เดือนแรกของปีมาถึงพร้อมกับสายลมหนาว สัญญาณเข้าสู่ฤดูกาลเดินทางมาอีกหน หลายคนคงมีจุดมุ่งหมายสัมผัสอากาศหนาวอยู่ในใจ ถ้ายังคิดไม่ตกว่าจะออกไปสูดอากาศดีที่ไหน หรือหากใครกำลังมองหาที่พักแนวโฮมสเตย์ ใช้ชีวิตวิถีชาวบ้านตามย่านเมืองเก่า เราขอเสนอที่พักในจังหวัดสุโขทัยแห่งนี้เข้าไปเป็นหนึ่งในตัวเลือก

โฮมสเตย์หลังนี้อยากให้คุณนอนหลับสบายในบ้านไม้กลางสวนแสนอบอุ่น อิ่มอร่อยกับอาหารพื้นบ้านสูตรคุณแม่ ทั้งยังมีส่วนช่วยเหลือโลกไปพร้อมกับการพักผ่อน นี่คือบางสิ่งที่คุณจะได้พบ ณ สถานที่แห่งนี้

หากพร้อมแล้ว แพ็กกระเป๋าสาวเท้าเข้าสวนผลไม้ ปะทะลมหนาวครั้งใหม่ที่เริ่มหวนพัดมาไล้ผิว ศุ-ศุภลักษณ์ คงรุ่ง สาวสุ้โข่ทัยเจ้าของ ‘สุขเสมอ Relaxation Homestay’ โฮมสเตย์รักษ์โลกที่พร้อมมอบประสบการณ์แสนเรียบง่ายแบบชาวบ้านท้องถิ่น แนบธรรมชาติอย่างใกล้ชิด รอต้อนรับเราอย่างอบอุ่นอยู่ปากทางเข้าสวน พร้อมชวนเราสวนทางลม ไล่เรียงเรื่องราวย้อนกลับไปเมื่อครั้งรุ่งอรุณแห่งสุขเสมอเพิ่งเริ่มต้นขึ้นพ้นทิวไม้ในสวนของครอบครัว

สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์

รุ่งอรุณแห่งสุขเสมอ

สุขเสมอ Relaxation Homestay เกิดขึ้นบนสวนผลไม้ของครอบครัว ขนาดเพียง 3 ไร่นิด ๆ อบอุ่นด้วยวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เพราะอยู่ท่ามกลางชุมชนชาวสวนเก่าแก่ของเมืองสวรรคโลก มีต้นละมุดที่ปลูกกันเป็นหลักยืนพื้นมาตั้งแต่รุ่นเก่าก่อน ภายหลังสวนของศุเปลี่ยนจากสวนละมุดเป็นสวนมะยงชิด และปัจจุบันพัฒนาเป็นสวนผสมผสาน มีสมาชิกผลไม้ต่าง ๆ เพิ่มเข้ามาด้วย เช่น ขนุน มะม่วง กล้วย ฯลฯ หลังจากเธอกลับบ้านมาลองเปิดสวนเป็นร้านกาแฟได้สักพัก ศุมีความคิดอยากขยับขยายพื้นที่ให้เป็นบ้านพักกลางสวน ให้ผู้มาเยือนได้แอบอิงแนบชิดกับธรรมชาติ

“หลังเรียนจบ เราไป Work and Travel มาหกเดือน แล้วก็กลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ปีนั้นน้ำท่วมเราเลยกลับมาบ้าน ช่วงนั้นพ่อแม่ใกล้จะเกษียณ และเขาเพิ่งเปลี่ยนจากสวนละมุดเป็นสวนผลไม้อื่น ๆ ตั้งใจปลูกให้ลูก ๆ เวลาเราออกมาสวนกับพ่อแม่ตอนกลางคืน มันสวยนะ ก็เลยคุยกันว่าอยากทำที่พักในสวน” เจ้าบ้านสาวเล่าถึงที่มา

หลังจากศุได้ภาพของบ้านพักในหัว ที่เธอเก็บแรงบันดาลใจมาจากโรงแรมในต่างประเทศ สิ่งต่อมาที่เจ้าบ้านทำคือ เริ่มตั้งโจทย์ให้แตกต่าง ต้องสร้างคาแรกเตอร์ของที่พักให้แปลกใหม่ เธอสังเกตเห็นว่า นักท่องเที่ยวที่มาสุโขทัยบางกลุ่มตั้งใจมาพักผ่อน อยากลองสัมผัสวิถีของคนในพื้นที่ แบบที่หลายคนเลือกพักตามโฮมสเตย์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากมาใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน ชนิดถอดแบบทั้งการกินอยู่ทุกกระเบียด

“โฮมสเตย์ทั่วไปในสุโขทัยก็มีอยู่แล้ว แต่เราอยากทำที่พักให้ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มที่อยากสัมผัสความเป็นโฮมสเตย์ ขณะเดียวกันก็ยังอยากนอนหลับสบาย อยากมีเครื่องทำน้ำอุ่น อยากมีแอร์” ศุค่อย ๆ ตีโจทย์ให้ฟัง

คอนเซ็ปต์ของที่นี่จึงออกมาเป็นที่พักในสวนผลไม้ และมอบความสะดวกสบายในการมาพักผ่อนคล้ายกับโรงแรม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเป็นกันเองแบบวิถีชีวิตชาวบ้าน ตามอย่างที่โฮมสเตย์ควรจะเป็น

แถมความโชคดีอย่างหนึ่ง แม้ที่นี่อยู่ไม่อยู่ไกลจากชุมชนมากนัก แต่กลับสงบและไม่วุ่นวาย แขกไปใครมาก็ยังได้เห็นภาพวิถีชีวิตอย่างเก่าครบถ้วน ทั้งคุณย่า คุณยาย ตื่นเช้ามาใส่บาตร คุณป้าข้างบ้านมาเก็บผักผลไม้ในสวนเป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นบรรยากาศที่คุณเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อนของเมืองสวรรคโลก

