กลิ่นกาแฟเพิ่งคั่วเสร็จใหม่ เคล้ากลิ่นขนมปังหอมกรุ่น ลอยเตะจมูกเราทันทีที่ก้าวขาพ้นประตูรั่วสีดำสูงใหญ่

ชาย-หญิงเจ้าของกลิ่นหอมอบอวลเดินมาต้อนรับเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกันไม่นาน ทั้งคู่เชิญเราเข้าบ้าน

“ไม่ต้องถอดรองเท้านะครับ เข้ามาเลย” เขากล่าวก่อนเปิดประตูให้และเดินนำไปยังห้องครัว

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ไผ่-กอไผ่ และ เอซ-นิลบล ปาณินท์ เจ้าของบ้าน เจ้าของโรงคั่วกาแฟ และเจ้าของร้าน Sunny Bear Coffee Roasters กุลีกุจอเสิร์ฟลาเต้ร้อน และ Mixed Fruit & Nuts Buns กรอบนอกนุ่มในกับ Cinnamon Rolls รสละมุนให้ชิม ก่อนเดินอ้อมไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม และเริ่มต้นเล่าเรื่องราวในบ้านหลังงามให้ฟัง

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

กล้วยบนโต๊ะสุกงอมได้ที่พร้อมเป็นส่วนผสมเติมความหวานฉ่ำ คล้ายบทสนทนาวันนี้ที่จังหวะชีวิตไปถึงจุดสุขสุด และกลมกล่อมด้วยรสชาติประสบการณ์

บ้าน Home Made

บ้านหลังนี้ไม่ใช่บ้านใหม่ เป็นบ้านที่พวกเขาอยู่มากว่า 10 ปีแล้ว

ในตอนนั้น โจทย์แรกของทั้งคู่คือ ทำบ้านใหม่ให้มีพื้นที่ทำงานไปด้วยในตัว

เพราะที่ดินหน้าแคบและลึก อาคารทรงกล่องนี้จึงต้องสร้างขนานพื้นที่กว่า 100 ตารางเมตร โดยวางตัวทิศเหนือ-ใต้

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

แปลนเรียบง่าย ไม่ขาด-ไม่เกินความจำเป็นใช้งาน

ชั้นล่างมีห้องครัว พื้นที่นั่งเล่น ห้องน้ำ อดีตห้องทำงานที่กำลังจะกลายเป็นห้องอบขนม ส่วนชั้นบนมีห้องทำงานอีกห้องในตำแหน่งเดียวกัน โถงเปียโน ห้องน้ำ และห้องนอน

ฝั่งทิศตะวันออกกรุกระจกเต็มผืน เพื่อเปิดรับแสงในยามเช้าและมองเห็นร่มไม้เขียวขจีที่ปลูกไว้จนเต็มพื้นที่ อีกด้านเป็นผนังทึบ เจาะช่องเปิดเพียงเล็กน้อยช่วยลดความร้อนยามเย็น

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

เหล็ก-ไม้เก่า-อิฐมอญ-ปูน วัสดุที่ทั้งคู่คิดเห็นตรงกันว่า ใช่ที่ชอบ

“ส่วนใหญ่ชอบอะไรที่ค่อนข้างเหมือนกัน” กอไผ่เอ่ย คล้ายเดาใจออกว่าเราจะถามถึงบ้านที่ทั้งคู่อยากอยู่

“มีอยู่บ้างที่ตีกัน แต่ไม่ตลอดนะ” สามีว่าก่อนหัวเราะร่วน

“เล็กๆ น้อยๆ มาก แค่เรื่องการจัดวาง เราต่างชอบของเก่าๆ พวกเศษไม้ ประตูเก่าจากบ้านหลังเดิม ก็ถอดเก็บไว้ เอามาใช้ที่บ้านหลังนี้ แล้วก็ชอบความไม่เนี้ยบ ดิบๆ แบบเปลือยเนื้อแท้ของพื้นผิว” ภรรยาเสริม

หลังเอาแปลนที่ชอบไปปรึกษาสถาปนิกช่วยดูด้านโครงสร้าง สองอดีตอินทีเรียดีไซเนอร์ขอลงมือตกแต่งเอง ทั้งเลือกสรร จนถึงขั้นลงมือทำเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นเอง อย่างโต๊ะ ตู้ ชั้นวางของ ถ้าไม่ผ่านการถอด ประกอบ ตอก ตัดต่อด้วยตัวเอง ก็ต้องผ่านการออกแบบจากเขาก่อนส่งต่อให้ช่างทำ เรียกว่าต้องขอมีส่วนร่วมสักหน่อย เช่น ชั้นวางหนังสือตรงทางเชื่อมระหว่างครัวกับห้องนั่งเล่น ทำจากเหล็กฉากที่เอาไปให้โรงเหล็กช่วยพับให้ แล้วค่อยเอามายึดกับผนัง ให้สูงจรดเพดาน ถัดกันมีตู้เก็บของจากไม้สักเก่าที่ลงล็อกพอดีช่องระหว่างชั้นหนังสือ เมื่อโดนแดดนับสิบปี สีจึงซีดจางสวยตรงใจเป๊ะ

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

เพราะอยากให้ได้ฟีลบ้านไม้โบราณๆ พื้นไม้บนชั้นสองเป็นไม้เก่าทั้งหมด เขาตั้งใจปูร่องห่างเพื่อให้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เดิน ส่วนฝ้าเพดานพอแกะไม้แบบออก ร่องรอยลายไม้ดันสวยถูกใจ เลยขอให้ช่างคงไว้ ไม่ต้องฉาบ

