เจ้าของบ้านหลังที่เรายืนอยู่นี้มีสร้อยพระนามว่า ปิยมหาราชปดิวรัดา-ภรรยาผู้ซื่อสัตย์และภักดีต่อพระปิยมหาราช

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมเหสีหลายพระองค์ แต่พระองค์ที่เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยนั้นมีไม่มากนัก

หนึ่งพระองค์ในจำนวนนั้นคือ ‘เจ้าสาย’ หรือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา (พระยศเดิมคือ พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์)

วิมาดา แปลว่า แม่เลี้ยง พระนามนี้ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 7 เป็นเจ้านายพระองค์เดียวที่ได้รับพระเกียรติยศจากพระมหากษัตริย์เช่นนี้

‘เจ้าสาย’ หรือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

พ.ศ. 2562 เป็นปี ‘ครบรอบ 100 ปี เสด็จขึ้นตำหนักสวนสุนันทา’

พระวิมาดาเธอฯ เสด็จเข้ามาประทับที่สวนสุนันทาเมื่อ 18 พฤษภาคม 2462 และสิ้นพระชนม์ที่นี่ในอีก 10 ปีต่อมา (พ.ศ. 2472) เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เจ้านายในวังสวนสุนันทาทรงแยกย้ายกันหลบหนีภัยการเมือง สวนสุนันทาถูกทิ้งร้าง ก่อนถูกพัฒนาเป็นโรงเรียน เป็นวิทยาลัย และปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

The Cloud มีโอกาสเข้าชมพิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดลในสวนสุนันทา อดีต ที่นี่คือตำหนักสำคัญที่สุด เพราะเป็นที่ประทับของพระวิมาดาเธอฯ และพระธิดาองค์เล็ก (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี หรือที่ชาววังขานพระนามว่า สมเด็จหญิงพระองค์น้อย) บริเวณนี้เคยเป็นเขตหวงห้าม อนุญาตให้ขึ้นแต่เฉพาะพระญาติสนิทและคุณข้าหลวงรุ่นใหญ่เท่านั้น

ที่นี่คือ ศูนย์กลางของราชสำนักฝ่ายในแห่งสุดท้ายของสยาม

01

ก่อนจะเป็นสวนสุนันทา

สวนสุนันทา คืออาณาบริเวณ 122 ไร่ ด้านตะวันตกของพระราชวังดุสิต ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์สร้างสวนป่าสำหรับสำราญพระราชอิริยาบถ เพราะทรงเห็นสวนป่าที่กษัตริย์ยุโรปใช้เป็นที่พักผ่อนเป็นการส่วนพระองค์

เมื่อสร้างแล้วพระราชทานนามไว้ว่า ‘สวนสุนันทา’ โดยเชื่อกันว่าเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระมเหสีผู้เป็นที่รัก คือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือพระนางเรือล่ม

รัชกาลที่ 5 ทรงห่วงใยพระมเหสี พระราชธิดา เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ว่าถ้าเปลี่ยนรัชกาลแล้วจะไม่มีที่อยู่ (เพราะต้องออกจากพระบรมมหาราชวัง) จึงโปรดให้สร้างตำหนักและเรือนในสวนสุนันทา รวมแล้ว 32 หลัง เป็นเรือนไม้ที่สวยงามกลมกลืนกับสวนป่า มีคลอง สระน้ำ และพรรณไม้นานาชนิด แต่สร้างยังไม่ทันเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน

สวนสุนันทาสร้างเสร็จเรียบร้อยในสมัยรัชกาลที่ 6 พระวิมาดาเธอฯ ทูลขอพระบรมราชานุญาตมาประทับในสวนสุนันทาเป็นการถาวร เป็นจุดเริ่มต้นของวังสวนสุนันทาที่จะกลายเป็นชุมชนลักษณะพิเศษ คือมีแต่ผู้หญิง และเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนวิชาต่างๆ ให้สาวๆ เหล่านี้

ช่วง 10 ปี ที่พระวิมาดาเธอฯ ประทับที่นี่ทำให้สวนสุนันทามีชีวิต เพราะพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 เจ้าจอมมารดา และเจ้าจอม ในรัชกาลที่ 5 ตามเสด็จเข้ามาพักอาศัย มีเรือนแยกเป็นสัดส่วน และมีข้าหลวงที่เป็นสตรีคอยถวายงาน รวมแล้วอีกหลายร้อยคน

กล่าวกันว่า ข้าหลวงวังสวนสุนันทานั้น ‘มีงานทำตลอดไม่ได้หยุด’ เพราะเมื่อเจ้านายทำ ข้าหลวงจะนั่งว่างๆ ได้อย่างไร

‘เจ้าสาย’ หรือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา
‘เจ้าสาย’ หรือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

การมีงานทำอยู่ตลอดนี้เองทำให้สวนสุนันทากลายเป็นสถานที่ชุบตัวของลูกผู้ดีมีตระกูล ใครๆ ก็อยากส่งลูกสาวมาถวายตัวที่นี่ สาวๆ ข้าหลวงวัยรุ่นของสวนสุนันทา เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มจากตระกูลสูง เพราะถือว่าได้รับการอบรมทั้งกิริยามารยาทและมีวิชาแม่บ้านแม่เรือนติดตัวมาครบ ทั้งงานครัว งานดอกไม้ งานเย็บปักถักร้อย

‘เจ้าสาย’ หรือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

ส่วนข้าหลวงวัยผู้ใหญ่ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองและต้องออกไปอยู่วังอื่น ไม่ต้องยื่นเรซูเม่ แค่บอกว่า “เคยอยู่ตำหนักพระวิมาดาเธอฯ” ก็ทำให้เจ้านายพระองค์ใหม่ทราบทันทีว่ามีความสามารถระดับไหน

ในสมัยนั้นมีเจ้านายสตรีพระองค์อื่นๆ ที่มีวังแยกออกไป เช่น สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี, สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ข้าหลวงแต่ละตำหนักก็จะมีความเชี่ยวชาญพิเศษตามอย่างเจ้านายของตน มีกิริยาอาการที่เห็นแล้วรู้ว่าเป็นข้าหลวงตำหนักใด

หนังสือ หอมติดกระดาน โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย กล่าวว่า “ข้าหลวงตำหนักพระวิมาดาเธอที่วังสวนสุนันทามีเอกลักษณ์คือ มักเป็นสตรีที่ว่องไวกระฉับกระเฉง ไม่ใคร่อ่อนช้อยนุ่มนวล เก่งทางบริการ มีฝีมือการทำอาหารเป็นเลิศ จัดครอบครัวดี เลี้ยงลูกดี มีความรู้พื้นๆ ไม่เปรื่องปราด แต่งตัวเรียบๆ เสงี่ยมเจียมตัว และมักชำนาญทางขับร้องดนตรีด้วย”

02

ชีวิตในวัง

คุณชนะภพ วัณณโอฬาร ภัณฑารักษ์สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พา The Cloud เดินชมชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล คือบริเวณห้องบรรทม ห้องทรงพระสำราญ และห้องทรงงาน ในพระวิมาดาเธอฯ และสมเด็จหญิงพระองค์น้อย

หากเคยอ่านหนังสือ ชีวิตในวัง ของ หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ แล้วมาเดินชมวังสวนสุนันทาจะสนุกมาก

ม.ล.เนื่อง ใช้ชีวิตวัยเด็กและวัยสาวที่นี่ ท่านเล่าเรื่องราวชีวิตในวังไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่พระจริยวัตรของเจ้านายและการกินอยู่หลับนอนของคุณๆ ข้าหลวง การเรียนหนังสือ (ในวังมีโรงเรียนชื่อ ‘โรงเรียนนิภาคาร’ สำหรับให้ข้าหลวงเรียนจนจบชั้น ม.6) งานการต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของวังสวนสุนันทา ทั้งงานอาหาร งานดอกไม้ และงานฝีมือสารพัดอย่าง ไปจนถึงสาวชาววังหนีเที่ยว แอบขโมยดอกไม้ ผลไม้ของตำหนักอื่นๆ ลอบมีความรัก และมีเรื่องทะเลาะตบตีกัน ซึ่งเป็นธรรมดาเมื่อผู้หญิงอยู่รวมกันมากๆ