“เราเป็น Relaxation Homestay เป็นโฮมสเตย์ที่สบายกว่าทั่วไป ตอนเปิดแรก ๆ ก็เกินคาด เพราะเราไม่ได้มีจุดขายอะไร ไม่ใกล้เมืองเก่า แต่เรามั่นใจในชุมชนแถวนี้ว่า ยังมีวิถีชีวิตที่เราเห็นตั้งแต่เด็ก มันน่าสนใจนะ” เธอยิ้ม

สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์
สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์

พักอย่างสุขเสมอ

ท่ามกลางโอบกอดของหมู่มวลต้นมะยงชิด มีบ้านพัก 2 หลังตั้งอยู่ระหว่างแมกไม้ สาวคู่สนทนาเล่าอย่างภูมิใจว่า ตอนแรกสร้างนั้นตั้งใจพยายามไม่ให้รบกวนธรรมชาติที่มีอยู่ จึงแทบไม่ได้ตัดต้นไม้เดิมออกไปเลย 

“เราใช้การแทรกที่พักเข้าไปในที่ว่างในสวน ตั้งใจอยากให้เห็นวิวยอดไม้ด้านบน เพราะแถวบ้านไม่มีภูเขาเหมือนที่อื่น เลยทำที่พักให้สูงขึ้นจากพื้น ไม่ได้เป็นกระท่อมใต้ต้นไม้” เจ้าบ้านไขเหตุผลที่สร้างบ้านพักทรงสูงเหนือทิวไม้

‘เสมอจันทร์’ คือชื่อบ้านพักหลังแรกที่สร้างขึ้นในสวนแห่งนี้ เป็นบ้านหลังน้อยใต้ถุนสูง เมื่อเดินขึ้นบันไดไปจะมีห้องนอนอยู่ชั้นบน เหนือขึ้นมาจากต้นไม้ในสวน ซึ่งชื่อของบ้านหลังนี้ก็มาจากวิวของห้องนอนในคืนพระจันทร์เต็มดวง ที่จะโผล่ขึ้นมาทักทายผู้มาเยือนอยู่เสมอระดับเดียวกับระเบียงห้อง น่าจะถูกใจสำหรับคู่รักที่อยากมาพักผ่อนด้วยกัน

เมื่อผลตอบรับของบ้านหลังแรกดีเกินกว่าที่คิดไว้ ลูกค้าเก่ากลับมาพักซ้ำบ่อยครั้ง แขกหน้าใหม่ก็แวะมาไม่ขาด ‘นับดาว’ จึงเกิดขึ้นในอีก 1 ปีให้หลัง ครั้งนี้เธอสร้างไว้เป็นทางเลือกให้แขกที่มาพักแบบครอบครัวใหญ่ ออกแบบให้มีความสูงย่อมลงมา แต่ยังมองลอดเห็นยอดไม้ไม่ต่างกับหลังก่อนหน้า ตั้งใจว่าหากแขกพาผู้สูงอายุมาด้วย ก็จะชมสวนโดยไม่มีอุปสรรคเรื่องการขึ้นบันไดหลายขั้น ชั้นบนดีไซน์ให้ห้องพักทั้ง 2 ห้องโปร่งสบาย เพราะใช้กระจกเปิดโล่งรับลม ทำระเบียงตรงกลางไว้นั่งมองท้องฟ้าตัดกับพื้นที่สีเขียว ตื่นเช้ามาฟังเสียงนกร้อง ได้กลิ่นอายแบบที่หาไม่ได้จากเมืองหลวง

บ่อยครั้งแขกที่สนใจเข้าพักมักมาพร้อมคำถาม 

‘มีห้องน้ำในตัวมั้ย’ หรือ ‘นอนสบายหรือเปล่า’ 

สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์
สุขเสมอ : โฮมสเตย์รักษ์โลกในสวนมะยงชิด จ.สุโขทัย ให้คุณนั่งนับดาว-นอนเสมอดวงจันทร์

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ศุก็เลยทำห้องพักให้สบายไปเลยดีกว่า เพียงแต่ไม่หรูหราระดับโรงแรม ที่นี่จึงเป็นโฮมสเตย์ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ ทั้งเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น (ที่เจ้าของบ้านกระซิบว่า มีฝักบัว Rain Shower ด้วยนะ) และที่น่าสนใจคือ การให้ความสำคัญกับการนอนมาก ๆ เธอพิถีพิถันเลือกที่นอนแบบที่ใช้ในโรงแรม ยามแขกกลับมาจากการเที่ยวที่เหนื่อยสุด ๆ จะได้พร้อมทิ้งตัวนอนหลับสบาย และพร้อมออกเดินทางต่อในวันถัดไป 

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกไว้ก่อน ที่นี่ไม่มีโทรทัศน์และตู้เย็น 

“แต่เรามีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่แรงมากนะ” ศุรีบบอก ก่อนอธิบายต่อ

“เราคิดว่าตรงนี้สำคัญกว่าทีวี เพราะสมัยนี้อยู่บ้านก็ดูได้ การมี Wi-Fi ก็ครอบคลุมทุกอย่าง ตอนแรกก็หวั่น ๆ แต่ตั้งแต่เปิดมาไม่มีลูกค้าติเรื่องนี้เลย ลูกค้าก็ชอบ เราก็ค่อย ๆ คัดกรองกลุ่มเป้าหมายของเราไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่เขาก็มีไอแพดมาด้วย ขอแค่มี Wi-Fi ให้เขาก็พอ อย่างแขกที่มาทำงานช่วงโควิด เขาก็อยู่เป็นอาทิตย์ได้ ส่วนตู้เย็น ถ้าแขกมีของต้องแช่ ก็ฝากไว้ที่ร้านกาแฟของเราได้” ศุเฉลยเหตุของการตัดบางสิ่งและเพิ่มบางอย่างในห้องพัก