ที่ทำเองแล้วเจ้าตัวต่างก็ชอบใจอีกอย่าง คืองานไลติ้งดีไซน์ที่ซ่อนไว้หลังคานสำเร็จรูปกับช่องระหว่างผนัง ซึ่งเกิดจากการอยากได้พื้นที่เพิ่ม จึงเว้นระยะก่อสร้างผนังออกไปจากคานเล็กน้อย (เกิดจากการคำนวณโครงสร้างด้วยหลักวิศวกรรมศาสตร์มาแล้ว) เราว่าเป็นเทคนิคที่น่าสนใจและไม่ค่อยเห็นใครทำนัก แถมการที่มีเสาโผล่มาแบบไม่ชิดติดผนังเช่นนี้กลับไม่ขัดหูขัดตา และกลายเป็นอีกดีเทลที่ทำให้บ้านเท่ขึ้น

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“จริงๆ ตั้งใจอยากให้บ้านเนี้ยบเหมือนกัน อยากได้ห้องโล่งๆ มีโต๊ะตัวเดียว ความฝันเลยนะ

“พื้นฐานเป็นคนชอบมินิมอลมาก แต่มันไม่เคยทำได้ เพราะเดี๋ยวซื้ออุปกรณ์มาเพิ่ม กระปุก กระป๋อง เศษนู่นนี่นั่น คือเป็นคนที่ชอบทำอะไรเองไง แงะกล้องออกมา ประกอบเข้าไปใหม่ มันเลยมีเศษมีอะไรเพียบ กลายเป็นอีกสไตล์หนึ่งเลย คือเป็นแบบของเยอะๆ” กอไผ่เล่าพลางนึกย้อนถึงฝันที่ไม่เป็นจริง

ไหนหนังสือเต็มชั้น ไหนจะสารพัดจานชาม แก้ว อุปกรณ์ทำงานเก่าเก็บที่พวกเขาบอกว่าใช้จริงไม่ได้สะสม ไหนจะงานศิลปะ ภาพถ่ายฝีมือกอไผ่ที่อยู่ทั่วไว้ทุกมุมบ้าน

เชื่อแล้วว่าเนี้ยบไม่ได้

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ห้องทำงาน Heart Made

บ้านที่งานเป็นหัวใจหลักหลังนี้ ตั้งใจให้ห้องทำงานอยู่ในมุมที่มองเห็นต้นไม้อย่างแจ่มชัด

ห้องทำงานชั้นล่าง เดิมทีเป็นห้องอเนกประสงค์ที่ทั้งคู่ใช้ทำงานออกแบบเสื้อผ้า เครื่องประดับ แต่เร็วๆ นี้ จะเป็นห้องอบขนมปัง งานอย่างใหม่ที่เอซเอาจริงเอาจังขึ้นเรื่อยๆ

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ด้านข้างมีบันไดเล็กๆ พาเชื่อมขึ้นไปสู่ห้องทำงานชั้นสองของกอไผ่ที่เต็มไปด้วยกล้อง ภาพถ่าย ภาพศิลปะ หนังสือ อุปกรณ์และเครื่องใช้ของเจ้าตัว

ด้านตะวันออก กรุกระจกผืนใหญ่ราวกับใส่กรอบให้ไทรกร่างอายุเกิน 50 ปี ที่เป็นทั้งภาพศิลปะจากธรรมชาติ และที่ภาพให้ระลึกถึงคุณแม่ผู้เป็นคนปลูก

“ไทรกร่างต้นนี้ตั้งใจเก็บไว้เลย คุณแม่ขุดมาจากศิลปากรตั้งแต่ต้นเล็ก ต้นอื่นในบ้านเขาก็เป็นคนปลูกเองหมดเลยค่ะ” เอซเกริ่น ก่อนเล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งแม่บ้านเคยลืมปิดกระจก กลับมาอีกทีมีงูนอนขดอยู่กลางห้อง เราผวา-แต่ทั้งคู่บอกเจอบ่อยจนชิน 

“ตอนผมเด็กๆ เคยมีบ้านบนต้นไม้ด้วยนะ เป็นบ้านหลังใหญ่เลย” กอไผ่เสริมความผูกพันที่มีต่อสมาชิกวัยเก๋าของบ้าน

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

บางคนว่าการทำงานอยู่บ้านทำให้แยกชีวิตส่วนตัวกับงานไม่ออก แต่ทั้งคู่ไม่คิดแบบนั้น

“สำหรับเรา เรื่องการทำงานกับการมีชีวิตมันเป็นสิ่งเดียวกันที่แยกไม่ได้ คือเราเป็นคนชอบทำงาน ทั้งงานที่หาเงินได้หรือไม่ได้ อย่างถ่ายรูป เพนต์รูป ทำเสื้อผ้า คือชอบอะไรก็ตามที่ทำด้วยมือ อาจเพราะส่วนหนึ่ง งานมันเริ่มต้นมาจากความชอบด้วย คือเราไม่ได้ทำงานเพราะเราต้องทำ แล้วอีกอย่างพวกงานคราฟต์มันสนุกตรงที่เราได้ใช้มือเราเองทำ ก่อนหน้านี้ต่อเครื่องเสียง ต่ออะไรเองนะ เรียนรู้เองหมดเลย เรื่องวงจรไฟฟ้า เรื่องแอมป์ ตอนนั้นเรายังไม่มีลูกก็ไม่หลับไม่นอนเลย นั่งศึกษาวงจร แล้วมันก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราคั่วกาแฟ แล้วเผอิญคั่วกาแฟมันทำเงินได้ ก็เลยบานปลายมาเรื่อยๆ กลายเป็นความชอบที่มันเลี้ยงชีพได้” นักคั่วกาแฟว่า

“เคยไปเช่าออฟฟิศอยู่ในเมือง พอมีลูกก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวก ทั้งเวลา การเดินทาง พอมาทำที่บ้านแล้วเรารู้สึกว่ามันเหมาะ ผ่อนคลายดี ไม่ต้องเดินทางไกล ตื่นหกโมงมาคั่วกาแฟ แล้วก็ทำอะไรพร้อมกันได้ อย่างตอนทำขนมปัง บางทีอบแค่สิบเจ็ดถึงสิบแปดนาที เราก็จะนั่งรอ ถ้าบางอันอบเป็นชั่วโมงเราก็ไปอาบน้ำ แล้วตั้ง Timer ไว้ แต่ทิ้งไปเลยไม่ได้นะ ครึ่งชั่วโมงต้องคอยมาดูว่ามันเป็นไง แล้วก็ไปทำอย่างอื่นต่อ แล้วกลับมาดูใหม่ มันก็สนุกดี” นักอบขนมปังเล่าบ้าง