เมื่อมาที่นี่ก็ราวกับว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่ ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ในหนังสือกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ในตำหนักที่ประทับของพระวิมาดาเธอฯ เครื่องเรือนหน้าตาเรียบง่ายจัดวางอยู่เหมือนบ้านคนธรรมดาที่มีฐานะ

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต
อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

“เวลาท่านประทับที่นี่ลักษณะก็เรียบง่ายไม่มีพิธีรีตองอะไร เราจำลองสภาพที่ประทับจากคำบอกเล่าของคุณข้าหลวง เพราะมีการย้ายสิ่งของออกไปตอนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง” ชนะภพอธิบาย

เขาเดินนำไปยังบริเวณห้องนั่งเล่น “สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับพระวิมาดาเธอฯ ก็คือ พระสุธารสชา ที่ท่านเสวยตลอดพระชนม์ชีพ และพานพระศรี หรือพานหมาก เวลาท่านเสด็จไปที่แห่งไหน จะต้องมี 2 อย่างนี้ตามไปด้วยเสมอ”

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต
อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

มีพัดรองเก่าแก่วางตั้งอยู่ ชนะภพกล่าวว่า เป็นฝีพระหัตถ์การออกแบบของกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในงานฉลองพระชันษาครบ 60 ปี ของพระวิมาดาเธอฯ ปักเป็นตราประจำพระองค์ ส.ส. ย่อมาจากพระนาม สายสวลีภิรมย์ ผู้ปักก็คือคุณๆ ข้าหลวงในพระวิมาดาเธอฯ นั่นเอง

พัดรองนี้ ม.ล.เนื่องเล่าไว้ในหนังสือเช่นกันว่า คุณข้าหลวงช่วยกันปักล่วงหน้าอยู่เป็นปี เพราะปักยาก ต้องปักดิ้นเงินทำหนุนให้เม็ดนูนออกมาเหมือนฝังเพชรจริงๆ พัดรอง 1 ชิ้นต้องช่วยกันปัก 2 คน

บริเวณใกล้กันมีพระแท่น (เตียง) องค์ใหญ่ของพระวิมาดาเธอฯ ตั้งอยู่ “ลักษณะห้องบรรทมตามคำบอกเล่าของคุณข้าหลวงก็คือมีพระแท่นบรรทมตั้งอยู่ตรงกลาง เหนือขึ้นไปมีพระวิสูตรหรือผ้าม่านกั้น 1 ชั้น เหนือพระวิสูตรก็มีพัดชัก แต่ละคืนจะมีคุณข้าหลวงที่ถวายอยู่งานอ่านหนังสือ ถวายอยู่งานพัดชัก สับเปลี่ยนกันไปในแต่ละคืน

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

“ท่านจะบรรทมหลังเที่ยงคืนไปแล้ว และตื่นบรรทมประมาณ 7 โมงเช้า ถ้าวันไหนอากาศเย็นมากๆ ก็ไม่ต้องพัด แต่ถ้าคืนไหนลมแรงมาก คุณข้าหลวงก็ต้องไปนั่งบังลม สมัยก่อนอากาศดี ส่วนพัดชักเนี่ยถ้าท่านบรรทมหลับแล้วคุณข้าหลวงก็หยุด ถ้าท่านตื่นขึ้นก็ต้องพัดต่อ”

นอกจากมีพนักงานพัดชักแล้ว ยังมีคุณข้าหลวงที่อ่านหนังสือถวายจนกว่าจะบรรทมหลับ จึงเลิกอ่าน บางครั้งคุณข้าหลวงเผลอหลับ เมื่อได้ยินเสียงพลิกพระองค์หรือทรงไอจาม ก็ตกใจรีบคว้าหนังสือมาอ่านถวายต่อ

พิพิธภัณฑ์นี้ยังจัดแสดงทุกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของวังสวนสุนันทา อย่างภาพเขียนสีน้ำที่ประดับอยู่ในตำหนัก ทั้งหมดเป็นภาพดอกไม้ เมื่อทอดพระเนตรเห็นดอกไม้งามๆ ก็รับสั่งให้คุณข้าหลวงวาดภาพเก็บไว้ ทุกภาพมีการระบุชื่อผู้วาด ชื่อพรรณไม้ และวันเดือนปี ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามากสำหรับศึกษาประวัติศาสตร์พรรณไม้ในวังสวนสุนันทา แต่ภาพของจริงอยู่ในระหว่างการอนุรักษ์

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

พระวิมาดาเธอฯ โปรดการปลูกต้นไม้ดอกไม้ ในสวนสุนันทาจึงเต็มไปด้วยพรรณไม้ต่างๆ และจะเสด็จลงชมสวนทุกวัน โปรดดอกกุหลาบและดอกกล้วยไม้เป็นพิเศษ ยามที่ราชสำนักมีงานเลี้ยงรับรอง หรือจัดถวายพระเจ้าอยู่หัว พระวิมาดาเธอฯ ทรงมีพระปรีชาในการจัดดอกไม้ได้งดงามเป็นที่ชื่นชมของอาคันตุกะต่างชาติ

ม.ล.เนื่องเล่าไว้ว่า เมื่อดอกไม้บานสวยงาม พระวิมาดาเธอฯ เสด็จลงมาทอดพระเนตร เป็นโอกาสให้เหล่าข้าหลวงเรือนอื่นได้หมอบกราบเป็นสิริมงคล แต่ข้าหลวงหลายคนจะพากันหลบทั้งๆ ที่ท่านมีพระทัยดี ด้วยเพราะข้าหลวงต่างกลัวเกรงพระบารมี รักเคารพเทิดทูนมากจนไม่อยากทำสิ่งใดให้ขัดพระทัย

ครั้งหนึ่งดอกลั่นทมที่กำลังบานสวยงามหายไป 2 ช่อใหญ่ พระวิมาดาเธอฯ เสียพระทัยมาก แต่จับตัวคนขโมยไม่ได้ เพราะดอกไม้ถูกสับละเอียดลอยตามน้ำไปเสียแล้ว

อีกมุขหนึ่งของตำหนักเดียวกัน เป็นที่ประทับของสมเด็จหญิงพระองค์น้อย (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล วิมลประภาวดี กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี พระธิดาองค์เล็กในพระวิมาดาเธอฯ)

นอกจากพระราชมารดา (พระวิมาดาเธอฯ) จะเป็นพระมเหสีที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระเมตตามาก สมเด็จหญิงพระองค์น้อยก็ทรงเป็นหนึ่งใน ‘ลูกสาวคนโปรด’ ของรัชกาลที่ 5 เช่นกัน และทรงปฏิบัติหน้าที่เป็นราชเลขานุการิณีในพระองค์ ทรงเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ว่า เครื่องเสวยมื้อเช้าที่เป็นอาหารฝรั่งนั้น สมเด็จหญิงพระองค์น้อยทรงแปลสูตรจากตำรากับข้าวฝรั่งมาให้ข้าหลวงหัดทำ

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

กิจวัตรประจำวันของสมเด็จหญิงพระองค์น้อยเมื่อเสด็จประทับในวังสวนสุนันทาก็คือ เวลาเช้าจะเสด็จเสวยอาหาร แล้วเสด็จออกมาที่ห้องรับแขก บางครั้งก็ทรงขิม ยามว่างจากการทรงงาน ตอนบ่ายเสด็จไปเรียนภาษาอังกฤษกับครูแหม่มที่ตำหนักเล็กริมน้ำ (ปัจจุบันถูกรื้อแล้ว) บางครั้งในเวลาเย็นก็ทรงจักรยานกับเจ้านายพระองค์อื่นๆ วัยเดียวกัน บางวันทรงเทนนิส ในช่วงหลังเสด็จไปทรงกอล์ฟที่สวนจิตรลดา ตอนกลางคืนบางวันก็เชิญเสด็จเจ้านายพระองค์ต่างๆ มาทรงบิลเลียด หรือชมภาพยนตร์ที่โปรดให้เข้ามาฉายในตำหนักที่ประทับ

ในห้องยังมีของโบราณอยู่ชิ้นหนึ่งคือ ตู้ไม้ยาวสำหรับเก็บฉลองพระองค์ เป็นของจริงตั้งแต่สมัยก่อน

