กลิ่นกาแฟเพิ่งคั่วเสร็จใหม่ เคล้ากลิ่นขนมปังหอมกรุ่น ลอยเตะจมูกเราทันทีที่ก้าวขาพ้นประตูรั่วสีดำสูงใหญ่

ชาย-หญิงเจ้าของกลิ่นหอมอบอวลเดินมาต้อนรับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกันไม่นาน ทั้งคู่เชิญเราเข้าบ้าน

“ไม่ต้องถอดรองเท้านะครับ เข้ามาเลย” เขากล่าวก่อนเปิดประตูให้และเดินนำไปยังห้องครัว

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ไผ่-กอไผ่ และ เอซ-นิลบล ปาณินท์ เจ้าของบ้าน เจ้าของโรงคั่วกาแฟ และเจ้าของร้าน Sunny Bear Coffee Roasters กุลีกุจอเสิร์ฟลาเต้ร้อน และ Mixed Fruit & Nuts Buns กรอบนอกนุ่มในกับ Cinnamon Rolls รสละมุนให้ชิม ก่อนเดินอ้อมไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม และเริ่มต้นเล่าเรื่องราวในบ้านหลังงามให้ฟัง

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

กล้วยบนโต๊ะสุกงอมได้ที่พร้อมเป็นส่วนผสมเติมความหวานฉ่ำ คล้ายบทสนทนาวันนี้ที่จังหวะชีวิตไปถึงจุดสุขสุด และกลมกล่อมด้วยรสชาติประสบการณ์

บ้าน Home Made

บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านใหม่ เป็นบ้านที่พวกเขาอยู่มากว่า 10 ปีแล้ว

ในตอนนั้น โจทย์แรกของทั้งคู่คือ ทำบ้านใหม่ให้มีพื้นที่ทำงานไปด้วยในตัว

เพราะที่ดินหน้าแคบและลึก อาคารทรงกล่องนี้จึงต้องสร้างขนานพื้นที่กว่า 100 ตารางเมตร โดยวางตัวทิศเหนือ-ใต้

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

แปลนเรียบง่าย ไม่ขาด-ไม่เกินความจำเป็นใช้งาน

ชั้นล่างมีห้องครัว พื้นที่นั่งเล่น ห้องน้ำ อดีตห้องทำงานที่กำลังจะกลายเป็นห้องอบขนม ส่วนชั้นบนมีห้องทำงานอีกห้องในตำแหน่งเดียวกัน โถงเปียโน ห้องน้ำ และห้องนอน

ฝั่งทิศตะวันออกกรุกระจกเต็มผืน เพื่อเปิดรับแสงในยามเช้าและมองเห็นร่มไม้เขียวขจีที่ปลูกไว้จนเต็มพื้นที่ อีกด้านเป็นผนังทึบ เจาะช่องเปิดเพียงเล็กน้อยช่วยลดความร้อนยามเย็น

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

เหล็ก-ไม้เก่า-อิฐมอญ-ปูน วัสดุที่ทั้งคู่คิดเห็นตรงกันว่า ใช่ที่ชอบ

“ส่วนใหญ่ชอบอะไรที่ค่อนข้างเหมือนกัน” กอไผ่เอ่ย คล้ายเดาใจออกว่าเราจะถามถึงบ้านที่ทั้งคู่อยากอยู่

“มีอยู่บ้างที่ตีกัน แต่ไม่ตลอดนะ” สามีว่าก่อนหัวเราะร่วน

“เล็กๆ น้อยๆ มาก แค่เรื่องการจัดวาง เราต่างชอบของเก่าๆ พวกเศษไม้ ประตูเก่าจากบ้านหลังเดิม ก็ถอดเก็บไว้ เอามาใช้ที่บ้านหลังนี้ แล้วก็ชอบความไม่เนี้ยบ ดิบๆ แบบเปลือยเนื้อแท้ของพื้นผิว” ภรรยาเสริม

หลังเอาแปลนที่ชอบไปปรึกษาสถาปนิกช่วยดูด้านโครงสร้าง สองอดีตอินทีเรียดีไซเนอร์ขอลงมือตกแต่งเอง ทั้งเลือกสรร จนถึงขั้นลงมือทำเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นเอง อย่างโต๊ะ ตู้ ชั้นวางของ ถ้าไม่ผ่านการถอด ประกอบ ตอก ตัดต่อด้วยตัวเอง ก็ต้องผ่านการออกแบบจากเขาก่อนส่งต่อให้ช่างทำ เรียกว่าต้องขอมีส่วนร่วมสักหน่อย เช่น ชั้นวางหนังสือตรงทางเชื่อมระหว่างครัวกับห้องนั่งเล่น ทำจากเหล็กฉากที่เอาไปให้โรงเหล็กช่วยพับให้ แล้วค่อยเอามายึดกับผนัง ให้สูงจรดเพดาน ถัดกันมีตู้เก็บของจากไม้สักเก่าที่ลงล็อกพอดีช่องระหว่างชั้นหนังสือ เมื่อโดนแดดนับสิบปี สีจึงซีดจางสวยตรงใจเป๊ะ

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

เพราะอยากให้ได้ฟีลบ้านไม้โบราณๆ พื้นไม้บนชั้นสองเป็นไม้เก่าทั้งหมด เขาตั้งใจปูร่องห่างเพื่อให้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เดิน ส่วนฝ้าเพดานพอแกะไม้แบบออก ร่องรอยลายไม้ดันสวยถูกใจ เลยขอให้ช่างคงไว้ ไม่ต้องฉาบ

