อะไรบ้างที่สามารถบ่งบอกความเป็นจังหวัดนั้นๆ ได้

สถานที่ท่องเที่ยว

อาหาร

ของที่ระลึก

เราขอเติมตัวเลือก ‘โรงแรม’ อีกสักข้อ

หากใครเคยมาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ หอนาฬิกา ตัวเมืองจังหวัดเชียงรายคงเคยผ่านตา ‘โรงแรมสุขนิรันดร์’ มาบ้าง

โรงแรมเก่าแก่ของจังหวัดอายุกว่า 57 ปี ได้ที่เคยต้อนรับแขกคนสำคัญของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี มาแล้ว จึงไม่แปลกที่โรงแรมแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่ชาวเชียงรายคุ้นเคย และเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเหนือสุดในสยามนี้ไปแล้ว

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

หากคุณเดินผ่านหน้าโรงแรมวันนี้ อาจไม่คุ้นชินกับโรงแรมสุขนิรันดร์โฉมใหม่ ที่เพิ่งผ่านการแปลงโฉมมาหมาดๆ 

ดูดีขึ้น แต่กลิ่นอายยังคงเดิม

“ตอนที่คนเชียงรายรู้ว่าจะมีการปรับปรุงโรงแรม ครูสมัยประถมของเราคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่า สวยมาก เขาดีใจแทนคนเชียงรายที่เรายังเก็บตึกเก่าไว้อยู่ และเรายังคงเอกลักษณ์ไว้”

ส้ม-สุธาสินี จิตรสกุล ทายาทรุ่นที่ 4 ของ ‘โรงแรมสุขนิรันดร์’ เล่า

ส้มคือเด็กเชียงรายที่ไปเรียนการบริการไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์ หลักสูตรที่เธอเรียนมีชื่อยาวๆ ว่า Master of Business Administration in International Hospitality and Service Industries Management with Leadership 

ที่นั้นไม่เพียงแค่การโรงแรมเท่านั้น แต่ส้มได้เรียนแทบทุกมิติของ ‘การบริการ’ เลยก็ว่าได้ 

แม้ไม่ได้เป็นตั่วซุงของตระกูล แต่การเป็นหลานคนโตก็ทำให้ส้มอดไม่ได้ที่กลับมาช่วยดูแลกิจการโรงแรมของครอบครัว 

ท่ามกลางโรงแรมหลายแห่งของตระกูล เธอเลือกที่จะรับช่วงต่อดูแลโรงแรมสุขนิรันดร์ โรงแรมเก่าแก่ของเมืองเชียงรายที่เธอเคยมาวิ่งเล่นกับอากง ประเสริฐ จิตรสกุล ผู้ก่อตั้งโรงแรมแห่งนี้ ตั้งแต่เด็ก 

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

“โรงแรมนี้อยู่กลางเมือง คุณพ่อ (เรืองชัย จิตรสกุล) จะพูดเสมอว่ามันคือพื้นที่สิบดาว ถ้าเรามีของดีๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมก็น่าเสียดาย” ส้มเล่า

ไอเดียที่ทายาทโรงแรมเสนอทำให้อากงต้องอึ้ง เมื่อเธอตัดสินใจรีโนเวตโรงแรมรักของอากงจาก 100 ห้อง ให้เหลือเพียง 52 ห้อง

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

จำนวนห้องที่หายไปเท่ากับจำนวนเงินที่หายไป คือเสียงค้านของคุณปู่นักธุรกิจ แต่หลานสาวยืนยันว่าคุณภาพคือสิ่งที่เธอเลือก เธออยากยกระดับมาตรฐานโรงแรมขึ้นเป็น Luxury Boutique Hotel และบริการแขกทุกคนให้ดีที่สุด 

“เราเป็นคนชอบเที่ยวตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาเราไปเที่ยวเราก็จะเห็นว่าการบริการเมืองนอกมันดีมาก เราก็จะชอบ เราก็อยากจะกลับมาทำโรงแรมเราให้ดีอย่างนี้”

ด่านแรกผ่านไปแล้ว ส้มบอกว่าวันที่สำคัญที่สุดของเธอไม่ใช่วันที่เธอเดินไปเล่าโครงการนี้ให้อากงหรือพ่อแม่ฟัง แต่คือวันที่เธอต้องเดินไปบอกพนักงานนับ 10 ชีวิต ที่อยู่กับโรงแรมมาอย่างยาวนานว่าโรงแรมต้องปิดลงชั่วคราวเพื่อแผนการในอนาคต

“พนักงานบางคนทำงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนร้องไห้หลายคน เราก็ถามเขาว่าในเมื่อโรงแรมปิดแต่เราไม่ได้ทิ้งเขา เราก็ให้ย้ายไปทำงานที่โรงแรมอื่น แล้วทำไมเขาถึงร้องไห้ เขาก็บอกว่าเขาผูกพันกับที่นี่ ที่นี่เปิดมา 57 ปี เขาทำงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ตั้งแต่เรียนจบชีวิตเขาอยู่ที่นี่มาโดยตลอด เขาร้องไห้เพราะเขาผูกพันกับสถานที่” 

ผู้บริหารรุ่นใหม่เล่าถึงคนสำคัญของสุขนิรันดร์

ลำดับถัดไปคือการออกแบบจัดการอาคาร การทุบโรงแรมเก่าทำเลดีทิ้งแล้วสร้างใหม่ ง่ายกว่าการรีโนเวตมาก แต่เหตุผลที่ทายาทโรงแรมเก่าแก่เลือกเก็บรักษาสุขนิรันดร์แบบดั้งเดิมไว้คืออะไร

“มันเป็นที่แรกที่อากงเก็บหอมรอมริบเงินมาสร้าง มันมีรากเหง้าของตระกูลอยู่” 

ส้มกล่าวอย่างภูมิใจ

ฉะนั้น โจทย์ใหญ่สำหรับสถาปนิกผู้เข้ามาแปลงโฉมสุขนิรันดร์ใหม่ หนึ่งคือ เก็บโครงสร้างไว้ อยากให้โรงแรมเก่าอย่างมีคุณค่า เพียงแต่แต่งหน้าทาปากใหม่ ให้ที่พักสวยงามเหมาะกับกาลเวลา ส่วนประกอบวินเทจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสีส้มที่พื้น เก้าอี้หวาย โคมไฟหัวเตียง ก็ถูกเก็บรักษาไว้หมด

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

สองคือ อยากให้ผู้เข้าพักรู้สึกว่ากำลังอยู่ที่ภาคเหนือ  

“เราอยากให้แขกรู้สึกว่าเขานอนอยู่ที่เชียงราย การเข้าไปโรงแรมใหญ่ๆ บางทีเราไม่รู้เลยว่าที่นี่คือที่ไหน แต่โรงแรมนี้พยายามจะใส่อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับภาคเหนือ เช่น เพลงกล่อมเด็กภาษาเหนือตรงหัวเตียง รูปนาฬิกาในห้องนอน (อีกหนึ่งหอนาฬิกาเอกลักษณ์ของเชียงราย) ถ้าสังเกตดีๆ นาฬิกาจะบ่งบอกเวลาสิบโมงกว่าๆ เหมือนรอยยิ้ม เพราะอยากให้ช่วงเวลาที่อยู่สุขนิรันดร์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข” 

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

สามคือ ต้องอยู่สบาย อยู่แล้วเหมือนอยู่บ้าน ให้โรงแรมเป็นดั่งบ้านของอากงที่หลานกลับมาอยู่ 

“ใครมาพักก็อยากให้รู้สึกว่าเขากลับมาพักบ้านต่างจังหวัดของผู้ใหญ่ที่มีความอบอุ่นด้วยการบริการที่ดีที่สุด” ผู้บริหารรุ่นสามกล่าวพร้อมยิ้มน้อยๆ 

