29 มิถุนายน 2563
10 K

ชีวิตประจำวันของใครหลายคนในทุกวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากที่สุด ถึงช่วงนี้จะเว้นวรรคไปบ้างเพราะต้องทำงานจากบ้าน แต่อีกไม่นานเราก็คงกลับไปทำงานตามเดิมแล้ว 

และเพราะเราใช้เวลาในแต่ละวันอยู่ที่ทำงานเยอะที่สุด เราจึงมักเจอปัญหาการใช้งานสำนักงานอยู่เสมอ บ้างก็เวลาเปิด-ปิดแอร์ทั้งตึก ทำให้ต้องอยู่ทำงานดึกแบบอึดอัด บ้างก็ต้องกินข้าวแต่ร้านเดิมๆ ในโครงการ บ้างก็ไม่มีพื้นที่สีเขียวส่วนกลางให้หย่อนใจ บ้างก็ขาดพื้นที่ออกกำลังกาย ไปจนถึงพื้นที่ออฟฟิศไม่ตอบโจทย์การใช้งานบางอย่าง แตกต่างจากออฟฟิศทั่วไป

ถ้าลองมองอาคารสำนักงานแทบทุกอาคารดู จะพบว่าหลายสิบปีที่ผ่านมารูปแบบอาคารสำนักงานให้เช่าทั้งหลายแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ คือเป็นตึกสูงระฟ้า ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แวดล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร รอบๆ อาคารที่ก็ชื่อเดิมๆ เหมือนกันไปหมด บ้างมีซูเปอร์มาร์เก็ตให้ได้ซื้ออาหารสดกลับบ้าน บ้างก็มีฟิตเนสให้ได้ออกกำลังกาย ซึ่งมันคงจะดีถ้ามีสำนักงานที่แตกต่าง และมีทางเลือกอื่นให้ชีวิตการทำงานของเราๆ กันบ้าง

ไม่นานมานี้ผมได้ยินข่าวเรื่องโครงการก่อสร้างสำนักงานที่ใช้แนวคิดใหม่ๆ ในการออกแบบ ซึ่งแตกต่างไปจากสำนักงานให้เช่าแบบเดิม ทั้งการมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ยักษ์ พร้อมทะเลสาบขนาดไม่น้อยหน้าอยู่ในพื้นที่ ซึ่งพัฒนาให้เป็นทางเดิน ทางวิ่ง และทางจักรยาน ระยะทาง 2 กิโลเมตรกว่าๆ 

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า
Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า

มีอาคารสำนักงานเตี้ยๆ ที่เชื่อมต่อถึงกันหมด พร้อมต้นไม้แสนร่มรื่น มีทางเดินที่เน้นให้คนได้เดินหรือปั่นจักรยานแทนการขับรถภายในโครงการ พร้อมกับชมดอกไม้ได้ทุกฤดูกาล มีการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรอย่างไฟฟ้าและน้ำภายในโครงการ รวมไปถึงเป็นโครงการที่จะช่วยพัฒนาชีวิตของคนในชุมชนลาซาลด้วย ไม่ใช่เพียงเพื่อคนเช่าโครงการเพียงอย่างเดียว 

ผมฟังแล้วก็ตาลุกวาว อิจฉาคุณภาพชีวิตของคนทำงานที่นี่มาก เพราะถือว่าเป็นโครงการที่มีวิธีคิดน่าสนใจ ในฐานะที่เป็นอาคารสำนักงานในโลกยุคที่พื้นที่สีเขียวช่างเป็นเรื่องหรูหราและมีราคาที่ต้องจ่าย โครงการแห่งนี้ชื่อ Summer Lasalle นอกจากเป็นสำนักงานให้เช่าแล้ว ที่นี่ยังมีคอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ ที่ชื่อ Sunny และ Easy (ซึ่งเลื่อนการเปิดไปเป็นช่วงสิ้นปีจากสถานการณ์โรคระบาด) นอกจากนี้ ยังมีแผนจะสร้างโรงแรมและศูนย์ประชุมขนาดย่อมๆ ภายในโครงการเดียวกันนี้อีกด้วย