ที่ทำเองแล้วเจ้าตัวต่างก็ชอบใจอีกอย่าง คืองานไลติ้งดีไซน์ที่ซ่อนไว้หลังคานสำเร็จรูปกับช่องระหว่างผนัง ซึ่งเกิดจากการอยากได้พื้นที่เพิ่ม จึงเว้นระยะก่อสร้างผนังออกไปจากคานเล็กน้อย (เกิดจากการคำนวณโครงสร้างด้วยหลักวิศวกรรมศาสตร์มาแล้ว) เราว่าเป็นเทคนิคที่น่าสนใจและไม่ค่อยเห็นใครทำนัก แถมการที่มีเสาโผล่มาแบบไม่ชิดติดผนังเช่นนี้กลับไม่ขัดหูขัดตา และกลายเป็นอีกดีเทลที่ทำให้บ้านเท่ขึ้น

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“จริงๆ ตั้งใจอยากให้บ้านเนี้ยบเหมือนกัน อยากได้ห้องโล่งๆ มีโต๊ะตัวเดียว ความฝันเลยนะ

“พื้นฐานเป็นคนชอบมินิมอลมาก แต่มันไม่เคยทำได้ เพราะเดี๋ยวซื้ออุปกรณ์มาเพิ่ม กระปุก กระป๋อง เศษนู่นนี่นั่น คือเป็นคนที่ชอบทำอะไรเองไง แงะกล้องออกมา ประกอบเข้าไปใหม่ มันเลยมีเศษมีอะไรเพียบ กลายเป็นอีกสไตล์หนึ่งเลย คือเป็นแบบของเยอะๆ” กอไผ่เล่าพลางนึกย้อนถึงฝันที่ไม่เป็นจริง

ไหนหนังสือเต็มชั้น ไหนจะสารพัดจานชาม แก้ว อุปกรณ์ทำงานเก่าเก็บที่พวกเขาบอกว่าใช้จริงไม่ได้สะสม ไหนจะงานศิลปะ ภาพถ่ายฝีมือกอไผ่ที่อยู่ทั่วไว้ทุกมุมบ้าน

เชื่อแล้วว่าเนี้ยบไม่ได้

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ห้องทำงาน Heart Made

บ้านที่งานเป็นหัวใจหลักหลังนี้ ตั้งใจให้ห้องทำงานอยู่ในมุมที่มองเห็นต้นไม้อย่างแจ่มชัด

ห้องทำงานชั้นล่าง เดิมทีเป็นห้องอเนกประสงค์ที่ทั้งคู่ใช้ทำงานออกแบบเสื้อผ้า เครื่องประดับ แต่เร็วๆ นี้ จะเป็นห้องอบขนมปัง งานอย่างใหม่ที่เอซเอาจริงเอาจังขึ้นเรื่อยๆ

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ด้านข้างมีบันไดเล็กๆ พาเชื่อมขึ้นไปสู่ห้องทำงานชั้นสองของกอไผ่ที่เต็มไปด้วยกล้อง ภาพถ่าย ภาพศิลปะ หนังสือ อุปกรณ์และเครื่องใช้ของเจ้าตัว

ด้านตะวันออก กรุกระจกผืนใหญ่ราวกับใส่กรอบให้ไทรกร่างอายุเกิน 50 ปี ที่เป็นทั้งภาพศิลปะจากธรรมชาติ และที่ภาพให้ระลึกถึงคุณแม่ผู้เป็นคนปลูก

“ไทรกร่างต้นนี้ตั้งใจเก็บไว้เลย คุณแม่ขุดมาจากศิลปากรตั้งแต่ต้นเล็ก ต้นอื่นในบ้านเขาก็เป็นคนปลูกเองหมดเลยค่ะ” เอซเกริ่น ก่อนเล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งแม่บ้านเคยลืมปิดกระจก กลับมาอีกทีมีงูนอนขดอยู่กลางห้อง เราผวา-แต่ทั้งคู่บอกเจอบ่อยจนชิน 

“ตอนผมเด็กๆ เคยมีบ้านบนต้นไม้ด้วยนะ เป็นบ้านหลังใหญ่เลย” กอไผ่เสริมความผูกพันที่มีต่อสมาชิกวัยเก๋าของบ้าน

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

บางคนว่าการทำงานอยู่บ้านทำให้แยกชีวิตส่วนตัวกับงานไม่ออก แต่ทั้งคู่ไม่คิดแบบนั้น

“สำหรับเรา เรื่องการทำงานกับการมีชีวิตมันเป็นสิ่งเดียวกันที่แยกไม่ได้ คือเราเป็นคนชอบทำงาน ทั้งงานที่หาเงินได้หรือไม่ได้ อย่างถ่ายรูป เพนต์รูป ทำเสื้อผ้า คือชอบอะไรก็ตามที่ทำด้วยมือ อาจเพราะส่วนหนึ่ง งานมันเริ่มต้นมาจากความชอบด้วย คือเราไม่ได้ทำงานเพราะเราต้องทำ แล้วอีกอย่างพวกงานคราฟต์มันสนุกตรงที่เราได้ใช้มือเราเองทำ ก่อนหน้านี้ต่อเครื่องเสียง ต่ออะไรเองนะ เรียนรู้เองหมดเลย เรื่องวงจรไฟฟ้า เรื่องแอมป์ ตอนนั้นเรายังไม่มีลูกก็ไม่หลับไม่นอนเลย นั่งศึกษาวงจร แล้วมันก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราคั่วกาแฟ แล้วเผอิญคั่วกาแฟมันทำเงินได้ ก็เลยบานปลายมาเรื่อยๆ กลายเป็นความชอบที่มันเลี้ยงชีพได้” นักคั่วกาแฟว่า