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

อยู่แบบสุขเสมอ

หลายต่อหลายคนที่มาสุโขทัย มีจุดมุ่งหมายคือการเยือนเมืองมรดกโลก ได้ออกแรงรีดเหงื่อจากการเดินทอดน่องชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งความดีงามของสุขเสมอคืออยู่แทบจะกึ่งกลางพอดี ระหว่างเมืองเก่าเหนือกับเมืองเก่าใต้ ทำให้เลือกแวะไปท่องเที่ยวได้ทั้ง 2 ฝั่งด้วยระยะทางพอ ๆ กัน พักผ่อนสัก 2 คืนก็กำลังดี เพราะจัดโปรแกรมหนึ่งวันลงไปเมืองเก่าสุโขทัย อีกวันก็มุ่งทางเหนือไปอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยได้แบบไม่เหนื่อยมาก

ส่วนกิจกรรมภายในที่พัก จริง ๆ แล้วศุอยากแนะนำให้แขกได้ใช้เวลานอกสถานที่มากกว่า ตะลอนให้ทั่วจังหวัดสุโขทัย แล้วค่อยกลับมาดื่มด่ำบรรยากาศของที่พักในช่วงเย็น แต่หากมาในโอกาสเหมาะเหม็งช่วงหน้าผลไม้ เจ้าของบ้านพ่วงเจ้าของสวนก็ยินดีชวนคว้าตะกร้าคนละใบเดินเก็บผลไม้รอบสวน ถ้ามาแล้วไม่ใช่หน้าฤดูผลไม้ แต่ก็ไม่อยากออกไปไหนไกล ยังมีแกลเลอรี่และเวิร์กช็อปงานปั้นใกล้ ๆ ไว้เป็นอีกตัวเลือก หากสนใจลองให้เธอช่วยเป็นไกด์ให้ได้

เรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญ แขกที่เจาะจงมาพักโฮมสเตย์ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากลิ้มชิมรสอาหารพื้นบ้านจากวัตถุดิบท้องถิ่น สำหรับที่สุขเสมอ มีอาหารเช้าเป็นแพ็กเกจพร้อมห้องพัก หากใครที่อยากได้อาหารเย็นด้วยก็แจ้งไว้ก่อนล่วงหน้า โดยคุณแม่ของศุจะเป็นผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดรสมืออย่างเรียบง่าย ฉบับชาวสวนเมืองสวรรคโลกให้ได้ลองกัน เสิร์ฟมาครบสำรับทั้งต้ม ผัด แกง ทอด พร้อมเซ็ตน้ำพริกผักลวก ให้ดื่มด่ำตามประสาชาวบ้านกันอย่างอิ่มหนำ

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น
แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

แม้จะดูเป็นมื้อง่าย ๆ ธรรมดา แต่ขอบอกว่าที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบปลอดภัย หาได้จากสวนของบ้าน อย่างไข่จากไก่ที่เลี้ยงไว้ ผักก็ปลูกเองจากสวน อาทิ กระเจี๊ยบ ตำลึง ตามแต่ว่าตอนนั้นจะมีผักอะไรพร้อมนำมาเข้าครัว ส่วนผลไม้ชนิดใดออกผลก็เก็บเตรียมไว้รับแขก อย่างช่วงไหนมีกล้วยก็ให้ลูกค้าลองชิม ส่วนช่วงมะยงชิดก็ทำเป็นเมนู Welcome Drink ที่สำคัญ ผลผลิตทั้งหมดยังเป็นออร์แกนิก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นสวนที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าเลย

ไม่เพียงแต่ในอาณาบริเวณของสุขเสมอเท่านั้นที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยกับคนและสัตว์ แต่ในสวนแถบนี้ต่างก็ยึดถือแนวทางปลอดสารพิษกันแทบทุกครัวเรือน ช่วยกันรณรงค์และขอความร่วมมือกันภายในชุมชนคนละไม้ละมือ จนตอนนี้ชาวสวนส่วนมากก็เปลี่ยนมาใช้การตัดหญ้าแทน ด้วยเหตุผลใหญ่ที่ว่า ‘ยาฆ่าหญ้าจะทำให้หิ่งห้อยหายไป’

ใช่ ที่สุขเสมอมีหิ่งห้อยด้วย

“ตอนกลางคืนมีหิ่งห้อย เราเห็นมานานแล้ว แต่ช่วงหนึ่งมันหายไป เพราะใช้ยาฆ่าหญ้ากันเยอะ” ศุเสริม

เพราะธรรมชาติของหิ่งห้อยเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม เมื่อในพื้นที่เริ่มลดการใช้สารเคมี ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือ หิ่งห้อยเริ่มกลับมา เจ้าของบ้านบอกว่าแม้ปริมาณไฟดวงจิ๋วจะไม่มากมายถึงขั้นอัมพวา แต่เวลามาก็มีหลายตัว ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและฤดูกาล เป็นเสน่ห์และความน่ารักจากธรรมชาติที่เข้ามาแต้มสวนยามค่ำให้งามยิ่งกว่าเดิม

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

ส่งต่อความสุขเสมอ

ปัจจุบันแนวทาง Zero Waste เป็นแนวทางที่หลายคนและหลายผู้ประกอบการเริ่มตระหนัก เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นวาระที่ต้องเร่งแก้ไข ระยะหลังมานี้หลายพื้นที่เลยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้มากขึ้น 