ผลลัพธ์คืออาคารสีขาวเรียบหรูใจกลางเมืองเชียงรายที่เราแทบจำไม่ได้คือว่าโรงแรมสุขนิรันดร์ที่เคยเห็น หากแต่เพียงเดินเข้ามาสัมผัสก็จะรู้ว่านี่คือสุขนิรันดร์คนเดิม เพิ่มเติมคืองดงามขึ้น 

สุขนิรันดร์โฉมใหม่มีห้องสมุด ฟิตเนส แกลเลอรี่ที่เก็บประวัติศาสตร์ของสุขนิรันดร์เก่าไว้ในรูปภาพ

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

ร้านอาหาร 2 ร้านคือร้านอาหาร ‘ในความทรงจำ’ เน้นอาหารแนว Home Cooking สไตล์ยุโรป สำหรับลูกค้าต่างชาติที่คิดถึงอาหารแบบที่บ้าน ส้มแอบกระซิบว่า Mac&Cheeze และ Muchroom Barley Risotto คือสองเมนูเด็ดสำหรับเธอ 

ส่วนใครที่ทานมังสวิรัติก็ไม่ต้องห่วง เพราะที่นี่มีหลายเมนูให้เลือกทานได้อร่อยตามใจชอบ 

ร้านอาหาร ‘ในความทรงจำ’

ที่พิเศษไปกว่านั้นคือที่นี่มีชาหลากหลายชนิดให้เลือกชิม เช่น ชามะลิ ชาแอปเปิ้ล ชาคาราเมล ชาฉุยฟง ฯลฯ ชาแทบทั้งหมดเป็นผลผลิตในท้องที่ และคุณลิ้มลองชาอบถ่านที่อากงอายุ 95 ปี ของส้มชอบดื่มได้อีกด้วย

ชา

อีกร้านคือ ‘นิรันดร’ ร้านอาหารเหนือรสชาติเจียงฮายแต้ๆ ส้มเน้นว่าที่นี่ตั้งใจบริการอาหารเหนือที่ชาวเชียงรายทานกันในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เมนูฮิตของนักท่องเที่ยว 

น้ำพริกข่า ลาบคั่ว แกงกระด้าง แหนมทอด หมูยอ หมูทอดเชียงราย แกงอ่อม ผักกาดจอ ข้าวกั้นจิ้น คือตัวอย่างของเมนูที่ว่า

‘นิรันดร’ ร้านอาหารเหนือ

ร้านอาหารทั้งสองคุณภาพคับแก้ว การันตีโดย Executive Chef ฝีมือระดับประเทศ ที่รับหน้าที่ดูแลรสชาติและคุณภาพของอาหารทุกจานให้ออกมาดีที่สุด

ในการรีโนเวตครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแต่งตัวโรงแรมใหม่ด้วยของคุณภาพส่งออกทั้งสิ้นแล้ว ‘การบริการที่ดี’ คืออีกหนึ่งสิ่งที่เธอย้ำชัดตั้งแต่นาทีแรกที่คุยกัน

“มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้คำถามก่อนไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ว่า ‘การบริการแบบสวิสกับญี่ปุ่นต่างกันยังไง’ พอกลับมาก็รู้ว่าสวิสจะทำทุกอย่างให้เป็นระบบ การคุมคนระดับแมส ระบบเขาดีกว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นคนจะบริการดีมากๆ แต่ทำได้ในสเกลน้อย ในเมื่อเรารู้ศาสตร์ทั้งสองอย่าง เราเลยอยากนำมาผสมกัน” ส้มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการบริการที่ดีมากตั้งแต่ก้าวแรกที่เราก้าวเท้าเข้ามา

หนังสือ สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน

ส้มซื้อหนังสือ สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน ซึ่งเล่าเรื่องราวของการบริการแบบญี่ปุ่นมาเพื่อแจกพนักงานทุกคน 

“หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณอยากมอบความสุขให้คนอื่นบ้าง” นี่คือสิ่งที่กล่าวไว้บริเวณหน้าปกซึ่งทำเอาเราอดยิ้มไม่ได้

“เขามีความพยายามในการให้บริการที่เยอะมาก มันไม่ใช่แค่ตามในหนังสือ ตามในระบบ มันมากกว่า คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ตอนอ่านหนังสือเล่มนี้เราก็ร้องไห้ พอมีโรงแรมเป็นของตัวเองจึงไปสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้มาให้ทุกคนอ่าน” 

เมื่อเราถามถึงบทที่ชอบ ส้มกล่าวว่าน่าจะเป็นการดีกว่าที่จะให้พนักงานของเธอเล่าถึงส่วนนี้แทน

“มีคนมาถามว่ามีรถไฟไปอีกเมืองมีรอบสุดท้ายกี่โมง ผลคือรถไฟจากสถานีในวันนั้นหมดแล้ว พนักงานจึงแนะนำให้ไปขึ้นอีกสถานีหนึ่ง โดยมีพนักงานนั่งแท็กซี่ไปส่ง”

‘เจน’ หนึ่งในพนักงานของโรงแรม ยกตัวอย่างการบริการขั้นกว่าที่นึกได้

เสน่ห์ของงานบริการสำหรับส้มคืออะไร เราถามหญิงสาวที่มีไฟกับงานบริการมากที่สุดคนหนึ่งที่เราเคยเจอ

 “การที่ได้เห็นรอยยิ้มของแขก เราบอกน้องๆ ว่า ไม่อยากให้บริการเขาเหมือนพนักงานที่บริการลูกค้า แต่เหมือนคนที่เราอยากดูแล”

พนักงานสุขนิรันดร์ล้วนมีข้อมูลของสถานที่รอบโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของร้านสะดวกซื้อ หรือเส้นทางกลับโรงแรมจากจุดท่องเที่ยวต่างๆ จึงบอกทางแขกได้อย่างเจ้าบ้านผู้รู้จริง

จากแต่ก่อนที่คนมาเข้าพักโรงแรมมักเป็นบุคคลสำคัญ สำหรับสุขนิรันดร์โฉมใหม่ เจ้าของโรงแรมอยากให้ใครเข้าพักมากที่สุด ส้มยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบว่า 

“คนที่มาพักเป็นใครก็ได้ แต่เราจะดูแลเขาดั่งคนสำคัญของเรา”

อะไรบ้างที่สามารถบ่งบอกความเป็นจังหวัดนั้นๆ ได้

สถานที่ท่องเที่ยว

อาหาร

ของที่ระลึก

เราขอเติมตัวเลือก ‘โรงแรม’ อีกสักข้อ

หากใครเคยมาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ หอนาฬิกา ตัวเมืองจังหวัดเชียงรายคงเคยผ่านตา ‘โรงแรมสุขนิรันดร์’ มาบ้าง

โรงแรมเก่าแก่ของจังหวัดอายุกว่า 57 ปี ได้ที่เคยต้อนรับแขกคนสำคัญของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี มาแล้ว จึงไม่แปลกที่โรงแรมแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่ชาวเชียงรายคุ้นเคย และเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเหนือสุดในสยามนี้ไปแล้ว

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

หากคุณเดินผ่านหน้าโรงแรมวันนี้ อาจไม่คุ้นชินกับโรงแรมสุขนิรันดร์โฉมใหม่ ที่เพิ่งผ่านการแปลงโฉมมาหมาดๆ 

ดูดีขึ้น แต่กลิ่นอายยังคงเดิม

“ตอนที่คนเชียงรายรู้ว่าจะมีการปรับปรุงโรงแรม ครูสมัยประถมของเราคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่า สวยมาก เขาดีใจแทนคนเชียงรายที่เรายังเก็บตึกเก่าไว้อยู่ และเรายังคงเอกลักษณ์ไว้”