“เคยไปเช่าออฟฟิศอยู่ในเมือง พอมีลูกก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวก ทั้งเวลา การเดินทาง พอมาทำที่บ้านแล้วเรารู้สึกว่ามันเหมาะ ผ่อนคลายดี ไม่ต้องเดินทางไกล ตื่นหกโมงมาคั่วกาแฟ แล้วก็ทำอะไรพร้อมกันได้ อย่างตอนทำขนมปัง บางทีอบแค่สิบเจ็ดถึงสิบแปดนาที เราก็จะนั่งรอ ถ้าบางอันอบเป็นชั่วโมงเราก็ไปอาบน้ำ แล้วตั้ง Timer ไว้ แต่ทิ้งไปเลยไม่ได้นะ ครึ่งชั่วโมงต้องคอยมาดูว่ามันเป็นไง แล้วก็ไปทำอย่างอื่นต่อ แล้วกลับมาดูใหม่ มันก็สนุกดี” นักอบขนมปังเล่าบ้าง

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

โรงคั่วกาแฟ ½

จากห้องทำงานในบ้าน ทั้งคู่ขยับขยายความชอบไปสู่การคั่วกาแฟและทำขนมปังโฮมเมด ครั้นจะทำในบ้านเหมือนเคย ขนาดพื้นที่กลับเล็กเกินความฝัน พวกเขาเลยสร้างโรงคั่วกาแฟบวกห้องอบขนมตรงข้างๆ บ้านเสียเลย 

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ห้องสี่เหลี่ยมขนาด 20 ตารางเมตร คงกลิ่นอายเหล็ก-ไม้เก่า-อิฐมอญ-ปูน เช่นเดียวกับตัวบ้าน

ก้าวผ่านประตูไม้สีเขียวซึ่งทั้งคู่ไปเสาะหาจนเจอแบบที่คล้ายกับประตูบ้าน เหล่าเครื่องคั่ว เครื่องดูดควัน เตาอบขนม สารพัดอุปกรณ์ บรรจุอยู่ในนั้นอย่างเป็นระเบียบ ส่วนด้านบนทำดาดฟ้าเป็นสวนครัวไว้ปลูกวัตถุดิบทำขนมอีกฟังก์ชัน

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“โรงคั่วกาแฟนี้เพิ่งสร้างมาได้สองปี จุดเริ่มต้นจริงๆ คือชอบกาแฟ แล้วด้วยพื้นฐานเป็นคนที่เวลาทำอะไรต้องทำให้มันถึงที่สุด แบบบ้าคลั่งหน่อย ถ้าจะทำก็ต้องศึกษาเอาเป็นตาย อย่างเรื่องกาแฟ ก็ซื้อหนังสือมาอ่าน ดูจากยูทูบ แชตไปคุยกับคนที่เขาเชี่ยวชาญ ขึ้นไปดูไร่กาแฟที่เชียงใหม่ คนอื่นอาจจะใช้เวลาห้าเดือน ผมใช้เวลาแค่สามอาทิตย์ เพราะไม่หลับไม่นอน” นักศึกษาวิชากาแฟหัวเราะเมื่อพูดถึงที่มาของการเลยเถิดขั้นแรก

“ตอนแรกจะซื้อเครื่องเล็กๆ แต่ไหนๆ ก็ทำแล้ว เลยซื้อเครื่องที่ทำได้จริงจัง แต่มันดันใหญ่เข้าบ้านไม่ได้ ทีนี้เลยบานปลายจนกลายเป็นโรงคั่ว” เขาเล่าต่อถึงความเลยเถิดขั้นต่อไป จนได้ไปออกงาน Thailand Coffee Fest 2019 และแจ้งเกิด Sunny Bear Coffee Roasters ในฐานะคาเฟ่ขนาดอบอุ่น ให้แวะเวียนมาเยี่ยมชิมได้ตลอด

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ห้องอบขนมปัง ½ 

“เหมือนกันเลย จะทำอะไรต้องทำให้ได้เดี๋ยวนั้น ทั้งอ่าน ทั้งดูก่อนนอน คิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะเช้า อยากทำแล้ว”

ขณะที่กอไผ่วุ่นอยู่กับกาแฟของเขา อีกมุมห้อง เอซก็ง่วนหาข้อมูลเรื่องการทำ Artisan Bread จากโลกออนไลน์ จากนั้นเธอทั้งลองถูก ลองผิด ซึ่งอย่างหลังน่าจะมากกว่าหน่อย

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

เมื่อซุ่มซ้อมจนอยู่มือ ก็ถึงเวลาเสิร์ฟ

ประสบการณ์ที่ให้เอซใจฟูกว่าแป้งที่เพิ่งนวด คือตอนไปออกงานบ้านและสวนแฟร์ เธอว่ายิ่งเห็นปลายแถวยาวเท่าไหร่ ยิ่งเร่งไฟในตัวให้ฮึกเหิมกว่าเก่า