สำหรับสุขเสมอ ที่นี่ยึดแนวทางเป็นมิตรกับธรรมชาติอย่างเงียบ ๆ มาตั้งแต่ก้าวแรก

“เราทำเรื่องนี้มาตั้งแต่เริ่มเปิดเลยก็ว่าได้ เราค่อย ๆ ทำนะ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วได้เลย ต้องค่อย ๆ ปรับ และเราเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ ถ้าผลิตภัณฑ์ไหนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราก็เลือกมาใช้ในที่พัก รวมถึงมีการแยกขยะด้วย อีกอย่างเราปลูกต้นไม้อยู่แล้ว ขยะเปียกก็เอามาทำปุ๋ยได้” ศุเผยแนวทางจัดการขยะฉบับสุขเสมอ

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในห้องพักจำพวกคอตตอนบัดและแปรงสีฟัน ที่นี่เลือกใช้ที่เป็นก้านไม้ทั้งหมด นอกจากไม่สร้างขยะ แถมยังย่อยสลายได้ ตัดบางอย่างที่จะกลายเป็นขยะพลาสติกออกไป เช่น หมวกคลุมผม บรรจุภัณฑ์ในห้องน้ำใช้เป็นเซรามิกทั้งหมด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รีฟิลจากธรรมชาติ อย่างแชมพูจากอัญชันและข้าวหอมนิล สบู่จากขมิ้นและน้ำผึ้ง ที่น่ารักคือ เธอเขียนบอกด้วยว่าเป็นฝีมือของคนในชุมชนรอบข้าง แขกจะได้รู้ที่มาที่ไปของสิ่งที่ใช้ เธอว่าลูกค้าหลายคนใช้แล้วติดใจ ซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชนติดมือไปใช้ต่อที่บ้านก็มาก ถือเป็นการสนับสนุนวิสาหกิจของชาวบ้านอีกแรง

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

ส่วนถุงขยะอาจจะไม่ถึงกับใช้ถุงกระดาษ แต่พยายามนำถุงพลาสติกที่ได้เวลาซื้อของจากห้างร้านต่าง ๆ กลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการซื้อถุงขยะพลาสติกไปได้เยอะ และภายในสุขเสมอก็มีจุดแยกขยะโดยเฉพาะ ขยะเปียกเอาไปทำเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ ใช้บำรุงพืชพรรณในสวน เศษผักผลไม้ในครัวก็เอาไปเป็นอาหารไก่ที่เลี้ยงไว้ ขณะที่ขยะพลาสติกก็เอาไปขายเป็นขยะรีไซเคิลได้ เป็นการจัดการขยะที่ไม่หวือหวา แต่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่เริ่มทำเองได้ในครัวเรือน

“เราแค่อยากเป็นจุดเริ่มต้น” เธอพูดด้วยแววตามุ่งมั่น 

“แนวทางแบบนี้นี้ต้องเริ่มทำตั้งแต่บ้านเราเองก่อน เราค่อย ๆ ทำ ให้คนในซอยเห็นว่าเขาก็ทำได้ ไม่ยาก ช่วงแรกป้า ๆ แถวบ้านก็ไม่ค่อยเชื่อวิธีนี้ พอเราทำให้เขาเห็น เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เขาก็จัดการขยะหน้าบ้านเขาเอง มีการมาคุยกัน จนเขาเชื่อมั่นเรามากขึ้น เพราะเห็นว่าเราทำสำเร็จ” ศุเล่าถึงความร่วมมือที่ค่อย ๆ ขยายไปยังคนในชุมชน

นอกจากเรื่องของสิ่งแวดล้อมและชุมชนข้างเคียง สุขเสมอยังเชื่อมโยงกับผู้คนท้องถิ่นในขนาดที่กว้างขึ้น วันหนึ่งศุพบว่าในอำเภอใกล้ ๆ กันอย่างศรีสัชนาลัย มีไร่กาแฟไม่ต่างจากบนดอยทางเหนือ และรสชาติก็ดีไม่แพ้กันด้วย เมื่อเข้าไปพูดคุยจึงพบว่า เกษตรกรที่นี่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่งไปคั่วถึงเชียงใหม่ ก่อนนำกลับมาจำหน่ายที่สุโขทัย

“ตอนแรกเราชิมก็ไม่รู้ว่ามันมาจากที่ไหน แต่ชิมแล้วอร่อย เลยถามลุง แกบอกว่าปลูกอยู่ในศรีสัชนาลัยเนี่ยแหละ เราเลยสนใจ เพราะคิดว่ารสชาติไม่เหมือนโรบัสต้าทั่วไป พอสนิทสนมมากขึ้นก็ไปเที่ยวสวนของลุง สอบถามว่าส่งคั่วที่ไหน แกว่าปกติต้องส่งไปเชียงใหม่ มีค่าขนส่งไปกลับ ทำให้ต้นทุนกาแฟของลุงสูง” ศุเริ่มต้นพูดถึงที่มาของเครื่องคั่วกาแฟ ซึ่งเธอลงขันซื้อร่วมกับกลุ่มญาติพี่น้องและเพื่อน ๆ ทางหนึ่งคือช่วยเกษตรกรเจ้าของสวนกาแฟในจังหวัดลดต้นทุน โดยยังจำหน่ายเมล็ดกาแฟได้ในราคาเท่าเดิม อีกทางคือให้แขกที่มาได้ลองชิมกาแฟดี ๆ ที่ปลูกในจังหวัดสุโขทัย

“ผลคือต่างคนก็ต่างพอใจ เพราะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ เราเลยลงทุนในส่วนนี้เพิ่ม และใช้กาแฟนี้มาตลอด ใครกินเราก็ภูมิใจที่จะบอกว่าเมล็ดกาแฟปลูกที่นี่” สาวเจ้าเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความสุข

ดวงอาทิตย์คล้อยลับลงจากยอดมะยงชิด พระจันทร์ขึ้นมาเสมอระเบียงบ้าน และดวงดาวเริ่มพราวเต็มฟ้า หิ่งห้อยเจ้าถิ่นบินมาทักทายนักเดินทางแปลกหน้า หลังจบบทสนทนา สิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ได้คือ ทุกวันนี้สุขเสมอไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเจ้าบ้านที่สุขใจยามได้ต้อนรับแขกที่มาพัก หรือเป็นแค่โฮมสเตย์ที่มอบการพักผ่อนแสนสุขให้ผู้มาเยือน เพราะที่นี่ยังมีส่วนในทุกความสุขที่ช่วยเกื้อกูลให้ชุมชน ชาวสวนรอบข้าง ได้พากันสุขเสมอไปพร้อมกัน

แพ็กกระเป๋าเข้าสวนผลไม้แห่งเมืองสวรรคโลก พักผ่อนสบาย ๆ ในโฮมสเตย์ใกล้ชิดชุมชน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเกื้อกูลท้องถิ่น

Suksamer Relaxation Homestay

ที่ตั้ง : 40 ตำบลเมืองบางยม อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6916 6992

Facebook : Suksamer Relaxation Homestay

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

Photographer

ภาณุวิช ขวัญยืน

ช่างภาพจากสุโขทัย

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ตะวันยามเช้าทอดไออุ่นลงบนพื้นหญ้าเขียวที่แผ่อาณาบริเวณไปจรดตลิ่ง น้ำในคลองไร้ชื่อสงบนิ่งราวไม่รู้สึกรู้สาต่อนกกระยางที่บินร่อนเหนือใบบัวชูก้าน คู่ตุนาหงันผมแดงจูงมือกันมานอนเอนหลัง กินลมชมบรรยากาศรุ่งอรุณในกรุงเก่า ในเวลาเดียวกับที่เราหิ้วกระเป๋าเดินทางใบน้อยตรงไปที่รถ พลันแว่วเสียงจากโต๊ะกินข้าวของครอบครัวเจ้าของรีสอร์ตว่า

“วันไหนว่างก็แวะมาทานน้ำนะลูก มาเที่ยวอยุธยา”

ถ้อยคำแสดงความอารีจากปากชายสูงวัยที่ผู้เข้าพักต่างเรียกว่า ‘ลุง’ ทำให้เราต้องหยุดนิ่งเพื่อคิดทบทวนถึงทุกความทรงจำดี ๆ ที่ได้รับจาก ‘โรงแรมบ้านท้ายวัง’ – ที่พักโดยครอบครัวพลทรัพย์ซึ่งให้แขกทุกคนได้กินอยู่หลับนอนในรั้วบ้าน ‘คนยุดยา’ ยุคใหม่ที่ยังรักษาวิถีชีวิตแบบใต้ถุนสูงริมน้ำไว้

เริ่มตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่พาตัวเราเข้ามาอยู่กลางวงล้อมของพืชพรรณอันเขียวขจี โดยมีลูกชาย ‘ลุง’ อย่าง กฤษฎา พลทรัพย์ นำชมบ้านของครอบครัวเขาทีละส่วน

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

บ้านใกล้วัง

ก่อนจะมี ‘บ้านท้ายวัง’ กฤษฎาบอกกับเราว่าบ้านเดิมของตระกูลเขาอยู่ใกล้เขตวังเก่าของกรุงศรีอยุธยามาก กระทั่งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ลงมติให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ.2534 ผู้ที่มีบ้านเรือนอยู่ในแหล่งมรดกโลกอย่างพวกเขาจึงต้องย้ายออกจากพื้นที่ตามข้อกำหนด

และเพื่อเป็นการชดเชยให้กับชาวบ้านที่ถูกเวนคืนที่ รัฐจึงส่งที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์มาให้ครอบครัวของกฤษฎาและญาติพี่น้องได้เลือกอยู่

“เขาก็ย้ายทุกคนโดยให้กลุ่มบ้านผมมาเลือกที่ในซอยนี้ ในซอยนี้เป็นญาติผมหมดเลย ก็ย้ายมาประมาณปี พ.ศ.2535 เป็นที่เช่าจากราชพัสดุ”

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

ย่านใหม่ที่ คุณพ่อวิชัย กับ คุณแม่ลัดดาวัลย์ พลทรัพย์ ย้ายมาตั้งรกรากใหม่ ชาวบ้านขนานนามให้ที่นี่ว่า ‘ชุมชนโรงสุรา’ เหตุเพราะเคยมีโรงสุราอยู่ แต่ก็ถูกย้ายออกไปเพื่อเปิดทางให้ผู้คนจากแหล่งโบราณสถานได้มาตั้งบ้านเรือนใหม่นี่เอง

“พอจะเป็นมรดกโลก เขาก็มองว่าโรงสุราไม่ควรอยู่ที่นี่ ทุบไซโลทิ้ง แล้วก็ให้ที่ตรงนี้เป็นที่สำหรับย้ายคนมา” กฤษฎาเล่าก่อนชี้ชวนเราดูคลองที่เป็นไฮไลต์สำคัญของบ้าน “คลองนี้มันไม่มีชื่อ เหมือนเป็นคลองในโรงสุรา ขุดขึ้นมาเพื่อขนเหล้าออกไปแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งไปกรุงเทพฯ แค่นี้เอง”

บ้านท้ายวัง

เมื่อมองย้อนไปในวันนั้น กฤษฎายืดอกพูดได้อย่างไม่อายว่า มันเป็นที่ดินแปลงที่ญาติพี่น้องทุกคนไม่เลือก เนื่องจากถูกทิ้งร้างมานานจนกลายเป็นที่หมักหมมของขยะ นั่นคือยุคที่คนอยุธยายังไม่พิสมัยที่ริมน้ำ เพราะทุกคนเชื่อว่าหมดยุคบ้านริมน้ำแล้ว จะให้ดีต้องได้อยู่บ้านติดถนนซึ่งจะเอื้อต่อการค้า

