28 กันยายน พ.ศ. 2539 คือวันเกิดของ ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา เด็กสาวชาวสมุทรสาคร ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เธอกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียอย่างเวยป๋อ (Weibo) มากกว่า 22 ล้านคน

ในวาระที่ศิลปินมากความสามารถคนนี้กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 25 The Cloud ต่อสายออนไลน์หา ซันนี่ หยาง หรือ Yang Yunqing เพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและการทำตามฝันของเธอ

ก่อนหน้านี้ ซันนี่ในวัยเพียง 14 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันร้องเพลงภาษาจีนที่มณฑลฝูเจี้ยน

1 ปีถัดมา เธอบินลัดฟ้าไปอยู่ไต้หวันเพื่อลองทำตามฝันที่จะเป็นศิลปิน

ซันนี่ได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป A’N’D (Angel ‘N’ Devil) ตอนอายุ 18 พ่วงด้วยผลงานการแสดงซีรีส์อีก 2 เรื่อง

แต่เมื่อพบว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่วาดฝัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน Produce 101 China เรียลลิตี้ชื่อดังที่จะเฟ้นหา 11 ศิลปินจากผู้เข้าแข่งขันในรายการทั้งสิ้น 101 คน

ด้วยลุคสาวเท่ที่ใครเห็นเป็นต้องเทใจให้และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ทำให้ซันนี่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 จนได้เดบิวต์ในวง Rocket Girls 101 พร้อมเปิดตัวอัลบั้ม Collide ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านชุด ตีเป็นเงินไทยกว่าร้อยล้านบาท

 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังหมดสัญญากับ Rocket Girls 101 ซันนี่ได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China จนได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ How’s the Weather Today? ซึ่งทำสถิติยอดขายเป็นอันดับ 8 ของประเทศจีนในปีนั้น

รู้จักประวัติของเธอกันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาพานักอ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปกับไอดอลสาวหล่อ ตั้งแต่วันแรกในเส้นทางดนตรี สู่วันนี้ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

และแล้ว บทสนทนาทางไกล ไทย-จีน จึงเริ่มต้นขึ้น…

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ไม่ว่าต้องอยู่ที่ไหน แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็โอเคแล้ว

เด็กไทยหลายคนอยากเป็นศิลปินไทยและโด่งดังในประเทศ มากกว่าเสี่ยงไปไต่เต้าในต่างแดนที่ประสบความสำเร็จได้ยากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้น ความตั้งใจของคุณคืออะไร

หนูแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ หนูเป็นคนชอบร้องเพลง ชอบขึ้นเวทีอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แต่ที่ไทย หนูไม่มีโอกาส เคยไปสมัครรายการ เดอะสตาร์ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว) กับ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ก็ไม่ได้เข้าแข่งขัน พอดีช่วงนั้นมีคนชักชวนให้ไปเป็นศิลปินที่ไต้หวัน หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า ในเมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ต้องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหน คิดแค่ว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็โอเคแล้ว

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำไมถึงชอบการร้องเพลงมากขนาดนั้น

เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มั้งคะ คุณแม่ชอบร้อง คุณพ่อชอบฟัง หนูฟัง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่โรงเรียนจัดกีฬาสีหรืองานวันพ่อ วันแม่ ที่มีการแสดง หนูจะออกตัวคนแรกตลอดเลยว่าอยากไปร้องเพลงนะ อยากไปเต้นนะ คงซึมซับความชอบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ โตมาก็เลยอยากเป็นนักร้อง 

แล้วทำไมไปอยู่จีนได้ล่ะ

เริ่มต้นจากหนูได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งร้องเพลงภาษาจีนที่ฝูเจี้ยน มีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการศิลปินชาวไต้หวันคนหนึ่ง เขาชักชวนให้ไปร่วมงานกับเขาที่ไต้หวัน ตอนนั้นหนูอายุประมาณสิบสี่ สิบห้า ก็ตัดสินใจไป อยู่ที่นั่นก็เรียนด้วย พยายามเป็นศิลปินด้วย ก่อนจะย้ายมาอยู่จีนแผ่นดินใหญ่ในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับแนวทางที่คุณเลือก คุณและครอบครัวคิดยังไง

หนูคิดแค่ว่า ในเมื่อมีโอกาสและอายุเรายังน้อย ก็อยากลองไปเสี่ยงดูสักครั้ง ถ้าเผื่อเรามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงคุ้มค่ามากๆ โชคดีด้วยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนประเภทที่ถ้าลูกชอบอะไรก็ให้ไปลองได้ แต่ช่วงแรกที่หนูตกลงจะมาทำตามฝันที่เมืองจีน คุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าให้มาเหมือนกัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าเราชอบร้องเพลง แต่การเข้าวงการไม่ได้ทำกันง่ายๆ แถมวงการนี้ก็มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพ่อบอกว่า ถ้าชอบก็ลองไปดู ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้รีบกลับมาเรียนต่อ จะได้หางานทำ ทั้งสองคนคงเป็นห่วงเรานั่นแหละ ช่วงที่ไปแรกๆ คุณแม่ก็เลยมาอยู่กับเราตลอด แต่คงเพราะคิดถึงคุณพ่อเกินไป ประมาณปีครึ่งเกือบสองปี คุณแม่เลยบินกลับ (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 15 กล้าออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันนั้น