หลังจบงานเธอตัดสินใจทำส่งตามออเดอร์ เมื่อเยอะลูกค้าสั่งกันเยอะขึ้น บางคนถึงกลับโทรมาขอสั่งจองล่วงหน้า ความตั้งใจเดิมที่อยากออกงานไปเรื่อยๆ ก่อน จึงแปรผกผันมาเปิดเป็นคาเฟ่จริงจัง

จากขนมปังก้อน Sourdough, Mixed Fruit Bun, Artisan Cheese, Cinnamon Rolls, Bagel, Raisin Danish ฯลฯ กว่า 10 ชนิด เธอจึงทดลองทำขนมหวานอย่างเค้ก มัฟฟิน บราวนี่ และสโคน เพิ่ม

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“บานปลายค่ะ” เธอเอ่ยยิ้มๆ ก่อนเล่าต่อ

“ตอนแรก ตั้งใจไว้ว่าอาทิตย์หนึ่ง เปิดร้านหกวัน เราจะทำขนมปังสักสามถึงสี่วัน แล้วก็มีวันที่พักผ่อน ชิลล์ๆ แบบไม่ทำอะไรเลยวันที่ร้านปิด แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ มันไม่ได้หยุดเลย ขนมปังก็ทำทุกวัน เพราะทำไปเท่าไหร่ก็หมด เวลาเขาตั้งใจมาที่ร้าน ไม่อยากให้เขามาแล้วต้องผิดหวังกลับไป

“มีทำซอสเพสโต้ (Pesto Sauce) ทำพวกแยมไปด้วย ทีแรกไม่ได้ทำไปขาย แต่พอลูกค้าชิม เขาชอบจนขอซื้อ เราก็อยากให้เขาได้กิน เลยต้องทำไปเยอะๆ แบบกระทะใหญ่ๆ แล้วก็เอามาแพ็กลงขวด ทำจนดึกจนดื่น อาจจะดูเหนื่อย แต่จริงๆ แล้วมันผ่อนคลายนะ เหมือนเราทำงานคราฟต์ ทำงานศิลปะ 

“อย่างใกล้เวลานอน ตั้งใจว่าจะดูอะไร อยากดูเล่นๆ มันก็ไปกดดูขนมสูตรใหม่ ยิ่งถ้ามีคนมาบอกว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อดใจไม่ได้ ไปกดดูอีก”

เกือบลืมเล่า เธอจริงจังขนาดเลี้ยงยีสต์เอง และเจ้ายีสต์ที่เธอฟูมฟักมีอายุกว่า 2 ปีแล้ว

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

และดูเหมือนว่า เด็กหญิงมานีวัย 12 ขวบจะสืบทอดพรสวรรค์และพรแสวงนักทำ (ขนม) เองจากพ่อและแม่ ด้วยวิธีไม่หนีกันเลย ทั้งหาสูตร ดูวิธีทำจากยูทูบ และฝึกทำเอง แถมเธอถ่ายวิธีทำลงยูทูบแชนแนลของตัวเอง ที่ทั้งตัดคลิป แต่งเพลง และมิกซ์เสียงเองด้วย

ถ้าวันไหนโชคดี อาจได้ชิม Cheese Cake หรือ Canele ฝีมือ Pastry Chef ตัวจิ๋วที่ขอฝากวางขายในร้าน

(พื้นที่ช่วยโฆษณา : 1 – 4 ตุลาคม ตามไปอุดหนุนพวกเขาได้ที่ Thailand Coffee Fest 2020 หรือ แวะไปที่คาเฟ่ Sunny Bear Coffee Roasters ระหว่างซอยพหลโยธิน 57 – 59 ทุกวันอังคาร-อาทิตย์)

Home Taste

ชินามอลโรลชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงท้อง พร้อมกาแฟอึกใหญ่ แม้ต่างชนิด แต่กลับซ่อนรสชาติบางอย่างไว้เหมือนกัน 

บางอย่างที่ว่านั้นคงเป็นรสชาติของตั้งใจ หลงใหล และหลงรัก

 “แล้วบ้านหลังนี้ล่ะคะ รสชาติเป็นแบบไหน” เราถามขึ้น ก่อนบทสนทนาจะจบลง

“สำหรับพี่คงเป็นแบบขนมปังขนมปัง Focaccia ที่มันดูเหมือนไม่มีอะไร ไม่มีไส้ แต่ถ้าจะทำให้เนื้อมันดีต้องมีขั้นตอนในการหมักแป้งเยอะเหมือนกัน หลังทำ Sourdough ต้องเอาออกมาแผ่ เพื่อทำร่อง ราดน้ำมันมะกอก โรยจากโรสแมรี่สด หรือถ้าชอบมะกอกก็ใส่ได้ ก่อนเอาเข้าเตาอีกรอบ พอออกมาอีกทีตอนร้อนๆ ค่อยขูดพาเมซานลงไปให้ละลาย นี่แหละ ความพิเศษที่เกิดจากดีเทล เหมือนบ้านหลังนี้ แต่ดีเทลพิเศษที่ว่าไม่ใช่ความหรูหราหรืออะไรนะคะ แต่เป็นขั้นตอนที่เราทำให้บ้านเป็นบ้าน เป็นเรื่องราวหลายๆ อย่างที่รวมกันเป็นชีวิต แต่ก็มีความพลาดนิดหนึ่งนะ ตอนออกแบบ ไม่ทันได้คิดไงว่าปีนเช็ดกระจกยาก ลืมนึกจริงๆ” อดีตอินทีเรียดีไซเนอร์ขำ ก่อนพยักพเยิดหน้าให้สามีตอบบ้าง