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

โรงคั่วกาแฟ ½

จากห้องทำงานในบ้าน ทั้งคู่ขยับขยายความชอบไปสู่การคั่วกาแฟและทำขนมปังโฮมเมด ครั้นจะทำในบ้านเหมือนเคย ขนาดพื้นที่กลับเล็กเกินความฝัน พวกเขาเลยสร้างโรงคั่วกาแฟบวกห้องอบขนมตรงข้างๆ บ้านเสียเลย 

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ห้องสี่เหลี่ยมขนาด 20 ตารางเมตร คงกลิ่นอายเหล็ก-ไม้เก่า-อิฐมอญ-ปูน เช่นเดียวกับตัวบ้าน

ก้าวผ่านประตูไม้สีเขียวซึ่งทั้งคู่ไปเสาะหาจนเจอแบบที่คล้ายกับประตูบ้าน เหล่าเครื่องคั่ว เครื่องดูดควัน เตาอบขนม สารพัดอุปกรณ์ บรรจุอยู่ในนั้นอย่างเป็นระเบียบ ส่วนด้านบนทำดาดฟ้าเป็นสวนครัวไว้ปลูกวัตถุดิบทำขนมอีกฟังก์ชัน

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“โรงคั่วกาแฟนี้เพิ่งสร้างมาได้สองปี จุดเริ่มต้นจริงๆ คือชอบกาแฟ แล้วด้วยพื้นฐานเป็นคนที่เวลาทำอะไรต้องทำให้มันถึงที่สุด แบบบ้าคลั่งหน่อย ถ้าจะทำก็ต้องศึกษาเอาเป็นตาย อย่างเรื่องกาแฟ ก็ซื้อหนังสือมาอ่าน ดูจากยูทูบ แชตไปคุยกับคนที่เขาเชี่ยวชาญ ขึ้นไปดูไร่กาแฟที่เชียงใหม่ คนอื่นอาจจะใช้เวลาห้าเดือน ผมใช้เวลาแค่สามอาทิตย์ เพราะไม่หลับไม่นอน” นักศึกษาวิชากาแฟหัวเราะเมื่อพูดถึงที่มาของการเลยเถิดขั้นแรก

“ตอนแรกจะซื้อเครื่องเล็กๆ แต่ไหนๆ ก็ทำแล้ว เลยซื้อเครื่องที่ทำได้จริงจัง แต่มันดันใหญ่เข้าบ้านไม่ได้ ทีนี้เลยบานปลายจนกลายเป็นโรงคั่ว” เขาเล่าต่อถึงความเลยเถิดขั้นต่อไป จนได้ไปออกงาน Thailand Coffee Fest 2019 และแจ้งเกิด Sunny Bear Coffee Roasters ในฐานะคาเฟ่ขนาดอบอุ่น ให้แวะเวียนมาเยี่ยมชิมได้ตลอด

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

ห้องอบขนมปัง ½ 

“เหมือนกันเลย จะทำอะไรต้องทำให้ได้เดี๋ยวนั้น ทั้งอ่าน ทั้งดูก่อนนอน คิดแต่ว่าเมื่อไหร่จะเช้า อยากทำแล้ว”

ขณะที่กอไผ่วุ่นอยู่กับกาแฟของเขา อีกมุมห้อง เอซก็ง่วนหาข้อมูลเรื่องการทำ Artisan Bread จากโลกออนไลน์ จากนั้นเธอทั้งลองถูก ลองผิด ซึ่งอย่างหลังน่าจะมากกว่าหน่อย

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters
เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

เมื่อซุ่มซ้อมจนอยู่มือ ก็ถึงเวลาเสิร์ฟ

ประสบการณ์ที่ให้เอซใจฟูกว่าแป้งที่เพิ่งนวด คือตอนไปออกงานบ้านและสวนแฟร์ เธอว่ายิ่งเห็นปลายแถวยาวเท่าไหร่ ยิ่งเร่งไฟในตัวให้ฮึกเหิมกว่าเก่า

หลังจบงานเธอตัดสินใจทำส่งตามออเดอร์ เมื่อเยอะลูกค้าสั่งกันเยอะขึ้น บางคนถึงกลับโทรมาขอสั่งจองล่วงหน้า ความตั้งใจเดิมที่อยากออกงานไปเรื่อยๆ ก่อน จึงแปรผกผันมาเปิดเป็นคาเฟ่จริงจัง

จากขนมปังก้อน Sourdough, Mixed Fruit Bun, Artisan Cheese, Cinnamon Rolls, Bagel, Raisin Danish ฯลฯ กว่า 10 ชนิด เธอจึงทดลองทำขนมหวานอย่างเค้ก มัฟฟิน บราวนี่ และสโคน เพิ่ม

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“บานปลายค่ะ” เธอเอ่ยยิ้มๆ ก่อนเล่าต่อ

“ตอนแรก ตั้งใจไว้ว่าอาทิตย์หนึ่ง เปิดร้านหกวัน เราจะทำขนมปังสักสามถึงสี่วัน แล้วก็มีวันที่พักผ่อน ชิลล์ๆ แบบไม่ทำอะไรเลยวันที่ร้านปิด แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ มันไม่ได้หยุดเลย ขนมปังก็ทำทุกวัน เพราะทำไปเท่าไหร่ก็หมด เวลาเขาตั้งใจมาที่ร้าน ไม่อยากให้เขามาแล้วต้องผิดหวังกลับไป