ส่วนหนึ่งที่หนูไม่กลัวเพราะว่ามีคุณแม่อยู่เป็นเพื่อน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือหนูเป็นคนชอบความท้าทายอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็อยากลองทำไปหมด ไม่กลัวสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวผู้คน และเอาจริงๆ ตอนไปอยู่ไต้หวัน หนูแทบพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ช่วงแรกงูๆ ปลาๆ มาก ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า อยู่ไปสักสามสี่เดือนหรือครึ่งปีก็น่าจะเก่งขึ้น ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้กลัว ตอนเด็กหนูมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง (หัวเราะ) คิดแบบนั้นจริงๆ นะ หนูเชื่อตลอดว่า ไม่ว่าอะไรเราก็ต้องทำได้ เดี๋ยวเราก็คงประสบความสำเร็จจนได้ เลยแทบไม่กลัวอะไรเลย

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

กดดัน แต่มีความสุข

ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่ประเทศจีนคืออะไร

หนูไม่เคยเป็นศิลปินฝึกหัดนะคะ ที่จีนส่วนมากไม่เหมือนเกาหลีที่ต้องมีการฝึกหัดสองสามปีถึงจะได้เดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ความท้าทายครั้งใหญ่ก็เลยไม่ใช่การฝึก แต่เป็นการหางาน หนูพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาในวงการนี้ ตอนมาถึงไต้หวันแรกๆ ไม่ได้มีงานมากมายอะไร ผู้จัดการไม่ได้ให้งานเราเพิ่ม ไม่ได้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรในวงการนี้ หนูแอบคิดเหมือนกันว่าเขาหลอกเรามารึเปล่า (หัวเราะ) 

สุดท้ายหนูจึงยกเลิกสัญญา แล้วก็พยายามมองหาบริษัทหรือรายการร้องเพลงดีๆ ที่จะทำให้เราได้อยู่ที่นั่นต่อ หนูหาโอกาสครั้งใหม่อยู่สองปีกว่า ถึงจะได้เจอบริษัทที่ชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ เขาให้โอกาสเราเล่นละคร ก็ได้เล่นไปสองเรื่อง

พูดง่ายๆ ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่นี่คือ หนึ่ง งานไม่ได้หากันง่ายๆ และสอง เราไม่ได้รับการฝึกสอน เราต้องฝึกเอง ซ้อมเอง เรียนรู้เอง และหาโอกาสเองเยอะมากๆ

ดูเป็นเส้นทางที่กดดันเหมือนกันนะ

ถามว่ากดดันมั้ย (หัวเราะ) ก็กดดัน แต่มีความสุขนะคะ เป็นสิบเอ็ดปีในวงการที่หนูได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งเรื่องงานและการอยู่รอดในสังคม หนูว่าเป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกัน ทำให้ทุกวันของเราดีขึ้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ

มีช่วงเวลาที่คุณบอกตัวเองว่า ‘อยากยอมแพ้’ บ้างไหม

มีความคิดนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก พอไม่สำเร็จ เราก็เสียใจ อยู่ในวงการนี้ถามตัวเองตลอดว่า เราไม่เหมาะกับที่นี่หรือเปล่า เราทำไม่ได้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่อยากยอมแพ้ ไม่อยากทำแล้ว พอแล้ว 

ตั้งแต่เพิ่งถึงไต้หวันใหม่ๆ มาอยู่เมืองจีน จนวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ตลอด เป็นความคิดชั่ววูบที่ทำให้เราสงสัยในตัวเอง แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามนะ ไม่เคยยอมแพ้เลย 

คุณก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง ถ้ารู้สึกท้อ สิ่งที่ทำให้เรากลับมาสู้ คือ ความรู้สึกกลัวการเสียหน้า (หัวเราะ)

หนูกลัวเสียหน้าเพราะญาติพี่น้องทุกคนรู้ว่าเราเข้าวงการ เพื่อนของคุณพ่อคุณแม่จะพูดตลอดว่าลูกยังเล็ก ทำไมถึงให้เข้าวงการ ทำไมไม่ให้เรียนหนังสือก่อน พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คอยบอกตัวเองตลอดว่า ในเมื่อเราเลือกทิ้งการเรียนไปเยอะมากแล้ว ถ้ายอมแพ้ เราจะกลับไปทำอะไร ไม่ได้ๆ เราไม่อยากเสียหน้า และที่สำคัญ ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียหน้าด้วย

อีกอย่าง ก่อนมาหนูคุยกับเพื่อนไว้เยอะด้วยว่า ฉันจะไปเป็นดาราที่ไต้หวันแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะดังแล้ว พอพูดไปก็ยิ่งไม่อยากเสียหน้าค่ะ เลยสู้สุดใจ พยายามแล้วพยายามอีก (หัวเราะ)

ส่วนถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากยอมแพ้ในช่วงนี้ที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีหน้าคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในความคิดตลอด หนูจะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้ หาเงินให้ตัวเองได้เยอะๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะภูมิใจ ไม่ต้องเหนื่อย ทั้งยังมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำเต็มที่ให้เขามั่นใจว่าเลือกไม่ผิดคน