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

“พอเรามาปุ๊บ เราก็ลองถางที่ ปรากฏว่ามันมีคลอง ทำแล้วสวยนะ แล้วเราก็โชคดีว่าแต่ก่อนคลองกว้างกว่านี้ กว้างเป็น 30 – 40 เมตรเลย บ้านที่อยู่ติดกันเขาก็สร้างชิดคลอง แล้วปรากฏว่ามันสไลด์ บ้านเขาจะพัง เทศบาลหรือกรมศิลป์ไม่รู้ที่ตัดสินใจเอาดินมาถมให้ คลองก็เลยแคบเหลือแค่นี้ บ้านผมทำตามกฎหมายคือร่นที่ ผมก็เลยได้ที่เพิ่มมาด้วย”

ปรับสภาพที่ดินแล้ว อีกจุดหนึ่งซึ่งต้องให้เครดิตคุณพ่อวิชัย คือการบูรณะบ้านทรงตะวันตกหลังเก่าจนกลายเป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง เป็นที่สะดุดตาของบรรดาลูกค้าต่างชาติที่มาพักที่นี่

“เดิมเป็นบ้านทรงฝรั่ง มีจั่วสูง สโลปเยอะ พื้นที่สโลปต้องใช้ พ่อเลยทำห้องใต้หลังคา เวลาญาติมากันเยอะ ๆ ก็ไปนอนข้างบนได้ แต่ก่อนหลังนี้มันเป็นบ้านชั้นเดียว แต่พื้นที่ใช้สอยมันไม่พอ พ่อผมก็ตัดสินใจรื้อเป็นชิ้น ๆ แล้วเอามาทำใหม่ ประตูยกมาจากบ้านเก่า บางชุดก็ซื้อใหม่ แล้วก็ยกข้างล่างให้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง ข้างบนก็เก็บไว้เป็นพื้นที่พักอาศัย”

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

มากไปกว่านั้น ความเป็นนักปลูกต้นไม้ตัวยงของคุณแม่ลัดดาวัลย์ ก็ส่งผลให้ที่เคยถูกทิ้งร้างแห่งนี้กลายเป็นสวนสวยติดคลองอันร่มรื่นระดะตาด้วยพุ่มพฤกษ์นานาพันธุ์ อย่างเช่นไทรต้นใหญ่ที่กางก้านให้ร่มเงาแก่ชานบ้าน ที่กฤษฎานั่งเล่าความเป็นมาของที่พักให้เราฟังอยู่นี้

“ต้นไม้สวย ใคร ๆ มาก็บอกว่าสวย ตอนที่ยังไม่มีโรงแรม ทุกคนมาก็บอกว่าต้องทำ ๆ เราก็มองว่าที่เราเหลือ เราก็เลยทำโรงแรม”

เมื่อตกลงปลงใจได้แล้วว่าจะเปิดบ้านเป็นโรงแรม ทั้งครอบครัวก็มาหารือกันว่าจะตั้งชื่อให้โรงแรมของพวกตนว่าอย่างไร ก่อนจะผุดไอเดียว่าที่ตั้งของชุมชนโรงสุราทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเคยเป็นพระราชวังหลังสมัยกรุงศรีอยุธยามาก่อน นั่นคือที่มาของชื่อ ‘บ้านท้ายวัง’ ที่เรียกกันอยู่นี้

“ถ้าคุณดู Layout ก็จะเห็นว่าเราอยู่ส่วนท้ายของเกาะเมือง บางยุคเขาเรียกว่า ‘วังหลัง’ บางยุคไม่มีตำแหน่งวังหลัง ก็จะกลายเป็นแค่สวน ตำแหน่งมันอยู่หลังจากวังหลวง ก็เลยตั้งชื่อง่าย ๆ ว่า ‘บ้านท้ายวัง’”

บ้านของแขก

25 ธันวาคม พ.ศ.2553 คือวันแรกที่รีสอร์ตของ ‘บ้านท้ายวัง’ เริ่มกิจการ

แต่กว่าที่ตึกสองชั้นหลังนี้จะเปิดให้บริการได้ ต้องใช้เวลานานถึง 4 ปีถ้วน

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

“ลูก ๆ ทุกคนตอนนั้นเพิ่งเริ่มทำงาน น้องสาวผมเป็นแอร์โฮสเตสมาก่อน ก็ลงเงินเยอะสุด ตัวผมทำงานแล้วก็ใช้ชีวิต ก็เลยลงน้อยหน่อย ใช้แรงเยอะหน่อย มันเสร็จปี 2553 ก็เริ่มทำตั้งแต่ 2549 เราไม่ได้เก็บเงินเข้าธนาคาร เอาเงินทุกคนในบ้านมารวมเงินลงทุน เป็น Saving ของเรา”

นับว่าโชคเข้าข้างกฤษฎาและครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง เพราะปีแรกที่เปิดบ้านท้ายวัง มีเว็บไซต์เอเจนซีจองโรงแรมผุดขึ้นทั่วอินเทอร์เน็ตแล้ว การจะเปิดโรงแรมที่พักใหม่จึงทำได้ง่ายยิ่ง ไม่จำเป็นต้องง้อทัวร์เหมือนแต่ก่อน เพียงวันแรกที่เปิดโรงแรมมา เขาก็มีลูกค้ามาพักแล้ว อีกหนึ่งปีให้หลังเมื่อพระนครศรีอยุธยาประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ แม้ว่าบ้านท้ายวังจะถูกน้ำท่วมขังอยู่แรมเดือน แต่ครั้นปิดปรับปรุงใหม่ได้ไม่นาน ลูกค้าก็ไหลมาเทมาเช่นเดิม

อาคารส่วนที่เป็นที่พักสำหรับแขกสร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็ก ตกแต่งด้วยไม้

ชั้นล่างมี 4 ห้อง แต่ละห้องมีสีสันและวัสดุที่ใช้ในการทำเครื่องเรือนที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลให้ห้องทั้ง 4 ได้รับการตั้งฉายาตามสี ได้แก่ ห้องแดง ห้องเขียว ห้องฟ้า และห้องทอง เกิดจากการรังสรรค์ด้วยชาดเขียวไข่กา คราม และทอง เรียงมาตามลำดับ

