำไปสมทบทุนของโครงการ 

นอกจากงานเสวนายังมีการจัดคอนเสิร์ตจรัลรำลึก ณ เชียงดาว โดยมีศิลปินถิ่นเหนือมาร่วมกันทำการแสดงเพลงของจรัล มโนเพ็ชร เพื่อนำเงินจากตั๋วคอนเสิร์ตมาสนับสนุนโครงการ ซึ่งจัดไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการที่ขับเคลื่อนงานส่งเสริมวัฒนธรรมล้านนาคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤษภาคม โครงการจรัลรำลึกก็ระดมทุนจนครบตามที่ต้องการได้ในเดือนมกราคมปีนี้ จากการช่วยเหลือของผู้คนที่รักจรัล หลังจากนั้นทางทีมก็เริ่มต้นงานปั้นทันที โดยได้ อาจารย์ภูธิป บุญตันบุตร ศิลปินปั้นมือดีชาวเชียงใหม่รับหน้าที่เป็นประติมากร โดยรูปปั้นจรัล มโนเพ็ชร ที่ทางทีมจรัลรำลึกตั้งใจสร้างขึ้นมานั้น มีขนาดเท่าตัวจริง เป็นศิลปินสามัญชน ไม่สูงใหญ่ ไม่ชูกีตาร์หรือซึงให้ดูอลังการ ไม่อวดตัว ไม่มีแท่นยกสูงจากพื้น หากแต่เรียบง่ายในลักษณะนั่งเล่นกีตาร์บนม้านั่งที่วางกับพื้น เป็นสามัญชนติดดิน ดั่งที่ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาวเหนือผู้นี้เป็น

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อ้ายจรัลเป็นคนที่มีรอยยิ้มอบอุ่น นี่เป็นสิ่งที่คนรอบตัวของอ้ายเล่าให้ผมฟัง หลังจากเริ่มต้นปั้นรูปปั้นของอ้าย” อาจารย์ภูทิป เริ่มต้นเล่าเรื่องราวการทำงานปั้น “ผมเริ่มต้นการปั้นจากแบบสเก็ตช์ของ รศ.ดร.สุกรี เกษรเกศรา ที่เป็นผู้แนะนำผมให้เป็นผู้รับผิดชอบการปั้นรูปปั้นของอ้ายจรัล ซึ่งขั้นตอนการปั้น ผมได้รับความช่วยเหลือจากป้าหมู (อันยา โพธิวัฒน์) ภรรยาของอ้ายจรัล เพื่อให้ปั้นออกมาเหมือนอ้ายที่สุด เดิมผมใช้ภาพต้นแบบจากปกเทปที่อ้ายใส่เสื้อหนาๆ 

“ป้าหมูทักว่า ปกติอ้ายจรัลไม่ใส่ ใส่เพื่อถ่ายปกเท่านั้น ป้าหมูเลยกลับไปเอาเสื้อผ้าที่อ้ายใช้จริงๆ มาให้ใช้เป็นแบบ มีทั้งรองเท้า นาฬิกา แหวน ที่อ้ายจรัลใส่บ่อยๆ ซึ่งตอนปั้นส่วนนาฬิกา ถ้าปั้นหน้าปัดโล้นๆ จะดูไม่สวย ก็เลยคิดว่าน่าจะใส่อะไรที่บ่งบอกถึงการรำลึกถึงอ้าย ผมเลยใช้วันสุดท้ายที่อ้ายหยุดไว้ตอนจากไปมาใส่ เพื่อให้ยังอยู่ต่อไป”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“อีกส่วนที่มีการปรับค่อนข้างละเอียดก็คือรอยยิ้มของอ้าย ซึ่งผมใช้วิธีศึกษาจากรูปภาพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ตอนแรกผมปั้นเป็นหน้าที่ยังไม่ยิ้ม ส่งให้ทีมจรัลรำลึกและหลายคนที่ใกล้ชิดกับอ้ายจรัลดู เกือบทุกคนก็เล่าให้ผมฟังว่า ปกติเวลาอ้ายจรัลอยู่กับคนอื่น อ้ายเป็นคนยิ้มง่าย เป็นคนที่ยิ้มแล้วดูอบอุ่นมาก ทุกคนเลยอยากให้รูปปั้นเป็นตอนอ้ายยิ้ม ผมก็เลยไปค้นหาจังหวะที่อ้ายยิ้มจากบันทึกการแสดงคอนเสิร์ตต่างๆ แต่ก็ยังคงไม่เหมือนตัวตนของอ้าย 