ค.ศ. 2018 ที่เข้าประกวดรายการ Produce 101 China คุณดูแฮปปี้มากเลยนะ

มีหลายความรู้สึกค่ะ ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือตอนได้อยู่ในรายการ ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ชุดสีเขียว ผมสีทองนั้นดีมากจริงๆ ทุกครั้งที่เราออกมาจะมีคนชื่นชอบเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ในรายการ ทีมงาน หรือคนดูก็ชื่นชอบเราและผลงานของเรา มีคนบอกว่าดวงตาของเรามีแสง เป็นประกาย ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเท่จัง (หัวเราะ) 

รู้ได้ยังไงว่ามีคนชื่นชอบเยอะ

แหม หนูมีโทรศัพท์ค่ะ (หัวเราะ) คือเพื่อนที่แข่งขันทุกคนก็มีโทรศัพท์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะซ่อนกันตรงไหน ของหนู หนูซ่อนไว้ในห้องน้ำ ก็ได้เช็กกระแสของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะช่วงแรก ดีใจมาก แค่แป๊บเดียว แฟนคลับเราก็พุ่งปู๊ดพุ่งปี๊ด

เรื่องเล่าของคุณที่หลายคนประทับใจในรายการนี้ คือการที่ครั้งหนึ่งคุณได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดี ถูกเลือกให้ขึ้นเวทีของศิลปินวง EXO แล้วภายหลังอดีตสมาชิกในวงมาเป็นกรรมการในรายการที่คุณเป็นผู้เข้าประกวด ถามจริงๆ คุณรู้สึกยังไง

ก็คงเหมือนติ่งเกาหลีหลายคน หนูเองก็ชอบ EXO มาตั้งแต่เด็ก ชอบมาตลอด ตอนย้ายมาอยู่ไต้หวันมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ EXO วันนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถูกเรียกขึ้นไปบนเวที เรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆ กำลังชื่นชมศิลปิน โห หล่อจัง ร้องดีจัง เต้นเก่งจัง อยู่ๆ ก็มีทีมงานมาบอกให้ขึ้นไป หนูงงมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นลัคกี้แฟน หนูว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิต (หัวเราะ)

ตอนประกวด Produce 101 China หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอดีตสมาชิกจาก EXO อย่าง จื่อเทา อยู่ในรายการด้วย ตอนได้รู้ก็ตกใจ ก็เลยเล่าให้ทีมงานฟัง ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะถูกเอามาเล่าในรายการด้วย

การเป็นผู้โชคดีได้ขึ้นเวทีของ EXO ในวันนั้นสำคัญกับคุณยังไง

ถึงหนูจะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตัวเองจะมีคอนเสิร์ตที่มีคนดูหลักหมื่นได้ การได้ขึ้นไปบนเวทีวันนั้น แม้เราจะชอบพี่ๆ EXO มาก แต่ตอนอยู่ด้านบน เราแทบไม่ได้มองพวกเขาเลย ส่วนหนึ่งคือไม่กล้ามองเพราะกลัวแฟนคลับว่าเรา แต่อีกส่วนเป็นเพราะตอนอยู่บนนั้น เราได้เห็นผู้ชม ป้ายไฟ และเสียงกรี๊ด ทุกคนส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ ตอนนั้นหนูคิดกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเราที่ร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วมีคนดูมากมาย ชูป้ายไฟ ส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตามเราได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในชีวิต ถ้าทำได้และได้ทำก็คงเท่มากจริงๆ

ล่าสุดคุณได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China ด้วย

ค่ะ ปลื้มใจมากๆ หนูเข้ามาในวงการนี้ ความฝันก็คืออยากเป็นนักร้อง มีเพลง อัลบั้ม และคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง Universal Music Greater China ทำความฝันของหนูสำเร็จมาสองสามอย่างแล้ว เหลือแค่เปิดคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเดียวแล้วจริงๆ ตอนที่เขาขอเซ็นสัญญา หนูดีใจมากนะ คิดว่าเราก็ต้องมีความสามารถพอสมควรแหละ เขาถึงเลือก หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม เราก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้ทุกคนชื่นชอบ เขาจะได้ภูมิใจและรู้สึกว่าเลือกไม่ผิดคนจริงๆ

นอกจากการร้องเพลง คุณก็มีผลงานอีกหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบและแสดงซีรีส์ มีอะไรที่คุณอยากลองทำอีกรึเปล่า

ไม่มีแล้วค่ะ พอแล้ว (หัวเราะ)

อืม ช่วงนี้ยังไม่มี แต่ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้คุยกันอีก หนูอาจจะมีอย่างอื่นที่อยากทำก็ได้ ตอนนี้หนูคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ยังไม่สำเร็จเลย เพราะงั้นก็ขอทำตรงนี้ไปก่อน 

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ถึงจะมีคนแอนตี้ เราก็เชียร์คุณอยู่ดี