“การแต่งกายของผู้คนในสวนสุนันทา ถ้าเป็นเจ้านายหรือคุณข้าหลวงรุ่นใหญ่ก็ยังแต่งกายเหมือนสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่ ยังคงสวมเสื้อแขนกระบอก ไว้ผมสั้นหวีเสยขึ้นไป และนุ่งโจง สไบ แพรแถบ แต่ถ้าเป็นเจ้านายรุ่นสาวๆ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดล ท่านก็เปลี่ยนไปตามสมัยนิยม เปลี่ยนจากนุ่งโจงเป็นนุ่งซิ่น ผมก็เริ่มไว้ยาวและดัดผม” ชนะภพอธิบาย

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ว่า เมื่อครั้งสมเด็จหญิงพระองค์น้อยจะเสด็จไปร่วมโต๊ะเสวยกับรัชกาลที่ 6 เพื่อทรงเลี้ยงต้อนรับเจ้านายฝรั่ง เหล่าข้าหลวงต่างหาเรื่องอยู่โยงบนตำหนักจนถึงหัวค่ำเพื่อรอชมพระสิริโฉม 

ในครั้งนั้นสมเด็จหญิงพระองค์น้อยทรงซิ่นไหมยกทอง (ผ้าเช่นนี้พับไม่ได้เพราะเส้นทองคำในผ้าจะหัก ต้องใช้วิธีม้วนแนบแกนกระดาษกลมโตแล้วเก็บในตู้) ประดับด้วยดวงดาวทำจากทองคำ และเครื่องประดับมรกตและเพชร อีกทั้งไม่ทรงเครื่องสำอาง ไม่เขียนคิ้วทาปาก แต่พระพักตร์งามมาก พระเนตรเหมือนสมเด็จพระบรมชนกนาถ คือรัชกาลที่ 5

ชาววังดูแลรักษาฉลองพระองค์เจ้านายและเสื้อผ้ากันอย่างไร หลักฐานที่ยังหลงเหลือและจัดแสดงอยู่ที่นี่คือ ‘เครื่องอัดผ้า’

“คุณข้าหลวงจะมีหน้าที่แยกกันชัดเจน ใครทำอะไรก็ทำสิ่งนั้นไปโดยเฉพาะ อย่างคนทำความสะอาดดูแลเสื้อผ้า สมัยก่อน เตารีดเขาไม่มี แต่เขาใช้เครื่องอัดผ้า เป็นการบ่งบอกสถานะของผู้สวมใส่ ถ้าเห็นสตรีคนไหนผ้าขึ้นเป็นริ้วๆ แสดงว่ามีคนดูแลเครื่องแต่งกายให้ ถือเป็นสตรีชั้นสูง มีคนคอยอบร่ำผ้าให้หอม อย่างที่เรียกว่า หอมติดกระดาน” ชนะภพกล่าว

คำว่าหอมติดกระดานไม่มีใช้แล้วในปัจจุบัน เพราะกลิ่นหอมสมัยใหม่ส่วนมากได้จากสารเคมี หอมแล้วก็กระจายหายไปช้าบ้างเร็วบ้าง พื้นกระดานที่จะให้กลิ่นหอมติดก็ไม่มี กลายเป็นพื้นกระเบื้อง พื้นหินอ่อน

แต่สมัยก่อน ความหอมได้จากธรรมชาติ เช่น ชะลูด ลูกซัด ควันเทียน กระแจะ ดอกไม้สดสารพัดชนิดที่ใช้อบร่ำผ้าจนหอมซึมลึกอยู่ในเครื่องแต่งกายสาวชาววัง เมื่อนั่งอยู่ที่พื้นกระดานกลิ่นหอมจึงรวยรินติดอยู่ เป็นข้อแตกต่างชัดเจนประการหนึ่งระหว่างสาวชาววัง กับสาวชาวบ้านที่ไม่มีเวลา ทรัพย์สิน และปัจจัยแวดล้อมบริบูรณ์เท่าสาวชาววัง

ถัดจากตู้เสื้อผ้า มีโต๊ะทรงงานของสมเด็จหญิงพระองค์น้อย ชนะภพอธิบายให้ฟังว่า

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

“ด้านนี้เป็นโต๊ะทรงพระอักษร เป็นของที่ทำจำลองขึ้นจากคำบอกเล่าของคุณข้าหลวง แล้วก็มีจดหมายลายพระหัตถ์ท่านด้วย ท่านเขียนถึงกรมดำรงฯ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) ลายพระหัตถ์ของจริง เป็นจดหมายที่เขียนที่นี่ เพราะหัวจดหมายเขียนว่า สวนสุนันทา

“สมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จหญิงพระองค์น้อยท่านเป็นราชเลขานุการิณีส่วนพระองค์ มีหน้าที่จดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ท่านตรัสภาษาอังกฤษได้ ท่านให้ครูแหม่มเข้ามาสอนภาษาในนี้”

สมเด็จหญิงพระองค์น้อยโปรดการศึกษา เมื่อประทับในสวนสุนันทา โปรดให้จัดตั้งโรงเรียนนิภาคารขึ้น มีระบบการเรียนการสอนแบบโรงเรียนสามัญทั่วไปเพื่อให้คุณข้าหลวงได้เล่าเรียนกัน และรับสั่งถามถึงการเรียนของทุกคนเสมอ เมื่อเรียนจบ ม.6 แล้วก็ไปสอบไล่ที่โรงเรียนสายปัญญา โรงเรียนดำเนินกิจการมาจนถึงปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจึงได้เลิกไป

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

“ถัดมาเป็นห้องบรรทม เราจำลองขึ้นมาใหม่ มีห้องสรงในตัว ตอนนั้นมีน้ำประปาใช้แล้ว ด้านหลังห้องเป็นตู้เซฟเก็บทรัพย์สินมีค่า จะอยู่ในห้องนี้ทั้งหมดเลย เก็บในหีบสีดำ วางเรียงตั้งแต่พื้นถึงเพดาน แล้วก็มีคุณข้าหลวงถือกุญแจคอยนั่งเฝ้าไว้” ชนะภพกล่าว

อาคารสายสุทธานภดล พิพิธภัณฑ์ในเขตหวงห้ามที่จัดแสดงเอกลักษณ์วังสวนสุนันทาแต่อดีต

กลางห้องทรงพระสำราญมีโต๊ะบิลเลียดตัวใหญ่ตั้งอยู่

“กิจกรรมอย่างหนึ่งของเจ้านายฝ่ายในก็คือ ท่านทรงกีฬาด้วย ตรงบริเวณที่เป็นสนามฟุตบอลปัจจุบัน สมัยก่อนเป็นสนามเทนนิส ท่านทรงกอล์ฟที่จิตรลดา ที่นี่มีโต๊ะบิลเลียด แต่เดิมตั้งอยู่ชั้นล่างของตำหนัก พอตกเย็น เจ้านายตำหนักต่างๆ ก็จะมาเล่นบิลเลียดกัน กิจกรรมอื่นๆ ก็มี เช่น เล่นดนตรี ฉายภาพยนตร์” ชนะภพกล่าว

พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล

การฉายภาพยนตร์นั้น ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ว่า ครั้งแรกที่ได้ดูหนังก็คือเมื่อมีหนังฝรั่งเรื่อง Ben-Hur มาฉายในวังสวนสุนันทานี่เอง แต่ไม่ทราบว่าใครจัดมาถวาย มีจอหนังขึงกลางสนามหน้าตำหนักใหญ่เบ้อเริ่ม ทั้งเจ้านายจากตำหนักต่างๆ ในสวนสุนันทา คุณข้าหลวง บ่าวของข้าหลวง พนักงานห้องเครื่องคาวหวาน คนขับรถ คนงานที่อยู่กำแพงวังชั้นนอก ต่างได้เข้ามาร่วมดูหนังทั้งหมด เป็นที่ครึกครื้นมาก

เครื่องว่างมื้อดึกวันนั้นเป็นอาหารใหม่ของสังคมไทย คือสุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่น ที่ข้าหลวงท่านหนึ่งไปเรียนมา และพระวิมาดาเธอฯ โปรดให้มาสอนพนักงานห้องเครื่องให้ทำจนเป็น ปรุงรสด้วยน้ำปลาญี่ปุ่นกับเหล้าสาเก ตักใส่ชามมากินร้อนๆ กันหน้าจอเลยทีเดียว