ผมสนใจและคาใจเกี่ยวกับวิธีคิดและการออกแบบของโครงการนี้ ซึ่งถ้าอยากจะให้หายคาใจ ก็คงไม่มีใครช่วยได้ดีไปกว่าผู้บริหารโครงการ ผมจึงอยู่กับ คุณมนต์-ปิติภัทร บุรี กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทภิรัชบุรี ผู้ดูแลโครงการ Summer Lasalle ที่ก่อนหน้าก็เคยรีโนเวตอาคารสำนักงานในชื่อ BHIRAJ TOWER at Sathon และนี่คือเรื่องราวของอาคารสำนักงานให้เช่าที่น่าอยู่น่าทำงานแห่งนี้ครับ

ออฟฟิศที่ทำให้รู้สึกเหมือน 18 อีกครั้ง

คุณมนต์เล่าให้เราฟังถึงที่มาของคอนเซปต์สำนักงานแบบใหม่ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือน 18 อีกครั้งว่า ส่วนหนึ่งเกิดจาก Pain Point ของผู้เช่าอาคารสำนักงาน ที่ทำอะไรกับตึกที่เช่าให้ตรงกับความต้องการที่แตกต่างจากการใช้งานปกติ และอีกส่วนหนึ่งคือการที่ตัวบริษัทภิรัชนั้นยังไม่เคยมีตึกสำนักงานที่ตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ทั้งขนาดเล็กและกลาง ทั้งเรื่องราคาและความยืดหยุ่นในการใช้งาน จึงเกิดเป็นไอเดียทำสำนักงานให้เช่าในแนวคิด Office Campus ซึ่งเป็นการออกแบบสำนักงานที่แตกต่างจากสำนักงานแบบเดิมๆ ที่ภิรัชเคยทำมาทั้งหมด

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า

“ตัวคอนเซปต์ออฟฟิศแคมปัสนั้น ถ้าเล่าอย่างง่ายมันคืออาคารสำนักงานที่คล้ายตึกในมหาวิทยาลัย มีตึกเตี้ยๆ หลายๆ ตึกแทนที่จะเป็นตึกสูงตึกเดียว กระจายไปอยู่ในพื้นที่โดยมีพื้นที่สีเขียวล้อมรอบ ภายในอาคารเป็นแปลนแบบเปิดโล่ง เพื่อทำให้เกิดความยืดหยุ่นของการใช้พื้นที่ และแยกส่วนของพื้นที่จอดรถออกไปรวมกันอยู่อีกที่หนึ่ง ด้วยรูปแบบของตึกออฟฟิศที่มีในท้องตลาดตอนนี้ไม่ค่อยมีตัวเลือกเท่าไหร่ มีแต่แบบเดิมๆ ผมก็อยากให้บรรยากาศสำนักงานออกมาเป็นสำนักงานที่ดูสนุกหน่อย แบบที่พนักงานจะใส่ขาสั้นมาทำงานก็ไม่รู้สึกเขินหรืออาย มาทำงานเหมือนกับทุกวันเป็นวันศุกร์อะไรแบบนั้น ให้ที่มารู้สึกมีพลังงานในการทำงาน 

“คนทำงานในยุคนี้ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานและใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม ถ้าเราทำออฟฟิศที่มีชั่วโมงเปิดปิด คนก็ต้องมาทำงาน มาใช้ชีวิต ในเวลาที่ไม่อยากทำ บางบริษัทอาจจะทำสิบสองชั่วโมง แค่สี่วันต่ออาทิตย์ หรือบริษัทอาจจะทำงานกันแค่วันละหกชั่วโมง แต่ทำงานกันหกวัน เข้างานตอนบ่ายไปเสร็จตอนค่ำ แล้วเราอยากให้มีความเป็นชุมชนมีอยู่ในโครงการ ให้คนในโครงการใช้การเดินหรือขี่จักรยานสัญจรไปมาในพื้นที่แทนการขับรถ