กำลังใจจากแฟนคลับครั้งไหนที่มีค่ากับคุณมากที่สุด

สำคัญในทุกครั้งที่หนูมีการแสดงเลย แฟนคลับคอยให้กำลังใจหนูตลอด อย่างตอนที่ประกวดรายการ Produce 101 China มีคนแอนตี้เราหนักมาก ก็มีแฟนคลับนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่เราต้องเดินจากห้องพักไปที่ซ้อมของรายการ ระยะทางแค่ห้านาทีเอง แต่ตลอดทางจะมีแฟนคลับมารอให้กำลังใจ พอเราเดินผ่าน เขาจะตะโกนว่า ‘สู้ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะมีคนแอนตี้คุณ แต่เราก็ยังชอบคุณเหมือนเดิม เราจะเชียร์จนคุณได้เป็นศิลปินให้ได้’

มันทำให้รู้ว่า ถึงแม้จะมีคนเกลียดเราเยอะขนาดไหน แต่คนที่ชอบก็ยังพยายามช่วยให้เราประสบความสำเร็จ รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่สุดจริงๆ

มีอะไรอยากบอกแฟนคลับชาวไทย แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกไหม

หนูพูดตลอดค่ะ บอกหมดแล้ว (หัวเราะ) 

บอกทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เลย ล่าสุดที่หนูได้ร่วมงานกับน้องๆ วง Vyla มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย ก็บอกกับพี่ๆ สื่อมวลชนและแฟนคลับไปว่า ถ้าโควิด-19 ดีขึ้น หนูอยากจัดแฟนมีตติ้งที่ไทย อยากเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่นั่น หนูรู้นะว่าตัวเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเราอยู่ที่ไทยหรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม หนูก็อยากยกทุกอย่างที่ได้ทำที่จีนไปมอบให้กับแฟนๆ ที่นั่นด้วย

การเป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในจีนให้อะไร และเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้เยอะค่ะ อย่างแรกคือทำให้หนูเก่งขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้หนูภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เสียอาจจะเป็นการใช้ชีวิตบางส่วน ต้องยอมรับว่าศิลปินที่จีนมีกฎเกณฑ์เยอะ การเป็นไอดอลไม่ง่าย ต้องคอยระวังหลายอย่าง เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำได้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก การมีชื่อเสียงทำให้ต้องเจอเรื่องราวมากมายที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน

สูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จของซันนี่คืออะไร

หนูว่าคือความไม่ยอมแพ้ค่ะ ถึงแม้ปากจะคอยพูดบ่อยๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจัง ท้อแท้ ทำไมทำได้แค่นี้ แต่ใจเราก็ยังอยากประสบความสำเร็จให้ได้ ท้ายที่สุด ปากบ่นก็จริง แต่ใจก็สู้ เราไม่เคยยอมแพ้เลย

ถ้าผู้หญิงที่ชื่อซันนี่ไม่ได้เป็นนักร้องผู้โด่งดัง คุณว่าวันนี้เธอจะทำอะไรอยู่

น่าจะเป็นไกด์ที่เมืองไทยมั้งคะ เราเป็นคนชอบคุย ชอบเล่น ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมด้วย แถมพูดภาษาจีนได้อีก คนจีนที่ชอบไปเที่ยวประเทศไทยก็เยอะ เลยคิดว่าถ้ามีทัวร์เป็นของตัวเองก็จะพาคนจีนไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ (หัวเราะ)

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง

จากเด็กที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงที่จีน วันนี้คุณเป็นศิลปินแถวหน้าผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ รู้สึกยังไงบ้าง

หนูไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้หนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่นี่ก็มาไกลกว่าวันแรกมากจริงๆ ดีใจ ภูมิใจ รู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกคนทั้งในจีน ไทย และทุกประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามหนูเสมอมา อยากพยายามต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และไม่ว่าจะรับงานไหน หนูสัญญาว่าจะทำเต็มที่ ไม่ให้คนที่ชื่นชอบผิดหวัง

คุณย้ายไปใช้ชีวิตที่จีนร่วม 10 ปีแล้ว คิดถึงอะไรที่เมืองไทยมากที่สุด

คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ถ้าไม่นับคนก็คิดถึงอาหารไทยมากที่สุด คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเมืองจีนไม่มี แล้วก็คิดถึงเอ็มเค แม้จีนก็มีอาหารแนวนี้ แต่น้ำซุปหรือรสชาติไม่เหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านเราจะไปกินเอ็มเคกันทุกวันศุกร์ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอมาอยู่นี่ก็แทบไม่ได้ทานเลย หนูก็เลยคิดถึงนิดหนึ่งค่ะ 

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิดถึงรองจากคุณพ่อคุณแม่ คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับเอ็มเคเนอะ

ค่ะ ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

ไม่ได้กลับไทยมาปีกว่าๆ ถ้าได้กลับมาครั้งหน้า คุณจะกอดใครเป็นคนแรก

ต้องดูว่าหนูเจอใครก่อนค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าเป็นคนในครอบครัวแน่นอน เจอใครก่อนก็กอดคนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคุณพ่อนะคะ

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ภาพ : ซันนี่-เกวลิน บุญรักษา

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

10 ปีก่อน วงการบันเทิงไทยได้รู้จักนักแสดงหน้าใหม่ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส นางเอกภาพยนตร์เรื่อง คู่กรรม ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 17 ปี และอาจเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มีเชื้อสายหลากหลายมากที่สุด จากพ่อที่มีเชื้อสายไทย ฟิลิปปินส์ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ สเปน แม่ที่มีเชื้อสายจีนและชนเผ่าลาหู่