บางครั้งสมเด็จหญิงพระองค์น้อยเสด็จทอดพระเนตรหนังที่โรงหนังพัฒนากร ซึ่งเป็นโรงหนังชั้นเยี่ยมของสมัยโน้นสำหรับเจ้านายและผู้ดี โดยทรงไปกับพระราชธิดาของทูลกระหม่อมบริพัตรฯ

03

อาหารวังสวนสุนันทา

สวนสุนันทาขึ้นชื่อเรื่องรสมือ เพราะพระวิมาดาเธอฯ ทรงกำกับดูแลห้องเครื่องของรัชกาลที่ 5 แม้แต่ที่สวนสุนันทาก็มีคนมาขอประทานอาหารออกไปจัดเลี้ยงอยู่เสมอ ฝีพระหัตถ์ด้านการปรุงอาหารเป็นที่เลื่องลือทั้งคาวและหวาน

มุมหนึ่งของห้องทรงพระสำราญบนตำหนักในสวนสุนันทามีโต๊ะเสวยแบบตะวันตกตั้งอยู่ด้วย

ชนะภพอธิบายว่า “เจ้านายฝ่ายในถือเป็นสตรีกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มหัดใช้ช้อนส้อมแบบตะวันตกได้ และมีโอกาสสัมผัสความสมัยใหม่ แต่ก่อนเราเปิบข้าวด้วยมือ เจ้านายก็ต้องมีการฝึกฝน เวลามีพระราชพิธีสำคัญๆ เช่นเลี้ยงพระราชอาคันตุกะต่างๆ ก็จะมีหมายจากพระราชวังมาตามตำหนักต่างๆ หน้าที่ของเจ้านายฝ่ายในอย่างหนึ่งก็คือการไปนั่งงานรับรองต่างๆ จึงต้องมีการฝึกฝนเพื่อให้รับประทานอาหารแบบยุโรปได้”

ห้องหนึ่งบนตำหนักจัดแสดงเป็นห้องเครื่อง หรือห้องครัว

“จริงๆ แล้วห้องเครื่องไม่ได้อยู่บนตำหนัก อยู่แยกออกไป เป็นครัวคาว ครัวหวาน แต่ละห้องเครื่องมีนายห้องเครื่องคุม และมีนายห้องเครื่องใหญ่คุมอีกชั้นหนึ่ง และสูงที่สุดก็คือพระวิมาดาเธอฯ แต่ละวันต้องมีการจดรายการอาหารให้ทอดพระเนตร” ชนะภพอธิบาย

ม.ล.เนื่อง เล่าถึงอาหารและขนมในวังหลายอย่างที่ล้วนต้องใช้เวลาและความอุตสาหะในการทำ เช่น ดอกกุหลาบแก้ว ที่ต้องเอากลีบกุหลาบมอญชุบน้ำตาลเคี่ยวให้เคลือบเป็นเงาทีละกลีบ เอามาติดเป็นชั้นๆ ให้เป็นดอกกุหลาบ ปั้นขนมจีบ ปอกมะปรางริ้ว ผลไม้ที่จะตั้งถวายเจ้านายก็ต้องตระเตรียม ส้มต้องลอกเยื่อออกให้หมด อะไรมีเม็ดต้องคว้านเอาเม็ดออก

บางครั้งพระวิมาดาเธอฯ จะทรงจัดอาหารไปถวายเจ้านายพระองค์อื่นๆ ด้วยมีพระทัยกว้างขวาง โดยมากเป็นอาหารที่ทำยาก หากินยาก อย่างปลาตะเพียนทอด ที่ต้องเกณฑ์ข้าหลวงมานั่งแกะก้างออกให้หมดทั้งตัว (ปลาตะเพียนมีก้างเล็กๆ เยอะไปหมด) ใช้ทั้งเวลาและฝีมือ ทอดปลาแล้วห่อกระดาษมัดเชือกสวยงาม ประทับครั่งตีตรา ส.ส. (สายสวลีภิรมย์) ก่อนนำไปถวายเจ้านายตามวังต่างๆ และเจ้านายผู้หญิงฝ่ายในของวังสวนสุนันทา

ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งทรงจัดปลาทูทอดส่งไปถวายพระราชชายาเจ้าดารารัศมีที่เมืองเชียงใหม่ วิธีก็คือเอาปลาทูทอดอัดใส่ไห เทน้ำมันหมูลงไปให้ท่วม ปิดปากไห ยาด้วยซีเมนต์ ส่งไปถึงเชียงใหม่ให้มีเสวยตลอดปี โดยเอามาทอดใหม่ก่อน

สมัยนั้นปลาทูไม่ได้มีกินตลอดปีเหมือนเดี๋ยวนี้ ยิ่งเชียงใหม่อยู่ทางเหนือ ยิ่งยากมากที่จะมีปลาทะเลกิน

อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เล่าไว้ในหนังสือ ในกำแพงแก้ว ว่า คราวหนึ่งพระวิมาดาเธอฯ ทรงซื้อลูกเงาะร้อยผลราคาร้อยบาท เพื่อคว้านตั้งเครื่องต้นกับตั้งเครื่องสมเด็จหญิงผู้เป็นพระธิดาทุกพระองค์ ส่วนเครื่องของพระองค์เองไม่โปรดให้มีเงาะ เพราะแพงเกินไป

มีรับสั่งว่า “ขอให้ลูกให้ผัวสุขสบายก็เป็นที่พอใจแล้ว”

อาหารที่พระวิมาดาเธอฯ เสวยทุกวันคือซุปไก่ ใช้ไก่ทั้งตัวสับเป็นชิ้นใหญ่ใส่หม้อตุ๋น ไม่ต้องใส่น้ำ ตุ๋นให้น้ำในไก่ออกมาเอง รินเอาแต่น้ำใส่ถ้วย ปิดฝาเข้าตู้น้ำแข็ง เวลาเสวยจะโขกออกมาจากถ้วยใส่จานเป็นก้อนแข็งเหมือนวุ้น

เครื่องเสวยของพระวิมาดาเธอฯ และสมเด็จหญิงพระองค์น้อยที่ต้องทำจากห้องเครื่องคือ มื้อเที่ยง มื้อค่ำ และเครื่องว่าง เมื่อทำเสร็จต้องเชิญเข้าไปไว้ในกรงลวดใหญ่เพื่อกันแมลงวัน มีพนักงานนั่งอยู่ในกรงลวดคอยจัดเครื่อง และมีผู้เชิญขึ้นไปบนตำหนัก

ส่วนเครื่องเสวยตอนเช้าเป็นอาหารฝรั่งที่ทำบนตำหนัก มีซุป ไข่ไก่ลวก ขนมปังปิ้ง นมวัวอุ่น เนยสดที่ทำเอง และอื่นๆ

อาหารการกินของชาววังมีเอกลักษณ์คือละเมียดละไมใส่ใจรายละเอียดทุกอย่าง ตั้งแต่การเตรียม การปรุง และจัดเสิร์ฟ ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ว่า 

“เจ้านายแต่ละพระองค์มิได้เสวยร่วมกันหมด จะต้องจัดเครื่องแยกกัน เฉพาะเครื่องพระวิมาดาเธอกับเครื่องสมเด็จหญิงพระองค์น้อยจัดใส่ถาดเงิน เครื่องก็เป็นอาหารไทยธรรมดา แต่ทำเป็นพิเศษหรูหราสักหน่อย มีอาหารจีน ฝรั่ง แทรกไปมื้อละอย่าง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือน้ำพริกปลาทู หมูหวาน ไข่เค็ม ผักสด จะเสวยหรือไม่ก็ต้องใส่ทุกมื้อประจำ”