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า

“พื้นที่ทั้งหมดจะมีหกแคมปัส มีอาคารทั้งหมดรวมยี่สิบเก้าอาคาร โดยเราจะค่อยๆ ทยอยสร้างอาคารไปทีละหลังเพื่อแก้ Pain Point ของทางผู้ใช้งาน เพราะตึกออฟฟิศทั่วไปผู้เช่าแทบจะดัดแปลงอะไรกับตัวอาคารไม่ได้เลย ที่นี่เลยเป็นออฟฟิศที่เปิดโอกาสให้ผู้เช่าปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรืออินทีเรียด้านในโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการได้ โดยที่ด้านนอกของอาคารยังเหมือนเดิม เช่น อยากนำรถตัวอย่างมาจอดในอาคาร ซึ่งตึกออฟฟิศทั่วไปไม่ได้คำนวณการรับน้ำหนักขนาดนี้มาให้ แต่เราก็ทำให้ได้ หรือระบบไฟ ระบบแอร์ ที่ต้องการไม่เหมือนคนอื่น 

“ทั้งหมดนี้ผู้เช่าปรับแต่งได้เองหมดเลย และเราก็เข้าใจว่าถ้าตึกเหมือนกันหมดคนก็จะเบื่อ ตัวอาคารสำนักงานที่เรามีให้เลือกนี้เลยมีรูปแบบที่แตกต่างกันให้เลือกถึงหกแบบ เพื่อที่ดูภายนอกแล้วกลมกลืน แต่แอบมีเอกลักษณ์เล็กๆ ซ่อนอยู่ในอาคารแต่ละแบบ โดยแต่ละอาคารในแคมปัสก็วางรูปแบบโดยคิดถึงพื้นที่การใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่หลักสิบไปจนถึงหลักร้อยตารางเมตร” คุณมนต์เล่าถึงรูปแบบการทำงานที่เหมือนได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กมหา’ลัยอีกครั้ง

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า

พื้นที่สีเขียว

พื้นที่สีเขียวที่คุณมนต์ว่ามา ในทีแรกผมคิดว่าก็คงจะเป็นสวนเล็กๆ ที่มีอยู่ริมอาคาร แต่สิ่งที่เห็นในโครงการนี้คือทะเลสาบขนาดใหญ่ยักษ์กลางโครงการ ถนนที่อยู่รอบทะเลสาบมีความยาว 1 กิโลเมตรต่อด้าน ซึ่งพัฒนาเป็นทั้งทางเดิน วิ่ง และขี่จักรยาน และเปิดให้ใช้สำหรับทุกคน ทั้งคนที่มาเช่าและคนที่อยู่อาศัยในละแวกนี้ รวมไปถึงทางเดินเชื่อมของแต่ละอาคารที่มีหลังคาอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีต้นไม้หลายต้นมาขนาบข้างรวมอยู่ด้วย ทำให้บรรยากาศมันร่มรื่นซะจนถ้าเลิกงานแล้วไม่มีใครมาเดินรับลมก็ดูเหมือนจะใจร้ายกับสถานที่เกินไปหน่อย 

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า
Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า

“พื้นที่สี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ของโครงการนี้เป็นพื้นที่สีเขียว ด้วยพื้นที่ทั้งหมดของเราค่อนข้างเยอะคือหกสิบเอ็ดไร่ ก็เลยถือโอกาสเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในโครงการและชุมชนละแวกนี้ไปทีเดียวเลย คือเราทำรีเสิร์ชมาว่าในละแวกบางนาและสมุทรปราการแทบไม่มีสวนสาธารณะของรัฐ เราก็เลยอยากให้พื้นที่สีเขียวขนาดยี่สิบห้าไร่นี้เป็นเหมือนพื้นที่สาธารณะของคนในชุมชนและคนในโครงการไปพร้อมกัน 