“มีทำซอสเพสโต้ (Pesto Sauce) ทำพวกแยมไปด้วย ทีแรกไม่ได้ทำไปขาย แต่พอลูกค้าชิม เขาชอบจนขอซื้อ เราก็อยากให้เขาได้กิน เลยต้องทำไปเยอะๆ แบบกระทะใหญ่ๆ แล้วก็เอามาแพ็กลงขวด ทำจนดึกจนดื่น อาจจะดูเหนื่อย แต่จริงๆ แล้วมันผ่อนคลายนะ เหมือนเราทำงานคราฟต์ ทำงานศิลปะ 

“อย่างใกล้เวลานอน ตั้งใจว่าจะดูอะไร อยากดูเล่นๆ มันก็ไปกดดูขนมสูตรใหม่ ยิ่งถ้ามีคนมาบอกว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็อดใจไม่ได้ ไปกดดูอีก”

เกือบลืมเล่า เธอจริงจังขนาดเลี้ยงยีสต์เอง และเจ้ายีสต์ที่เธอฟูมฟักมีอายุกว่า 2 ปีแล้ว

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

และดูเหมือนว่า เด็กหญิงมานีวัย 12 ขวบจะสืบทอดพรสวรรค์และพรแสวงนักทำ (ขนม) เองจากพ่อและแม่ ด้วยวิธีไม่หนีกันเลย ทั้งหาสูตร ดูวิธีทำจากยูทูบ และฝึกทำเอง แถมเธอถ่ายวิธีทำลงยูทูบแชนแนลของตัวเอง ที่ทั้งตัดคลิป แต่งเพลง และมิกซ์เสียงเองด้วย

ถ้าวันไหนโชคดี อาจได้ชิม Cheese Cake หรือ Canele ฝีมือ Pastry Chef ตัวจิ๋วที่ขอฝากวางขายในร้าน

(พื้นที่ช่วยโฆษณา : 1 – 4 ตุลาคม ตามไปอุดหนุนพวกเขาได้ที่ Thailand Coffee Fest 2020 หรือ แวะไปที่คาเฟ่ Sunny Bear Coffee Roasters ระหว่างซอยพหลโยธิน 57 – 59 ทุกวันอังคาร-อาทิตย์)

Home Taste

ชินามอลโรลชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงท้อง พร้อมกาแฟอึกใหญ่ แม้ต่างชนิด แต่กลับซ่อนรสชาติบางอย่างไว้เหมือนกัน 

บางอย่างที่ว่านั้นคงเป็นรสชาติของตั้งใจ หลงใหล และหลงรัก

 “แล้วบ้านหลังนี้ล่ะคะ รสชาติเป็นแบบไหน” เราถามขึ้น ก่อนบทสนทนาจะจบลง

“สำหรับพี่คงเป็นแบบขนมปังขนมปัง Focaccia ที่มันดูเหมือนไม่มีอะไร ไม่มีไส้ แต่ถ้าจะทำให้เนื้อมันดีต้องมีขั้นตอนในการหมักแป้งเยอะเหมือนกัน หลังทำ Sourdough ต้องเอาออกมาแผ่ เพื่อทำร่อง ราดน้ำมันมะกอก โรยจากโรสแมรี่สด หรือถ้าชอบมะกอกก็ใส่ได้ ก่อนเอาเข้าเตาอีกรอบ พอออกมาอีกทีตอนร้อนๆ ค่อยขูดพาเมซานลงไปให้ละลาย นี่แหละ ความพิเศษที่เกิดจากดีเทล เหมือนบ้านหลังนี้ แต่ดีเทลพิเศษที่ว่าไม่ใช่ความหรูหราหรืออะไรนะคะ แต่เป็นขั้นตอนที่เราทำให้บ้านเป็นบ้าน เป็นเรื่องราวหลายๆ อย่างที่รวมกันเป็นชีวิต แต่ก็มีความพลาดนิดหนึ่งนะ ตอนออกแบบ ไม่ทันได้คิดไงว่าปีนเช็ดกระจกยาก ลืมนึกจริงๆ” อดีตอินทีเรียดีไซเนอร์ขำ ก่อนพยักพเยิดหน้าให้สามีตอบบ้าง

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

“พี่หรอ เป็นกาแฟพม่า ที่ไม่ค่อยคลีน เม็ดจะแตกๆ หักๆ แต่อร่อยมากเลย รสชาติก็ไม่เปรี้ยวนะ ไปทางนุ่ม ออกช็อกโกแลต ได้มาต้องเอามาคัดเมล็ดเอง คั่วเสร็จก็ต้องคัดอีก เพราะมันแตกบ้าง ไม่สุกบ้าง ก็เหมือนบ้านหลังนี้ ที่ไม่ได้เนี้ยบอะไรมากมาย แต่มันมีชีวิต มีอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นจากการอยู่อาศัย มีของใช้ มีกระเป๋าที่เราใช้แขวนอยู่ พื้นที่มันคอนเนกเป็นส่วนเดียวกันเรา”

“ไม่สวย ไม่เนี้ยบ แต่รสชาติถูกใจ”

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

After Test

“อายุขนาดนี้ ทำมาหลายอย่าง สอนหนังสือ ออกแบบ ทำเสื้อ ทำงานคราฟต์ น่าจะเป็นอันที่ชอบที่สุดแล้ว คิดว่าคงไม่ไปเจออะไรใหม่ ชนิดที่ว่าฉีกออกไปเลย แต่อาจเป็นการที่ทำไปแล้วเริ่มค้นพบว่า เราจะปรับตรงไหน เพราะกาแฟมันยังไปได้อีกไกลมาก อยู่กับมันมานาน กินมาก็ครึ่งชีวิต ณ ตอนนี้เราคงทำไปเรื่อยๆ หลังจากนี้พื้นที่ในบ้านมันคงต้องเปลี่ยนไปตามงานหลักของชีวิตนี่แหละ

“เผื่อว่าในอนาคตจะมีเครื่องคั่วที่ใหญ่กว่าเดิม (หัวเราะ)”