04

งานฝีมือวังสวนสุนันทา

“ในวังนี้ ทุกคนต้องเป็นคนขยัน เพราะเจ้านายทรงขยัน มีงานให้ทำอยู่ตลอดเวลา เช่น ดอกไม้ หรืองานช่างต่างๆ ถ้าไม่มีการทำงานที่รวมกันเป็นหมู่ พวกข้าหลวงผู้ใหญ่ก็จะนั่งเย็บปักถักร้อยของตนไป ส่วนเด็กๆ ก็จะได้รับการสั่งสอนให้ทำการฝีมือ เช่นถักลูกไม้เพื่อติดคอเสื้อหรือปลอกหมอน และอื่นๆ” คุณแต้ว กุญชร ณ อยุธยา เจ้านายรุ่นเล็กที่เคยพำนักในวังสวนสุนันทากล่าวไว้

ม.ล.เนื่อง ก็เขียนเล่าไว้ว่า “ขึ้นชื่อว่าข้าหลวง ไม่เคยอยู่ว่าง คนในวังไม่รู้จักกับการนอนกลางวัน แต่การกินอิ่มหนำได้กิน 4 เวลาเต็ม”

‘เจ้าสาย’ หรือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

ด้วยความที่วังสวนสุนันทาเก่งการฝีมือ วังอื่นๆ จึงมาขอประทานงานดอกไม้และงานเย็บปักถักร้อยไปใช้ประดับในงานต่างๆ อยู่เสมอ ทำให้ข้าหลวงมีงานทำไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งงานของหลวง หรือทำให้ผู้มีเกียรติที่มาขอประทานจากพระวิมาดาเธอฯ

งานบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วัน พระศพสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ หรือสมเด็จวังบูรพา สมเด็จหญิงพระองค์น้อยทรงออกแบบม่านดอกไม้เป็นตาข่าย เป็นรูปพระอาทิตย์สีแดงโผล่ขึ้นจากน้ำทะเล เห็นระลอกคลื่น ใช้ดอกไม้สดทั้งผืน

เมื่อนำไปตกแต่งที่วังบูรพา พระเจ้าอยู่หัว (ขณะนั้นคือรัชกาลที่ 7) ทรงชมว่างามมาก และเหมาะสมกับพระนามสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ที่มีความหมายว่าดวงอาทิตย์ และตรัสถามว่าใครเป็นคนทำ จนทรงทราบว่าทำมาจากตำหนักพระวิมาดาเธอฯ

นอกจากนี้ ยังมีเจ้านายพระองค์อื่นๆ มาทูลขอประทานบุหงาสำหรับแจกงานทำบุญพระชันษาอยู่เสมอ พระวิมาดาเธอฯ ทรงเอาพระทัยใส่อย่างยิ่ง โดยทำบุหงาเป็นรูปสัตว์ตามปีนักษัตรที่เจ้านายพระองค์นั้นประสูติ

ที่ ม.ล.เนื่อง เคยเล่าไว้ก็มีรูปม้า รูปไก่ ซึ่งเย็บยากมากและมีหลายขั้นตอน ทั้งเย็บ เขียนหน้าตา แต่งเครื่องทอง แต่เมื่อเย็บและประกอบตัวเสร็จแล้ว งามมากชนิดไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อถูกสั่งให้ร้อยมาลัยดอกพุทธชาด ซึ่งร้อยยากกว่าร้อยดอกมะลิ ท่านตกใจ เรียนไปว่าทำไม่เป็น จึงโดนผู้ใหญ่ดุว่า “คำว่าทำไม่เป็น ที่ตำหนักนี้พูดไม่ได้” ท่านต้องรีบไปหัดทำโดยด่วน

พิพิธภัณฑ์อาคารสายสุทธานภดล

วังสวนสุนันทาในยุคที่พระวิมาดาเธอฯ ประทับอยู่จึงเป็นศูนย์รวมของสวยๆ งามๆ และอาหารอร่อย เป็นสถานที่ฝึกศิลปะชั้นสูงและกิริยามารยาทแก่สาวชาววัง เป็นชุมชนที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว

ศูนย์รวมจิตใจของบรรดาเจ้านายและข้าหลวงที่พำนักในชุมชนดังกล่าว ก็คือพระวิมาดาเธอฯ ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสเรียกอย่างยกย่องว่า ‘เจ้าสาย’ เป็นสตรีที่มีคุณสมบัติงามเพียบพร้อมทั้งการบ้านการเรือน และพระหทัยที่เมตตาข้าหลวงที่อยู่ใต้ปกครอง

ม.ล.เนื่อง เล่าไว้ว่า เมื่อท่านป่วยหนัก ท่านย่าเฝ้าดูแลไม่ห่างจนไม่ได้ขึ้นไปรับเงินเดือนให้พนักงานห้องเครื่องตามหน้าที่ที่ต้องทำทุกเดือน ทำให้พระวิมาดาเธอฯ และสมเด็จหญิงพระองค์น้อยทรงทราบเรื่อง และส่งหมอฝรั่งชาวเยอรมันมาตรวจรักษาจนท่านรอดชีวิต

อีกทั้งเมื่อแรกเข้าวัง ข้าหลวงทุกคนจะได้ประทานเครื่องประดับ เช่น เหรียญทองสลักอักษรย่อพระนาม สร้อยคอทองคำ เข็มขัดนาก เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในวัง หากทำคุณงามความดี ก็จะประทานเครื่องประดับให้เช่นกัน

ม.ล.เนื่อง ผู้ใช้ชีวิตวัยเด็กและวัยสาวในวังสวนสุนันทานานถึง 20 ปี บรรยายถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“พระวิมาดาเธอท่านพระทัยประเสริฐจริงๆ ข้าหลวงทุกคนใส่เพชรใส่ทองกันให้เต็มตัวด้วยของประทานให้ สมแล้วที่ท่านทรงมีทั้งอำนาจ วาสนา ทรัพย์สินเงินตรา ข้าทาสหญิงชาย ที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดี กลัวเกรง ซื่อสัตย์ แทบจะถวายชีวิตได้

“ข้าพเจ้าก็ถ่ายทอดเลือดรักเจ้ามาไว้เต็มประตู ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านาย จะรู้จักหรือไม่รู้จัก ก็เคารพเทิดทูนไว้ทุกพระองค์ พวกอยู่ในวังมีความรู้สึกอย่างนี้ทุกคน ทั้งอบรมลูกหลานให้รักเจ้าต่อๆ ไปด้วย…”

‘เจ้าสาย’ หรือพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา

ขอขอบคุณ

คุณชนะภพ วัณณโอฬาร ภัณฑารักษ์สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

หนังสืออ้างอิง

เนื่อง นิลรัตน์,. ชีวิตในวัง. ศรีสารา : กรุงเทพฯ, 2558

ธงทอง จันทรางศุ. ในกำแพงแก้ว. เอส ซี พริ้นแอนด์แพค : กรุงเทพฯ, 2550

ลดา รุธิรกนก. ชีวิตรักเจ้าฟ้า 2. ดีเอ็มจี : กรุงเทพฯ, 2553ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. หอมติดกระดาน. มติชน : กรุงเทพฯ, 2559

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

หนอนหนังสือประเภทแม้ (ยัง) ไม่มีเวลาอ่านก็ขอให้ได้ซื้อ ชอบอ่านประวัติศาสตร์ สารคดีอาหาร และวรรณกรรมเยาวชน หนึ่งในอาชีพเก่าที่ชอบที่สุดคือ ยืนแล่ปลาทำซูชิที่ซานฟรานซิสโก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากศิลปะ มี กรีซ-ณัฐฐาพิรุฬห์ และ กรีก-พิรุฬห์ลักษณ์ แจ่มอำพร พี่สาวและน้องสาวหัวใจศิลปะ จับมือกันก่อร่างสร้างฟอร์มจนกลายเป็น Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข ห้องเรียนศิลปะขนาดกะทัดรัดในจังหวัดอ่างทอง พวกเธอนิยามตัวเองว่าเป็นนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ออกแบบพื้นที่ให้เด็กๆ ได้สนุกกับจินตนาการ สนุกกับวิชาเรียนที่พวกเขาเลือกเส้นทางด้วยตัวเอง ผ่านกระบวนการที่กรีซ-กรีกออกแบบ

ความตั้งใจของสองสาวอ่างทอง คือการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ระหว่างครอบครัว เป็นกาวเชื่อมสัมพันธ์ให้ลูกกับพ่อแม่ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนกระทั่งการหมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ โดยสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นผ่าน Rainbow Innovation หลักสูตรที่ผู้สอนตกตะกอนและพัฒนาเป็น 7 วิชาที่เด็กต้องรู้