ส้ม-สุธาสินี จิตรสกุล ทายาทรุ่นที่ 4 ของ ‘โรงแรมสุขนิรันดร์’ เล่า

ส้มคือเด็กเชียงรายที่ไปเรียนการบริการไกลถึงสวิตเซอร์แลนด์ หลักสูตรที่เธอเรียนมีชื่อยาวๆ ว่า Master of Business Administration in International Hospitality and Service Industries Management with Leadership 

ที่นั้นไม่เพียงแค่การโรงแรมเท่านั้น แต่ส้มได้เรียนแทบทุกมิติของ ‘การบริการ’ เลยก็ว่าได้ 

แม้ไม่ได้เป็นตั่วซุงของตระกูล แต่การเป็นหลานคนโตก็ทำให้ส้มอดไม่ได้ที่กลับมาช่วยดูแลกิจการโรงแรมของครอบครัว 

ท่ามกลางโรงแรมหลายแห่งของตระกูล เธอเลือกที่จะรับช่วงต่อดูแลโรงแรมสุขนิรันดร์ โรงแรมเก่าแก่ของเมืองเชียงรายที่เธอเคยมาวิ่งเล่นกับอากง ประเสริฐ จิตรสกุล ผู้ก่อตั้งโรงแรมแห่งนี้ ตั้งแต่เด็ก 

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

“โรงแรมนี้อยู่กลางเมือง คุณพ่อ (เรืองชัย จิตรสกุล) จะพูดเสมอว่ามันคือพื้นที่สิบดาว ถ้าเรามีของดีๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติมก็น่าเสียดาย” ส้มเล่า

ไอเดียที่ทายาทโรงแรมเสนอทำให้อากงต้องอึ้ง เมื่อเธอตัดสินใจรีโนเวตโรงแรมรักของอากงจาก 100 ห้อง ให้เหลือเพียง 52 ห้อง

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

จำนวนห้องที่หายไปเท่ากับจำนวนเงินที่หายไป คือเสียงค้านของคุณปู่นักธุรกิจ แต่หลานสาวยืนยันว่าคุณภาพคือสิ่งที่เธอเลือก เธออยากยกระดับมาตรฐานโรงแรมขึ้นเป็น Luxury Boutique Hotel และบริการแขกทุกคนให้ดีที่สุด 

“เราเป็นคนชอบเที่ยวตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาเราไปเที่ยวเราก็จะเห็นว่าการบริการเมืองนอกมันดีมาก เราก็จะชอบ เราก็อยากจะกลับมาทำโรงแรมเราให้ดีอย่างนี้”

ด่านแรกผ่านไปแล้ว ส้มบอกว่าวันที่สำคัญที่สุดของเธอไม่ใช่วันที่เธอเดินไปเล่าโครงการนี้ให้อากงหรือพ่อแม่ฟัง แต่คือวันที่เธอต้องเดินไปบอกพนักงานนับ 10 ชีวิต ที่อยู่กับโรงแรมมาอย่างยาวนานว่าโรงแรมต้องปิดลงชั่วคราวเพื่อแผนการในอนาคต

“พนักงานบางคนทำงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ของเขา สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีคนร้องไห้หลายคน เราก็ถามเขาว่าในเมื่อโรงแรมปิดแต่เราไม่ได้ทิ้งเขา เราก็ให้ย้ายไปทำงานที่โรงแรมอื่น แล้วทำไมเขาถึงร้องไห้ เขาก็บอกว่าเขาผูกพันกับที่นี่ ที่นี่เปิดมา 57 ปี เขาทำงานมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ตั้งแต่เรียนจบชีวิตเขาอยู่ที่นี่มาโดยตลอด เขาร้องไห้เพราะเขาผูกพันกับสถานที่” 

ผู้บริหารรุ่นใหม่เล่าถึงคนสำคัญของสุขนิรันดร์

ลำดับถัดไปคือการออกแบบจัดการอาคาร การทุบโรงแรมเก่าทำเลดีทิ้งแล้วสร้างใหม่ ง่ายกว่าการรีโนเวตมาก แต่เหตุผลที่ทายาทโรงแรมเก่าแก่เลือกเก็บรักษาสุขนิรันดร์แบบดั้งเดิมไว้คืออะไร

“มันเป็นที่แรกที่อากงเก็บหอมรอมริบเงินมาสร้าง มันมีรากเหง้าของตระกูลอยู่” 

ส้มกล่าวอย่างภูมิใจ

ฉะนั้น โจทย์ใหญ่สำหรับสถาปนิกผู้เข้ามาแปลงโฉมสุขนิรันดร์ใหม่ หนึ่งคือ เก็บโครงสร้างไว้ อยากให้โรงแรมเก่าอย่างมีคุณค่า เพียงแต่แต่งหน้าทาปากใหม่ ให้ที่พักสวยงามเหมาะกับกาลเวลา ส่วนประกอบวินเทจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสีส้มที่พื้น เก้าอี้หวาย โคมไฟหัวเตียง ก็ถูกเก็บรักษาไว้หมด

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

สองคือ อยากให้ผู้เข้าพักรู้สึกว่ากำลังอยู่ที่ภาคเหนือ  

“เราอยากให้แขกรู้สึกว่าเขานอนอยู่ที่เชียงราย การเข้าไปโรงแรมใหญ่ๆ บางทีเราไม่รู้เลยว่าที่นี่คือที่ไหน แต่โรงแรมนี้พยายามจะใส่อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับภาคเหนือ เช่น เพลงกล่อมเด็กภาษาเหนือตรงหัวเตียง รูปนาฬิกาในห้องนอน (อีกหนึ่งหอนาฬิกาเอกลักษณ์ของเชียงราย) ถ้าสังเกตดีๆ นาฬิกาจะบ่งบอกเวลาสิบโมงกว่าๆ เหมือนรอยยิ้ม เพราะอยากให้ช่วงเวลาที่อยู่สุขนิรันดร์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข” 

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

สามคือ ต้องอยู่สบาย อยู่แล้วเหมือนอยู่บ้าน ให้โรงแรมเป็นดั่งบ้านของอากงที่หลานกลับมาอยู่ 

“ใครมาพักก็อยากให้รู้สึกว่าเขากลับมาพักบ้านต่างจังหวัดของผู้ใหญ่ที่มีความอบอุ่นด้วยการบริการที่ดีที่สุด” ผู้บริหารรุ่นสามกล่าวพร้อมยิ้มน้อยๆ 

ผลลัพธ์คืออาคารสีขาวเรียบหรูใจกลางเมืองเชียงรายที่เราแทบจำไม่ได้คือว่าโรงแรมสุขนิรันดร์ที่เคยเห็น หากแต่เพียงเดินเข้ามาสัมผัสก็จะรู้ว่านี่คือสุขนิรันดร์คนเดิม เพิ่มเติมคืองดงามขึ้น 

สุขนิรันดร์โฉมใหม่มีห้องสมุด ฟิตเนส แกลเลอรี่ที่เก็บประวัติศาสตร์ของสุขนิรันดร์เก่าไว้ในรูปภาพ

สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย
สุขนิรันดร์ โรงแรมรุ่นคุณปู่ในเชียงรายที่หลานแปลงโฉมใหม่เป็นบูติกโฮเทล เชียงราย

ร้านอาหาร 2 ร้านคือร้านอาหาร ‘ในความทรงจำ’ เน้นอาหารแนว Home Cooking สไตล์ยุโรป สำหรับลูกค้าต่างชาติที่คิดถึงอาหารแบบที่บ้าน ส้มแอบกระซิบว่า Mac&Cheeze และ Muchroom Barley Risotto คือสองเมนูเด็ดสำหรับเธอ 