“ผมมองว่านี่เป็นการสร้างจุดขายและสร้างความแตกต่างนะ ถ้าอยู่นอกเมืองแบบนี้แล้วสถาพความเป็นอยู่หนาแน่น ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการอยู่อาศัยในเมือง ไม่จำเป็นต้องมาอยู่แถวนี้ก็ได้ และผมมองในฐานะเจ้าของกิจการ ถ้าสร้างออฟฟิศของตัวเองแบบที่ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางเลย พนักงานก็เบื่อ ครั้นจะสร้างพื้นที่ส่วนกลางเยอะๆ ก็แพงและไม่คุ้มค่าขนาดนั้น โครงการออฟฟิศของเราเลยมีจุดขายขึ้นมาในเรื่องของพื้นที่ส่วนกลางที่กว้างขวางและแบ่งปันกันได้ เพราะทุกคนไม่ได้ใช้พื้นที่นี้พร้อมกัน แล้วผมก็คิดว่าด้วยพื้นที่สีเขียวที่ล้อมรอบโครงการ น่าจะช่วยเอื้อให้เกิดการพบเจอและรู้จักกับคนใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น” คุณมนต์ตอบถึงที่มาความกล้าในการทำพื้นที่สีเขียวครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล, ออฟฟิศให้เช่า
Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล , ออฟฟิศให้เช่า

สำนักงานที่ทำให้ทุกคนเชื่อมต่อถึงกัน

นอกจากรูปแบบของอาคารและพื้นที่สีเขียวแล้ว ออฟฟิศแห่งนี้ยังให้ความสำคัญเรื่องการทำให้ทุกคนนั้นเชื่อมต่อถึงกันอีกด้วย

คุณมนต์อธิบายถึงตึกสำนักงานให้เช่าที่ส่วนมากจะมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในเรื่องของจัดสรรพื้นที่จอดรถ ทำให้ตึกสำนักงานส่วนมากมีร้านค้าอยู่ที่ชั้นหนึ่งและสอง และมีที่จอดรถอยู่ด้านบนยาวไปแล้วค่อยเป็นตัวสำนักงาน ซึ่งรูปแบบการใช้พื้นที่แบบนี้ทำให้คนที่อยู่ในตึกเหล่านี้ไม่มีการเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ในตึกเดียวกันเลย 

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล

“การเชื่อมต่อกันทางสังคมเลยเป็นแนวคิดหลักที่ทำให้เราอยากพัฒนาแนวคิด Office Campus นี้ให้มีระบบนิเวศทุกอย่างครบถ้วนอยู่ในโครงการ และแต่ละอันอยู่ห่างกันในระยะเดิน เพื่อที่คนจะได้เดินไปมาหากันได้ เพื่อเป็นโอกาสที่จะได้รู้จักกับคนอื่นๆ ในโครงการ โดยไม่ถูกพื้นที่แต่ละชั้นแบ่งออกจากกัน และในด้านความรู้สึก เวลาผู้เช่าที่เช่าพื้นที่เล็กๆในตึกใหญ่ๆ จะทำให้ผู้เช่ารายนั้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่สำคัญในโครงการ แต่ด้วยรูปแบบสำนักงานแบบตึกเตี้ยๆ ที่เชื่อมต่อกันแบบนี้ จะทำให้ผู้เช่าทุกคนไม่ว่าพื้นที่จะเล็กหรือใหญ่มีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของตึกรวมอยู่ด้วย