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

ฝักบัวอาบน้ำในห้องพักทุกห้องอยู่ด้านนอก เพื่อให้ผู้เข้าพักกำซาบลมเย็นได้เต็มผิวกาย ฟังดูน่าสยิวใจไม่ใช่น้อยสำหรับแขกชาวไทยที่ติดจะขี้อาย แต่ไม่ต้องกังวลใจว่าจะมีใครเห็น เพราะผนังด้านหลังโบกปูนทึบ ซ้ำหลังคาเหนือที่อาบน้ำยังเป็นบานเกล็ดที่ปิดบังสายตาไม่ให้คนจากด้านบนมองลงมาได้

ชมห้องวิวคลองชั้นล่างจนหนำใจ กฤษฎาจึงพาเราเดินขึ้นชั้นบนไปยลห้องสวีทที่รวบห้องพัก 2 ห้องเข้าเป็นห้องเดียว นอกจากชุดรับแขกซึ่งประกอบด้วยตั่งและเก้าอี้ไม้ อีกจุดที่น่าสะดุดตาเป็นพิเศษของห้องนี้คือการมีที่อาบน้ำถึง 3 จุดในห้องเดียว ทั้งด้านนอก ด้านใน รวมทั้งอ่างจากุซซี่ติดหัวเตียงอันเป็นที่โปรดปรานของผู้เข้าพักทุกราย

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

จะเป็นห้องมาตรฐานหรือห้องสวีท สิ่งที่เจ้าของบ้านภูมิใจนำเสนอมากที่สุดคือการที่ทุกห้องมีเพียงกระจกเงาบานเล็กติดไว้ข้างอ่างล้างหน้า กับเตียงทุกหลังที่ออกแบบมาให้เป็นเตียงใหญ่

บ้านท้ายวัง : Lifestyle Hotel ในบ้านสวนที่เชิญชวนคู่รักมาพักผ่อนริมคลองแบบชาวอยุธยา

“ที่ไม่มีกระจกนี่เป็นเรื่องดื้อด้านของเรา เพราะติดแล้วมันไม่สวย บังวิว คือถ้าคุณยืนแปรงฟันตรงนี้แล้วมองไปเห็นวิว เห็นคลอง สนามหญ้า มันน่าจะสวยกว่าเห็นหน้าตัวเองหรือเปล่า ตั้งแต่ปี 2553 ที่เปิดโรงแรมมาก็ไม่มีคนบ่นเรื่องนี้ ก็เลยคิดว่าถ้าจะทำโรงแรมบูติก คุณก็ควรจะต้องเลือก ถ้าทำทุกอย่างตามแบบโรงแรมมาตรฐาน มันก็จะไม่มีอะไรน่าสนใจ”

บ้านใหม่ของครอบครัวพลทรัพย์ในย่านวังหลังสมัยกรุงศรีฯ ที่น่าอยู่จนต้องเปิดรีสอร์ตที่พักรับคนนอกเข้ามาอยู่ในชีวิตพวกเขา

ส่วนเรื่องเตียงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวกำหนดไว้แล้วเช่นกัน

“ห้องเราเป็นเตียงใหญ่หมด ไม่มีเตียงแยก เราเลือกมาตั้งแต่แรกแล้วครับว่าจะรับคู่รัก ถ้าเป็นเพื่อนก็ต้องเป็นเพื่อนสนิท แต่ถ้าคุณจะนอนแยก ผมไม่มีเตียงแบบนั้นให้ ต้องซื้อเตียงเสริมเพิ่มเพื่อจะนอนแยกกันครับ”

บ้านของลุงกับป้า

หากเสิร์ชชื่อ ‘บ้านท้ายวัง’ ในอินเทอร์เน็ต สิ่งที่คุณจะเจอคือคำสร้อยต่อท้ายซึ่งระบุที่พักต่างชนิดกัน บางแห่งเรียก ‘บ้านท้ายวัง โฮเทล’ บางแห่งเรียก ‘บ้านท้ายวัง รีสอร์ต’ ชวนสับสนว่าที่สุดแล้วที่พักในย่านท้ายวังหลวงของกรุงเก่าแห่งนี้จะนิยามว่าเป็นอะไรดี

“ไม่รู้สิ ผมก็เรียกบ้านตัวเองยาก” นี่คือคำตอบของกฤษฎา 

“พอเป็นรีสอร์ต มันก็ดูยิ่งใหญ่ไป จะเป็นเกสต์เฮาส์ มันก็ดูไม่ส่งเสริมต่อธุรกิจเรา เหมือนเป็นอีกเกรดหนึ่ง เราก็เลยเรียกรีสอร์ตเป็นหลัก เพราะหมวดหมู่ตามเว็บไซต์มันไม่มีให้เลือกอย่างอื่น เลยต้องเรียกรีสอร์ต”

ทว่าตามความรู้สึกส่วนตัวของเขาแล้ว ที่นี่ควรจะเป็น Lifestyle Hotel มากกว่าชื่ออื่นใดในสารบบ

“เพราะมันเหมือนกับคุณเข้ามาในชีวิตชาวอยุธยา ถ้าคุณมาพักที่นี่ คุณได้เห็นของที่คุณพ่อผมสะสม มาชมสวนที่คุณแม่ผมปลูกไว้ เข้ามาอยู่ในชีวิตพวกผม”