ส่วนใครที่ทานมังสวิรัติก็ไม่ต้องห่วง เพราะที่นี่มีหลายเมนูให้เลือกทานได้อร่อยตามใจชอบ 

ร้านอาหาร ‘ในความทรงจำ’

ที่พิเศษไปกว่านั้นคือที่นี่มีชาหลากหลายชนิดให้เลือกชิม เช่น ชามะลิ ชาแอปเปิ้ล ชาคาราเมล ชาฉุยฟง ฯลฯ ชาแทบทั้งหมดเป็นผลผลิตในท้องที่ และคุณลิ้มลองชาอบถ่านที่อากงอายุ 95 ปี ของส้มชอบดื่มได้อีกด้วย

ชา

อีกร้านคือ ‘นิรันดร’ ร้านอาหารเหนือรสชาติเจียงฮายแต้ๆ ส้มเน้นว่าที่นี่ตั้งใจบริการอาหารเหนือที่ชาวเชียงรายทานกันในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เมนูฮิตของนักท่องเที่ยว 

น้ำพริกข่า ลาบคั่ว แกงกระด้าง แหนมทอด หมูยอ หมูทอดเชียงราย แกงอ่อม ผักกาดจอ ข้าวกั้นจิ้น คือตัวอย่างของเมนูที่ว่า

‘นิรันดร’ ร้านอาหารเหนือ

ร้านอาหารทั้งสองคุณภาพคับแก้ว การันตีโดย Executive Chef ฝีมือระดับประเทศ ที่รับหน้าที่ดูแลรสชาติและคุณภาพของอาหารทุกจานให้ออกมาดีที่สุด

ในการรีโนเวตครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแต่งตัวโรงแรมใหม่ด้วยของคุณภาพส่งออกทั้งสิ้นแล้ว ‘การบริการที่ดี’ คืออีกหนึ่งสิ่งที่เธอย้ำชัดตั้งแต่นาทีแรกที่คุยกัน

“มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้คำถามก่อนไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ว่า ‘การบริการแบบสวิสกับญี่ปุ่นต่างกันยังไง’ พอกลับมาก็รู้ว่าสวิสจะทำทุกอย่างให้เป็นระบบ การคุมคนระดับแมส ระบบเขาดีกว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นคนจะบริการดีมากๆ แต่ทำได้ในสเกลน้อย ในเมื่อเรารู้ศาสตร์ทั้งสองอย่าง เราเลยอยากนำมาผสมกัน” ส้มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการบริการที่ดีมากตั้งแต่ก้าวแรกที่เราก้าวเท้าเข้ามา

หนังสือ สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน

ส้มซื้อหนังสือ สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน ซึ่งเล่าเรื่องราวของการบริการแบบญี่ปุ่นมาเพื่อแจกพนักงานทุกคน 

“หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณอยากมอบความสุขให้คนอื่นบ้าง” นี่คือสิ่งที่กล่าวไว้บริเวณหน้าปกซึ่งทำเอาเราอดยิ้มไม่ได้

“เขามีความพยายามในการให้บริการที่เยอะมาก มันไม่ใช่แค่ตามในหนังสือ ตามในระบบ มันมากกว่า คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ตอนอ่านหนังสือเล่มนี้เราก็ร้องไห้ พอมีโรงแรมเป็นของตัวเองจึงไปสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้มาให้ทุกคนอ่าน” 

เมื่อเราถามถึงบทที่ชอบ ส้มกล่าวว่าน่าจะเป็นการดีกว่าที่จะให้พนักงานของเธอเล่าถึงส่วนนี้แทน

“มีคนมาถามว่ามีรถไฟไปอีกเมืองมีรอบสุดท้ายกี่โมง ผลคือรถไฟจากสถานีในวันนั้นหมดแล้ว พนักงานจึงแนะนำให้ไปขึ้นอีกสถานีหนึ่ง โดยมีพนักงานนั่งแท็กซี่ไปส่ง”

‘เจน’ หนึ่งในพนักงานของโรงแรม ยกตัวอย่างการบริการขั้นกว่าที่นึกได้

เสน่ห์ของงานบริการสำหรับส้มคืออะไร เราถามหญิงสาวที่มีไฟกับงานบริการมากที่สุดคนหนึ่งที่เราเคยเจอ

 “การที่ได้เห็นรอยยิ้มของแขก เราบอกน้องๆ ว่า ไม่อยากให้บริการเขาเหมือนพนักงานที่บริการลูกค้า แต่เหมือนคนที่เราอยากดูแล”

พนักงานสุขนิรันดร์ล้วนมีข้อมูลของสถานที่รอบโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของร้านสะดวกซื้อ หรือเส้นทางกลับโรงแรมจากจุดท่องเที่ยวต่างๆ จึงบอกทางแขกได้อย่างเจ้าบ้านผู้รู้จริง

จากแต่ก่อนที่คนมาเข้าพักโรงแรมมักเป็นบุคคลสำคัญ สำหรับสุขนิรันดร์โฉมใหม่ เจ้าของโรงแรมอยากให้ใครเข้าพักมากที่สุด ส้มยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบว่า 

“คนที่มาพักเป็นใครก็ได้ แต่เราจะดูแลเขาดั่งคนสำคัญของเรา”

Writer

เทวรักษ์ รุ่งเรืองวิรัชกิจ

สาวอวบระยะสุดท้ายผู้หลงรักคาปูชิโน่เย็น สิ่งของจุกจิก เสื้อผ้าวินเทจ เเละเสียงเพลงในวันฝนพรำ

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Have a Nice Stay

รวมที่พักแนวคิดดีที่น่าไปนอนทำความรู้จัก

ที่พักหายใจ

คือคำที่เกิดขึ้นในความคิดหลังจากมา ‘บ้านกรอด้าย’ เกสต์เฮาส์เล็กๆ บนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 

และไม่มีคำไหนจะเหมาะกับที่นี่ไปมากกว่านี้ เพราะความคิดที่แตกต่างของ อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์ ทำให้เธอและเขาตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของครอบครัวบนเกาะเมืองอยุธยา เป็นเกสต์เฮาส์ที่ทำให้ผู้เข้าพักได้พบความสงบผ่านลมหายใจ และสงบมากพอที่ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก

อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์

อ้อ และ ป๊อน เป็นคู่รักที่ค้นพบความสงบผ่านแนวทางการเจริญสติและปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ และกลับมาใช้ชีวิตสงบเรียบง่าย ด้วยการเปิดเกสต์เฮาส์ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของอ้อ โดยนำหลักเจริญสติและปฏิบัติธรรมมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบที่พักของพวกเขาด้วย

“เราสองคนชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม การเจริญสติ และต้องการใช้ชีวิตที่สงบ พอมีโอกาสกลับมาอยู่อยุธยา เราเลยอยากเลือกอาชีพที่ส่งเสริมกับแนวทางการปฏิบัติของเรา มองหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความคิดเยอะ ไม่มีความซับซ้อนหรือมีกลยุทธ์อะไรมาก และมอบชีวิตที่เรียบง่ายให้กับเราได้ เลยเกิดความคิดที่จะทำเกสต์เฮาส์ขึ้นมา” 

ชายหนุ่มเริ่มต้นอธิบายจุดเริ่มต้นของบ้านกรอด้าย, เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของอยุธยา ซึ่งเคยผลิตผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นจำนวนมากภายใต้ตรา ‘สิงห์เดี่ยว’ ก่อตั้งโดย คุณยายสุมล สุขปรีชา