“มันยังเลยเถิดได้อีกใช่ไหม”

“ใช่ เลยเถิดได้อีกไกลแน่นอน”

เปิดบ้านทรงกล่อง สูดกลิ่นกาแฟคั่วและขนมปังโฮมเมดอบใหม่ของสองเจ้าของ Sunny Bear Coffee Roasters

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

จะมีบ้านสักกี่หลังกันเชียวที่ตั้งโจทย์รีโนเวตบ้านเก่า จากเพลง 3 เพลง… 

เป็นเพลงของเธอ ของเขา และ ‘ของเรา’ บ้านที่เขาให้คำนิยามว่า เป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษ ซึ่งมีเจ้าของบ้านเป็นแมว 3 ตัว และคน 2 คน

ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ และ ดีดี้ ห้วยทราย คือชื่อแมว

จ๋า-วาสุธา และ ม่อน-คุณวุฒิ นั่นชื่อคน 

ทั้งสองไม่ใช่คนเชียงใหม่แต่กำเนิด แต่เลือกลงหลักปักฐานทำงานทำการที่นี่ ทั้งคู่เคยรีโนเวตบ้านทาวน์เฮาส์ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้อย่างถูกใจ แต่มีเหตุต้องย้ายเพราะสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป จึงหาบ้านหลังใหม่ใต้คอนเซ็ปต์ซื้อบ้านเก่าปรับปรุงใหม่ แต่ครั้งนี้บ้านหลังใหญ่ขึ้นและทั้งสองเพิ่งเริ่มงานประจำใหม่ เลยตั้งใจเลือกสถาปนิกมารีโนเวตบ้าน ตามความต้องการที่ว่า สมาชิกหลักของบ้าน 3 ตัวต้องอยู่สบาย มีที่วางตำแหน่งแห่งที่ให้เครื่องเล่นแผ่นเสียงและของสะสมอย่างลงตัว ขอห้องทำงานโปร่ง แสงธรรมชาติเข้าได้  และให้บรรยากาศของบ้านอวลอยู่ในท่วงทำนองของเพลง 3 เพลง คือ Champagne Supernova ของ Oasis, No Surrprise ของ Radiohead และ Stop Where You Are ของ Corinne Bailey Rae  

Champagne Supernova เพลงของเรา

“ผมเลือกเพลงหนึ่ง จ๋าเลือกเพลงหนึ่ง และเราเลือกเพลงหนึ่ง เพราะ Champagne Supernova จ๋าก็ชอบเหมือนกัน… ผมอยากเริ่มอย่างครับว่า 3 เพลงนี้ไม่ใช่ 3 เพลงที่ผมกับจ๋าชอบที่สุด ไม่ใช่เพลงที่ Represent ตัวตนของเรา แต่ Represent บ้านเรา (เสียงจ๋าแทรกขึ้น “บรรยากาศที่เราอยากอยู่”) ใช่ ๆ ฉะนั้นมันอาจจะไม่ใช่เพลงที่เราชอบที่สุด แต่เราคิดว่าเราจะอยู่กับ Vibe ของบ้านยังไง เพราะฉะนั้นโจทย์ก็คือ แล้วเพลงไหนที่เราฟังได้โดยที่เราไม่เลี่ยน ไม่เบื่อมัน” 

ม่อนและจ๋าอธิบายเริ่มต้นถึงแนวคิดในการปรับปรุงบ้าน ไอเดียเลือกเพลงให้สถาปนิกนำไปขบคิดและตีโจทย์ออกมาเป็นหน้าตาบ้านที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ และ HUES Development ก็สามารถออกแบบได้อย่างลงตัว 

ม่อนขยายความต่อถึงเพลงนี้ว่า “ผมคิดว่าเพลงเพลงนี้ของวงโอเอซิสเป็นเพลงที่คลาสสิก แล้วก็ฟังได้ไม่มีวันเบื่อ เป็นมาสเตอร์พีซ และผมกับจ๋าก็อยากให้บ้านของเรา ที่แม้ว่าโทนสีหลัก ๆ จะเป็นสีขาวกับไม้ แต่เมื่อเวลาเปิดไฟแล้วมันจะมีแสงเป็นสีชมพู เป็นสีที่อาจจะไม่ใช่สีของแชมเปญเป๊ะ ๆ แต่อยู่ในบรรยากาศนั้น 

“และเนื้อเพลงก็สำคัญนะ ในเพลงมีท่อนหนึ่งที่พูดว่า Where were you while we were getting high? ประมาณว่า บ้านนี้เป็นที่ที่เราอยากจะกลับมา มาอยู่กับแมวเรา อยู่กับที่ของเรา อยู่กับ Vibe ที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้น มันต้องอยู่ครบ ไม่ใช่ครบแค่ผมกับจ๋าเท่านั้นนะ แมว ๆ ก็ต้องอยู่ครบ 

“จ๋ากับผมไม่ใช่คนเชียงใหม่ ก็เหมือนเรามาเริ่มต้นที่นี่กัน 2 คน ฉะนั้น Vibe ที่จะทำให้ความรู้สึกเป็น ‘บ้าน’ ไม่ขาดหายไปต้องเป็นอย่างนี้นะ ตอนที่คิดถึงเพลงนี้ ก็ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเองเนอะ (หันไปทางจ๋า) คิดถึงแมวด้วย เพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขาเป็นสัตว์เลี้ยง แต่เป็นสมาชิกของครอบครัวเรา” 

How many special people change?

How many lives are living strange?

Where were you while we were getting high?