“ในแต่ละแคมปัสจะมีพื้นที่จัดงานหรือสังสรรค์ เป็นเหมือนการสร้างเน็ตเวิร์กกันในแต่ละแคมปัสเอง ในฐานะคนทำธุรกิจ ผมเชื่อว่า เรื่องออฟฟิศให้เช่า เราต้องโตไปด้วยกันกับลูกค้า มันต้องมีความสัมพันธ์ รู้จักกัน ลูกค้าของโครงการเองก็ต้องมีพาร์ตเนอร์หรือเพื่อนในละแวกนั้นที่พึ่งพาอาศัยกันได้ ซึ่งรูปแบบการจัดการให้เกิด Social Connection ผมก็หยิบเอามาใช้ในการบริหารทุกตึกของทางภิรัชทั้งหมดแล้ว แต่ที่นี่น่าจะเป็นที่ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับโมเดลนี้ คือเหมือนให้ที่นี่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมระหว่างหลายๆ บริษัทในโครงการ และให้สิทธิพิเศษแก่กันด้วย” คุณมนต์เล่าถึงฝันในการได้เห็นคนในโครงการได้พบปะและเชื่อมต่อกัน

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล
Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล

โครงการที่ยั่งยืนและหวังจะเป็นที่รักของเพื่อนบ้าน

ด้วยความยาวของโครงการที่ยาวกว่า 1 กิโลเมตร เชื่อมต่อถนนสองฝั่งคือแบริ่งและลาซาล และพื้นที่ที่ติดกับโครงการส่วนมากคือบ้านพักอาศัยแทบทั้งหมด นั่นแปลว่ามีเพื่อนบ้านอยู่ติดกับทางโครงการกว่า 2 กิโลเมตร โครงการ Summer Lasalle เองก็คิดถึงข้อนั้น ทั้งการวางผังอาคารและภูมิทัศน์ที่จะตอบรับและอำนวยความสะดวกให้ทั้งคนที่มาเช่และคนในชุมชนได้ประโยชน์ไปกับโครงการ รวมถึงใช้ทั้งการออกแบบ จนถึงพัฒนาระบบและเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่ลดปัญหาเรื่องเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือน อย่างการเจาะเสาเข็มด้วยระบบไฮดรอลิก ซึ่งลดแรงกระแทกและฝุ่นไปได้เยอะ รวมถึงการใช้วิธีหล่อชิ้นส่วนพื้นผนังจากที่อื่นและมาประกอบกันหน้างาน ทำให้อาคารแต่ละหลังใช้เวลาในการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล

“ผมมองว่าโครงการนี้เป็นโครงการแบบ Inclusive หรือเปิดให้ทุกคนในชุมชนเข้ามาใช้งานพื้นที่ได้หมดเลย อย่างโครงการนี้มีพื้นที่สีเขียวเยอะมาก ผมก็ยินดีให้คนในชุมชนมาใช้ชีวิตพักผ่อนกับต้นไม้และทะเลสาบภายใน ฟุตปาทขนาดใหญ่ที่น่าเดินมากกว่าด้านนอก หรือมาใช้ที่นี่เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางได้ด้วย ห้างฯ อื่นอาจจะมีรถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า แต่ผมมองว่าการทำแบบนั้นเป็นการทำลายธุรกิจของคนในชุมชน เลยคิดว่าถ้าเราทำงานร่วมกับรถสองแถว รถกะป๊อ ให้มาแวะรับที่โครงการเราแทน โดยคนที่มาก็มีพื้นที่สีเขียวใช้พักผ่อนหรือนั่งรอได้

“การสัญจรในโครงการนี้ผมเน้นให้เกิดการเดินเท้าหรือปั่นจักรยานไปไหนมาไหนแทนการใช้รถยนต์ อาคารจอดรถจะตั้งอยู่แค่ตามรอบนอกของโครงการเท่านั้น เพื่อคนที่อยู่ในโครงการ ทั้งคนเช่าหรือคนในชุมชน จะไม่ต้องเจอรถติดหรือดมควันรถ ซึ่งผมทำรีเสิร์ชเกี่ยวกับเรื่องนี้มาด้วย ตัวเลขระยะที่คนกรุงเทพฯ จะเดินได้อยู่ที่สองร้อยเมตร เราเลยวางให้ระยะทางจากอาคารจอดรถไปส่วนอื่นๆ อยู่ภายในสองร้อยเมตรทั้งหมด” คุณมนต์อธิบายรูปแบบการเปิดพื้นที่ให้กับคนในชุมชน