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เดิมเคยเป็นโรงทอผ้าของคุณยายอ้อค่ะ ตอนแรกโรงงานเคยตั้งอยู่ที่ตลาดหัวรอ ชื่อโรงงานทอผ้าไทย ต่อมาเขาไม่ให้มีเครื่องจักรอยู่ตรงนั้น เลยย้ายโรงงานมาตั้งที่นี่ตอน พ.ศ. 2497 แล้วก็จดทะเบียนชื่อ ห้างหุ้นส่วนสุมลการทออยุธยา เป็นชื่อของคุณยายอ้อเอง ต่อมาทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้ใช้สารเคมีย้อมผ้าบนตัวเกาะ ตัวโรงงานก็เลยต้องย้ายอีก

“คราวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแกรนด์ พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บไม้และเก็บของต่างๆ จนช่วงประมาณ พ.ศ. 2538 ธุรกิจทอผ้าที่อยุธยาเริ่มซบเซา เพราะการนำเข้าผ้ามีราคาถูกกว่า หลายโรงงานก็เริ่มปิดตัว รวมถึงโรงงานของเราด้วย พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บของที่ถูกปล่อยรกร้างเกือบยี่สิบปี”

“ตอนอ้อยังเด็กก็เข้ามาช่วยงานคุณยายที่โรงงานบ่อยๆ คอยเป็นเด็กกรอด้าย ซึ่งเป็นคำที่ฟังแล้วไพเราะดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเกสต์เฮาส์ว่าบ้านกรอด้าย” อ้อเล่าความทรงจำของเธอต่อสถานที่นี่ให้ฟัง 

จนกระทั่งทั้งคู่นำไอเดียของบ้านกรอด้ายไปปรึกษากับสถาปนิก

“คอนเซปต์ใหญ่ๆ คือเราต้องการให้ที่นี่โปร่ง สบาย ประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูง เพื่อใช้พื้นที่ด้านล่างปฏิบัติธรรม โดยสถานที่ก็ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมด้วยงบเท่าที่เรามี” ป๊อนส่งไอเดียออกแบบให้สถาปนิก

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ในที่สุดความคิดของพวกเขาก็แปลงร่างให้กลายเป็นความจริง

บ้านกรอด้ายเป็นอาคารยกสูงสีขาวสะอาดตา เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินเข้ามาข้างใน เราจะพบกับพื้นที่สีเขียวสงบกลางอาคารรูปทรงตัว L โดยมีบ้านไม้หลังเก่าตั้งอยู่ด้านในสุดของสวน หากตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี เราจะค่อยๆ ได้ยินเสียงน้ำไหล ประกอบกับเสียงนกนานาพันธุ์ที่ขับร้องอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดต่างๆ และหากลองตั้งใจสังเกตลมหายใจให้ดี เราจะค่อยๆ พบกับกลิ่นหอมบางๆ ของดอกชมนาดที่ปลูกไว้ในสวน ส่งกลิ่นหอมให้ชื่นหัวใจ

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เพราะผมเคยบวชมาก่อน ผมเลยพอจะเข้าใจว่าบรรยากาศแบบไหนเอื้อให้เกิดความสงบ ส่งเสริมการเจริญสติ ซึ่งส่วนตัวเราชอบฟังเสียงน้ำ ไม่จำเป็นต้องเห็นแม่น้ำหรือตัวน้ำก็ได้ ขอแค่ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกสงบลงได้ ส่วนสีเขียวก็ช่วยให้เกิดความสงบ เลยทำให้มีจุดที่มองออกจากตัวอาคารแล้วเห็นสวน ได้เจอกับสีเขียวของต้นไม้ บริเวณสวนตรงกลางเราก็ทำทางไว้เดินจงกรม เราตั้งใจให้ทางเดินเป็นดิน เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่า

“สังเกตว่าที่นี่มีความโปร่ง นอกจากช่วยให้ลมพัดเย็นสบายแล้ว ยังทำให้พื้นที่ไม่ดูแน่นหรือวุ่นวายจนเกินไป ของบางอย่างที่วางชิดกัน ถ้าเราวางแยกให้มันเกิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน มันก็เกิดเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราเลยพยายามให้ที่นี่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ” ป๊อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ขณะพาเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ด้วยความที่แต่เดิม สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังเก็บไม้และของเก่าจากโรงงานมาก่อน ไม้และของหลายอย่างที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้างก็ถูกนำออกมาใช้ เหมือนชุบชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นความทรงจำที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ตรงนี้มาก่อน เราเลยได้เห็นป้ายของโรงงานทอผ้าในยุคต่างๆ นำมาแขวนประดับบนผนัง แถมตัวผนังก็เกิดจากการนำไม้ที่ใช้กับเครื่องสืบผ้า ซึ่งมีรอยบากให้แหว่งเป็นช่องสำหรับเส้นด้าย นำมาวางเรียงจนเกิดเป็นแพตเทิร์นสวยงาม แผ่นไม้ต่างๆ ที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้าง ก็นำมาประกอบเป็นตั่งและเป็นพื้นทางเดินต่างๆ ภายในเกสต์เฮาส์

“ตอนแรกเราและสถาปนิกอยากเก็บโครงสร้างเดิม เพื่อคงความเป็นโรงงานทอผ้าเอาไว้ แต่พอเข้ามาดูโครงสร้างแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะโครงสร้างเริ่มเก่าจนผุ รับน้ำหนักไม่ไหว เลยตัดสินใจเก็บไว้บางส่วน เช่น แนวเสาต่างๆ รวมถึงบ้านไม้ในสวนที่เราทำเป็นห้องพระ หรือ ‘ห้องไม่ปรุงแต่ง’ เพื่อให้คนเข้ามานั่งสมาธิหรือใช้พื้นที่สงบ 

“เดิมบ้านไม้หลังนั้นเคยเป็นที่พักคนงาน หน้าต่างที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นก็เป็นของเดิม แต่ก็มีบางบานที่เราต้องใช้ของใหม่เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง” ชายหนุ่มเล่าการทำงานร่วมกับสถาปนิก

บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้ายมีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 คน จำนวน 4 ห้อง เลือกได้ทั้ง Twin Beds และ Double Bed ส่วนห้องพักครอบครัว สำหรับ 4 คน จำนวน 2 ห้อง ซึ่งทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร 

แต่ละห้องมีชื่อของตัวเองที่ป๊อนและอ้อตั้งใจตั้งชื่อเอาไว้

“เราตั้งชื่อห้องเรียงไปตั้งแต่ Peacefulness, Joyfulness, Happiness, Emptiness, Mindfulness และ Awareness” อ้ออธิบาย ก่อนป๊อนช่วยเสริม “คนที่เคยเจริญสติรู้ดีว่าการเจริญสติใหม่ๆ จะได้ความรู้สึกสงบก่อน แล้วเกิดความปีติ เกิดความสุขจากความว่าง เริ่มเกิดสติและความรู้ตัว ชื่อเหล่านี้เป็นลำดับการรับรู้จากการเจริญสติครับ”

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

นอกจากชื่อห้อง เรายังสังเกตว่าตามจุดต่างๆ ของบ้านกรอด้ายมีป้ายตัวอักษรที่มีกิมมิกน่ารักๆ ให้คนได้มีสติกับตัวเองผ่านลมหายใจ อย่างป้าย Breath Refill Here เป็นเหมือนจุดเติมลมหายใจ หรือตรงขั้นบันไดก่อนเดินเข้าห้องพักติดตัวอักษร Breath & Mind The Step ให้คนได้หยุดหายใจและมีสติกับตัวเอง ณ ขณะนั้น