หลักสูตรสีรุ้งมีศิลปะเป็นเครื่องมือหลัก ออกแบบกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมให้เด็กคิด ทดลอง สงสัย แก้ปัญหา เอาตัวรอด ฯลฯ โดยหวังสร้างทัศนคติที่ดีในการดำเนินชีวิต และเติบโตขึ้นเป็นเด็ก-ผู้ใหญ่ที่มีความสุข

สองคนพี่น้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพิทักษ์ความสุขให้เด็กๆ มีจิตใจที่เบิกบานได้อย่างไร

เรื่องราวจากห้องเรียนศิลปะเล็กๆ จากอ่างทองแห่งนี้มีคำตอบ

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

ห้องเรียนศิลปะในตู้คอนเทนเนอร์

กรีซและกรีกเป็นคนอ่างทองแต่กำเนิด เรียนจบมัธยมจากโรงเรียนสตรีอ่างทอง สองคนพี่น้องชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก จนถึงขนาดวาดฝันในหัวว่า จะกลับบ้านมาเปิดห้องเรียนศิลปะ โดยคนรักศิลปะ เพื่อคนรักศิลปะ

“กรีกชอบศิลปะมาก ชอบการแสดง ชอบเล่านิทาน ส่วนพี่กรีซชอบวาดรูป แต่อ่างทองสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนไม่มีโรงเรียนศิลปะที่เราสามารถทำงานศิลปะได้ รวมถึงห้องเรียนศิลปะในโรงเรียนก็มีแค่หนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เราอยากเรียนมากกว่าหนึ่งชั่วโมง ฉะนั้น บ้านเลยเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราวาดรูป หรือแสดงบทบาทสมมติกันเองได้

“ตอนนั้นอายุประมาณสิบห้า คิดในหัวว่ามันต้องมีเด็กที่อยากเรียนศิลปะเหมือนเราบ้าง เราคิดไว้ว่าเรียนจบจะต้องกลับบ้านมาเปิดห้องเรียนเล็กๆ เพื่อให้เด็กมาเรียนศิลปะ แล้วก็อยากให้มีศิลปะหลายแขนงอยู่ในพื้นที่นี้ และเป็นพื้นที่ที่ให้เด็กมาระบายความรู้สึกผ่านศิลปะ นั่นเป็นเหตุผลให้เราตัดสินใจเรียนทางนี้ด้วย” น้องสาวเล่าที่มา

กรีซเรียนจบสาขาทัศนศิลป์ และกรีกเรียนจบสาขาศิลปะการแสดง

หลังทั้งคู่เรียนจบและรู้ใจตัวเองว่างานประจำไม่ใช่ทางก็แท็กทีมกันกลับบ้าน เช่าห้องขนาดจิ๋วในตัวเมืองอ่างทอง เธอทั้งสองว่าเป็นห้องขนาดเล็กมากในตู้คอนเทนเนอร์ พวกเธอใช้เวลา 4 ปีสอนศิลปะให้เด็กๆ โดยตั้งใจให้พื้นที่ของ Homeroom เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก ไม่ว่าจะเจอเรื่องดี-เรื่องร้าย ก็มาระบายความรู้สึกที่ห้องเรียนนี้

“เรามองว่า Homeroom คือเพื่อน ไม่ใช่เฉพาะกับเด็ก แต่คือเพื่อนของครอบครัว เราต้องการสร้างโฮมรูมให้เป็น Learning Community Center ที่ทำให้เด็กและผู้ปกครองได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผสานความขัดแย้งระหว่างครอบครัว ผสานความขัดแย้งระหว่างเด็กและพ่อแม่ เราอยากเป็นกระบอกเสียงที่จะส่งเสียงของเด็กสู่พ่อแม่ ส่งเสียงของพ่อแม่สู่เด็ก โดยโฮมรูมทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารคนสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน” กรีกเล่าจุดประสงค์ของห้องเรียนศิลปะ

Homeroom ใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กค้นพบศักยภาพในตนเอง พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความสุขอย่างสมดุล และประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เขาเลือกเอง โดยมีการประเมินผลให้พ่อแม่ทราบเป็นกราฟทุก 3 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวของลูกว่า ช่วงนี้มีความสุขไหม มีสิ่งใดกวนใจหรือเปล่า สถานที่ปลอดภัยคือที่ไหน ฯลฯ เมื่อผู้ปกครองรับรู้ก็จะเตรียมรับมือและเดินทางพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

ที่สำคัญ ห้องเรียนแห่งนี้สอนศิลปะอย่างเป็นมิตร ไม่มีการบังคับ เน้นความเต็มใจและความพร้อม

เราถามครูศิลปะที่คลุกคลีกับเด็กจิ๋วมาตลอด 5 ปีด้วยความสงสัยว่า เด็กคือผ้าขาวจริงหรือไม่

“ไม่จริง เถียงใจขาดดิ้น” ครูกรีกตอบน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะอธิบายเสริม

“เด็กก็คือเด็ก เราจะไม่เปรียบเทียบว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ เด็กมีอนาคตของตัวเอง เด็กคือหนึ่งชีวิต เขามีชีวิตของตัวเอง เด็กมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ มีสิทธิ์จะเลือกชอบ มีรสนิยม มีความอร่อยของตัวเอง เราไม่ตัดสินตั้งแต่เขาเกิดขึ้นมาว่าเขาคือผ้าขาว เราว่าทุกคนเกิดมาไม่มีใครขาวร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เขาจะมี Need ของตัวเองอยู่

“เด็กทุกคนหรือตัวเราเอง เติบโตมากับสิ่งที่เราอยากได้ สิ่งที่เราอยากชอบ ความฝันที่เราอยากฝัน เพราะฉะนั้น เราจะทำยังไงให้ Need นั้นไม่ไปทำร้ายคนอื่น เราจะคุยกับเขายังไง เราจะสอนเขายังไง เราจะมีวิธีการพูดคุยกับตัวเองและตัวเขายังไงให้ Need ของเขาช่วยสร้างสรรค์ตัวเขา ช่วยสร้างสรรค์ครอบครัว ช่วยสร้างสรรค์สังคม”

“มันคือ Attitude ซึ่งสอนยากมาก” ครูกรีซพูดใจความสำคัญ

ใช่-มันยาก แต่ห้องเรียนศิลปะเล็กๆ แห่งนี้กำลังสอนสิ่งนั้นให้เด็กๆ 

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

คอร์สเรียนศิลปะสายรุ้ง

เมื่อ Homeroom ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 สองนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ก็พัฒนาหลักสูตรจากประสบการณ์ที่สะสมมา จนกลายเป็นคอร์สเรียนศิลปะสายรุ้ง หรือ Rainbow Innovation ประกอบด้วย 7 วิชาสามันส์ (เราตั้งให้เอง)

“สี่ปีก่อนหน้านี้เราสอนศิลปะ เป็นการทำงานกับเด็ก เรารู้ว่าปัญหาของเด็กคืออะไร ปัญหาของครอบครัวคืออะไร จากการที่เด็กสร้างชิ้นงานขึ้นมา หรือพ่อแม่บางคนเปิดใจคุยกับเรา แล้วเราก็ช่วยกันแก้ไข แต่เรามองว่าศิลปะมีศักยภาพมากกว่านั้น ช่วงสามปีหลังเราตกตะกอน และปิ๊งไอเดียถอดหลักสูตรกันใหม่จากกระบวนการที่เราสอนทั้งหมด

“เราเรียบเรียงอย่างจริงจัง และเรียกว่า Rainbow Innovation เป็นเจ็ดวิชาที่เด็กควรจะเรียนรู้ และยังไม่มีสอนให้ห้องเรียน ถึงสอนก็จะแฝงในบางวิชา ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นกลยุทธ์ในการพูดคุยกับผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองได้สื่อสารกับเด็กโดยตรงด้วยเจ็ดวิชานี้ เราแบ่งวิชาออกเป็นสีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง” กรีกเล่า

หลักสูตรสีรุ้งประกอบด้วย 7 วิชา ได้แก่ สีม่วง วิชา Sensory Integration, สีคราม Soft Skills, สีน้ำเงิน Thinking Skills, สีเขียว Relationship Skills, สีเหลือง Aesthetics, สีแสด Motivation และสีแดง Heart Skills 