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล

นอกจากนี้แล้ว ทางโครงการยังคิดถึงเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนและการรีไซเคิลน้ำภายในโครงการอีกด้วย ทั้งติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้ที่ดาดฟ้าของทุกอาคาร ซึ่งเป็นระบบที่เหมาะสมต่ออาคารสำนักงาน เพราะช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้าก็เป็นช่วงกลางวันที่มีแดดอยู่แล้ว พลังงานที่ผลิตได้ก็เอามาใช้ในระบบได้เลยโดยไม่ต้องไปเสียเงินและพลังงานในการจัดเก็บอีก หรือเรื่องของน้ำทิ้งที่ทางโครงการคาดหวังไม่ให้มีน้ำเสียออกจากโครงการเลย จึงบำบัดน้ำทิ้งและนำกลับมาใช้ใหม่ในส่วนพื้นที่สีเขียว

วิธีการใช้ต้นไม้ของโครงการนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะหลายๆ โครงการมักเลือกต้นไม้หรูหราจากต่างแดนซึ่งดูแลยาก แต่ที่นี่กลับใช้ต้นไม้ท้องถิ่นทั้งหมดเพื่อสร้างร่มเงาและการแบ่งโซนพื้นที่ ทั้งดูแลง่ายและประหยัดทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นต้นราชพฤกษ์ (เหลือง) ต้นกัลปพฤกษ์ (ขาว-ชมพู) ชมพูพันธุ์ทิพย์ (ชมพู) หางนกยูงฝรั่ง (แดง-ส้ม) ชัยพฤกษ์ (ชมพู) และแคนา (เขียว) ซึ่งการหยิบพันธุ์พืชเหล่านี้มา ก็เพราะตั้งใจให้ในทุกๆ ฤดูกาลมีดอกไม้ออกให้ชื่นชมกันตลอด

หลังจากที่ฟังรูปแบบการคิด วางแผน และพัฒนา ของทั้งโครงการแล้ว ทำให้ผมตั้งคำถามถามคุณมนต์ถึงจุดประสงค์ในการลงทุนสร้างสิ่งต่างๆ ให้กับชุมชน ที่แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้

“จริงๆ ผมคิดว่ามันคือการจัดการพื้นที่แบบ Master Planning นะ คือในช่วงที่ผมทำรีเสิร์ชก่อนจะทำโครงการนี้ ผมเดินทางไปหลายประเทศมากๆ และหยิบคอนเซปต์จากหลากหลายประเทศมารวมกัน อย่างการจัดการให้เป็นชุมชนที่มีครบหมดทุกอย่าง เราก็หยิบมาจากแถวสแกนดิเนเวีย หรือการทำสถาปัตยกรรมที่สวยงามและใช้งานได้สำหรับทุกคนก็มาจากโคเปนเฮเกน 

“ในมุมมองของผม การพัฒนาพื้นที่ในปัจจุบันจำเป็นต้องคิดเรื่องการพัฒนาร่วมไปกับชุมชนให้โตไปด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนไปต่อกันได้ เราอยากเห็นโครงการนี้เป็นชุมชนที่พัฒนาอย่างยั่งยืนจริงๆ ส่วนตัวผมไม่เชื่อในการพัฒนาใจกลางเมืองให้กลายเป็นมหานครอะไรแบบนั้น แต่มันควรเป็นการกระจายความเจริญออกมายังจุดอื่นๆ รอบๆ กรุงเทพฯ มากกว่า” คุณมนต์ทิ้งท้ายถึงอนาคตที่อยากมองเห็นต่อไปของพื้นที่แห่งนี้

Summer Lasalle ออฟฟิศแนวคิดใหม่ที่เน้นสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทและย่านลาซาล

Writer & Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load