ทุกรายละเอียดของทุกอย่างภายในบ้านกรอด้ายล้วนได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อให้ผู้มาพักได้หยุดอยู่กับลมหายใจตัวเอง และขณะที่เรากำลังพูดคุยกับอ้อและป๊อน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังไพเราะดังขึ้นเป็นเวลาชั่วครู่

เราทั้งหมดหยุดฟัง

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“เราได้ไอเดียจากหมู่บ้านพลัมครับ ที่นั่นทุกๆ สิบห้านาทีจะมีเสียงระฆังดัง ให้เราหยุดสิ่งที่ทำ เพื่อเตือนให้ตัวเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พอเสียงจบก็ค่อยกลับมาทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ” ป๊อนเล่าที่มาให้ฟังหลังสิ้นเสียงระฆัง

ภายในห้องพักก็มีการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบเช่นเดียวกัน 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกห้องภายในบ้านกรอด้ายไม่มีโทรทัศน์เลยสักห้อง รวมถึงตู้เย็นก็เช่นกัน

“เหตุผลที่เราไม่มีตู้เย็นให้ในห้อง เพราะเราอยากให้ที่นี่มีความรู้สึกของบ้าน เราเลยวางตู้เย็นไว้ใต้ถุน ให้เกิดความรู้สึกการแบ่งปัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ภายในห้อง เราอยากให้มีการเดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขนมกับกาแฟที่วางไว้ตรงส่วนกลาง เราก็ให้ทุกคนที่มาพักหยิบทานได้ตลอด โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ บางทีก็มีน้ำผลไม้และน้ำผักที่อ้อทำมาวางไว้ หรือใครที่รู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ก็นำมาวางด้วยกันได้ 

“ส่วนของส่วนตัวที่ผู้พักต้องการนำมาแช่ในตู้เย็น เราก็มีสติกเกอร์แปะเลขห้องแยกไว้ให้ด้วยค่ะ อาหารของที่นี่เราจะซื้อจากร้านในอยุธยา เพราะเราพยายามแนะนำร้านดีๆ ของคนท้องถิ่นให้ผู้มาพักได้รู้จัก และลองไปทานด้วยตัวเองเมื่อมีโอกาส” อ้ออธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“ก่อนจะเปิดเกสต์เฮาส์ เรามีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษากับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ถ้าเราจะทำธุรกิจอย่างนี้เราควรวางใจยังไง ท่านก็กรุณาแนะนำว่า หากเราปรารถนาให้คนมาที่นี่แล้วเกิดความสุข ทุกอย่างก็จะดีเอง เราก็จะโฟกัสกับความสุขของคนที่มาพัก ไม่ใช่โฟกัสว่าเราจะได้เงินจากเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่โฟกัสที่ความสุขของเขาอย่างเดียวจนตัวเราต้องทุกข์ใจ ก็ไม่ใช่นะครับ ตัวเราต้องมีความสุขก่อนด้วย เราถึงจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ 

“เราต้องรักษาความสุขของเราไว้ด้วย เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์การให้บริการของที่นี่ และที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่กัลยาณมิตร สำหรับผมและอ้อ เรามองทุกคนที่มาที่นี่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่มีคนมาพัก เราเหมือนได้เพื่อนใหม่ครับ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเรา 

“เด็กบางคนที่มาพักกับครอบครัวอยู่กันห้าถึงหกวัน บางคนเอาเกมมานั่งเล่นกับเรา พอจะกลับเขายกให้เราเลย บางคนช่วยงานแม่บ้านก็มีนะครับ ช่วยยกของต่างๆ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ หลังจากเขากลับไปแล้ว บางคนก็ยังติดต่อกันตลอดเหมือนเพื่อน” ป๊อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนอ้อจะช่วยเสริม “บางคนส่งเมล็ดดอกไม้มาให้เราปลูกด้วย เราก็ไม่น้อยหน้า ส่งเมล็ดผักกลับไปให้เขาปลูกบ้าง” เจ้าบ้านหัวเราะอารมณ์ดี

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“แม้ว่าทุกๆ อย่างของที่นี่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้ผู้ที่มาพักต้องทำตามทุกคนนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจ การเจริญสติเบื้องต้นก็คือความสงบ แต่โจทย์ของมันจริงๆ คือการยอมรับในทุกๆ สถานการณ์ เพราะชีวิตจริงมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติที่มีฝนตก มีแดดออก ซึ่งหลายอย่างเราก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่เราสามารถกลับมาอยู่กับลมหายใจ เห็นความคิดของตัวเราเอง จะช่วยให้เรารู้สึกสงบลง ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น และเราหวังว่าคนที่มาพักกับเรา เขากลับจากบ้านกรอด้ายไป เขาจะเกิดความสบายใจ และใช้ชีวิตข้างหน้าต่อไปได้ดียิ่งขึ้น” ป๊อนพูดทิ้งท้าย ขณะเขาและอ้อเดินมาส่งเรากลับด้วยรอยยิ้ม

การค้นพบที่พักหายใจ ทำให้เราสงบลงและมีกำลังใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตในลมหายใจต่อๆ ไปเช่นกัน

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้าย

ที่ตั้ง : 23/5 ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครพระนครศรีอยุธยา 13000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6771 7177

*บ้านกรอด้ายจัดกิจกรรมเจริญสติที่เกสต์เฮาส์ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลองปฏิบัติกันได้ ติดตามรายละเอียดและการสมัครได้ทาง Facrbook : บ้านกรอด้าย

ที่พักหายใจ

คือคำที่เกิดขึ้นในความคิดหลังจากมา ‘บ้านกรอด้าย’ เกสต์เฮาส์เล็กๆ บนเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา 

และไม่มีคำไหนจะเหมาะกับที่นี่ไปมากกว่านี้ เพราะความคิดที่แตกต่างของ อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์ ทำให้เธอและเขาตัดสินใจเปลี่ยนโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของครอบครัวบนเกาะเมืองอยุธยา เป็นเกสต์เฮาส์ที่ทำให้ผู้เข้าพักได้พบความสงบผ่านลมหายใจ และสงบมากพอที่ร่างกายและจิตใจได้หยุดพัก

อ้อ-กฤตยา พรรคอนันต์ และ ป๊อน-บุณยวัฒน์ สมทัศน์

อ้อ และ ป๊อน เป็นคู่รักที่ค้นพบความสงบผ่านแนวทางการเจริญสติและปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่แล้วทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่กรุงเทพฯ และกลับมาใช้ชีวิตสงบเรียบง่าย ด้วยการเปิดเกสต์เฮาส์ที่เมืองพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของอ้อ โดยนำหลักเจริญสติและปฏิบัติธรรมมาเป็นไอเดียหลักในการออกแบบที่พักของพวกเขาด้วย

“เราสองคนชอบเรื่องการปฏิบัติธรรม การเจริญสติ และต้องการใช้ชีวิตที่สงบ พอมีโอกาสกลับมาอยู่อยุธยา เราเลยอยากเลือกอาชีพที่ส่งเสริมกับแนวทางการปฏิบัติของเรา มองหาอาชีพที่ไม่ต้องใช้ความคิดเยอะ ไม่มีความซับซ้อนหรือมีกลยุทธ์อะไรมาก และมอบชีวิตที่เรียบง่ายให้กับเราได้ เลยเกิดความคิดที่จะทำเกสต์เฮาส์ขึ้นมา” 

ชายหนุ่มเริ่มต้นอธิบายจุดเริ่มต้นของบ้านกรอด้าย, เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงงานทอผ้าเก่าแก่ของอยุธยา ซึ่งเคยผลิตผ้าขาวม้าและผ้าซิ่นจำนวนมากภายใต้ตรา ‘สิงห์เดี่ยว’ ก่อตั้งโดย คุณยายสุมล สุขปรีชา