ในชีวิตเรามีคนที่เข้ามาแล้วก็ไป ทุกคนก็ใช้ชีวิตไปในแบบของตัวเอง นี่เราก็อยู่ของเรา แล้วคุณล่ะไปอยู่ที่ไหนกัน ขณะที่เรามีความสุขกันอยู่ ไม่ได้สิ ‘เรา’ ต้องอยู่ด้วยกัน

ม่อนพูดถึงเนื้อเพลงท่อนนี้ให้ฟังก่อนจะแปลแบบเร็ว ๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ทั้งสองคนมองว่าคือหัวใจหลักของบ้าน และนอกจากเนื้อเพลงแล้ว เขายังบอกว่า ท่วงทำนองของเพลงฟังแล้วให้พลัง 

“ผมคิดว่า คนที่ไม่ได้เป็นแฟนเพลงประเภทนี้อาจจะนึกไม่ออกว่าบ้านมันเกี่ยวอะไรกับเพลง แต่เมื่อบ้านเสร็จและผมลองเข้ามาอยู่บ้าน แล้วลองเปิดเพลงพวกนี้ฟัง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศมันเป็นอย่างที่เราอยากอยู่และเพลงก็เข้ากับบ้านเลย อันนี้ผมต้องให้เครดิตสถาปนิกมาก ๆ” 

สถาปนิกที่พูดถึง คือบริษัท HUES Development ซึ่งเล่าให้ฟังว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับโจทย์การทำงานเป็นเพลง 3 เพลง ที่นอกเหนือไปจากฟังก์ชันและภาพรวมของบ้านที่อยากได้ ออม-กุหลาบ เลิศมัลลิกาพร สถาปนิกผู้ออกแบบเล่าเบื้องหลังการทำงานว่า เปิดฟัง 3 เพลงนี้วนไปวนมาตลอดการทำงาน และตีความออกมาเป็นมู้ดแอนด์โทนของบ้าน วางแพนโทนสี และดีไซน์อย่างที่เห็นนี้ 

“เราตีความออกมาเป็น Abstract มากกว่า ลองดูเมโลดี้ของเพลงแล้วก็ใส่เส้นเคิร์ฟไปให้มันดูสมูท ทั้งเรื่องขององค์ประกอบของบ้าน สี ก็มาทางวอร์มโทน เอิร์ธโทน และใส่กิมมิกรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัสดุที่ไม่ได้ดูเรียบร้อยเกินไป คือมีความเหลื่อมกันของสี รู้สึกเหมือนกับเพลงที่มีโน้ต มีเมโลดี้ต่าง ๆ แต่มาอยู่แล้วกลืนกัน มีความรู้สึกนี่คือบ้าน มีความอบอุ่น 

“ถ้าจะบอกว่าบ้านเป็นสไตล์อะไร จริง ๆ จะบอกเป๊ะ ๆ ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะมันไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว แต่ถ้าพูดรวม ๆ ก็ว่าได้ว่ามาจากยุค 80 90 เพราะแนวเพลงของคุณม่อนอยู่ในยุคนั้น เหมือนฟังเพลงแล้วเข้ามาอยู่ในบ้าน ก็ยังอยู่ในช่วงนั้น เข้ากับการใช้แผ่นเสียง ของสะสม และเราก็ผสมโมเดิร์นเข้าไปด้วย” 

การรีโนเวตหลัก ๆ คือการเปิดพื้นที่ด้านล่างจากที่กั้นห้องย่อย ๆ ให้ทะลุถึงกัน แล้วออกแบบพื้นที่การใช้งานใหม่ ชั้นล่างเปิดโล่งเชื่อมต่อกันตั้งแต่พื้นที่ห้องนั่งเล่น พักผ่อน ห้องครัว และเดย์เบดที่ปรับเป็นมุมทานข้าวได้ และด้านข้างนั้นยังเป็นประตูเล็กออกไปสู่กรงแมวด้านนอก ให้สมาชิกหลัก 3 เหมียวเข้าออกนอกในบ้านอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะวิ่งหลุดออกไปนอกบ้าน 

ม่อนเล่าถึงตรงนี้ว่า แมวกลายเป็นเหมือนคอมฟอร์ตโซนของเราไปแล้ว พอมาทำบ้านนี่ก็เป็นโจทย์หลักของเราด้วยนอกจากชีวิตเราสองคน ก็คือบ้านต้องเข้ากับแมวด้วย บอกคุณออมว่าขอให้แมวอยู่ได้โดยที่ไม่เป็นภาระกับเรามาก เพราะแต่ก่อนต้องคอยเก็บอึในบ้าน ซึ่งคนที่เลี้ยงแมวจะรู้ และมันจะมีกลิ่นแน่นอน ถึงจะดูแลยังไงก็ตาม แต่อันนี้สบายเลย และก็ทำให้มีที่ให้วิ่งเล่น”

ห้องที่เจ้าของบ้านประทับใจมากคือ ห้องทำงานด้านล่างของคุณม่อนที่ปรับมาจากห้องซักล้างและเก็บของ โดยผลักฝ้าด้านบนเปิดทะทุขึ้นไป เพื่อให้เกิดช่องแสงอย่างที่ต้องการ ส่วนฝ้าที่ถูกดันขึ้นก็ออกแบบยกพื้นให้กลายเป็นเตียงเล่นระดับในห้องทำงานของคุณจ๋า กลายเป็นมุมนอนเล่นในวันทำงาน หรือห้องนอนแขกก็ได้ 

No Surprise เพลงของเขา

ไม่น่าแปลกใจหรอกที่บ้านหลังนี้จะอวลไปด้วยท่วงทำนองของเพลงต่าง ๆ หากรู้ว่าม่อนเป็นนักฟังเพลงจริงจัง เป็นนักดูคอนเสิร์ตที่แทบไม่พลาดทุกคอนเสิร์ตของวงโปรด และเป็นนักวิจารณ์เพลงที่เขียนให้กับนิตยสารเพลงอย่าง Music Express ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง แม้ทุกวันนี้จะทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม เขาก็ยังเป็นนักฟังเพลงอย่างจริงจังไม่เคยเปลี่ยน การฟังเพลงของเขาอยู่ในแทบทุกช่วงเวลาของชีวิต ไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ แต่ลงลึกไปถึงเนื้อหา ที่มาที่ไป และประวัติศาสตร์ชีวิตของศิลปินที่ชื่นชอบ