“วิชาสุดท้ายเป็นไฮไลต์มากๆ เราเรียนวิชานี้เยอะสุด คือ Heart Skills ซึ่ง Heart นี้ ไม่ใช่ Hard ที่แปลว่ายาก แต่เป็น Heart ที่แปลว่าหัวใจ เราพูดเรื่องการรับมือกับหัวใจของตัวเองเวลาเจอเรื่องเลวร้าย เช่น วันนี้อารมณ์ของหนูเป็นยังไง หนูรู้สึกยังไง มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เป็นการฝึกเช็กตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญมากที่เขาจะดูแลจิตใจตัวเอง เพราะมันคือตัวเขา เขาต้องได้เรียนรู้ ซึ่งเขาอาจจะอ่านอารมณ์ตัวเองไม่ออก แต่ว่าวิชานี้ช่วยเขาได้” ครูกรีกภูมิใจนำเสนอ

ที่สนุกคือการบูรณาการ 7 วิชาเข้ากับกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ เราขอยกตัวอย่างวิชา Aesthetics และวิชา Motivation ที่ให้เด็กๆ แต่งเพลงกันเอง แถมออกแบบหน้าปกอัลบั้มด้วย ได้ผลงานไพเราะมา 4 บทเพลง เพลงแตงกวาดอง เพลงหอยทาก เพลงกรุงเทพลำบากกกกกกกกกกกก.. (ก.ไก่ ยาวแบบนี้จริงๆ) และ เพลงความสนุกเดินผ่านฉันไป หรือวิชา Heart Skills ที่ให้เด็กๆ วาดทุ่งดอกไม้ด้วยสีโปสเตอร์ เพื่ออัปเดตความรู้สึกและชีวิตในช่วงนี้

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

มีแม้กระทั่งคลาสโต้วาที คลาสการเมือง คลาสสอนประชาธิปไตย ฯลฯ เพื่อสอนทัศนคติ

“เรื่องบางกลอยเราก็สอน เพื่อให้เขาเห็นภาพและเลือกตัดสินใจ ได้เห็นเพื่อน เห็นคนจากหลากหลายพื้นที่ กลับกัน ถ้าตัวเขาเกิดในสภาพแบบนั้นจะเป็นยังไง หรือเขาทำอะไรได้บ้างในฐานะที่เป็นเขา เราพยายามออกแบบกิจกรรมให้เขาได้คิด เพราะโตไปเขาต้องเจออะไรอีกมากมายที่เราไม่สามารถสอนเขาได้” สองพี่น้องช่วยกันอธิบาย

ถ้าถามว่าเรียน 7 วิชาสามันส์แล้วเรียนรู้อะไร เราขอแง้มสรรพคุณที่พวกเธอโพสต์ลงเพจเฟซบุ๊กให้ชิมเป็นน้ำจิ้ม 

ได้รู้จักยอมรับในความแตกต่าง ไม่ตัดสินคนอื่น สนุกกับการเรียนรู้ ได้รู้จักกับความผิดหวัง กล้าหาญเมื่อเผชิญปัญหา เห็นคุณค่าจากสิ่งรอบตัว สอนให้ภูมิใจในตัวเอง สอนให้เป็นผู้ฟังที่ดี สอนให้เชื่อว่าทุกความฝันเกิดขึ้นได้ ฯลฯ

Homeroom เปิดรับเด็กๆ อายุ 4 ขวบขึ้นไปจนถึงวัยมัธยม เด็กบางคนเรียนตั้งแต่เด็กยันโต เปิดสอนคลาสเล็กๆ มีนักเรียนไม่เกิน 8 คน หากน้อยกว่านั้นจนถึง 1 คน ก็ยินดีสอน พวกเธอว่ายิ่งจำนวนน้อย ยิ่งดูแลใจได้ทั่วถึง

และอย่างที่เล่าไปข้างต้นว่า นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้จะส่งผลประเมินให้ผู้ปกครองทราบด้วย

“เราพยายามอัปเดตตลอด โดยการใช้ Google Classroom เราจดบันทึกทุกวันแล้วก็พิมพ์ไปเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง เพื่อจะได้อ่านเรื่องราวของลูกๆ วันนี้ทำกิจกรรมนี้นะ เกิดปัญหาแบบนี้ขึ้น อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ เราก็เลือกให้คุณพ่อเห็นแค่คนเดียว หรือให้คุณแม่เห็นแค่คนเดียว บางคนที่ไม่สะดวกอ่านอีเมลก็โทรศัพท์พูดคุยส่วนตัว

“เราพยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับผู้ปกครองว่า ตอนนี้น้องๆ รู้สึกแบบนี้ในจิตใจ รู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาคุณภาพให้ หรือถ้ามีภาพไหนที่ติดในใจเขา เราก็พูดคุยกับพ่อแม่ พ่อแม่บางคนถึงขั้นร้องไห้ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าหัวใจลูกจำภาพอะไรไว้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมากเลยค่ะ” น้องสาวอธิบายการทำงาน

ห้องเรียนศิลปะพิสูจน์แล้วว่าหน่วยเล็กๆ อย่างครอบครัว มีความสำคัญใหญ่ยิ่งกับหัวใจของเด็กๆ 

Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก
Homeroom ห้องเรียนศิลปะของสองพี่น้อง จ.อ่างทอง ที่ขอเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขให้เด็ก

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

กรีซและกรีกทำหน้าที่คิดและสอนด้วยกันเสมอ หากแบ่งหน้าที่ย่อย กรีซดูแลเพจ ทำคอนเทนต์ บริหารจัดการการเงิน และเก็บข้อมูลส่วนตัวของเด็ก ส่วนหน้าที่พูดคุยกับผู้ปกครอง กรีซ-กรีกยืนกรานทำด้วยกันทั้งคู่

เรื่องการเรียนการสอน สองคนพี่น้องก็หาความรู้เสริมเพิ่มเติมจากการอ่าน การฟัง และการเวิร์กช็อป เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเด็กๆ ของ Homeroom ซึ่งภูมิหลังการเรียนจบปริญญาตรีก็ช่วยทั้งสองคนไว้มากโข 

“การเรียนการแสดงช่วยให้เราเห็นภาพกว้างมากขึ้นนะ ทำให้เราเห็นความแตกต่าง ไม่ได้มองแค่ตัวเราเอง รู้สึกว่ามันช่วยออกแบบกระบวนการได้ประมาณหนึ่ง เพราะว่าละครก็ช่วยในเรื่องของการ Active Learning ให้ลุกขึ้นมาเล่นอะไรบางอย่าง หรือทำอะไรบางอย่าง แต่โดยรวมมันเป็นประสบการณ์มากกว่า” น้องสาวชิงตอบก่อน

“สำหรับเรามันช่วยเยอะมากเลย ศิลปะทำให้เราไม่ตัดสินคนอื่น มันเป็นกฎกติกาการเรียนศิลปะของโฮมรูมเลยนะ เราจะไม่บอกนักเรียนว่างานใครสวยหรือไม่สวย เพราะว่าสิ่งที่เราชอบยังไม่เหมือนกันเลย แล้วเรารู้สึกว่าศิลปะทำให้เราตกตะกอนด้วยตัวเองว่า เราจะไม่ทำงานศิลปะเพื่อคนให้อื่นมาชอบ แต่เราจะทำก็เพราะอยากจะทำ”

ผู้สอนเล่าว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีเด็กคนหนึ่งมาเรียนแต่กลัวกระดาษสีขาว ไม่กล้าวาด เพราะโดนตัดสินจากคนอื่นว่าวาดไม่สวย ทำให้เด็กคนนั้นไม่กล้าวาดภาพต่อหน้าคนอื่น ต้องเอามือบังไว้ตลอด ซึ่งปลายทางหากปัญหาไม่ถูกแก้ คงส่งผลต่อความกลัวในชีวิตอีกมากมาย กลายเป็นคนที่ทำอะไรแล้วก็ผิด

แต่พวกเธอว่า ศิลปะช่วยเด็กคนนั้นได้!