นั่นไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย เพราะคุณพ่อวิชัยกับคุณแม่ลัดดาวัลย์ยังคงดำเนินชีวิตประจำวันเป็นปกติ พักอยู่ในบ้านใต้ถุนหลังเดิมที่อยู่มาแต่ครั้งย้ายมาที่นี่แรก ๆ กินดื่มเหมือนที่เคยเป็นมาตลอด จะมีที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง ก็แค่เนื้อที่ครัวซึ่งต้องเพิ่มขนาด ให้มีแพนทรีสำหรับเก็บเครื่องครัวและเตรียมเครื่องดื่ม  กับชั้นสองที่ปรับเป็นแกลเลอรีสะสมวัตถุโบราณให้ลูกค้าเดินชมได้

บ้านใหม่ของครอบครัวพลทรัพย์ในย่านวังหลังสมัยกรุงศรีฯ ที่น่าอยู่จนต้องเปิดรีสอร์ตรับคนนอกเข้ามาอยู่ในชีวิตพวกเขา

“พ่อแม่ผมไม่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตเลย ลูกค้าก็จะเห็นชีวิตปกติ คอนเซ็ปต์ของเราก็คือ ‘ให้คุณเข้ามาอยู่ในชีวิตเรา’ อันนี้คือชีวิตมนุษย์จริง ๆ ในอยุธยา…มันไม่มีแล้วอยุธยาที่คุณเห็นในหนัง พวกบ้านทรงไทยแบบนั้น มันอยู่นอกเกาะเมืองออกไปนู่น อยุธยาวันนี้ที่ยังมีวิถีเดิมอยู่คือใต้ถุน ซึ่งมันก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชีวิตสมัยใหม่แบบนี้” กฤษฎาพูดขณะพาเรากลับจากแกลเลอรีมายังครัวชั้นล่าง 

บ้านใหม่ของครอบครัวพลทรัพย์ในย่านวังหลังสมัยกรุงศรีฯ ที่น่าอยู่จนต้องเปิดรีสอร์ตรับคนนอกเข้ามาอยู่ในชีวิตพวกเขา

หัวแรงสำคัญที่ดูแลบ้านท้ายวังคือเป็นบุพการีทั้งสองของกฤษฎา ทั้งคู่ดูแลแขกทุกกลุ่มทุกเชื้อชาติเป็นอย่างดีดุจดังลูกหลานแท้ ๆ ของพวกท่านเอง

“เซนส์ของคนไปเที่ยวคืออยากไปมีประสบการณ์แบบคนที่นั่น อย่างถ้าคุณไปเกียวโต คุณก็คงอยากใส่ชุดยูกาตะ นอนในเรียวกัง ถ้าคุณไปอักราในอินเดีย คุณก็อาจจะอยากนอนในอาคารที่เป็นหิน ส่วนที่นี่ถ้าคุณไปดูใน’เน็ต คุณจะเห็นว่าทุกคนจะเรียก ‘ลุง’ กับ ‘ป้า’ ก็เหมือนกับมานอนบ้านผม คุณมาที่บ้านผม พ่อแม่ผมกินอะไร คุณก็จะได้กินแบบนั้น”

ลูกชาย ‘ลุง’ กับ ‘ป้า’ ยังเล่าอีกว่าเมนูอาหารเช้าอย่างข้าวต้ม หมูปิ้ง และไส้กรอก ที่เราได้เลือกกินเมื่อเช้านี้เป็นฝีมือของคุณแม่ลัดดาวัลย์ หรือป้าของบรรดาแขกบ้านท้ายวัง เป็นด้วยระยะทางจากที่พักที่ค่อนข้างไกลจากร้านอาหาร ป้าจึงอาสาทำอาหารให้เติมพลังก่อนออกไปเที่ยวชมโบราณสถานในวันใหม่ และก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจำนวนผู้เข้าพักยังมีมากกว่านี้ ป้าก็ทำอาหารขายให้แขกที่มาพักเพื่ออำนวยความอิ่มหนำถึงปากท้องหลาน ๆ ทุกคน

ไม่แปลกเลยที่กฤษฎาจะคุยให้ฟังว่า Lifestyle Hotel ของครอบครัวเขามีแขกมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาพักผ่อนไม่เคยขาด วันธรรมดาที่นี่จะได้รับการเติมเต็มด้วยลูกค้าฝรั่งมังค่า และในวันหยุดสุดสัปดาห์ ห้องพักที่ว่างอยู่ก็มักจะถูกจองเกลี้ยงด้วยลูกค้าคนไทยที่มาเที่ยวไหว้พระ 9 วัด บางคนติดอกติดใจถึงกับมาเป็นลูกค้าขาประจำเลยก็มี

บ้านใหม่ของครอบครัวพลทรัพย์ในย่านวังหลังสมัยกรุงศรีฯ ที่น่าอยู่จนต้องเปิดรีสอร์ตรับคนนอกเข้ามาอยู่ในชีวิตพวกเขา

“วันไหนว่างก็แวะมาทานน้ำนะลูก มาเที่ยวอยุธยา”

เสียงลุงวิชัยเลือนหายไปพร้อมกับลมเอื่อยที่นำเรากลับสู่ปัจจุบันขณะอีกครั้ง ภาพใบบัวที่ลอยเกลื่อนคลอง ตุ๊กตากระเบื้องรูปช้างเรียงรายบนขั้นบันได ไม้ใหญ่ในสวน เครื่องเรือนล่องชาด และอื่น ๆ อีกมากมายที่พบได้เฉพาะที่นี่ กำลังจะเป็นอดีตไปในทันทีที่เราก้าวผ่านรั้วบ้านนี้ไป

เราโบกมือลาบ้านทรงจั่วหลังใหญ่ พลันให้สัญญาใจกับครอบครัวพลทรัพย์ว่าไม่ช้าก็เร็ว เราจะต้องหวนกลับมาที่บ้านท้ายวังแห่งนี้อีกแน่นอน

บ้านท้ายวัง (Baan Tye Wang)

ที่ตั้ง : ชุมชนโรงเหล้า ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา (แผนที่)

โทรศัพท์ : 088 695 7320 , 035-323-001

Facebook : Baan Tye Wang 

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load