“การฟังเพลงของผมมันเป็นมากกว่างานอดิเรก กลายเป็นชีวิตผมไปแล้ว ถ้าผมชอบเพลงไหน ผมจะฟังเพลงนั้นอยู่เพลงเดียว สามสี่วัน แล้วผมก็จะไม่ฟังมันอีกเลย ดังนั้น เพลงไหนล่ะที่ผมฟังได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ เพลงนั้นจึงเป็นที่มาของบรรยากาศบ้านที่ผมอยากอยู่ 

“ตอนเลือกเพลงของผม มีหลายเพลงมากที่เข้ามาให้รู้สึก แวบแรกผมนึกถึง No Surprise ของ Radiohead ก่อน ถ้าเทียบกับเพลงอื่นของวง เพลงนี้อาจจะไม่ได้ดังมาก แต่เป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า เราตั้งสติได้ เป็นเพลงที่เวลาฟังปุ๊บมันจะหม่น รู้สึกไร้พลัง เกิดสภาวะบางอย่างเหมือนเราอยากเอนตัวลงบนฟูกแล้วก็คิดทบทวนกับตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าสภาวะแบบนี้เราควรทำในชีวิตบ่อย ๆ 

“เพลงนี้เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีสติ ผมฟังบ่อยมากก่อนจะทำงานที่ต้องคิดเยอะ ๆ ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ของผม หรือว่างานเขียนต่าง ๆ มันไม่ใช่เพลงที่ให้ Vibe ที่ว้าว ปัง อลังการ หรูหรา แต่เป็น Vibe ธรรมดาที่เราจะไม่มีทางเลี่ยน ไม่มีทางเบื่อ อยู่กับมันได้เรื่อย ๆ ไปตลอด โดยที่กราฟจะนิ่ง ไม่ขึ้นไม่ลง ฟังแล้วก็ฟังได้อีก สำหรับผม Vibe ของบ้านมันควรจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ไม่งั้นก็จะเห่อบ้านอยู่แวบหนึ่ง แล้วก็จะไม่อะไรกับบ้าน ไม่อยากดูแลบ้านละ ผมอยากให้มันเป็นบ้านธรรมดาที่พิเศษสำหรับเรามากกว่า”

ถามนักฟังเพลงอย่างม่อนว่า แล้วเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงไหม

“ถ้าเรื่องเสียง ความเงียบสงบ ผมว่าเชียงใหม่เหมาะมาก ๆ เลย อธิบายอย่างนี้ดีกว่า ผมว่า Vibe กรุงเทพฯ เหมาะกับการฟังดนตรีสด คือผมเป็น Concert-goer นะ ก่อนโควิดผมไปไม่ต่ำกว่า 10 เพราะฉะนั้นกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่เหมาะกับการฟังคอนเสิร์ตอิมพอร์ตอันดับหนึ่งอยู่แล้ว เพราะเชียงใหม่มันไม่มี แต่ว่าถ้าเราพูดถึงดนตรีสดแบบแจ๊ส แบบแจมมิ่ง ใครขึ้นไปแจมก็ได้ เชียงใหม่ก็ยังเป็น Vibe ที่ดี 

“ถ้าพูดถึงการฟังดนตรีแบบตั้งใจฟังอยู่ที่บ้าน เชียงใหม่อาจจะเหมาะกับผมมากกว่ากรุงเทพฯ อันดับหนึ่งคือ บ้านผมพ่อแม่อยู่ ถ้าฟังก็คงรบกวนเขา อันดับสองคือ ผมอยู่สาทร เมืองที่แม้ว่าตอนกลางคืนรถไม่ติด แต่ก็ยังมีเสียงแตร เสียงบ้านคนนั้นคนนี้ ไม่มีความเงียบชนิดที่ว่าเราจะตั้งใจฟังเพลงได้ เพราะฉะนั้น Vibe ในเชียงใหม่เหมาะกับการฟังเพลงคนเดียวที่บ้าน และอาจจะมีบรรยากาศอย่างอื่นเสริมเข้ามาอีก เช่น บ้านเราอยู่ตีนดอย ฟังโฟล์กจากฟิลาเดลเฟีย The Milk Carton Kids ซึ่งเป็นวงที่ผมชอบ ก็เหมาะมากเลย ตอนเช้ามีหมอกลงนิด ๆ เป็น Vibe ที่เข้ากั๊นเข้ากัน ผมคงจะฟังโฟล์กในกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ มู้ดมันก็คงไม่ไหว” 

ในห้องทำงานของม่อน มีกรอบรูปดึงดูดสายตาอยู่กลุ่มหนึ่ง ม่อนบอกว่านี่คือ Set List เพลงในคอนเสิร์ตที่เขาไปฟัง “ผมไปขอเขา แล้วไปขอลายเซ็นจากนักดนตรี” เรื่องเล่าของ Set List ฟังสนุกมากหลากที่มา ล่าสุดนั้นเป็นคอนเสิร์ตแรกที่จัดขึ้นในช่วงโควิด ลักษณะ Live จากสตูดิโอ และส่ง Set List กับบัตรมาให้ทางบ้าน

“ถ้าเทียบกับโปสเตอร์ที่ยังมีวงการเก็บสะสม Set List อย่างนี้คนยังไม่ค่อยเก็บ ผมหมายถึงในเมืองไทยนะ แต่ต่างประเทศก็มีราคานะ” 

Stop Where You Are เพลงของเธอ

โลกนอกบ้านจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ได้อยู่กับสิ่งที่รัก วางใจลงจากความวุ่นวาย และเป็นตัวของตัวเองที่สุด คงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากให้บ้านมีความหมายอย่างนั้น เป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับเรา ซึ่งเพลงของเธอที่เลือกมาสะท้อนความรู้สึกที่ว่านี้ 