ริชชี่ออกสตาร์ทในวงการบันเทิงด้วยเส้นทางขรุขระ กับคำวิจารณ์ด้านลบที่ส่งเสียงดังในโลกออนไลน์อยู่หลายปี รวมถึงกระแสดราม่าที่มักจะเป็นแพ็กเกจเสริมของอาชีพนักแสดง

ไม่เพียงริชชี่จะไม่ค่อยออกมาพูดถึงตัวเองเท่าไร เธอยังเดินหน้าทำงานโดยใช้ Mindset เดียวกับกีฬาแบดมินตันที่เธอรัก นั่นคือการฝึกฝนและทำงานหนัก ซึ่งคำชื่นชมต่างๆ และความรักจากแฟนคลับมากมายในวันนี้ คงพอบอกถึงผลลัพธ์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากบทบาทนักแสดง วันนี้คุณจะได้รู้จักริชชี่ในแง่มุมอื่นๆ ทั้งในฐานะลูกสาวที่ไม่ว่าพูดถึงเรื่องอะไร ก็มักจะมีความรักของแม่ซ่อนอยู่ในนั้น และความฝันอื่นๆ เช่น การเป็นมิชชันนารี เผยแผ่ศาสนาคริสต์

รวมถึงการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดอยปู่หมื่น อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ บ้านเกิดที่เธอภูมิใจ อีกทั้งอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า เธอมีเชื้อสายชาวลาหู่และบ้านที่งดงามเพียงใด

10 ปีในวงการ บ้าน และความฝันบนภูเขาของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส

จำเด็กผู้หญิงที่ให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกในฐานะ ‘อังศุมาลิน’ เมื่อ 10 ปีก่อนได้ไหม ในวันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนั้นอายุสิบเจ็ดปีเองค่ะ (ยิ้ม) จำได้ว่า พี่ณเดชน์ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) พยายามช่วยตอบคำถามให้ เพราะเรายังเด็กมาก ไม่รู้ว่าต้องคุยหรือตอบอย่างไร ก่อนเจอพี่ๆ นักข่าวก็ต้องเทรนเพื่อเรียบเรียงความคิดให้ดี

ตอนเล่น คู่กรรม โดนวิจารณ์เยอะ แต่พอมองย้อนกลับไป เราเห็นเด็กผู้หญิงอายุสิบเจ็ดปี ซึ่งเราในวันนี้แสดงแบบนั้นไม่ได้ เป็นแววตาของเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย ซึ่ง พี่เรียว (กิตติกร เลียวศิริกุล-ผู้กำกับ) บอกว่าต้องการสิ่งนั้น เป็นอังศุมาลินในแบบที่เขาตีความ พอกลับไปดูภาพยนตร์ ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นตัวเรานะ เพราะไม่ได้เป็นคนแบบในหนังเลย ตอนนั้นเวิร์กชอปหนักมาก ทีมงานปั้นจนเป็นคาแรกเตอร์นั้น ซึ่งเราภูมิใจนะ

ในวันนี้ เด็กผู้หญิงคนนั้นเติบโตขึ้นแค่ไหนแล้ว

โตขึ้นนะ อังศุมาลินมีชีวิตของเขา ในขณะที่เราก็โตขึ้น เจอความท้าทายใหม่ๆ รวมถึงกระแสดราม่าที่ไม่คิดว่าจะเจอ ซึ่งทั้งหมดเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเข้มแข็ง จากสมัยเด็กๆ เวลาเจอปัญหา แม่จะช่วยจัดการให้ตลอด แต่พอโตขึ้นก็เรียนรู้จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพื่อที่คนรอบข้างจะได้ไม่ต้องรู้สึกกังวลไปด้วย

10 ปีในวงการ บ้าน และความฝันบนภูเขาของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส

ช่วงปีแรกๆ ในวงการบันเทิง คุณโดนวิจารณ์เรื่องการแสดงค่อนข้างเยอะ อะไรที่ผลักดันให้สู้ต่อ

จริงๆ ไม่เคยท้อเลยนะ อาจเพราะไม่ได้เล่นโซเชียลมีเดียเยอะ แต่รู้ว่ามีคอมเมนต์ เช่น ริชชี่เล่นแข็ง หรืออะไรก็ตาม แต่เราฝึกตัวเองเหมือนนักกีฬา คิดเสมอว่าอะไรที่ตั้งใจ จะพยายามทำให้ได้ และเป็นเรื่องปกติที่เวลาทำงานก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ สิ่งสำคัญคือเป้าหมายที่ตั้งใจจะเป็นคาแรกเตอร์นั้นให้ดีที่สุด อยากให้คนดูรู้สึกว่าเราทำได้ จึงพยายามต่อไปเรื่อยๆ ไม่เคยคิดว่าจะไม่สู้ ไม่อดทน หรืออยู่ในวงการบันเทิงไม่ได้

เป้าหมายที่อยากให้คนดูรู้สึกว่าทำได้ ตอนนี้น่าจะได้แล้ว

คิดว่าทำได้แล้วนะคะ ต่อจากนี้คืออยากทำให้แฟนคลับและคนที่สนับสนุนมาตลอด ได้เห็นผลงานการแสดงที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