“กระทั่งป้าหมูส่งภาพถ่ายของอ้ายรูปหนึ่งมาให้ เป็นรูปที่อ้ายจรัลยิ้มเล็กน้อย รวมถึงแววตาของอ้ายก็ยิ้มด้วยเช่นกัน โดยผมได้ความช่วยเหลือจาก อาจารย์อ๊อฟ (อัษฎายุธ อยู่เย็น) มาช่วยปั้นส่วนใบหน้าของอ้าย กระทั่งออกมาเหมือนรอยยิ้มของอ้ายจรัล อย่างที่คนใกล้ชิดของอ้ายเคยได้รับขณะที่อ้ายยังมีชีวิตอยู่” นักปั้นเล่ากระบวนการ

เป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงรักในตัวตนของศิลปินผู้นี้…

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

“สำหรับสถานที่ตั้งของรูปปั้นอ้ายจรัล ที่จังหวัดเชียงใหม่เรามีรูปปั้นที่เป็นอนุสาวรีย์ อย่าง อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากอยู่แล้ว ผมมองว่านั้นไม่ใช่ตัวตนของอ้ายจรัล” อาจารย์ธเนศวรพูดเรื่องประเด็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ 

“เราตั้งใจว่าจะวางรูปปั้นของอ้ายไว้ใต้ต้นไม้ นั่งเล่นกีตาร์ขับกล่อมผู้คนใต้ต้นไม้อยู่ในมุมเล็กๆ ไม่มีท่าทีอหังการแต่อย่างใด อาจจะต้องก้มผ่านกิ่งไม้เข้าไปถึงจะมองเห็นด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เราอยากให้รูปปั้นของอ้ายตั้งอยู่ในที่สาธารณะ ไม่มีรั้วกั้น อยู่ข้างนอก ผู้คนที่มาโอบกอดอ้ายได้ตลอดเวลา จะร้องเพลงกับอ้ายหรือนั่งกินเบียร์กับอ้ายก็ได้ ยี่สิบสี่ชั่วโมง 

“และผมเชื่อว่าใครก็ตามที่ผ่านไปผ่านมา จะต้องคอยช่วยดูแลรูปปั้นของอ้ายอย่างแน่นอน นี่ถึงจะเหมาะกับศิลปินสามัญชนติดดิน เราต้องการให้รูปปั้นนี้เป็นสมบัติของประชาชน และให้อ้ายเป็นแรงบันดาลใจกับทุกคน”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ตอนนี้ทีมจรัลรำลึกกำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นขอสถานที่ตั้งให้ตรงตามความตั้งใจไว้ให้ได้มากที่สุด

“ผมยืนยันเรื่องความต้องการให้รูปปั้นของอ้ายอยู่ในที่สาธารณะ เพราะผมเชื่อว่านี่จะเป็นที่ที่อ้ายใกล้ชิดกับผู้คนทั่วไปได้มากที่สุด ผมต้องการให้ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวของอ้าย บทเพลงของอ้าย รวมถึงให้อ้ายสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมาก ผมมองว่าเพลงของอ้ายส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน และยังใช้การได้จนถึงเดี๋ยวนี้ เพราะปัญหาหลายอย่างที่ถูกพูดในเพลง ก็ยังไม่ถูกแก้ไข 

“อุ๊ยคำ ยังเดี่ยวดายจนถึงทุกวันนี้ สาวโรงบ่ม ก็เปลี่ยนไปจากขี่จักรยานไปโรงบ่มตอนนี้ก็ไปอยู่โรงงานอุตสาหกรรมที่กรุงเทพฯ ปัญหาการจราจรในเพลง ตากับหลาน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ สาวมอเตอร์ไซค์ เดี๋ยวนี้ก็ไม่เอาแล้วมอเตอร์ไซค์เอารถเก๋งแล้ว มันยังเป็นปัญหาเดิมๆ ที่เปลี่ยนบริบทไปเรื่อยๆ 

“ที่ต้องพูดให้ไปไกลกว่านั้นคือ มนุษย์ทุกคนเกิดมาจากผลผลิตของสังคมในยุคนั้นๆ ประเด็นที่น่าห่วงใยก็คือ เราอยากเห็นคนอย่างอ้ายจรัล มโนเพ็ชร เกิดมาใหม่ในยุคนี้ และอธิบายสังคม ณ ตอนนี้ ซึ่งคือใครกันล่ะ…”

การรวมตัวกันของคนรัก จรัล มโนเพ็ชร เพื่อระดมทุนสานต่อเจตนารมณ์และสร้างอนุสาวรีย์รำลึกถึงศิลปินล้านนาสามัญชน

ภาพ : จรัลรำลึก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากสานความฝันของอ้ายจรัล มโนเพ็ชร ในการสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่สนใจนำเสนอเรื่องวัฒนธรรมและสภาพสังคม สามารถสนับสนุนผ่านโครงการของจรัลรำลึก ผ่านทาง Facebook : จรัลรำลึก

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load