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เดิมเคยเป็นโรงทอผ้าของคุณยายอ้อค่ะ ตอนแรกโรงงานเคยตั้งอยู่ที่ตลาดหัวรอ ชื่อโรงงานทอผ้าไทย ต่อมาเขาไม่ให้มีเครื่องจักรอยู่ตรงนั้น เลยย้ายโรงงานมาตั้งที่นี่ตอน พ.ศ. 2497 แล้วก็จดทะเบียนชื่อ ห้างหุ้นส่วนสุมลการทออยุธยา เป็นชื่อของคุณยายอ้อเอง ต่อมาทางจังหวัดประกาศห้ามไม่ให้ใช้สารเคมีย้อมผ้าบนตัวเกาะ ตัวโรงงานก็เลยต้องย้ายอีก

“คราวนี้ย้ายไปอยู่ที่ตลาดแกรนด์ พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บไม้และเก็บของต่างๆ จนช่วงประมาณ พ.ศ. 2538 ธุรกิจทอผ้าที่อยุธยาเริ่มซบเซา เพราะการนำเข้าผ้ามีราคาถูกกว่า หลายโรงงานก็เริ่มปิดตัว รวมถึงโรงงานของเราด้วย พื้นที่ตรงนี้เลยกลายเป็นโรงเก็บของที่ถูกปล่อยรกร้างเกือบยี่สิบปี”

“ตอนอ้อยังเด็กก็เข้ามาช่วยงานคุณยายที่โรงงานบ่อยๆ คอยเป็นเด็กกรอด้าย ซึ่งเป็นคำที่ฟังแล้วไพเราะดีนะ เลยเอามาตั้งเป็นชื่อเกสต์เฮาส์ว่าบ้านกรอด้าย” อ้อเล่าความทรงจำของเธอต่อสถานที่นี่ให้ฟัง 

จนกระทั่งทั้งคู่นำไอเดียของบ้านกรอด้ายไปปรึกษากับสถาปนิก

“คอนเซปต์ใหญ่ๆ คือเราต้องการให้ที่นี่โปร่ง สบาย ประหยัดพลังงาน เป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูง เพื่อใช้พื้นที่ด้านล่างปฏิบัติธรรม โดยสถานที่ก็ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมด้วยงบเท่าที่เรามี” ป๊อนส่งไอเดียออกแบบให้สถาปนิก

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ในที่สุดความคิดของพวกเขาก็แปลงร่างให้กลายเป็นความจริง

บ้านกรอด้ายเป็นอาคารยกสูงสีขาวสะอาดตา เมื่อเดินผ่านโถงทางเดินเข้ามาข้างใน เราจะพบกับพื้นที่สีเขียวสงบกลางอาคารรูปทรงตัว L โดยมีบ้านไม้หลังเก่าตั้งอยู่ด้านในสุดของสวน หากตั้งใจเงี่ยหูฟังให้ดี เราจะค่อยๆ ได้ยินเสียงน้ำไหล ประกอบกับเสียงนกนานาพันธุ์ที่ขับร้องอยู่บนกิ่งก้านของต้นไม้ชนิดต่างๆ และหากลองตั้งใจสังเกตลมหายใจให้ดี เราจะค่อยๆ พบกับกลิ่นหอมบางๆ ของดอกชมนาดที่ปลูกไว้ในสวน ส่งกลิ่นหอมให้ชื่นหัวใจ

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

“เพราะผมเคยบวชมาก่อน ผมเลยพอจะเข้าใจว่าบรรยากาศแบบไหนเอื้อให้เกิดความสงบ ส่งเสริมการเจริญสติ ซึ่งส่วนตัวเราชอบฟังเสียงน้ำ ไม่จำเป็นต้องเห็นแม่น้ำหรือตัวน้ำก็ได้ ขอแค่ได้ยินเสียงน้ำไหลเบาๆ ก็ทำให้รู้สึกสงบลงได้ ส่วนสีเขียวก็ช่วยให้เกิดความสงบ เลยทำให้มีจุดที่มองออกจากตัวอาคารแล้วเห็นสวน ได้เจอกับสีเขียวของต้นไม้ บริเวณสวนตรงกลางเราก็ทำทางไว้เดินจงกรม เราตั้งใจให้ทางเดินเป็นดิน เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนวัดป่า

“สังเกตว่าที่นี่มีความโปร่ง นอกจากช่วยให้ลมพัดเย็นสบายแล้ว ยังทำให้พื้นที่ไม่ดูแน่นหรือวุ่นวายจนเกินไป ของบางอย่างที่วางชิดกัน ถ้าเราวางแยกให้มันเกิดพื้นที่ว่างระหว่างกัน มันก็เกิดเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง เราเลยพยายามให้ที่นี่มีพื้นที่ว่างค่อนข้างเยอะ” ป๊อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น ขณะพาเราเดินชมส่วนต่างๆ ของเกสต์เฮาส์

บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ
บ้านกรอด้าย : โรงงานทอผ้าสู่เกสต์เฮาส์สงบบนเกาะอยุธยา ที่ชวนแขกทำสมาธิและเจริญสติ

ด้วยความที่แต่เดิม สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโกดังเก็บไม้และของเก่าจากโรงงานมาก่อน ไม้และของหลายอย่างที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้างก็ถูกนำออกมาใช้ เหมือนชุบชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เผยให้เห็นความทรงจำที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ตรงนี้มาก่อน เราเลยได้เห็นป้ายของโรงงานทอผ้าในยุคต่างๆ นำมาแขวนประดับบนผนัง แถมตัวผนังก็เกิดจากการนำไม้ที่ใช้กับเครื่องสืบผ้า ซึ่งมีรอยบากให้แหว่งเป็นช่องสำหรับเส้นด้าย นำมาวางเรียงจนเกิดเป็นแพตเทิร์นสวยงาม แผ่นไม้ต่างๆ ที่เคยถูกเก็บไว้จนรกร้าง ก็นำมาประกอบเป็นตั่งและเป็นพื้นทางเดินต่างๆ ภายในเกสต์เฮาส์

“ตอนแรกเราและสถาปนิกอยากเก็บโครงสร้างเดิม เพื่อคงความเป็นโรงงานทอผ้าเอาไว้ แต่พอเข้ามาดูโครงสร้างแล้วทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะโครงสร้างเริ่มเก่าจนผุ รับน้ำหนักไม่ไหว เลยตัดสินใจเก็บไว้บางส่วน เช่น แนวเสาต่างๆ รวมถึงบ้านไม้ในสวนที่เราทำเป็นห้องพระ หรือ ‘ห้องไม่ปรุงแต่ง’ เพื่อให้คนเข้ามานั่งสมาธิหรือใช้พื้นที่สงบ 

“เดิมบ้านไม้หลังนั้นเคยเป็นที่พักคนงาน หน้าต่างที่อยู่ระดับเดียวกับพื้นก็เป็นของเดิม แต่ก็มีบางบานที่เราต้องใช้ของใหม่เพิ่มเข้าไป เพื่อช่วยเสริมโครงสร้างให้แข็งแรง” ชายหนุ่มเล่าการทำงานร่วมกับสถาปนิก

บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
บ้านกรอด้าย เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้ายมีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักสำหรับ 2 คน จำนวน 4 ห้อง เลือกได้ทั้ง Twin Beds และ Double Bed ส่วนห้องพักครอบครัว สำหรับ 4 คน จำนวน 2 ห้อง ซึ่งทั้งหมดอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร 