การแสดงสอนเราหลายอย่าง เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำในชีวิตจริง และไม่เคยรู้สึกว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แต่พอสวมบทบาทนั้นๆ เรากลับเข้าใจความคิดของตัวละคร และพอได้เล่นบทที่หลากหลาย ทั้งด้านดี และไม่ดี ก็ทำให้เข้าใจมนุษย์มากขึ้น อย่างตอนเด็กๆ เคยคิดว่าทำไมคนถึงพูดไม่ดีหรือทำร้ายคนอื่น แต่การแสดงสอนให้รู้ว่า ทุกคนล้วนมีเหตุผลในมุมของตัวเอง

ส่วนไหนในการแสดงที่สนุกที่สุด

ชอบตอนเข้าฉาก ทุกครั้งที่ผู้กำกับนับถอยหลัง 5 4 3 เราจะทิ้งทุกอย่างที่เป็นตัวเองเพื่อเป็นตัวละคร ฉากนี้คือบ้านของเรา เป็นสถานที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่ ไม่มีใครดึงเราออกจากตรงนั้นได้ จนผู้กำกับสั่งคัต แล้วถ้านักแสดงที่เล่นด้วยเชื่อเหมือนกันว่า เขาคือตัวละครนั้นจริงๆ จะรู้สึกสนุกมาก

อย่างเรื่องล่าสุด ‘พระจันทร์แดง’ (ช่อง ONE 31 ออกอากาศ วันจันทร์-อังคาร เวลา 20.30 น.) เล่นกับ พี่โตโน่ (ภาคิน คําวิลัยศักดิ์) ซึ่งเขาทำการบ้านดีมากๆ เวลาเข้าฉากด้วยกัน เราเชื่อเลยว่าเขาคือตัวละครนั้นจริงๆ มันคือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในฉาก จนอยากอยู่ในซีนนั้นนานๆ โดยไม่ต้องคิดว่าจะทำอะไรต่อ

10 ปีในวงการ บ้าน และความฝันบนภูเขาของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส

ถ้าวันหนึ่งไม่ได้เป็นนักแสดง เห็นตัวเองทำอะไร

เคยคิดตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นมิชชันนารี (ยิ้ม) เรานับถือศาสนาคริสต์ อยากเผยแผ่คำสอนต่างๆ แต่ละครก็ช่วยปลอบประโลมจิตใจของคนได้เหมือนกันนะ เช่น การทำสิ่งนี้จะส่งผลต่ออนาคตอย่างไร อย่างเราชอบดูหนังตั้งแต่เด็ก พอเห็นตัวละครทำสิ่งไม่ดี ก็ไม่อยากทำตาม เหมือนได้มองชีวิตผ่านละคร โดยไม่ต้องทำสิ่งนั้นเอง

อีกความฝันคือการเป็นนักกีฬาแบดมินตัน แต่เราเป็นนักกีฬา รู้ว่าถ้าจะไปต่อต้องฝึกหนักมาก ซึ่งด้วยอายุและหลายปัจจัย ถ้าจะกลับไปเล่นจริงจังก็เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ ตอนนี้จึงคิดแค่การสร้างสนาม และสร้างทีม เพราะพ่อกับพี่สาวก็เป็นโค้ชสอนแบดมินตันอยู่แล้ว

วันที่ไม่ต้องทำงาน ผู้หญิงคนนี้ทำอะไร

นอนค่ะ (หัวเราะ) ถ้าอยู่กรุงเทพฯ จะอยู่แต่คอนโดฯ ออกกำลังกายในฟิตเนส อย่างช่วงโควิด-19 ที่มีการปิดเมือง ทุกคนต้องอยู่บ้าน แต่นั่นคือชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว เพราะปกติไม่ค่อยได้ออกไปไหน ใช้ชีวิตเหมือนกักตัวตลอดเวลา (หัวเราะ) ช่วงที่ไม่มีถ่ายละครก็กลับไปอยู่เชียงใหม่ ถ้าจะรู้สึกแปลกก็เพราะออกไปตีแบดมินตันกับครอบครัวไม่ได้เหมือนเดิม

เรากลับเชียงใหม่บ่อยมาก อาจเพราะแม่เคยเล่าว่าคุณตาเสียตั้งแต่แม่เด็กๆ ถ้าได้อยู่ด้วยกันเยอะกว่านี้คงดี เราจึงกลัวอยู่ตลอดว่าจะไม่ได้ใช้เวลากับคนที่รัก จึงพยายามอยู่กับครอบครัว ไม่อยากไม่ทำอะไรที่จะทำให้เสียใจทีหลัง ถ้าวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นจริงๆ จะได้บอกตัวเองได้ว่า ทำดีที่สุดแล้ว