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“พี่หรอ เป็นกาแฟพม่า ที่ไม่ค่อยคลีน เม็ดจะแตกๆ หักๆ แต่อร่อยมากเลย รสชาติก็ไม่เปรี้ยวนะ ไปทางนุ่ม ออกช็อกโกแลต ได้มาต้องเอามาคัดเมล็ดเอง คั่วเสร็จก็ต้องคัดอีก เพราะมันแตกบ้าง ไม่สุกบ้าง ก็เหมือนบ้านหลังนี้ ที่ไม่ได้เนี้ยบอะไรมากมาย แต่มันมีชีวิต มีอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นจากการอยู่อาศัย มีของใช้ มีกระเป๋าที่เราใช้แขวนอยู่ พื้นที่มันคอนเนกเป็นส่วนเดียวกันเรา”

“ไม่สวย ไม่เนี้ยบ แต่รสชาติถูกใจ”

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

After Test

“อายุขนาดนี้ ทำมาหลายอย่าง สอนหนังสือ ออกแบบ ทำเสื้อ ทำงานคราฟต์ น่าจะเป็นอันที่ชอบที่สุดแล้ว คิดว่าคงไม่ไปเจออะไรใหม่ ชนิดที่ว่าฉีกออกไปเลย แต่อาจเป็นการที่ทำไปแล้วเริ่มค้นพบว่า เราจะปรับตรงไหน เพราะกาแฟมันยังไปได้อีกไกลมาก อยู่กับมันมานาน กินมาก็ครึ่งชีวิต ณ ตอนนี้เราคงทำไปเรื่อยๆ หลังจากนี้พื้นที่ในบ้านมันคงต้องเปลี่ยนไปตามงานหลักของชีวิตนี่แหละ

“เผื่อว่าในอนาคตจะมีเครื่องคั่วที่ใหญ่กว่าเดิม (หัวเราะ)”

“มันยังเลยเถิดได้อีกใช่ไหม”

“ใช่ เลยเถิดได้อีกไกลแน่นอน”

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

“เมื่อ The Cloud มาสัมภาษณ์ ผมตั้งใจให้สารที่ส่งออกไปคือเรื่องความยั่งยืน ส่วนเรื่องบ้านนั้นเป็นเรื่องรองที่อยากจะพูด”

นุก-ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ สถาปนิกหนุ่มเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนปิติศึกษา (ติดตามอ่านเรื่องราวใน The Cloud ได้เร็ว ๆ นี้) เปิดบทสนทนาเกี่ยวกับบ้านไม้หลังเล็กบนที่ดินตำบลนางแลใน เชียงราย จังหวัดเกิดของ นก-เพียงออ พัทธยากร คู่ชีวิตที่เป็นสถาปนิกเช่นกัน

เขาและเธอช่วยกันเล่าว่า เดิมทีคิดไว้ว่าบ้านจะมีขนาดเล็กกว่านี้ สร้างเพื่ออยู่ดูบรรยากาศของพื้นที่ ทิศทางแดด ลม ก่อนสร้างบ้านอยู่จริงในภายหลัง แต่มาขยายขนาดขึ้นมาอีกหน่อย เมื่อทั้งคู่กำลังจะให้กำเนิดน้องธรรม์เมื่อ 3 ปีก่อน แต่แนวคิดในการสร้างบ้านนั้นไม่เปลี่ยนจากที่ตั้งใจ  

หัวใจหลักเกี่ยวกับเรื่องขนาดของบ้าน นุกและนกมองว่าบ้านขนาดเล็กเป็นจุดเริ่มต้นในการให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงการลดการใช้ทรัพยากรในการสร้างบ้าน และการสร้างขยะที่ก่อให้เกิดบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเลือกใช้วัสดุอะไรก็ตาม และอีกเหตุผลหนึ่งของบ้านขนาดเล็ก คือการไม่สร้างภาระในการดูแลบ้านอีกด้วย

“เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว คือการเลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรามองว่าไม้เป็นวัสดุที่ยั่งยืน เพราะทดแทนได้ในชั่วอายุคน อย่างตอนนี้ผมปลูกต้นไม้ มีต้นมะค่า พะยูง ยางนา น้องธรรม์ก็จะทันใช้ เอาไปสร้างบ้านได้อีกหลัง ขายก็ได้ หรือว่าเอาไปซ่อมแซมบ้านเก่าก็ได้ ไม้เป็นวัสดุที่ค่อนข้างยั่งยืนเมื่อเทียบกับวัสดุอื่น เช่นปูนที่ต้องไประเบิดภูเขามา ซึ่งหมดได้สักวันหนึ่งเพราะมันสร้างขึ้นไม่ได้ หรือถ้ารอธรรมชาติฟื้นคืนมาก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ล้านปี แต่ต้นไม้ตัดแล้วปลูกใหม่มันทดแทนได้ในชั่วอายุคน ถ้ามีการจัดการที่ดี” 

บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน

บ้านไม้หลังเล็ก จากบ้านเก่า 3 หลัง

“ถ้าให้ผมไล่เรียง ก็เริ่มจากพอเราคิดว่าไม้เป็นวัสดุที่ยั่งยืนแต่ทำไมคนไม่ใช้ เราก็มาดูกันว่า อ๋อ ไม้มีจุดที่คนกลัว หรือศัพท์สมัยนี้คือ Pain Point อยู่ 3 – 4 จุด คือ คนกลัวปลวก กลัวว่าไม่ทน กลัวราคาแพง และกลัวหาช่างที่ทำบ้านไม้ได้ยาก”

จากแนวคิดที่ชัดเจนเรื่องการใช้วัสดุที่ยั่งยืน นุกบอกว่าต้องมองหาแนวทางที่จะแก้ไขจุดอ่อน ซึ่งทางออกคือต้องศึกษา หาทางเรียนรู้ให้มาก ทั้งแบบชาวบ้านพื้นถิ่นและความรู้ระดับสากล รวมถึงเข้าใจธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

“เรื่องแรกคือปลวก เราก็จัดการได้ตามวิธีธรรมชาติ โดยใช้น้ำส้มควันไม้หรือทำบ้านยกใต้ถุน คือต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของปลวกเป็นยังไง กินไม้ในกรณีไหน กินไม้อะไรบ้าง ไม้เนื้อแข็งถ้าความชื้นสูงก็จะนิ่มหรือเปื่อย ปลวกจะกัดกินได้ เหมือนเราเวลากินข้าว เราก็อยากกินข้าวนุ่ม ๆ ใช่ไหม ดังนั้น ต้องทำไม้ให้อยู่ในสภาวะที่แข็ง เหนียว ปลวกจะได้ไม่อยากกิน”

โครงสร้างหลักของบ้านหลังเล็กนี้คือไม้ตะเคียน ซึ่งมาจากบ้านไม้เก่าหลังแรกที่ได้มา ไม้ตะเคียนเป็นไม้เนื้อแข็ง ทำงานรายละเอียดอาจไม่เหมาะ แต่ทำงานโครงสร้างได้ดี “คนชอบทำงานกับไม้สักเพราะเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความอ่อน ทำให้อ่อนช้อยได้ง่ายกว่าไม้เนื้อแข็งอื่น และยังรับแรงได้ดี แต่เมื่อเราได้ไม้ตะเคียนมาเยอะ เราซึ่งไม่มีประสบการณ์งานไม้มาก่อนเลย ก็อาศัยช่างแนะนำ ทดลองทำและเรียนรู้ไปด้วยกัน”

บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน
บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน

นุกเล่าว่าความคิดในการทำบ้านที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม สิ่งหนึ่งคือ ใช้ไม้เก่าซึ่งได้มาจากบ้านที่ถูกรื้อทิ้ง ประเด็นนี้เขาชี้ให้สังเกตว่า ที่หลายคนรื้อบ้านเก่าทิ้ง เพราะบ้านไม่ตอบสนองกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“นี่เป็นสิ่งที่เราเห็นและเราพยายามทำอะไรก็ได้เพื่อยังคงใช้ไม้แต่ว่าร่วมสมัย ร่วมสมัยสำหรับเราคือ เรามีความเป็นคนเมือง เราชอบธรรมชาติ และสนใจสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งความรู้ต่าง ๆ ที่ผมนำมาเล่า หรือเรียนรู้ ผมไม่ได้คิดเอง แต่ศึกษา เก็บข้อมูล เอามาเชื่อมโยงและทำให้เป็นรูปธรรมในรูปแบบของเรา เป็นการตอบโจทย์ในแบบของเรา ซึ่งจริง ๆ คำตอบมีได้หลายแบบ แต่เราเลือกจะตอบแบบนี้เพราะนี่คือไลฟ์สไตล์ของเรา

“เรารื้อบ้าน 3 หลังพยายามใช้วัสดุนั้นให้มากที่สุด รวมถึงความประหยัดและการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าด้วย”

บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน

สำหรับข้อด้อยเรื่องความไม่ทน นุกบอกว่า พอศึกษาไปจะเห็นว่าวัดในญี่ปุ่นหรือยุโรปอยู่ได้ทนนานเป็นพันปี หรือแม้แต่วัดไทยบางแห่งก็หลายร้อยปี ซึ่งเกิดจากคนสร้างเข้าใจเงื่อนไขของการใช้ไม้ คือ ถ้าแห้งเกินไปไม้จะกรอบ หรือหากชื้นเกินไปก็จะผุ

“เราทำยังไงก็ได้ไม่ให้ไม้ร้อนหรือชื้นเกินไป นั่นคือพอมาดูว่าเราอยู่ในเขตสภาพร้อนชื้น เราก็ต้องทำให้บ้านไม่ร้อนเกินไป ดังนั้นจึงออกแบบหลังคา 2 ชั้น ให้มีช่องลมระบายความร้อน ส่วนเรื่องความชื้น เราก็ยกใต้ถุนบ้านขึ้นเหมือนบ้านพื้นถิ่น เพื่อให้ลมถ่ายเทได้ เป็นการรีดความชื้นออกไปตลอดทั้งข้างบนและข้างล่าง หลังคาชั้นบนก็เท่ากับเรากางร่มให้กับบ้าน”

ส่วนจุดที่คนกลัวเรื่องราคาแพง นุกบอกว่ามันแพง แต่ยังอยู่ในวิสัยที่คนรับได้ เพราะหาไม้เก่ามาใช้งานได้ ส่วนเรื่องที่ยากหรือเป็นจุดอ่อนสำหรับบ้านไม้ในปัจจุบันคือ ช่างหายาก