แต่ละห้องมีชื่อของตัวเองที่ป๊อนและอ้อตั้งใจตั้งชื่อเอาไว้

“เราตั้งชื่อห้องเรียงไปตั้งแต่ Peacefulness, Joyfulness, Happiness, Emptiness, Mindfulness และ Awareness” อ้ออธิบาย ก่อนป๊อนช่วยเสริม “คนที่เคยเจริญสติรู้ดีว่าการเจริญสติใหม่ๆ จะได้ความรู้สึกสงบก่อน แล้วเกิดความปีติ เกิดความสุขจากความว่าง เริ่มเกิดสติและความรู้ตัว ชื่อเหล่านี้เป็นลำดับการรับรู้จากการเจริญสติครับ”

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

นอกจากชื่อห้อง เรายังสังเกตว่าตามจุดต่างๆ ของบ้านกรอด้ายมีป้ายตัวอักษรที่มีกิมมิกน่ารักๆ ให้คนได้มีสติกับตัวเองผ่านลมหายใจ อย่างป้าย Breath Refill Here เป็นเหมือนจุดเติมลมหายใจ หรือตรงขั้นบันไดก่อนเดินเข้าห้องพักติดตัวอักษร Breath & Mind The Step ให้คนได้หยุดหายใจและมีสติกับตัวเอง ณ ขณะนั้น

ทุกรายละเอียดของทุกอย่างภายในบ้านกรอด้ายล้วนได้รับการออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อให้ผู้มาพักได้หยุดอยู่กับลมหายใจตัวเอง และขณะที่เรากำลังพูดคุยกับอ้อและป๊อน จู่ๆ ก็มีเสียงระฆังไพเราะดังขึ้นเป็นเวลาชั่วครู่

เราทั้งหมดหยุดฟัง

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“เราได้ไอเดียจากหมู่บ้านพลัมครับ ที่นั่นทุกๆ สิบห้านาทีจะมีเสียงระฆังดัง ให้เราหยุดสิ่งที่ทำ เพื่อเตือนให้ตัวเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ พอเสียงจบก็ค่อยกลับมาทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อ” ป๊อนเล่าที่มาให้ฟังหลังสิ้นเสียงระฆัง

ภายในห้องพักก็มีการออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสงบเช่นเดียวกัน 

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ทุกห้องภายในบ้านกรอด้ายไม่มีโทรทัศน์เลยสักห้อง รวมถึงตู้เย็นก็เช่นกัน

“เหตุผลที่เราไม่มีตู้เย็นให้ในห้อง เพราะเราอยากให้ที่นี่มีความรู้สึกของบ้าน เราเลยวางตู้เย็นไว้ใต้ถุน ให้เกิดความรู้สึกการแบ่งปัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ภายในห้อง เราอยากให้มีการเดินมาใช้พื้นที่ส่วนกลาง ขนมกับกาแฟที่วางไว้ตรงส่วนกลาง เราก็ให้ทุกคนที่มาพักหยิบทานได้ตลอด โดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ บางทีก็มีน้ำผลไม้และน้ำผักที่อ้อทำมาวางไว้ หรือใครที่รู้สึกอยากแบ่งปันให้คนอื่นๆ ก็นำมาวางด้วยกันได้ 

“ส่วนของส่วนตัวที่ผู้พักต้องการนำมาแช่ในตู้เย็น เราก็มีสติกเกอร์แปะเลขห้องแยกไว้ให้ด้วยค่ะ อาหารของที่นี่เราจะซื้อจากร้านในอยุธยา เพราะเราพยายามแนะนำร้านดีๆ ของคนท้องถิ่นให้ผู้มาพักได้รู้จัก และลองไปทานด้วยตัวเองเมื่อมีโอกาส” อ้ออธิบายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“ก่อนจะเปิดเกสต์เฮาส์ เรามีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษากับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ถ้าเราจะทำธุรกิจอย่างนี้เราควรวางใจยังไง ท่านก็กรุณาแนะนำว่า หากเราปรารถนาให้คนมาที่นี่แล้วเกิดความสุข ทุกอย่างก็จะดีเอง เราก็จะโฟกัสกับความสุขของคนที่มาพัก ไม่ใช่โฟกัสว่าเราจะได้เงินจากเขาเท่าไหร่ แต่ไม่ใช่โฟกัสที่ความสุขของเขาอย่างเดียวจนตัวเราต้องทุกข์ใจ ก็ไม่ใช่นะครับ ตัวเราต้องมีความสุขก่อนด้วย เราถึงจะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ 

“เราต้องรักษาความสุขของเราไว้ด้วย เลยเป็นที่มาของคอนเซปต์การให้บริการของที่นี่ และที่นี่ไม่มีคนแปลกหน้า มีแต่กัลยาณมิตร สำหรับผมและอ้อ เรามองทุกคนที่มาที่นี่เป็นเพื่อน ทุกครั้งที่มีคนมาพัก เราเหมือนได้เพื่อนใหม่ครับ เขาเองก็รู้สึกเหมือนกันกับเรา 

“เด็กบางคนที่มาพักกับครอบครัวอยู่กันห้าถึงหกวัน บางคนเอาเกมมานั่งเล่นกับเรา พอจะกลับเขายกให้เราเลย บางคนช่วยงานแม่บ้านก็มีนะครับ ช่วยยกของต่างๆ เป็นบรรยากาศน่ารักๆ หลังจากเขากลับไปแล้ว บางคนก็ยังติดต่อกันตลอดเหมือนเพื่อน” ป๊อนพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนอ้อจะช่วยเสริม “บางคนส่งเมล็ดดอกไม้มาให้เราปลูกด้วย เราก็ไม่น้อยหน้า ส่งเมล็ดผักกลับไปให้เขาปลูกบ้าง” เจ้าบ้านหัวเราะอารมณ์ดี

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ
เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

“แม้ว่าทุกๆ อย่างของที่นี่จะเกี่ยวข้องกับการเจริญสติ แต่เราก็ไม่ได้บังคับให้ผู้ที่มาพักต้องทำตามทุกคนนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วรู้สึกสบายใจ การเจริญสติเบื้องต้นก็คือความสงบ แต่โจทย์ของมันจริงๆ คือการยอมรับในทุกๆ สถานการณ์ เพราะชีวิตจริงมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติที่มีฝนตก มีแดดออก ซึ่งหลายอย่างเราก็ไม่อาจควบคุมได้ แต่เราสามารถกลับมาอยู่กับลมหายใจ เห็นความคิดของตัวเราเอง จะช่วยให้เรารู้สึกสงบลง ช่วยให้เรามองเห็นชัดขึ้น และเราหวังว่าคนที่มาพักกับเรา เขากลับจากบ้านกรอด้ายไป เขาจะเกิดความสบายใจ และใช้ชีวิตข้างหน้าต่อไปได้ดียิ่งขึ้น” ป๊อนพูดทิ้งท้าย ขณะเขาและอ้อเดินมาส่งเรากลับด้วยรอยยิ้ม

การค้นพบที่พักหายใจ ทำให้เราสงบลงและมีกำลังใจมากขึ้นกับการใช้ชีวิตในลมหายใจต่อๆ ไปเช่นกัน

เกตส์เฮาส์เล็กๆ ของคู่รักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยากให้แขกค้นพบความสงบทั้งกายและใจ

บ้านกรอด้าย

ที่ตั้ง : 23/5 ถนนอู่ทอง ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครพระนครศรีอยุธยา 13000 (แผนที่)

โทรศัพท์ : 09 6771 7177

*บ้านกรอด้ายจัดกิจกรรมเจริญสติที่เกสต์เฮาส์ด้วย สำหรับผู้ที่สนใจเข้ามาลองปฏิบัติกันได้ ติดตามรายละเอียดและการสมัครได้ทาง Facrbook : บ้านกรอด้าย

Writer & Photographer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load