กลับเชียงใหม่บ่อยแค่ไหน

เมื่อก่อน ถ้ากองถ่ายนัดแปดโมงเช้า จะเลือกไฟลต์บินจากเชียงใหม่เช้าสุดตอนตีห้า ทำงานจนถึงสี่ทุ่ม ก็จะก็บินกลับตอนห้าทุ่ม เป็นแบบนี้ทุกคิวเลยค่ะ ตอนนั้นยังไม่มีบ้านที่กรุงเทพฯ พักอยู่กับ พี่เอ (ศุภชัย ศรีวิจิตร) แต่ก็อยากกลับบ้านตลอด ไม่คิดถึงเรื่องเงินเลย จนโดนทักว่าบินขนาดนี้ ค่าละครเหลือไหม (หัวเราะ)

สำหรับเรา เชียงใหม่คือบ้าน ถึงแม้ตอนนี้จะซื้อคอนโดฯ ที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ถ้าไม่ทำงานก็อยากกลับเชียงใหม่ มีคนเคยบอกว่าทำงานเก็บเงินแล้วซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ สิ แต่เราอยากกลับไปซื้อที่ สร้างบ้าน ทำสนามแบดมินตันที่เชียงใหม่ และอยู่กับครอบครัวมากกว่า

สมัยเด็กๆ เรามีเป้าหมายเดียวคือ อยากใช้ชีวิตเพื่อให้ความรักกับแม่ ทำอะไรก็ได้ให้แม่มีความสุข แม่อยากเห็นเราได้แชมป์แบดมินตัน ก็พยายามทำจนสำเร็จ ตอนนั้นแม่ดีใจมากกว่าเราอีก

10 ปีในวงการ บ้าน และความฝันบนภูเขาของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส
10 ปีในวงการ บ้าน และความฝันบนภูเขาของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส

เคยบอกเรื่องนี้กับแม่ไหม

แม่รู้ค่ะ (ยิ้ม) ตอนเด็กๆ แม่เคยอยู่โรงเรียนประจำ เลยไม่ค่อยผูกพันกับครอบครัวเท่าไหร่ พอมีลูกจึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้พวกเรารู้สึกแบบนั้น จนเราได้รับความรักจนเต็มแล้ว และอยากทำแบบนั้นให้แม่บ้าง

พูดถึงความรัก แล้วความรักกับ ก็อต อิทธิพัทธ์ เป็นอย่างไรบ้าง

ก็อตทำให้เราโตขึ้น ทั้งที่อายุน้อยกว่า แต่มีความเป็นผู้ใหญ่มาก ก็อตทำงานโดยมีเป้าหมายอยากดูแลครอบครัว ซื้อบ้าน เพื่อให้แม่กับน้องมีชีวิตที่ดี ในขณะที่ก่อนหน้านี้เรามองตัวเองเป็นลูกน้อยของแม่ตลอดเวลา ส่วนแม่ก็ไม่เคยบอกให้ทำอะไรให้ เพราะมองว่ามีหน้าที่ดูแลลูก แต่พอรู้จักก็อต ทำให้เราอยากเป็นฝ่ายดูแลแม่บ้าง ไม่ได้เป็นแค่ลูกที่ทำให้แม่รู้กังวลหรือเป็นห่วงอย่างเดียว

ในขณะที่ก็อตก็เคยบอกว่า เวลามีปัญหา เราคือผู้รับฟังที่ดี เราทั้งคู่จึงเป็นเหมือนทีมที่คอยสนับสนุนและแชร์สิ่งดีๆ ให้แก่กัน

ก่อนสัมภาษณ์วันนี้ เราคุยกันนอกรอบถึงดอยปู่หมื่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดที่คุณรู้สึกภูมิใจมาก

ที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของครอบครัวฝั่งคุณแม่ค่ะ เป็นดินแดนที่สวยงาม มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ผู้คนน่ารัก แต่สมัยก่อนแม่ก็เคยเจอคำดูถูกว่าเป็นแม้ว เราไม่รู้ว่าเขาพูดเล่นหรือแค่หยอกล้อ แต่มันเกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งที่การเกิดที่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าอาย ยิ่งพอเรารู้เรื่องราวของครอบครัวว่า คุณทวดเคยช่วยปกป้องชายแดนไทย และได้รับยศทางทหารว่า ‘หมื่น’ ชาวบ้านจึงเรียกว่า ‘ปู่หมื่น’ และดอยนั้นจึงถูกเรียกว่า ‘ดอยปู่หมื่น’ พอฟังแล้วรู้สึกว่าเท่จะตาย ครอบครัวเราปกป้องชายแดนเลยนะ แถมคนยังตั้งชื่อดอยตามชื่อคุณทวดอีก

พอรุ่นคุณตาเป็นชาวจีนอพยพ มาเจอลูกสาวของปู่หมื่น ก็แต่งงานกัน มีลูกคือแม่และพี่น้องรวม สิบเอ็ดคน ในยุคนั้นคุณตาได้ช่วยผลักดันให้คนในพื้นที่เปลี่ยนจากปลูกฝิ่นเป็นต้นชา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำแบบนั้น เพราะมีคนรู้สึกว่าตาไปขัดผลประโยชน์ ทำให้เกิดการกวาดล้าง ยิงต่อสู้กันเหมือนในหนัง แล้วคุณตาก็เสีย เราฟังเรื่องนี้เหมือนเป็นตำนานตั้งแต่สมัยเด็กๆ และภูมิใจที่ได้บอกว่าเราคือส่วนหนึ่งของที่นั่น