“ข้อนี้เป็นข้อที่คนจะกลัวและผมก็กลัวมาก่อน เพราะตอนเรียนวิชางานไม้ผมก็ไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่ ข้อด้อยคือประสบการณ์ไม่มี ส่วนข้อดีคือเราได้เรียนรู้และมีอิสรภาพทางความคิดสูง เพราะเราไม่มีกรอบเลย ดังนั้น ต้องตั้งโจทย์ว่าจะทำยังไงให้ช่างทั่วไปทำได้ เราไม่ใช้วิธีแบบช่างโบราณที่ต้องเข้าลิ่ม นำเทคโนโลยีมาปรับใช้

“เราพูดว่าไม้เป็นวัสดุที่ยั่งยืนก็จริง แต่มันไม่ใช่วัสดุครอบจักรวาล มันควรอยู่ในที่ที่ควรอยู่ อย่างเสาที่นี่ก็ยังเป็นปูนอยู่นะครับ ส่วนคานเป็นเหล็กเพื่อความรู้สึกที่แน่นขึ้น เพราะบางทีถ้าเป็นไม้ก็ยังเสียงดัง หรือบางคนไม่ชอบบ้านไม้เพราะหน้าต่างไม่เยอะ กระจกน้อย เราก็ออกแบบพวกนี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ตอนแรก ๆ เวลาทำงาน เราจะตั้งคำถามว่าทำไปทำไม และตั้งใจจะทำให้อะไรเกิดขึ้น”

บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน

ไม้สำหรับบ้านไม่จำเป็นต้องเป็นไม้จริงอย่างเดียว บางส่วนเลือกผสมผสานไม้อัดเข้ามาใช้งานด้วย

บ้านหลังนี้มีพื้นที่ด้านในขนาด 3 x 9 เมตร ระยะเสาห่าง 3.6 เมตร แต่ทำผนังด้านในเข้ามาเพื่อให้เรียบ เสาทุกต้นจึงอยู่นอกบ้าน

“ถ้าพูดขนาดใช้สอยคือ 30 ตารางเมตร เล็กมาก เราจึงใช้การออกแบบหลาย ๆ อย่าง รวมถึงเรื่องจิตวิทยาที่จะทำให้รู้สึกว่าด้านบนไม่สูงเกินไป พื้นที่ไม่แคบเกินไป เราออกแบบให้บ้านเป็นมัลติฟังก์ชันที่สุด อย่างห้องนั้นกลางวันเปิดประตูแล้วก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน เป็นพื้นที่นั่งเล่นได้ พอกลางคืนปิดประตูก็เป็นห้องนอนได้ ส่วนตรงกลางนี้เป็นส่วนทานอาหาร ทำงาน น้องธรรม์นั่งทำกิจกรรมในพื้นที่เดียวกันกับเราได้ เชื่อมต่อกับห้องครัว ซึ่งมีของใช้จำเป็น ทำครัวกึ่งหนักได้ มีตู้เย็นที่ซ่อนไว้หลังประตูไม้อัด มีเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ขาดก็แต่เครื่องล้างจาน (หัวเราะ)

บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน

“มันคือบ้านพื้นถิ่นที่ถ้าเราถอดเรื่องหน้าตาออกไป ก็คือยกใต้ถุน และเรื่องของการระบายอากาศ และเป็นวัสดุที่มีอยู่ในท้องที่ เราพยายามทำงานพื้นถิ่นให้ร่วมสมัย เพื่อให้คนเห็นว่างานไม้มันอยู่ได้นะ คนเมืองก็อยู่ได้ วัยรุ่นก็อยู่ได้

“มีสถาปนิกที่เราชอบเป็นคนออสเตรเลียบอกว่า กระจกเป็นตัวที่ปิดกั้นธรรมชาติ เขาใช้คำว่าพยายามเอาออก หรือถ้าจำเป็นต้องมี ทำยังไงก็ได้ที่จะพยายามเอามันออกให้ได้ ทำให้มันดูเนียน”

นกเสริมว่า “จริง ๆ มันคือคอนโดสตูดิโอ 1 ห้อง เป็นบ้านที่เป็นคอมแพค ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

“บ้านต้องอยู่ง่าย ต้องอยู่สบายค่ะ”

บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน

บ้านที่เป็นเหมือนโรงเรียนของสถาปนิก

นุกบอกว่าเมื่อสถาปนิกทำบ้านให้ตัวเองอยู่ นั่นคือการตั้งคำถามและตอบโจทย์ด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งคู่ใช้โอกาสนี้เรียนรู้และทดลอง เพื่อยืนยันความเชื่อของตัวเองที่สั่งสมจากการทำงานในบริษัทหลังเรียนจบมาราว 4 – 5 ปี ซึ่งได้ตกผลึกและฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่องผ่านหลากหลายงาน

“สำหรับเราแล้วนี่เป็นเหมือนการทดลอง เราไม่เคยมีความรู้เรื่องบ้านไม้มาก่อน เราก็ลองลุยดู คือตอนนั้นตัดสินใจระหว่างจะไปเรียนต่อ ถ้าไปเรียนเมืองนอกก็อาจใช้เงินพอกัน เราเลยเลือกลงมือสร้างบ้านหลังนี้ ที่นี่จึงถือเป็นโรงเรียนของเรา 