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

“จากที่น้องวาดรูปตรงกลางเล็กๆ ในกระดาษแผ่นนั้น เขาเริ่มขยายเป็นตัวเล็กๆ หลายตัว จนเต็มหน้ากระดาษ และระบายสีได้เต็มหน้า เราว่ามันประสบความสำเร็จ ซึ่งตอนนั้นเขาอายุสี่ขวบ ตอนนี้เขาอายุแปด เก้าขวบแล้ว เขาเป็นคนที่เอาเรื่องนี้ไปสอนคนอื่นต่อ จะไม่พูดกันว่างานสวยหรือไม่สวย” กรีกเล่าความเปลี่ยนแปลง

“มันอิมแพค” ครูกรีซย้ำ “เราภูมิใจมากเลยนะ น้องเขาไปได้ด้วยตัวเขาเอง ศิลปะมันได้ผลตรงนี้แหละ เพราะมีสี มีรูปทรง มีอะไรต่อมิอะไรที่ทำให้ตัดสินกันได้ง่ายมาก จนอาจขยายกว้างไปได้ถึงเรื่องรูปร่างของคนด้วย

“มีเรื่องหนึ่งตอนเราสอนใหม่ๆ เด็กคนหนึ่งเอาสีชอล์กสีขาวฝนทั่วงานเลย เราถามว่าทำไมถึงวาดแบบนี้ หนูละเลงทำไม เขาบอกว่ามันคือรังผึ้ง ที่ละเลงอยู่เพราะผึ้งกำลังบินฟู่ๆ เราก็ไม่รู้ แต่กลายเป็นเรื่องที่เด็กสอนเรา

“แล้วเด็กคนนี้เป็นเด็กที่มีเหตุผลมาก เราให้เขาวาดท้องฟ้าของวันนี้ เขาก็วาดขยุกขยุยเต็มไปหมด เราก็ถามอีกว่าทำไมถึงวาดแบบนี้ เขาบอกว่าท้องฟ้าคือรูปทรงอิสระ ‘ดูสิครู มันอิสระมากเลยนะ มันเปลี่ยนรูปร่างได้หมด ครูอยากให้หนูลองเปลี่ยนมั้ย’ เรารู้สึกว่า โอ้โห นี่มันคือปรัชญาอะไรก็ไม่รู้ เขาเป็นเด็กที่กล้าหาญมาก แล้วเด็กก็กระจายพลังมาให้เรากล้าหาญต่อ เหมือนเรามาถูกทางแล้วเว้ย ซึ่งเด็กเขาสอนเราทุกอย่างเลย” กรีซปันความประทับใจ

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข
ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

ขอให้ศิลปะจงอยู่ในทุกๆ ที่

เป็นเวลากว่า 5 ปี จากตู้คอนเทนเนอร์เล็กจิ๋วขยับขยายสู่ห้องเรียนศิลปะขนาดอบอุ่น เราหยอดคำถามชวนคิดให้สองคนพี่น้องว่า คนอ่างทองเข้าใจสิ่งที่กรีซและกรีกกำลังทำอยู่หรือยัง-พวกเธอปลูกศิลปะลงในหัวใจผู้คน

“ตอนแรกเราคาดหวังให้คนเข้าใจมากๆ แต่ตอนนี้เราไม่ได้คาดหวังสิ่งนั้นแล้ว แค่หนึ่งครอบครัวที่เขาเข้ามาเรียนมันก็มีคุณค่ามากแล้ว ถึงจะอยู่แค่ครอบครัวเดียว เราก็ยังเปิดสอน เราทำงานด้วยแพสชัน แม้จะไม่มีคนเรียน เราก็ยังอยู่ เราไม่ได้ทำเพื่อเงินอยู่แล้ว ถ้าทำเพื่อเงินเราคงไปไหนต่อไหน เพราะฉะนั้นมันอยู่ถึงห้าปีเพราะแพสชันล้วนๆ 

“อีกอย่างเราอยากแก้ไขสังคมให้เด็กๆ มีความสุข ไม่ว่าเขาจะเจอเรื่องเลวร้ายหรือสังคมห่วยแตกขนาดไหน แต่อยากให้เขายังจำได้ว่า Homeroom เป็นเพื่อนกับเขา เขาหันมาก็จะเจอเรา แค่นี้พอแล้ว” พี่สาวไขข้อสงสัย

ห้องเรียนศิลปะที่คอยพิทักษ์ความสุขให้เด็กๆ กลายเป็นขุมพลังงานบวกให้ผู้ใหญ่อย่างกรีซ-กรีก และสิ่งที่พวกเธอวาดฝันจนเราเอาใจช่วยอยากให้เกิดขึ้นจริง นั่นก็คือ ‘อยากให้มี Homeroom ในทุกๆ ที่ของประเทศ’

“เราอยากให้มีกรีซ-กรีกอีกเยอะมากๆ เอาหลักสูตรเราไปเลย เราเต็มใจมาก แต่ไม่ได้คาดหวังนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริงก็จะเกิดการขับเคลื่อน และเราบอกเด็กเสมอเรื่องทัศนคติ (Attitude) ถ้าเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเหมือนธาร์นอสดีดนิ้วก็คงจะดี ซึ่งเราพยายามให้มันเกิดขึ้นให้ได้ในตอนนี้ เป็นกระบวนการที่เราอยากมีไปเรื่อยๆ มันสำคัญจริงๆ นะ การดูแลจิตใจของคนเรา เพราะสามารถทำลายล้างโลกใบนี้ได้เลย” กรีซเล่าสิ่งที่อยากเห็นและอยากเป็นในอนาคต

“สำหรับเรา มันควรจะมี Community Center ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ต่างๆ เป็นเครือข่ายของผู้ปกครองที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แบ่งปันพื้นที่ร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีการเรียนรู้ของลูกๆ ให้พ่อแม่พบปะพูดคุย ซึ่งเราพยายามสร้างพื้นที่แบบนั้นอยู่ ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะเครือข่ายพ่อแม่ยังไม่หนาแน่นถึงขั้นนั้น

“ตอนนี้เรากำลังขยายพื้นที่ไปที่ Homeplay เป็นสนามเด็กเล่นขนาดยักษ์ในพื้นที่บางส่วนของบ้าน ให้ครอบครัวมาทำกิจกรรมและใช้เวลาร่วมกัน แล้วเราก็วาดฝันอยากจะทำ Homesoul เปิดรับคนกรุงเทพฯ หรือคนต่างจังหวัดที่ไม่ใช่คนจังหวัดอ่างทอง เข้ามาใช้พื้นที่กับคนท้องถิ่น มาแลกเปลี่ยนความรู้สึกดีซึ่งกันและกัน 

“คล้ายๆ กับว่าให้ยืมป้า ให้ยืมแม่ ให้ยืมพ่อ กึ่งๆ เป็นโฮมสเตย์ แต่เราต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต ซึ่งเราพยายามทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นในหลายๆ ทาง โดยอยู่ภายใต้ Art is Everywhere” น้องสาวขมวดปม

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากศิลปะ แถมต่อขยายยาวเหยียดเป็นขบวนรถไฟ ทั้งสร้างชุมชน เครือข่าย และโปรเจกต์น่าชื่นชมอีกมาก ที่สำคัญคือการเป็นอาณาจักรพิทักษ์ความสุขของเด็กๆ ให้ความสุขคงอยู่… นานแสนนาน

ห้องเรียนศิลปะในอ่างทองของสองสาวพี่น้อง ที่อยากเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข

Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข

ที่ตั้ง : 368 ถนนเลี่ยงเมืองอ่างทอง ตำบลบ้านแห อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง (แผนที่)

วัน-เวลา : เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. 

โทรศัพท์ : 08 9080 7401

Facebook : Homeroom อาณาจักรพิทักษ์ความสุข

นอกจากห้องเรียนศิลปะ ยังมีร้าน My Heart Will Cocoa ที่เสิร์ฟ (โก)โก้ พร้อมชมนิทรรศการศิลปะขนาดย่อมของเด็กจิ๋วด้วย และเมนูโกโก้ที่นี่ก็ชื่อเท่จนต้องลิ้ม แนะนำให้ชิมรสชาติ ‘ชีวิต’ วัดดวงไปเลยว่าจะหวานหรือขม

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load