10 ปีในวงการ บ้าน และความฝันบนภูเขาของ ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส

เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวลาหู่

(พยักหน้า) หลายคนคิดว่าริชชี่เป็นลูกครึ่งฝรั่ง ซึ่งใช่ค่ะ พ่อมีหลายเชื้อสาย แต่เรารู้สึกว่าฝั่งพ่อไม่ได้ขาดอะไร เขาสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว แต่เราทำอะไรให้ฝั่งแม่ได้ อยากบอกคนที่นั่นว่า สิ่งที่เรามีอยู่นั้นมีค่า ทั้งต้นชา รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่นั้นมีความสูงเป็นอันดับสองของประเทศ ถ้าระบบนิเวศข้างบนถูกทำลาย ด้านล่างจะเสียหายตามไปด้วย เราเคยไปคุยกับคนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งยังมีการทำไร่เลื่อนลอย โดยนำต้นชาไปแจกจ่าย บนนั้นยังมีอีกหลายอย่างที่อยากให้คนได้รู้และช่วยกัน

ที่ผ่านมามีอาสาสมัครต่างชาติเข้าไปช่วยคุณน้าทำงาน ทั้งสร้างถนน ทำฝายชะลอน้ำ เราก็รู้สึกว่าทำไมมีแต่คนต่างชาติที่ให้ความสำคัญ ทั้งที่เป็นบ้านของเรา ตอนนี้จึงทำโปรเจกต์แบรนด์ชาของตัวเอง และพยายามคิดโครงการที่จะทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้ ซึ่งต้องบอกว่าเรายังช่วยได้น้อยมากนะคะ แต่ตั้งใจทำต่อไปให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ฟังแล้วรู้สึกว่า นี่คือผู้หญิงอีกหนึ่งคน ไม่ใช่แค่ริชชี่ที่เป็นนักแสดง

(ยิ้ม) เวลาอยู่กรุงเทพฯ เรามีงานแสดงที่ต้องตั้งใจ แต่ที่ดอยปู่หมื่น ไม่ใช่แค่ชีวิตเราคนเดียว ยังมีชาวบ้านที่ครอบครัวเราดูแลมาหลายรุ่น การที่เขามารวมอยู่ตรงนั้น เกิดจากคุณทวดไปรวมคนที่กระจัดกระจายจากหลายแห่งมาสร้างหมู่บ้านอยู่ด้วยกัน จะได้ปลอดภัย มีอาชีพ และเราก็ดูแลกันมาตลอด เขาเคยฝากความหวังไว้กับบรรพบุรุษของเรา จึงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่เล็กๆ ที่ต้องช่วยพัฒนาพื้นที่นั้นให้ดีขึ้น

ทั้งเรื่องการแสดงและโครงการที่ดอยปู่หมื่น คือเป้าหมายชีวิตที่อยากเดินหน้าไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ทำเพราะสนุกหรือมีความสุข และไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำเป็นความทุกข์ เพราะเป็นสิ่งที่เลือกเองทั้งหมด

เราเป็นคริสเตียนที่ถูกสอนอย่างเข้มงวดว่า จะไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่พูดถึงใครไม่ดี เอาจริงๆ เราไม่ค่อยยุ่งกับใครเลยด้วยซ้ำ จะรับฟังเมื่อคนมีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ เราแค่เดินไปตามเป้าหมายแล้วอธิษฐานว่า ขอให้พระเจ้านำทางไปยังสิ่งที่ต้องการให้เราทำ

เป้าหมายที่เดินไปอยู่นั้นคือ…

ในฐานะนักแสดง เราอยากทำงานให้ดีขึ้น อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนาวงการนี้ เหมือนอย่างที่ต่างประเทศมี Netflix หรือทางเลือกต่างๆ ให้กับคนดู

สำหรับเรื่องการดูแลชาวบ้านที่ดอยปู่หมื่น ก็อยากพัฒนาเรื่องชาและการท่องเที่ยว ไม่ได้อยากเปลี่ยนให้เจริญเป็นเมืองขึ้นนะคะ เพราะที่นั่นสวยงามอยู่แล้ว แต่อยากทำเรื่องถนน ความปลอดภัย และความสะอาด เพราะนักท่องเที่ยวต้องการทั้งธรรมชาติที่งดงามและสุขอนามัยที่ดีด้วย

เรื่องครอบครัว อยากดูแลพ่อกับแม่ให้มากขึ้น ให้เขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ เพราะที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตเพื่อเรามาตลอด แม่เคยพูดว่าถ้าไม่มีลูกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือเขามีความฝันของตัวเอง แต่พอมีลูก ก็เปลี่ยนความฝันทั้งหมดมาทำเพื่อลูกตอนนี้อยากให้เขาได้ลองทำตามฝันของตัวเองบ้าง และเราจะช่วยสนับสนุนเต็มที่

สนทนากับ ‘ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส’ หญิงสาวที่ตกหลุมรักการแสดง และภูมิใจที่ได้บอกว่า เธอมีเชื้อสายชนเผ่าลาหู่

Writer

ปารัณ เจียมจิตต์ตรง

นักเขียนใส่แว่นที่ตกหลุมรักเรื่องราวในชีวิตของผู้คน ผ่านการพูดคุยและการฟัง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load