“และผมก็บอกช่างให้เปิดใจเรียนรู้ไปด้วยกัน ไม่ต้องกลัวทำผิด ถ้าทำผิดผมจะจ่ายให้ เพราะนั่นหมายถึงผมอาจจะออกแบบได้ไม่ดีพอ”

“ใช่ค่ะ เราใช้เวลาลองผิดลองถูก ออกแบบไปพร้อม ๆ กับการก่อสร้าง” นกเสริมถึงการทำงานและมุมมองต่อการสร้างบ้านอย่างที่อยากอยู่ของทั้งคู่

“พูดง่าย ๆ เป็นการออกแบบปลายเปิด (หัวเราะ) ต้องบอกว่าเราไม่ได้เป็นสถาปนิกประสบการณ์สูงมากที่รู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ แต่ที่เราทำทุกอย่างเป็นการพัฒนาตัวเอง เพื่อจะได้มีเซนส์ในการทำมากขึ้น ไม่ใช่ทำทีเดียวสวย มันต้องมีการทำ ปรับแก้ เพื่อเรียนรู้ว่า อ๋อ อย่างนี้จะพอดี ที่เราทำก่อนหน้านี้เยอะไปน้อยไป เราต้องปรับให้ลงตัว 

“อย่างหน้าต่างด้านหน้าบ้าน บานใหญ่ แต่ก่อนเป็นหน้าตาแบบหน้าต่างตรงข้างบ้าน แต่พอทำเสร็จแล้วก็รื้อครับ เพราะพอมาอยู่ที่นี่จริง ๆ แล้วรู้สึกว่าด้านนี้มันมีศักยภาพมากกว่า ต้องเปิดออกให้กว้างได้ เราก็หาทางออกแบบ หาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเปิดให้กว้างทั้งบานได้ อันนี้เราใช้ระบบโช้คที่แข็งแรง”

อีกประเด็นที่น่าสนใจ นุกเล่าว่าหลังจากทำบ้าน เขาได้ความคิดและเรียนรู้ใหม่ว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายของบ้านหลังนี้ เป็นค่าวัสดุ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือส่วนใหญ่คือค่าทำงานของช่าง ซึ่งมีการปรับแก้เพื่อให้ลงตัวที่สุด

“ผมมาคิดได้ทีหลังว่า สัดส่วนของรายจ่ายในการทำบ้านจริง ๆ แล้วควรจะอยู่กับช่างมากกว่าของเพราะเขาได้ลงแรง เขาต้องเลี้ยงชีพ สำหรับผมบ้านหลังนี้ทำให้ได้เรียนรู้ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” ทีมช่างที่นุกเอ่ยถึงชื่อว่า สล่าบุญทัมม์ ซึ่งเป็นการรวมตัวของสล่าหรือทีมช่างในพื้นที่แม่จัน ส่วนชื่อบริษัทสถาปนิกของนุกและนกคือ 1922 Architects

บ้านไม้ 30 ตร.ม. ห้องทดลองการออกแบบที่ยั่งยืนของคู่รักสถาปนิกและเจ้าของโรงเรียน

บ้านที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ

ด้วยรายละเอียดในการออกแบบที่คิดและปรับแก้ตลอดเวลา สุนทรียะจึงไม่ได้เกิดจากเพียงแค่เรื่องของความงาม ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว ทั้งคู่มองว่ารูปแบบหรือหน้าตาของบ้านนั้น มาทีหลังแนวคิดหรือต้นทางความคิดในการสร้างบ้าน เพื่อสื่อสารเรื่องความยั่งยืนที่เป็นหลักมากกว่า รวมถึงการใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งแสง ทิศทางลม หน้าต่าง หรือการเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยให้การใช้งานราบรื่น อย่างระบบ Soft Close ของประตู ตู้ หรือแม้แต่มือจับบานตู้เก็บของ ซึ่งนกเลือกก้อนหินกลมมนหลากสี หลายรูปทรง จากลำธารที่ไหลผ่านบ้าน เพื่อให้เกิดผิวสัมผัสอันแตกต่าง สร้างการเรียนรู้ให้กับน้องธรรม์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ-ธรรมดา

ด้วยความที่พื้นที่ในบ้านมีขนาดเล็ก กอปรกับบานประตูใหญ่ที่มีระบบเปิดปิดเบามือ น้องธรรม์จึงเปิดออกไปเล่นด้านนอกบ้านได้ง่าย

“นี่เป็นข้อดีเรื่องความเชื่อมโยง เนื่องจากมันง่าย ลูกเปิดประตูเองแล้ววิ่งออกไปเล่นได้เรื่อย ๆ ในขณะที่บ้านสมัยใหม่ การเปิดประตูสำหรับเด็กยาก เราจะเห็นเลยว่าความถี่ในการผลักประตูออกไปข้างนอกมันไม่สัมพันธ์กัน ทำให้เราเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ง่ายขึ้น” 

นุกช่วยเสริมความเห็นว่า “ธรรมชาติมีความซับซ้อนสูง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เมื่อใกล้ชิดกับธรรมชาติ เด็กก็ได้เรียนรู้และได้มีความคิดสร้างสรรค์ 

“บ้านที่เล็ก มันผลักให้เราออกไปอยู่กับธรรมชาติได้ง่ายกว่า”

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

ทรงธรรม ศรีนัครินทร์

ช่างภาพสายอุปกรณ์ที่ชอบวลี “กระบี่อยู่ที่ใจ”

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load