“เป็นแนวเพลงโซลออกแจ๊ส ฟังแล้วสบาย ๆ แบบที่เราอยากให้บ้านอยู่ในบรรยากาศนั้น คือเราเป็นสาวออฟฟิศเนอะ กลับบ้านมาก็อยากรู้สึกได้พักผ่อน ได้รู้สึกอบอุ่นในบ้านของเรา และจ๋าดูที่เนื้อเพลงด้วยค่ะ ประมาณว่า แสงตอนเช้าที่เข้ามานะ ให้หยุดอยู่กับตรงนี้ ที่คุณอยู่แล้วก็คิดถึงตัวเอง คิดถึงชีวิต อาจจะมีความคล้ายกับม่อนนิด ๆ ที่มันสะท้อนตัวเอง เมื่อตอนเด็ก ๆ จ๋าไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน และได้รู้จักนักดนตรี 2 คนที่ทำให้ผ่านช่วงนั้นมาได้ คือคนนี้ Corinne กับ นอร่า โจนส์ เลยเป็นแฟนเพลงมาตั้งแต่ตอนนั้น คือจ๋าฟังเพลงอยู่ไม่มาก ก็เลยเลือกเพลงของเขามา เป็นเพลงในอัลบั้มใหม่”

ความกลมกลืนของบ้าน ความอบอุ่นในแสงไฟยามค่ำ สีของอิฐที่วางตัวเก๋ด้านหน้าล้อไปกับโค้งของฝ้าเพดาน กรอบหน้าต่าง สีของไม้ กระเบื้องสีแชมเปญ งานศิลปะภาพเธอและเขาจากศิลปิน Aura ที่จ๋าชื่นชอบ โปสเตอร์คอนเสิร์ต ภาพจิ๊กซอว์ ฟรีดา คาห์โล เคียงคู่ ดิเอโก ริเบรา เสียงเพลงจากแผ่นเสียง และ ฟรีดา ดีดี้ และ โอดอย คือองค์ประกอบหลักที่ทำให้ความรู้สึกถูกเติมเต็ม

จ๋าเล่าถึงที่มาของงานศิลปะผลงาน Aura ว่า เลือกเป็นภาพในงานแต่งงานแทนภาพพรีเวดดิ้ง เป็นภาพในการ์ดเชิญ 

“จ๋าเห็นผลงานคุณออร่าจากไอจี ก็ติดต่อไปค่ะ บอกไปว่าอยากได้ภาพที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เขาส่งสเก็ตช์มา แล้วเราก็เลือกภาพกัน เราประทับใจในความประณีตของเขา ม่อนขอให้เขาทำแมวให้ เขาก็เติมให้มีรายละเอียด มีหนวด มีขนแมวด้วย (ยิ้ม)” 

“ผมคิดว่าแมวเป็นอีกปัจจัยในชีวิตนอกจากการฟังเพลง กลับมาบ้าน มาเหนื่อย ๆ มาเจอแมวที่เรารับมาเลี้ยง 3 ตัว ความเหนื่อยก็หายไป บางคนใช้คำว่าทาสแมว ผมคิดว่าคำนี้มีปัญหา ไม่ใช่ทาสหรือไม่ทาสนะ แต่มันเป็นสมาชิกในครอบครัว เราเป็นครอบครัวเดียวกัน จะบอกว่ามันเป็นทาสเราก็ไม่ใช่อีก คือมันไม่ได้น่ารักเหมือนหมาไง มันมีนิสัยประหลาด ๆ เช่น ขี้อิจฉา ขี้หงุดหงิด บางวันอยากอ้อนให้เราดูแล บางวันไม่อยากให้ยุ่ง แล้วเราคงให้มันทุกอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้ 

“แต่ถ้าเรามองว่าเขาเป็นสมาชิกในครอบครัว เออ นี่ไง สมาชิกในครอบครัวเรามันมีคนแบบนี้ไง มีแมวแบบที่กรัมปี้หน่อย มีแบบขี้อ้อนหน่อย มีแบบไนซ์ที่ดูแลคนในครอบครัว มีแมวที่ขี้กลัวไม่ค่อยอยากยุ่งกับคน มีแมวที่เป็นอินโทรเวิร์ตสักตัว ก็เป็นสีสันของสมาชิกในครอบครัว มันไม่จำเป็นต้องเป็นคนก็ได้”

“แมว 3 ตัว ชื่อ ฟรีด้า ดีดีเย่ และโอดอย ทั้ง 3 ตัวมี ด เด็ก เรียกง่าย ๆ ว่า ด้า ดี้ ดอย ได้ และผมตั้งให้มันคล้องจองกัน คือ ฟรีด้า โป่งน้อย, โอดอย ป่าจี้ แล้วก็ดีดี้ ห้วยทราย 3 ที่ที่มันถูกเลี้ยงดูขึ้นมา” 

เวลาพูดถึงแมว ดวงตาม่อนส่องประกายตลอดเวลาไม่ต่างจากเวลาพูดถึงเพลงเลย เขาบอกว่า ตอนที่ยังมีฟรีด้าเพียงตัวเดียว มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องไปเวิร์กชอปที่ซานฟรานซิสโก วันนั้นเขาเข้าไปชมหอศิลป์ แล้วเกิดคิดถึงฟรีด้าขึ้นมา (คิดถึงมากกว่าจ๋าเหรอ “ใช่ๆ”) (หัวเราะ) 

เขาจึงเลือกซื้อจิ๊กซอว์รูปฟรีด้านี้กลับมา “พอกลับมาบ้าน ก็มาช่วยกันต่อกับจ๋า” ภาพนี้แขวนอยู่บริเวณครัวทางเชื่อมต่อไปห้องทำงานของม่อน 

“ไปต่างประเทศหรือไปต่างจังหวัดนาน ๆ ก็จะคิดถึง เพลงมันฟังที่ไหนก็ได้ แต่แมวที่เราเลี้ยงไม่มีที่ไหนนอกจากที่บ้านเรา”

Writer

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load